หากเอ่ยคำว่า ‘ศิษย์เก่าศิลปากร’ หลายๆ คนมักจะนึกถึงศิลปินแห่งชาติชื่อดังหลากหลายแขนง อย่างไรก็ดี เราเองกลับนึกถึงอีกกลุ่มบุคคลที่เดินตามรอยเท้าของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิม คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย บนเส้นทางการเป็นครูสอนศิลปะ

เข้าห้องทำงาน อ. ศิลป์ พีระศรี แวะหอประติมากรรมต้นแบบ ขุมทรัพย์ยุคบุกเบิกวงการศิลปะของประเทศ

ดังนั้น ในวาระโอกาสวันศิลป์ พีระศรี วนมาบรรจบอีกครั้งในปีนี้ เราจึงออกปากชวนศิษย์เก่าศิลปากร ผู้เป็นอาจารย์ศิลปะรุ่นใหม่ไฟแรง 2 ท่าน คือ อาจารย์อนิวัฒน์ ทองสีดา หรืออาจารย์เลยลม อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และ อาจารย์วรรณฤทธิ์ กะรินทร์ หรืออาจารย์อาร์ต อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาพาเราเดินชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และหอประติมากรรมต้นแบบ พลางย้อนคิดถึงแรงบันดาลใจของผลงานและความเป็นครูของอาจารย์ศิลป์ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดความคิดและทิศทางการสร้างศิลปินไทยในอนาคตไม่มากก็น้อย

อาจารย์อนิวัฒน์ ทองสีดา
มหาวิทยาลัยศิลปากร

ความเป็นครูควบคู่กับศิลปิน

“เราจำอาจารย์เลยลมครั้งแรกได้จากการที่มายืมสีขาว ในห้องสอบเข้าจิตรกรรม” อาจารย์อาร์ตเล่าย้อนไปถึง พ.ศ. 2549 ที่พวกเขาทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามาเป็นนักศึกษาภาควิชาจิตรกรรมพร้อมกัน

“นี่ถ้าไม่ได้สีอาจารย์อาร์ต อาจจะไม่ได้เรียน” อาจารย์เลยลมหัวเราะ

พวกเขาบอกว่า มิวเซียมนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากภาพจำของพวกเขาเท่าไร กล่าวคือ เป็นห้องจัดแสดงเล็กๆ 2 ห้อง ที่ทำให้ศิษย์รุ่นหลังของมหาวิทยาลัยได้รู้จักใกล้ชิดกับอาจารย์ศิลป์ แม้ว่าจะไม่เคยได้เรียนกับท่านโดยตรง

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ในห้องแรกเป็นห้องเวิร์กช็อปของอาจารย์ศิลป์ที่ถูกจัดเป็นแกลเลอรี่แสดงทั้งผลงานของอาจารย์เอง และผลงานของลูกศิษย์ที่อาจารย์สะสมไว้ เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์, ชลูด นิ่มเสมอ, เขียน ยิ้มศิริ ฯลฯ

“ตั้งแต่แวบแรกเราจะเห็นความเป็นยุโรป โดยเฉพาะงานปั้นแบบ Bust (รูปปั้นจากศีรษะถึงหน้าอก) ที่เป็นเอกลักษณ์ของความคลาสสิกมาแต่ไหนแต่ไร”

ว่าแล้วเราเลยได้คุยถึงงาน Bust ชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตอาจารย์ศิลป์ 

ในช่วงแรกที่นายคอร์ราโด เฟโรชี เข้ามารับราชการในไทย ด้วยอายุเพียง 32 ปี แถมยังเป็นชาวต่างชาติ จึงยังมีผู้ดูแคลนท่านอยู่ จนได้สมเด็จครู (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) ที่ทรงมองเห็นอัจฉริยภาพของนายช่างจากฟลอเรนซ์คนนี้ จึงทรงสั่งให้ปั้นรูปเหมือนท่าน นายเฟโรชีจึงปั้นพระรูปครึ่งพระองค์ เปลือยพระศอมาจนถึงพระอุระ ถือเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นแรกๆ ที่กระจายชื่อของท่านไปในวงเจ้านายสยาม

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อปั้นเสร็จยังคงมีคนบางกลุ่มกล่าวว่า ฝรั่งไม่รู้ธรรมเนียมของสยาม ปั้นพระรูปพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เปลือยพระอุระเป็นการมิบังควร สมเด็จฯ จึงทรงเก็บพระรูปปั้นนี้ไว้มิให้ออกสู่สายตาบุคคลภายนอก แล้วมีรับสั่งให้นายเฟโรชีปั้นพระรูปขึ้นใหม่ เป็นพระรูปครึ่งพระองค์ตั้งแต่พระเศียรลงมาจนถึงพระศอ สวมฉลองพระองค์คอจีน ปัจจุบันจัดแสดง ณ ท้องพระโรงวังปลายเนิน 

จากนั้นสมเด็จครูยังทรงกราบบังคมทูลฯ เชิญให้รัชกาลที่ 6 มาทรงเป็นแบบให้นายเฟโรชี โดยปั้นเฉพาะพระพักตร์ ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทำให้อาจารย์ฝรั่งกลายเป็นที่ยอมรับของคนในกระทรวงในที่สุด

เริ่มจากเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง ด้วยเงินเดือน 800 บาท นายเฟโรชีค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจในหน้าที่การงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา และได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้น พร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมในเวลาต่อมา

เมื่อกรมศิลปากรแยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและตราพระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้นเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ โดยมีศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชีดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ในส่วนของห้องทำงาน เราจัดแสดงสิ่งที่สะท้อนถึงงานทั้งสองด้านของท่าน นั่นคือเหล่าชิ้นงานและอุปกรณ์ศิลปะที่แสดงถึงความเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ อีกทั้งตู้หนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่แสดงถึงภาระหน้าที่ทางด้านวิชาการ” อาจารย์เลยลมเล่า

“ชิ้นที่เราประทับใจมากที่สุดในนี้ คือเจ้าเครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อโอลิมเปียบนโต๊ะของท่าน คนเป็นครูทุกคนน่าจะเข้าใจ เพราะมันคือสิ่งที่ผลิตองค์ความรู้และเผยแผ่งานออกไปในวงกว้าง แน่นอนว่าอาจารย์ศิลป์เองก็เขียนหนังสือด้วย ตอนแรกๆ มันไม่มีตำรานะ ท่านก็เขียนขึ้นมามากมาย อย่างทฤษฎีศิลปะที่เอามาใช้สอน แสดงถึงความตั้งใจอันยิ่งยวดของท่านที่ต้องทำงานในช่วงจุดเปลี่ยนของวงการการศึกษาศิลปะในไทย จากที่เคยเป็นสกุลช่าง แล้วก็กระโดดมามีอะคาเดมีแบบสากลเลย ซึ่งมันแตกต่างกันพอสมควร”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สไตล์การเรียนแบบอะคาเดมี

ใน พ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและประเทศอิตาลีอยู่ฝั่งผู้แพ้สงคราม หลวงวิจิตรวาทการ จึงทำเรื่องขอโอนสัญชาติและเปลี่ยนชื่อศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี เป็นคนไทยชื่อ นายศิลป์ พีระศรี

อย่างไรก็ดี วิธีสอนของท่านยังคงความเป็นอะคาเดมีแบบอิตาเลียนอยู่เช่นเดิม

“ในตู้เราจะเห็นเครื่องมือแต่งปูน มีด ค้อน รวมไปถึงสีน้ำและพู่กันที่นำมาจากอิตาลี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่างศิลปะ แต่ยังเป็นสื่อที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่โลกของศิลปะสมัยใหม่

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“รากเราเป็นงานช่างแบบจารีต จู่ๆ ก็มีงานแบบธรรมชาตินิยมเข้ามาให้ศึกษา นอกจากนั้น ยังมีศิลปะแบบโมเดิร์นของยุโรปให้เรียนรู้อีก ความเคลื่อนไหวด้านศิลปะช่วงนั้นถือว่าค่อนข้างเร็วมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาการพัฒนาศิลปะในยุโรป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อรสนิยมผู้คนที่ตามไม่ทัน ต้องยอมรับว่าคนในสังคมบางส่วนไม่มีเวลาพอที่จะค่อยๆ คลี่คลายหรือเจาะลึกตกผลึกความรู้หรือรูปแบบผลงานใหม่ๆ เหล่านี้” อาจารย์อาร์ตกล่าว

“แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์ศิลป์ได้วางรากฐานการศึกษาศิลปะไว้ดีมาก แม้จะมีข้อจำกัดมากมายแต่ท่านก็สร้างองค์ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Old Academic ไปจนถึงแนวทางของศิลปะร่วมสมัยได้”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

อาจารย์เลยลมเสริมว่า หัวใจของการเรียนการสอนแบบอะคาเดมีคือการฝึกฝนทักษะพื้นฐานให้แน่นรอบด้าน ก่อนจะฝึกความสร้างสรรค์ จนมีประเด็นว่าลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์มักจะเป็นเรเนซองส์แมน คือต้องศึกษาทุกอย่างและทำได้หลายอย่าง อาทิ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

“อาจารย์ศิลป์เองก็ศึกษาพื้นฐานของศิลปะไทยด้วยนะ ท่านวาดลายไทย พานักเรียนไปศึกษาตามวัดต่างๆ อย่างอยุธยา สุโขทัย ไปดูว่ารากฐานของมันมายังไง”

พอพูดถึงสุโขทัยเลยได้คุยถึงอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของท่าน 

ชั่วชีวิตการทำงานกว่า 39 ปี ในประเทศไทย ท่านได้รับมอบหมายจากรัฐให้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในชิ้นสำคัญที่เราเห็นทุกวันนี้คือพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ที่มีมติให้ก่อสร้างขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เพื่อเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ อาจารย์ศิลป์เป็นผู้ที่ศึกษาพระพุทธรูปลีลาศิลปะสุโขทัยอย่างลึกซึ้ง เพราะเคยทำงานวิจัยว่าพระพุทธรูปลีลาศิลปะสุโขทัยเป็นสไตล์พระพุทธรูปที่อ่อนช้อยและงดงามลงตัวที่สุดของไทย จึงสร้างพระพุทธรูปลีลาที่มีการผสมผสานรูปแบบศิลปะสุโขทัยเข้ากับกายภาพที่สมจริงได้ จนมีความพิเศษอย่างยิ่งขนาดได้รับสมญาว่า เป็นความงามสูงสุดของศิลปะไทย

ว่าแล้วเราจึงเดินออกไปสู่หอประติมากรรมต้นแบบเพื่อดูลักษณะงานที่ว่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขุมทรัพย์เพื่อการเรียนรู้

กลางโถงใหญ่ของหอประติมากรรมต้นแบบ มีแบบเศียรของพระพุทธรูปปางลีลาขนาด 1:1 ที่เราพูดถึง วางให้ศึกษากันชัดๆ ล้อมรอบด้วยต้นแบบงานปั้นอนุสาวรีย์ผลงานของอาจารย์ศิลป์และลูกศิษย์อีกมากมาย พื้นที่นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เคยเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งเป็นที่สำหรับข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เพื่อใช้ปฏิบัติงานปั้นหล่ออนุสาวรีย์สำคัญๆ เรียกว่า ‘โรงปั้นหล่อ’

โรงปั้นหล่อ

จะเห็นว่าตัวอาคารมีทรงสูงติดกระจก ซึ่งออกแบบให้รับแสงสว่างและช่วยระบายความร้อน

“ลักษณะของฟิกเกอร์ได้รับอิทธิพลจากยุคคลาสสิกมาก”

อาจารย์อาร์ตพูดขึ้นมา แล้วชี้อธิบายสไตล์ของร่างกายรูปปั้นตรงหน้าเราอย่างตื่นเต้น

“ดูง่ายๆ อย่างท่ายืนจะเห็นว่าเป็นแบบ Contrapposto หรือตริภังค์ (ท่าพักสะโพก) ซึ่งเป็นท่าของงานประติมากรรมที่ถูกพัฒนาโดยช่างชาวกรีกมาอย่างยาวนานจนประสบความสำเร็จ และกลายเป็นท่าทางมาตรฐานที่อยู่คู่กับโลกศิลปะจวบจนปัจจุบัน

“ท่ายืนแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในงานศิลปะของไทยในอดีต เพราะอาจจะมองว่าไม่สุภาพเรียบร้อย”

โรงปั้นหล่อ
โรงปั้นหล่อ

อาจารย์อาร์ตชี้ให้เห็นรูปต้นแบบที่ถูกเปลี่ยนไปอีกหลายชิ้น เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ต้องเปลี่ยนท่านั่ง จากเดิมเป็นแบบผ่อนคลายแต่มั่นคง เป็นท่านั่งหลังตรงธรรมดา หรือ พระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 6 ที่สวนลุมพินี ในตอนแรกไม่มีพระมาลา ซึ่งดูไม่เหมาะสม ไปจนถึงต้นแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือย่าโม ที่อาจารย์อาร์ตเทียบความเหมือนของท่ายืนถือดาบกับรูปปั้นสำริดเดวิดของ ดอนนาเทลโล (Donatello) ซึ่งถือเป็นรูปสำริดนู้ดท่ายืน (โดยไม่มีซัพพอร์ต) ขนาดใหญ่รูปแรกของยุคศิลปะเรเนซองส์

โรงปั้นหล่อ

ในโถงประติมากรรมต้นแบบยังมีขุมทรัพย์เพื่อการเรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะในโซนของปลาสเตอร์ที่อาจารย์ศิลป์นำเข้ามาเพื่อการเรียนการสอนในวิชาของท่าน มีชิ้นที่เด่นมากๆ คือรูปปั้น Belvedere Torso ซึ่งถอดแบบมาจากของจริงที่ขุดพบในโรม

“ศิลปินระดับโลกอย่าง มีเกลันเจโล (Michelangelo) ก็ได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้นชิ้นนี้ จะเห็นได้จากงานภาพแบบเฟรสโก อย่าง The Last Judgement รูปคนกำลังชูหนังที่ถลกออกมาท่านี้เลย แม้กระทั่ง ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ก็เคยศึกษาชิ้นนี้

“การสอนแบบอะคาเดมีในยุโรปยังคงใช้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในแบบฝึกหัด” อาจารย์อาร์ตเล่าถึงความสำคัญของมัน

“ผลงานส่วนมากที่เราคิดว่าเป็นของชาวกรีกนั้น จริงๆ แล้วถูกสร้างเลียนแบบชาวโรมัน ผลงานที่เป็นต้นฉบับถูกทำลายและสูญหาย แต่ Belvedere Torso ชิ้นนี้ถูกพบในสภาพที่สมบูรณ์มาก โดยเฉพาะบริเวณลำตัว แม้ว่าส่วนอื่นๆ จะเสียหายไปแล้ว แต่แค่ลำตัวเพียงส่วนเดียวก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมกรีกได้แล้ว 

“ถึงแม้จะเป็นฟิกเกอร์ที่มีรูปร่างใหญ่โตกำยำ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความแข็งเกร็ง ลำตัวโน้มมาข้างหน้าช้าๆ แต่บิดเอียงเผยให้เห็นแผงหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงที่โป่งพองขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังสูดอากาศหายใจ 

โรงปั้นหล่อ

“ความยากของการสร้างสรรค์นี้คือการออกแบบ ศิลปินต้องเชี่ยวชาญมาก จะพบว่าในผลงานไม่มีรายละเอียดไหนเลยที่เพิ่มเข้ามาอย่างไม่มีความหมาย ทุกส่วนล้วนสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

อาจารย์ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าน่าเสียดายที่ชิ้นปลาสเตอร์เหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ในการเรียนการสอนเหมือนก่อน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นโบราณวัตถุที่ควรเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกัน ควรรักษาวัตถุประสงค์ดั้งเดิมในการนำเข้ามาของอาจารย์ศิลป์ นั่นคือการนำมาใช้เพื่อการเรียนรู้

ความมี ‘มาสเตอร์’ และ ‘สไตล์’

ครูอาร์ตเล่าถึงข้อดีข้อหนึ่งในการเรียนแบบอะคาเดมี คือมาตรฐานที่ถูกสร้างผ่านการเลียนแบบ ‘มาสเตอร์’ หรือเรียนรู้จากผลงานของครู ซึ่งเมื่อเรียนกับใครเราจะได้รูปแบบหรือวิธีคิดมา

“เราคิดเสมอว่าถ้าเราเรียนกับอาจารย์ศิลป์ในยุคนั้น เราต้องสอบตกแน่ๆ ความอุตสาหะตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญมาก” อาจารย์อาร์ตหัวเราะ

“แม้ระบบการศึกษาศิลปะจะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะมีงานในอนาคต สุดท้าย ทุกคนต้องออกไปแข่งขันในโลกเสรีอยู่ดี พวกเรามีหน้าที่คือเตรียมความพร้อมให้เขา

“อย่างที่เราไปดูมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ในจีน การศึกษาแบบอะคาเดมีของจีนคุณภาพสูงมาก นักเรียนที่จบหลักสูตรก็มีทักษะสูงเช่นกัน ถึงอย่างนั้นยังต้องออกมาแข่งขันกันเองอยู่ดี ตอนสอน เราสอนตามมาตรฐานที่มี นอกเหนือจากนั้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือสไตล์ของเรา ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เรียนไปมันพัฒนาต่อได้

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ผมไปดูงานมาหลายที่ โดยเน้นการเรียนศิลปะแบบอะคาเดมีเป็นหลัก ถึงจุดหนึ่ง ผมมองเห็นว่ารูปของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี มีรูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้ามองงานดรอว์อิ้งจะเห็นชัดมาก ผมมองว่ามันเป็นสไตล์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากจริตของแต่ละประเทศ เช่น รัสเซียโครงสร้างจะแน่น เหลี่ยมมุมชัด จีนเน้นแสงเงาจัดและรายละเอียดเยอะ ญี่ปุ่นเน้นเอกภาพ ส่วนเกาหลีเน้นความซับซ้อน แสดงว่ามันมีความเคลื่อนไหวอยู่ แม้แต่ในหลักสูตรที่ถูกมองว่านิ่งแล้ว”

ในประเด็นนี้อาจารย์เลยลมแบ่งปันข้อคิดในการสอนครุศิลป์ของตัวเองว่า

“ในส่วนของการฝึกครูศิลปะ เราพยายามเน้นให้นักศึกษาไม่ยึดอัตตาความเป็นครู แต่เน้นให้มีความเป็นครูในการสอน 

เราไม่ควรไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเดินตามเราตลอด เพราะเขาจะไม่โต เราต้องสอนให้เขาค้นคว้าและสร้างเทคนิคของตัวเองให้ได้ ซึ่งในฐานะครู พี่ว่าสำคัญ เราจะทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเราเก่งกว่าเราให้ได้

“เวลาเราสอนครู จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งเลิศเลอ แต่คุณจะต้องถ่ายทอดสิ่งที่คุณถืออยู่ในมือให้ได้ นั่นคือความรับผิดชอบของคุณ”

อาจารย์เลยลมทิ้งท้ายว่า

“อาจารย์ศิลป์ให้ความสำคัญกับพื้นฐาน ไม่ใช่สไตล์ของท่าน เราจะเห็นว่างานของลูกศิษย์อาจารย์มีสไตล์ไม่เหมือนกันเลยสักคน แต่มีรากฐานเดียวกัน นี่สิครูที่เก่ง”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

การประเมินคุณค่างานศิลปะ

อย่างไรก็ดี การเป็นครูต้องมีการประเมินศิษย์ ในส่วนนี้อาจารย์ทั้งสองมองว่ามีความยากพอสมควร

“การเรียนศิลปะมันไม่เป็นเส้นตรงนะ มันไม่มีทางเดียว ด้วยความที่เป็นงานสร้างสรรค์ มันมีทั้ง Specialist กับ Normalist การศึกษาอาจจะผลิตมาตรฐานบางอย่างขึ้นมา ทำให้เกิด Norm แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ของ Specialist ซึ่งเป็นวิธีการมองและกลั่นกรองแบบเฉพาะตัว เอางานสองแบบมารวมกันไม่ได้ ด้วยวิธีการประเมินคุณค่าต่างกัน เราจะประเมินงาน Abstract กับงานคลาสสิกด้วยมาตรฐานความถูกต้องชุดเดียวกันไม่ได้” อาจารย์อาร์ตกล่าว

“มันโยงไปเรื่องการประเมินคุณค่า การศึกษาศิลปะในประเทศไทยเรายังไม่มีมาตรฐานที่บอกชัดเจนว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้” อาจารย์เลยลมเสริม

“แต่มันทำให้เกิดปัญหาอีกอย่างคือ ครูต้องเอาประสบการณ์ของตัวเองไปตัดสินงานนักเรียน บางครั้งต้องอิงเกณฑ์ เกรดเอต้องได้เท่านี้ เกรดบีต้องได้เท่านี้ หรือบางครั้งต้องอิงกลุ่ม ที่ต้องดูทุกคนในห้อง” อาจารย์อาร์ตกล่าวต่อ

“แต่เราต้องยอมรับด้วยว่าพื้นฐานศิลปศึกษาของไทยยังคงความอะคาเดมิกอย่างมาก มันไม่ได้ Avant-garde และถ้าจะละทิ้งมันก็อาจจะเร็วไปรึเปล่า เทรนด์โลกดูพยายามกลับมาหาทักษะเหล่านี้ เอาจริงๆ คำว่า ร่วมสมัย ในวงการศิลปะบ้านเรายังถูกตีความต่างกัน ในหลักสูตรที่ทำสหศาสตร์ศิลป์ ปลายทางของมันมีความคลุมเครือมาก เราต้องยอมรับว่าครูอาจารย์ศิลปะในประเทศไทยมาจากหลายยุคหลายสมัย มีวิธีประเมิน วิธีคิด ประสบการณ์ ต่างกัน” อาจารย์เลยลมปิดท้าย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

วิสัยทัศน์การสอนศิลปะในอนาคต

คำถามสุดท้ายของเราต่ออาจารย์ทั้งสองคือ

“อาจารย์คิดว่าการเรียนการสอนศิลปะในไทยควรจะถูกพัฒนาไปอย่างไรในอนาคต”

“เราดูพัฒนาการของการสอนศิลปะของจีน ของรัสเซีย เราลงทุนไปที่โน่นเพื่อไปดูวิธีการสอนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเขา สิ่งที่เราเห็นคือเขามีแผนกที่วิจัยงานศิลปะของมาสเตอร์ หมายถึงว่าเป็นนักวิชาการที่นำผลงานของศิลปินมาดูแล้วช่วยกันวิเคราะห์ว่างานชิ้นนี้มีกระบวนการสร้างขึ้นมาอย่างไร และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสร้างหลักสูตร เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินกับนักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่นบางครั้งศิลปินไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรบริเวณนี้ถึงใช้สีแดง มันเวิร์กเพราะเขารู้ว่ามันเวิร์ก ตรงนี้นักวิชาการจะมาให้คำตอบและอธิบายว่ามันเวิร์กเพราะอะไร ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ค่อยมี” อาจารย์อาร์ตตอบ

“สมัยเรียนดรอว์อิ้ง เคยมีอาจารย์บอกว่า งานเราไม่มีพลัง เราก็ไม่เข้าใจว่าพลังที่เขาหมายถึงคืออะไร อาจารย์อธิบายว่า มันขาดชีวิตอยู่ สำหรับนักเรียนมันนามธรรมมาก จริงๆ แล้วอาจารย์ควรจะตอบให้ได้ว่า ที่ขาดพลังเป็นเพราะท่ายืนไม่มั่นคง ทิศทางของเส้นไม่สอดคล้องกับจุดที่รับน้ำหนัก ทำให้รู้สึกโอนเอนและดูไม่มีพลัง ขาดชีวิตชีวา”

อาจารย์เลยลมพยักหน้าเห็นด้วย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ก่อนที่จะให้คนเป็นครูในมหาวิทยาลัย เขาควรได้ฝึกความเป็นครูก่อน นี่ไม่ใช่แค่ฝั่งศิลปะนะ แต่ทุกสาขาวิชาเลย เราเอาคนที่จบปริญญาเอก ปริญญาโท หรือมีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ มาสอนเด็กไม่ได้ทันที เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจวิธีสื่อสารกับนักเรียน เพราะกระบวนการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกันและละเอียดอ่อนมาก ยกตัวอย่างการวิจารณ์ศิลปะ มันมีระบบและกระบวนการของมันอยู่ อย่าง Look, See, Explore, Evaluate ไม่ใช่แค่สวยหรือไม่สวย แปลว่าคนที่สอนต้องสอนให้ได้ไกลกว่านั้น”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร ศิษย์มหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงตั้งใจที่จะพัฒนาวงการศิลปะของประเทศเรา ตามรอยผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติอย่างต่อเนื่อง ดั่งคำกล่าวของอาจารย์ศิลป์ที่ว่า “นายรักฉัน นายไม่ต้องทำอะไร นายทำงาน”

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load