​โซฟีลีน​ เจียม​ ชาร์ปิโร​ (Sophiline Cheam Shapiro) คือผู้รอดชีวิตจากการสังหารโหดของเขมรแดง เธออายุ 8 ขวบเมื่อทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่ชนบทเพื่อหนีสงครามกลางเมือง 

พ.ศ. 2518 – 2522 เขมรแดงหรือกองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตยยึดครองกัมพูชา ด้วยอุดมการณ์สังคมนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สุดโต่ง พวกเขาลบช่องว่างทางชนชั้นด้วยการกวาดต้อนผู้คนมาใช้แรงงานและกำจัดทิ้ง ปัญญาชน ครู พระสงฆ์ ทหาร ข้าราชการ พ่อค้า และผู้คนนับล้านถูกประหาร

90 เปอร์เซ็นต์ของศิลปินกัมพูชาทุกแขนง ไม่ว่านักดนตรี นักเต้น นักเขียน จิตรกร ฯลฯ ถูกกำจัดไปจากแผ่นดิน

หลังเขมรแดงหมดอำนาจ กัมพูชาต้องการฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน ปีถัดมา School of Fine Arts ในพนมเปญจึงเปิดประตูต้อนรับเด็กๆ ให้เรียนรู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมกัมพูชา

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

โซฟิลีนคือหนึ่งในเด็กหญิง 111 คนที่เข้าไปเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รุ่นแรกของโรงเรียน เธอเป็นลูกหลานครูนาฏศิลป์ ลุงของเธอเป็นศิลปินแห่งชาติที่ต่อมากลายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ผู้หญิงคนนี้เป็นนักเต้นคนสำคัญที่ขับเคลื่อนนาฏศิลป์กัมพูชา ในยามสรรค์สร้างชาติบ้านเมืองขึ้นอีกครั้ง เธอย้ายไปอยู่อเมริกา อุทิศเวลาให้การสอนนาฏศิลป์แก่ชาวกัมพูชา-อเมริกัน เช่น Prumsodun Ok ผู้ก่อตั้งคณะนักเต้นเกย์คณะแรกในกัมพูชา แม่ครูคนนี้ยังสร้างสรรค์ผลงานจนได้รับรางวัลมากมายและเดินสายแสดงผลงานไปทั่วโลก ผลงานดังของเธอคือละครรำแบบรัดเครื่อง ที่ดัดแปลงจากเรื่อง Othello ของเชกสเปียร์ 

ปัจจุบันเธอกลับมาตั้งรกรากที่กัมพูชา และพัฒนาสถาบันศิลปะกัมพูชาแบบไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อสร้างศิลปินกัมพูชารุ่นใหม่ในวิถีสากล เดือนมกราคมที่ผ่านมา เธอเป็นศิลปินหญิงหนึ่งเดียวที่ได้รับเชิญมาแสดงโชว์เคส รามเกียรติ์ และเปิดสอนเวิร์กช็อปนาฏศิลป์ที่ โรงละครช้าง ซึ่งเปิด Rama’s House Open Studio ให้ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก
Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

รามายณะ วันนั้นสนุกและแปลกมาก พระรามเป็นชาวเมียนมา หนุมานอินโดนีเซียน นางสีดาชาวกัมพูชา ทศกัณฐ์ชาวไทย และมีพิธีกรดำเนินรายการเป็นชาวไทยกับชาวไต้หวัน เนื่องจากโรงละครนี้ไม่มีม่าน เราจึงได้ดูทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของสุดยอดนักเต้นชาวอาเซียน 4 ประเทศ 

บรรยากาศคึกคักน่ารักเมื่อคนรักนาฏศิลป์มารวมตัวกัน ชวนให้ตั้งคำถามว่าทั้งที่อยู่ใกล้กัน มีวัฒนธรรมที่แบ่งปันร่วมกัน ไฉนเราแทบไม่รู้จักเพื่อนบ้านของเรา ซ้ำยังขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องนาฏศิลป์ระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชาที่คุกรุ่นตลอดมา ทั้งที่ทุกวันนี้ศิลปะโลกยุคโพสต์โมเดิร์นก้าวข้ามพรมแดนและรูปแบบนานาไปไกลโข 

หลังการแสดงจบ เรานั่งลงคุยกับโซฟิลีน มีเสียงบทสวดละหมาดจากมัสยิดย่านประชาอุทิศดังประกอบเรื่องราวพหุวัฒนธรรม

ไม่ได้คุยกันว่าใครมีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเหนือศิลปะ แต่เปิดใจทำความรู้จักบรมครูศิลปินจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ขับเคลื่อนนาฏศิลป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด 30 ปี

การเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รุ่นแรกของ School of Fine Arts ที่พนมเปญเป็นอย่างไร 

เมื่อยุคเขมรแดงจบลง ช่วง ค.ศ. 1980 – 1981 เป็นต้นมา เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมกัมพูชากลับมาอีกครั้ง คนที่รอดชีวิต ผู้เชี่ยวชาญการรำตัวยักษ์ ตัวพระ และตัวนาง นักเต้นจากในวัง รวมถึงลุงของฉันกลายเป็นครู ศิลปินจากยุค 1930 – 1960 ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ และถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ค่ะ 

ละครกัมพูชาแสดงโดยหญิงล้วน ทั้งตัวพระ ตัวนาง และยักษ์ ยกเว้นลิงที่เปลี่ยนมาใช้ผู้ชายแสดงแทน เพราะว่าแสดงกายกรรมหรือเล่นฉากขำขันได้ดีกว่า ตอนแรกฉันเรียนตัวพระและตัวยักษ์ แต่ว่าตัวไม่สูงขึ้นสักที (หัวเราะ) ครูก็เลยแนะให้เปลี่ยนมาเรียนตัวนาง 

ฉันเริ่มเรียนรำตอนอายุ 12 – 15 ปี ถือว่าช้า เพราะตามปกติต้องให้เริ่มเรียนตั้งแต่ 6 – 8 ขวบ แต่เพราะช่วงนั้นต้องสร้างคน รุ่นฉันมีเด็กหลายช่วงอายุ ทั้งคนที่ผ่านการสอบคัดเลือก คนที่สนใจ ลูกหลานของศิลปินที่ตายไปแล้ว

สิ่งที่เราเรียนคือทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของนาฏศิลป์กัมพูชา เรียนประวัติศาสตร์ ความสำคัญ และการรำ ทั้งแบบดั้งเดิมและการสร้างท่วงท่าใหม่ พอถึงช่วงมัธยมปลายเราก็เรียนและสอบการรำประกอบบทร้อง รามเกียรติ์ และตำนานปรัมปราต่างๆ 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ต้องใช้เวลาฝึกนานแค่ไหนถึงจะเป็นนักเต้นมืออาชีพ 

เก้าปีค่ะ สามปีแรกเรียนเทคนิค สามปีต่อมาเรียนการผสานเทคนิคกับอารมณ์ และสามปีสุดท้ายฝึกการแสดงและทำความเข้าใจตัวละครจนแสดงได้ 

ยุคนั้นการเรียนการสอนค่อนข้างลำบาก แทนที่จะมีวงดนตรีสด เราต้องร้องทำนองเอง จะ โจง จะ ทิง ทิง โจง แล้วค่อยประสานกับจังหวะกลองทีหลัง เทปเพลงก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีช่วยให้ง่ายขึ้น 

สมัยก่อนครูดุมากด้วย เห็นรอยนี่มั้ยคะ (ชี้รอยแผลเป็นที่ไหล่) ฉันต้องตั้งวงแล้วกดไหล่ลงมา แต่ทำไม่ได้ ครูเลยเอาเล็บจิกตรงนี้ เลือดไม่ไหล แต่เป็นรอยถึงตอนนี้ สมัยก่อนครูชอบใช้เล็บหยิกและจิกให้จำท่าสำคัญๆ ให้ได้ เพราะว่ามันยากและเครียดมาก บางครั้งครูก็หมดความอดทนกับเรา

ถึงจะมีรอยแผลเป็นถึงทุกวันนี้ ฉันก็ซึ้งใจที่ครูตั้งใจสอน ตั้งใจเคี่ยวเข็ญให้ฉันเป็นนักเต้นที่ดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีหยิกแล้วนะ ครูรุ่นใหม่ๆ ต้องเรียนวิชาการสอนและเปลี่ยนมาใช้วิธีสอนที่นุ่มนวลและให้กำลังใจนักเรียนมากขึ้น 

คุณตัดสินใจไปเรียนนาฏศิลป์เอง หรือที่บ้านพาไปสมัคร

บางคนที่มาเรียนเคยเห็นการแสดงสดหรือดูจากโทรทัศน์ เด็กผู้หญิงหลายคนอยากเรียนรำมาก แต่ไม่รู้ว่าอยากเป็นนางรำอาชีพรึเปล่า บางคนครอบครัวพามาเพราะเป็นครอบครัวศิลปิน และอยากให้ลูกเรียนรู้ศิลปะของกัมพูชา 

ฉันเรียนเพราะว่าชอบนาฏศิลป์ พอได้เรียนแล้วรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเขมรโบราณ ทำให้ได้ทักษะและภาษาศิลปะ ซึ่งทำให้ฉันสร้างงานงานศิลป์ร่วมสมัยได้ อีกอย่างคือเวลารำแล้วรู้สึกสวยสง่าค่ะ ภูมิใจที่เกิดเป็นผู้หญิงกัมพูชาแล้วรู้จักการร่ายรำ เหมือนนางอัปสรที่กำแพงนครวัด ฉันตั้งใจเป็นนักเต้นอาชีพ

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก
Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ทำไมคุณถึงย้ายไปอเมริกา

ฉันได้เจอผู้ชายคนหนึ่งชื่อ จอห์น ชาร์ปิโร (​John Shapiro) (ยิ้ม) เขาเป็นพี่ชายของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำปริญญาเอกเรื่องยุคฟื้นฟูวัฒนธรรมหลังเขมรแดง จอห์นมาเยี่ยมเธอที่กัมพูชา เราได้เจอกันอีกที่แคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ตอนฉันไปทัวร์การแสดงใน ค.ศ. 1990 ศิลปินสามสิบสองคนจากโรงเรียนไปทัวร์การแสดงสิบสองเมืองในอเมริกา โดยเริ่มจากแคลิฟอร์เนีย 

ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าเรามีใจให้กัน เขาขอฉันแต่งงานและอยู่กับเขาที่นั่น ฉันบอกให้เขามาขอฉันกับแม่ ให้เราได้แต่งงานกันตามธรรมเนียมกัมพูชาก่อนค่ะ

หลังแต่งงานกัน พวกเราไปฮันนีมูนที่นครวัด เสียมราฐ วันที่กลับฉันโบกมือลานครวัด เศร้ามาก คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนใบไม้ที่หล่นจากต้น ต้องแห้งกรอบผุพังแล้วก็หายไป ฉันคิดด้วยซ้ำว่าอาจไม่ได้กลับมาที่กัมพูชาอีกแล้ว หรือถ้าจะกลับคงยากมาก ครูบาอาจารย์สอนฉันมาสิบปี พวกเขาคาดหวังให้ฉันอยู่กัมพูชาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเขา แต่ฉันได้เจอจอห์นและออกมา รู้สึกผิดมากที่ทิ้งความรับผิดชอบ

แต่คุณและสามีก็ไปก่อตั้งโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ Khmer Arts Academy ที่แคลิฟอร์เนีย

จริงๆ ตอนที่อยู่ลอสแอนเจลิส มีตัวเลือกว่าทิ้งการเต้นแล้วไปเรียนพยาบาล บัญชี หรืออย่างอื่นดีไหม แต่พอไปแคลิฟอร์เนีย ฉันก็ตระหนักว่านาฏศิลป์ยังอยู่กับฉัน มันทำให้ฉันยังเชื่อมต่อกับรากเหง้าของตัวเอง และทำให้ฉันมั่นใจในตัวเอง ฉันคิดว่านาฏศิลป์น่าจะช่วยเด็กๆ เหมือนกัน 

ด้วยความช่วยเหลือจากสามีและผู้คนที่ดูแลชุมชนชาวกัมพูชา ฉันเลยสอนนาฏศิลป์ให้เด็กชาวกัมพูชา-อเมริกัน พวกลูกหลานของชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยไปอเมริกา แล้วก็แสดงตามเทศกาลต่างๆ ช่วงแรกต้องทำชุดแสดงเองด้วยนะคะ แต่หลังจากนั้นก็ซื้อชุดจากกัมพูชามาใช้

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ก่อนกลับมาอยู่กัมพูชา คุณสอนเด็กไปกี่คน

ตอบไม่ถูก เยอะมากค่ะ ฉันสอนอยู่สิบห้าปี ส่วนใหญ่สอนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ และตอนวันธรรมดาก็สร้างการแสดงใหม่สำหรับแสดงตามเทศกาล บางทีก็สอนแค่คนเดียว แต่บางครั้งสอนทีเดียวเจ็ดสิบคน เหนื่อยมาก แต่ว่ามีความสุขที่เด็กๆ อยากเรียนรู้

เป้าหมายการสอนของฉันไม่ใช่การสร้างนักเต้นมืออาชีพเหมือนที่ครูสอนฉัน แต่คือการทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ จะอ้วนผอมสูงต่ำก็ไม่สำคัญ ฉันรับทุกคนมาเรียนโดยไม่คัดเลือก สิ่งสำคัญคือความเข้าใจการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม แต่บางคนก็กลายเป็นนักเต้นอาชีพจริงๆ อย่าง พรอม (พรอมสดัง โอค) เขาเรียนกับฉันที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย เวลานักเรียนแสดงความตั้งใจและทุ่มเทอย่างหนัก ฉันจะสอนบทเรียนยากๆ ให้พวกเขา แต่ไม่หยิกเขานะ (หัวเราะ) ฉันผลักดันให้พวกเขาซ้อมหนักและตั้งเป้าให้รำได้สมบูรณ์แบบ พรอมทำได้ดีและทะเยอทะยานที่จะสร้างคณะละครของตัวเอง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ศิลปะของเขา คนอื่นๆ ที่เรียนแต่เบื้องต้นก็กลายเป็นผู้ชม

ฉันเคยสอนเด็กปริญญาตรีที่ UCLA ด้วย ดังนั้น เด็กๆ ที่ไม่ใช่ชาวกัมพูชาก็เรียนได้ ที่ลองบีชก็มีชาวต่างชาติมาเรียนนะ ส่วนใหญ่เป็นนักเต้นที่มีพื้นฐานบัลเลต์ แจ๊ส หรือการเต้นแบบต่างๆ พวกเขาอยากรู้จักนาฏศิลป์กัมพูชาและมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ บางคนก็เลือกเรียนเพราะว่านาฏศิลป์กัมพูชาตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาเรียน บัลเลต์ยืนบนปลายเท้า แต่รำกัมพูชาใช้ส้นเท้า เขาก็อยากรู้จักและมองหาสิ่งที่คล้ายกันระหว่างการเต้นเหล่านี้ 

พออายุมากเข้า นักเต้นมักเต้นได้ดีขึ้นหรือว่าแย่ลง 

ทั้งดีขึ้นและแย่ลง ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตัวเองยังไง ความท้าทายของนักเต้นอายุมากคือสุขภาพ รูปร่างที่เปลี่ยนไป ตัวแข็งไม่อ่อนช้อย และความทรงจำที่แย่ลง แต่สิ่งที่มาพร้อมอายุมากคือความเข้าใจชีวิต ชีวิตที่ผ่านทุกข์สุขเป็นทรัพยากรที่ทำให้การแสดงลึกซึ้งและซับซ้อน 

นักเต้นอายุน้อยมีความยืดหยุ่นและความงดงาม นักเต้นรุ่นเดียวกับฉันผิวมีริ้วรอย ผมก็กลายเป็นสีเทา สมดุลร่างกายไม่ดีจนรำท่าเดิมไม่ได้ แต่เราทั้งได้และเสีย เพราะรู้ว่าร่างกายมีข้อจำกัด แต่อารมณ์และความเข้าใจตัวละครมีมากขึ้น 

เมื่อคุณเข้าใจชีวิต ความซับซ้อนของชีวิตจะเปิดโลกทัศน์คุณให้กว้างขึ้น ซึ่งนำมาใช้ในการแสดงได้ ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นแล้วแสดงเป็นคนมีความรัก คุณย่อมเข้าใจตัวละครได้ดีเพราะชีวิตมอบประสบการณ์ให้คุณ ดังนั้นนักเต้นอายุมากๆ ยังถ่ายทอดได้ แม้เทคนิคจะไม่เท่าเดิม 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

อะไรคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างนาฏศิลป์ไทยและกัมพูชา

ฉันไม่เคยเรียนนาฏศิลป์ในไทย เลยไม่แน่ใจนะคะ แต่ดูจากการแสดงทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง คิดว่าภาษาท่าเราเหมือนกัน ท่ารำที่ใช้มือสื่อสาร เช่น ไป มา สวย รัก เหมือนกัน แต่เท้าไม่เหมือน สังเกตว่ารำกัมพูชาจะต้องยกปลายเท้าขึ้น แต่ของไทยไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป แล้วก็ท่าตั้งวงของกัมพูชาจะเล็กกว่าของไทย (ลุกขึ้นมารำให้ดู) และการใช้ร่างกายก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว นาฏศิลป์กัมพูชาเริ่มจากการวางหัวไหล่ให้ถูกต้อง จัดร่างกายแล้วไล่ไปให้ความสำคัญที่สีหน้า ดวงตา ปาก ไปจนถึงปลายเท้า

ที่พูดมาทั้งหมดไม่รู้ว่าถูกมั้ย จริงๆ น่าจะมีการคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง

คนไทยมักพูดว่าอยากอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย แต่ชีวิตประจำวันกลับไม่สนใจดูนาฏศิลป์ คนดูส่วนใหญ่กลับเป็นคนต่างชาติ ที่กัมพูชามีปัญหานี้เหมือนกันไหม 

เห็นด้วยค่ะ แต่ก็แล้วแต่ศิลปินด้วย บางคนก็ขายบัตรหมดตลอด การแสดงของฉัน A Bend in the River ใน ค.ศ. 2014 แสดงสามวันก็ขายบัตรหมด แต่ไม่ใช่ทุกโชว์ที่มีคนดู คนคิดว่านาฏศิลป์อีกแล้ว น่าเบื่ออีกแล้ว 

คนดูบอกว่าเขามาดูงานฉัน เพราะงานทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วม เวลาดูคณะอื่นแล้วไม่รู้สึกแบบนั้น ส่วนตัวฟังแล้วก็แอบดีใจ แต่ในฐานะศิลปินกัมพูชา รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะจริงๆ ก็อยากให้ผู้ชมสนุกกับการแสดงของทุกคณะ ไม่ใช่แค่งานของฉัน 

ตอนนี้คณะนักเต้นต้องหาวิธีสร้างงานที่สื่อสารกับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นงานแบบดั้งเดิมหรืองานร่วมสมัย ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วม ทำให้เขาสนใจ เพลิดเพลิน เรียนรู้บางสิ่ง และมองเห็นความคิดสร้างสรรค์ของนักเต้น ความท้าทายที่เรามีร่วมกันคือทำยังไงให้คนท้องถิ่นไปโรงละคร 

UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนนาฏศิลป์กัมพูชาเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หมายความว่าคนสนใจรูปแบบศิลปะ แต่รูปแบบจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีศิลปิน และศิลปินก็อยู่ได้เพราะการสนับสนุนจากผู้ชม โดยเฉพาะผู้ชมที่ซื้อตั๋วเข้าชม ถ้าขึ้นทะเบียนไว้แล้วไม่ทำอะไรเลย นาฏศิลป์ก็จะตาย ถูกไหมคะ 

ถ้านักแสดงอยู่ด้วยทุนสนับสนุน แล้วเปิดการแสดงให้ชมฟรี แบบนั้นก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน สิ่งที่เราต้องการคือการจัดการสถานการณ์ให้ศิลปะทุกแขนง รูปแบบจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับผู้ชมท้องถิ่นนี่ล่ะ การซื้อตั๋วดูละครเป็นความรับผิดชอบของผู้ชม ถ้าคุณไม่รำ ก็มาดูคนที่รำ สนับสนุนคนรำ เพราะเราไม่ได้รำแค่เพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อแบ่งปัน

ระหว่างการแสดง คุณพูดว่าอยากให้เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน หมายความว่าอย่างไร

การที่ประเทศอาเซียนรวมตัวกันทางการเมืองฟังดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่จริงค่ะ ข้างในทุกประเทศต่างมีความรู้สึกชาตินิยม และความไม่พอใจเพื่อนบ้านรอบข้าง โดยเฉพาะเรื่องนาฏศิลป์ หลายครั้งก็เจอคำพูดไม่ดี 

ตอนทัวร์การแสดงที่อเมริกา ค.ศ. 1990 ขากลับก็แวะกรุงเทพฯ อยู่หลายวัน ฉันไม่อยากออกไปเที่ยวเลย ทุกคนออกไปเที่ยวเล่น แต่ฉันแค่อยู่ในห้องที่โรงแรม เพราะรู้สึกว่าถ้าออกไปจะถูกทำให้อับอาย และใน ค.ศ. 1998 ที่อเมริกา ฉันและสามีจัดการแสดง รามเกียรติ์ เราเชิญนักแสดงจากอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย และกัมพูชา รวมหกคณะมาแสดงต่อกัน สิ่งแรกที่คณะนักแสดงไทยพูดกับฉันหลังทักทายกันคือ เธอรู้มั้ยว่านาฏศิลป์กัมพูชามาจากประเทศไทย 

เวลาไปแสดงตามที่ต่างๆ ฉันรู้สึกว่ามีความตึงเครียดระหว่างชาวไทยและกัมพูชา ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างเรามีมายาวนาน คนกัมพูชาเจ็บช้ำในสิ่งที่คนไทยเคยทำ แต่ฉันก็มั่นใจว่าตอนที่ขอมเรืองอำนาจ ก็คงข่มเหงชนชาติอื่นเหมือนกัน แต่เราควรเข้าใจว่าในอดีตผู้เข้มแข็งย่อมเอาเปรียบผู้อ่อนแอ 

ในฐานะคนกัมพูชา ฉันมีชีวิตผ่านสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันรู้ว่าความหิวเป็นอย่างไร และฉันก็ได้เห็นครูอาจารย์ฟื้นฟูนาฏศิลป์และวัฒนธรรมกัมพูชากลับมาอีกครั้ง ฉันได้ลิ้มรสทั้งความเจ็บปวดและความภูมิใจ และคิดว่าพอทีกับความเกลียดชัง 

เราควรก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ ปล่อยวางเรื่องชาตินิยมบ้าง และปฏิบัติตัวกับชนชาติอื่นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คนไทยพยายามมีชีวิตรอด เติบโต และพัฒนาประเทศให้มากที่สุด คนกัมพูชาก็เหมือนกัน ทุกประเทศต่างบอบช้ำ ดังนั้นเราต่างพยายามพัฒนาระบบการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ การเมือง และทุกๆ ด้าน เราน่าจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเครียดที่น้อยลง เป็นเพื่อนบ้านที่สนับสนุนกันมากขึ้น ของดีๆ หลายอย่างที่คนกัมพูชาชอบก็นำเข้าจากเมืองไทยมามากมายค่ะ

นาฏศิลป์และวัฒนธรรมกัมพูชาเติบโต นักเต้นกัมพูชาพยายามอย่างดีที่สุดที่จะแสดงเอกลักษณ์ของชาติตัวเอง และนักเต้นชาวไทยก็เช่นกัน เรากำลังทำสิ่งเดียวกัน นาฏศิลป์เป็นความภูมิใจของเราและของชาติเหมือนกัน แล้วทำไมเราถึงสนับสนุนกันไม่ได้ล่ะ 

หวังว่าสิ่งที่ฉันทำที่นี่จะช่วยให้เราเข้าใจกัน เคารพกัน และเห็นคุณค่ากันมากขึ้น การมีนาฏศิลป์ทั้งไทยและกัมพูชาย่อมดีต่อโลกใบนี้มากกว่ามีการเต้นแค่แบบเดียว ถูกมั้ยคะ 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจากศาสตราจารย์พรรัตน์ ดำรุง

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load