น่าจะเป็นความปรารถนาของคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะรู้รากเหง้าของตัวเองและครอบครัวว่ามาจากที่ไหน ตัวเองมีเลือดเนื้อเชื้อไขของคนไทย คนจีน คนมอญ หรือชาติอะไรก็ให้ว่ามา ยิ่งถ้ายกระดับขึ้นเป็นระดับชาติ คำถามยอดนิยมที่ติดระดับท็อปฮิตข้อแรกๆ มาแต่ไหนแต่ไรย่อมได้แก่คำถามว่า ผู้ที่เรียกตัวเองว่าคนไทยมีต้นทางของความเป็นคนไทยมาจากที่ไหน

สมัยที่ผมเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาเมื่อราว 60 ปีมาแล้ว ตำราเรียนบอกว่า ต้นกำเนิดของคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ในประเทศจีน ความรู้แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว ไม่ได้ขวนขวายอยากรู้ต่อไปเลยว่าเจ้าภูเขาที่ว่านี้อยู่ตรงไหนกันแน่ ผมเป็นคนเชื่อคนง่าย ว่าอะไรก็ว่าตามกันครับ

อันที่จริงชุดความรู้ที่ว่าคนไทยมาจากดินแดนทางใต้ของจีน แล้วถูกรุกรานจึงต้องถอยร่นลงมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ จนกระทั่งประชิดติดทะเล แบบที่ต้องพูดปลุกใจให้ฮึกเหิมว่า “เราถอยไปที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว” ไม่ได้เป็นความรู้เพียงแค่ของคนรุ่นผมเท่านั้น แต่น่าจะย้อนยุคขึ้นมาได้อีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วคน คือย้อนขึ้นไปถึงสมัยพ่อแม่ของผม ซึ่งเติบโตขึ้นในยุคสมัยที่เชื่อผู้นำแล้วชาติจะพ้นภัย ข้อมูลชุดนี้ได้รับการตอกย้ำและเผยแพร่อย่างเป็นจริงเป็นจังมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว

น่าแปลกไหมครับถ้าผมจะตั้งข้อสังเกตว่า ตำรับตำราหรือหนังสือที่บอกว่าคนไทยมาจากตอนใต้ของจีนนั้น ถ้าเป็นหนังสือเก่าอายุประมาณ 100 ปีหรือย้อนหลังขึ้นไปเก่ากว่านั้น ผมยังไม่เคยพบผ่านตาเลย นั่นน่าจะหมายความว่าหนังสือเช่นว่าไม่มีอยู่ หรือถ้ามีอยู่ก็เป็นจำนวนน้อยฉบับ และไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะอย่างจริงจัง

เอาเถิดครับ สรุปเบื้องต้นว่าเมื่อตอนผมเป็นเด็กนักเรียนประถม ผมเข้าใจตามที่กระทรวงศึกษาธิการบอกว่า บรรพบุรุษไทยยุคแรกของผมเดินทางมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งอยู่ที่เมืองจีนโน่น

พอเวลาผ่านไป อายุมากขึ้น เรียนหนังสือชั้นสูงขึ้น มาถึงยุคสมัยที่ผมเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในพุทธศักราช 2510 มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในเมืองไทยเรื่องหนึ่ง นั่นคือการขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้เราได้พบอะไรต่อมิอะไรจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจุดเด่นหรือชื่อที่เป็นที่สนใจกันในวงกว้างคือ บ้านเชียง

บ้านเชียงนี้เป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

ก่อนจะพูดคุยฟุ้งซ่านอะไร ต่อไปขอนิยามเสียก่อนครับว่า ‘ยุคก่อนประวัติศาสตร์’ คืออะไร

เรามาตกลงกันก่อนว่า ยุคประวัติศาสตร์นั้นคือยุคสมัยที่มีการจดเรื่องราวต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร จะจดครบจดขาด จดจริงจดปลอมอะไรก็ไม่ว่ากัน ถ้าถอยหลังขึ้นไปก่อนนั้นคือช่วงเวลาที่ยังไม่มีการจดเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหลักฐาน ตรงนั้นล่ะครับคือก่อนประวัติศาสตร์ การศึกษาเรียนรู้เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์จึงไม่ได้ทำโดยอาศัยเอกสารเป็นเครื่องมือ หากแต่อาศัยการขุดค้นหลักฐานที่ส่วนมากถูกกลบฝังอยู่ใต้พื้นดิน เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของวันเวลา แล้วนำมาเป็นเครื่องบ่งชี้เพื่อสันนิษฐาน หรือบอกให้เรารู้ว่าผู้คนในยุคนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร

ความรู้ทางวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์นี้ ต้องนับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา กว่าจะเริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังก็เป็นช่วงหลังเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปแล้ว ดูเหมือนต้นทางจะเนื่องมาจากมีเชลยสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรคนหนึ่งที่ถูกจับมาคุมขังอยู่ในค่ายของญี่ปุ่น ที่จังหวัดกาญจนบุรี คุณคนนี้เป็นนักโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ ระหว่างถูกบังคับให้ทำทางรถไฟไปเมืองพม่า ได้ไปพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายอย่างที่ส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย เมื่อสงครามเลิกแล้ว คุณคนที่ว่าได้ย้อนกลับมาทำการศึกษาอย่างจริงจัง ทางราชการไทยจึงเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ด้วย และขยายผลจนกระทั่งความรู้แตกดอกออกช่อไปอีกเป็นอันมาก

นั่นหมายความว่า แรกทีเดียวเรามีแหล่งขุดค้นโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์อยู่ที่เมืองกาญจนบุรีเป็นสำคัญ ตอนผมเป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยก็เคยได้ยินชื่อของแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี มาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเท่ากันกับเรื่องราวของบ้านเชียงหรอกครับ

อย่างที่ผมเกริ่นในเบื้องต้นแล้วว่า บ้านเชียงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาเมื่อพุทธศักราช 2510 เริ่มต้นจากการพบภาชนะดินเผามีลวดลายวิจิตรพิสดาร มีแหล่งใหญ่อยู่ที่บ้านเชียงดังที่ว่า แต่ไม่ได้จำกัดบริเวณอยู่ที่ตำบลบ้านแห่งนั้นที่เดียว หากแต่มีการค้นพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันกว้างขวางออกไปในบริเวณโดยรอบ ทั้งที่เป็นอำเภออื่นในจังหวัดอุดรธานีเอง และจังหวัดอื่นที่อยู่ใกล้เคียงอีก 3 จังหวัด ได้แก่จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดขอนแก่น

สิ่งของที่ค้นพบนั้นมีทั้งในระดับใกล้ผิวดินและระดับใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปหลายชั้นดิน มีทั้งวัตถุที่ทำด้วยดินเผา เป็นภาชนะหรือเครื่องใช้ไม้สอยรูปทรงต่างๆ บางทีก็เป็นเครื่องมือสำริด เรื่อยไปจนถึงโครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน พร้อมกับภาชนะดินเผาวางอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามพิธีกรรมความเชื่อในยุคนั้น

คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของคนไทยทั้งหลายรวมทั้งผมด้วยคือ อายุอานามของวัฒนธรรมเหล่านี้จะอยู่ประมาณสักเท่าใดหนอ

คำถามแบบนี้จะใช้วิธีทรงเจ้าเข้าผีย้อนกลับไปถามเจ้าของหม้อดินเผาเห็นจะไม่สำเร็จเป็นแน่

ไม่เป็นไรครับ โชคดีที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เราก้าวหน้าไปพอสมควร ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการที่เรียกว่าอะไรก็ช่างเถิด เพราะชื่อฟังดูขยุกขยุยเต็มที เราได้รู้ว่าอายุของเครื่องปั้นดินเผาของวัฒนธรรมบ้านเชียงนี้มีอายุเก่าแก่ย้อนหลังไปประมาณ 4,000 – 6,000 ปี

คราวนี้ก็เลยตื่นเต้นกันใหญ่สิครับ ความตื่นเต้นนี้มีทั้งในแวดวงวิชาการ รวมถึงแวดวงนักค้าของเก่า นักสะสมของเก่าด้วย

และต้องไม่ลืมว่าในยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทยหลายจังหวัด รวมทั้งจังหวัดอุดรธานีและอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานของเรา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้าวของยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเขียนสีเป็นลวดลายต่างๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมบ้านเชียง จะมิได้มีอยู่แต่เฉพาะในความดูแลครอบครองของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงเท่านั้น แต่ได้ไปอยู่ในบ้านของคนโน้นคนนี้ ทั้งในเมืองไทยและเมืองนอกเป็นอันมาก

จะถามว่าบ้านใครบ้าง คดีก็ขาดอายุความหมดแล้ว ผมเองก็ไม่อยากก่อคดีใหม่ เป็นคดีหมิ่นประมาทหรืออะไรเทือกนั้น ให้เดือดร้อนกับชีวิตเปล่าๆ

เอาเป็นว่าละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจก็แล้วกัน

ตั้งแต่มีการขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบที่บ้านเชียงและแหล่งขุดค้นอื่นในปริมณฑล หลักฐานทั้งหลายทำให้เราพอจะประมวลความได้ว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเรานั้นมีผู้คนอยู่อาศัยมาช้านานแล้วตั้งแต่ยุคหินใหม่ตอนปลาย ยุคสำริด เรื่อยมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ แม้จนปัจจุบัน

นี่เองเป็นที่มาของคำถามหรือทฤษฎีใหม่ว่า คนเหล่านี้เป็นใคร จะเป็นต้นทางของความเป็นคนไทยในปัจจุบันใช่หรือไม่

คำถามแบบนี้ต้องให้คนที่มีความรู้ลึกซึ้งเขาอภิปรายอธิบายกันต่อไป

สำหรับผมซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญ ก็ได้แต่ติดตามข่าวคราวด้วยความสนใจ ตัวอย่างหลักฐานเอกสารที่ยังเก็บงำไว้ในบ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน้อยก็มี 2 ชิ้นครับ

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

รายการแรกเป็นหนังสือเรื่อง ‘มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง’ กรมศิลปากรเป็นผู้จัดพิมพ์ถวายพระภิกษุสามเณรที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2516 หน้าปกเป็นรูปภาชนะดินเผาเขียนสี แม้จัดพิมพ์ด้วยเทคนิคขาวดำ แต่ก็พอทำให้เราเห็นความงามของภาชนะชิ้นดังกล่าวได้พอควรเลยทีเดียว

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต
แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

ชื่อเสียงและความสนใจของชาวโลกเกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเชียงไม่ได้จำกัดอยู่เป็นแค่เมืองไทยของเราเท่านั้น อีก 12 ปีต่อมา ในพุทธศักราช 2528 ผมเรียนจบและทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือได้หลายปีแล้ว จังหวะชีวิตทำให้ผมมีโอกาสเดินทางไปที่เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ประจวบเวลากันกับที่ Natural History Museum of Los Angeles County ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองนั้นจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเรื่องบ้านเชียงพอดี แบบนี้ผมจะไปรอดเหรอครับ

ว่าแล้วผมก็จัดตารางชีวิตของตัวเองให้ได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการดังกล่าว สิ่งของที่จัดแสดงนั้นมีทั้งการหยิบยืมมาจากกรมศิลปากรของประเทศไทย จากพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และจากสถาบันสมิธโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นิทรรศการนี้เขาจัดได้อะร้าอร่ามมาก ดีทั้งในแง่ของความรู้ ดีทั้งในแง่การนำเสนอ และน่าชมในเรื่องของความอุตสาหะ ระดมข้าวของจากหลายแหล่งมาจัดแสดงพร้อมกัน เป็นเวลานานราว 3 เดือน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

ระหว่างที่เดินดูนิทรรศการก็แอบภูมิใจลึกๆ ว่า นี่ไงของจากบ้านฉัน

แม้จนทุกวันนี้ผมยังเก็บแผ่นพับที่แจกประกอบนิทรรศการดังกล่าวไว้ในสมบัติบ้าของผมเลยครับ

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต
แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

แน่นอนว่า แผ่นพับที่พิมพ์แจกที่งานดังกล่าวต้องเป็นแผ่นพับภาษาอังกฤษตลอดทุกหน้า ยกเว้นใบปกที่มีการพิมพ์ตัวหนังสือไทยไว้ด้วย 2 บรรทัด มีข้อความว่า

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

“บ้านเชียง

การค้นพบยุคสัมฤทธิ์ที่สาปสูญ”

ขณะที่ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า

“Ban Chiang

Discovery of a Lost Bronze Age”

เนื้อความตอนหนึ่งในแผ่นพับบอกเล่าว่า อายุเริ่มต้นของวัฒนธรรมบ้านเชียงอยู่ที่ประมาณ 3,600 ถึง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล (ca. 3,600 – 1,000 B.C.)

ว้าว! ไหมล่ะคุณ

ถ้าจะวิ่งไปดูนิทรรศการเรื่องนี้ที่อเมริกาตอนนี้ไม่ทันแล้วครับ เขาเลิกไปหลายปีแล้ว แต่ถ้าอยากดูของจริงของแท้ประกอบกับดูสถานที่จริงด้วย ขอเชิญไปที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ที่นั่นกรมศิลปากรของเราได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นการถาวร ถ้าแวะเวียนผ่านไปแถวนั้นไม่ควรพลาดนะครับ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือและคุ้นเคยมานานปีท่านหนึ่ง คืออดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตามประวัติท่านเรียนมาทางด้านจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี มีความรู้โดยเฉพาะในเรื่องการทำฉากละครเป็นอย่างดี แล้วจึงกลับมารับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร จนได้เป็นผู้อำนวยการสำนักการสังคีตและอธิบดีกรมศิลปากรตามลำดับ จากนั้นท่านมีหน้าที่ราชการก้าวหน้าขึ้น และได้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการในที่สุด ได้ฝากฝีมือไว้ในราชการที่ท่านรับผิดชอบเป็นอันมาก

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.archives.su.ac.th/senior/sen36/Thawisak.pdf
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.thairath.co.th/lifestyle/woman/313678

ระหว่างนั่งรอเวลาพระราชทานเพลิงอยู่นั้น ผมได้สนทนากับหลานอาของท่านคนหนึ่ง ซึ่งคุณคนที่ว่านี้เป็นหลานยายโดยตรงของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี บรมครูในเรื่องนาฏยศิลป์ของประเทศไทยด้วย 

สรุปความโดยย่อว่า ท่านผู้วายชนม์กับท่านผู้หญิงแผ้วเป็นญาติเกี่ยวดองกัน ผมได้ทราบว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปรับราชการที่กองการสังคีต ซึ่งท่านผู้หญิงแผ้วเป็นบรมครูอยู่นั้น ท่านได้ออกแบบฉากโขนในโรงละครแห่งชาติ มีฉากตอนหน้าและตอนหลังซ้อนกันอยู่ โดยใช้ฉากตอนหน้าเป็นเรื่องราวขณะที่ตัวละครเอกกำลังนอนหลับฝันไป แล้วมีความฝันปรากฏขึ้นที่ฉากตอนหลัง คนดูแลเห็นความฝันอยู่ไกลๆ และเลือนลาง เป็นที่สมความปรารถนาของท่านผู้หญิงแผ้วเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเล่านี้ผู้เล่าได้ฟังมาจากถ้อยคำของท่านผู้หญิงแผ้วเองโดยตรง

ประกายความคิดจากเรื่องนี้ ทำให้ผมกลับมารื้อค้นบ้านของผม และพบสูจิบัตรการแสดงจำนวนหลายเล่มที่เก็บไว้แต่เก่าก่อน เล่มเก่าที่สุดย้อนหลังขึ้นไปได้จนถึงพุทธศักราช 2511 เป็นการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดปล่อยม้าอุปการ ผู้ควบคุมและฝึกหัดนาฏศิลปิน คือ ท่านผู้หญิงแผ้วฯ ขณะที่ผู้ออกแบบและสร้างสรรค์คือ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตรงกันกับยุคสมัยที่เรากำลังพูดถึงพอดี

เรื่องการเล่นโขนเล่นละครในโรงละคร ที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยนะครับ แต่คำว่า ‘ใหม่’ ที่ว่าในที่นี้ มิได้หมายความว่าใหม่สดๆ ร้อนๆ แต่ใหม่อยู่ในราวรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือประมาณ 150 ปีหรืออะไรประมาณนั้น 

ความเดิมมีอยู่ว่า แต่ไหนแต่ไรมาการแสดงโขนและละครของเรามักเป็นการแสดงในที่แจ้ง หรือแม้แสดงในอาคาร ก็มิได้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ เรื่องการมีไฟส่องสว่างเฉพาะตำแหน่งก็ดี การมีฉากประกอบการแสดงก็ดี ดูจะเป็นเรื่องไกลจากความคุ้นเคยของเรา ไม่ต้องดูอื่นไกล ลองนึกถึงการแสดงหนังใหญ่หรือหนังตะลุงดูก็ได้

การแสดงมหรสพของเราในอดีตส่วนใหญ่เป็นการแสดงกลางแจ้ง จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เวลามีพิธีสำคัญและมีมหรสพสมโภชเฉลิมฉลอง ก็ปรากฏเพียงภาพการปลูกลงชั่วคราวขึ้นกลางแจ้ง แล้วชาวบ้านก็นั่งดูอยู่ที่สนามหน้าโรงชั่วคราวนั้นเอง วงดนตรีก็ตั้งวงเล่นอยู่ข้างๆ ส่งเสียงดังกึกก้องครึกครื้นกันไป ตามที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ไหนแต่ไร

ถ้าผมเข้าใจไม่เคลื่อนคลาด โรงละครที่ปลูกขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะน่าจะมีขึ้นในรัชกาลที่ 5 และเป็นโรงละครของเอกชน แต่เอกชนที่ว่าไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป หากแต่ผมหมายถึง เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ได้สร้างโรงละครขึ้นที่บ้านของท่านใกล้กันกับปากคลองตลาด เพื่อจัดการแสดงที่ท่านปรุงขึ้นใหม่ โดยได้ต้นทางความคิดมาจากละครโอเปร่าของฝรั่ง 

กล่าวคือ ผู้แสดงเป็นตัวละคร นอกจากทำหน้าที่ร่ายรำแล้ว ยังเป็นผู้ร้องเพลงดำเนินเนื้อเรื่องด้วย คู่คิดคนสำคัญของท่านในการจัดการแสดงที่ในที่สุดแล้วคนเลยเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ตามชื่อของโรงละคร คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กำหนดอายุโรงละครที่ว่านี้อยู่ประมาณพุทธศักราช 2442 และได้เคยแสดงหน้าที่นั่งรับเสด็จเจ้าชายเฮนรี่ พระราชอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ซึ่งเสด็จเข้ามาเป็นพระราชอาคันตุกะในปีเดียวกันนั้น

โรงละครที่มีชื่อเสียงและมีกำเนิดขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันยังมีอีก 2 โรง โรงหนึ่งคือ ‘โรงละครคณะละครบุศย์มหินทร์’ ที่มีชื่อเรียกแปลกถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าของโรงละครหรือคณะละครชื่อ นายบุศย์ เป็นลูกชายของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ราชเสวก คนสนิทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช 

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.reurnthai.com

ส่วนอีกโรงหนึ่งคือ ‘โรงละครปรีดาลัย’ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โรงหลังนี้มีแฟนคลับจำนวนมาก ผลงานที่ขึ้นชื่อเรื่องหรือมากคือเรื่อง สาวเครือฟ้า ซึ่งดัดแปลงมาจากอุปรากรเรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของฝรั่งนั่นเอง

ที่เล่ามาถึงเพียงนี้คงเห็นแล้วนะครับว่า โรงละครที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการแสดงโดยเฉพาะ แม้ได้รับความนิยมมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่เคยมีโรงละครของหลวงเกิดขึ้นเป็นของทางราชการเอง จนล่วงเข้ารัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดมีโรงละครของหลวงขึ้น ได้แก่ ‘โรงละครหลวงสวนมิสกวัน’ (เมื่อตอนแรกสร้างเรียกว่าโรงโขนหลวงสวนมิสกวัน) ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงกองทัพภาคที่ 1 หันหลังชนกันกับวัดเบญจมบพิตรฯ ใกล้กันกับพระลานพระราชวังดุสิต ว่ากันว่าภายในโรงละครตกแต่งอย่างงดงามสมกับฐานะความเป็นโรงละครหลวงเป็นอย่างยิ่ง 

โรงละครหลวงนี้ได้รับราชการอยู่ช้านานตลอดรัชกาลที่ 6 และเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ผมเดาว่าโรงละครที่แม่พลอย ตัวเอกในหนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ไปชมละครพูดบทพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็นที่โรงละครนี้นี่เอง จนช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ความสนใจในเรื่องมหรสพที่เป็นของหลวงลดน้อยถอยลง โรงละครหลวงสวนมิสกวันมิได้รับการดูแลเอาใจใส่และใช้ประโยชน์อย่างเดิม จึงชำรุดทรุดโทรมและต้องรื้อลงในที่สุด

สมควรกล่าวด้วยว่า ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีโรงมหรสพหลวงเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความตั้งใจหลักที่จะเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อสมัยใหม่ที่รับความนิยมในยุคนั้น นั่นคือโรงภาพยนตร์ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ศาลาเฉลิมกรุง’ ซึ่งสร้างขึ้นในคราวฉลองพระนคร 150 ปี เมื่อพุทธศักราช 2475 ยุคนั้นเป็นที่ฮือฮาตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในภายหลัง ศาลาเฉลิมกรุงได้ทำหน้าที่เป็นโรงละครสำหรับการแสดงละครร้องและละครเวทีอีกหลายเรื่อง ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากคือละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ออกแสดงเมื่อพุทธศักราช 2488 พระเอกชื่อ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ส่วนนางเอกที่ตามท้องเรื่องมีชื่อว่า นวล แสดงโดย สุพรรณ บูรณะพิมพ์ เพลงประกอบเรื่องที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ คือเพลง น้ำตาแสงใต้

เล่าแถมไว้ตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า การสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ตามตำนานที่มีมาเก่าก่อนก็เห็นมีอยู่ แต่ถ้าในศาลพันท้ายนรสิงห์นั้นจะมีรูปย่านวลอยู่คู่กันบ้าง แบบนี้ต้องเฉลยว่า นวลนั้นเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์ละครร้องเรื่องดังกล่าว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงจินตนาการและผูกเรื่องขึ้น แบบนี้ห้ามทำเด็ดขาดนะครับ เชยแสนเชยไม่รู้ด้วย

กลับมาพูดถึงเรื่องโรงละครของหลวงต่อครับ อย่างที่เล่าแล้วว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน โรงละครหลวงสวนมิสกวันก็ถูกรื้อลง กิจการมหรสพของหลวงตกไปอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร เมื่อมีคณะโขนมีคณะละครแล้วไม่มีเวทีแสดงก็เปลี่ยวใจครับ กรมศิลปากรเองก็ไม่มีงบประมาณอะไรมากมาย ได้แต่เพียงแค่ปรับปรุงอาคารที่ใช้เป็นหอประชุมของกรมศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ทุกวันนี้ทำหน้าที่เป็นโรงละครกรมศิลปากร

ตำแหน่งโรงละครที่ว่านี้ อย่าไปสับสนกับโรงละครแห่งชาติปัจจุบันนะครับ โรงละครที่ว่านี้เป็นอาคารไม้ หลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ชิดกันกับพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของอาคารที่มีห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ซึ่งผมเคยได้รับเชิญไปพูดนู่นพูดนี่อยู่บ่อยๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่ชิดไปทางรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่ทันได้ดูโขนละครที่โรงละครแห่งนี้ เคยเห็นแต่ภาพครับ ผู้ที่ทันยุคสมัยบอกว่า เวลาฤดูฝน ฝนตกหนัก เสียงฝนตกใส่หลังคาสังกะสีดังกราวใหญ่ สลับกับเสียงดนตรีปี่พาทย์ต่างๆ เป็นความบันเทิงแบบไทยๆ ครับ 

จากรูปภาพที่ผมเคยเห็น ฝาผนังโรงละครนี้ประดับด้วยหนังใหญ่ชุดสำคัญของเมืองไทย มีชื่อว่าหนังพระนครไหว สร้างขึ้นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นที่สวยงามตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายยิ่งที่ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2503 ใกล้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงละครกรมศิลปากรหลังนี้ เพลิงไหม้จนสูญสิ้นทั้งอาคาร หนังพระนครไหวจำนวนไม่น้อยสูญสลายไปในกองเพลิง ขนย้ายหนีไฟมาได้เพียงจำนวนหนึ่ง และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครจนทุกวันนี้

คราวนี้ก็เดือดร้อนสิครับว่า ประเทศไทยไม่มีโรงละครหลวงเหลืออยู่เลย ท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศย่อมเคยสังเกตเห็นนะครับว่า ชาติเก่าแก่ที่มีอารยธรรมทั้งหลาย จะต้องมีโรงละครหรือโรงโอเปร่าเป็นศรีสง่าประดับบ้านเมือง เมื่อมีแขกเมืองมา ก็ต้องจัดการแสดงที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติให้แขกเมืองได้รับชม 

ในเวลาใกล้เคียงกันนั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าพระประมุขและประมุขจากต่างประเทศจะต้องมาเยือนประเทศไทยเราบ้างเป็นการตอบแทน ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงละครของหลวงหรือโรงละครที่เป็นหลักฐานของบ้านเมืองขึ้นสักแห่งหนึ่งจึงปรากฏขึ้นชัดเจน 

หลังจากประชุมปรึกษาหารือกันหลายรอบ ก็ตกลงได้สถานที่ตรงตำแหน่งที่เป็นโรงละครแห่งชาติทุกวันนี้ บริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิม และอยู่ในปกครองดูแลของทางราชการมาโดยตลอด ไม่ต้องซื้อหาจากใคร คงใช้งบประมาณแผ่นดินแต่เพียงเรื่องของการสร้างอาคารขึ้นเท่านั้น

การสร้างโรงละครแห่งชาตินี้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2504 จนถึง 2508 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 41 ล้านบาท ระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อนได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2507 กับทั้งได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบางประการ เพื่อให้โรงละครแห่งนี้สามารถใช้งานรับแขกบ้านแขกเมืองได้สมความมุ่งหมาย 

เมื่อโรงละครสร้างเสร็จและมีพิธีเปิดในช่วงกลางวัน วันที่ 23 ธันวาคมพุทธศักราช 2508 โดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธีแล้ว เวลาค่ำวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่โรงละครแห่งนี้เป็นปฐมฤกษ์ และในเวลาต่อมา เมื่อมีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย หลายพระองค์หลายท่านก็ได้มาทอดพระเนตร และชมการแสดงทางวัฒนธรรมที่โรงละครแห่งชาตินี้อยู่เป็นประจำ

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

นอกจากหน้าที่รับแขกบ้านแขกเมืองแล้ว โรงละครแห่งชาติแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่นำความบันเทิงเริงใจและความรู้ต่างๆ มาสู่ประชาชนชาวไทยของเราเองด้วย ผมเองก็เป็นแฟนคลับประจำของโรงละครแห่งชาตินี้มาตั้งแต่เด็กครับ เฉพาะสูจิบัตรที่เก็บงำเอาไว้ได้อยู่ในคลังของตัวเองก็มี 4 ฉบับด้วยกัน เป็นสูจิบัตรการแสดงโขน 2 ชุด คือ ชุดปล่อยม้าอุปการ แสดงเมื่อพุทธศักราช 2511 ที่ว่ามาแล้วข้างต้นเล่มหนึ่ง และ ชุดพาลีสอนน้อง แสดงเมื่อพุทธศักราช 2517 อีกเล่มหนึ่ง ส่วนอีก 2 เล่มเป็นสูจิบัตรละครเรื่อง ศรีธรรมาโศกราช และเรื่อง ศึกเก้าทัพ ตามลำดับ 

สูจิบัตรแต่ละเล่มอายุไม่น้อยกว่า 40 – 50 ปีทั้งนั้นครับ ราคาบัตรเข้าชมการแสดงสมัยผมเป็น ‘เยาวรุ่น’ นั้น แบ่งเป็น 3 ราคา ตามระยะใกล้ไกลกับเวที คือราคา 10 บาท 20 บาท และ 30 บาท

ฐานานุรูปของผมเวลานั้นดูราคาอื่นไม่ได้แน่นอน ต้อง 10 บาทอย่างเดียวเท่านั้น ฮา!

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

ทุกวันนี้โรงละครแห่งชาติที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ก็ยังคงเป็นมหรสพสถานที่ให้บริการความบันเทิงแก่ประชาชน และรับราชการในโอกาสสำคัญหลายวาระต่อเนื่อง บางยุคสมัย แฟนคลับต้องแย่งชิงกันซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงเป็นสามารถเชียวนะครับ พ่อยกแม่ยกมากันพร้อมหน้า ทั้งหมดเหล่านี้เป็นความทรงจำอันงดงามและพิมพ์ใจคนจำนวนมาก

วันหลังเรานัดกันไปดูโขนดูละครที่โรงละครแห่งชาติด้วยกันนะครับ

Writer & Photographer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load