Stack คือเว็บไซต์ขายนิตยสารอิสระออนไลน์จากประเทศอังกฤษ พวกเขาเริ่มจากการทำเป็นระบบสมาชิก สู่การขายออนไลน์ในปัจจุบัน ฟังดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ ก็เหมือนเว็บขายหนังสือออนไลน์ทั่วไป และเราเชื่อว่าหลายๆ คนไม่เคยได้ยินเรื่องพวกเขามาก่อน เราเองก็คงยังไม่รู้จัก ถ้าในงาน BANGKOK ART BOOK FAIR 2019 ไม่มีพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

Stack ร้านนิตยสารอิสระออนไลน์เล็กๆ ที่มี New York Public Library เป็นลูกค้า
Stack ร้านนิตยสารอิสระออนไลน์เล็กๆ ที่มี New York Public Library เป็นลูกค้า

แต่ถ้าบอกว่า Stack มีลูกค้าเป็น New York Public Library ล่ะ คุณจะสนใจขึ้นไหม ถ้าบอกว่าระบบสมาชิกของเขาเป็นแบบสุ่ม ลูกค้าไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับนิตยสารเล่มไหนในเดือนนี้

ถ้าบอกว่าคู่แข่งที่ Stack จะไม่มีวันสู้ได้ คือร้านหนังสือทั่วไป น่าจะเริ่มทำให้เราทั้งคู่อยากรู้จักวิธีคิดเบื้องหลัง รวมไปถึงแนวทางในการทำธุรกิจของ Stack มากขึ้น 

ผู้ก่อตั้ง Stack คือ Steve Watson ผู้เคยทำงานในวงการเขียนและบรรณาธิการให้นิตยสารหลายหัว เขาเบื่อหน่ายกับการทำคอนเทนต์ที่พึ่งโฆษณาจนสูญเสียแพสชันและจิตวิญญาณของผู้เขียน

เป็นช่วงเดียวกับที่เขาได้รู้จักนิตยสารอิสระเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนมุมมองของเขาต่องานนิตยสาร ต่อผู้อ่าน และทำให้เขา คนที่ทำงานสายครีเอทีฟมาตลอด ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

คุยกับ Steve Watson อดีตบรรณาธิการนิตยสารจากอังกฤษ ผู้สร้าง Stack ธุรกิจขายนิตยสารอิสระออนไลน์ที่มีเป้าหมายเป็นการอยากให้นิตยสารดีๆ ไปถึงมือผู้อ่านด้วยการเซอร์ไพรส์

Stack ในวันนี้ยังนับว่าเป็นธุรกิจที่สเกลเล็กมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ทั้งหมด และอาจจะยังไม่ได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง แต่อย่างน้อยสิ่งที่พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว คือการเข้าถึงนิตยสารอิสระของผู้อ่าน และการส่งต่อนิตยสารอิสระของคนทำ ที่เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มและเป็นเหตุผลเดียวที่สตีฟสร้าง Stack ขึ้นมา

นี่เป็นครั้งแรกที่สตีฟมากรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานสนับสนุนคนทำนิตยสารอิสระที่มีปีละครั้ง เขานำนิตยสารที่มีมาหลายเล่ม และตั้งใจจะขายทุกเล่มด้วยตัวเอง เพราะแม้จะทำธุรกิจขายออนไลน์มาแล้ว 11 ปี เขาก็ยังเชื่อในพลังของการเลือกซื้อนิตยสารที่ร้านหนังสืออยู่วันยังค่ำ

Stack ร้านนิตยสารอิสระออนไลน์เล็กๆ ที่มี New York Public Library เป็นลูกค้า

ก่อนจะทำ Stack คุณเองก็เคยอยู่ในแวดวงนิตยสารและบรรณาธิการมาก่อน

ใช่ครับ ตอนนั้นเป็นบรรณาธิการให้นิตยสารบนเครื่องบินสายการบินหนึ่ง ซึ่งในแง่หนึ่งมันเป็นงานที่ดีมากนะ ได้บินไปที่ต่างๆ ไปกินอาหารร้านดังๆ พักโรงแรมดีๆ ภรรยายังแซวเลยว่าที่แต่งงานด้วยเพราะนึกว่าจะได้ใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะปกติเราไม่ได้ทำแบบนั้น (หัวเราะ) แต่อีกแง่หนึ่งผมก็เหนื่อย เพราะนิตยสารแบบนี้มาจากค่าโฆษณาทั้งนั้น

ดังนั้น ทุกๆ อย่างที่เราทำจะต้องตอบโจทย์ทางด้านโฆษณาด้วย ผมอยากเขียนเกี่ยวกับอย่างอื่นบ้าง ตอนทำงานนั้นก็ได้รู้จักนิตยสารอิสระเกี่ยวกับหนังชื่อ Little White Lies พออ่านแล้วรู้สึกว่าเขาเขียนมาเพื่อผมโดยเฉพาะ วิธีการคิดของเขาเกี่ยวหนังต่างๆ เหมือนที่ผมคิดเลย

ทีนี้ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรืออะไร ภรรยาผมย้ายที่ทำงานใหม่ที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง วันหนึ่งเธอไปทานข้าวกลางวันเรื่องงาน กลายเป็นว่าคนที่เธอทานข้าวด้วยเป็นแฟนของบรรณาธิการ Little White Lies ผมจึงได้เริ่มเขียนบทความให้เขา เขาไม่มีเงินจ่ายค่าเรื่องหรอก แต่ทุกครั้งที่หนังสือออก เขาจะมีปาร์ตี้ใหญ่กัน แล้วจ่ายค่าเรื่องเป็นเบียร์แทน

ผมได้เจอคนทำนิตยสารอิสระมากมายหลังจากนั้น เป็นอีกโลกหนึ่ง หลายเล่มผมรู้สึกเลยว่าเพื่อนผมจะต้องชอบแน่ๆ แต่พวกเขาไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ Stack เลยมาจากโจทย์ที่ว่า จะทำยังไงให้คนเจอนิตยสารเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

ทำไมวงการนิตยสารจึงต้องการธุรกิจอย่าง Stack ในตอนนั้น

เราสงสัยว่าทำไมคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อนิตยสารอิสระพวกนี้มาก่อน ซึ่งสมมติฐานของผมคือ นิตยสารอิสระพวกนี้เป็นธุรกิจเล็กๆ เขาไม่ได้มีเงินกันไว้สำหรับการตลาดหรือโฆษณา เราไปหาพวกเขาแล้วถามว่า อะไรคือปัญหาที่คุณพบ สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึงคือการจัดจำหน่าย

นิตยสารทั่วไปใช้วิธีการจำหน่ายโดยใช้โมเดลศตวรรษที่ 20 ถ้าพูดถึงนิตยสารเราจะนึกถึงสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ได้ด้วยค่าโฆษณาในเล่ม ดังนั้น จะขายหมดหรือไม่หมดก็ไม่เป็นไร เพราะมีค่าโฆษณาช่วยอุ้มอยู่ ซึ่งโมเดลนี้เวิร์กอยู่แล้วสำหรับสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่

แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของนิตยสารอิสระล่ะ หนึ่ง คุณอาจจะไม่มีโฆษณาเลยในเล่ม สอง พอไม่มีโฆษณา คุณก็ต้องขายราคาแพงขึ้น ยอดขายนิตยสารแค่ 60% ของจำนวนทั้งหมดไม่ทำให้ธุรกิจคุณอยู่ได้ สมมติคุณพิมพ์ 5,000 เล่ม คุณก็ต้องขายให้ได้ 5,000 เล่ม 

แปลว่าสิ่งที่สำนักพิมพ์อิสระน่าจะต้องการคือ นิตยสารไปถึงคนจำนวนมากโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจนเกินไป

ถูกต้อง Stack เลยเริ่มจากการทำระบบสมาชิก เพราะจะได้สามารถบอกสำนักพิมพ์ได้ว่า นี่คือจำนวนที่เราต้องการในเดือนนี้นะ คุณไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ ทั้งนั้น เราจ่ายเงินทันทีที่นิตยสารถึงมือเรา เพราะวิธีแบบเก่ามันไม่ตอบโจทย์นิตยสารในยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว และผมก็ไม่ได้บอกว่า Stack คือวิธีการจัดจำหน่ายนิตยสารของยุคนี้ แต่มันเป็นอีกวิธีหนึ่งในการส่งนิตยสารเหล่านี้ให้ถึงผู้อ่านเท่านั้นเอง

คุยกับ Steve Watson อดีตบรรณาธิการนิตยสารจากอังกฤษ ผู้สร้าง Stack ธุรกิจขายนิตยสารอิสระออนไลน์ที่มีเป้าหมายเป็นการอยากให้นิตยสารดีๆ ไปถึงมือผู้อ่านด้วยการเซอร์ไพรส์

ตอนเริ่มทำ Stack ในปี 2008 คนเข้าใจเรื่องนิตยสารอิสระมากแค่ไหน

ตอน Stack เริ่มคนยังไม่ค่อยรู้จักนิตยสารอิสระเท่าไหร่เลย เวลาเราไปคุยกับใครก็จะได้รอยยิ้มแบบสุภาพกลับมาทุกครั้ง (หัวเราะ) โชคดีที่เรามีสำนักพิมพ์ 3 – 4 เจ้าที่อยู่กับเราตั้งแต่แรก พอมีสำนักพิมพ์ในมือแล้ว การจะเดินเข้าไปหาสำนักพิมพ์ใหม่ก็เลยง่ายขึ้น เราเลือกนิตยสารที่ดีที่สุด มันแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราไม่ได้ทำ Stack เล่นๆ นะ แรกเริ่มธุรกิจก็โตอย่างช้าๆ เราไม่ได้เงินจากมันเลยเป็นปีๆ เหมือนกับว่ามันเป็นงานอดิเรกยังไงยังงั้น

เป็นงานอดิเรกที่แพงมากๆ

แพงและโง่ด้วย (หัวเราะ) มันกินเวลาชีวิตเยอะมาก ลองนึกภาพตามนะ คุณไปทำงานนั่งหน้าคอมทั้งวัน ตกเย็นกลับบ้านเพื่อมาเปิดคอมอีกครั้ง และเริ่มทำงานอีกรอบหนึ่ง ตอนแรกธุรกิจก็ไม่ค่อยดีหรอก ผมไม่ใช่นักธุรกิจประเภทที่จะ โอเค เดี๋ยวเราต้องหาเงินทุนจากตรงนี้ แล้วเราจะต้องทำอย่างนี้ผมแค่รู้ว่าอยากทำอะไรและเริ่มจากตรงนั้น ผมเริ่มทำ Stack ช่วงหลังเลิกงาน ช่วงวันหยุด

สมัยที่ทำงานประจำควบคู่ไปด้วย ผมถามตัวเองหลายครั้งว่า เราทำอะไรอยู่วะเนี่ย? นี่กำลังทำให้ชีวิตตัวเองเหนื่อยมากอยู่นะ แล้วอยู่ๆ ก็มีนิตยสารจากแคลิฟอร์เนียมาส่ง พวกเขาตื่นเต้นมากเพราะนี่เป็นฉบับแรก นิตยสารเล่มนี้เล่าเกี่ยวกับมุมมองใหม่ของ Mental Health ผมอ่านแล้วก็ติดหนึบ ไม่ใช่เพราะเนื้อหาอย่างเดียว แต่เพราะแพสชันของคนทำที่ส่งผ่านนิตยสารออกมาด้วย นั่นคือเหตุผลที่ผมยังอยากทำมันอยู่ และก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เรายังมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายผมก็เดินมาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างงานประจำกับ Stack

สิ่งที่ยากที่สุดของการลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำ Stack อย่างเต็มตัว

ความไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นคือสิ่งที่ยากที่สุด ตอนนั้นผมก็เซฟตัวเองเหมือนกันนะ คือถ้า Stack ไปไม่รอด ผมต้องมั่นใจว่ายังกลับไปทำงานที่เดิมได้อยู่ (หัวเราะ) แต่เอาจริงๆ ธุรกิจแบบสมัครสมาชิกมันหยุดไม่ได้ เพราะเราเก็บเงินลูกค้ามาสำหรับนิตยสาร 12 เล่มตลอดปี ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ เราคงพูดได้ว่า เฮ้ย นี่มันยากเกินไปแล้ว ขอบคุณทุกคนมาก แต่เราขอจบธุรกิจเราแค่นี้ (หัวเราะ) ซึ่ง Stack ทำไม่ได้ เพราะมันจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ และในระหว่างนั้นก็จะมีสมาชิกใหม่สมัครเข้ามา มันเลยผลักดันให้ผมต้องทำให้ดี ต้องทำให้มากกว่าเดิม 

ทำไมถึงเริ่มจากระบบสมาชิกแบบสุ่ม ที่ไม่รู้ว่าจะได้นิตยสารเล่มไหน

ผมคิดว่าการสมัครสมาชิกเป็นการติดตามเราได้ง่ายที่สุด และในขณะเดียวกันเราก็ติดต่อผู้อ่านได้ง่ายที่สุดเช่นกัน ไอเดียนี้มาจากที่เพื่อนของผมเป็นสมาชิกร้านขายเสื้อยืด ในแต่ละเดือนเขาจะได้รับเสื้อที่แตกต่างกันไป เลยคิดว่าเราน่าจะทำอย่างนี้บ้าง โดยเลือกนิตยสารที่ดีที่สุดในแต่ละเดือน แล้วส่งไปให้สมาชิกโดยเขาไม่รู้ล่วงหน้าว่าเป็นเล่มไหน ซึ่งสุดท้ายก็พบว่าคนอ่านชอบที่เราเลือกให้

ลูกค้าของ Stack คือใคร

ประมาณ 70% ของสมาชิกเราอยู่ในสหราชอาณาจักร 10% ในยุโรป อีก 10% ในอเมริกา ที่เหลือก็เป็นประเทศอื่นๆ 2 ประเทศที่เราพบปัญหาในการขนส่งมากที่สุดคือ รัสเซียกับจีน ถ้ามีคนสมัครสมาชิกจากรัสเซีย เราจะส่งข้อความไปขอเบอร์โทรศัพท์เขา เพราะมันจำเป็นมากกับการขนส่งในประเทศ

ส่วนจีน… ยังยากมาก หนึ่ง ภาษาที่ไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้เราจ่าหน้าซองทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน สอง ปกติเราส่งด้วยไปรษณีย์ของสหราชอาณาจักร Royal Mail พอไปประเทศอื่น Royal Mail จะส่งต่อให้ไปรษณีย์หลักของประเทศนั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริการที่ดีที่สุดในบรรดาการขนส่งทั้งหมด ปรากฎว่าในประเทศจีน กลุ่มคนที่ใช้ China Post คือคนแก่ เพราะมันมีบริการจากบริษัทอื่นๆ ที่ดีกว่ามาก (หัวเราะ)

คุยกับ Steve Watson อดีตบรรณาธิการนิตยสารจากอังกฤษ ผู้สร้าง Stack ธุรกิจขายนิตยสารอิสระออนไลน์ที่มีเป้าหมายเป็นการอยากให้นิตยสารดีๆ ไปถึงมือผู้อ่านด้วยการเซอร์ไพรส์

Stack คัดเลือก ‘นิตยสารที่ดีที่สุด’ ส่งให้สมาชิกยังไง แล้วรู้ได้ไงว่าพวกเขาจะชอบ

นิตยสารที่ดีสำหรับผมจะต้องมีไอเดียที่ชัดเจน พูดในสิ่งที่ผมอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน หรือสิ่งที่ผมคุ้นเคยดีในมุมที่ต่างออกไป และทำให้ผมมองโลกในอีกแบบหนึ่ง นิตยสารส่วนใหญ่มักโฟกัสที่ความสนใจแบบเจาะจง ถ้าไปร้านหนังสือจะเห็นเลยว่ามีนิตยสารเกี่ยวกับเรือ เกี่ยวกับฟุตบอล สำหรับผมแบบนั้นไม่น่าสนใจเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าคุณจะเป็นแฟนฟุตบอลสุดๆ อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมชอบนิตยสารที่รวมเรื่องราวหลากหลายไว้ที่เดียวด้วยคอนเซปต์ที่ชัดเจนมากกว่า

ความต้องการหลักของสมาชิกเราคือพวกเขาต้องเซอร์ไพรซ์ เวลาที่ได้รับนิตยสารที่เราส่งไปแต่ละเดือน เช่นถ้าเราส่งนิตยสารอาหารแล้วเราจะไม่ส่งซ้ำ อย่างน้อยก็ในรอบหลายเดือน น้ำหนักและขนาดของนิตยสารก็จะไม่ซ้ำกันในแต่ละรอบ ที่มาของนิตยสารก็จะไม่จำเจ ต้องมาจากหลายๆ ที่ ประเด็นหลักของเราเลยคือทำยังไงก็ได้ให้ผู้ที่ได้รับไม่สามารถคาดเดาได้ว่าพวกเขาจะได้รับอะไร เราจึงพยายามคละมันตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พวกเขาจับได้ 

แต่พอไม่มีหน้าร้าน เท่ากับว่าเราสูญเสียความคลาสสิกของการเลือกซื้อหนังสือในร้านหนังสือไป

ถูกต้องเลยครับ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเราจะสื่อสารกับคนยังไง เวลาเราเข้าร้านหนังสือ เราจะเดินเลือกนิตยสารตามชั้นต่างๆ ได้เปิดดู ได้จับ ได้ลองอ่าน แต่นิตยสารที่ขายบนออนไลน์ทำแบบนั้นไม่ได้ เราเลยต้องหาวิธีการสื่อสารที่จะแก้ปัญหาตรงนั้น เรามีวิดีโอรีวิวเพื่อให้คนเห็นว่าเล่มใหญ่แค่ไหน เสียงเปิดหน้ากระดาษเป็นยังไง และเราก็ยังมี Podcast คุยกับคนทำนิตยสารเกี่ยวกับเบื้องหลังและแนวคิด เราอยากให้ Stack เป็นร้านขายนิตยสารออนไลน์ที่ดีที่สุด เพราะพูดกันตรงๆ เลยนะ เราไม่มีทางทำหน้าที่ได้เหมือนร้านหนังสือที่คุณเดินเข้าไป ลองเปิด ลองอ่าน ได้เลย แต่เราอยากให้มันเป็นสิ่งที่ดีรองลงมาจากนั้น

เมื่อสองสามปีก่อน ใครๆ ก็พูดเรื่องสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย ในขณะที่ส่วนใหญ่พยายามหาทางออกจากอุตสาหกรรมนี้ คุณกลับพยายามอย่างมากที่จะอยู่ต่อไป ทำไมเป็นอย่างนั้น

สำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ผมว่าสิ่งพิมพ์อาจตายไปแล้วจริงๆ ก็ได้ ถ้าไม่ตายก็กำลังอยู่ในวิกฤต เรายังทำสิ่งนี้อยู่เพราะนิตยสารอิสระไม่เหมือนนิตยสารเมนสตรีมเหล่านั้น สิ่งที่นิตยสารอิสระพยายามจะทำคือหาจุดเด่นในตัวเอง จุดที่ไม่สามารถหาได้จากนิตยสารเล่มอื่น ที่เขาบอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย มันเป็นเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านั้นนำมาคิดกับนิตยสารอิสระไม่ได้

ในทางกลับกัน อินเทอร์เน็ตก็ทำให้นิตยสารอิสระพวกนี้ไปถึงคนจำนวนที่มากขึ้น สมมติคุณทำนิตยสารเกี่ยวกับเฟมินิสม์ในอังกฤษ แต่ก่อนคนที่อ่านนิตยสารคุณมีแค่คนที่สนใจเรื่องเฟมินิสม์ในอังกฤษ แต่ตอนนี้คุณจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ และอาจจะเห็นนิตยสารนี้บนอินสตาแกรมแล้วก็สั่งซื้อเลย ถ้าจะบอกว่านี่เป็นยุคทองของนิตยสารอิสระเลยก็คงไม่ผิดนัก

ถ้าอย่างนั้นคู่แข่งจริงๆ ของ Stack คือใคร

ในแง่ไอเดียที่จะส่งนิตยสารแบบสุ่มให้สมาชิก เราอาจจะยังไม่มีคู่แข่งมากมากเท่าไหร่ แต่ถ้าคู่แข่งของธุรกิจ มีเยอะมาก และอย่างที่พูดเมื่อกี้ การที่ได้เดินเข้าไปในร้านหนังสือ เลือกซื้อนิตยสาร ก็เป็นคู่แข่ง ขนาดผมยังชอบทำแบบนั้นเลย

อีกอย่างคือเรากำลังอยู่ในยุคที่ข้อมูลมีอยู่ทั่วไปในจำนวนมหาศาล เอาจริงๆ แค่ข้อมูลที่ได้ประจำวันอาจจะเพียงพอแล้วก็ได้ เช่นแค่ผมเข้าอีเมลก็มีข่าวสารเนื้อหาคุณภาพมากมายให้ได้อ่านแล้ว ฟรีด้วย แล้วทำไมจะต้องซื้อนิตยสารเป็นเล่มๆ ด้วยล่ะ เวลาของคนอ่านก็เป็นคู่แข่งอีกอย่างหนึ่งของเรา สิ่งที่เราทำคือพยายามสื่อสารเพื่ออธิบายว่า ทำไมนิตยสารเล่มนี้ถึงพิเศษมากๆ และทำไมคุณควรใช้เวลาในการอ่านมัน

แต่มีเว็บของประเทศอินเดียที่ให้สมัครสมาชิกนิตยสารอิสระนะ แล้วเป็นคอนเซปต์เดียวกันคือสมาชิกจะไม่รู้ว่าได้เล่มไหนบ้าง เคยมีเจ้าหนึ่งชื่อ Magazine Stacks ของเราคือ Stack Magazines (ยิ้ม) เทกซ์และอาร์ตเวิร์กของเขาเอามาจากของเราหมดเลย

แต่เคยมีคนบอกว่า ถ้าเมื่อไหร่มีคนลอกเลียนแบบ แปลว่าเรามาถูกทางแล้ว

ใช่แหละ ผมก็ถือว่าเป็นคำชมนะ แต่ผมก็บอกให้เขาหยุดทำ (หัวเราะ) อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์อิสระมันเป็นสังคมเล็กๆ เราทราบเรื่องนี้เพราะสำนักพิมพ์หนึ่งมาบอกผม จริงๆ ใครก็เข้ามาทำธุรกิจแบบเราได้ แต่ขอให้ตั้งใจจริงๆ เพราะสำนักพิมพ์เหล่านั้นล้วนเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่พยายามอย่างหนัก และเขาไม่อยากทำงานกับคนที่เข้าเล่นๆ เพราะสุดท้ายมันก็เป็นแค่การขโมยไอเดียที่ไม่ส่งผลอะไร

Stack ในปัจจุบันแตกต่างกับ Stack ในปี 2008 ยังไง

Stack ในตอนแรกมีแค่ระบบสมัครสมาชิกเท่านั้น เว็บไซต์เราตอนนั้นมีแค่หน้าโฮมเพจ อธิบายเรื่องสมาชิก เราแค่โฟกัสที่การสมัครสมาชิก ในขณะที่ตอนนี้ ถ้าเข้าไปดูเว็บของเราจะเจออะไรเยอะแยะเลยนะ มีร้านออนไลน์ที่คนสามารถซื้อนิตยสารได้เลยโดยไม่ต้องเป็นสมาชิก มี Annual Award มอบให้นิตยสารอิสระที่ดีที่สุดประจำปี ซึ่งพูดตามตรงมันทำให้คนสมัครสมาชิกยากขึ้น เพราะทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์มันมีอะไรเยอะไปหมด แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของ Stack

สโคปของการทำงานก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนเราโพสต์บทความบนเว็บไซต์ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ มาตอนนี้มีแทบทุกวัน เรามีบรรณาธิการที่ดูแลบล็อกโดยเฉพาะ ผมมีวิดีโอรีวิวและ Podcast ทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ เรายังเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ต่างๆ เช่น Google 

Stack ร้านนิตยสารอิสระออนไลน์ เล็กๆ ที่มี New York Public Library เป็นลูกค้า
คุยกับ Steve Watson อดีตบรรณาธิการนิตยสารจากอังกฤษ ผู้สร้าง Stack ธุรกิจขายนิตยสารอิสระออนไลน์ที่มีเป้าหมายเป็นการอยากให้นิตยสารดีๆ ไปถึงมือผู้อ่านด้วยการเซอร์ไพรส์

ก้าวต่อไปของธุรกิจคืออะไร

เราก็คงจะทำสิ่งที่ทำในตอนนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะร้านออนไลน์ของเราที่ยังโตได้อีกมาก เมื่อพูดถึงร้านขายนิตยสารอิสระ ผมอยากให้ Stack เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สิ่งที่น่าภูมิใจมากก็คือมีคนติดต่อเรามาแล้วบอกว่า เขาอยากซื้อนิตยสารจากเรา 50 เล่ม เหมือนที่ New York Public Library สมัครสมาชิกกับ Stack เพราะมองว่าเราเป็นที่ที่ดีที่สุดในการหาซื้อนิตยสารอิสระ นั่นแปลว่าคนเริ่มเห็นสิ่งที่เราทำ และเขาไว้ใจเราในเรื่องนี้แล้ว

จากธุรกิจที่ทำงานที่บ้านด้วยพนักงาน 1 คน ตอนนี้ Stack เติบโตได้แค่ไหนแล้ว

4 คนเท่านั้น (หัวเราะ) ถ้านับรวมฟรีแลนซ์ที่มาช่วยงานเราในบางจุดก็จะเป็น 6 ส่วนสมาชิกมีประมาณ 3,200 คนวันนี้ แต่จำนวนมันเปลี่ยนแปลงตลอดอยู่แล้ว

ถ้าเราต้องการจะให้นิตยสารของเราอยู่ใน Stack เราต้องทำยังไง?

ส่งมาให้เราเลยครับ และก็ส่งมาเรื่อยๆ ปกติเราจะไม่เลือกนิตยสารที่เพิ่งทำมาแค่ฉบับเดียวให้สมาชิก เพราะเราอยากเห็นตัวเล่มจริงๆ โอเคเราดูจากไฟล์ pdf. ได้ แต่มันเหมือนกันที่ไหนล่ะ หลายครั้งพอเห็นเล่มจริงแล้วพบว่าชอบบางอย่าง ไม่ชอบบางอย่าง เราเลยอยากดูการเติบโตของนิตยสารเหล่านี้ เพราะมันควรพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในเล่มต่อไป สิ่งสำคัญสำหรับเราคือเลือกนิตยสารหัวนั้นๆ ในเวลาที่ถูกต้องของมัน แล้วส่งไปให้สมาชิกได้อ่าน

คำถามสุดท้าย ในยุคของโซเชียลมีเดียที่ใครๆ ก็ทำคอนเทนต์ได้ แล้วทำไมคนยังต้องอ่านนิตยสารที่เป็นรูปเล่มอยู่

สิ่งที่นิตยสารอิสระทำได้ดีคือ การรวบรวมแพสชันหรือเรื่องราวที่คนสนใจเข้าไว้ด้วยกัน เพราะแค่อยากทำมันเท่านั้น คนส่วนใหญ่ที่ทำนิตยสารแบบนี้ไม่ได้ทำเพราะเงินนะ แต่ทำเพราะอยากให้มันเกิดขึ้น ส่วนโซเชียลมีเดียมันเจ๋งในตัวเองอยู่แล้ว

แต่ให้ตายเถอะ ทุกอย่างมันเยอะไปหมด เราว่าทุกคนเคยเป็นเหมือนกัน อารมณ์ที่นั่งอยู่บนโซฟา ไถหน้าฟีดไปเรื่อยๆ จนรู้สึกเอียน ในทางกลับกัน ถ้าในมือคุณเป็นนิตยสารดีๆ เล่มหนึ่ง คุณนั่งอ่านไปสักครึ่งชั่วโมง ความรู้สึกที่ได้มันเติมเต็มต่างกันเลยนะ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันเป็นวิธีที่ดีต่อใจมากกว่า

ถ้าลองมองย้อนกลับไปที่ทุกคนในยุค 50 สูบบุหรี่ คนยุคนั้นในวันนี้คงบอกว่า อ้าว ก็เราไม่รู้นี่ว่าบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ โธ่… (เสียงสูง) จะไม่รู้ได้ยังไง คุณรู้อยู่แล้ว เพราะคืนไหนที่สูบคุณจะรู้สึกแย่ในวันถัดมา เหมือนกันกับโซเชียลมีเดียนั่นแหละ ในอนาคตคงจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก ซึ่งคนรุ่นเราคงจะแก้ตัวว่า แหม สมัยนั้นยังไม่รู้นี่นาว่ามันจะไม่ดีต่อเรา ทำให้เด็กพวกนั้นต้องตอกกลับมา ‘อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า คุณรู้แก่ใจอยู่แล้วว่ามันไม่ดี’ (หัวเราะ)

คุยกับ Steve Watson อดีตบรรณาธิการนิตยสารจากอังกฤษ ผู้สร้าง Stack ธุรกิจขายนิตยสารอิสระออนไลน์ที่มีเป้าหมายเป็นการอยากให้นิตยสารดีๆ ไปถึงมือผู้อ่านด้วยการเซอร์ไพรส์

Lesson Learnt 

“สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก 11 ปี ของ Stack คือ You’re never done. เราทำแค่ไหนก็ไม่พอ มันจะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าถ้าทำสำเร็จ ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ผมเองก็เคยคิดว่าถ้าเรื่องราวของ Stack ได้ลงใน The Guardian ทุกคนก็น่าจะรู้จักเราแล้ว แต่มันไม่เคยพอหรอก ทุกๆ วันคุณต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ และเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load