“แตงโม แตงโม แตงโม แตงโม ลูกโตๆ รสหวาน” เผลอไม่ได้ เป็นต้องร้องออกมากทุกที

ทายาทรุ่นสองตอนนี้ ขอพาทุกคนมาพบกับทายาทแบรนด์เสื้อยืดแตงโม แบรนด์เสื้อยืดสีสดในความทรงจำ สู่การต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ในมือลูกแตงโม

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์เสื้อแตงโมอายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ถ้าใช้ความทรงจำวัยเด็กเปิดดูตู้เสื้อผ้าของใครหลายคน เราจะได้เห็นเสื้อแตงโมลายทาง ลายดอก หรือลายแตงโมผ่าซีกพร้อมทาน อย่างน้อย 1 ตัว อยู่ในนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะสีเสื้อที่สดทนนาน หรือเนื้อผ้านุ่มหนาแต่ใส่สบาย ใช้เวลาคิดไม่นานก็พอจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้คุณสถาปนาตนเป็นแฟนคลับแตงโม หรือ SUIKA เสื้อยืดสีสันสดใสสายพันธุ์ไทยแท้แบรนด์นี้

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์เสื้อแตงโมอายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“เราฝันอยากให้มีเสื้อแตงโมสักตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าของคนไทย” อดิศร และอมรา พวงชมภู เจ้าของรุ่นบุกเบิก ประกาศความตั้งใจ

วันนี้ความสดใสของเสื้อเเตงโมก็ยังคงไม่ซีดจาง แม้จะเดินทางมาถึงปีที่ 41 ผ่านมือทายาทรุ่นที่สองอย่าง เซน-อดิศรา พวงชมภู ที่ตั้งใจสานต่อความสดใสและเพิ่มเติมสีสันอื่นๆ ให้แตงโมได้อยู่คู่คนไทยไปอีกนาน

“ทำยังไงให้คนไทยใส่เสื้อแตงโมแล้วมั่นใจ ให้คนอ้วน คนผิวคล้ำ หรือวัยรุ่น ใส่แล้วรู้สึกว่าเขาใส่สวย เราไม่ได้ลบเอกลักษณ์เดิม เพียงเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ให้แตงโมเป็นเสื้อที่ไม่มีวันตาย” นี่คือโจทย์ของการเปลี่ยนแปลงและปรับภาพลักษณ์แตงโมครั้งใหญ่ในมือของทายาทรุ่นสอง

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ยิ่งฟังหลักการบริหารแบบเมล็ดแตงโม 7 เมล็ด ยิ่งไม่แปลกใจว่าอะไรทำให้แตงโมครองใจคนไทยได้ยาวนานขนาดนี้

หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะจากประเทศอังกฤษ อดิศราเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยความรู้สึกลึกๆ ในหัวใจว่าต้องกลับมาสานต่อ ทั้งที่พ่อแม่ให้อิสระในเส้นทางชีวิต

ทำไมเด็กอาร์ตสุดติสท์ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินถึงกลายเป็นผู้บริหารสลับแม่ค้าขายเสื้อ

และเธอจะสานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างไร

หลังทานแตงโมลูกแรกไปแล้ว แตงโมลูกต่อไปจะหวานหอมแค่ไหน ต้องลองชิม

อดิศร และอมรา พวงชมภู ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

บริษัท: บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด (พ.ศ. 2521)

ประเภทธุรกิจ: ผลิตและขายปลีก ส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป

อายุ: 41 ปี

ผู้ก่อตั้ง: อดิศร และอมรา พวงชมภู

ทายาทรุ่นสอง: อดิศรา พวงชมภู

เมล็ดพันธุ์แห่งความผูกพัน แตกใบอ่อนเป็นทายาทรุ่นสองของแตงโม

เช่นเดียวกับทายาทรุ่นสองของธุรกิจอื่น อดิศราผูกพันกับเสื้อแตงโมตั้งแต่ยังเด็ก เธอวิ่งเข้าออกโรงงาน แวะแผนกเย็บ ดูแผนกพิมพ์ บางทีก็ไปเป็นแม่ค้าวัย 8 ขวบ ช่วยขายเสื้อที่ตลาดประตูน้ำ ไม่เพียงความผูกพันที่มีต่อธุรกิจของครอบครัว ความผูกพันกับคนงานแตงโมก็ฝังรากลึกในหัวใจของเธอ

“เราคลุกคลีกับพี่ๆ มาตั้งแต่เด็ก บางคนอุ้มเราตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ การที่เราคลุกคลีกับเขามาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เราไม่รู้สึกกลัวเมื่อเข้ามาทำงานที่บ้าน” เธอเล่าระหว่างทักทายคนงานที่เดินสวนไปมาอย่างญาติมิตร

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนเปิดกว้าง พร้อมสนับสนุนลูกทุกคนให้ไปตามฝัน อดิศราและพี่น้องอีก 3 คน จึงได้เรียนในสาขาที่ตั้งใจ ไม่ว่าเธอจะอยากเรียนเต้นฮิปฮ็อป เปียโน หรือศิลปะ คุณแม่ก็จะส่งเสริมให้ได้เรียนอย่างจริงจัง อดิศราจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นศิลปินแต่เด็ก เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมที่ไทย เธอไปศึกษาต่อด้านศิลปะที่ University of the Arts London (UAL) 4 ปี

“พวกเราค่อนข้างจะอิสระ ต้องการจะไปที่ไหนก็ได้ ตอนนั้นแอบคิดในใจว่าหากกลับมา ชีวิตที่เคยอิสระจะถูกจำกัดเหมือนอยู่ในกรงหรือเปล่า ลึกๆ ตั้งใจจะมารับช่วงต่ออยู่แล้ว แต่พอกลับจากอังกฤษก็ไม่เข้าโรงงานเลย ไปเล่นละครเวที ไปเต้นที่คอนเสิร์ต เข้าไปอยู่ในแวดวงนั้นหนึ่งถึงสองปี อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าพอแล้ว จึงกลับมาทำงานที่บ้าน เวลาผ่านไปไม่ถึงปีคุณพ่อก็ป่วย” อดิศราเล่า

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

เซน คือชื่อเล่นของอดิศรา มาจากวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีแห่งซามูไร 

เธอจึงยึดถือความกตัญญูและการสนับสนุนผู้อื่นในใจตลอดเวลา แม้คนรุ่นพ่อแม่จะพร้อมขายกิจการหากลูกๆ มีเส้นทางอื่นในชีวิต แต่เธอสละเส้นทางที่ฝันกลับมาทำงานครอบครัว

อดิศร และอมรา พวงชมภู ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

“ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ประสบปัญหา ไม่มีเงินจ่ายให้พี่ๆ คนงาน พวกเขาก็ไม่ทิ้งเราไปไหน หากธุรกิจนี้ไม่อยู่พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร บางคนเย็บเสื้อที่โรงงานสิบยี่สิบปี เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามีอะไรที่พอจะทำได้เราก็อยากทำ พอดีกับที่คุณพ่อไม่สบาย เราจึงตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อเต็มตัว” ทายาทรุ่นสองแบรนด์แตงโมยิ้มยืนยัน

กลับไปเป็นนักศึกษาฝึกงาน

เพราะเคยแต่วิ่งเล่นในโรงงานเท่านั้น ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการบริหารของเธอจึงแทบเป็นศูนย์ อดิศราเริ่มต้นบทบาททายาทรุ่นสองของตัวเองด้วยการเป็นเสมือนนักศึกษาฝึกงานคนหนึ่ง ฝึกวิชาการทำและขายเสื้อ 101

“เราพยายามเข้าไปดูทุกส่วนว่าพิมพ์ยังไง ทำบล็อกยังไง ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ไว้ใจและเคารพแบบที่พี่เขาทำมายี่สิบ สามสิบปี เราเพิ่งเข้ามาได้หกปี ประสบการณ์ไม่เท่าเขาอยู่แล้ว เหมือนเรามาช่วยเขาเชิงข้อมูลว่าโลกเปลี่ยนไปยังไงบ้าง มีอะไรช่วยผ่อนแรงเขาได้บ้าง คนรุ่นพี่ๆ ไม่ค่อยมีใครชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่เราโชคดีที่เขายอมเปลี่ยน” อดิศราย้อนความหลังครั้งเริ่มเข้ามาศึกษางานอย่างจริงจัง

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน
ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

หากต้องการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ เธอจะวาดภาพที่คิดไว้แล้วปรึกษาทั้งพ่อแม่และคนงาน เมื่อเห็นภาพเดียวกันแล้วจึงเริ่มออกแบบได้

“อย่างลายหมูป่า เราถือสเก็ตช์เดินทั่วโรงงานถามว่าเห็นเป็นหมูป่ามั้ย หรือเห็นเป็นเม่น เขาก็บอก ยังเห็นเป็นเม่นอยู่ เราก็ต้องเติมเขี้ยวมากขึ้น เริ่มเห็นเป็นหมูป่าเยอะหน่อยก็ทำ” เธอเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะแต่แฝงด้วยความภูมิใจ

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

ไม่เพียงลงไปนั่งดูวิธีการผลิตในโรงงาน เธอยังเริ่มจัดสต๊อกและขายเองกับมือ จากที่ไม่รู้อะไรเลยจนเปลี่ยนหน้าที่มาฝึกพนักงานฝ่ายขายให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของแตงโมและวิธีการดูแลลูกค้า เธอยังเสริมอีกว่า ความรู้ด้านการตลาดมาจากการอ่านหนังสือ ศึกษาข้อมูล ศัพท์วิชาการทางการตลาด และลงเรียนเสริมทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มความรู้ หวังเป็นที่พึ่งให้พี่ๆ คนงาน

ไม่ได้ขายเสื้อแค่เพียงสวย แต่อยากให้ลูกค้ามีวันดีๆ ที่มีสีสัน

อดิศรานิยามตัวเองว่าเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ’พี่คนงานมากกว่าเป็น ‘ผู้เปลี่ยนแปลง’ 

หลักสำคัญคือการคงเจตนารมณ์ในการก่อตั้งแตงโมไว้มากที่สุด และปรับปรุงสิ่งที่คิดว่าทำให้ดีขึ้นได้ อย่างการเริ่มทำการตลาด การแทรกแนวคิดการออกแบบบางส่วนเพื่อให้เท่าทันโลก และการจัดระบบการผลิตให้เป็นไปตามขั้นตอนยิ่งขึ้น

เดิมแตงโมไม่ทำการตลาด เพราะคุณพ่อไม่ต้องการเพิ่มรายจ่ายให้ลูกค้าโดยไม่จำเป็น สิ่งที่คุณพ่อยึดถือเสมอคือการให้คุณภาพของเสื้อเล่าเรื่องเอง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป คนจดจ่อกับจอมือถือมากกว่าสิ่งรอบตัว เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องแตงโมผ่านสื่อสมัยใหม่มากขึ้น

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“สิ่งสำคัญที่สุดคือลูกค้าต้องการอะไร เขาอาจไม่ต้องการแบบคนอื่นแต่ต้องการแบบที่เราเป็น แค่เพิ่มแขนให้เขานิดหนึ่งได้มั้ย ถ้าเราเอาโซเชียลมีเดียมาแล้วลูกค้าไม่มั่นใจ เราก็รู้สึกว่านั่นไม่ใช่” เธอบอกถึงความตั้งใจ แม้จะเริ่มทำการตลาดทางสื่อออนไลน์ แต่สิ่งที่ยังเน้นเสมอคือการสื่อสารกับลูกค้าผ่านการขายหน้าร้าน เพราะต้องการให้ลูกค้าอย่างอาม่าอากงที่ไม่สันทัดโซเชียลมีเดีย ยังคงซื้อเสื้อแตงโมได้อย่างสะดวก

นอกจากเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางการตลาดแล้ว เธอยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวคิดของร้านแตงโมตามสถานีเติมน้ำมัน ปตท. อีกหนึ่งช่องทางการจำหน่ายที่สำคัญของแตงโม 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

เธอเปลี่ยนร้านสีดำให้เป็นสีขาว เปลี่ยนจากพื้นกระเบื้องเป็นพื้นไม้ จากความต้องการเดิมที่จะขับความแสบสันของสีเสื้อให้จ๊าบสะดุดตาลูกค้า ก็เปลี่ยนเป็นสร้างความอบอุ่นเสมือนบ้านแทน

“เราไม่ได้ทำร้านเพื่อขายเสื้อแต่เพื่อเสริมให้การเดินทางในวันนั้นมีสีสันมากขึ้น ให้เขาได้พักผ่อนหย่อนใจจากการเดินทาง บางครอบครัวซื้อเเล้วเปลี่ยนเป็นทีมไปเที่ยวต่อ เราขอเป็นสีสดใสเล็กน้อยในวันที่ฝนตกก็ยังดี” แม้ไม่ได้เป็นนักเดินทาง แต่เเค่เห็นเสื้อแตงโมเราก็รู้สึกสดใสขึ้นได้จริงๆ

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

เธอสรุปการปรับปรุงภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ให้เราฟังว่า “เราเข้ามาทำให้กระบวนการการทำงานเป็นระบบ เพื่อที่ว่าหากพี่ๆ คนงานไม่อยู่ โรงงานต้องเดินต่อได้ แต่ระบบนี้ต้องไม่ทับความเป็นแตงโมเดิม ยิ่งเราใช้ระบบมากเท่าไร ความเป็นคนก็จะน้อยลง”

สิ่งที่ทำให้อดิศรามั่นใจที่จะดูแลแตงโมต่อ และบอกตัวเองเสมอว่านี่คือเส้นทางชีวิตของเธอ คือการที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ คนงาน และลูกค้า พึงใจและเห็นพ้องต้องกัน

แม่ค้าขายเสื้อ ศิลปินผู้ใช้ศิลปะในการบริหารงาน

สิ่งที่เธอเน้นย้ำตลอดการสนทนาคือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลง และคล้ายจะดำเนินรอยตามคุณพ่อเสียด้วยซ้ำ แต่เราเชื่อว่าความเป็นศิลปินจะต้องแทรกอยู่ในการทำงานของเธอเป็นแน่ เมื่อต้องเป็นผู้บริหารสลับแม่ค้าขายเสื้อ เธอได้ใช้ศาสตร์แห่งศิลป์ที่รักบ้างหรือเปล่า เราถาม

“ทุกคนจะบอกว่าเรียนศิลปะมาก็ออกแบบลายได้สิ ถามว่าได้มั้ย ก็ได้ แต่ศิลปะกับการออกแบบไม่เหมือนกัน เราเป็นศิลปินมากกว่า ศิลปะคือการเห็นของเรา แต่เมื่อมาอยู่กับแตงโมมันต้องเกี่ยวกับลูกค้า ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง ถ้าออกแบบลาย เราจะเป็นคนวาดด้วยมือแล้วให้พี่เขาไปทำต่อในคอมพิวเตอร์ 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

“และการที่เราเรียนศิลปะทำให้เราได้กระบวนการคิดมากกว่า เราผสานสิ่งที่ลูกค้าและเราต้องการเข้าด้วยกัน ถ้าออกบูทเราก็หยิบงบประมาณผสานความคิด วางแผนออกมาเป็นบูทที่เราต้องการ บางครั้งก็หยิบสีใบไม้ที่เปลี่ยนไปมาลองทำโทนสีใหม่ เปลี่ยนจากละเลงลงผ้าใบมาลงเสื้อแทน” เธอเล่าถึงการใช้ศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาประยุกต์กับธุรกิจครอบครัวด้วยรอยยิ้ม การันตีว่าศิลปะยังอยู่กับเธอเสมอ

เพราะยึดมั่นในคำของคุณพ่อที่ว่า “คนที่ใส่เสื้อแตงโมคือคนอารมณ์ดี” และ “แตงโมทำเสื้อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มของผู้ใส่” การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เธอทำจึงเป็นการเพิ่มสีเสื้อแตงโมให้หลากหลายเพื่อตอบสนองลูกค้าที่อาจไม่กล้าใส่เสื้อแตงโมเพราะสีที่ฉูดฉาด และตอบสนองสีผิวและรูปร่างของลูกค้าที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเพิ่มสีเอิร์ธโทน พาสเทล เพิ่มให้สีแต่ละสีมีหลายเฉด และลดรายละเอียดของลายเสื้อลง แต่ยังคงเอกลักษณ์แตงโมไว้

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

“ทำยังไงให้คนไทยใส่เสื้อแตงโมแล้วมั่นใจ ให้คนอ้วน คนผิวคล้ำ หรือวัยรุ่นใส่แล้วรู้สึกว่าเขาใส่สวย เราไม่ได้ลบเอกลักษณ์เดิมเพียงเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ให้แตงโมเป็นเสื้อที่ไม่มีวันตาย” นี่คือการเปลี่ยนแปลงและปรับภาพลักษณ์แตงโมครั้งใหญ่ เราจึงเห็นว่าเสื้อแตงโมมีหลากสีหลายแบบยิ่งขึ้น

7 เมล็ดของแตงโม หลักสำคัญในการทำงานตั้งแต่ผู้บริหารถึงลูกน้อง

นอกจากการทำเสื้อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มของผู้ใส่แล้ว การยึดมั่นในคุณธรรมทั้งเจ็ด นั่นคือขยัน อดทน ซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ประหยัด และกตัญญู ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อและคุณแม่ในฐานะพี่ใหญ่ของน้องๆ และพ่อแม่ของลูกๆ สอนเสมอ

คุณพ่อเป็นคนยโสธรที่เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ จึงเข้าใจคนยากลำบากเป็นอย่างดี ทั้งสองท่านจึงดูแลคนงานเสมือนญาติพี่น้อง ตั้งแต่สร้างโรงงานหลังคาสีแดงให้เหมือนบ้านตามต่างจังหวัด ปลูกต้นไม้รายล้อมให้รู้สึกอบอุ่น เลือกวิวริมแม่น้ำซึ่งสวยงามที่สุดให้คนงานได้อยู่ จัดหาอาหารให้ 3 มื้อ ในราคาถูก สร้างหอพักให้อาศัยในราคาย่อมเยา หรือแม้แต่สร้างโรงจอดรถให้ได้หลบฝน ความรักที่ทั้งสองมีต่อคนงานจึงส่งไปถึงลูกค้าได้จริง

ท่านทั้งสองคอยบอกให้คนงานเย็บเสื้อเหมือนเย็บให้พ่อแม่ใส่ ให้ลูกค้าได้ใส่เสื้อสวยคุณภาพดี แต่ราคาถูก เพราะฉะนั้นเมื่อพี่คนงานคนไหนตะหงิดใจเพียงนิดว่าเสื้อตัวนี้เย็บไม่ดี พวกเขาจะแก้ใหม่ทันทีโดยไม่ต้องบอก หรือแม้กระทั่งการขายอาหารให้ลูกค้าในงานแตงโมแฟร์ แม้อดิศราจะอยากช่วยผ่อนแรงคนงานด้วยการซื้อเครื่องครัวดีๆ มาให้ แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเพราะภูมิใจที่ได้ขอบคุณลูกค้าด้วยฝีมือการทำอาหารของตน

สำหรับอดิศรา เธอยึดหลักทั้งเจ็ดขึ้นใจทั้งต่อลูกค้าและคนงาน แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 41 ปี แต่เสื้อแตงโมยังคงใช้เส้นด้ายและสีย้อมที่ดีที่สุด เพื่อให้คนไทยได้ใส่เสื้อคุณภาพดีในราคาถูก

“อากาศร้อนก็เปลี่ยนผ้า ลูกค้าอยากได้เสื้อแบบไม่ต้องรีดก็เปลี่ยนผ้า” เธอเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะว่า เธอเก็บข้อมูลที่ลูกค้าต้องการมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์เสมอ

เพราะเชื่อเสมอว่าแตงโมเป็นมากกว่าเสื้อยืดธรรมดา เธอเล่าว่า วงจรของเสื้อแตงโมแต่ละตัวหมุนวนอยู่ในชีวิตคนไทยทั้งหมด ตั้งแต่เงินเดือนคนงานที่ส่งกลับไปให้ครอบครัวที่ยังคงเป็นชาวนา หรือแม้กระทั่งลูกค้าขายส่งที่ได้มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หลายครั้งได้ฟังว่าเสื้อแตงโมทำให้ลูกหลานพวกเขาจบปริญญาเอกได้อย่างไร

ไม่เพียงคนงานและลูกค้าขายส่ง แต่แตงโมยังนำกำไรที่ได้ไปช่วยพัฒนาสังคม ทั้งออกไปช่วยสร้างถนนที่ภาคใต้ สร้างโรงงานให้กลุ่มมุสลิมกายูบอเกาะ จากการรับเย็บเสื้อแตงโมไปเย็บฮิญาบ ขึ้นไปช่วยเหลือชาวเขา หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดอุทกภัย

“เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอณูของแตงโม ยังคงหลักเดิมที่ว่า แตงโมไม่ได้ผลิตเสื้อเพียงเพื่อขาย แต่เราดูว่าเสื้อที่เราทำออกไปได้สร้างคุณค่าที่ไหนบ้าง เป้าหมายของธุรกิจคือกำไร แต่เป้าหมายของกำไรคืออะไร แตงโมมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อมากกว่า” อดิศราเล่าถึงความตั้งใจของแตงโมที่เธอได้รับจากเจ้าของโรงงานรุ่นบุกเบิก

แตงโมลูกที่สองกับการรับช่วงต่อ

ถึงตรงนี้เราจึงสงสัยว่า ในบรรดาพี่น้อง 4 คน ทำไมจึงเป็นเธอที่กลับมาดูแล 

“ทุกคนต้องไปทำตามความต้องการของตนเอง แต่ท้ายที่สุดก็มีสิ่งที่ต้องทำด้วยกัน เราอาจต้องมาจุดนี้ก่อน ส่วนน้องๆ และพี่ชายอาจต้องทำตามฝันก่อนแล้วค่อยกลับมา จริงๆ น้องชายจะกลับมาช่วย แต่เราบอกให้เขาทำงานที่ต่างประเทศสักหนึ่งปีให้ได้ประสบการณ์และศึกษาระบบต่างๆ ก่อน เราเรียนศิลปะ เป็นนักเต้น แล้วมาทำธุรกิจเลย ไม่มีความรู้ที่จะมาช่วยได้จริงๆ ให้เราดำน้ำคนเดียวก็พอ ในฐานะพี่สาว น้องสาว เรามีความสุขแล้ว มันเป็นตัวตนของเรามากกว่า” เธอเล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม ทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ว่าเธอมีความสุขกับเส้นทางที่เลือกแม้ต้องละทิ้งความฝันในการเป็นศิลปิน สมกับชื่อ ‘เซน’ ของเธอไม่ผิด

ทายาทรุ่นที่สอง เซน-อดิศรา พวงชมภู

การบริหารงานในฐานะทายาทรุ่นสองของเธอเดินทางมาถึงปีที่ 6 แล้ว เมื่อถามถึงสิ่งที่เธอตั้งใจในการนำแตงโมเติบโตต่อไป เธอตอบเราว่า

“แตงโมคือแบรนด์ที่คนไทยพึ่งพาได้ ภาพที่คุณพ่ออยากเห็นคืออยากให้บ้านทุกหลังมีเสื้อแตงโม มีช่วงที่ตู้เสื้อผ้าบางตู้ไม่มีเสื้อแตงโม เราอยากเติมความฝันนั้นให้ทุกคนได้กลับมารู้จักว่า แตงโมยังอยู่ตรงนี้” คำตอบของเธอยังทิ้งร่องรอยของรุ่นบุกเบิกไว้เสมอ แต่ร่องรอยนั้นก็มีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ในแบบเธอ

อดิศร และอมรา พวงชมภู

“ไม่ว่าจะเป็นทายาทต่อหรือสร้างธุรกิจใหม่เองก็เป็นเรื่องท้าทายของชีวิต ต้องดูว่าเรามีความสุข ณ จุดไหนมากกว่า ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันกับคุณพ่อคุณแม่หรือพี่ๆ ในฐานะคนรุ่นใหม่ เราต้องลดอัตตาลงเเล้วฟังเขาเยอะขึ้น เมื่อเราดูตัวเอง เราจะเข้าใจว่าทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ ทำไมพ่อแม่ไม่ฟัง เพราะเราพูดไม่ชัดเจน หรือเข้าไปคุยตอนท่านอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า 

“เรามีเป้าหมายว่าต้องเก่งขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม การเป็นทายาทรุ่นสองเป็นการพัฒนาตนเองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าคิดได้แบบนี้ เราจะมีความสุขมากขึ้น และตอนนี้เรามีความสุขดี” เพราะรอยยิ้มตาหยีและน้ำเสียงสนุกสนานของเธอตลอดการสนทนา ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า สีสันของแตงโมจะไม่ซีดจางเพราะศิลปินสาวนามอดิศรามีความสุขที่ได้เป็นทายาทรุ่นสองจริงๆ 

ทายาทรุ่นสองผู้ต่อยอดแบรนด์ เสื้อแตงโม อายุ 40 ปีให้เติบโตเป็นแตงโมลูกโตๆ รสหวาน

บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด (พ.ศ. 2521)

ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีก่อน ขณะเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยต้องการเก็บเงินสร้างชีวิตคู่ คุณพ่ออดิศราและคุณแม่อมราจึงไปรับเสื้อยืดมาขาย ทั้งแบบที่พิมพ์ลายมาแล้วและซื้อเสื้อเปล่ามาพิมพ์เอง ในปีเดียวกัน คุณพ่อและคุณแม่ได้ฝากขายสินค้าที่ร้านกิฟต์ช็อปเม็ดทรายและได้ตั้งชื่อแบรนด์เป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นว่า ‘SUIKA’ ที่แปลว่า แตงโม เพราะคุณพ่อชอบทานแตงโม ส่วนคุณแม่เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่น

ด้วยแนวคิดที่เฉียบคมของคุณพ่อผสานกับกำลังแรงกายและแรงใจจากคุณแม่ แตงโมจึงตีตลาดเสื้อยืดได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น “ตอนนั้นในท้องตลาดเป็นเสื้อใยสังเคราะห์ เสื้อคอตตอนขายในห้างและส่งออกเท่านั้น แต่เราชอบคอตตอนเพราะใส่สบาย ซับเหงื่อได้ และเราขายราคานักศึกษาแค่เก้าสิบเก้าบาท แถมพิมพ์ลายน่ารักๆ และปรัชญาเก๋ๆ” คุณแม่เสริมให้ฟังถึงกลยุทธ์ที่ทำให้แตงโมเป็นเสื้อที่ครองใจคนทุกวัย

ในปี 2528 ทั้งคู่ได้ตั้งบริษัท วาย แจแปน จำกัด เพื่อผลิตเสื้อแตงโมอย่างครบวงจร และเปิดร้านสำหรับขายเสื้อแตงโมสาขาแรกที่บางลำพูในปีถัดมา ต่อมาในปี 2532 จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด

ช่วงหนึ่งแตงโมเคยเน้นผลิตเสื้อเพื่อการส่งออกเพราะคิดว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่เมื่อดำเนินกิจการไปสักพักจึงคิดว่าการผลิตเสื้อให้คนไทยได้ใส่นั้นเหมาะกับแตงโมที่สุด ประกอบกับได้รับผลประกอบการที่ดีเกินคาดจากการขายส่งที่ตลาดโบ๊เบ๊ แตงโมจึงเน้นตลาดขายส่งตั้งแต่นั้นมา 

“วันนั้นเราเป็นวัยรุ่น เราจึงเข้าใจหัวใจวัยรุ่นว่าต้องการใส่อะไร แต่วันนี้ เราอายุขนาดนี้เรากลับไปตีตลาดวัยรุ่นไม่ได้แล้ว มีเซนเข้ามา จึงถือว่าแตงโมได้เกิดใหม่อีกครั้ง พ่อแม่ต้องวางอย่าติดยึดว่าฉันสำเร็จอย่างนี้มา เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเคารพเขา ทุกอย่างเป็นประสบการณ์หมด มันเป็นมหาลัยของความเป็นจริง”

Facebook : SUIKA – เสื้อแตงโม

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : อีหล่า มาร์เก็ต

ประเภทธุรกิจ : ร้านสรรพสินค้า

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2559

อายุ : 5 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : พร้อมพร มุกดาม่วง, อัญชลี แสงโต 

ทายาทรุ่นสอง : รักอิสระ มุกดาม่วง

อีหล่า เป็นคำสรรพนามสื่อถึงความเอ็นดู ที่ผู้ใหญ่ทางภาคอีสานใช้เรียกลูกสาว หลานสาว หรือเด็กผู้หญิง 

แต่สำหรับ พีเจี้ยน-รักอิสระ มุกดาม่วง อีหล่า คือชื่อขึ้นต้นร้านโชห่วยที่เขาและครอบครัว ร่วมกันรีแบรนด์ร้านชำบ้านๆ ของคุณยาย ให้กลายเป็นร้านค้าครบวงจร มีเอกลักษณ์ และที่สำคัญคือกลมกลืนกับชุมชน

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ ร้านโชห่วยดีไซน์แปลกตา ตั้งอยู่ที่บ้านหนองใส หมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลหนองนาคำ จังหวัดอุดรธานี ให้บริการจำหน่ายสินค้าทุกชนิดที่เป็นมิตรกับชุมชนและคนท้องถิ่น พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับบริบทชุมชนที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงดูแลใจลูกค้าด้วยหลักการง่ายๆ 

“ไม่ได้ขายเพียงแค่สินค้า แต่ขายความเชื่อใจ” 

คอลัมน์ทายาทรุ่นสอง พาไปคุยกับทายาทร้านชำหนึ่งเดียวในจังหวัดอุดรธานี หลานชายผู้หยิบเอาความสร้างสรรค์และประสบการณ์ ทั้งจากการเดินทางและความสนใจในการถ่ายภาพ มาพัฒนาร้านโชห่วยของคุณยาย ยกระดับร้านโชห่วยที่คุ้นตา เปลี่ยนร้านเพิงให้กลายเป็นร้านเพลิน (เดินกันง่าย ขายกันเพลิน) พัฒนาจุดเด่น ลบจุดด้อยของโชห่วย ปรับความคุ้นชินเดิมให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น จนมีคนแวะเวียนมาขอเคล็ดลับการทำร้านอย่างไม่ขาดสาย 

แต่ก่อนแต่ไร

ก่อนที่จะเป็นร้านสรรพสินค้า อีหล่า มาร์เก็ต อย่างทุกวันนี้ กิจการร้านขายของชำเป็นธุรกิจที่อยู่คู่ครอบครัวของพีเจี้ยนมาก่อน มีทั้งช่วงรุ่งเรือง ซบเซา และช่วงที่ต้องหยุดกิจการไป โดยในแต่ละยุค สินค้าที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาวางขายในร้านแตกต่างกันไป 

ร้านในรุ่นคุณปู่คือกิจการเดียวในตำบล มีลูกค้าเป็นชุมชนกว่า 20 ชุมชนในละแวกใกล้เคียง ขายตั้งแต่ของกิน ของใช้ อะไหล่รถจักรยาน ไปจนถึงปุ๋ย ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ถึงขนาดมีโกดังใหญ่ไว้เก็บปุ๋ยเพื่อขายคนในชุมชน 

เมื่อยุคสมัยและความต้องการบริโภคสินค้าเปลี่ยนไป ร้านขายของชำใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้น ชาวบ้านมีรถขับเข้าไปซื้อของในเมืองเองได้ คนทำนาน้อยลง ร้านจึงหันมาจับทางสินค้าอุปโภคบริโภค 

เมื่อราวๆ 5 ปีก่อน คุณยายชุบชีวิตให้ร้านกลับมาเปิดขายอีกครั้ง ปรับห้องแถวขนาดหน้ากว้าง 6 เมตรเป็นโชห่วยที่ชุมชนคุ้นเคย ขายเครื่องดื่ม ของใช้ รวมถึงมีแผงหมูและแผงผักเล็กๆ เป็นตัวเลือกเสริม

กิจการตกทอดมาสู่รุ่นพีเจี้ยน คุณแม่และคุณยายชักชวนให้มาช่วยทำร้านใหม่ จากที่ตั้งใจทำแค่ร้าน ชายคนนี้กลายเป็นเสาหลักในเรื่องการออกแบบดีไซน์ วางระบบการขายแบบใหม่ หันมาทำความเข้าใจชุมชน ขายของครบวงจรมากขึ้น ทำการตลาดจนพาร้านออกสื่อและถูกพูดถึงในทวิตเตอร์ และยังเป็นต้นแบบของความเป็นไปได้ ในการเปลี่ยนภาพจำร้านโชห่วยให้ดีกว่าเดิม 

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ปรับภาพจำ ทำแบบใหม่

โชห่วยในต่างจังหวัดที่ทุกคนคุ้นตา คือร้านขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน บางร้านมีถังน้ำแข็งสีฟ้าสดใสตั้งอยู่ด้านหน้า บางร้านมีแผงผัก บางร้านเน้นขายขนมหรือขายกับข้าวคละกับสินค้าประเภทอื่น 

พีเจี้ยนไม่ทำแบบนั้น เพราะเขาเชื่อว่าร้านโชห่วย ยกระดับให้ดีและสวยได้

“คนเขาพูดว่า ‘ทำดีเกินไป ร้านขายของไม่ต้องดีขนาดนี้ คนมันจะเข้าไหม’ เราก็บอกเขาว่าลองดู ลองมาดูมิติใหม่ๆ เราบอกลูกค้าเก่าที่เคยซื้อกับยายแบบนี้ เขาก็กล้าๆ กลัวๆ คิดว่าแค่ขายของเฉยๆ ไม่ต้องทำดีขนาดนั้นก็ได้

“เราชอบร้านกาแฟ ชอบดีไซน์ ก็น่าจะทำให้มันดีได้ สวยได้ ทำไมจะต้องไปทำเหมือนเดิม ขนาดบ้านยังออกแบบให้ไม่เหมือนกันได้เลย ร้านขายของก็ต้องแปลกๆ ได้ มันต้องสวยได้ ขายของได้ด้วย”

นอกจากปรับเลนส์การมองใหม่แล้ว ตัวเขาซึ่งคลุกคลีอยู่กับการท่องเที่ยว การถ่ายภาพ และยังเคยไปอยู่อเมริกามาก่อน เห็นตัวอย่างของความเป็นไปได้ และจากร้านชำของชาวเอเชียในอเมริกา เขาจึงค้นพบว่าร้านชำสามารถทำให้น่าสนใจขึ้นได้อีก ถ้ามีการจัดวางและวางระบบในร้านที่ดี

“ร้านขายของชำเขาเหมือน Tops เหมือน Villa Market บ้านเราเลย จากประสบการณ์ตรงนั้นเลยเป็นแรงให้เรากล้าลงมือทำ”

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เติมสิ่งที่ขาด

สิ่งที่พีเจี้ยนเริ่มทำเป็นอย่างแรกคือ การสำรวจข้อดีและจุดที่พัฒนาได้ของกิจการโชห่วย เขายังคงเชื่อว่าธุรกิจโชห่วยธรรมดาๆ อยู่คู่กับชุมชนได้ จึงชวนแม่มานั่งจับเข่าคุยถึงภาพที่อยากเห็นร่วมกัน มองหาจุดบอดและแก้ไขไปทีละข้อ

“ก่อนคิดว่าอีหล่าจะเป็นยังไง ผมต้องมองปัญหาและข้อดี ข้อดีของโชห่วยคืออะไร ข้อเสียหรือข้อด้อยต่างจากร้านค้า Modern Trade ยังไง แล้วกลับมารีเช็กกับคุณแม่ว่าร้านบกพร่องตรงไหน ไม่ใช่แค่ร้านตัวเอง เรามองภาพรวมด้วย เราเกิดมาพร้อมโชห่วย เราซื้อของในโชห่วยยังไง ทำไมเราไม่ประทับใจ เราชอบจุดไหนของโชห่วย มีเช็กลิสต์สองฝั่ง ฝั่งที่เราชอบ เราพัฒนา ฝั่งที่เราไม่ชอบ เราแก้ไข”

เมื่อภาพที่คุณแม่อยากได้และไอเดียของพีเจี้ยนมาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นร้านโชห่วยที่ด้านนอกเป็นอาคารทรงหน้าจั่ว ก่อด้วยอิฐมอญแดง ด้านในตกแต่งให้มีเพดานสูง เน้นความโปร่งโล่ง ติดเครื่องปรับอากาศ และจัดโซนสินค้าแยกประเภทชัดเจน 

“โชห่วยเดิมทีขาดการจัดวาง ขาด Display ขาด Art Direction ขาดความสวยงาม จะทำร้านทั้งที ก็ทำให้ดีๆ เลย ยกจากห้องแถวให้เป็นมาร์เก็ตไปเลย เพราะเรามีประสิทธิภาพในเรื่องสินค้าอยู่แล้ว”

อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
อีหล่า มาร์เก็ต ทายาทรุ่น 2 โชห่วยในอุดรฯ กับมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เวิร์ก / ไม่เวิร์ก

นอกจากแปลงโฉมร้านให้ดียิ่งขึ้น การจัดวางร้านแบบใหม่ก็เน้นให้โปร่งโล่ง เพื่อสุขอนามัยภายในร้าน จากระบบทอนเงินแบบควักในกระปุก เปลี่ยนมาเป็นระบบลิ้นชักเก็บเงิน (Cash Drawer) ที่ช่วยให้การคิดเงิน-ทอนเงิน ง่ายและรวดเร็วขึ้น

พีเจี้ยนทดลองนำสิ่งที่เขาคิดว่าดีมาทำให้ร้านมีระบบเข้าที่เข้าทางขึ้น เพิ่มความแปลกใหม่ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ไปได้สวยกับร้านโชห่วยของเขา 

“เราเคยเอาของที่ไม่เหมาะกับชุมชนมาขาย คิดแค่ว่าอยากให้ร้านดี มีครบทุกอย่าง หรือการใช้ถุงกระดาษ ถุง Eco เราว่ามันดี แต่การรักษ์โลกก็มีราคาที่ต้องจ่าย พอต้นทุนสูง มันไปกันไม่ได้ เลยกลายเป็นว่าเราไปทางรักษ์โลกจ๋าไม่ได้ อีกอย่างถ้าใส่ของแบบนี้ แล้วลูกค้าขับมอไซค์มาจะกลับได้ไหม ถุงแบบนี้ควรให้ลูกค้าที่ขับรถยนต์เหมือนเมืองนอก เราก็ต้องกลับมาบาลานซ์ใหม่

“เช่นเดียวกัน เราไม่เอาเนื้อหมูสดๆ ไปแพ็กขายเหมือนห้าง ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยลอง แต่ลองแล้วขายไม่ได้ เอาไปแพ็ก เอาไปสไลด์ เขาก็มาซื้อเนื้อหมูสดแบบที่เอามีดปาดที่ตลาดเหมือนเดิม”

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ก่อนกลับมารับช่วงต่อ ทั้งคุณแม่และลูกชายเห็นพ้องตรงกันว่า ทำร้านเป็นของตัวเองขึ้นมา สร้างแบรนด์ของตัวเองดีกว่าการซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 

“ทีเแรกเขาชวนทำร้านสะดวกซื้อแบบแฟรนไชส์ หาอะไรทำที่เกี่ยวกับการขายของ เรามองว่าชุมชนไม่ต้องมากินของเวฟ สุดท้ายก็ไม่ตอบโจทย์เรา และยังไม่ตอบโจทย์ชุมชนอีก เลยคิดว่าทำร้านที่เหมือนอีหล่าในทุกวันนี้น่าจะตอบโจทย์มากกว่า”

อีหล่า มาร์เก็ต ทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของชุมชน จึงยึดคอนเซปต์เดิมเรื่อยมา ตั้งแต่วันแรกที่ขายจนถึงทุกวันนี้

 ‘ขายของตลาดสด แต่อยู่ในห้องแอร์ ระบบต้องเหมือนห้าง แต่การขายต้องเหมือนเดิม’

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ไว้ใจได้

ในวันที่ร้านค้า ร้านโชห่วย ปรากฏอยู่ทุกซอกทุกมุม ห้างร้านขนาดใหญ่เริ่มขยายเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น คนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยและมีตัวเลือกใหม่ๆ สิ่งที่พีเจี้ยนทำเพื่อรักษาฐานลูกค้าให้กับร้าน คือการสร้างความเชื่อใจ 

“เราให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าสินค้าและคุณภาพ อย่างที่บอกว่าเราขายความเชื่อใจ สินค้ากับคุณภาพมันซื้อที่ไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกดีๆ ให้กันไม่ได้ทุกที่

“เราซื่อสัตย์ทั้งทางคำพูดและการกระทำ ของที่เอามา เอามาจากไหน เราก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง เราขายความเชื่อใจ เคยได้ยินคำว่าย้อมแมวขาย แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในร้านเราเลย เราค่อนข้างซีเรียส แค่ผักเหลืองเราก็ไม่อยากขายแล้ว 

“จริงอยู่ที่ทุกวันนี้ร้านค้าเยอะ อย่างที่บอกเราโตมากับโชห่วย ความเป็นโชห่วยมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว คนนี้ซื้อร้านนี้ เขาก็จะซื้อร้านนี้ตลอด ลูกค้าประจำที่ซื้อน้ำแข็งห้าบาท ก็ซื้อน้ำแข็งห้าบาททุกวัน เลยกลายเป็นว่า เรายังรั้งลูกค้าประจำไว้ได้”

เมื่อร้านซื่อสัตย์ ลูกค้าจึงแวะเวียนกลับมาใช้บริการ เกิดการบอกต่อ ทำให้ร้านรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ ร้านได้ลูกค้า ลูกค้าได้ความสบายใจ ผลคือได้ทั้งสองฝ่าย เกิดเป็นการซื้อขายที่มีความสุข

“บางทีเขาใช้ลูกมาซื้อ ลูกหยิบถั่วงอกไม่ดีมา เรายังไม่ได้เช็กของคัดของออก เราบอกว่าไม่ต้องเอาหรอก แต่มันเหลือห่อเดียวแม่ใช้มาซื้อ งั้นเราไม่เอาเงินนะถุงนี้ แต่บอกแม่ด้วยว่าเราไม่คิดตังค์ เราดูของทุกอย่างที่เขาถือมาว่ามันอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง โอเคไหม ของชำรุดไหม เราเช็กให้เขาตลอด ไม่ได้สักแต่คิดเงินแล้วก็แค่คิดไป”

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

เคียงข้างชุมชน

อีหล่า มาร์เก็ต คือร้านค้าในชุมชน ก่อตั้งโดยลูกหลานในชุมชน เพื่อคนในชุมชน นอกจากบริการสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเหลือและดูแลชุมชนไปพร้อมๆ กัน

“เราอุดหนุนผักสวนครัว ตาๆ ยายๆ ปลูกข้างบ้าน เขาก็เอามาขายเรา มีกล้วยอยู่ข้างบ้านตัดมาขายให้เรา เรารับซื้อตลอด 

“ลูกค้าหลักของเราคือคนในชุมชน ซึ่งส่วนมากคนที่มาซื้อของเรารู้จักมักคุ้น รู้หน้าเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ สิ่งไหนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ เราทำอยู่ประจำ ลูกค้าประจำจัดงานศพแล้วเขามาซื้อของ เราจะฝากของไปทำบุญกับเขาตลอด สมมติเขาซื้อเนื้อหมูกับเราสองกิโล เราจะแถมเขาไปสองถึงสามกิโล เราทำบุญด้วยนะ ถ้าขึ้นบ้านใหม่เราก็จะฝากไปทำบุญด้วย” 

ที่นี่นอกจากการเป็นร้านโชห่วยของคนในชุมชน ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ธุรกิจ โดยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาเรียนรู้การทำธุรกิจค้าขายและการขายสินค้าเกษตร ให้กับน้องๆ ตั้งแต่นักเรียนชั้นอนุบาลไปจนถึงนักศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของกลุ่ม OTOP ของตำบลอีกด้วย 

และในช่วงวิกฤตโรคระบาดนี้ อีหล่า มาร์เก็ต เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยเหลือคนในชุมชน ด้วยการร่วมบริจาควัตถุดิบในร้าน อาทิ หมูสด ร่วมกับร้านอาหารในชุมชน เพื่อทำอาหารกล่องช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ บริจาคสิ่งของที่จำเป็นให้กับโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยให้ชุมชนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน 

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม
‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

ความบ้า

อีหล่า มาร์เก็ต เปิดขายมาแล้วกว่า 5 ปี มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนเสมอ และบางคนถึงกับตั้งใจมาขอคำแนะนำเรื่องการทำธุรกิจ เจ้าของร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์กว่า 4 สาขาก็เคยมาพูดคุยถึงแนวคิดในการทำร้านมาแล้ว

“คนสนใจในความบ้ามากกว่า ทำไมต้องทำร้านแบบนี้ ไม่ต้องคนอื่นหรอก แค่พ่อเรายังงงว่าทำไมต้องทำร้านขนาดนี้ แค่ร้านขายของเอง แต่มันต่อยอดได้ ตกแต่งได้ สวยได้ คนที่สนใจอาจยังไม่รู้ ไม่กล้า หรือไม่แน่ใจว่าจะเริ่มยังไงมากกว่า เราเป็น Case Study ของคนตัวเล็ก สิ่งที่เราทำมันการันตีได้ว่า คนธรรมดาก็เริ่มทำได้”

สิ่งที่คนมักเข้ามาถามเป็นเรื่องภายนอก การตกแต่ง การจัดวาง ชื่นชมในความน่าทึ่งของโชห่วยที่เริ่มโดยคนตัวเล็ก สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ แม้ไม่ใหญ่โตเหมือนห้างแต่ทุกอย่างเริ่มด้วยใจ และอยู่ได้เพราะคนทำมีความสุข

“ส่วนมากจะถามว่าต้องเริ่มยังไง มันไม่ได้เริ่มยากอะไร เราก็ขายของธรรมดานี่แหละ สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกคือ การทำร้าน ทำให้มันดีๆ ไปเลย ทำให้คนขายประทับใจ พอคนขายประทับใจ คนซื้อเขาจะรับรู้ได้ว่าเรารังสรรค์สิ่งนี้ สร้างสรรค์สิ่งนี้สำหรับลูกค้า เขาจะเห็นความตั้งใจเอง”

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อถึงจุดที่ทั้งเขาและร้านมีความพร้อม พีเจี้ยนยังมองไปถึงการขยับขยายกิจการ ต่อเติมร้านให้กว้างขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งคอนเซปต์และบริการที่ดีเช่นเดิม

“ที่คิดไว้ก็คือ ในเร็วๆ นี้จะมีสาขาในรูปแบบหนึ่ง หน้าตาอีกแบบหนึ่ง ไซส์เล็กลงแต่ยังคงคอนเซปต์เดิม ขายของประมาณนี้ คุณภาพประมาณนี้ อาจจะเลือกของที่ขายดีของร้านนี้ไปขาย ตัั้งเป็นช็อปหรือ Pop-up Store ขึ้นมา”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความตั้งใจ

พีเจี้ยนพูดถึงความภูมิใจหลังจากเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว เมื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตัวเขาเริ่มผูกพัน และอยากเห็นกิจการที่ตัวเองลงมือลงแรงร่วมกับครอบครัวเติบโตไปเรื่อยๆ 

“เราทุ่มเทให้ตรงนี้มากตั้งแต่ยังไม่สร้าง ตอนก่อสร้างเราก็มาดูทุกวันกับช่าง ทุ่มพลังงานชีวิตให้กับตรงนี้ไปเยอะแล้ว เลยกลายเป็นว่าเราไม่เหลือแรงให้ไปที่อื่น ถึงตรงนี้ขาดทุนเราก็ต้องสู้

“อีกเหตุผลหนึ่ง คือทำแล้วมีคนสนใจ ลูกค้าสนใจ คนนอกพื้นที่สนใจ ว่าสิ่งที่เราทำเป็นมิติใหม่ๆ ทำให้ใจชื้นว่าที่ทำไปไม่เสียเปล่านะ เราทำแล้วมันสร้างแรงบันดาลใจให้ใครบางคน รู้สึกว่ามีคุณค่ากับเราและคนอื่น”

ในฐานะผู้ประกอบการและคนในชุมชน พีเจี้ยนเชื่อว่าร้านโชห่วยของเขาจะไปต่อได้ และอยู่คู่กับชุมชนได้ หากยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและความตั้งใจดี จึงตั้งใจฟูมฟัก อีหล่า มาร์เก็ต ให้เป็นมากกว่าโชห่วย แต่เป็นพื้นที่ของทุกคนในชุมชน

‘อีหล่า มาร์เก็ต’ โชห่วยยุคใหม่ของทายาทรุ่นสอง ปรับโฉมร้านเพิงของยายให้ได้มาตรฐาน แต่เป็นมิตรกับชุมชนเหมือนเดิม

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load