หากเอ่ยคำว่า ‘ศิษย์เก่าศิลปากร’ หลายๆ คนมักจะนึกถึงศิลปินแห่งชาติชื่อดังหลากหลายแขนง อย่างไรก็ดี เราเองกลับนึกถึงอีกกลุ่มบุคคลที่เดินตามรอยเท้าของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิม คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย บนเส้นทางการเป็นครูสอนศิลปะ

เข้าห้องทำงาน อ. ศิลป์ พีระศรี แวะหอประติมากรรมต้นแบบ ขุมทรัพย์ยุคบุกเบิกวงการศิลปะของประเทศ

ดังนั้น ในวาระโอกาสวันศิลป์ พีระศรี วนมาบรรจบอีกครั้งในปีนี้ เราจึงออกปากชวนศิษย์เก่าศิลปากร ผู้เป็นอาจารย์ศิลปะรุ่นใหม่ไฟแรง 2 ท่าน คือ อาจารย์อนิวัฒน์ ทองสีดา หรืออาจารย์เลยลม อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และ อาจารย์วรรณฤทธิ์ กะรินทร์ หรืออาจารย์อาร์ต อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาพาเราเดินชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และหอประติมากรรมต้นแบบ พลางย้อนคิดถึงแรงบันดาลใจของผลงานและความเป็นครูของอาจารย์ศิลป์ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดความคิดและทิศทางการสร้างศิลปินไทยในอนาคตไม่มากก็น้อย

อาจารย์อนิวัฒน์ ทองสีดา
มหาวิทยาลัยศิลปากร

ความเป็นครูควบคู่กับศิลปิน

“เราจำอาจารย์เลยลมครั้งแรกได้จากการที่มายืมสีขาว ในห้องสอบเข้าจิตรกรรม” อาจารย์อาร์ตเล่าย้อนไปถึง พ.ศ. 2549 ที่พวกเขาทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามาเป็นนักศึกษาภาควิชาจิตรกรรมพร้อมกัน

“นี่ถ้าไม่ได้สีอาจารย์อาร์ต อาจจะไม่ได้เรียน” อาจารย์เลยลมหัวเราะ

พวกเขาบอกว่า มิวเซียมนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากภาพจำของพวกเขาเท่าไร กล่าวคือ เป็นห้องจัดแสดงเล็กๆ 2 ห้อง ที่ทำให้ศิษย์รุ่นหลังของมหาวิทยาลัยได้รู้จักใกล้ชิดกับอาจารย์ศิลป์ แม้ว่าจะไม่เคยได้เรียนกับท่านโดยตรง

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ในห้องแรกเป็นห้องเวิร์กช็อปของอาจารย์ศิลป์ที่ถูกจัดเป็นแกลเลอรี่แสดงทั้งผลงานของอาจารย์เอง และผลงานของลูกศิษย์ที่อาจารย์สะสมไว้ เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์, ชลูด นิ่มเสมอ, เขียน ยิ้มศิริ ฯลฯ

“ตั้งแต่แวบแรกเราจะเห็นความเป็นยุโรป โดยเฉพาะงานปั้นแบบ Bust (รูปปั้นจากศีรษะถึงหน้าอก) ที่เป็นเอกลักษณ์ของความคลาสสิกมาแต่ไหนแต่ไร”

ว่าแล้วเราเลยได้คุยถึงงาน Bust ชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตอาจารย์ศิลป์ 

ในช่วงแรกที่นายคอร์ราโด เฟโรชี เข้ามารับราชการในไทย ด้วยอายุเพียง 32 ปี แถมยังเป็นชาวต่างชาติ จึงยังมีผู้ดูแคลนท่านอยู่ จนได้สมเด็จครู (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) ที่ทรงมองเห็นอัจฉริยภาพของนายช่างจากฟลอเรนซ์คนนี้ จึงทรงสั่งให้ปั้นรูปเหมือนท่าน นายเฟโรชีจึงปั้นพระรูปครึ่งพระองค์ เปลือยพระศอมาจนถึงพระอุระ ถือเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นแรกๆ ที่กระจายชื่อของท่านไปในวงเจ้านายสยาม

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อปั้นเสร็จยังคงมีคนบางกลุ่มกล่าวว่า ฝรั่งไม่รู้ธรรมเนียมของสยาม ปั้นพระรูปพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เปลือยพระอุระเป็นการมิบังควร สมเด็จฯ จึงทรงเก็บพระรูปปั้นนี้ไว้มิให้ออกสู่สายตาบุคคลภายนอก แล้วมีรับสั่งให้นายเฟโรชีปั้นพระรูปขึ้นใหม่ เป็นพระรูปครึ่งพระองค์ตั้งแต่พระเศียรลงมาจนถึงพระศอ สวมฉลองพระองค์คอจีน ปัจจุบันจัดแสดง ณ ท้องพระโรงวังปลายเนิน 

จากนั้นสมเด็จครูยังทรงกราบบังคมทูลฯ เชิญให้รัชกาลที่ 6 มาทรงเป็นแบบให้นายเฟโรชี โดยปั้นเฉพาะพระพักตร์ ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทำให้อาจารย์ฝรั่งกลายเป็นที่ยอมรับของคนในกระทรวงในที่สุด

เริ่มจากเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง ด้วยเงินเดือน 800 บาท นายเฟโรชีค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจในหน้าที่การงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา และได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้น พร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมในเวลาต่อมา

เมื่อกรมศิลปากรแยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและตราพระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้นเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ โดยมีศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชีดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ในส่วนของห้องทำงาน เราจัดแสดงสิ่งที่สะท้อนถึงงานทั้งสองด้านของท่าน นั่นคือเหล่าชิ้นงานและอุปกรณ์ศิลปะที่แสดงถึงความเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ อีกทั้งตู้หนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่แสดงถึงภาระหน้าที่ทางด้านวิชาการ” อาจารย์เลยลมเล่า

“ชิ้นที่เราประทับใจมากที่สุดในนี้ คือเจ้าเครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อโอลิมเปียบนโต๊ะของท่าน คนเป็นครูทุกคนน่าจะเข้าใจ เพราะมันคือสิ่งที่ผลิตองค์ความรู้และเผยแผ่งานออกไปในวงกว้าง แน่นอนว่าอาจารย์ศิลป์เองก็เขียนหนังสือด้วย ตอนแรกๆ มันไม่มีตำรานะ ท่านก็เขียนขึ้นมามากมาย อย่างทฤษฎีศิลปะที่เอามาใช้สอน แสดงถึงความตั้งใจอันยิ่งยวดของท่านที่ต้องทำงานในช่วงจุดเปลี่ยนของวงการการศึกษาศิลปะในไทย จากที่เคยเป็นสกุลช่าง แล้วก็กระโดดมามีอะคาเดมีแบบสากลเลย ซึ่งมันแตกต่างกันพอสมควร”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สไตล์การเรียนแบบอะคาเดมี

ใน พ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและประเทศอิตาลีอยู่ฝั่งผู้แพ้สงคราม หลวงวิจิตรวาทการ จึงทำเรื่องขอโอนสัญชาติและเปลี่ยนชื่อศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี เป็นคนไทยชื่อ นายศิลป์ พีระศรี

อย่างไรก็ดี วิธีสอนของท่านยังคงความเป็นอะคาเดมีแบบอิตาเลียนอยู่เช่นเดิม

“ในตู้เราจะเห็นเครื่องมือแต่งปูน มีด ค้อน รวมไปถึงสีน้ำและพู่กันที่นำมาจากอิตาลี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่างศิลปะ แต่ยังเป็นสื่อที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่โลกของศิลปะสมัยใหม่

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“รากเราเป็นงานช่างแบบจารีต จู่ๆ ก็มีงานแบบธรรมชาตินิยมเข้ามาให้ศึกษา นอกจากนั้น ยังมีศิลปะแบบโมเดิร์นของยุโรปให้เรียนรู้อีก ความเคลื่อนไหวด้านศิลปะช่วงนั้นถือว่าค่อนข้างเร็วมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาการพัฒนาศิลปะในยุโรป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อรสนิยมผู้คนที่ตามไม่ทัน ต้องยอมรับว่าคนในสังคมบางส่วนไม่มีเวลาพอที่จะค่อยๆ คลี่คลายหรือเจาะลึกตกผลึกความรู้หรือรูปแบบผลงานใหม่ๆ เหล่านี้” อาจารย์อาร์ตกล่าว

“แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์ศิลป์ได้วางรากฐานการศึกษาศิลปะไว้ดีมาก แม้จะมีข้อจำกัดมากมายแต่ท่านก็สร้างองค์ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Old Academic ไปจนถึงแนวทางของศิลปะร่วมสมัยได้”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

อาจารย์เลยลมเสริมว่า หัวใจของการเรียนการสอนแบบอะคาเดมีคือการฝึกฝนทักษะพื้นฐานให้แน่นรอบด้าน ก่อนจะฝึกความสร้างสรรค์ จนมีประเด็นว่าลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์มักจะเป็นเรเนซองส์แมน คือต้องศึกษาทุกอย่างและทำได้หลายอย่าง อาทิ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

“อาจารย์ศิลป์เองก็ศึกษาพื้นฐานของศิลปะไทยด้วยนะ ท่านวาดลายไทย พานักเรียนไปศึกษาตามวัดต่างๆ อย่างอยุธยา สุโขทัย ไปดูว่ารากฐานของมันมายังไง”

พอพูดถึงสุโขทัยเลยได้คุยถึงอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของท่าน 

ชั่วชีวิตการทำงานกว่า 39 ปี ในประเทศไทย ท่านได้รับมอบหมายจากรัฐให้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในชิ้นสำคัญที่เราเห็นทุกวันนี้คือพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ที่มีมติให้ก่อสร้างขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เพื่อเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ อาจารย์ศิลป์เป็นผู้ที่ศึกษาพระพุทธรูปลีลาศิลปะสุโขทัยอย่างลึกซึ้ง เพราะเคยทำงานวิจัยว่าพระพุทธรูปลีลาศิลปะสุโขทัยเป็นสไตล์พระพุทธรูปที่อ่อนช้อยและงดงามลงตัวที่สุดของไทย จึงสร้างพระพุทธรูปลีลาที่มีการผสมผสานรูปแบบศิลปะสุโขทัยเข้ากับกายภาพที่สมจริงได้ จนมีความพิเศษอย่างยิ่งขนาดได้รับสมญาว่า เป็นความงามสูงสุดของศิลปะไทย

ว่าแล้วเราจึงเดินออกไปสู่หอประติมากรรมต้นแบบเพื่อดูลักษณะงานที่ว่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขุมทรัพย์เพื่อการเรียนรู้

กลางโถงใหญ่ของหอประติมากรรมต้นแบบ มีแบบเศียรของพระพุทธรูปปางลีลาขนาด 1:1 ที่เราพูดถึง วางให้ศึกษากันชัดๆ ล้อมรอบด้วยต้นแบบงานปั้นอนุสาวรีย์ผลงานของอาจารย์ศิลป์และลูกศิษย์อีกมากมาย พื้นที่นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เคยเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งเป็นที่สำหรับข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เพื่อใช้ปฏิบัติงานปั้นหล่ออนุสาวรีย์สำคัญๆ เรียกว่า ‘โรงปั้นหล่อ’

โรงปั้นหล่อ

จะเห็นว่าตัวอาคารมีทรงสูงติดกระจก ซึ่งออกแบบให้รับแสงสว่างและช่วยระบายความร้อน

“ลักษณะของฟิกเกอร์ได้รับอิทธิพลจากยุคคลาสสิกมาก”

อาจารย์อาร์ตพูดขึ้นมา แล้วชี้อธิบายสไตล์ของร่างกายรูปปั้นตรงหน้าเราอย่างตื่นเต้น

“ดูง่ายๆ อย่างท่ายืนจะเห็นว่าเป็นแบบ Contrapposto หรือตริภังค์ (ท่าพักสะโพก) ซึ่งเป็นท่าของงานประติมากรรมที่ถูกพัฒนาโดยช่างชาวกรีกมาอย่างยาวนานจนประสบความสำเร็จ และกลายเป็นท่าทางมาตรฐานที่อยู่คู่กับโลกศิลปะจวบจนปัจจุบัน

“ท่ายืนแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในงานศิลปะของไทยในอดีต เพราะอาจจะมองว่าไม่สุภาพเรียบร้อย”

โรงปั้นหล่อ
โรงปั้นหล่อ

อาจารย์อาร์ตชี้ให้เห็นรูปต้นแบบที่ถูกเปลี่ยนไปอีกหลายชิ้น เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ต้องเปลี่ยนท่านั่ง จากเดิมเป็นแบบผ่อนคลายแต่มั่นคง เป็นท่านั่งหลังตรงธรรมดา หรือ พระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 6 ที่สวนลุมพินี ในตอนแรกไม่มีพระมาลา ซึ่งดูไม่เหมาะสม ไปจนถึงต้นแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือย่าโม ที่อาจารย์อาร์ตเทียบความเหมือนของท่ายืนถือดาบกับรูปปั้นสำริดเดวิดของ ดอนนาเทลโล (Donatello) ซึ่งถือเป็นรูปสำริดนู้ดท่ายืน (โดยไม่มีซัพพอร์ต) ขนาดใหญ่รูปแรกของยุคศิลปะเรเนซองส์

โรงปั้นหล่อ

ในโถงประติมากรรมต้นแบบยังมีขุมทรัพย์เพื่อการเรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะในโซนของปลาสเตอร์ที่อาจารย์ศิลป์นำเข้ามาเพื่อการเรียนการสอนในวิชาของท่าน มีชิ้นที่เด่นมากๆ คือรูปปั้น Belvedere Torso ซึ่งถอดแบบมาจากของจริงที่ขุดพบในโรม

“ศิลปินระดับโลกอย่าง มีเกลันเจโล (Michelangelo) ก็ได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้นชิ้นนี้ จะเห็นได้จากงานภาพแบบเฟรสโก อย่าง The Last Judgement รูปคนกำลังชูหนังที่ถลกออกมาท่านี้เลย แม้กระทั่ง ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ก็เคยศึกษาชิ้นนี้

“การสอนแบบอะคาเดมีในยุโรปยังคงใช้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในแบบฝึกหัด” อาจารย์อาร์ตเล่าถึงความสำคัญของมัน

“ผลงานส่วนมากที่เราคิดว่าเป็นของชาวกรีกนั้น จริงๆ แล้วถูกสร้างเลียนแบบชาวโรมัน ผลงานที่เป็นต้นฉบับถูกทำลายและสูญหาย แต่ Belvedere Torso ชิ้นนี้ถูกพบในสภาพที่สมบูรณ์มาก โดยเฉพาะบริเวณลำตัว แม้ว่าส่วนอื่นๆ จะเสียหายไปแล้ว แต่แค่ลำตัวเพียงส่วนเดียวก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมกรีกได้แล้ว 

“ถึงแม้จะเป็นฟิกเกอร์ที่มีรูปร่างใหญ่โตกำยำ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความแข็งเกร็ง ลำตัวโน้มมาข้างหน้าช้าๆ แต่บิดเอียงเผยให้เห็นแผงหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงที่โป่งพองขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังสูดอากาศหายใจ 

โรงปั้นหล่อ

“ความยากของการสร้างสรรค์นี้คือการออกแบบ ศิลปินต้องเชี่ยวชาญมาก จะพบว่าในผลงานไม่มีรายละเอียดไหนเลยที่เพิ่มเข้ามาอย่างไม่มีความหมาย ทุกส่วนล้วนสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

อาจารย์ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าน่าเสียดายที่ชิ้นปลาสเตอร์เหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ในการเรียนการสอนเหมือนก่อน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นโบราณวัตถุที่ควรเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกัน ควรรักษาวัตถุประสงค์ดั้งเดิมในการนำเข้ามาของอาจารย์ศิลป์ นั่นคือการนำมาใช้เพื่อการเรียนรู้

ความมี ‘มาสเตอร์’ และ ‘สไตล์’

ครูอาร์ตเล่าถึงข้อดีข้อหนึ่งในการเรียนแบบอะคาเดมี คือมาตรฐานที่ถูกสร้างผ่านการเลียนแบบ ‘มาสเตอร์’ หรือเรียนรู้จากผลงานของครู ซึ่งเมื่อเรียนกับใครเราจะได้รูปแบบหรือวิธีคิดมา

“เราคิดเสมอว่าถ้าเราเรียนกับอาจารย์ศิลป์ในยุคนั้น เราต้องสอบตกแน่ๆ ความอุตสาหะตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญมาก” อาจารย์อาร์ตหัวเราะ

“แม้ระบบการศึกษาศิลปะจะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะมีงานในอนาคต สุดท้าย ทุกคนต้องออกไปแข่งขันในโลกเสรีอยู่ดี พวกเรามีหน้าที่คือเตรียมความพร้อมให้เขา

“อย่างที่เราไปดูมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ในจีน การศึกษาแบบอะคาเดมีของจีนคุณภาพสูงมาก นักเรียนที่จบหลักสูตรก็มีทักษะสูงเช่นกัน ถึงอย่างนั้นยังต้องออกมาแข่งขันกันเองอยู่ดี ตอนสอน เราสอนตามมาตรฐานที่มี นอกเหนือจากนั้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือสไตล์ของเรา ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เรียนไปมันพัฒนาต่อได้

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ผมไปดูงานมาหลายที่ โดยเน้นการเรียนศิลปะแบบอะคาเดมีเป็นหลัก ถึงจุดหนึ่ง ผมมองเห็นว่ารูปของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี มีรูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้ามองงานดรอว์อิ้งจะเห็นชัดมาก ผมมองว่ามันเป็นสไตล์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากจริตของแต่ละประเทศ เช่น รัสเซียโครงสร้างจะแน่น เหลี่ยมมุมชัด จีนเน้นแสงเงาจัดและรายละเอียดเยอะ ญี่ปุ่นเน้นเอกภาพ ส่วนเกาหลีเน้นความซับซ้อน แสดงว่ามันมีความเคลื่อนไหวอยู่ แม้แต่ในหลักสูตรที่ถูกมองว่านิ่งแล้ว”

ในประเด็นนี้อาจารย์เลยลมแบ่งปันข้อคิดในการสอนครุศิลป์ของตัวเองว่า

“ในส่วนของการฝึกครูศิลปะ เราพยายามเน้นให้นักศึกษาไม่ยึดอัตตาความเป็นครู แต่เน้นให้มีความเป็นครูในการสอน 

เราไม่ควรไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเดินตามเราตลอด เพราะเขาจะไม่โต เราต้องสอนให้เขาค้นคว้าและสร้างเทคนิคของตัวเองให้ได้ ซึ่งในฐานะครู พี่ว่าสำคัญ เราจะทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเราเก่งกว่าเราให้ได้

“เวลาเราสอนครู จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งเลิศเลอ แต่คุณจะต้องถ่ายทอดสิ่งที่คุณถืออยู่ในมือให้ได้ นั่นคือความรับผิดชอบของคุณ”

อาจารย์เลยลมทิ้งท้ายว่า

“อาจารย์ศิลป์ให้ความสำคัญกับพื้นฐาน ไม่ใช่สไตล์ของท่าน เราจะเห็นว่างานของลูกศิษย์อาจารย์มีสไตล์ไม่เหมือนกันเลยสักคน แต่มีรากฐานเดียวกัน นี่สิครูที่เก่ง”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

การประเมินคุณค่างานศิลปะ

อย่างไรก็ดี การเป็นครูต้องมีการประเมินศิษย์ ในส่วนนี้อาจารย์ทั้งสองมองว่ามีความยากพอสมควร

“การเรียนศิลปะมันไม่เป็นเส้นตรงนะ มันไม่มีทางเดียว ด้วยความที่เป็นงานสร้างสรรค์ มันมีทั้ง Specialist กับ Normalist การศึกษาอาจจะผลิตมาตรฐานบางอย่างขึ้นมา ทำให้เกิด Norm แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ของ Specialist ซึ่งเป็นวิธีการมองและกลั่นกรองแบบเฉพาะตัว เอางานสองแบบมารวมกันไม่ได้ ด้วยวิธีการประเมินคุณค่าต่างกัน เราจะประเมินงาน Abstract กับงานคลาสสิกด้วยมาตรฐานความถูกต้องชุดเดียวกันไม่ได้” อาจารย์อาร์ตกล่าว

“มันโยงไปเรื่องการประเมินคุณค่า การศึกษาศิลปะในประเทศไทยเรายังไม่มีมาตรฐานที่บอกชัดเจนว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้” อาจารย์เลยลมเสริม

“แต่มันทำให้เกิดปัญหาอีกอย่างคือ ครูต้องเอาประสบการณ์ของตัวเองไปตัดสินงานนักเรียน บางครั้งต้องอิงเกณฑ์ เกรดเอต้องได้เท่านี้ เกรดบีต้องได้เท่านี้ หรือบางครั้งต้องอิงกลุ่ม ที่ต้องดูทุกคนในห้อง” อาจารย์อาร์ตกล่าวต่อ

“แต่เราต้องยอมรับด้วยว่าพื้นฐานศิลปศึกษาของไทยยังคงความอะคาเดมิกอย่างมาก มันไม่ได้ Avant-garde และถ้าจะละทิ้งมันก็อาจจะเร็วไปรึเปล่า เทรนด์โลกดูพยายามกลับมาหาทักษะเหล่านี้ เอาจริงๆ คำว่า ร่วมสมัย ในวงการศิลปะบ้านเรายังถูกตีความต่างกัน ในหลักสูตรที่ทำสหศาสตร์ศิลป์ ปลายทางของมันมีความคลุมเครือมาก เราต้องยอมรับว่าครูอาจารย์ศิลปะในประเทศไทยมาจากหลายยุคหลายสมัย มีวิธีประเมิน วิธีคิด ประสบการณ์ ต่างกัน” อาจารย์เลยลมปิดท้าย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

วิสัยทัศน์การสอนศิลปะในอนาคต

คำถามสุดท้ายของเราต่ออาจารย์ทั้งสองคือ

“อาจารย์คิดว่าการเรียนการสอนศิลปะในไทยควรจะถูกพัฒนาไปอย่างไรในอนาคต”

“เราดูพัฒนาการของการสอนศิลปะของจีน ของรัสเซีย เราลงทุนไปที่โน่นเพื่อไปดูวิธีการสอนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเขา สิ่งที่เราเห็นคือเขามีแผนกที่วิจัยงานศิลปะของมาสเตอร์ หมายถึงว่าเป็นนักวิชาการที่นำผลงานของศิลปินมาดูแล้วช่วยกันวิเคราะห์ว่างานชิ้นนี้มีกระบวนการสร้างขึ้นมาอย่างไร และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสร้างหลักสูตร เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินกับนักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่นบางครั้งศิลปินไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรบริเวณนี้ถึงใช้สีแดง มันเวิร์กเพราะเขารู้ว่ามันเวิร์ก ตรงนี้นักวิชาการจะมาให้คำตอบและอธิบายว่ามันเวิร์กเพราะอะไร ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ค่อยมี” อาจารย์อาร์ตตอบ

“สมัยเรียนดรอว์อิ้ง เคยมีอาจารย์บอกว่า งานเราไม่มีพลัง เราก็ไม่เข้าใจว่าพลังที่เขาหมายถึงคืออะไร อาจารย์อธิบายว่า มันขาดชีวิตอยู่ สำหรับนักเรียนมันนามธรรมมาก จริงๆ แล้วอาจารย์ควรจะตอบให้ได้ว่า ที่ขาดพลังเป็นเพราะท่ายืนไม่มั่นคง ทิศทางของเส้นไม่สอดคล้องกับจุดที่รับน้ำหนัก ทำให้รู้สึกโอนเอนและดูไม่มีพลัง ขาดชีวิตชีวา”

อาจารย์เลยลมพยักหน้าเห็นด้วย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ก่อนที่จะให้คนเป็นครูในมหาวิทยาลัย เขาควรได้ฝึกความเป็นครูก่อน นี่ไม่ใช่แค่ฝั่งศิลปะนะ แต่ทุกสาขาวิชาเลย เราเอาคนที่จบปริญญาเอก ปริญญาโท หรือมีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ มาสอนเด็กไม่ได้ทันที เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจวิธีสื่อสารกับนักเรียน เพราะกระบวนการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกันและละเอียดอ่อนมาก ยกตัวอย่างการวิจารณ์ศิลปะ มันมีระบบและกระบวนการของมันอยู่ อย่าง Look, See, Explore, Evaluate ไม่ใช่แค่สวยหรือไม่สวย แปลว่าคนที่สอนต้องสอนให้ได้ไกลกว่านั้น”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร ศิษย์มหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงตั้งใจที่จะพัฒนาวงการศิลปะของประเทศเรา ตามรอยผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติอย่างต่อเนื่อง ดั่งคำกล่าวของอาจารย์ศิลป์ที่ว่า “นายรักฉัน นายไม่ต้องทำอะไร นายทำงาน”

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load