หากเอ่ยคำว่า ‘ศิษย์เก่าศิลปากร’ หลายๆ คนมักจะนึกถึงศิลปินแห่งชาติชื่อดังหลากหลายแขนง อย่างไรก็ดี เราเองกลับนึกถึงอีกกลุ่มบุคคลที่เดินตามรอยเท้าของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิม คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย บนเส้นทางการเป็นครูสอนศิลปะ

เข้าห้องทำงาน อ. ศิลป์ พีระศรี แวะหอประติมากรรมต้นแบบ ขุมทรัพย์ยุคบุกเบิกวงการศิลปะของประเทศ

ดังนั้น ในวาระโอกาสวันศิลป์ พีระศรี วนมาบรรจบอีกครั้งในปีนี้ เราจึงออกปากชวนศิษย์เก่าศิลปากร ผู้เป็นอาจารย์ศิลปะรุ่นใหม่ไฟแรง 2 ท่าน คือ อาจารย์อนิวัฒน์ ทองสีดา หรืออาจารย์เลยลม อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และ อาจารย์วรรณฤทธิ์ กะรินทร์ หรืออาจารย์อาร์ต อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาพาเราเดินชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และหอประติมากรรมต้นแบบ พลางย้อนคิดถึงแรงบันดาลใจของผลงานและความเป็นครูของอาจารย์ศิลป์ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดความคิดและทิศทางการสร้างศิลปินไทยในอนาคตไม่มากก็น้อย

อาจารย์อนิวัฒน์ ทองสีดา
มหาวิทยาลัยศิลปากร

ความเป็นครูควบคู่กับศิลปิน

“เราจำอาจารย์เลยลมครั้งแรกได้จากการที่มายืมสีขาว ในห้องสอบเข้าจิตรกรรม” อาจารย์อาร์ตเล่าย้อนไปถึง พ.ศ. 2549 ที่พวกเขาทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามาเป็นนักศึกษาภาควิชาจิตรกรรมพร้อมกัน

“นี่ถ้าไม่ได้สีอาจารย์อาร์ต อาจจะไม่ได้เรียน” อาจารย์เลยลมหัวเราะ

พวกเขาบอกว่า มิวเซียมนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปมากจากภาพจำของพวกเขาเท่าไร กล่าวคือ เป็นห้องจัดแสดงเล็กๆ 2 ห้อง ที่ทำให้ศิษย์รุ่นหลังของมหาวิทยาลัยได้รู้จักใกล้ชิดกับอาจารย์ศิลป์ แม้ว่าจะไม่เคยได้เรียนกับท่านโดยตรง

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ในห้องแรกเป็นห้องเวิร์กช็อปของอาจารย์ศิลป์ที่ถูกจัดเป็นแกลเลอรี่แสดงทั้งผลงานของอาจารย์เอง และผลงานของลูกศิษย์ที่อาจารย์สะสมไว้ เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์, ชลูด นิ่มเสมอ, เขียน ยิ้มศิริ ฯลฯ

“ตั้งแต่แวบแรกเราจะเห็นความเป็นยุโรป โดยเฉพาะงานปั้นแบบ Bust (รูปปั้นจากศีรษะถึงหน้าอก) ที่เป็นเอกลักษณ์ของความคลาสสิกมาแต่ไหนแต่ไร”

ว่าแล้วเราเลยได้คุยถึงงาน Bust ชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตอาจารย์ศิลป์ 

ในช่วงแรกที่นายคอร์ราโด เฟโรชี เข้ามารับราชการในไทย ด้วยอายุเพียง 32 ปี แถมยังเป็นชาวต่างชาติ จึงยังมีผู้ดูแคลนท่านอยู่ จนได้สมเด็จครู (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) ที่ทรงมองเห็นอัจฉริยภาพของนายช่างจากฟลอเรนซ์คนนี้ จึงทรงสั่งให้ปั้นรูปเหมือนท่าน นายเฟโรชีจึงปั้นพระรูปครึ่งพระองค์ เปลือยพระศอมาจนถึงพระอุระ ถือเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นแรกๆ ที่กระจายชื่อของท่านไปในวงเจ้านายสยาม

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อปั้นเสร็จยังคงมีคนบางกลุ่มกล่าวว่า ฝรั่งไม่รู้ธรรมเนียมของสยาม ปั้นพระรูปพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เปลือยพระอุระเป็นการมิบังควร สมเด็จฯ จึงทรงเก็บพระรูปปั้นนี้ไว้มิให้ออกสู่สายตาบุคคลภายนอก แล้วมีรับสั่งให้นายเฟโรชีปั้นพระรูปขึ้นใหม่ เป็นพระรูปครึ่งพระองค์ตั้งแต่พระเศียรลงมาจนถึงพระศอ สวมฉลองพระองค์คอจีน ปัจจุบันจัดแสดง ณ ท้องพระโรงวังปลายเนิน 

จากนั้นสมเด็จครูยังทรงกราบบังคมทูลฯ เชิญให้รัชกาลที่ 6 มาทรงเป็นแบบให้นายเฟโรชี โดยปั้นเฉพาะพระพักตร์ ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทำให้อาจารย์ฝรั่งกลายเป็นที่ยอมรับของคนในกระทรวงในที่สุด

เริ่มจากเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง ด้วยเงินเดือน 800 บาท นายเฟโรชีค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจในหน้าที่การงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา และได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้น พร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมในเวลาต่อมา

เมื่อกรมศิลปากรแยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2485 จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและตราพระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้นเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ โดยมีศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชีดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ในส่วนของห้องทำงาน เราจัดแสดงสิ่งที่สะท้อนถึงงานทั้งสองด้านของท่าน นั่นคือเหล่าชิ้นงานและอุปกรณ์ศิลปะที่แสดงถึงความเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ อีกทั้งตู้หนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่แสดงถึงภาระหน้าที่ทางด้านวิชาการ” อาจารย์เลยลมเล่า

“ชิ้นที่เราประทับใจมากที่สุดในนี้ คือเจ้าเครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อโอลิมเปียบนโต๊ะของท่าน คนเป็นครูทุกคนน่าจะเข้าใจ เพราะมันคือสิ่งที่ผลิตองค์ความรู้และเผยแผ่งานออกไปในวงกว้าง แน่นอนว่าอาจารย์ศิลป์เองก็เขียนหนังสือด้วย ตอนแรกๆ มันไม่มีตำรานะ ท่านก็เขียนขึ้นมามากมาย อย่างทฤษฎีศิลปะที่เอามาใช้สอน แสดงถึงความตั้งใจอันยิ่งยวดของท่านที่ต้องทำงานในช่วงจุดเปลี่ยนของวงการการศึกษาศิลปะในไทย จากที่เคยเป็นสกุลช่าง แล้วก็กระโดดมามีอะคาเดมีแบบสากลเลย ซึ่งมันแตกต่างกันพอสมควร”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สไตล์การเรียนแบบอะคาเดมี

ใน พ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและประเทศอิตาลีอยู่ฝั่งผู้แพ้สงคราม หลวงวิจิตรวาทการ จึงทำเรื่องขอโอนสัญชาติและเปลี่ยนชื่อศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี เป็นคนไทยชื่อ นายศิลป์ พีระศรี

อย่างไรก็ดี วิธีสอนของท่านยังคงความเป็นอะคาเดมีแบบอิตาเลียนอยู่เช่นเดิม

“ในตู้เราจะเห็นเครื่องมือแต่งปูน มีด ค้อน รวมไปถึงสีน้ำและพู่กันที่นำมาจากอิตาลี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่างศิลปะ แต่ยังเป็นสื่อที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่โลกของศิลปะสมัยใหม่

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“รากเราเป็นงานช่างแบบจารีต จู่ๆ ก็มีงานแบบธรรมชาตินิยมเข้ามาให้ศึกษา นอกจากนั้น ยังมีศิลปะแบบโมเดิร์นของยุโรปให้เรียนรู้อีก ความเคลื่อนไหวด้านศิลปะช่วงนั้นถือว่าค่อนข้างเร็วมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาการพัฒนาศิลปะในยุโรป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อรสนิยมผู้คนที่ตามไม่ทัน ต้องยอมรับว่าคนในสังคมบางส่วนไม่มีเวลาพอที่จะค่อยๆ คลี่คลายหรือเจาะลึกตกผลึกความรู้หรือรูปแบบผลงานใหม่ๆ เหล่านี้” อาจารย์อาร์ตกล่าว

“แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์ศิลป์ได้วางรากฐานการศึกษาศิลปะไว้ดีมาก แม้จะมีข้อจำกัดมากมายแต่ท่านก็สร้างองค์ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Old Academic ไปจนถึงแนวทางของศิลปะร่วมสมัยได้”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

อาจารย์เลยลมเสริมว่า หัวใจของการเรียนการสอนแบบอะคาเดมีคือการฝึกฝนทักษะพื้นฐานให้แน่นรอบด้าน ก่อนจะฝึกความสร้างสรรค์ จนมีประเด็นว่าลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์มักจะเป็นเรเนซองส์แมน คือต้องศึกษาทุกอย่างและทำได้หลายอย่าง อาทิ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

“อาจารย์ศิลป์เองก็ศึกษาพื้นฐานของศิลปะไทยด้วยนะ ท่านวาดลายไทย พานักเรียนไปศึกษาตามวัดต่างๆ อย่างอยุธยา สุโขทัย ไปดูว่ารากฐานของมันมายังไง”

พอพูดถึงสุโขทัยเลยได้คุยถึงอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของท่าน 

ชั่วชีวิตการทำงานกว่า 39 ปี ในประเทศไทย ท่านได้รับมอบหมายจากรัฐให้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในชิ้นสำคัญที่เราเห็นทุกวันนี้คือพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ที่มีมติให้ก่อสร้างขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เพื่อเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ อาจารย์ศิลป์เป็นผู้ที่ศึกษาพระพุทธรูปลีลาศิลปะสุโขทัยอย่างลึกซึ้ง เพราะเคยทำงานวิจัยว่าพระพุทธรูปลีลาศิลปะสุโขทัยเป็นสไตล์พระพุทธรูปที่อ่อนช้อยและงดงามลงตัวที่สุดของไทย จึงสร้างพระพุทธรูปลีลาที่มีการผสมผสานรูปแบบศิลปะสุโขทัยเข้ากับกายภาพที่สมจริงได้ จนมีความพิเศษอย่างยิ่งขนาดได้รับสมญาว่า เป็นความงามสูงสุดของศิลปะไทย

ว่าแล้วเราจึงเดินออกไปสู่หอประติมากรรมต้นแบบเพื่อดูลักษณะงานที่ว่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขุมทรัพย์เพื่อการเรียนรู้

กลางโถงใหญ่ของหอประติมากรรมต้นแบบ มีแบบเศียรของพระพุทธรูปปางลีลาขนาด 1:1 ที่เราพูดถึง วางให้ศึกษากันชัดๆ ล้อมรอบด้วยต้นแบบงานปั้นอนุสาวรีย์ผลงานของอาจารย์ศิลป์และลูกศิษย์อีกมากมาย พื้นที่นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เคยเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งเป็นที่สำหรับข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เพื่อใช้ปฏิบัติงานปั้นหล่ออนุสาวรีย์สำคัญๆ เรียกว่า ‘โรงปั้นหล่อ’

โรงปั้นหล่อ

จะเห็นว่าตัวอาคารมีทรงสูงติดกระจก ซึ่งออกแบบให้รับแสงสว่างและช่วยระบายความร้อน

“ลักษณะของฟิกเกอร์ได้รับอิทธิพลจากยุคคลาสสิกมาก”

อาจารย์อาร์ตพูดขึ้นมา แล้วชี้อธิบายสไตล์ของร่างกายรูปปั้นตรงหน้าเราอย่างตื่นเต้น

“ดูง่ายๆ อย่างท่ายืนจะเห็นว่าเป็นแบบ Contrapposto หรือตริภังค์ (ท่าพักสะโพก) ซึ่งเป็นท่าของงานประติมากรรมที่ถูกพัฒนาโดยช่างชาวกรีกมาอย่างยาวนานจนประสบความสำเร็จ และกลายเป็นท่าทางมาตรฐานที่อยู่คู่กับโลกศิลปะจวบจนปัจจุบัน

“ท่ายืนแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในงานศิลปะของไทยในอดีต เพราะอาจจะมองว่าไม่สุภาพเรียบร้อย”

โรงปั้นหล่อ
โรงปั้นหล่อ

อาจารย์อาร์ตชี้ให้เห็นรูปต้นแบบที่ถูกเปลี่ยนไปอีกหลายชิ้น เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ต้องเปลี่ยนท่านั่ง จากเดิมเป็นแบบผ่อนคลายแต่มั่นคง เป็นท่านั่งหลังตรงธรรมดา หรือ พระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 6 ที่สวนลุมพินี ในตอนแรกไม่มีพระมาลา ซึ่งดูไม่เหมาะสม ไปจนถึงต้นแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือย่าโม ที่อาจารย์อาร์ตเทียบความเหมือนของท่ายืนถือดาบกับรูปปั้นสำริดเดวิดของ ดอนนาเทลโล (Donatello) ซึ่งถือเป็นรูปสำริดนู้ดท่ายืน (โดยไม่มีซัพพอร์ต) ขนาดใหญ่รูปแรกของยุคศิลปะเรเนซองส์

โรงปั้นหล่อ

ในโถงประติมากรรมต้นแบบยังมีขุมทรัพย์เพื่อการเรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะในโซนของปลาสเตอร์ที่อาจารย์ศิลป์นำเข้ามาเพื่อการเรียนการสอนในวิชาของท่าน มีชิ้นที่เด่นมากๆ คือรูปปั้น Belvedere Torso ซึ่งถอดแบบมาจากของจริงที่ขุดพบในโรม

“ศิลปินระดับโลกอย่าง มีเกลันเจโล (Michelangelo) ก็ได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้นชิ้นนี้ จะเห็นได้จากงานภาพแบบเฟรสโก อย่าง The Last Judgement รูปคนกำลังชูหนังที่ถลกออกมาท่านี้เลย แม้กระทั่ง ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ก็เคยศึกษาชิ้นนี้

“การสอนแบบอะคาเดมีในยุโรปยังคงใช้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในแบบฝึกหัด” อาจารย์อาร์ตเล่าถึงความสำคัญของมัน

“ผลงานส่วนมากที่เราคิดว่าเป็นของชาวกรีกนั้น จริงๆ แล้วถูกสร้างเลียนแบบชาวโรมัน ผลงานที่เป็นต้นฉบับถูกทำลายและสูญหาย แต่ Belvedere Torso ชิ้นนี้ถูกพบในสภาพที่สมบูรณ์มาก โดยเฉพาะบริเวณลำตัว แม้ว่าส่วนอื่นๆ จะเสียหายไปแล้ว แต่แค่ลำตัวเพียงส่วนเดียวก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมกรีกได้แล้ว 

“ถึงแม้จะเป็นฟิกเกอร์ที่มีรูปร่างใหญ่โตกำยำ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความแข็งเกร็ง ลำตัวโน้มมาข้างหน้าช้าๆ แต่บิดเอียงเผยให้เห็นแผงหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงที่โป่งพองขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังสูดอากาศหายใจ 

โรงปั้นหล่อ

“ความยากของการสร้างสรรค์นี้คือการออกแบบ ศิลปินต้องเชี่ยวชาญมาก จะพบว่าในผลงานไม่มีรายละเอียดไหนเลยที่เพิ่มเข้ามาอย่างไม่มีความหมาย ทุกส่วนล้วนสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

อาจารย์ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าน่าเสียดายที่ชิ้นปลาสเตอร์เหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ในการเรียนการสอนเหมือนก่อน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นโบราณวัตถุที่ควรเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกัน ควรรักษาวัตถุประสงค์ดั้งเดิมในการนำเข้ามาของอาจารย์ศิลป์ นั่นคือการนำมาใช้เพื่อการเรียนรู้

ความมี ‘มาสเตอร์’ และ ‘สไตล์’

ครูอาร์ตเล่าถึงข้อดีข้อหนึ่งในการเรียนแบบอะคาเดมี คือมาตรฐานที่ถูกสร้างผ่านการเลียนแบบ ‘มาสเตอร์’ หรือเรียนรู้จากผลงานของครู ซึ่งเมื่อเรียนกับใครเราจะได้รูปแบบหรือวิธีคิดมา

“เราคิดเสมอว่าถ้าเราเรียนกับอาจารย์ศิลป์ในยุคนั้น เราต้องสอบตกแน่ๆ ความอุตสาหะตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญมาก” อาจารย์อาร์ตหัวเราะ

“แม้ระบบการศึกษาศิลปะจะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะมีงานในอนาคต สุดท้าย ทุกคนต้องออกไปแข่งขันในโลกเสรีอยู่ดี พวกเรามีหน้าที่คือเตรียมความพร้อมให้เขา

“อย่างที่เราไปดูมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ในจีน การศึกษาแบบอะคาเดมีของจีนคุณภาพสูงมาก นักเรียนที่จบหลักสูตรก็มีทักษะสูงเช่นกัน ถึงอย่างนั้นยังต้องออกมาแข่งขันกันเองอยู่ดี ตอนสอน เราสอนตามมาตรฐานที่มี นอกเหนือจากนั้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือสไตล์ของเรา ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เรียนไปมันพัฒนาต่อได้

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ผมไปดูงานมาหลายที่ โดยเน้นการเรียนศิลปะแบบอะคาเดมีเป็นหลัก ถึงจุดหนึ่ง ผมมองเห็นว่ารูปของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี มีรูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้ามองงานดรอว์อิ้งจะเห็นชัดมาก ผมมองว่ามันเป็นสไตล์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากจริตของแต่ละประเทศ เช่น รัสเซียโครงสร้างจะแน่น เหลี่ยมมุมชัด จีนเน้นแสงเงาจัดและรายละเอียดเยอะ ญี่ปุ่นเน้นเอกภาพ ส่วนเกาหลีเน้นความซับซ้อน แสดงว่ามันมีความเคลื่อนไหวอยู่ แม้แต่ในหลักสูตรที่ถูกมองว่านิ่งแล้ว”

ในประเด็นนี้อาจารย์เลยลมแบ่งปันข้อคิดในการสอนครุศิลป์ของตัวเองว่า

“ในส่วนของการฝึกครูศิลปะ เราพยายามเน้นให้นักศึกษาไม่ยึดอัตตาความเป็นครู แต่เน้นให้มีความเป็นครูในการสอน 

เราไม่ควรไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเดินตามเราตลอด เพราะเขาจะไม่โต เราต้องสอนให้เขาค้นคว้าและสร้างเทคนิคของตัวเองให้ได้ ซึ่งในฐานะครู พี่ว่าสำคัญ เราจะทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเราเก่งกว่าเราให้ได้

“เวลาเราสอนครู จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งเลิศเลอ แต่คุณจะต้องถ่ายทอดสิ่งที่คุณถืออยู่ในมือให้ได้ นั่นคือความรับผิดชอบของคุณ”

อาจารย์เลยลมทิ้งท้ายว่า

“อาจารย์ศิลป์ให้ความสำคัญกับพื้นฐาน ไม่ใช่สไตล์ของท่าน เราจะเห็นว่างานของลูกศิษย์อาจารย์มีสไตล์ไม่เหมือนกันเลยสักคน แต่มีรากฐานเดียวกัน นี่สิครูที่เก่ง”

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

การประเมินคุณค่างานศิลปะ

อย่างไรก็ดี การเป็นครูต้องมีการประเมินศิษย์ ในส่วนนี้อาจารย์ทั้งสองมองว่ามีความยากพอสมควร

“การเรียนศิลปะมันไม่เป็นเส้นตรงนะ มันไม่มีทางเดียว ด้วยความที่เป็นงานสร้างสรรค์ มันมีทั้ง Specialist กับ Normalist การศึกษาอาจจะผลิตมาตรฐานบางอย่างขึ้นมา ทำให้เกิด Norm แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ของ Specialist ซึ่งเป็นวิธีการมองและกลั่นกรองแบบเฉพาะตัว เอางานสองแบบมารวมกันไม่ได้ ด้วยวิธีการประเมินคุณค่าต่างกัน เราจะประเมินงาน Abstract กับงานคลาสสิกด้วยมาตรฐานความถูกต้องชุดเดียวกันไม่ได้” อาจารย์อาร์ตกล่าว

“มันโยงไปเรื่องการประเมินคุณค่า การศึกษาศิลปะในประเทศไทยเรายังไม่มีมาตรฐานที่บอกชัดเจนว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้” อาจารย์เลยลมเสริม

“แต่มันทำให้เกิดปัญหาอีกอย่างคือ ครูต้องเอาประสบการณ์ของตัวเองไปตัดสินงานนักเรียน บางครั้งต้องอิงเกณฑ์ เกรดเอต้องได้เท่านี้ เกรดบีต้องได้เท่านี้ หรือบางครั้งต้องอิงกลุ่ม ที่ต้องดูทุกคนในห้อง” อาจารย์อาร์ตกล่าวต่อ

“แต่เราต้องยอมรับด้วยว่าพื้นฐานศิลปศึกษาของไทยยังคงความอะคาเดมิกอย่างมาก มันไม่ได้ Avant-garde และถ้าจะละทิ้งมันก็อาจจะเร็วไปรึเปล่า เทรนด์โลกดูพยายามกลับมาหาทักษะเหล่านี้ เอาจริงๆ คำว่า ร่วมสมัย ในวงการศิลปะบ้านเรายังถูกตีความต่างกัน ในหลักสูตรที่ทำสหศาสตร์ศิลป์ ปลายทางของมันมีความคลุมเครือมาก เราต้องยอมรับว่าครูอาจารย์ศิลปะในประเทศไทยมาจากหลายยุคหลายสมัย มีวิธีประเมิน วิธีคิด ประสบการณ์ ต่างกัน” อาจารย์เลยลมปิดท้าย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

วิสัยทัศน์การสอนศิลปะในอนาคต

คำถามสุดท้ายของเราต่ออาจารย์ทั้งสองคือ

“อาจารย์คิดว่าการเรียนการสอนศิลปะในไทยควรจะถูกพัฒนาไปอย่างไรในอนาคต”

“เราดูพัฒนาการของการสอนศิลปะของจีน ของรัสเซีย เราลงทุนไปที่โน่นเพื่อไปดูวิธีการสอนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเขา สิ่งที่เราเห็นคือเขามีแผนกที่วิจัยงานศิลปะของมาสเตอร์ หมายถึงว่าเป็นนักวิชาการที่นำผลงานของศิลปินมาดูแล้วช่วยกันวิเคราะห์ว่างานชิ้นนี้มีกระบวนการสร้างขึ้นมาอย่างไร และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสร้างหลักสูตร เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินกับนักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่นบางครั้งศิลปินไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรบริเวณนี้ถึงใช้สีแดง มันเวิร์กเพราะเขารู้ว่ามันเวิร์ก ตรงนี้นักวิชาการจะมาให้คำตอบและอธิบายว่ามันเวิร์กเพราะอะไร ซึ่งในเมืองไทยยังไม่ค่อยมี” อาจารย์อาร์ตตอบ

“สมัยเรียนดรอว์อิ้ง เคยมีอาจารย์บอกว่า งานเราไม่มีพลัง เราก็ไม่เข้าใจว่าพลังที่เขาหมายถึงคืออะไร อาจารย์อธิบายว่า มันขาดชีวิตอยู่ สำหรับนักเรียนมันนามธรรมมาก จริงๆ แล้วอาจารย์ควรจะตอบให้ได้ว่า ที่ขาดพลังเป็นเพราะท่ายืนไม่มั่นคง ทิศทางของเส้นไม่สอดคล้องกับจุดที่รับน้ำหนัก ทำให้รู้สึกโอนเอนและดูไม่มีพลัง ขาดชีวิตชีวา”

อาจารย์เลยลมพยักหน้าเห็นด้วย

ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ก่อนที่จะให้คนเป็นครูในมหาวิทยาลัย เขาควรได้ฝึกความเป็นครูก่อน นี่ไม่ใช่แค่ฝั่งศิลปะนะ แต่ทุกสาขาวิชาเลย เราเอาคนที่จบปริญญาเอก ปริญญาโท หรือมีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ มาสอนเด็กไม่ได้ทันที เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจวิธีสื่อสารกับนักเรียน เพราะกระบวนการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกันและละเอียดอ่อนมาก ยกตัวอย่างการวิจารณ์ศิลปะ มันมีระบบและกระบวนการของมันอยู่ อย่าง Look, See, Explore, Evaluate ไม่ใช่แค่สวยหรือไม่สวย แปลว่าคนที่สอนต้องสอนให้ได้ไกลกว่านั้น”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร ศิษย์มหาวิทยาลัยศิลปากรยังคงตั้งใจที่จะพัฒนาวงการศิลปะของประเทศเรา ตามรอยผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติอย่างต่อเนื่อง ดั่งคำกล่าวของอาจารย์ศิลป์ที่ว่า “นายรักฉัน นายไม่ต้องทำอะไร นายทำงาน”

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา งานไทยแลนด์เบียนนาเล่ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ โดยครั้งนี้เป็นการจัดครั้งที่ 2 ต่อจาก ไทยแลนด์เบียนนาเล่ที่กระบี่ และเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการจัดแสดงงานศิลปะระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาการจัดงานถูกกระทบจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ที่สนใจจำนวนมากเดินทางไปร่วมชมไม่ได้ และถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในนั้น ไม่ต้องห่วง! ทีมงานของเราเดินทางไปเก็บตกบรรยากาศและไฮไลต์ของงานมาให้เสพกันอย่างจุใจ โดยเราได้รับเกียรติจาก คุณวิภาช ภูริชานนท์ หรือ คุณแชมป์ ผู้เป็นภัณฑารักษ์ร่วมของโครงการไทยแลนด์เบียนนาเล่ มานำชมพร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์เบื้องหน้าเบื้องหลังการจัดครั้งนี้อย่างเต็มอิ่มอีกด้วย

“เบียนนาเล่ นิทรรศการศิลปะนานาชาติขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทุก ๆ 2 ปี ที่เป็นคำภาษาอิตาเลียนเพราะเป็นการให้เกียรติความเป็นมาของงานลักษณะนี้ เริ่มต้นครั้งที่เมืองเวนิช ประเทศอิตาลี ในปี 1895 จากนั้นมาจึงมีเทศกาลศิลปะที่นำเสนอภูมิทัศน์ของวงการในระดับนานาชาติจัดขึ้นโดยประเทศต่าง ๆ มากมาย ที่เราอาจจะเคยได้ยินอีกงานคือ Bangkok Art Biennale หรือ BAB ซึ่งจัดโดยเอกชน สำหรับไทยแลนด์เบียนนาเล่ ผู้จัดคือหน่วยราชการ เป็นกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และจังหวัดนครราชสีมา เราโชคดีมาก ๆ ที่ได้คุณ Yuko Hasegawa มาเป็น Artistic Director และผู้นำทีมภัณฑารักษ์ มีคุณ Seiha Kurosawa, คุณธวัชชัย สมคง และตัวผมเองเป็นภัณฑารักษ์ร่วม” 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

คุณยูโกะได้เลือกธีมที่ครอบเนื้อหาของงานนี้ทั้งหมดไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด ‘Butterflies Frolicking on the mud’ ซึ่งคุณยูโกะเขียนอธิบายไว้ว่า 

“เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ผีเสื้อปีกสีขาวและเขียวแกมเหลืองขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทำให้มนุษย์จำกัดการเคลื่อนไหว ธรรมชาติจึงฟื้นตัว ผลคือผีเสื้อจึงขยับปีกบินอย่างร่าเริงบนโคลน เป็นที่รู้กันดีว่าผีเสื้อบินร่อนลงโคลน ก็เพื่อชำระล้างและคืนความชุ่มชื้นให้ตัวเอง เช่นเดียวกันกับเราที่พยายามคิดหาทางออกกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และหาคำตอบว่าเราทำอะไรได้บ้างในอนาคตที่ไม่มีความแน่นอน ดังนั้น ผีเสื้อเริงร่าบนโคลนตม – วลีนี้ จึงสะท้อนสภาวะที่ถึงแม้จะลำบากแต่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจ” 

ผีเสื้อในที่นี้อาจเปรียบได้กับเหล่าศิลปินระดับนานาชาติที่เข้ามาทำงานและสร้างสุนทรียศาสตร์ในบริเวณนี้ (mud สามารถโยงไปถึงดินโป่ง ซึ่งเป็นดินที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารตามธรรมชาติด้วย) เสียดายที่เมื่อถูกแปลเป็นไทย เราได้เห็นเพียงคำว่า “เซิ้ง สิน ถิ่นย่าโม” ทำให้เนื้อหาส่วนนี้ตกหล่นไป

นอกจากนั้นในธีมยังมีคำเปรยต่อว่า Engendering Sensible Capital ด้วยซึ่งตรงนี้ คุณโยโกะอ้างอิงทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นชื่อ Dr.Hirofumi Uzawa พูดถึง Social Common Capital ถ้าแปลเป็นภาษาไทยคือ ทุนร่วมทางสังคม ทุนในที่นี้ไม่ใช่เรื่องเงินทุนเสียทีเดียว แต่เป็นทุน 3 รูปแบบ ได้แก่ ทุนเชิงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทุนเชิงโครงสร้างพื้นทางสังคม และทุนเชิงสถาบัน ตอนที่คุณยูโกะมานครราชสีมา เธอสังเกตว่าโคราชเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย อีกทั้งมีจำนวนประชากรรวมมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ จึงสนใจโอกาสและความเป็นไปได้ในการทำงานกับทุนทั้งสามชนิดที่มีอยู่ 

“การจัดนำนิทรรศการศิลปะขนาดใหญ่ในที่ที่ไม่มีหอศิลป์ เราก็ต้องหาพื้นที่ มี 4 ที่หลัก ๆ ในเชิงคอนเซปต์ หนึ่ง พิมาย เรียกได้ว่าเป็นทุนทางประวัติศาสตร์ สอง ทุนทางการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สาม ทุนทางธรรมชาติ คือสวนสัตว์ และ สี่ บริเวณคูเมือง ซึ่งแทนทุนทางเมือง” คุณแชมป์เกริ่น 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

ศิลปะที่เราจะได้เห็นในงานนี้จะมี 2 แบบ คือ 

1. งานที่ยืมมาจัดแสดง 

2. งาน New Commission หรืองานที่ว่าจ้างให้สร้างขึ้นมาใหม่สำหรับเทศกาลนี้โดยเฉพาะ 

ชิ้นแรกที่เราไปชมเป็นงานที่สร้างขึ้นมาใหม่ ตั้งอยู่ในบริเวณของโบราณสถาน ‘กุฏิฤาษี’ ห่างไปจากปราสาทหินพิมายไม่มาก ซากปรักหักพักนี้เคยเป็นอโรคยาศาลาในศตวรรษที่ 12 ถือเป็นลักษณะโครงสร้างที่สำคัญในวัฒนธรรมเขมรในช่วงที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราช สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนการปกครองของพระองค์ คือการเผยแผ่ศาสนาและการสร้างระบบสาธารนูปโภค 

“อโรคยาศาลาตรงนี้น่าจะเป็นระบบโรงพยาบาลเก่าที่สุดในเอเชียอาคเนย์ที่เราทราบ เป็นหมุดหมายแสดงว่าพิมายมีความสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศของเรา แต่ในระดับภูมิภาคด้วย” การสร้างงานศิลปะตรงนี้จึงยึดโยงกับเรื่องระบบสาธาณูปโภค โดยงานชิ้นนี้ชื่อว่า หินบำบัด (The Heal Stone) ของ Haroon Mirza เป็นงานชิ้นเดียวที่อยู่ในบริเวณโบราณสถาน ฮารูนเป็น Sound Artist ชาวอังกฤษ สิ่งที่เขาสนใจคือแรงสั่นสะเทือน (Vibration) งานส่วนใหญ่ของเขาจะอ้างอิงกับวัฒนธรรมหินตั้งโบราณในอังกฤษ อย่าง Stonehenge พอมาที่นี่ เขาจึงสนใจตัวอโรคยศาลาอย่างมาก 

“ผมเอาคำแปลของจารึกให้เขาเลยอ่านว่าอโรคยศาลาทำงานอย่างไร ศิลปินบอกว่าน่าเสียดายที่คนลืมมันไป เขาเลยสร้างโปรเจกต์นี้ขึ้นมาโดยเอาหินมาตั้ง เป็นลักษณะการก่อสร้างที่เหมือนกันในทุกพื้นที่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ล้อมหินไว้ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แล้วส่งตัวไฟฟ้ามาที่ ทุ่นลอย 3 ตัวในสระโบราณเยื้อง ๆ กัน ทุ่นนี้จะปล่อยแรงสั่นสะเทือนเกิดเป็นคลื่นบนผิวน้ำ เป็นความถี่ที่อ้างจากงานวิจัยว่าช่วยรักษาอัลไซเมอร์หรืออาการสูญเสียความทรงจำ” คุณแชมป์เล่า 

“ความยากของบริเวณนี้คือมี พรบ. คุ้มครองโบราณสถานอยู่ ทุกอย่างจะต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมายนี้ เราต้องขออนุญาต ส่ง Proposal ให้พิจารณา และมีการเข้ามาตรวจสอบว่าทุกอย่างทำได้ไหม มีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ อาทิ ห้ามขุด ห้ามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ฯลฯ อย่างตอนแรก ศิลปินอยากทำหินหลาย ๆ ชิ้น แต่สุดท้ายขุดพื้นที่ไม่ได้ จึงเหลือแค่ชิ้นเดียวที่วางได้ และต้องไม่หนักเกินไปจนมีผลกับดินตรงนี้ เลยต้องกำหนดขนาดของหินตามนั้น หรือตัวทุ่นลอยก็ยึดเข้ากับอะไรไม่ได้เลย ทีมผลิตงานที่เมืองไทยจึงต้องหารือกับศิลปิน จนสุดท้ายใช้สลิงร้อยทุ่นเข้าด้วยกันไว้ใต้น้ำโดยไม่ต้องเจาะ”

ภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าทันสมัยตั้งอยู่ด้านหน้าโบราณสถานสร้างภาพที่ดูย้อนแย้ง แต่ขณะเดียวกันก็ลงตัวด้วยเนื้อหา เพราะถือว่าเป็นงานที่ว่าด้วยการรักษา (เช่นเดียวกันกับศาลาอโรคยาเอง) ย้ำเตือนเราถึงทุนทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ โยงเข้ามาสู่ความร่วมสมัยด้วยชิ้นงาน และชวนคิดถึงการต่อยอดทุนในอนาคต

ต่อมาเราเดินทางไปกันที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ซึ่งถือเป็นอีกจุดใหญ่ของงานเบียนนาเล่ครั้งนี้ 

“อาคารนี้มีอายุกว่า 30 ปีและถือเป็นหนึ่งในมิวเซียมที่สำคัญของประเทศไทย เป็นที่รวบรวมงานศิลปวัตถ เล่าเรื่องความเก่าแก่ของพื้นที่นี้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไล่มาตั้งแต่ภาพเขียนสีที่เขาจันทร์งาม แหล่งโบราณคดีบ้านธารปราสาท ต่อมายุคทวารวดี ซึ่งส่วนเฟื่องฟูก็คือการเกิดขึ้นของปราสาทหินพิมายและเมืองพิมาย ฯลฯ เราต้องการสร้างบทสนทนาระหว่างงานศิลปกรรม โดยอาจเป็นศิลปะที่อยู่คนละยุคคนละสมัยก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะนำงานศิลปะร่วมสมัยเข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้ให้น่าสนใจ และเข้ากับธีมของเบียนนาเล่ได้อย่างไร”

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย
ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

งานชิ้นแรกที่เราได้เห็นเมื่อเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ คืองานของ YANTOR เป็นศิลปินคู่นักออกแบบแฟชั่นชาวญี่ปุ่น 

“เขาบอกว่าชื่อ YANTOR มาจากภาษาสันสกฤต ยันตระ หรือยันต์ที่เราใช้สักยันต์นั่นเอง สิ่งที่เขาสนใจคือการต่อสู้กับ Fast Fashion ซึ่งสร้างสภาวะแปลกแยกระหว่างเรากับเสื้อผ้าที่ใส่ ปัจจุบันเราไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้ามาจากไหน ใครเป็นคนทำ ศิลปินจึงมุ่งทำงานกับชุมชน เพื่อชะลอความเร็วของอุตสาหกรรมแฟชั่น 

“ในงานเบียนนาเล่นี้ เขาได้รับการว่าจ้างให้ทำงานกับโคราชซึ่งเป็นเมืองแห่งผ้าไหม มีแหล่งผลิตผ้าในท้องถิ่น ทั้งฟาร์มจิม ทอมป์สัน อำเภอปักธงชัย ไปจนถึง คึมมะอุ-สวนหม่อน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ศิลปินสนใจทำงานด้วย แต่เนื่องจากการระบาดของโควิด ทำให้พวกเขาเดินทางมาค้นคว้าไม่ได้ เขาเลยขอให้ทางทีมรวบรวมวัตถุดิบให้เขาทำความรู้จักหมู่บ้านนี้ผ่านผ้า เลือกเอาผ้าเก่า ๆ ที่ถูกเก็บไว้ใต้ถุนบ้านและผ้าที่ไม่ขายแล้ว ทางเราก็ส่งไปเป็นลัง ๆ เลย” 

เมื่อผ้าเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ทีมศิลปินจึงค่อย ๆ ศึกษาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเนื้อผ้า แล้วตัดเย็บเข้าด้วยกันเป็นชุด เพื่อส่งกลับมาจัดแสดงในชื่อ Village Traces หรือ ‘สืบสานทางหมู่บ้าน’ ชุดเหล่านี้หากมองเผิน ๆ สิ่งที่เห็นคือลักษณะผ้าไหมโบราณที่เคยคุ้นตา แต่หากเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ประณีต เช่น การซ้อนผ้าเป็นชั้น การจับคู่สีและชิ้นส่วนสไตล์โมเดิร์นที่คาดไม่ถึง นอกจากนี้ เยื้อง ๆ กันยังมีการจัดแสดงชุดภาพถ่ายของคนในหมู่บ้าน เป็นนายแบบนางแบบใส่ชุดเหล่านี้กันอย่างภูมิใจ 

สำหรับคุณแชมป์ งานชุดนี้ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานระยะไกลที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับงานในห้องติดกัน ‘ราตรีสงัดอันขมขื่นสุดชิงชัง’ (The Bitterly Silent Nights I Hate) งานวิดีโอจัดวางเฉพาะพื้นที่ 7 จอของ Yang Fudong โดยปกติศิลปินคนนี้จะไม่มีสคริปต์ใด ๆ ในการถ่ายทำ แต่ครั้งนี้เนื่องจากเดินทางมาถ่ายที่นี่ไม่ได้ เขาจึงต้องนัดแนะทีมถ่ายทำที่เมืองไทยในพิมาย ทำงานกับบทพูดและทิศทางคร่าว ๆ จากนั้นจึงส่งฟุตเทจกลับไปตัดต่อประกอบร่างที่เซี่ยงไฮ้ ออกมาเป็นวิดีโอที่เหมือนภาพตัดแปะ เสมือนอดีตและปัจจุบันที่ถูกปะติดปะต่อด้วยกัน ไร้เส้นเรื่องและเส้นเวลา ฉายซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

เมื่อเข้าไปโถงจัดแสดงด้านใน คำแรกที่ผุดมาในหัวคือ ‘มีชีวิต’ เพราะพิพิธภัณฑสถานในรูปแบบตั้งเดิมถูกแทรกแซงและเติมแต่งด้วยศิลปะร่วมสมัยอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ละงานสร้างปฏิสัมพันธ์กับเราในหลากหลายผัสสะ 

เริ่มจากงาน ‘ธรรมชาติหายใจ : อโรคยศาลา’ (Nature’s Breath : Arokayasala) ศิลปะจัดวางของศิลปินคอนเซ็ปต์ชวลรุ่นบุกเบิก อาจารย์มณเฑียร บุญมา เป็นกล่องเหล็กที่ตั้งซ้อนกันขึ้นไปเหมือนสถูป ตรงกลางแขวนปอดเหล็กเคลือบสมุนไพรเอาไว้ อีกทั้งในแต่ละกล่องก็บรรจุสมุนไพรโบราณในท้องถิ่น อาทิ ฟ้าทะลายโจร พริกไทย ขมิ้นชันผง ฯลฯ ส่งกลิ่นหอมโฉยมาแตะจมูกเมื่อเข้าไปใกล้ งานมาสเตอร์พีซศิลปะชิ้นนี้ตั้งไว้ข้างเคียงมาสเตอร์พีซโบราณวัตถุอีกชิ้น นั่นคือรูปปั้นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อเล่าความเกี่ยวโยงของท่านกับอโรคยาศาลาอย่างเหมาะเจาะ 

นอกจากลิ่นแล้ว ในนี้ยังมีเสียงกระดิ่งหลายสิบชิ้นของ คุณฤดี ตันเจริญ ที่ลอยมาตามลม โดยกระดิ่งสำริดเหล่านี้มาจากความพยายามฟื้นฟูการหล่อแบบกรรมวิธีโบราณ (ศิลปินทำงานร่วมกับ นายทองคำ ประทุมมาศ ครูช่างศิลปหัตกรรมแห่งศูนย์ทองเหลืองบ้านปะอาว จังหวัดอุบลราชธานี) และการแขวนแบบกระจายตัวตรงทางเดิน จงใจตั้งคำถามว่า เราจะมองวัตถุเหล่านี้ว่าเกะกะ หรือเป็นความงามที่ทำให้เส้นทางของเราสนุกขึ้น 

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย
ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

อีก 3 ชิ้นที่เราคิดว่าทำงานกับความเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ได้อยู่หมัด ได้แก่ งานชุด ‘คนอื่น-ห้องสมุดหนังสือร้อยเล่มที่ประพันธ์ใต้นามปากกา’ (Someone Else – A library of 100 books written anonymously or under pseudonyms) โดย Shilpa Gupta เป็นชุดปกหนังสือเหล็ก ตั้งตรงข้ามกับ ศิลาจารึกบ่ออีกา ทุกปกที่ถูกเลือกมาล้วนเป็นหนังสือที่ผู้เขียนใช้นามแฝงด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ต้องการทดลองเขียนแนวใหม่ ไปจนถึงหลบหนีการจำกุมโดยรัฐ ซึ่งในชุดนี้มีปกจากนักเขียนอีสานที่ถูกเพิ่มเข้ามาในงานนี้โดยเฉพาะด้วยหลายปก อาทิ ฟ้าบ่กั้น ของ ลาว คำหอม เป็นต้น 

การเลือกใช้วัสดุเป็นแผ่นโลหะนั้น นอกจากจะล้อไปกับป้ายคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังสื่อถึงการพยายามคงไว้ซึ่งความปลอม และตั้งคำถามกับความจริงในประวัติศาสตร์ที่เลือกจัดแสดงอย่างมีนัยยะ อีกชิ้นคืองานภาพถ่าย ‘บ้าน’ ของ Gohar Dashti โกฮาร์เป็นศิลปินชาวอิหร่านที่ไปถ่ายภาพบ้านที่ถูกทิ้งของผู้อพยพในอิหร่าน แต่ละบ้านมีต้นไม้ ดอกไม้ใบหญ้าขึ้นปกคลุมไปทั่ว สื่อถึงธรรมชาติที่ยึดคืนพื้นที่จากมนุษย์ การวางภาพเหล่านี้ไว้กับฐานศิวลึงค์และซากอื่น ๆ จากโบราณสถาน ทำให้เรานึกพิมายในปัจจุบันที่โดนธรรมชาติยึดคืนไปแล้วเช่นกัน และที่พลาดไม่ได้เลยคือ ภาพวาดแอบสแตรกต์ขนาดมหึมาเต็มผนังโดย Federico Herrero สร้างสรรพสีสันให้กับมิวเซียมที่เคยเคร่งขรึมให้สดใส ตื่นตาตื่นใจ

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย
ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

“ด้านนอกนี้ยังมีอีกชิ้นที่เล่นกับพื้นที่อย่างชัดเจน นั่นคืองานของ Tsuyoshi Tane สถาปนิกชาวญี่ปุ่น เขาจงใจรื้อฟื้นความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในโบราณวัตถุ ในบริเวณ Open Storage โดยการออกแบบประสบการณ์ในบริเวณนั้น ตั้งแต่แสงไฟที่เคลื่อนตัว ส่องสว่างและหรี่ดับลงโดยอัตโนมัติ สร้างเงาที่ขยับบนวัตถุที่อยู่กับที่ บวกกับสีของไฟส้มนวลคล้ายแสงอาทิตย์ขึ้นและตก สื่อถึงกาลเวลาที่ไหลผ่าน อีกทั้งเปิดเสียงพระสวดชุมนุมเทวดาด้วย ดูช่วงค่ำ ๆ ได้บรรยากาศมาก”

ขนาดไปดูตอนกลางวันแสก ๆ เราก็ขนลุกขนพองแล้ว เราไม่กล้าจะคิดเลยว่าถ้ากลับไปดูงานชิ้นนี้ตอนมืดสนิทจะทรงพลังขนาดไหน

ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช เบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะนานาชาติในจังหวัดใหญ่สุดของไทย

อีกสถานที่สำคัญในการจัดงานเบียนนาเล่ครั้งนี้ก็คือ คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 

“เมื่อก่อนตรงนี้เคยชื่อว่า เทคโนโคราช เป็นสถาบันเก่าและมีความสำคัญขนาดที่ในช่วงสงครามเย็นเคยมีบทบาทในการฝึกกำลังพลแถวนี้” คุณแชมป์เล่า “ในเบียนนาเล่นี้ เราพูดถึงทุนของพื้นถิ่น ทุนสำคัญหนึ่งที่เรามีก็คือสถาบันการศึกษา เราเลือกทำงานกับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะที่นี่มีการหลักสูตรการสอน Visual Arts (ทัศนศิลป์) และ Fine Arts (วิจิตรศิลป์) ชัดเจน ดังนั้นเราทำงานกับบุคลากรของที่นี่เยอะมาก อย่างผลงาน The Healing Stone ที่กุฏิฤาษี ก็ได้รับความช่วยเหลือในการติดตั้งโดยอาจารย์คณะวิศวกรรม หรือตัวภาพเขียนฝาฝนังในพิพิธภัณฑ์ของเฟเดริโก้ ก็ได้อาจารย์และนักศึกษาจากคณะนี้ไปช่วยลงมือ” 

แม้แต่ทางกายภาพเอง งานเบียนนาเล่ก็ได้ใช้พื้นที่ของตึกคณะศิลปกรรม แปลงร่างให้เป็นหอศิลป์ร่วมสมัยที่โชว์งานในมาตรฐานสากลได้ 

“เรายืมงานมาจัดแสดงหลายชิ้นให้คนไทยดู ศิลปะเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล เราจึงจำเป็นต้องปรับพื้นที่ อาทิ ควบคุมอุณหภูมิความชื้น ควบคุมแมลง ติดสติกเกอร์เพื่อกันแสงยูวีที่จะทำลายงาน ติดแอร์เพิ่ม ทำผนังเพิ่ม ฯลฯ จนทางเจ้าของผลงานมั่นใจว่าเราจัดแสดงงานเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย และโครงสร้างเหล่านี้ก็จะคงอยู่ต่อ เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยไปหลังงานจบ” 

ว่าแล้วคุณแชมป์ก็พาเราค่อย ๆ เดินชมงาน ซึ่งในโซนนี้มีงานหลากหลายลักษณะ หลายสิบชิ้น กระจายตัวอยู่บนตึก 4 ชั้น ไฮไลต์ของส่วนนี้ล้วนพูดมาจากศิลปินที่การทำงานกับทุนที่มาจากวัตถุดิบใกล้ตัวที่มี อาทิ Maxwell Alexandre ใช้กระดาษคราฟต์สีน้ำตาลและพลาสติกมาใช้วาดรูปผู้คนที่เขาเจอในแวดล้อมสลัมที่บราซิล Elias Sime นำเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์และสายไฟเหลือใช้ที่ถูกทิ้งในเอธิโอเปียมาทักทอเป็นชิ้นงาน ไปจนถึงงานใหญ่ที่สุดในตึก ‘วิมานลอยสำหรับเรเน่’ (A castle in the sky for René) ของศิลปินเบลเยี่ยม Jan Fabre ผู้ระดมคนมาใช้ปากกาลูกลื่นยี่ห้อ BIC ที่ราคาถูกและหาได้ทั่วไป ร่วมกันขีดเขียนบนผ้าขนาด 689 x 1,684 ซม. เป็นรูปปราสาทในอากาศของ René Magritte สุดอลังการ 

“งานชิ้นนี้ถือเป็นงานที่มีอายุมากที่สุดที่เรายืมมาจัดแสดง เป็นชิ้นแรก ๆ ในประวัติศาสตร์คอนเซ็ปต์ชวลอาร์ต ที่ศิลปินเปิดให้ผู้อื่นมาช่วยกันสร้างงานในเสกลนี้ สื่อถึงการร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่” คุณแชมป์กล่าว

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา
ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

แม้ว่างานจะเยอะจนตาลายนิดหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าข้อดีที่เห็นได้ชัดในส่วนนี้คือ การได้เห็นว่าศิลปินเจ๋ง ๆ ในต่างประเทศเขาสนใจอะไรกันบ้าง โดยเฉพาะชั้นสองของอาคาร ที่เปลี่ยนห้องเรียนเป็นห้องจัดแสดงผลงานศิลปิน ห้องละคน ๆ เราได้พบงานของศิลปินชาวสวิตฯ Uriel Orlow ที่เล่าเรื่องสมุนไพรรักษาโรค ‘เรียนรู้จากโกฏจุฬาลัมพา’ (Learning from Artemisia) Atacama Desert Foundation นำเสนองานกึ่งสารคดี ‘อดีตปัจจุบันในทะเลทรายอนาคต ดิ อาตากามา ไลน์’ (The Past Present in the Future, the Atacama Lines) มีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ชิลี ชวนให้คิดถึงภาพคล้ายกันที่โคราชด้วย

นอกจากนี้ยังมี ‘ปัญญาสำหรับความรัก 3.0’ (Wisdom for Love 3.0) สร้างสรรค์โดยกลุ่มศิลปินหญิง Keiken เป็นเกมออนไลน์ที่ดำเนินเรื่องผ่านการตัดสินใจของผู้เล่น และให้ผู้เล่นได้สะสมเหรียญโทเคน NFT มีเป้าหมายในการมุ่งสำรวจสำนึกร่วมและศรัทธาอันแรงกล้าในสังคมร่วมสมัย ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและอนาคตอันเท่าเทียม

และงานของ Koichi Sato และ Hideki Umezawa ‘เสียงสะท้อนจากหมู่เมฆ’ (Echoes from the Clouds) สะกัดน้ำปรุงออกมาจากแนวคิดว่าด้วยธรรมชาติและการขยายตัวของเมืองในจังหวัดคันโตของญี่ปุ่น เป็นต้น

อนึ่ง ระหว่างทางที่เราเดินขึ้นเดินลงในตึกนี้ เราจะเห็นการจัดแสดงงานของนักศึกษาหลายชิ้น 

“นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่คุณยูโกะสนใจการใช้พื้นที่นี้ นอกจากนักศึกษาจะได้เข้าถึงงานระดับโลกแล้ว เธอก็หวังว่าผู้ชมข้างนอกมหาวิทยาลัยก็จะได้เห็นงานของนักศึกษาที่นี่ด้วยว่าเขาทำอะไรกัน” บอกเลยว่า บางงานของเด็ก ๆ ดูดีไม่แพ้ศิลปินระดับโลกเลยล่ะ

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา
ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

จุดถัดไปคือสวนสัตว์โคราช 

“เรามองว่าสวนสัตว์เป็นสถานที่สำคัญในการเรียนรู้ระหว่างคนกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว การทำงานกับที่นี่เหมือนมาดูว่าเราเติมอะไรได้บ้าง ที่นี่ถือเป็นที่แรก ๆ ที่เราเลือกและคิดถึงศิลปะถาวร ตรงนี้เราเลือก ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา สถาปนิกไทยคนแรกผู้คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วหลายเวที เขาสร้างงานที่ชื่อว่า ‘หอข้าว’ เป็นโครงสร้างหอคอยไม้สูงกว่า 9 เมตรที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบของยุ้งฉาง

“อาจารย์เลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ตรงข้ามกับยุ้งฉางปัจจุบันที่เปลี่ยนไปใช้วัสดุโมเดิร์นอื่น ๆ โดยหวังว่าที่นี่จะเป็นอนุสาวรีย์ให้สถาปัตยกรรมท้องถิ่นของคนอีสานที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการเกษตร อีกทั้งจุดนัดพบของคนและสัตว์ด้วย” 

อย่างไรก็ดี คุณแชมป์เล่าว่า การทำงานกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (Post Human) ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างหอข้าวนี้ศิลปินหวังว่าจะมีนกมาทำรังด้านในโครงสร้าง แต่ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณโดยรอบมีต้นไม้ตามธรรมชาติมากพอแล้ว 

“ศิลปินไทยโดยรวมอาจจะยังไม่คุ้นชินกับคอนเซปต์ของการทำงาน Post Human มันเลยเป็นความท้าทายที่เราต้องเรียนรู้ แต่ชิ้นที่ได้เรื่องก็มีนะ อย่างงานของ Olafur Eliasson ให้คนเลียนเสียงนกประจำถิ่นแล้วเปิดไปในระบบเสียงตามสายของชาวบ้าน หมู่ 6 อำเภอพิมาย ทุกเช้าเย็น มีนกในธรรมชาติบนวนเข้ามาร้องประสานเสียงกับงานของศิลปินด้วย หรืองานอีกชิ้นในสวนสัตว์นี้ ชื่อ ห้องรอ (กระเรียนไทย) ของศิลปินชาวแอฟริกาใต้ Bianca Bondi ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเหมือนกัน”

งานชิ้นนี้อยู่ตรงอาคารอเนกประสงค์ที่ถูกปล่อยร้าง เบียนก้าเทเกลือสีขาวไว้ทั่วพื้นที่ ตรงกลางเธอสร้างฉากของห้องนอนอันโดดเดี่ยว ตกแต่งด้วยวัสดุประเภททองแดงที่เกิดร่องรอยของสนิมเขียวโดยธรรมชาติเมื่อทำปฏิกิริยากับโซเดียมในเกลือ เตียงในงานนี้เป็นตัวแทนของทั้งการร่วมเพศ การเกิด และการตาย เป็นเสมือนประตูเปลี่ยนผ่านของชีวิต นี่เป็นเหตุที่เธอโยงมันเข้ากับกระเรียนไทยในวงเล็บของชื่องาน เพราะเธอทราบว่านักอนุรักษ์ชาวไทยปกป้องนกสายพันธ์ุนี้จากการสูญพันธ์ุได้สำเร็จ 

“ถ้าเข้ามาดูใกล้ ๆ บนกองเกลือเหล่านี้เราจะเห็นรอบเท้าของสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ” คุณแชมป์ชี้ให้เราดู “พวกสัตว์เหล่านั้นเข้ามากินเกลือ เพราะเกลือนี้เป็นเกลือบริสุทธ์ที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ศิลปินสั่งเราเลยว่า ให้พยายามคงรอยเท้าเหล่านี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด” 

ความเป็นกวีในงานชิ้นนี้ตราตรึงใจเราอย่างมาก ต้องขอบคุณทั้งศิลปินและเหล่าสัตว์ที่มาช่วยกันสร้างสรรค์มันขึ้นมา

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา
ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

พูดถึงกระเรียนไทยก็ต้องพูดถึงงานอีกชิ้นด้วย งานนี้ตั้งอยู่ในศูนย์วิจัยนกกระเรียนพันธุ์ไทย ชื่องานว่า เรดเดอร์ (Redder) เป็นผลงานจัดวางเสียงโดยศิลปินชาวบริติช-สิงค์โปร์ ชื่อ Zai Tang ประพันธ์ขึ้นจากเสียงนกกระเรียนที่บันทึกจากศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ออกมาเป็น Sound Art กว่า 20 นาทีให้เราได้นั่งฟังกัน ปัจจุบันนกกระเรียนพันธุ์ไทยยังขึ้นบัญชีเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์ในรายการสีแดงของ IUCN ชื่อ Redder จึงอ้างอิงถึงภาวะอันตรายนี้ และคอสีแดงของนกกระเรียนที่แดงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างฤดูผสมพันธุ์

นอกจากกระเรียนพันธุ์ไทยแล้ว สัตว์อีกชนิดที่เราจะได้เจอในงานศิลปะจุดนี้คือเจ้ากบ ในงาน ‘เอ็กซ์.เลอวิส (ห้องทดลองอวกาศ)’ (X.laevis, Spacelab) ของศิลปินชาวไอริช John Gerrard แสดงให้เห็นภาพกบที่ถูกแขวนท่ามกลางสภาวะไร้น้ำหนักในกล่องกระจกสุญญากาศ กบในห้องทดลองตัวนี้เป็นภาพเสมือนจริงซึ่งสร้างขึ้นและขยับไปเรื่อย ๆ ด้วยชุดคำสั่งอัลกอริทึมและการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ชวนให้คิดถึงวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับสัตว์อย่างกบมายาวนาน 

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

งานสุดท้ายในสวนสัตว์ เราเดินมาชมลายเส้นสดใสของศิลปินชาวไทย Pomme Chan 

“ตอนนั้นมีโจทย์เลยว่าต้องการศิลปินหญิงที่เป็นนักวาดภาพประกอบ มีการนำเสนอหลายคนแต่สุดท้ายเป็นคุณ Pomme Chan หรือ คุณธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง เริ่มจากเธอเป็นคนที่วาดรูปสัตว์ รูปพืช รูปธรรมชาติเยอะมาก แล้วองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ถูกนำมารวมกันแบบแฟนตาซี คือมีการย่อขยายขนาด รวมสายพันธุ์จากต่างพื้นที่เข้าด้วยกัน เลยนำไปสู่การสร้างงานชิ้นนี้” 

‘Art of Wonder’ เป็นงานพิมพ์ลงกระเบื้องขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมากจากความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมากในจังหวัดโคราช ที่ขุดพบฟอสซิลสัตว์ก่อนประวัติศาสตร์มากมาย อาทิ ช้างสีงา แมมมอธ ไดโนเสาร์ ศิลปินจึงวาดสัตว์เหล่านี้เข้าไปในภาพ ผสมกับสัตว์พันธ์ุอื่น ๆ ในสวนสัตว์ แน่นอนว่าภาพผีเสื้อซึ่งเป็นธีมงานตั้งแต่ต้นก็ต้องมา ที่พิเศษคือเธอยังใส่ร่องรอยของมนุษย์ในรูปไหอิฐพิมายดำ และผู้ชมยังดูการเคลื่อนไหวในงานนี้ด้วยแอปพลิเคชัน Augmented Reality ในมือถือได้ด้วย 

คุณแชมป์เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่นี้ยังไม่ได้ถูกใช้งานอะไรมาก แต่เมื่อติดตั้งงานเสร็จ ทางสวนสัตว์ได้เข้ามามีการบูรณะพื้นที่โดยรอบตัวงาน เอารูปปั้นไดโนเสาร์มาวางเพิ่ม อำนวยความสะดวกให้ผู้ชมงาน เรียกได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างของแรงบันดาลใจ ที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงงานศิลปะเข้าสู่ตัวพื้นที่

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบ ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช งานเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

ก่อนจากกัน เราขอให้คุณแชมป์ช่วยถอดบทเรียน สิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์จากการจัดงานในลักษณะนี้ให้เราฟังสักสองสามข้อ 

“อันดับแรกเราได้ดูงานระดับนานาชาติ เป็นเหตุผลที่เรามีโควต้าจำนวนศิลปินไทยที่บาลานซ์กับศิลปินต่างประเทศ เพื่อให้เราได้ว่างานคนอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว มันเป็นโอกาสให้เราได้เห็นของที่ร่วมสมัยที่สุดในเวลานี้ 

“ข้อดีที่สองคือเราจะเห็นได้ชัดเลยว่า นิเวศวิทยาของศิลปะนั้นไม่ได้มีแค่ศิลปิน มันจำเป็นจะต้องมีฝ่ายอื่น ๆ ทั้งภัณฑารักษ์ นักงานศึกษา ทีมงานผู้สร้างงาน ผู้ติดตั้ง รวมไปถึงผู้ประสานงานทางศิลปะ หรือแม้กระทั้งตัวทุนเองก็ดี ซึ่งถ้าเราจะไปแข่งขันกับโลกศิลปะระดับสากลได้ต้องเป็นทีมเวิร์ก มันเห็นได้ชัดในการจัดงานสเกลนี้ 

“ข้อสามคือการขยับไปในแต่ละจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศ ถือเป็นการเปิดโอกาสทางสุนทรียศาสตร์ที่ดีมาก ให้คนเข้าถึงงานศิลปะร่วมสมัยได้ในวงกว้าง ไม่จำเป็นที่งานดี ๆ จะต้องอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น” 

“เราสนุกมากกับการทำงานกับคนที่อาจจะไม่ได้คุ้นหรือมีประสบการณ์กับศิลปะร่วมสมัยมาก่อน งานที่สร้างใหม่เกิดครึ่งคือเราต้องทำงานกับคนท้องถิ่น อย่างชิ้นที่ต้องไปหาคนที่เลียนแบบเสียงนก หรือชิ้นที่ทำงานกับชุมชนทอผ้า ฯลฯ แท้จริงแล้วในเชิงของการสร้างงานร่วม (Collaboration) เราเห็นความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับความรู้พื้นถิ่น ซึ่งมากกว่าแค่การอนุรักษ์ สำหรับศิลปิน โจทย์คือต้องตีความองค์ความรู้เหล่านี้ให้มันร่วมสมัยให้ได้” 

เนื่องจากในอีก 2 ปีจะมีการจัดงานอีกที่เชียงราย คุณแชมป์เลยขอทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่ควรจะต่อยอดในครั้งต่อไป ต้องเป็นเรื่องของงานการศึกษา 

“การศึกษาและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับงานศิลปะที่อยู่ในนิทรรศการถือว่าสำคัญมาก ๆ ถ้าเราออกแบบการเข้าถึงของผู้ชม โดยไม่ได้เจาะลึกว่าศิลปินเขาคิดอย่างไร ทำงานนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ฯลฯ เราก็จะไม่ได้ประสิทธิผลจากงานเหล่านี้เท่าที่ควร ดังนั้น องค์กรที่จัดในอนาคตควรต้องพยายามพาคนมาดู สร้างบทสนทนา และกระจายองค์ความรู้ไปในวงกว้างให้ได้มากที่สุด”

หมายเหตุ : นอกจากสถานที่ที่เรากล่าวไป ยังมีงานศิลปะที่น่าสนใจกระจายตัวอยู่ในจุดอื่น ๆ อีก อาทิ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน วัดพายัพ บริเวณหอนาฬิกา และในพื้นที่อำเภอปากช่อง ได้แก่ หอศิลป์พิมานทิพย์ เป็นต้น ผู้สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ thailandbiennale.org/

ภัณฑารักษ์พาชมงานศิลปะนานาศิลปินทั่วโลก และเบื้องหลังการออกแบบ ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช งานเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในนครราชสีมา

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load