ขอโทษทุก ๆ ท่านที่เล่าเรื่องเก่าให้ฟังมายาวนาน แบบคนชราชอบเล่าความหลัง อาจจะจำผิดจำถูกบ้างก็ได้ ทุกอย่างในโลกจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ” 

นี่คำลงท้ายจากบันทึกของ หม่อมเจ้าหญิง มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ทรงเขียนไว้ในหนังสือ วังสวนผักกาด 50 ปีฯ เรียกได้ว่าเป็นความเรียงชิ้นสำคัญที่ถ่ายทอดโดยตรงจากผู้พำนักที่ได้สัมผัส ‘สวนผักกาด’ ตั้งแต่แรกเริ่มก่อนจะมาเป็น บ้าน วัง พิพิธภัณฑ์ และดำเนินการจัดตั้งเป็น มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ตามเจตนารมณ์ของหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร พระมารดาของหม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ 

“ถนนศรีอยุธยาเวลานั้น…ยังเป็นถนนดินแดง มีคลองข้างถนนและต้นมะฮอกกานีใหญ่และต้นก้ามปูตลอดทาง ที่ดินจะเป็นสวนที่คนจีนปลูกผักขาย จัดเป็นร่องปลูกผักและมีคูตามร่องที่เราต้องกระโดดข้ามเวลาไปดูที่ แม่เห็นก็ชอบใจบอกว่า ดีแล้วฉันจะอยู่เป็นนาง Wiggs แห่งวังสวนผักกาด (Mrs.Wigg คู่ The Cabbage Patch) ตามนิยายอังกฤษ เรื่องผู้หญิงคนหนึ่งอยู่โดดเดี่ยวในท้องนา ปลูกผักไม่แคร์ใคร ซึ่งตั้งใจตั้งชื่อบ้านใหม่ว่า บ้านสวนผักกาด พ่อ (เสด็จในกรมฯ) ท่านไม่เคยตั้งชื่อตำหนักที่ประทับว่า วัง จะเป็นที่ไหนก็ตาม เช่น บ้านประแจจีน และบ้านบ่อจืดที่หนองแก เพราะท่านถ่อมพระองค์ แต่คนทั่วไปมาแต่งตั้งให้เป็นวังทีหลัง”

หม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ (พ.ศ. 2474 – 2556) เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในวังสวนผักกาด ก่อนเสด็จศึกษาต่อต่างประเทศด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ประเทศสเปน ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ และกลับมาทรงงานเป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์ฯ และที่มหาวิทยาลัยในประเทศสเปน จากนั้นทรงยุติการสอนและหันมาวาดภาพเป็นศิลปินอย่างจริงจัง โดยท่านยังทรงบันทึกถึงพระมารดาเอาไว้ว่า “แม่ชอบรวบรวมของสวยงามและของเก่าก็มีมากขึ้นเสมอ เช่นอย่างดินเผาบ้านเชียงที่แม่รวบรวมเป็นคนแรก จนต้องบรรจุในบ้านไทยเล็ก ๆ ต่อไปเมื่อครบรอบวันแต่งงานครั้งหนึ่ง พ่อก็ประทานหอศิลป์ที่ไปซื้อมาจากวัดแห่งหนึ่ง (หอเขียน) ที่แม่เอามาซ่อมแซมไว้ตั้งในสวนด้วย และเริ่มจัดสวน ขุดบ่อให้สมกับที่ทางบ้านต่าง ๆ ที่เพิ่มจนเป็นลักษณะแรก ๆ ของพิพิธภัณฑ์ที่ทุกคนเห็นอยู่ในปัจจุบัน”

วันนี้ถือเป็นวันดีที่เราจะได้พาทุก ๆ ท่าน ลัดเลาะเข้าพิพิธภัณฑ์ (เกือบจะ) ลับ ใจกลางเมืองแห่งนี้ เผื่อจะได้สัมผัสมนต์ขลังและความสวยงามตามที่หม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ บรรยายไว้อย่างประจักษ์ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งเรื่องราวน่าสนใจสารพัดสารเพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อจบบทความนี้แล้ว พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดจะกลายเป็นมิวเซียมโปรดในใจของผู้อ่านเช่นเดียวกับในใจเรา

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

จากสวนผัก สู่สวนศิลป์
Feel-like-home museum

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเนื้อที่ 6 ไร่ใจกลางพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าพญาไทเพียง 400 เมตร โอบล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี มีต้นอินทนิลสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ทอดเงาบนสนามหญ้า หากมองขึ้นไปจะเห็นยอดตึกใบหยก ลดหลั่นสายตามาที่ระดับพื้นดิน คูน้ำยังคงมีเต่าปลา การจัดสวนสร้างเนินสูงต่ำให้เดินทอดน่องเพลิดเพลินใจ เมื่อเราก้าวเข้ามาด้านใน รู้สึกได้ว่ามาเยือนจุดเชื่อมโยงโลกอดีตและปัจจุบัน 

ที่นี่ประกอบด้วยเรือนไทยทั้งหมด 8 หลัง เชื่อมโยงกันด้วยทางเชื่อมด้านบน เมื่อเดินจบค่อยเดินลงมาสำรวจพื้นที่ด้านล่างใต้ถุนเรือนไทย หรือจะเริ่มต้นจากเดินชมห้องด้านล่างก่อนก็ย่อมได้ เรียกได้ว่า Journey หรือการออกแบบเส้นทางในการเดินชมพิพิธภัณฑ์ของวังสวนผักกาดไม่มีรูปแบบชัดเจน ไม่ได้กำหนดเส้นทางตายตัว ให้อารมณ์สบาย ๆ เหมือนมาเที่ยวบ้านญาติผู้ใหญ่ที่สะสมของสวยงามทรงคุณค่าไว้เยอะมาก แต่ก็ใจดีที่จะเปิดให้ลูกหลานได้เข้าชมแทบทุกจุด จะว่าไปวังสวนผักกาดนี้ นับได้ว่าเป็นสถานที่แห่งแรกในประเทศไทย ที่เจ้าของบ้านเปิดบ้านให้บุคคลภายนอกเข้าชม ในขณะที่ยังคงพำนักอาศัยอยู่นับแต่ พ.ศ. 2495 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 

แรกเริ่มหมู่เรือนไทย 4 หลังที่เชื่อมต่อถึงกัน แต่เดิมเป็นของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) เทียดของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต (เสด็จในกรมฯ) อายุราวร้อยกว่าปี เมื่อตกทอดมาถึงเสด็จในกรมฯ และ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร (คุณท่าน, คุณหญิง) จึงย้ายมาปลูกที่วังสวนผักกาด ต่อมาเมื่อมีของสะสมมากขึ้น ได้มีการสร้างเรือนไทยหลังอื่น ๆ เพิ่มเติม จนปัจจุบันมีถึง 8 หลังด้วยกัน

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

อย่างไรก็ดี หากใครชอบประวัติศาสตร์ศิลป์แล้วรับรองว่ามาที่นี้ย่อมไม่ผิดหวัง วังสวนผักกาดได้รวบรวมโบราณวัตถุในศิลปะสมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา และรัตนโกสินทร์ รวมถึงศิลปะขอม สะท้อนให้เห็นความชอบส่วนตัวของเจ้าของบ้านนักสะสม และความสนใจในเรื่องที่ผิดแผกไปจากคนในยุคนั้น เช่นการสะสมเครื่องถ้วยชามที่แตกหัก บิดเบี้ยว โดยนัยอาจมีแง่งามที่มองเห็นกระบวนการที่ผิดพลาดอันเกิดขึ้นระหว่างการสร้างสรรค์ คือศิลปะและความงามเช่นเดียวกัน ความไม่สมบูรณ์แบบนี้ก่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ที่วังสวนผักกาด เราจะได้เห็นจานชาม ถ้วยโถ ที่บิดเบี้ยว ชวนให้เรานึกถึงงานศิลปะร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน 

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

นอกจากของสะสมแล้วเราก็จะได้ชมข้าวของเครื่องใช้ของเจ้านายในราชสกุล อาทิ ด้านล่างเรือนไทยหลังที่ 4 ใกล้ท้องพระโรง ยังคงมีพระอู่ (เปล) ของหม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นการเก็บสะสมและดูแลรักษาของรักของหวงและของใช้ของสมาชิกในบ้านเอาไว้เป็นอย่างดี เสมือนการชุบชูชีวิตผู้คนที่เคยพำนัก แม้ว่าผู้นั้นจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

‘เสด็จในกรมฯ’ และ ‘คุณหญิงพันธุ์ทิพย์’
ความรักที่ส่งเสริมให้คนรัก ‘รัก’ ที่จะเป็นตัวของตัวเอง

เรื่องราวความรักและการเกื้อกูลกันของเสด็จในกรมและคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ ถูกบอกเล่าผ่านความเรียงของ ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ท่านได้เล่าว่า เมื่อคราวที่ยังเป็นนักศึกษาวิชาโบราณคดีอยู่ที่อังกฤษ ได้มีโอกาสรับรองท่านทั้งสอง โดยมีอยู่วันหนึ่งเสด็จในกรมฯ มีรับสั่งชวนให้ไปเลือกซื้อพระพุทธรูปอินเดียในศิลปะคันธารราฐ ที่ร้านสปิงค์ (Spink) ซึ่งเป็นร้านขายของเก่าชื่อดังในกรุงลอนดอน แต่ตรัสห้ามมิให้ชวนคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ เพราะเกรงว่าคุณหญิงจะห้ามไม่ให้ซื้อพระพุทธรูปในราคาสูง แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่าภายหลังที่คุณหญิงทราบเรื่อง “ท่านมิได้บ่นว่าอะไรมากนัก” และพระพุทธรูปองค์นั้นในปัจจุบันก็นับเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นเอกในพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด  

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

ความสนใจในโบราณวัตถุและโบราณคดีของคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘คุณท่าน’ นั้นเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณท่านได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความชื่นชอบของเสด็จในกรมฯ เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ตอนที่เสด็จในกรมฯ โปรดให้รื้อตำหนักของพระบิดามาปลูกไว้ที่วังสวนผักกาด และเริ่มตกแต่งตำหนักเหล่านั้นด้วยโบราณวัตถุที่ทรงสะสมรวบรวมไว้แต่เก่าก่อน และทั้งหาซื้อมาเพิ่มเติม แม้คุณหญิงพันธุ์ทิพย์จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางโบราณคดี แต่ด้วยความที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว สายตาของท่านก็มักจะสะดุดกับศิลปวัตถุที่น่าสนใจไม่มากก็น้อย แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญเห็นจะเป็นของขวัญที่เสด็จในกรมฯ ประทานให้แก่คุณหญิงเมื่ออายุครบ 50 ปี

ใน พ.ศ. 2501 เสด็จในกรมฯ และคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ ได้ ‘หอเขียน’ มาจากวัดบ้านกลิ้ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคุณหญิงฯ เป็นตัวตั้งตัวตีแต่ต้นมาโดยตลอด ในเรื่องการทำนุบำรุงรักษา ลงท้ายด้วยเสด็จในกรมฯ ก็ประทานหอเขียนนี้ให้แก่คุณหญิงฯ ปัจจุบันเป็นโบราณสถานอันล้ำค่าอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ภายในวังสวนผักกาด มีภาพลายรดน้ำที่สวยงามวิจิตรตระการตา เป็นที่น่าเสียใจที่ เสด็จในกรมฯ ได้สิ้นพระชนม์ในอีกหนึ่งปีต่อมา คุณหญิงพันธุ์ทิพย์จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อสืบต่อจากสิ่งที่เสด็จในกรมฯ ทรงสร้างไว้

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

“…สำหรับคนที่รักกันนั้น…ความตายก็มิใช่เป็นอาวุธที่จะมาตัดความสัมพันธ์ให้ขาดสะบั้นลงได้หมด..เสด็จฯ ท่านเคราะห์ดีที่ได้คุณหญิงไว้อยู่ด้วย เพราะคุณหญิงสามารถสนใจได้ในทุกเรื่องที่เสด็จฯ สนพระทัย คุณหญิงสามารถสานต่อในเรื่องที่เสด็จในกรมฯ ก่อไว้แล้ว ถึงแม้บางเรื่องท่านจะมิได้ก่อจริงจัง… คุณหญิงไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตามที คุณหญิงมีฐานะสำคัญอย่างหนึ่งตลอดมาคือ เป็นเครื่องคอยส่งเสริมให้เสด็จท่านได้เป็นพระองค์ของท่านเองมากที่สุด ซึ่งสามีน้อยคนจะมีโชคลาภเป็นอย่างนั้นได้ และคุณหญิงได้เป็นผู้ดูแลให้ท่านได้มีความสุขตลอดพระชนม์ชีพของท่าน…” หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนถึงความสัมพันธ์ของเสด็จในกรมฯ และคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ในหนังสือ เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจ รวบรวมพิมพ์แจกเนื่องในคุณหญิงพันธุ์ทิพย์อายุครบ 5 รอบ ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2512 

Ban Chiang Collection

รู้หรือไม่ว่า…พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุบ้านเชียงที่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 

แต่ก่อนที่จะไปชมคอลเลกชันบ้านเชียง เราอยากชี้จุดบอกผู้อ่านสักนิดว่า ที่วังสวนผักกาดนั้นมีศิลปะชิ้นเอกที่ควรค่าแก่การไปชื่นชม ได้แก่ พระพุทธรูปคันธารราฐ เทวรูปพระอุมา ตลับงาช้าง พระพุทธรูปอู่ทอง เครื่องสังคโลก ภาพจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำในหอเขียน 

นอกจากภายในอาคารด้านหน้า (ศิลปาคารจุมภฏ-พันทิพย์) ซึ่งเป็นบริเวณจัดแสดงผลงานของหม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ เมื่อเดินเข้ามายังด้านในจะพบกับ ‘ห้องศิลปนิทรรศมารศี’ ซึ่งเปิดพื้นที่เป็นสาธารณะสำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียนตลอดปี 

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม
หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

ตอนที่เราไปนั้นกำลังมีงานนิทรรศการ ‘พิจารณา’ โดยศิลปิน สุชา ศิลปชัยศรี ได้นำเอาซากกระดูกสัตว์และวัตถุที่พบเห็นโดยธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ โดยแฝงนัยของการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท สอดคล้องไปกับห้องจัดแสดงที่อยู่ถึงก่อน ซึ่งเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของโบราณวัตถุบ้านเชียง เมื่อเข้ามาเห็นแล้วต้องประหลาดใจ! เพราะไม่คาดคิดว่าการมาเยือนวังสวนผักกาดในครั้งนี้จะสามารถชื่นชมและใกล้ชิดกับวัตถุทางประวัติศาสตร์ได้มากมายเช่นนี้ 

โบราณวัตถุบ้านเชียงเหล่านี้มีอายุร่วม 6,000 ปี อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘บ้านเชียง’ เป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดอุดรธานี โดยโบราณวัตถุเหล่านี้ค้นพบโดย Stephen Young นักสังคมวิทยา ซึ่งเป็นบุตรชายของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย 

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม
หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

“นักโบราณคดีก็เหมือนนักสืบ สืบเรื่องราวจากสิ่งของและหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อนำมาบอกเล่า อย่างของเก่าตั้งอยู่เฉย ๆ ก็คือของเก่า คุณค่าของวัตถุคงเป็นแค่เรื่องกาลเวลาที่ทำให้มันเก่า แต่จริง ๆ แล้วคุณค่าของโบราณวัตถุคือเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นกับของชิ้นนั้น เราจึงต้องพยายามหาข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องอยู่ตลอด ซึ่งมีส่วนที่รู้อย่างกระจ่างชัดและส่วนที่ยังต้องสืบหาต่อไป 

ส่วนบทบาทของการเป็นภัณฑารักษ์ เรามองว่าภัณฑารักษ์เป็นเหมือน ‘ล่าม’ ที่ต้องประมวลผลจากเรื่องราวของนักสืบอีกที ซึ่งบางครั้งเราเองก็เป็นนักสืบด้วย (หัวเราะ)” คุณนิ-นิภาพร บุญทองใหม่ ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด อดีตนักศึกษาคณะโบราณคดีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด และทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ มากว่า 7 ปี พาเราเดินชมห้องจัดแสดงศิลปะวัตถุบ้านเชียงด้วยความกระตือรือร้น เธอพาเราไปดูเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริด ภาชนะดินเผา และอธิบายลักษณะลวดลายที่ทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการตามลำดับเวลา เรียกได้ว่าห้องนี้และเรือนไทยหลังที่ 5 เป็นจุดสำคัญที่คนรักบ้านเชียงห้ามพลาด

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม
หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

“ภัณฑารักษ์ทำหน้าที่นำเรื่องราวที่ทับซ้อนในมิติของเวลาและอารยธรรม มาเรียบเรียงและบอกเล่าให้คนทั่วไปรับรู้ และเข้าใจในคุณค่าและความหมายว่าของแต่ละชิ้นมีที่มาอย่างไร การสื่อความหมายจึงเป็นหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์และของภัณฑารักษ์ด้วย” เรียกได้ว่าคุณนิ เธอรับบทเป็น นักสืบ ล่าม นักเล่าเรื่อง แถมยังเป็นผู้ปัดฝุ่นผงแห่งกาลเวลาอีกด้วย ของแต่ละชิ้นที่มีค่าและละเอียดอ่อน เปราะบาง ได้ผ่านการทำความสะอาดด้วยความนุ่มนวลและหวงแหนจากมือของภัณฑารักษ์ท่านนี้

Dear all distinguished visitors
เรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่วังสวนผักกาดเป็นศูนย์รวมความรู้ทางประวัติศาสตร์ของไทย จึงมีโอกาสได้เป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญในแวดวงสังคมที่โคจรมาเจอกันในงานเลี้ยงอาหารค่ำหรืองานเลี้ยงอาหารกลางวัน งานเลี้ยงต้อนรับและงานเลี้ยงอำลา ทำเอาห้องเครื่องวังสวนผักกาดไม่เคยว่างเว้นจากภารกิจประกอบอาหารไทยฝรั่ง เพื่อรับรองแขกเหรื่อจากทั่วโลก พื้นที่ในวังสวนผักกาดจึงเกิดระบบนิเวศของการแลกเปลี่ยนบทสนทนา ก่อให้เกิดมิตรภาพ สร้างความสัมพันธ์อันดี เผยแพร่ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมไทยที่บรรพบุรุษได้สืบทอดมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

ซึ่งหากจะให้เอ่ยชื่อแขกผู้มีเกียรตินั้นคงต้องเริ่มจาก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าชายฟิลิปส์ (Prince Philip, Duke of Edinburgh) พระสวามีของควีนอลิซาเบธแห่งเครือจักรภพอังกฤษ และ แจ็กเกอลีน เคนเนดี (Jacqueline Kennedy) สตรีหมายเลขหนึ่ง ภริยาของ จอห์น เอฟ. เคเนดี ไม่นับรวมถึงราชสกุลลำดับสูงและเครือญาติ มิตรสหาย ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมืองการปกครอง ศิลปะ หิน แร่ ลูกปัด มนุษยวิทยา พฤกษศาสตร์ สถาปัตย์ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยทั้งที่ตั้งใจเดินทางมาและเดินหลงเข้ามาแบบไม่ได้ตั้งใจ ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นแขกผู้มีเกียรติแห่งวังสวนผักกาดทั้งสิ้น 

วังสวนผักกาดที่อยู่เคียงคู่ย่านพญาไทมากว่า 70 ปี และยังคงทำหน้าที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนให้ได้ใกล้ชิดกับศิลปวัฒนธรรมไทยแบบที่ไม่ต้องก้าวออกนอกวัง แม้ว่าตอนนี้ คุณท่าน, คุณหญิง, หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ เจ้าของบ้านผู้ขับเคลื่อนงานสะสมที่เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของวังสวนผักกาดจะจากโลกนี้ไปแล้วใน พ.ศ. 2530 แต่บ้านสวนผักกาด วังสวนผักกาด หรือพิพิธภัณฑ์สวนผักกาดแห่งนี้ ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ ในการทำหน้าที่เป็นเสมือนช่างเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน สะท้อนผ่านทั้งคอลเลกชันและตัวสถาปัตยกรรม ก่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบเยือกเย็นเสมือนหยุดนิ่ง ท่ามกลางการไหลผ่านของห้วงเวลา ท่ามกลางความเร่งรีบบนถนนศรีอยุธยานี่เอง

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด 

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. 

ค่าเข้าชม : คนไทย 50 บาท ต่างชาติ 100 บาท นิสิต นักศึกษา 20 บาท 

สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 0 2246 1775, 02 245 4934, 02 246 1775 6 ต่อ 229

Facebook : พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด : Suan Pakkad Palace Museum

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2551 นิทรรศการเปิดตัวของมิวเซียมสยาม ‘เรียงความประเทศไทย’ ได้สร้างกระแสความตื่นตาตื่นใจให้กับทั้งผู้ชมและวงการพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก มีคนไม่น้อยถือว่านิทรรศการนั้นเป็นหมุดหมายของกระบวนทัศน์ใหม่ (New Museology) ในบ้านเราด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นนิทรรศการที่ไม่เน้นของ แต่เน้นวิธีการเล่าเรื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมกับตัวนิทรรศการ และมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาอย่างไม่เคยมีมาก่อน

มาวันนี้นิทรรศการชุดนั้นถูกแทนที่ด้วย ‘ถอดรหัสไทย’ นิทรรศการชุดใหม่ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 18 เดือน และเป็นม้าตัวเต็งที่จะเรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการมิวเซียมของบ้านเราอีกครั้ง

แนวคิดของนิทรรศการนี้คืออะไร นิทรรศการนี้ช่วยเรา ‘ถอดรหัส’ อัตลักษณ์ของเราอย่างไร คุณปรมินทร์ เครือทอง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ผู้อยู่เบื้องหลังงานภัณฑารักษ์ของนิทรรศการใหม่นี้จะมาเล่าให้เราฟังกัน

“เราตั้งโจทย์เสมอว่า อะไรก็ตามที่เข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต้องมี story จะเอาพระพุทธรูปมาวางก็ได้ แต่คุณต้องอธิบายได้มากกว่าแค่มันเป็นศิลปะยุคไหน ต้องพูดได้มากกว่านั้น”

ครุฑ

คุณปรมินทร์เล่าว่าแก่นความคิดของนิทรรศการชุดใหม่นี้ยังคงคล้ายกับชุดเก่า นั่นคือ ‘หลากหลายคือไทยแท้’ เนื้อหาของนิทรรศการพยายามสื่อสารถึงการผสมผสานของความคิด วัฒนธรรม และความรู้ ซึ่งมีอิทธิพลดั้งเดิมมาจากหลายเชื้อชาติ ทั้งฝรั่งตะวันตก จีน แขกมลายู แขกเปอร์เซีย มอญ ฯลฯ หล่อหลอมให้เราเป็นไทยในแบบทุกวันนี้

“ถ้าเรายอมรับความแตกต่าง ความหลากหลาย แล้วเราเชื่อว่าความหลากหลายคือความสวยงาม มันจะทำให้เราไปไกลกว่านี้ มิวเซียมสยามมีหน้าที่จุดประกายความคิดตรงนี้ว่า เฮ้ย เราลองมองตัวเองใหม่ซิ ว่าเราเกิดมาจากการผสมผสานอะไร มีสัดส่วนเท่าไร”

ในนิทรรศการที่แล้วเราเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ อย่างเจ้าแม่โคกพนมดี ที่ค้นพบพร้อมกับหอยจากมัลดีฟส์ สะท้อนว่าที่นี่มีการค้าขายกันมา 3,000 – 4,000 ปีแล้ว ยาวมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์

“ที่นี่มีสี่สิบกว่าชาติพันธุ์อยู่ในนี้ เขมรขุดคลอง ลาวสร้างวัง ผสมจนสวยงาม แต่ถ้าเราอยู่ของเราคนเดียวไม่รับอะไรเลยเนี่ย สังคมมันจะกระด้างมาก” คุณปรมินทร์เล่า

ห้องเรียน

แม้ว่าแนวคิดในนิทรรศการใหม่นี้จะยังคงจุดประกายและตั้งคำถามเหมือนเก่า แต่การจัดแสดงถูกออกแบบให้ต่างออกไปจากเดิมพอสมควร ครั้งนี้มีห้องนิทรรศการ 14 ห้อง แต่ละห้องมีธีมเฉพาะ เช่น ‘ไทยรึเปล่า’ ที่ชวนตั้งคำถาม โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างปรากฏการณ์ ‘ความเป็นไทย’ ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม อาทิ เลดี้กาก้าสวมชฎา ชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์ส นักแสดงหน้าฝรั่งเล่นละครไทย เป็นต้น

นิทรรศการ

‘ไทยเชื่อ’ ห้องที่รวบรวมวัตถุด้านความเชื่อของเมืองไทยกว่า 108 สิ่ง ทั้งผี พราหมณ์ พุทธ

นิทรรศการ

‘ไทยสถาบัน’ นำเสนอแก่นแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

exhibition

‘ไทยตั้งแต่เกิด’ โชว์พัฒนาการความเป็นไทยใน 9 ยุคสมัย

นิทรรศการ

‘ไทยอลังการ’ ภายในจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงและพระที่นั่ง

พิพิธภัณฑ์

‘ไทยวิทยา’ จำลองบรรยากาศห้องเรียน 4 ยุคสมัย ได้แก่ ยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ความเป็นไทยยุค 2500 ความเป็นไทยยุคโลกาภิวัตน์ และความเป็นไทยยุคพอเพียง

ห้องเรียน

อีกหนึ่งในจุดเด่นของนิทรรศการใหม่นี้คือความ ‘ถาวร แต่ ไม่ถาวร’ เนื่องจากนิทรรศการตั้งใจออกแบบให้มีความเป็นเอกเทศ ไม่มีเส้นเรื่องตายตัว สามารถปรับเปลี่ยน ดึงเนื้อหาเข้าออกได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มิวเซียมสยามตั้งใจให้ตัวเองมีความทันสมัย และมีพื้นที่พอที่ตอบกระแสต่างๆ ได้ทันที

สิ่งที่ต่างมากจากนิทรรศการครั้งที่แล้วคือการคัดเลือกเนื้อหาให้มีความกระชับ แต่หลากหลายมากขึ้น

“เราไม่ได้ใช้บอร์ดที่มีแต่ตัวหนังสือ เต็มไปด้วยคำอธิบาย เราเรียนรู้แล้วว่าปัจจุบันคนไม่อ่านเกิน 5 บรรทัด ไม่ยืนอ่านอะไรเกิน 5 วินาที ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาทำอะไรแบบนั้นที่นี่ บอร์ดข้อมูลเลยเหลือแค่นิดเดียว เป็นคอนเซปต์ของห้อง ส่วนเนื้อหาเราใช้ visual language แทนที่จะอ่านบอร์ดแล้วดูภาพประกอบ เราเริ่มจากเอาภาพประกอบมาวางให้เห็นเต็มไปหมด คุณชอบอันไหนก็ค่อยไปดูอันนั้น ทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่ง content ในสมองของผู้ชมเอง”

นิทรรศการ

แล้วการถอดรหัสคืออะไร ผู้ชมจะสามารถถอดรหัส ‘ความเป็นไทย’ ในนิทรรศการนี้ได้ไหมอย่างไร

จากปากคำของคุณปรมินทร์ เราพบว่าความหมายของการ ‘ถอดรหัสไทย’ ในนิทรรศการนี้ ดูเหมือนเป็นการหยิบเอาสิ่งรอบๆ ตัวเรามาสืบความเป็นมาเป็นไป รวมถึงหารากเหง้าแท้จริง (ที่เราอาจคิดไม่ถึง) ของมัน

“คุณจะมา ‘คุณพระช่วย!’ ที่นี่ไม่ได้นะ เพราะทุกอย่างที่คุณเห็นที่นี่คุณเห็นหมดแล้ว แต่เรามาดูว่าเห็นมันเป็นไทยได้อย่างไร อย่างตัวนางกวัก ถ้าเราเอามันมาในแบบที่คนคุ้นเคย มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า touch point ซึ่งเราต้องการมาก บางครั้งเราไปพิพิธภัณฑ์ที่ไหนก็ตาม นอนหลับไปคืนหนึ่งตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่า ที่นั่นมีอะไรนะ อันนี้อันตรายมาก…”

มิวเซียมสยาม มิวเซียมสยาม

“ในขณะเดียวกันมันมีหน้าที่ทาง content คือ หลังปี 30 มา สิ่งที่เรียกว่าป๊อปมันเป็นการเติบโตของคนชั้นกลางที่สามารถแหวกกรอบทั้งหลายทั้งปวงของความเป็นไทย tradition อะไรก็สร้างขึ้นมาได้ ความเป็นไทยมันมีเสรีมากขึ้น มุมมองของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ เข้ามาแล้วก็บิดนั้น บิดนี้ ซึ่งกล้ามากนะ” คุณปรมินทร์กล่าว

ในแง่เนื้อหา เราได้รับคำใบ้ว่า ห้องสำคัญคือ ห้อง ‘ไทยแค่ไหน’ ถือเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า สรุปแล้วความเป็นไทยดูกันอย่างไร วัดกันอย่างไร ทำไมแบบนี้คือไทย เป็นคำตอบที่พบบ่อย

พิพิธภัณฑ์

และที่พลาดไม่ได้อีกห้องคือ ห้อง ‘ไทยแปลไทย’ หรือห้องลิ้นชัก ที่จะมีข้อมูลแน่นๆ ให้ไปศึกษาต่อได้อีก

พิพิธภัณฑ์

เมื่อถามว่านิทรรศการนี้มีวิธีทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร คุณปรมินทร์ให้น้ำหนักกับการเป็น discovery museum (พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้) โดยมองว่าควรมีการแทรกแซงให้น้อยที่สุด และให้ผู้ชมค้นพบเอง

แม้เราจะไม่เข้าใจในเจตนาการซ่อนเนื้อหาให้ผู้ชมต้องตีความเองผิดๆ ถูกๆ ในพิพิธภัณฑ์ แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่คำนึงถึงตัวใจความหลักแล้ว กายภาพของนิทรรศการชุดนี้มีความสนุกสนานมากๆ อย่างห้อง ‘ไทยชิม’ ที่มีการใช้เทคโนโลยีฉายแอนิเมชันลงบนจานข้าว

นิทรรศการ มิวเซียมสยาม

หรือห้อง ‘ไทยประเพณี’ ที่ผู้ชมยกกล่องใส่เกมการละเล่นต่างๆ ของไทยมาเล่นกันจริงๆ ในห้องได้ รับรองว่าถูกใจเด็กๆ แน่นอน

นิทรรศการ

คุณปรมินทร์มองว่า กลุ่มผู้ชมเป้าหมายของมิวเซียมสยามอยู่ที่ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป คือผู้ชมตั้งแต่ระดับ ม.1 ถือว่า walk in ได้โดยไม่ต้องมากับกลุ่ม และมีความรู้ความเข้าใจโดยเฉลี่ยในระดับที่ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป คนอายุ 40 ที่ไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์เลยก็อ่านเข้าใจเนื้อหาระดับนี้ได้

“เราเรียกร้องสูงนะ แต่เมื่อเราลุกขึ้นมาเป็น discovery museum แล้ว ผมมองว่าเราควรจะแทรกแซงให้น้อยที่สุด play and learn คือการออกแบบที่เราจะต้องชี้ชวน ดึงความสนใจ ให้คุณมาเล่น แล้วเกิดการเรียนรู้ ส่วนระยะห่างสำหรับบางคนที่ทำยังไงก็ไม่เรียนรู้สักที ผมมองว่าคือสิทธิ์ของผู้ดูว่าเขาต้องการแค่นั้น เขาอยากจะนั่งห้องนี้ทั้งวัน อยากจะอ่านทีละตัว ค่อยๆ คัดลอก หรือจะถ่ายรูป อะไรก็ตามสะดวก ถามว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ก็แล้วแต่คุณ”

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยามตั้งปณิธานว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 30,000 คน ภายในสิ้นปี 2560 พร้อมตั้งเป้าผู้เข้าชมกว่า 5 แสนคน ภายในปี 2561 ด้วย

“สิ่งที่เราทำคือ exhibition lab ไม่ได้ยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จ อาจจะล้มเหลวก็ได้

แต่เราก็เรียกมันว่าการเรียนรู้ เผื่อคนสายงานพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศที่เขาต้องการคำแนะนำจากเรา เราก็จะบอกได้ว่าควรจะทำแบบไหน” คุณปรมินทร์เล่า

“ทุกวันนี้เราก็พยายาม เราไม่ได้บอกว่าเราเซียน เราก็เรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องเรียนรู้กันไป

นอกจากตัวนิทรรศการแล้ว มิวเซียมสยามยังมีฝ่ายวิชาการที่จัดงานเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านงานพิพิธภัณฑ์ในไทย อย่าง Museum Academy คอร์สอบรมฟรีสำหรับนักพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงงานสัมมนาวิชาการ Museum Forum ที่เชิญผู้นำด้านแนวคิดและการปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์จากทั่วโลกมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนกับผู้คนในสายงานที่บ้านเรา แสดงให้เห็นถึงต้องการที่จะขับเคลื่อนทั้งวงการไปข้างหน้า ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าแค่สิ่งจัดแสดงภายในกำแพงของตัวเอง

“การขับเคลื่อนคือทุกๆ คนต้องช่วยกันเรียนรู้ ช่วยกันรักพิพิธภัณฑ์ ทำยังไงให้คนรักพิพิธภัณฑ์ นั่นคือสิ่งที่มิวเซียมสยามควรจะพาคนไทยทุกๆ คนมา พอทุกๆ คนรักมัน มาเฝ้ามองมัน หรือมาจับผิดมัน จะทำให้เราทำงานหนักขึ้น ทำให้เราระวังมากขึ้น และจริงจังกับมันมากขึ้น

“10 ปีนี้ผมว่าเราทำไปเยอะนะ เราเชื่อว่าถ้าเราไปเรื่อยๆ คนจะตามเรา แล้วเราก็จะไม่หักหลังเขา พอมาก็ได้มาเห็นอะไรที่มันกระตุกต่อมความคิด มันน่าจะได้ผล”

พิพิธภัณฑ์

มิวเซียมสยาม

เปิดให้บริการ วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. *หมายเหตุ หยุดทุกวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ค่าเข้าชม นักเรียน นักศึกษา (อายุ 15 ปีขึ้นไป) 50 บาท / ผู้ใหญ่คนไทย 100 บาท / ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 200 บาท

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load