เหมือนฉากหนึ่งในหนังอินดี้ยุโรป

เรายืนกอด Apartamento เล่มที่ 21 แล้วยิ้มอยู่อย่างนั้นเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ 30 นาทีก่อนหน้า

หนึ่งในรายการที่ต้องทำให้ได้เมื่อไปถึงบาร์เซโลนาของผู้เขียน คือการไปเดินผ่านหน้าประตูออฟฟิศของ Apartamento นิตยสารที่เล่าเรื่องบ้านได้เท่ที่สุดเล่มหนึ่ง แม้จะไม่ได้ติดตามอ่านทุกเล่มเพราะหาซื้อยากเหลือเกิน แต่การได้ยืนอยู่ใต้อาคารหลังเดียวกันเป็นเรื่องที่ชุบชีวิตจิตวิญญาณติ่งของผู้เขียนมากๆ

Apartamento เป็นนิตยสารราย 6 เดือนที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘an everyday life interiors magazine’ เหตุผลที่ไม่เรียกตัวเองเต็มปากว่าเป็นหนังสือตกแต่งบ้าน มาจากจุดเริ่มต้นของโอมาร์ โซซา (Omar Sosa) และ นาโช อาเลเกร (Nacho Alegre) ผู้ก่อตั้ง ที่สงสัยว่าทำไมหนังสือแต่งบ้านต้องบ้านสวยเนี้ยบอยู่ตลอด หรือประดับประดาด้วยงานศิลปะราคาแพง แล้วบอกเล่าแต่ที่มาแก่นสารของงานออกแบบหรูหรา แทนที่จะนั่งคุยกับเจ้าบ้านเรื่องพื้นที่ชีวิต ส่วนประกอบที่หลอมรวมจนคนหนึ่งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมาในทางของตัวเอง รวมถึงฉายภาพจริง อารมณ์ และความรู้สึกจริงของเจ้าของพื้นที่กับที่อยู่อาศัย เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาพถ่ายและเรื่องราวด้านใน Apartamento โดดเด่นเกินหน้านิตยสารหัวอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการเลือกคนในเล่มก็เท่สุดๆ แม้จะเป็นศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์ในอีกฝั่งโลกที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่บทสัมภาษณ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นบทสนทนามากกว่าแบบนี้อ่านง่ายและทำให้เรารู้จักบ้านและเจ้าบ้านไปพร้อมกันอย่างเปิดใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเรื่องราว ณ บ้านที่แม่ริมของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อยู่ใน Apartamento เล่มที่ 11 (เรื่องและภาพโดย Jeremy Liebman) ด้วย

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Apartamento ซึ่งวางแผงปีละ 2 เล่มเป็นที่รอคอยของนักอ่านจากทั่วโลกเสมอ และบางเล่มขายหมดตั้งแต่วันแรกๆ ที่วางแผง

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน

ถ้าระบบนำทางไม่มีปัญหา ตอนนี้เรากำลังอยู่หน้าอาคารที่ทำการของนิตยสารสุดเท่ในฝัน

ระหว่างที่ถอดใจเลิกออกตามหาเพราะไม่มีป้ายเขียนบอกว่ามาถูกทาง หนุ่มผมยาวที่เราคิดเองว่าเขาน่าเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของ Apartamento ก็เปิดประตูเข็นรถจักรยานออกมาพอดี เราและชาวคณะจึงรวบรวมความกล้าส่งเสียงกริ่งตามสายขึ้นไปยังชั้น 3 ของอาคารไม่มีชื่อแห่งนี้

“ที่นั่นใช่ออฟฟิศของ Apartamento หรือเปล่าคะ พวกเราเป็นแฟนคลับจากประเทศไทย ไม่แน่ใจว่าจะขอขึ้นไปทักทายเยี่ยมชมออฟฟิศของคุณได้หรือเปล่า” ตัวแทนชาวคณะเริ่มต้นถาม ทั้งที่เผื่อใจกับคำตอบไว้บ้างแล้วแต่ก็อดลุ้นไม่ได้อยู่ดี

“ใช่แล้ว ที่นี่เลย ได้เลยๆ ขึ้นมาที่นี่ได้เลยค่ะ” คนที่ปลายสายส่งสัญญาณเปิดประตู

รู้ตัวอีกทีเราก็กำลังกอดหนังสือ Apartamento เล่มที่ 21 แน่นกับตัว

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน


1

นิตยสารเล่าเรื่องบ้านที่ออกจากกรอบการเล่าเรื่องแบบนิตยสารแต่งบ้าน

Apartamento ฉบับแรกเกิดขึ้นในปี 2008 โดยโอมาร์ โซซา (อาร์ตไดเรกเตอร์) และ นาโช อาเลเกร (ครีเอทีฟไดเรกเตอร์) จุดเริ่มต้นมาจากคืนหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งไปนอนค้างคืนบ้านเพื่อนที่เป็นช่างภาพ

ก่อนจะกลายเป็นนิตยสารราย 6 เดือนอย่างทุกวันนี้ แรกเริ่มเดิมทีทั้งสองผู้ก่อตั้งตั้งใจจะเล่าเรื่องบ้านและผู้คนออกมาเป็นหนังสือ แต่เมื่อ Apartamento 2 เล่มแรกได้รับความสนใจและขายหมดอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงมีเงินทุนสำหรับฉบับต่อๆ มา รวมถึงชวน มาร์โก เวลาร์ดี (Marco Velardi) จากมิลานมาเป็นบรรณาธิการบริหาร ก่อนตามด้วยทัพนักเขียนและช่างภาพจากทั่วโลก

โดยทั่วไปของนิตยสารเล่าเรื่องบ้าน มักจะพูดถึงศิลปะการตกแต่งตามสมัยนิยม ความโก้เก๋ น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ หรือบ้านที่ประดับประดาด้วยของชิ้นงานของศิลปินและนักออกแบบชื่อดังแห่งยุค เมื่อเห็นช่องว่างในตลาด Apartamento จึงนำเสนอเรื่องพื้นที่อยู่อาศัยและชีวิตในนั้น เหมือนอพาร์ตเมนต์ที่แม้จะเล็กแต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และเพราะในความเป็นจริงผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังเช่าห้องอยู่ บ้างก็ยังอยู่กับครอบครัว พื้นที่ที่ทิ้งร่องรอยความรกรุงรังจากการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริง

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน


2

เนื้อหาเจ๋งๆ ที่มาจากผู้คนเจ๋งๆ

ผู้คนในหนังสือล้วนมาจากแวดวงสร้างสรรค์หลากหลายสัญชาติ ทั้งช่างภาพ ศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรี ผู้กำกับ เชฟ ต่างมาพูดคุยเรื่องพื้นที่ของพวกเขา “เราไม่ได้กำลังเล่าเรื่องการออกแบบและสินค้า หัวใจหลักของหนังสือ เรากำลังพาไปดูว่าคนเหล่านี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร บ้านเขาเป็นอย่างไร เขาถึงคิดหรือทำสิ่งที่เขาเป็นอยู่ได้ขนาดนี้” นาโช อาเลเกร เล่าความตั้งใจแรกของ Apartamento ในบทความของ The Guardian

Apartamento ไม่ใช่หนังสือสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านสวย

บทความใน Apartamento จะขึ้นนำด้วยชื่อของเจ้าของเรื่องราวมากกว่าจะเล่าเรื่อง 10 วิธีการทำให้บ้านโล่งสบายน่าอยู่ คุณจะไม่มีทางพบเนื้อหาแบบนั้นแต่จะพบกับ นานาวิธีการจัดสวนดาดฟ้า เมนูสลัดแก้ฝันร้ายสำหรับเพื่อนข้างห้อง การฝากบ้านไว้กับ Airbnb แล้วออกไปพักร้อนที่บ้านใครสักคนอีกฝั่งโลก จดหมายรักจากศิลปินสาวถึงอพาร์ตเมนต์ของเธอในนิวยอร์ก หรือบทความที่หลานชายเขียนถึงการเติบโตในบ้านของย่าผู้เป็นศิลปินระดับไอคอน

แม้เราจะไม่รู้จักบุคคลต้นเรื่องมาก่อน แต่การไปเยี่ยมบ้านผ่านตัวอักษรและรูปภาพเท่ๆ ไร้กฎเกณฑ์ในแบบ Apartamento ก็ทำให้รู้สึกว่ากำลังเยี่ยมบ้านเพื่อนของเพื่อนอยู่จริงๆ ภาพเขาและเธอยืนอยู่ในมุมโปรด หรือนั่งบนอยู่โซฟาที่ถกเถียงประเด็นทั้งเล็กและใหญ่กับคนรู้ใจ ล้วนส่งผลให้เรื่องที่มาจาก Apartamento พิเศษกว่าหนังสือเล่มไหนๆ

Apartamento, แต่งบ้าน

Apartamento, แต่งบ้าน
3

นิตยสารของกลุ่มนักออกแบบที่ไม่พยายามออกแบบนิตยสารให้สวยปัง แต่กลับได้รางวัลนิตยสารที่ออกแบบดีเยี่ยม

ขนาดของเล่มที่หนาจำนวน 344 หน้าอาจจะดูหนักและหนาสำหรับนิตยสาร แต่นักออกแบบหลายสำนักต่างชื่นชม เพราะเป็นการออกแบบหน้ากระดาษที่ทำให้ตัวอักษรและผู้อ่านมีพื้นที่หายใจ ถึงขั้นนิยาม Apartamento ว่าเป็นหนังสือของนักออกแบบที่ไม่คลั่งการออกแบบ หรือพยายามจัดหน้ากระดาษให้สวยเป๊ะปังจนมากเกิน แต่กลับได้รับรางวัลการออกแบบนิตยสารที่ดีที่สุดหรือ Yellow Pencil Award 2010 รายการ Global Association for Creative Advertising & Design Awards จาก D&AD หรือ Designers and Art Directors Association (UK)

Apartamento, แต่งบ้าน

Apartamento, แต่งบ้าน

4

กลยุทธ์การขายที่ทำให้คนอ่านอยากอ่านและห้างร้านดังอยากซื้อหน้าโฆษณา

หากเป็นนิตยสารแต่งบ้านทั่วไป การประกาศตัวว่าเป็นนิตยสารที่จัดจำหน่ายไปทั่วโลก สร้างอำนาจต่อรองมากพอที่จะกำหนดราคาหน้าโฆษณาและเนื้อหาด้านใน

แต่ Apartamento ไม่เลือกที่จะทำแบบนั้น เพราะอยากรักษาตัวตนและความสดของเนื้อหา เราจึงไม่เห็นเนื้อหาที่พูดถึงสินค้าและเฟอร์นิเจอร์หรู

รายได้ของนิตยสาร Apartamento มาจากหน้าโฆษณาในจำนวนจำกัด และการกำหนดราคาหนังสือที่สูงกว่าเจ้าอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน เพื่อให้ผู้อ่านมั่นใจว่าจะไม่เจอโฆษณาแฝงในเล่มแน่นอน และด้วยกลยุทธ์นี้ยิ่งทำให้คนอ่านอยากอ่าน และลูกค้าอยากซื้อหน้าโฆษณาในพื้นที่ที่อนุญาต

ขณะที่การจัดจำหน่ายหนังสือ Apartamento ใช้วิธีจัดจำหน่ายตรงกับร้านหนังสือและร้านคอนเซปต์สโตร์ เพราะเชื่อว่าระบบการกระจายสินค้าแบบนี้จะช่วยตอกย้ำสิ่งที่หนังสือเชื่อ เรื่องการเชื่อมผู้อ่าน ร้านค้า และคนทำหนังสือ เข้าด้วยกัน

Apartamento, แต่งบ้าน

Apartamento, แต่งบ้าน
5

เยี่ยมออฟฟิศและคุยกับกองบรรณาธิการ Apartamento

หลังจากเราและชาวคณะแนะนำตัวกันสั้นๆ มาเดอลีน วิลลิส (Madeleine Willis) หรือ Content Editor ของ Apartamento ที่ออกมาต้อนรับก็พาชมพื้นที่การทำงานของ Apartamento Studio ครีเอทีฟเอเจนซี่ที่ทำงานเป็นที่ปรึกษางานสร้างสรรค์และดูแลองค์ประกอบศิลป์ให้กับงานออกแบบต่างๆ ซึ่งนอกจากนิตยสาร Apartamento ยังมี Apartamento Cookbook และกำลังจะมี Architecture Series เร็วๆ นี้อีกด้วย

สำหรับวิธีการทำงานของทีมงานนิตยสาร ซึ่งประกอบด้วยผู้ก่อตั้ง 3 คนและกองบรรณาธิการอีก 4 คนที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาและออกแบบนิตยสาร The Cloud ได้มีโอกาสพูดคุยสั้นๆ กับ ร็อบบี้ ไวต์เฮด (Robbie Whitehead) Managing Editor ผู้ดูแลเนื้อหา บริหารจัดการช่างภาพและนักเขียนสำหรับบทความแต่ละตอน ถึงวิธีการทำงานสนุกๆ และเบื้องหลังของหนังสือที่ผู้อ่านทั้งโลกรอคอย

ซึ่งแม้ว่าจะเป็นทีมเล็กๆ แต่ก็มีเครือข่ายยอดฝีมือมากมายกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาคทั่วทั้งโลก

และนี่คือบทสนทนาระหว่างเรา

อะไรคือการเปลี่ยนแปลงของ Apartamento ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และความตั้งใจต่อจากนี้

ถ้าคุณเห็นเล่มแรกและเล่มสิบ คุณจะเห็นความต่าง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่เป็นไปอย่างธรรมชาติ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ขึ้นกับผู้อ่านของเราและรสนิยมที่เปลี่ยนไป 10 ปีที่ผ่านมาเราทำตามสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยการหาลูกเล่นหรือวิธีการเล่าเรื่องใหม่ๆ เพื่อคงความเป็น Apartamento อย่างในวันแรก มันเลยไม่ง่ายที่จะตอบว่าหนังสือเราเป็นอย่างไรในวันครบรอบ 10 ปีหน้า เรายังคงมีรายชื่อคนอีกมากมายที่เราอยากทำเรื่องของเขา 10 ปีที่ผ่านมาไม่พอจะเล่าเรื่องคนเหล่านั้นทั้งหมด” คุณร็อบบี้ก็ตอบอย่างตั้งใจ ก่อนจะเล่าว่า หนึ่งในจำนวนนั้น ที่ชาว Apartamento รอคอยที่สุดคือ เดวิด ฮอกนีย์ (David Hockney) ศิลปินป๊อปอาร์ตรุ่นใหญ่

ชาว Apartamento ทำอย่างไรถึงมีคนเจ๋งๆ อยู่ในหนังสือของคุณมากมายเต็มไปหมด

เป็นเรื่องของคอนเนกชันและการติดต่อ บางทีก็ง่ายมากเพราะเป็นคนรู้จักของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน บางทีก็ต้องเขียนอีเมลไป รอเขาตอบกลับมา ซึ่งกับคุณเดวิด ฮอกนีย์ เราลองทุกช่องทางแล้ว ส่งนิตยสารไป ส่งจดหมายไป แต่ยังไม่ถึงเขาเสียที เขาเป็นหนึ่งคนที่เราอยากสัมภาษณ์มากๆ

ซึ่งนอกจากคนในวงการสร้างสรรค์รุ่นใหญ่แล้ว เราตั้งใจอยากทำเนื้อหาที่หลากหลายและไปไกลกว่าเดิม ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องราวจากคนในภาคพื้นยุโรปเท่านั้น แต่รวมเรื่องราวของคนจากเอเชีย แอฟริกา และใน Apartamento เล่มหน้าจะมีเรื่องของคนอินเดียด้วยนะ

ทำไมชาว Apartamento ซึ่งเป็นนักออกแบบและคนที่ทำงานในวงการสร้างสรรค์จึงมองเรื่องของชีวิตและการอยู่บ้านน่าสนใจกว่าข้าวของแต่งบ้านและเส้นสีของอาคาร

เราบอกเสมอว่าเราไม่ใช่หนังสือแต่งบ้าน เราเพียงสนใจชีวิตของคนที่ทำงานสร้างสรรค์ในแขนงสาขาต่างๆ และเชื่อว่าบ้านเป็นภาพสะท้อนตัวตนและวิธีคิดของแต่ละคนได้ดีกว่าภาพใดภาพหนึ่ง หลายครั้งเราพบว่าตัวบ้านก็ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจเท่าเรื่องราวของคนในนั้น มันน่าสนใจมากนะโดยเฉพาะเมื่อต้องเล่าออกมาเป็นภาพถ่าย

Apartamento, แต่งบ้าน

คุณชอบเล่มไหนหรือเรื่องราวของใครมากที่สุด

เยอะมาก เลือกไม่ได้เลย

เลือกจากเล่มล่าสุดก็ได้ค่ะ

ขอคิดแป๊บหนึ่งนะ ถ้าต้องตอบจริงๆ ผมชอบเรื่องของนิโคลัส ปาร์ตี้ (Nicolas Party) ศิลปินจากบรัสเซลส์ที่ตอนนี้อยู่นิวยอร์ก ถ้าคุณได้อ่าน เป็นเรื่องที่ดีมากนะ หรือเรื่องของปีเตอร์ เบอร์ลิน (Peter Berlin) ไอคอนของคนโฮโมเซ็กชวล กับอพาร์ตเมนต์ของเขาที่ซานฟรานซิสโก เป็นผู้ชายที่มี Sexuality Lifestyle น่าสนใจมาก เนื่องจากผมมาจากสายกราฟิกดีไซเนอร์ ปกติผมจึงชอบภาพประกอบบทความเป็นพิเศษ แต่กับเรื่องนี้ผมสนใจและจดจำเรื่องได้มากกว่าภาพ อ้อ มีเรื่องของนิโกลา แอล. (Nicola L.) ศิลปินจากฝรั่งเศสที่ตอนนี้อยู่นิวยอร์กเช่นกัน เป็นบทความที่หลานชายเขียนเรื่องชีวิตที่โตมากับยายผู้เป็นศิลปิน น่าประทับใจมาก เพราะครั้งหนึ่งใน Apartamento เล่มที่ 10 เราเคยใช้ภาพที่มีงานของนิโกลา แอล. เป็นภาพปกด้วย

รู้ไหมว่าคนส่วนใหญ่กรี๊ดปกของ Apartamento มากๆ เบื้องหลังการเลือกปกแต่ละฉบับเป็นยังไง

เลือกจากรูปที่ดีที่สุด (เดินไปหยิบหนังสือ THE WORLD OF APARTAMENTO: 10 YEARS OF EVERYDAY LIFE INTERIORS เปิดให้ดูรูปปกที่เกือบจะได้เป็นปกของ Apartamento แต่ละเล่ม) อธิบายยากเหมือนกันว่าทำไม เป็นเรื่องของความรู้สึก ใช่เลย! สำหรับพวกเราทีมงาน

เห็นว่า Apartamento เพิ่งทำเว็บไซต์ออนไลน์และแอพพลิเคชันเป็นของตัวเองด้วย ถือเป็นการปรับตัวมาสู่โลกออนไลน์ไหม

เราเพิ่งทำเว็บไซต์เมื่อปีที่ผ่านมา เราแค่พยายามทำเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสาร ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนไปเป็นนิตยสารออนไลน์ ถ้าถามว่าที่นี่มีปัญหาทำนองการเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มไหม ก็มีนะ แต่เราค่อนข้างโชคดีที่คนอ่านยังให้การตอบรับที่ดีเสมอ และมีหลายเล่มเลยที่เราขายหมดอย่างรวดเร็ว

ถือว่ารอดชีวิตสวยงาม?

เราภูมิใจที่อยู่รอดนะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหยุดเพราะว่าพอใจแล้วหรอกนะ ในตลาดนิตยสารอิสระ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำนิตยสารให้เป็นที่รู้จัก สำหรับระยะเวลาเท่านี้เราถือว่าจุดแข็งที่เรามีเป็นสิ่งที่เราภูมิใจจะรักษาไว้

หนึ่งสิ่งในออฟฟิศของ Apartamento ที่สะท้อนตัวตนของ Apartamento ที่สุด

เราเพิ่งเปลี่ยนกันสาดเป็นสีส้ม

Apartamento, แต่งบ้าน

ทำไมต้องสีส้ม

ไม่รู้เหมือนกัน จำได้ว่าวันที่พวกเราต้องเลือกสี บรรยากาศเหมือนทุกครั้งที่เราต้องประชุมกัน ‘ไม่ มันต้องสีส้มนี้เท่านั้น’ จริงๆ อาจจะเป็นเพราะเราทาสีผนังสีชมพู ซึ่งมันเคยเป็นสีเขียวมาก่อน และทำให้ห้องดูมืดไปหน่อย แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นนะ

Apartamento, แต่งบ้าน
 
ขอขอบคุณ: Qatar Airways

เหมือนฉากหนึ่งในหนังอินดี้ยุโรป

เรายืนกอด Apartamento เล่มที่ 21 แล้วยิ้มอยู่อย่างนั้นเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ 30 นาทีก่อนหน้า

หนึ่งในรายการที่ต้องทำให้ได้เมื่อไปถึงบาร์เซโลนาของผู้เขียน คือการไปเดินผ่านหน้าประตูออฟฟิศของ Apartamento นิตยสารที่เล่าเรื่องบ้านได้เท่ที่สุดเล่มหนึ่ง แม้จะไม่ได้ติดตามอ่านทุกเล่มเพราะหาซื้อยากเหลือเกิน แต่การได้ยืนอยู่ใต้อาคารหลังเดียวกันเป็นเรื่องที่ชุบชีวิตจิตวิญญาณติ่งของผู้เขียนมากๆ

Apartamento เป็นนิตยสารราย 6 เดือนที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘an everyday life interiors magazine’ เหตุผลที่ไม่เรียกตัวเองเต็มปากว่าเป็นหนังสือตกแต่งบ้าน มาจากจุดเริ่มต้นของโอมาร์ โซซา (Omar Sosa) และ นาโช อาเลเกร (Nacho Alegre) ผู้ก่อตั้ง ที่สงสัยว่าทำไมหนังสือแต่งบ้านต้องบ้านสวยเนี้ยบอยู่ตลอด หรือประดับประดาด้วยงานศิลปะราคาแพง แล้วบอกเล่าแต่ที่มาแก่นสารของงานออกแบบหรูหรา แทนที่จะนั่งคุยกับเจ้าบ้านเรื่องพื้นที่ชีวิต ส่วนประกอบที่หลอมรวมจนคนหนึ่งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมาในทางของตัวเอง รวมถึงฉายภาพจริง อารมณ์ และความรู้สึกจริงของเจ้าของพื้นที่กับที่อยู่อาศัย เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาพถ่ายและเรื่องราวด้านใน Apartamento โดดเด่นเกินหน้านิตยสารหัวอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการเลือกคนในเล่มก็เท่สุดๆ แม้จะเป็นศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์ในอีกฝั่งโลกที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่บทสัมภาษณ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นบทสนทนามากกว่าแบบนี้อ่านง่ายและทำให้เรารู้จักบ้านและเจ้าบ้านไปพร้อมกันอย่างเปิดใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเรื่องราว ณ บ้านที่แม่ริมของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อยู่ใน Apartamento เล่มที่ 11 (เรื่องและภาพโดย Jeremy Liebman) ด้วย

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Apartamento ซึ่งวางแผงปีละ 2 เล่มเป็นที่รอคอยของนักอ่านจากทั่วโลกเสมอ และบางเล่มขายหมดตั้งแต่วันแรกๆ ที่วางแผง

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน

ถ้าระบบนำทางไม่มีปัญหา ตอนนี้เรากำลังอยู่หน้าอาคารที่ทำการของนิตยสารสุดเท่ในฝัน

ระหว่างที่ถอดใจเลิกออกตามหาเพราะไม่มีป้ายเขียนบอกว่ามาถูกทาง หนุ่มผมยาวที่เราคิดเองว่าเขาน่าเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของ Apartamento ก็เปิดประตูเข็นรถจักรยานออกมาพอดี เราและชาวคณะจึงรวบรวมความกล้าส่งเสียงกริ่งตามสายขึ้นไปยังชั้น 3 ของอาคารไม่มีชื่อแห่งนี้

“ที่นั่นใช่ออฟฟิศของ Apartamento หรือเปล่าคะ พวกเราเป็นแฟนคลับจากประเทศไทย ไม่แน่ใจว่าจะขอขึ้นไปทักทายเยี่ยมชมออฟฟิศของคุณได้หรือเปล่า” ตัวแทนชาวคณะเริ่มต้นถาม ทั้งที่เผื่อใจกับคำตอบไว้บ้างแล้วแต่ก็อดลุ้นไม่ได้อยู่ดี

“ใช่แล้ว ที่นี่เลย ได้เลยๆ ขึ้นมาที่นี่ได้เลยค่ะ” คนที่ปลายสายส่งสัญญาณเปิดประตู

รู้ตัวอีกทีเราก็กำลังกอดหนังสือ Apartamento เล่มที่ 21 แน่นกับตัว

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน


1

นิตยสารเล่าเรื่องบ้านที่ออกจากกรอบการเล่าเรื่องแบบนิตยสารแต่งบ้าน

Apartamento ฉบับแรกเกิดขึ้นในปี 2008 โดยโอมาร์ โซซา (อาร์ตไดเรกเตอร์) และ นาโช อาเลเกร (ครีเอทีฟไดเรกเตอร์) จุดเริ่มต้นมาจากคืนหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งไปนอนค้างคืนบ้านเพื่อนที่เป็นช่างภาพ

ก่อนจะกลายเป็นนิตยสารราย 6 เดือนอย่างทุกวันนี้ แรกเริ่มเดิมทีทั้งสองผู้ก่อตั้งตั้งใจจะเล่าเรื่องบ้านและผู้คนออกมาเป็นหนังสือ แต่เมื่อ Apartamento 2 เล่มแรกได้รับความสนใจและขายหมดอย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงมีเงินทุนสำหรับฉบับต่อๆ มา รวมถึงชวน มาร์โก เวลาร์ดี (Marco Velardi) จากมิลานมาเป็นบรรณาธิการบริหาร ก่อนตามด้วยทัพนักเขียนและช่างภาพจากทั่วโลก

โดยทั่วไปของนิตยสารเล่าเรื่องบ้าน มักจะพูดถึงศิลปะการตกแต่งตามสมัยนิยม ความโก้เก๋ น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ หรือบ้านที่ประดับประดาด้วยของชิ้นงานของศิลปินและนักออกแบบชื่อดังแห่งยุค เมื่อเห็นช่องว่างในตลาด Apartamento จึงนำเสนอเรื่องพื้นที่อยู่อาศัยและชีวิตในนั้น เหมือนอพาร์ตเมนต์ที่แม้จะเล็กแต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และเพราะในความเป็นจริงผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังเช่าห้องอยู่ บ้างก็ยังอยู่กับครอบครัว พื้นที่ที่ทิ้งร่องรอยความรกรุงรังจากการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริง

Apartamento, แต่งบ้าน
Apartamento, แต่งบ้าน


2

เนื้อหาเจ๋งๆ ที่มาจากผู้คนเจ๋งๆ

ผู้คนในหนังสือล้วนมาจากแวดวงสร้างสรรค์หลากหลายสัญชาติ ทั้งช่างภาพ ศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรี ผู้กำกับ เชฟ ต่างมาพูดคุยเรื่องพื้นที่ของพวกเขา “เราไม่ได้กำลังเล่าเรื่องการออกแบบและสินค้า หัวใจหลักของหนังสือ เรากำลังพาไปดูว่าคนเหล่านี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร บ้านเขาเป็นอย่างไร เขาถึงคิดหรือทำสิ่งที่เขาเป็นอยู่ได้ขนาดนี้” นาโช อาเลเกร เล่าความตั้งใจแรกของ Apartamento ในบทความของ The Guardian

Apartamento ไม่ใช่หนังสือสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านสวย

บทความใน Apartamento จะขึ้นนำด้วยชื่อของเจ้าของเรื่องราวมากกว่าจะเล่าเรื่อง 10 วิธีการทำให้บ้านโล่งสบายน่าอยู่ คุณจะไม่มีทางพบเนื้อหาแบบนั้นแต่จะพบกับ นานาวิธีการจัดสวนดาดฟ้า เมนูสลัดแก้ฝันร้ายสำหรับเพื่อนข้างห้อง การฝากบ้านไว้กับ Airbnb แล้วออกไปพักร้อนที่บ้านใครสักคนอีกฝั่งโลก จดหมายรักจากศิลปินสาวถึงอพาร์ตเมนต์ของเธอในนิวยอร์ก หรือบทความที่หลานชายเขียนถึงการเติบโตในบ้านของย่าผู้เป็นศิลปินระดับไอคอน

แม้เราจะไม่รู้จักบุคคลต้นเรื่องมาก่อน แต่การไปเยี่ยมบ้านผ่านตัวอักษรและรูปภาพเท่ๆ ไร้กฎเกณฑ์ในแบบ Apartamento ก็ทำให้รู้สึกว่ากำลังเยี่ยมบ้านเพื่อนของเพื่อนอยู่จริงๆ ภาพเขาและเธอยืนอยู่ในมุมโปรด หรือนั่งบนอยู่โซฟาที่ถกเถียงประเด็นทั้งเล็กและใหญ่กับคนรู้ใจ ล้วนส่งผลให้เรื่องที่มาจาก Apartamento พิเศษกว่าหนังสือเล่มไหนๆ

Apartamento, แต่งบ้าน

Apartamento, แต่งบ้าน
3

นิตยสารของกลุ่มนักออกแบบที่ไม่พยายามออกแบบนิตยสารให้สวยปัง แต่กลับได้รางวัลนิตยสารที่ออกแบบดีเยี่ยม

ขนาดของเล่มที่หนาจำนวน 344 หน้าอาจจะดูหนักและหนาสำหรับนิตยสาร แต่นักออกแบบหลายสำนักต่างชื่นชม เพราะเป็นการออกแบบหน้ากระดาษที่ทำให้ตัวอักษรและผู้อ่านมีพื้นที่หายใจ ถึงขั้นนิยาม Apartamento ว่าเป็นหนังสือของนักออกแบบที่ไม่คลั่งการออกแบบ หรือพยายามจัดหน้ากระดาษให้สวยเป๊ะปังจนมากเกิน แต่กลับได้รับรางวัลการออกแบบนิตยสารที่ดีที่สุดหรือ Yellow Pencil Award 2010 รายการ Global Association for Creative Advertising & Design Awards จาก D&AD หรือ Designers and Art Directors Association (UK)

Apartamento, แต่งบ้าน

Apartamento, แต่งบ้าน

4

กลยุทธ์การขายที่ทำให้คนอ่านอยากอ่านและห้างร้านดังอยากซื้อหน้าโฆษณา

หากเป็นนิตยสารแต่งบ้านทั่วไป การประกาศตัวว่าเป็นนิตยสารที่จัดจำหน่ายไปทั่วโลก สร้างอำนาจต่อรองมากพอที่จะกำหนดราคาหน้าโฆษณาและเนื้อหาด้านใน

แต่ Apartamento ไม่เลือกที่จะทำแบบนั้น เพราะอยากรักษาตัวตนและความสดของเนื้อหา เราจึงไม่เห็นเนื้อหาที่พูดถึงสินค้าและเฟอร์นิเจอร์หรู

รายได้ของนิตยสาร Apartamento มาจากหน้าโฆษณาในจำนวนจำกัด และการกำหนดราคาหนังสือที่สูงกว่าเจ้าอื่นๆ ในตลาดเดียวกัน เพื่อให้ผู้อ่านมั่นใจว่าจะไม่เจอโฆษณาแฝงในเล่มแน่นอน และด้วยกลยุทธ์นี้ยิ่งทำให้คนอ่านอยากอ่าน และลูกค้าอยากซื้อหน้าโฆษณาในพื้นที่ที่อนุญาต

ขณะที่การจัดจำหน่ายหนังสือ Apartamento ใช้วิธีจัดจำหน่ายตรงกับร้านหนังสือและร้านคอนเซปต์สโตร์ เพราะเชื่อว่าระบบการกระจายสินค้าแบบนี้จะช่วยตอกย้ำสิ่งที่หนังสือเชื่อ เรื่องการเชื่อมผู้อ่าน ร้านค้า และคนทำหนังสือ เข้าด้วยกัน

Apartamento, แต่งบ้าน

Apartamento, แต่งบ้าน
5

เยี่ยมออฟฟิศและคุยกับกองบรรณาธิการ Apartamento

หลังจากเราและชาวคณะแนะนำตัวกันสั้นๆ มาเดอลีน วิลลิส (Madeleine Willis) หรือ Content Editor ของ Apartamento ที่ออกมาต้อนรับก็พาชมพื้นที่การทำงานของ Apartamento Studio ครีเอทีฟเอเจนซี่ที่ทำงานเป็นที่ปรึกษางานสร้างสรรค์และดูแลองค์ประกอบศิลป์ให้กับงานออกแบบต่างๆ ซึ่งนอกจากนิตยสาร Apartamento ยังมี Apartamento Cookbook และกำลังจะมี Architecture Series เร็วๆ นี้อีกด้วย

สำหรับวิธีการทำงานของทีมงานนิตยสาร ซึ่งประกอบด้วยผู้ก่อตั้ง 3 คนและกองบรรณาธิการอีก 4 คนที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาและออกแบบนิตยสาร The Cloud ได้มีโอกาสพูดคุยสั้นๆ กับ ร็อบบี้ ไวต์เฮด (Robbie Whitehead) Managing Editor ผู้ดูแลเนื้อหา บริหารจัดการช่างภาพและนักเขียนสำหรับบทความแต่ละตอน ถึงวิธีการทำงานสนุกๆ และเบื้องหลังของหนังสือที่ผู้อ่านทั้งโลกรอคอย

ซึ่งแม้ว่าจะเป็นทีมเล็กๆ แต่ก็มีเครือข่ายยอดฝีมือมากมายกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาคทั่วทั้งโลก

และนี่คือบทสนทนาระหว่างเรา

อะไรคือการเปลี่ยนแปลงของ Apartamento ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และความตั้งใจต่อจากนี้

ถ้าคุณเห็นเล่มแรกและเล่มสิบ คุณจะเห็นความต่าง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่เป็นไปอย่างธรรมชาติ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ขึ้นกับผู้อ่านของเราและรสนิยมที่เปลี่ยนไป 10 ปีที่ผ่านมาเราทำตามสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยการหาลูกเล่นหรือวิธีการเล่าเรื่องใหม่ๆ เพื่อคงความเป็น Apartamento อย่างในวันแรก มันเลยไม่ง่ายที่จะตอบว่าหนังสือเราเป็นอย่างไรในวันครบรอบ 10 ปีหน้า เรายังคงมีรายชื่อคนอีกมากมายที่เราอยากทำเรื่องของเขา 10 ปีที่ผ่านมาไม่พอจะเล่าเรื่องคนเหล่านั้นทั้งหมด” คุณร็อบบี้ก็ตอบอย่างตั้งใจ ก่อนจะเล่าว่า หนึ่งในจำนวนนั้น ที่ชาว Apartamento รอคอยที่สุดคือ เดวิด ฮอกนีย์ (David Hockney) ศิลปินป๊อปอาร์ตรุ่นใหญ่

ชาว Apartamento ทำอย่างไรถึงมีคนเจ๋งๆ อยู่ในหนังสือของคุณมากมายเต็มไปหมด

เป็นเรื่องของคอนเนกชันและการติดต่อ บางทีก็ง่ายมากเพราะเป็นคนรู้จักของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน บางทีก็ต้องเขียนอีเมลไป รอเขาตอบกลับมา ซึ่งกับคุณเดวิด ฮอกนีย์ เราลองทุกช่องทางแล้ว ส่งนิตยสารไป ส่งจดหมายไป แต่ยังไม่ถึงเขาเสียที เขาเป็นหนึ่งคนที่เราอยากสัมภาษณ์มากๆ

ซึ่งนอกจากคนในวงการสร้างสรรค์รุ่นใหญ่แล้ว เราตั้งใจอยากทำเนื้อหาที่หลากหลายและไปไกลกว่าเดิม ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องราวจากคนในภาคพื้นยุโรปเท่านั้น แต่รวมเรื่องราวของคนจากเอเชีย แอฟริกา และใน Apartamento เล่มหน้าจะมีเรื่องของคนอินเดียด้วยนะ

ทำไมชาว Apartamento ซึ่งเป็นนักออกแบบและคนที่ทำงานในวงการสร้างสรรค์จึงมองเรื่องของชีวิตและการอยู่บ้านน่าสนใจกว่าข้าวของแต่งบ้านและเส้นสีของอาคาร

เราบอกเสมอว่าเราไม่ใช่หนังสือแต่งบ้าน เราเพียงสนใจชีวิตของคนที่ทำงานสร้างสรรค์ในแขนงสาขาต่างๆ และเชื่อว่าบ้านเป็นภาพสะท้อนตัวตนและวิธีคิดของแต่ละคนได้ดีกว่าภาพใดภาพหนึ่ง หลายครั้งเราพบว่าตัวบ้านก็ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจเท่าเรื่องราวของคนในนั้น มันน่าสนใจมากนะโดยเฉพาะเมื่อต้องเล่าออกมาเป็นภาพถ่าย

Apartamento, แต่งบ้าน

คุณชอบเล่มไหนหรือเรื่องราวของใครมากที่สุด

เยอะมาก เลือกไม่ได้เลย

เลือกจากเล่มล่าสุดก็ได้ค่ะ

ขอคิดแป๊บหนึ่งนะ ถ้าต้องตอบจริงๆ ผมชอบเรื่องของนิโคลัส ปาร์ตี้ (Nicolas Party) ศิลปินจากบรัสเซลส์ที่ตอนนี้อยู่นิวยอร์ก ถ้าคุณได้อ่าน เป็นเรื่องที่ดีมากนะ หรือเรื่องของปีเตอร์ เบอร์ลิน (Peter Berlin) ไอคอนของคนโฮโมเซ็กชวล กับอพาร์ตเมนต์ของเขาที่ซานฟรานซิสโก เป็นผู้ชายที่มี Sexuality Lifestyle น่าสนใจมาก เนื่องจากผมมาจากสายกราฟิกดีไซเนอร์ ปกติผมจึงชอบภาพประกอบบทความเป็นพิเศษ แต่กับเรื่องนี้ผมสนใจและจดจำเรื่องได้มากกว่าภาพ อ้อ มีเรื่องของนิโกลา แอล. (Nicola L.) ศิลปินจากฝรั่งเศสที่ตอนนี้อยู่นิวยอร์กเช่นกัน เป็นบทความที่หลานชายเขียนเรื่องชีวิตที่โตมากับยายผู้เป็นศิลปิน น่าประทับใจมาก เพราะครั้งหนึ่งใน Apartamento เล่มที่ 10 เราเคยใช้ภาพที่มีงานของนิโกลา แอล. เป็นภาพปกด้วย

รู้ไหมว่าคนส่วนใหญ่กรี๊ดปกของ Apartamento มากๆ เบื้องหลังการเลือกปกแต่ละฉบับเป็นยังไง

เลือกจากรูปที่ดีที่สุด (เดินไปหยิบหนังสือ THE WORLD OF APARTAMENTO: 10 YEARS OF EVERYDAY LIFE INTERIORS เปิดให้ดูรูปปกที่เกือบจะได้เป็นปกของ Apartamento แต่ละเล่ม) อธิบายยากเหมือนกันว่าทำไม เป็นเรื่องของความรู้สึก ใช่เลย! สำหรับพวกเราทีมงาน

เห็นว่า Apartamento เพิ่งทำเว็บไซต์ออนไลน์และแอพพลิเคชันเป็นของตัวเองด้วย ถือเป็นการปรับตัวมาสู่โลกออนไลน์ไหม

เราเพิ่งทำเว็บไซต์เมื่อปีที่ผ่านมา เราแค่พยายามทำเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสาร ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนไปเป็นนิตยสารออนไลน์ ถ้าถามว่าที่นี่มีปัญหาทำนองการเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มไหม ก็มีนะ แต่เราค่อนข้างโชคดีที่คนอ่านยังให้การตอบรับที่ดีเสมอ และมีหลายเล่มเลยที่เราขายหมดอย่างรวดเร็ว

ถือว่ารอดชีวิตสวยงาม?

เราภูมิใจที่อยู่รอดนะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหยุดเพราะว่าพอใจแล้วหรอกนะ ในตลาดนิตยสารอิสระ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำนิตยสารให้เป็นที่รู้จัก สำหรับระยะเวลาเท่านี้เราถือว่าจุดแข็งที่เรามีเป็นสิ่งที่เราภูมิใจจะรักษาไว้

หนึ่งสิ่งในออฟฟิศของ Apartamento ที่สะท้อนตัวตนของ Apartamento ที่สุด

เราเพิ่งเปลี่ยนกันสาดเป็นสีส้ม

Apartamento, แต่งบ้าน

ทำไมต้องสีส้ม

ไม่รู้เหมือนกัน จำได้ว่าวันที่พวกเราต้องเลือกสี บรรยากาศเหมือนทุกครั้งที่เราต้องประชุมกัน ‘ไม่ มันต้องสีส้มนี้เท่านั้น’ จริงๆ อาจจะเป็นเพราะเราทาสีผนังสีชมพู ซึ่งมันเคยเป็นสีเขียวมาก่อน และทำให้ห้องดูมืดไปหน่อย แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นนะ

Apartamento, แต่งบ้าน
 
ขอขอบคุณ: Qatar Airways

Writer & Photographer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load