เห็นคำโฆษณา ‘ชุดนอนไม่ได้นอน’ มาก็มาก เจอปัญหาใส่ชุดนอนแล้วไม่ได้นอนมาก็มากเช่นกัน ไม่ได้จะเผยความลับต่ำกว่าสะดือ แต่ชุดนอนในกรุที่เคยมีดันไม่ถูกใจ นอกจากจะไม่สบายตัว เวลาเนื้อผ้ามันวาวเจอกับเหงื่อหยดน้อยก็ติดหนึบหนับแนบลำตัว พลิกซ้าย-พลิกขวา ตาตั้งเป็นนกฮูก จนต้องยอมลุกมาเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวเก่า

แถมการนอนหลับแบบ Braless ก็สบายอย่าบอกใคร จะว่าไปเจ้าบราคู่ใจก็เปรียบเสมือนเพื่อนยาก อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจดี แต่บางทีก็อยากเป็นตัวเองโดยปราศจากเนื้อผ้ารัดตึงมีสายรั้งบ่า พอมือทึ้งออกก็ค้นพบความสุขฉบับโตงเตงที่ซ่อนอยู่ในชุดนอนตัวโคร่ง ซึ่งการ Braless ก็อาจสร้างความไม่สบายใจเมื่อต้องเดินตัวโก่ง มือหนึ่งกอดอก อีกมือดึงเสื้อให้ใหญ่กว่าปกติ แล้วเดินออกไปรับกล่องพัสดุหรืออาหารจานอร่อยที่คุณพี่คนขับบิดมาส่งถึงหน้าประตู

ปัญหานี้จะหมดไป เราขอนำเสนอ! สลิป ทู สลีป โปรดฟังอีกครั้ง สลิป ทู สลีป 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

การจับคู่กันของเพื่อนสนิท นีท-อมลานันท์ สังสิทธิวงศ์ และ อิ้ว-วรรณิต บุญเจริญทวีสุข คือความลงตัวท่ามกลางความแตกต่างที่พากันสร้างสิ่งใหม่อย่าง Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนที่ยืนยัน-นอนยันว่าเป็น ชุดนอนได้นอน ใส่แล้วสบายกาย สบายใจ พกความพิเศษมามัดใจคนรักชุดนอนด้วยเนื้อผ้า สีสัน ที่สำคัญไม่ต้องใส่บรา!

ขอชี้แจงแถลงไขความดีงามที่คุณได้ยินได้ฟังแล้วจะต้องกด Add Cart, หนึ่ง เป็นชุดนอนที่ทำจากผ้าคอตตอนซาติน ผ้าฝ้ายแท้เนื้อนุ่มลื่น สอง เป็นชุดนอนที่ออกแบบสีและลายด้วยศาสตร์ Color Theory และ Chromotherapy สาม เป็นชุดนอนที่โนบราได้อย่างสบายใจด้วยกระเป๋าเสื้อสองข้างที่หนาจนคนใส่สบายกาย

จุดเริ่มต้นธุรกิจชุดนอนของเพื่อนสนิทเกิดขึ้นในห้องแชต นีท-อิ้ว บอกว่าเป็นการเจอกันของความต่าง

นีทบอกว่าเธอเป็นสาวนิเทศฯ เคยเป็นผู้จัดการให้แบรนด์ไอติมผัดของไทยที่เปิดสาขาในอเมริกา เป็น Educational Consult ส่งนักเรียนไทยมาเรียนไกลถึงนิวยอร์ก ผ่านงานขายพิชชิ่งมาก็มาก คิดและลงมือทำเองคนเดียวได้สบาย ส่วนอิ้วเป็นสาววิศวะอุตสาหการ ทำงานเป็นองค์กร ถนัดวางกลยุทธ์ มีกระบวนการคิดที่มีระบบและแบบแผน

ฟังดูเป็นความต่างของศาสตร์และศิลป์ที่น่าจะร่วมร่างกันแล้วลงล็อก

ผัดแป้งแล้วสวมชุดนอนตัวโปรดมานอนอ่านเรื่องราวของธุรกิจที่อยากให้คุณหลับฝันดีกัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

เริ่มจากของขวัญและห้องสนทนา

เราอยากซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่สาว เขาพูดว่าอยากได้ชุดนอน เราก็เริ่มหาชุดนอนที่ดีที่สุด หาไปหามาก็ยังไม่ตอบโจทย์ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อแบรนด์หนึ่งมาด้วยราคาห้าหกร้อย พอได้ออกมาพี่สาวบอกว่าหลังจากนี้ไม่ต้องซื้อให้อีกแล้วนะ เขาใส่แล้วนอนไม่สบาย ก็เลยคิดอยากจะทำชุดนอน เลยพิมพ์ไปหาอิ้ว เผอิญอิ้วก็อยากทำเหมือนกัน

“เราก็อยากทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว ที่เริ่มจากหนึ่งใหม่หมดเลย สามารถเคลมได้ว่าเราเป็นคนคิด ซึ่งเราเป็นคนที่เชื่อว่าถ้าสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในตลาด เราต้องทำให้ดีกว่าที่มีอยู่และตอบโจทย์มากกว่าในตลาด เลยรู้สึกว่าอยากทำแบรนด์กับเพื่อนสนิท เพราะการทำงานคนเดียวมันไม่มีตาหน้า ตาหลัง มันรอบคอบกว่าถ้าทำกับเพื่อนสักคน” นีทเสริม

เราถามอิ้วว่าเหตุผลของการ ‘อยากทำชุดนอน’ คืออะไร

“บ้านเราเป็นโรงงานเย็บเสื้อ ยังไม่เคยเข้าไปช่วยคุณพ่อเลย เพราะทำงานประจำมาตลอด ช่วงก่อนเคยมีความคิดว่าอยากต่อยอดอะไรสักอย่าง บวกกับอยากลองทำธุรกิจด้วยตัวเอง พอคุยกับนีทก็อยากทำชุดนอนเหมือนกัน 

“เราก็เคยใส่ชุดนอนแบรนด์ต่างประเทศแล้วราคาเขาค่อนข้างแพง อยากอุดหนุนคนไทยด้วยกัน แต่พอเสิร์ชดูก็ยังไม่มีสินค้าที่ราคาถูกลงในคุณภาพใกล้เคียงกับต่างประเทศ เราว่าตรงนี้แหละเป็นช่องว่างให้เราเข้าไป”

ย้อนกลับไปหนึ่งปีที่แล้ว หลังสิ้นประโยคลงความเห็นเดียวกันว่า ‘อยากทำชุดนอน’ พวกเธอก็เริ่มทำรีเสิร์ชด้วยตัวเอง ร่อนจดหมายสอบถามคนรอบข้างและเพื่อนพ้อง ว่า Pain Point คืออะไร แล้วเขาอยากได้ชุดนอนแบบไหน

ความน่าสนใจจากการทำรีเสิร์ชคือ เพื่อนของอิ้วบอกกับเธอว่า อยากใส่ชุดนอนที่ไม่ต้องใส่บรา 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด
Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราเข้าใจนะ เพราะเราก็มี Pain Point นี้ บางคนก็ยอมใส่บรานอน ยอมอึดอัด ถามว่าชอบมั้ยก็ไม่ได้ชอบ แต่บังเอิญที่บ้านมีผู้ชายเยอะ บางคนก็บอกว่าอยู่ห้องนอนก็ไม่ได้ใส่บรา พอออกมารับของหน้าบ้านก็ต้องหาเสื้อคลุมมาใส่ทับอีกที ถ้าเราตอบโจทย์ตรงนี้ได้ก็น่าจะดี” อิ้วขยายความ ก่อนนีทจะเสริมว่า“ตอนแรกเราแค่อยากทำชุดนอนที่ใส่แล้วนอนสบาย พออิ้วบอกว่ามีไอเดียนี้ด้วย เราเองยังรู้สึกว่าอยากได้และมันก็ทำให้แบรนด์เรามีจุดขายด้วย”

สาวนิเทศฯ และสาววิศวะ เลยชวนกันคิดตั้งแต่ชื่อแบรนด์ คอนเซปต์ และตำแหน่งทางการตลาด

ชุดนอนได้นอนที่ไม่ต้องใส่บรา

จากโจทย์ของเพื่อนสาวที่อยากได้ชุดนอนไม่ต้องใส่บรา ทำให้เพื่อนสนิทสำรวจตลาดชุดนอนและเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้โดยปราศจากบรา ซึ่งมีเสื้อผ้าบางประเภทที่มีโครงบราเย็บติดกับเนื้อผ้าด้านใน แต่อิ้วว่ามันก็ยังดูเกะกะอึดอัด

“เราจำได้ว่าชุดนอนบางตัวที่เคยใส่มันทำให้เรารู้สึกสบายใจอยู่ข้างเดียว เพราะมีกระเป๋าแค่หนึ่งข้าง” อิ้วพูดพร้อมเสียงหัวเราะ “เราเริ่มจากไอเดียนั้นแหละ ทำผ้าซับเพิ่มความหนาปิดตรงกระเป๋าทั้งสองข้าง เรารู้ว่าสรีระผู้หญิงแต่ละคนไม่เหมือนกัน สูง ต่ำ ห่าง เลยต้องทดลองทำออกมาหลายชุดจนพอจะครอบคลุมสรีระผู้หญิงส่วนใหญ่”

เสื้อคอปกฮาวายหน้าตาเหมือนชุดนอนที่เราคุ้นเคยกันเป๊ะ ต่างกันตรงกระเป๋าหน้าที่มองผิวเผินก็ดูปกติธรรมดา แต่พอมือได้ลองสัมผัสกับพบความหนา สองสาวเฉลยว่าพวกเธอใช้ผ้าซ้อนกันสามชั้นเพื่อให้ความหนาพอดิบพอดี

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราลองพับตั้งแต่หนึ่งชั้น พับสองชั้น พับแปดชั้น ทำตัวอย่างเกือบสิบหกตัวได้ จนกว่าจะได้แบบที่เราชอบ ซึ่งวิธีการทำกระเป๋าให้หนามันก็ไม่ได้ซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าชุดนอนเปลี่ยนไปจากที่มันเป็น เขาใส่เหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนชุดนอนปกติ แต่เขาจะได้ความสบายใจเพิ่มขึ้นจากชุดนอนของเรา” นีทเล่าความตั้งใจเหยาะลงไป

ก่อนจะวางตลาด พวกเธอก็เป็นหนูทดลองใส่ชุดนอนตะลอนทัวร์ร้านสะดวกซื้อ การันตีความสบาย

“เราต้องใส่จนรู้สึกว่าตัวเองสบายใจที่จะใส่ แล้วค่อยให้เพื่อนสนิทใส่ พอเพื่อนบอกว่าใช้ได้ เราถึงขายให้ลูกค้า แต่มีช่วงหนึ่งที่เราเกือบไม่ได้ไปต่อ มันยากและเป็นเรื่องใหม่มากของสังคมไทย ถ้าเป็นเมืองนอกคงไม่แปลกที่ Braless ซึ่งการ Braless ในประเทศไทย กลายเป็นเรื่องความสบายใจตอนจะนอนของผู้หญิงมากกว่า” นีทเสนอความเห็น

รายละเอียดเล็กจิ๋วที่พวกเธอเพิ่มลงในชุดนอนก็มีตั้งแต่แขนเสื้อที่ไม่กว้างจนมองเห็นด้านใน ความยาวเสื้อเหนือบั้นท้ายที่ไม่เกะกะรุงรัง และกางเกงนอนขายาวที่ขาไม่กองถึงข้อ เหมาะสมพอดีกับค่าเฉลี่ยส่วนสูงผู้หญิงไทย

นักขายเล่าติดตลกว่า แพตเทิร์นเสื้อผ้าทั้งหมดผ่านการออกแบบจากดีไซเนอร์ นีท-อิ้ว ไม่ซ้ำใครแน่นอน!

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

นอนหลับสบายด้วยสีบำบัด

“ชุดนอนในอุดมคติคือชุดนอนที่ใส่แล้วนอนหลับ ต้องสบายกายและสบายใจ” อิ้วเฉลย

อีกหนึ่งความสบายที่ส่งผลกับการนอนหลับปุ๋ยคือ เนื้อผ้าและผิวสัมผัส คู่หูนีท-อิ้ว เลือกใช้เนื้อผ้าชนิดใหม่สำหรับตลาดชุดนอนเมืองไทย ขอชวนคุณทำความรู้จักผ้าคอตตอนซาติน ทำจากเส้นใยฝ้ายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทอด้วยเทคนิคซาติน ได้ผ้านุ่มเด้งเนื้อเงางาม ระบายอากาศได้ดี ไม่เก็บเหงื่อ ไม่ลู่เข้าตัว แถมนิ่มกว่าคอตตอนทั่วไป

โชคดีมากที่นักช้อปตัวยงและคนรักชุดนอนเปิดใจและอ้าแขนรับ คอนตอนซาติน น้องใหม่ของวงการ

(อิ้วเสริมว่า ซาตินไม่ใช่ชนิดผ้าแต่เป็นวิธีการทอแบบซาติน ที่เห็นเนื้อมันวาวคือเส้นใยโพลีเอสเตอร์)

ความพิเศษบวก 10 คะแนนยกให้สีสันและลวดลาย ที่นีทได้รับคำแนะนำจาก ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัด ผู้ก่อตั้ง Studio Persona จนเราเพิ่งถึงบางอ้อว่า สีและประสบการณ์ก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเช่นกัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราว่าสีมีผลต่ออารมณ์ค่อนข้างเยอะ แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสีและการมองเห็น เลยเริ่มสนใจศาสตร์ Color Theory พอหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตถึงรู้ว่าสีมีผลกับการนอน เราเจอทฤษฎี Chromotherapy ก็หาข้อมูลต่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่พอ เลยเจอครูปัท เขามีความรู้เรื่องศิลปะบำบัด” นีทเล่าความอิน

“เรารู้สึกว่านีทเป็นคนที่ถ้าอยากรู้อะไรหรืออยากทำอะไร เขาต้องรู้ลึก รู้จริง” อิ้วพูดขึ้นทันที

“เพราะเรากลัวเรารู้ไม่จริง เวลาจะขายของอะไร ต้องรู้จริง” นักพิชชิ่งเผยไต๋ “ครูปัทเล่าเรื่องทฤษฎีสีให้ฟังว่า สีกับประสบการณ์ และ สีกับความรู้สึก มันเกี่ยวข้องกัน ซึ่งสีที่ดีที่เหมาะกับการนอนคือสีโทนเย็น ส่วนศาสตร์ Chromotherapy จะบอกว่าสีขาวดีที่สุด ช่วยในการหลั่ง Sleep Hormone (เมลาโทนิน) สีฟ้า สีเขียว ช่วยคลายความเหนื่อยล้า

“สีโทนร้อนอาจเหมาะกับประสบการณ์ของบางคน แต่เราจะไม่นำสีเหล่านั้นมาเป็นพื้นสีของชุดนอน เช่น สีแดง สีส้ม ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจเกินไปหน่อยสำหรับการนอน แต่เราจะเสริมตามจุดเล็กๆ ที่ไม่ดึงสายตา เช่น เกสรดอกไม้ โดยเราพยายามใช้สีให้หลากหลายที่สุด อย่างที่บอกว่าประสบการณ์แต่ละคนที่มีต่อสีก็ไม่เหมือนกัน”

สีสันของชุดนอนเลยกลายเป็นสีสบายโทนเย็น มองแล้วเพลินสายตา ส่วนลวดลายนีท-อิ้ว ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ในการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง 7 ลาย ครอบคลุมคอนเซปต์ธรรมชาติ เรียบง่าย สบายตา และเข้าถึงได้

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เรามีข้อจำกัดเรื่องสีและลาย ลายต้องไม่พร้อย ยอมรับว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ยังไม่ได้รีเสิร์ชมา แต่เราอยากทำชุดนอนให้ใส่สบายกาย สบายใจ และสบายแม้กระทั่งสายตา เลยเน้นระยะห่างของลาย ไม่ให้ชิดไป ไม่ให้แน่นไป พอทำงานกับดีไซเนอร์ เราบรีฟเขาได้ว่าเราต้องการอะไร” นีทเล่าข้อดีของการมีตัวช่วยที่ถูกคน ถูกที่ และถูกทาง

ชุดนอนแขนเสื้อเข้าคู่กับกางเกงขาสั้นและกางเกงขายาวมีลายให้เลือกสรรค์ทั้งลายดอกคาโมมายล์ ลายน้อน (น้อง) เบคอน ลายขนนก ลายใบไม้ และลายตารางสุดคลาสสิก เห็นแล้วก็อยากเหมาลงตะกร้าเสียให้หมด!

ด้วยลวดลายที่ออกแบบเองทำให้ Slip to Sleep ต้องใช้บริการพิมพ์ผ้าแบบดิจิทัล อิ้วกระซิบว่ากระบวนการดิจิทัลพรินติ้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าการพิมพ์ผ้าด้วยการสกรีนแบบเก่าเยอะมาก เธอขอแถลงไขให้เราฟัง

“เรามีเพื่อนที่ทำโรงพิมพ์พอดี เขาแนะนำให้เราทำดิจิตัลพรินติ้ง ราคาสูงกว่าหน่อย แต่ช่วยลด Waste ได้ ปกติสกรีนผ้าจะต้องใช้บล็อกพิมพ์ มันใช้ซ้ำได้ก็จริง แต่ต้องใช้น้ำล้างทำความสะอาดเยอะ สารเคมีก็เยอะกว่า ส่วนน้ำหมึก ดิจิตัลพรินติ้งใช้น้ำหมึกน้อยกว่าการสกรีนแน่นอน และการสูญเสียผ้า ก่อนจะขึ้นงานจริงต้องเทสผ้าค่อนข้างเยอะ 

“พอเราส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ สีไม่ได้ออกมาตามนั้นเลย การสกรีนแบบบล็อกพิมพ์ต้องสั่งผ้ามาเทสขั้นต่ำห้าหลา ขณะที่ดิจิตัลพรินติ้งพิมพ์ผ้าเท่ากระดาษ A4 สามแผ่นมาดูได้เลย ทำให้ลดการสูญเสียผ้าได้มากถึงสิบห้าหลา”

ขอเอ่ยปากชื่นชม Slip to Sleep ที่สร้างสรรค์ชุดนอนที่เป็นมิตรกับโลกใบนี้

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

ทำการตลาดเอง เลยเห็นโอกาส

เมื่อนักพิชชิ่งต้องผันตัวเป็นนักการตลาด สร้างความท้าทายลูกใหญ่ให้นีทไม่น้อย 

“มาร์เก็ตติ้งใหม่มากสำหรับเราสองคน อิ้วเป็นสายกลยุทธ์ ส่วนเราเป็นสายพูดเพื่อขาย เรารู้อยู่แล้วว่าเรามีสินค้าที่พร้อมจะขาย มีหลายคนบอกให้จ้างที่ปรึกษา แต่เราไม่คิดลงเงินกับสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะเราอยากลองเรียนรู้” 

ด้วยงบประมาณจำกัดพวกเธอตัดสินใจวางขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะตั้งมั่นไว้แล้วกลุ่มเป้าหมายของ Slip to Sleep อยู่ในนั้น ซึ่งอินสตาแกรมเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันที่เธอลุยทำการตลาดและเปิดหน้าร้าน

นีท-อิ้ว แนะนำแบรนด์ชุดนอนด้วยหมัดเด็ดมัดใจทั้งสี ลาย และโนบรา จนลูกค้ารับรู้และติดหนึบ

“อินสตาแกรมน่าจะเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดกับสินค้าของเรา แล้วชุดนอนก็เป็นสินค้าที่คนสนับสนุนง่าย เพราะเขาต้องใส่อยู่แล้ว ตลาดอีกอันที่เราใช้คือ ‘จุฬาฯมาร์เก็ตเพลส’ ค่อนข้างได้ผลดีและมีกลุ่มลูกค้าสูงอายุเพิ่มขึ้น จากนั้นเราลงอีคอมเมิร์ช ก็กลายเป็นเพิ่มฐานลูกค้าต่างจังหวัด ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อซ้ำเยอะขึ้นแล้ว” นีทเล่า

จากวันที่แบรนด์ชุดนอนน้องใหม่โบกมือแนะนำตัวด้วยความน่ารักและจริงใจ พวกเธอได้รับเสียงโห่ร้องยินดีมากมาย แถมรู้จักและรู้ใจลูกค้าของตัวเอง ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาสินค้า ปรับนู่นนิด ปรับนั่นหน่อย จนเดินหน้าครอบครองพื้นที่บนเตียงนอน มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาซื้อซ้ำ โดยนีท-อิ้ว เพิ่งเปิดตลาดได้เพียง 4 เดือน (เท่านั้น)

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด
Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราทำเอง เรียนรู้เอง มันทำให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เข้าใจตลาดมากขึ้น เรารู้ว่าลูกค้าเราชอบแบบไหน ชอบให้สื่อสารแบบไหน ชอบให้พูดถึงสินค้าแบบไหน แล้วเรากับนีทเป็นคนละเอียดทั้งคู่ เราเป็นสายตัวเลข นีทเป็นสายคุณภาพ” อิ้วพูดขึ้นมา ก่อนนีทจะเสริม “ด้วยความที่เราค่อยๆ ทำ ได้ลองผิดลองถูก มันจะมีบางอย่างที่ไม่เวิร์ก เราก็เก็บเป็นข้อมูล แล้วก็เปลี่ยนวิธี จนมันเวิร์ก พอเรารู้แล้วว่าเราต้องทำยังไง มันทำให้การตลาดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เรื่องน่ายินดีคือมีกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ตบเท้ามาจับจ่ายเพียบ จากแค่ชุดนอนเพื่อหญิงสาว กลายเป็นชุดนอนคู่รักที่ผู้ชายก็ใส่ได้ มีกลุ่มลูกค้าสูงวัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่คุณลูกซื้อให้ใส่ และกลุ่มคุณแม่ให้นมลูก บรรดาคุณแม่กระซิบมาว่าถูกใจกระเป๋าหนา เวลาให้นมเสร็จแล้วน้ำนมไม่ซึมออกมาด้านนอก, ยิ่งลงมือเรียนรู้เอง ยิ่งทำให้เห็นโอกาส

“ทุกอย่างมาไกลกว่าที่คิดมาก เราโชคดีที่เราและอิ้วมีพื้นฐานความตั้งใจและวินัยการทำงาน เมื่อมันออกมาในชื่อเราทั้งคู่ ต่อให้เป็นเพื่อนหรือครอบครัว เราก็ต้องขายสิ่งที่ดีที่สุดที่เรารู้สึกว่ามันดีที่สุดอยู่แล้ว แล้วเราก็เป็นนักขายคนหนึ่งที่มั่นใจว่า ถ้าโปรดักต์ไม่ดีเราขายไม่ได้ ถ้าจะขายก็ต้องจริงใจที่สุด การทำ Slip to Sleep มาจากความตั้งใจที่สุดของเรา ณ ตอนนั้น ล็อตแรกอาจจะไม่ใช่เดอะเบสชุดนอน แต่เราพัฒนามันมาในทางที่ดีขึ้นทุกวัน” นักขายยืนยัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

ทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท ใครว่าไม่สนุก

“เราทุกคนล้วนเคยได้ยินมาว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อนและครอบครัว” นีทเกริ่น

“โชดดีที่เรากับอิ้วคุยกันตั้งแต่แรกว่าถ้าเราจะทะเลาะกันหรืออะไรก็ตาม อย่าลืมเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ Slip to Sleep ดีที่สุด ถึงเราจะคิดต่างกัน แต่เราคิดเพื่อพัฒนาแบรนด์ สุดท้ายเราจะกลับมาที่แพสชันและจุดมุ่งหมายเดียวกัน แม้เราจะต้องอยู่ในจุดที่ไม่เข้าใจกันมากๆ พอผลลัพธ์ออกมา มันยิ่งทำให้เรารู้ว่าถูกแล้วที่เราทะเลาะกัน

“เราเลยรู้สึกว่าถ้าทำงานอะไรก็ตามแล้วทุกอย่างมันดีไปหมด มันก็ไม่ก่ออะไร มันต้องมีติเพื่อก่อ ให้โปรดักต์พัฒนาอยู่ตลอด พอเรามีประสบการณ์ อิ้วมีประสบการณ์ ต่างคนต่างมีพื้นฐานลึกๆ ที่เชื่อประสบการณ์ของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราไม่เป็นน้ำที่เต็มแก้ว เราฟังเพื่อน เราฟังคนรอบข้าง กลับกลายเป็นว่าผลลัพธ์ที่เกิดมันดีจริงๆ

“เราชอบประโยคหนึ่งที่นีทบอก เราก็เหมือนแฟนกันแหละ ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ทะเลาะเสร็จก็แค่คุยกัน กลับมาดีกัน การสื่อสารเลยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ตามที่นีทบอกว่าเราค่อนข้างต่างกัน เรียนคนละแบบ คิดคนละแบบ เลยต้องมีการเคลียร์ใจกันทุกเดือน” อิ้วหัวเราะ “ต้องคอยจูนกันและหาตรงกลางเพื่อให้เราเดินหน้าต่อไปได้”

“เคลียร์ใจเป็นพารากราฟนะคะ” เพื่อนซี้ขำร่วน “น่าจะหนึ่งหน้า A4 ที่พิมพ์มาก่อนนอน ตื่นมาก็จะแบบ ห๊า! บางทีเราก็พิมพ์ บางทีอิ้วก็พิมพ์ เรามีงานประจำกันทั้งคู่ Slip to Sleep กลายเป็นงานเสริม เราก็ต้องโฟกัสงานประจำ เลยไม่มีเวลาคุยกันเยอะมาก ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอันไหนไม่โอเค จะหันหน้าคุยกันแล้ว เพราะเรารู้ว่าถ้าไม่เคลียร์กัน บรรยากาศการทำงานจะไปต่อยาก ซึ่งเราคิดว่าถ้ารักทั้งแบรนด์และรักทั้งความสัมพันธ์ เราก็ต้องพยุงไปด้วยกัน” นีทส่งรอยยิ้ม

“อีกประเด็นที่เราเรียนรู้จากอิ้วคือ อย่ากลัวความต่าง แต่จงยอมรับความต่าง ถ้าเราใช้ความต่างในทางที่ถูกต้องมันจะทำให้เราได้ในสิ่งที่ดียิ่งขึ้น แม้ตอนแรกเราจะคิดว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเราหาความลงตัวในความต่างนั้นได้ มันจะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งความต่างก็ทำให้เราเห็นจุดด้อยของตัวเองที่ควรพัฒนาให้ดีขึ้นด้วย”

คู่หูบอกว่าการทำธุรกิจกับเพื่อนมีทั้ง ‘สุข’ และ ‘ทุกข์’ ปนกัน ดูจากแววตาทั้งคู่ค่อนข้างบอกว่าเป็น ‘สุข’

เราหวังว่าเรื่องราวของเพื่อนสนิทและนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ชุดนอนจะทำให้คุณหลับฝันดี 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

Lesson Learn

หนึ่ง 

“ถ้าอยากขายอะไรต้องมั่นใจก่อนว่าตัวเราเองก็รักและชอบสิ่งนั้น”

สอง

“เราต้องการรู้ให้ได้มากที่สุดว่าลูกค้าเราเป็นใคร เขาชอบแบบไหน การทำการตลาดด้วยตัวเองทำให้เรารู้จักลูกค้าและเข้าใจอินไซด์ของเขาจริงๆ เราเอาข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดและมองเห็นโอกาสตลาดใหม่จากตรงนี้ได้”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2560
1.69 K

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ศิลปินหนุ่มเจ้าของแกลเลอรี่ Seescape แห่งเชียงใหม่ นัดพบเราที่บ้านหลังสวยของเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองนัก เมื่อก้าวเข้ารั้วบ้าน เราก็สะดุดตากับกรอบหน้าต่างโลหะสวยแปลกหลากรูปทรง ตั้งแต่วงกลมจนถึงก้อนเมฆแสนละมุน ซึ่งติดอยู่บนประตูและกำแพง

นี่คือ ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างทำมือที่ชื่อสื่อถึงการเป็นตัวกลางระหว่างภายในที่อยู่อาศัยและธรรมชาติภายนอก (ชาวทวิภพมักเรียกสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นว่า ‘ช่องเปิด’ แทน ‘หน้าต่าง’ เพื่อให้รู้ว่างานพวกเขามีความอิสระกว่าหน้าต่างทั่วไป) ทวิภพเป็นทั้งธุรกิจใหม่เอี่ยมอายุราวครึ่งปีของต่อลาภกับเพื่อนหุ้นส่วนอีก 3 คนคือ ฬุริยา สิงเห, ธารวิมล ขันสุธรรม และ ตฤณ พูลทรัพย์ รวมถึงเป็นสิ่งที่ต่อลาภพูดเต็มปากว่าคืองานศิลปะชิ้นใหม่

อะไรทำให้ศิลปินลงมือออกแบบกรอบหน้าต่าง อะไรทำให้ทวิภพกลายเป็นธุรกิจแทนการทำเป็นคอลเลกชันจัดแสดงในแกลเลอรี่

ต่อลาภและเพื่อนนั่งลงบนโซฟา ย้อนเล่าเรื่องธุรกิจที่เกาะเกี่ยวแนบแน่นกับคำว่าศิลปะให้เราฟัง

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างที่อยากเห็นแต่ไม่เคยเห็น

ต่อลาภ: ผมเริ่มเข้าไปอยู่ในวงการก่อสร้างและการออกแบบพื้นที่ การตกแต่งภายใน ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งทวิภพก็เริ่มจากความบ้าของผมที่ชอบออกแบบสิ่งร่วมสมัย ดูพิเศษจากความธรรมดานิดหนึ่ง แล้วจุดที่จะมาติดขัดเสมอคือเรื่องช่องเปิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู มันหาสิ่งที่เข้ากับความคิดของเราไม่ได้ เวลาผมทำงานประเภทนั้น  ถ้าไม่ดัดเองก็ไปจ้างคนทำรูปทรงแปลกๆ บ้าง  แล้วก็เลยเห็นช่องว่างตรงนี้ว่า ถ้าเราทำมันขึ้นมาโดยที่ทุกคนเอาไปใช้ได้กึ่งสำเร็จรูปเลย ก็น่าจะสะดวกสบาย

หน้าต่างที่เพิ่มสุนทรีย์และเชื่อมต่อคนกับธรรมชาติ

ต่อลาภ: อีกเหตุผลที่ผมทำทวิภพคือ งานสถาปัตยกรรมมันเพิ่มความพิเศษโดยการเปลี่ยนแค่สิ่งเล็กๆ เอง สมมติว่าเรามีกำแพงสีขาวหนึ่งอัน การมีช่องเปิดที่เปลี่ยนไปจากความคุ้นชินแค่อันเดียวจะทำให้กำแพงเปลี่ยนไปทั้งอัน เปลี่ยนแปลงไปทั้งตึกเลย ผมก็มองว่า ถ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความพิเศษในการอยู่อาศัย แบบที่เห็นความสำคัญของการอยู่อาศัย และเห็นความสำคัญของสุนทรียศาสตร์ ซึ่งผมเชื่อว่าการอยู่อาศัยต้องคำนวณเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่อยู่ในกล่องแล้วผ่อนไป 30 ปี เราก็มาเปลี่ยนที่สิ่งเล็กๆ นี้ก่อนก็ได้ เพราะยังไปเปลี่ยนทั้งอาคารไม่ได้ แรงยังไม่พอ และหน้าต่างนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนที่คนไม่ต้องใช้เงินเยอะมาก แค่ซื้อหน้าต่างของเราไปติดนิดหนึ่งก็เปลี่ยนมุมมองของคอนโดหรือที่อยู่ของเขาเองได้ ไม่ได้ยุ่งยากจนต้องจ้างดีไซเนอร์หรือเสียหลายแสน คุณทำเองได้ จ้างช่างมา 500 บาทก็ติดได้แล้ว

นอกจากนี้ แนวคิดของช่องเปิดคือการใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยต้องอาศัยอยู่ภายใน โดยมีภายนอกที่มีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งช่องเปิดก็ทำหน้าที่เป็นตรงกลางระหว่างการเชื่อมต่อของชีวิตเรากับธรรมชาติ คือ แสง ลม ผู้คน ยุง หมา ทวิภพเป็นตรงกลางนั้น ที่เราตั้งชื่อแบรนด์ว่าเป็นทวิภพ ก็คือช่องเปิดนี้เป็นภพระหว่างภายในกับภายนอก

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ

หน้าต่างที่เป็นงานศิลปะทำมือ

ต่อลาภ: ผมคิดว่าหน้าต่างของผมเป็นศิลปะ แต่จะทำยังไงให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในการใช้ชีวิต ผมก็เลยเปลี่ยนมุมมองการอยู่อาศัยของทุกคนด้วยการเปลี่ยนหน้าตาช่องเปิดให้เปลี่ยนไป มันเข้าถึงผู้คนและคนมีความเข้าใจกับมันได้ง่ายกว่างานศิลปะชิ้นอื่นของผม ผมกำลังสนใจว่าศิลปะร่วมสมัยจะไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยได้หรือเปล่า อันนี้มันฝังเข้าไปในอาคารที่คุณอยู่เลย ผมว่าประเด็นของหน้าที่ศิลปะที่ไปอยู่ตรงนั้นน่าสนใจ

ตอนนี้เรามีหน้าต่างประมาณ 6 แบบ บางรูปทรงได้มาจากการ์ตูน ดราก้อนบอล บ้าง บางอันได้มาจากประตูเรือบ้าง หนังอวกาศสมัยเด็กบ้าง ผมผสมผสานหมดเลย แต่ผสมด้วยแนวคิดที่ว่าหน้าต่างไม่หวือหวาจนอยู่ในอาคารปกติไม่ได้ แต่ก็พิเศษเพียงพอที่ทำให้มุมมองของการมองโลกเปลี่ยนได้ ยังไงก็ตาม ผมไม่อยากให้หน้าต่างหลากหลายมาก เพราะเราลองเอามาทำเอง เชื่อไหมว่านี่เป็นหน้าต่างแฮนด์เมด คือดัดด้วยมือ ซึ่งพอมาทำเองโดยโรงงานมีคนทำอยู่ 2 คนมันไม่รอดหรอกถ้ามีหลายแบบ แล้วคนทั่วไปส่วนใหญ่จะอยากให้ธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรม แต่วิธีการทำงานของผมไม่เคยไปสู่อุตสาหกรรมเลย เพราะผมเชื่อว่าความพิเศษน่าจะอยู่ที่ใครเป็นคนทำ ไม่รู้ผมเชื่อผิดหรือเปล่านะ ถ้าเชื่อถูกอาจจะรวยแล้วก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราให้คนที่สร้างสิ่งหนึ่งใกล้ชิดกับคนที่ใช้สิ่งหนึ่งมากที่สุด เขาจะเห็นคุณค่าของการปฏิสัมพันธ์นั้น

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างเพื่อคนเห็นคุณค่างานศิลปะ

ฬุริยา: สำหรับเรื่องกลุ่มลูกค้า เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้จริง เริ่มต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ทวิภพไม่ใช่สินค้าเชิงอุตสาหกรรม แต่มันคือชิ้นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในที่อาศัยได้ คราวนี้ก็ต้องมาคิดว่า คนที่จะใช้มันต้องเป็นกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เขาต้องชื่นชมศิลปะในระดับหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายก็น่าจะเป็นคนอายุประมาณ 20 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ ที่กำลังมองหาบ้าน กำลังจะสร้างบ้าน หรือสร้างมาแล้ว และมีรสนิยมในเชิงศิลปะในระดับหนึ่ง รวมถึงก็ต้องรู้จักพี่เหิรด้วย เพราะเขาจะรู้ว่าพี่เหิรมีสไตล์ในการทำงานแบบนี้ งานที่ออกมาจะเป็นแบบนี้ ถ้าเขาซื้อหน้าต่างบานนี้ก็เหมือนเขาซื้องานศิลปะของพี่เหิรกลายๆ

แต่ความยากของการทำแบรนด์นี้ก็คือ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราเล็งไว้ เพราะว่าถ้าเกิดจะไป ตัวเราต้องวิ่งเร็วกว่านี้ ต้องเน้นการขายหน่อย ซึ่งมันก็ก้ำกึ่ง ถ้าเราเน้นขายขนาดนั้นก็ดูเป็นแมสไป เราไม่อยากดูแมส ก็เลยค่อยๆ ไป ก็ดูว่ามีโอกาสได้ไปร่วมงานๆ นี้เพื่อที่จะเปิดตัวแบรนด์ไหม แต่ก็ดูภาพลักษณ์ของงานด้วยว่าเป็นงานเฟอร์นิเจอร์แบบอุตสาหกรรมหรือเป็นงานทำมือ

ต่อลาภ: ส่วนเรื่องราคาก็ตั้งให้เหมาะสมกับคนที่ซื้อไปได้ โดยที่ไม่ได้ถูกไปและแพงไป ส่วนอะไรคือถูกไปหรือแพงไป อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเลย ถ้าเราอยู่ในเชียงใหม่ งานห้าหมื่นหรือแสนนึงอาจแพงไป แต่ถ้าเราย้ายไปสิงคโปร์ งานชิ้นเดียวอาจเป็นแค่งานตกแต่ง ราคาศิลปะเลยกำหนดไม่ได้ว่าแพงไปหรือถูกไปแบบตายตัวขนาดนั้น ซึ่งเรากำหนดราคาของทวิภพโดยคิดว่า ถ้าเป็นเรา เราซื้อเก้าอี้ได้ในราคาตัวละสามพันกว่า งั้นก็ซื้อหน้าต่างนี้ไหววะ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่ยังคงพัฒนา  

ต่อลาภ: ช่องเปิดที่ดีสำหรับผม ถ้าในเชิงการใช้งานคือต้องเปิดดี อยู่ในตำแหน่งที่โอเค มองแล้วไม่ต้องก้ม แล้วก็อยู่ในจังหวะที่เรายืนผ่อนคลายดูข้างนอก อยู่ในทิศทางที่ดี เปิดดี กันน้ำได้บ้าง ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่ 100% เราก็ต้องค่อยๆ ศึกษาและปรับเปลี่ยนกันไป

หน้าต่างในความหมายใหม่

ต่อลาภ: ส่วนใหญ่ผลตอบรับที่กลับมาจะมองว่าหน้าต่างเป็นรูปทรงนี้ได้ด้วยหรอ หรือใส่ตรงนี้ได้ด้วยหรอ เขาคิดว่ามันมีแค่ทรงกลมกับสี่เหลี่ยมเฉยๆ พอเห็นมันเป็นอย่างอื่นได้เขาก็มีคำถาม ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด ทุกอย่างมันมีความเป็นไปได้ อย่ายอมจำนนว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เราเห็นงานออกแบบดีมากเลย ดูเป็นแนวอวกาศมากเลย แต่หน้าต่างเป็นแบบธรรมดา บางทีมันก็ไม่เข้ากัน ซึ่งเราคิดว่ามันต้องเข้ากันหมด คิดว่าต้องคิดให้เสร็จทั้งกระบวนการ และเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานออกแบบทำได้ครบวงจรจริงๆ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่เป็นการทดลองเพื่อก้าวต่อไป

ต่อลาภ: ที่จริงผมกำลังวางโปรเจกต์อีกอันซึ่งใหญ่กว่าหน้าต่าง เป็นอาคารที่ทวิภพจะเป็นส่วนประกอบ แต่ผมเริ่มทำได้แค่หน้าต่างก่อน เพราะแบรนด์นี้เป็นจุดเริ่มที่ทำง่ายกว่า ใช้งบในการทดลองน้อยกว่า เป็นขั้นตอนตามกำลัง ผมไม่ได้เป็นลักษณะที่คิดโปรเจกต์ปุ๊บ เอาไปเสนอ ได้เงินก้อนใหญ่มา แล้วทำเลย ผมทำแบบนั้นไม่เป็นแล้วก็ไม่ใช่สไตล์ผมด้วย ผมอยากทดลองไปอย่างช้าๆ เชื่อในความช้า เหมือนแกลเลอรี่ Seescape กว่าคนจะยอมรับว่ามันเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยและมีชีวิตขนาดนี้ มันก็ใช้เวลาเป็นเก้าปีสิบปี ผมเชื่อในความหนืดเหนียวแบบจะทำวะ ไม่ยอมเลิกมากกว่า ผมจะชื่นชมคนแบบนั้นมากกว่า

สำหรับเรื่องอนาคตของแบรนด์ ผมมองว่าถ้าสิ่งที่เชื่อและทำไปอยู่ในความคิดของคนได้เยอะที่สุด ผมจะแฮปปี้ ส่วนเรื่องยอดขายอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น คือถ้าขายได้ดีก็ เย่! จะได้ไปสร้างอีกโปรเจกต์เร็วขึ้นหน่อย ที่จริงการทำทวิภพขึ้นมาก็คือความสำเร็จแล้ว แล้วผมว่ามันไม่มีทางล้มเหลวในเชิงตัวเงิน เพราะเราไม่ได้คิดในเชิงว่าลงทุนทีหลายล้าน เราได้ทำในสิ่งที่มันค่อยๆ ไป ถ้าจะมีสิ่งที่ดูเป็นความล้มเหลวก็คือเรื่องเวลาที่ลงไป แต่ถ้าเรามองเวลานั้นเหมือนการได้ทดลองความเชื่อบางอย่าง นั่นก็เป็นกำไรมากกว่า แต่ขายดีก็ดีนะ ถ้าโปรโมตได้ก็มาช่วยซื้อหน่อย (หัวเราะ)

ทวิภพ
Facebook l Tawipob window design
 

The Rules

  1. ตั้งคำถามกับเทรนด์ต่างๆ  แล้วสร้างสรรค์เทรนด์ของตัวเองขึ้นมาและส่งกลับไปสู่สังคม
  2. เอาความเป็นท้องถิ่นที่อยู่รอบตัวมาใช้
  3. ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ลงมือทำ เดี๋ยวงานจะตอบเราเอง แต่สำหรับงานออกแบบ ต้องรักษาสมดุลเรื่องนี้ให้ดีกว่างานศิลปะ เนื่องจากเราไม่ได้ทำงานคนเดียว จึงต้องคิดให้ชัดเจนในหัวมากกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ก่อนลงมือ อย่าแก้ไปเรื่อยๆ หลายรอบเหมือนเวลาทำงานศิลปะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load