เห็นคำโฆษณา ‘ชุดนอนไม่ได้นอน’ มาก็มาก เจอปัญหาใส่ชุดนอนแล้วไม่ได้นอนมาก็มากเช่นกัน ไม่ได้จะเผยความลับต่ำกว่าสะดือ แต่ชุดนอนในกรุที่เคยมีดันไม่ถูกใจ นอกจากจะไม่สบายตัว เวลาเนื้อผ้ามันวาวเจอกับเหงื่อหยดน้อยก็ติดหนึบหนับแนบลำตัว พลิกซ้าย-พลิกขวา ตาตั้งเป็นนกฮูก จนต้องยอมลุกมาเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวเก่า

แถมการนอนหลับแบบ Braless ก็สบายอย่าบอกใคร จะว่าไปเจ้าบราคู่ใจก็เปรียบเสมือนเพื่อนยาก อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจดี แต่บางทีก็อยากเป็นตัวเองโดยปราศจากเนื้อผ้ารัดตึงมีสายรั้งบ่า พอมือทึ้งออกก็ค้นพบความสุขฉบับโตงเตงที่ซ่อนอยู่ในชุดนอนตัวโคร่ง ซึ่งการ Braless ก็อาจสร้างความไม่สบายใจเมื่อต้องเดินตัวโก่ง มือหนึ่งกอดอก อีกมือดึงเสื้อให้ใหญ่กว่าปกติ แล้วเดินออกไปรับกล่องพัสดุหรืออาหารจานอร่อยที่คุณพี่คนขับบิดมาส่งถึงหน้าประตู

ปัญหานี้จะหมดไป เราขอนำเสนอ! สลิป ทู สลีป โปรดฟังอีกครั้ง สลิป ทู สลีป 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

การจับคู่กันของเพื่อนสนิท นีท-อมลานันท์ สังสิทธิวงศ์ และ อิ้ว-วรรณิต บุญเจริญทวีสุข คือความลงตัวท่ามกลางความแตกต่างที่พากันสร้างสิ่งใหม่อย่าง Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนที่ยืนยัน-นอนยันว่าเป็น ชุดนอนได้นอน ใส่แล้วสบายกาย สบายใจ พกความพิเศษมามัดใจคนรักชุดนอนด้วยเนื้อผ้า สีสัน ที่สำคัญไม่ต้องใส่บรา!

ขอชี้แจงแถลงไขความดีงามที่คุณได้ยินได้ฟังแล้วจะต้องกด Add Cart, หนึ่ง เป็นชุดนอนที่ทำจากผ้าคอตตอนซาติน ผ้าฝ้ายแท้เนื้อนุ่มลื่น สอง เป็นชุดนอนที่ออกแบบสีและลายด้วยศาสตร์ Color Theory และ Chromotherapy สาม เป็นชุดนอนที่โนบราได้อย่างสบายใจด้วยกระเป๋าเสื้อสองข้างที่หนาจนคนใส่สบายกาย

จุดเริ่มต้นธุรกิจชุดนอนของเพื่อนสนิทเกิดขึ้นในห้องแชต นีท-อิ้ว บอกว่าเป็นการเจอกันของความต่าง

นีทบอกว่าเธอเป็นสาวนิเทศฯ เคยเป็นผู้จัดการให้แบรนด์ไอติมผัดของไทยที่เปิดสาขาในอเมริกา เป็น Educational Consult ส่งนักเรียนไทยมาเรียนไกลถึงนิวยอร์ก ผ่านงานขายพิชชิ่งมาก็มาก คิดและลงมือทำเองคนเดียวได้สบาย ส่วนอิ้วเป็นสาววิศวะอุตสาหการ ทำงานเป็นองค์กร ถนัดวางกลยุทธ์ มีกระบวนการคิดที่มีระบบและแบบแผน

ฟังดูเป็นความต่างของศาสตร์และศิลป์ที่น่าจะร่วมร่างกันแล้วลงล็อก

ผัดแป้งแล้วสวมชุดนอนตัวโปรดมานอนอ่านเรื่องราวของธุรกิจที่อยากให้คุณหลับฝันดีกัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

เริ่มจากของขวัญและห้องสนทนา

เราอยากซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่สาว เขาพูดว่าอยากได้ชุดนอน เราก็เริ่มหาชุดนอนที่ดีที่สุด หาไปหามาก็ยังไม่ตอบโจทย์ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อแบรนด์หนึ่งมาด้วยราคาห้าหกร้อย พอได้ออกมาพี่สาวบอกว่าหลังจากนี้ไม่ต้องซื้อให้อีกแล้วนะ เขาใส่แล้วนอนไม่สบาย ก็เลยคิดอยากจะทำชุดนอน เลยพิมพ์ไปหาอิ้ว เผอิญอิ้วก็อยากทำเหมือนกัน

“เราก็อยากทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว ที่เริ่มจากหนึ่งใหม่หมดเลย สามารถเคลมได้ว่าเราเป็นคนคิด ซึ่งเราเป็นคนที่เชื่อว่าถ้าสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในตลาด เราต้องทำให้ดีกว่าที่มีอยู่และตอบโจทย์มากกว่าในตลาด เลยรู้สึกว่าอยากทำแบรนด์กับเพื่อนสนิท เพราะการทำงานคนเดียวมันไม่มีตาหน้า ตาหลัง มันรอบคอบกว่าถ้าทำกับเพื่อนสักคน” นีทเสริม

เราถามอิ้วว่าเหตุผลของการ ‘อยากทำชุดนอน’ คืออะไร

“บ้านเราเป็นโรงงานเย็บเสื้อ ยังไม่เคยเข้าไปช่วยคุณพ่อเลย เพราะทำงานประจำมาตลอด ช่วงก่อนเคยมีความคิดว่าอยากต่อยอดอะไรสักอย่าง บวกกับอยากลองทำธุรกิจด้วยตัวเอง พอคุยกับนีทก็อยากทำชุดนอนเหมือนกัน 

“เราก็เคยใส่ชุดนอนแบรนด์ต่างประเทศแล้วราคาเขาค่อนข้างแพง อยากอุดหนุนคนไทยด้วยกัน แต่พอเสิร์ชดูก็ยังไม่มีสินค้าที่ราคาถูกลงในคุณภาพใกล้เคียงกับต่างประเทศ เราว่าตรงนี้แหละเป็นช่องว่างให้เราเข้าไป”

ย้อนกลับไปหนึ่งปีที่แล้ว หลังสิ้นประโยคลงความเห็นเดียวกันว่า ‘อยากทำชุดนอน’ พวกเธอก็เริ่มทำรีเสิร์ชด้วยตัวเอง ร่อนจดหมายสอบถามคนรอบข้างและเพื่อนพ้อง ว่า Pain Point คืออะไร แล้วเขาอยากได้ชุดนอนแบบไหน

ความน่าสนใจจากการทำรีเสิร์ชคือ เพื่อนของอิ้วบอกกับเธอว่า อยากใส่ชุดนอนที่ไม่ต้องใส่บรา 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด
Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราเข้าใจนะ เพราะเราก็มี Pain Point นี้ บางคนก็ยอมใส่บรานอน ยอมอึดอัด ถามว่าชอบมั้ยก็ไม่ได้ชอบ แต่บังเอิญที่บ้านมีผู้ชายเยอะ บางคนก็บอกว่าอยู่ห้องนอนก็ไม่ได้ใส่บรา พอออกมารับของหน้าบ้านก็ต้องหาเสื้อคลุมมาใส่ทับอีกที ถ้าเราตอบโจทย์ตรงนี้ได้ก็น่าจะดี” อิ้วขยายความ ก่อนนีทจะเสริมว่า“ตอนแรกเราแค่อยากทำชุดนอนที่ใส่แล้วนอนสบาย พออิ้วบอกว่ามีไอเดียนี้ด้วย เราเองยังรู้สึกว่าอยากได้และมันก็ทำให้แบรนด์เรามีจุดขายด้วย”

สาวนิเทศฯ และสาววิศวะ เลยชวนกันคิดตั้งแต่ชื่อแบรนด์ คอนเซปต์ และตำแหน่งทางการตลาด

ชุดนอนได้นอนที่ไม่ต้องใส่บรา

จากโจทย์ของเพื่อนสาวที่อยากได้ชุดนอนไม่ต้องใส่บรา ทำให้เพื่อนสนิทสำรวจตลาดชุดนอนและเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้โดยปราศจากบรา ซึ่งมีเสื้อผ้าบางประเภทที่มีโครงบราเย็บติดกับเนื้อผ้าด้านใน แต่อิ้วว่ามันก็ยังดูเกะกะอึดอัด

“เราจำได้ว่าชุดนอนบางตัวที่เคยใส่มันทำให้เรารู้สึกสบายใจอยู่ข้างเดียว เพราะมีกระเป๋าแค่หนึ่งข้าง” อิ้วพูดพร้อมเสียงหัวเราะ “เราเริ่มจากไอเดียนั้นแหละ ทำผ้าซับเพิ่มความหนาปิดตรงกระเป๋าทั้งสองข้าง เรารู้ว่าสรีระผู้หญิงแต่ละคนไม่เหมือนกัน สูง ต่ำ ห่าง เลยต้องทดลองทำออกมาหลายชุดจนพอจะครอบคลุมสรีระผู้หญิงส่วนใหญ่”

เสื้อคอปกฮาวายหน้าตาเหมือนชุดนอนที่เราคุ้นเคยกันเป๊ะ ต่างกันตรงกระเป๋าหน้าที่มองผิวเผินก็ดูปกติธรรมดา แต่พอมือได้ลองสัมผัสกับพบความหนา สองสาวเฉลยว่าพวกเธอใช้ผ้าซ้อนกันสามชั้นเพื่อให้ความหนาพอดิบพอดี

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราลองพับตั้งแต่หนึ่งชั้น พับสองชั้น พับแปดชั้น ทำตัวอย่างเกือบสิบหกตัวได้ จนกว่าจะได้แบบที่เราชอบ ซึ่งวิธีการทำกระเป๋าให้หนามันก็ไม่ได้ซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าชุดนอนเปลี่ยนไปจากที่มันเป็น เขาใส่เหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนชุดนอนปกติ แต่เขาจะได้ความสบายใจเพิ่มขึ้นจากชุดนอนของเรา” นีทเล่าความตั้งใจเหยาะลงไป

ก่อนจะวางตลาด พวกเธอก็เป็นหนูทดลองใส่ชุดนอนตะลอนทัวร์ร้านสะดวกซื้อ การันตีความสบาย

“เราต้องใส่จนรู้สึกว่าตัวเองสบายใจที่จะใส่ แล้วค่อยให้เพื่อนสนิทใส่ พอเพื่อนบอกว่าใช้ได้ เราถึงขายให้ลูกค้า แต่มีช่วงหนึ่งที่เราเกือบไม่ได้ไปต่อ มันยากและเป็นเรื่องใหม่มากของสังคมไทย ถ้าเป็นเมืองนอกคงไม่แปลกที่ Braless ซึ่งการ Braless ในประเทศไทย กลายเป็นเรื่องความสบายใจตอนจะนอนของผู้หญิงมากกว่า” นีทเสนอความเห็น

รายละเอียดเล็กจิ๋วที่พวกเธอเพิ่มลงในชุดนอนก็มีตั้งแต่แขนเสื้อที่ไม่กว้างจนมองเห็นด้านใน ความยาวเสื้อเหนือบั้นท้ายที่ไม่เกะกะรุงรัง และกางเกงนอนขายาวที่ขาไม่กองถึงข้อ เหมาะสมพอดีกับค่าเฉลี่ยส่วนสูงผู้หญิงไทย

นักขายเล่าติดตลกว่า แพตเทิร์นเสื้อผ้าทั้งหมดผ่านการออกแบบจากดีไซเนอร์ นีท-อิ้ว ไม่ซ้ำใครแน่นอน!

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

นอนหลับสบายด้วยสีบำบัด

“ชุดนอนในอุดมคติคือชุดนอนที่ใส่แล้วนอนหลับ ต้องสบายกายและสบายใจ” อิ้วเฉลย

อีกหนึ่งความสบายที่ส่งผลกับการนอนหลับปุ๋ยคือ เนื้อผ้าและผิวสัมผัส คู่หูนีท-อิ้ว เลือกใช้เนื้อผ้าชนิดใหม่สำหรับตลาดชุดนอนเมืองไทย ขอชวนคุณทำความรู้จักผ้าคอตตอนซาติน ทำจากเส้นใยฝ้ายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทอด้วยเทคนิคซาติน ได้ผ้านุ่มเด้งเนื้อเงางาม ระบายอากาศได้ดี ไม่เก็บเหงื่อ ไม่ลู่เข้าตัว แถมนิ่มกว่าคอตตอนทั่วไป

โชคดีมากที่นักช้อปตัวยงและคนรักชุดนอนเปิดใจและอ้าแขนรับ คอนตอนซาติน น้องใหม่ของวงการ

(อิ้วเสริมว่า ซาตินไม่ใช่ชนิดผ้าแต่เป็นวิธีการทอแบบซาติน ที่เห็นเนื้อมันวาวคือเส้นใยโพลีเอสเตอร์)

ความพิเศษบวก 10 คะแนนยกให้สีสันและลวดลาย ที่นีทได้รับคำแนะนำจาก ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัด ผู้ก่อตั้ง Studio Persona จนเราเพิ่งถึงบางอ้อว่า สีและประสบการณ์ก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเช่นกัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราว่าสีมีผลต่ออารมณ์ค่อนข้างเยอะ แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสีและการมองเห็น เลยเริ่มสนใจศาสตร์ Color Theory พอหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตถึงรู้ว่าสีมีผลกับการนอน เราเจอทฤษฎี Chromotherapy ก็หาข้อมูลต่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่พอ เลยเจอครูปัท เขามีความรู้เรื่องศิลปะบำบัด” นีทเล่าความอิน

“เรารู้สึกว่านีทเป็นคนที่ถ้าอยากรู้อะไรหรืออยากทำอะไร เขาต้องรู้ลึก รู้จริง” อิ้วพูดขึ้นทันที

“เพราะเรากลัวเรารู้ไม่จริง เวลาจะขายของอะไร ต้องรู้จริง” นักพิชชิ่งเผยไต๋ “ครูปัทเล่าเรื่องทฤษฎีสีให้ฟังว่า สีกับประสบการณ์ และ สีกับความรู้สึก มันเกี่ยวข้องกัน ซึ่งสีที่ดีที่เหมาะกับการนอนคือสีโทนเย็น ส่วนศาสตร์ Chromotherapy จะบอกว่าสีขาวดีที่สุด ช่วยในการหลั่ง Sleep Hormone (เมลาโทนิน) สีฟ้า สีเขียว ช่วยคลายความเหนื่อยล้า

“สีโทนร้อนอาจเหมาะกับประสบการณ์ของบางคน แต่เราจะไม่นำสีเหล่านั้นมาเป็นพื้นสีของชุดนอน เช่น สีแดง สีส้ม ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจเกินไปหน่อยสำหรับการนอน แต่เราจะเสริมตามจุดเล็กๆ ที่ไม่ดึงสายตา เช่น เกสรดอกไม้ โดยเราพยายามใช้สีให้หลากหลายที่สุด อย่างที่บอกว่าประสบการณ์แต่ละคนที่มีต่อสีก็ไม่เหมือนกัน”

สีสันของชุดนอนเลยกลายเป็นสีสบายโทนเย็น มองแล้วเพลินสายตา ส่วนลวดลายนีท-อิ้ว ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ในการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง 7 ลาย ครอบคลุมคอนเซปต์ธรรมชาติ เรียบง่าย สบายตา และเข้าถึงได้

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เรามีข้อจำกัดเรื่องสีและลาย ลายต้องไม่พร้อย ยอมรับว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ยังไม่ได้รีเสิร์ชมา แต่เราอยากทำชุดนอนให้ใส่สบายกาย สบายใจ และสบายแม้กระทั่งสายตา เลยเน้นระยะห่างของลาย ไม่ให้ชิดไป ไม่ให้แน่นไป พอทำงานกับดีไซเนอร์ เราบรีฟเขาได้ว่าเราต้องการอะไร” นีทเล่าข้อดีของการมีตัวช่วยที่ถูกคน ถูกที่ และถูกทาง

ชุดนอนแขนเสื้อเข้าคู่กับกางเกงขาสั้นและกางเกงขายาวมีลายให้เลือกสรรค์ทั้งลายดอกคาโมมายล์ ลายน้อน (น้อง) เบคอน ลายขนนก ลายใบไม้ และลายตารางสุดคลาสสิก เห็นแล้วก็อยากเหมาลงตะกร้าเสียให้หมด!

ด้วยลวดลายที่ออกแบบเองทำให้ Slip to Sleep ต้องใช้บริการพิมพ์ผ้าแบบดิจิทัล อิ้วกระซิบว่ากระบวนการดิจิทัลพรินติ้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าการพิมพ์ผ้าด้วยการสกรีนแบบเก่าเยอะมาก เธอขอแถลงไขให้เราฟัง

“เรามีเพื่อนที่ทำโรงพิมพ์พอดี เขาแนะนำให้เราทำดิจิตัลพรินติ้ง ราคาสูงกว่าหน่อย แต่ช่วยลด Waste ได้ ปกติสกรีนผ้าจะต้องใช้บล็อกพิมพ์ มันใช้ซ้ำได้ก็จริง แต่ต้องใช้น้ำล้างทำความสะอาดเยอะ สารเคมีก็เยอะกว่า ส่วนน้ำหมึก ดิจิตัลพรินติ้งใช้น้ำหมึกน้อยกว่าการสกรีนแน่นอน และการสูญเสียผ้า ก่อนจะขึ้นงานจริงต้องเทสผ้าค่อนข้างเยอะ 

“พอเราส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ สีไม่ได้ออกมาตามนั้นเลย การสกรีนแบบบล็อกพิมพ์ต้องสั่งผ้ามาเทสขั้นต่ำห้าหลา ขณะที่ดิจิตัลพรินติ้งพิมพ์ผ้าเท่ากระดาษ A4 สามแผ่นมาดูได้เลย ทำให้ลดการสูญเสียผ้าได้มากถึงสิบห้าหลา”

ขอเอ่ยปากชื่นชม Slip to Sleep ที่สร้างสรรค์ชุดนอนที่เป็นมิตรกับโลกใบนี้

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

ทำการตลาดเอง เลยเห็นโอกาส

เมื่อนักพิชชิ่งต้องผันตัวเป็นนักการตลาด สร้างความท้าทายลูกใหญ่ให้นีทไม่น้อย 

“มาร์เก็ตติ้งใหม่มากสำหรับเราสองคน อิ้วเป็นสายกลยุทธ์ ส่วนเราเป็นสายพูดเพื่อขาย เรารู้อยู่แล้วว่าเรามีสินค้าที่พร้อมจะขาย มีหลายคนบอกให้จ้างที่ปรึกษา แต่เราไม่คิดลงเงินกับสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะเราอยากลองเรียนรู้” 

ด้วยงบประมาณจำกัดพวกเธอตัดสินใจวางขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะตั้งมั่นไว้แล้วกลุ่มเป้าหมายของ Slip to Sleep อยู่ในนั้น ซึ่งอินสตาแกรมเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันที่เธอลุยทำการตลาดและเปิดหน้าร้าน

นีท-อิ้ว แนะนำแบรนด์ชุดนอนด้วยหมัดเด็ดมัดใจทั้งสี ลาย และโนบรา จนลูกค้ารับรู้และติดหนึบ

“อินสตาแกรมน่าจะเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดกับสินค้าของเรา แล้วชุดนอนก็เป็นสินค้าที่คนสนับสนุนง่าย เพราะเขาต้องใส่อยู่แล้ว ตลาดอีกอันที่เราใช้คือ ‘จุฬาฯมาร์เก็ตเพลส’ ค่อนข้างได้ผลดีและมีกลุ่มลูกค้าสูงอายุเพิ่มขึ้น จากนั้นเราลงอีคอมเมิร์ช ก็กลายเป็นเพิ่มฐานลูกค้าต่างจังหวัด ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อซ้ำเยอะขึ้นแล้ว” นีทเล่า

จากวันที่แบรนด์ชุดนอนน้องใหม่โบกมือแนะนำตัวด้วยความน่ารักและจริงใจ พวกเธอได้รับเสียงโห่ร้องยินดีมากมาย แถมรู้จักและรู้ใจลูกค้าของตัวเอง ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาสินค้า ปรับนู่นนิด ปรับนั่นหน่อย จนเดินหน้าครอบครองพื้นที่บนเตียงนอน มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาซื้อซ้ำ โดยนีท-อิ้ว เพิ่งเปิดตลาดได้เพียง 4 เดือน (เท่านั้น)

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด
Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราทำเอง เรียนรู้เอง มันทำให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เข้าใจตลาดมากขึ้น เรารู้ว่าลูกค้าเราชอบแบบไหน ชอบให้สื่อสารแบบไหน ชอบให้พูดถึงสินค้าแบบไหน แล้วเรากับนีทเป็นคนละเอียดทั้งคู่ เราเป็นสายตัวเลข นีทเป็นสายคุณภาพ” อิ้วพูดขึ้นมา ก่อนนีทจะเสริม “ด้วยความที่เราค่อยๆ ทำ ได้ลองผิดลองถูก มันจะมีบางอย่างที่ไม่เวิร์ก เราก็เก็บเป็นข้อมูล แล้วก็เปลี่ยนวิธี จนมันเวิร์ก พอเรารู้แล้วว่าเราต้องทำยังไง มันทำให้การตลาดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เรื่องน่ายินดีคือมีกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ตบเท้ามาจับจ่ายเพียบ จากแค่ชุดนอนเพื่อหญิงสาว กลายเป็นชุดนอนคู่รักที่ผู้ชายก็ใส่ได้ มีกลุ่มลูกค้าสูงวัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่คุณลูกซื้อให้ใส่ และกลุ่มคุณแม่ให้นมลูก บรรดาคุณแม่กระซิบมาว่าถูกใจกระเป๋าหนา เวลาให้นมเสร็จแล้วน้ำนมไม่ซึมออกมาด้านนอก, ยิ่งลงมือเรียนรู้เอง ยิ่งทำให้เห็นโอกาส

“ทุกอย่างมาไกลกว่าที่คิดมาก เราโชคดีที่เราและอิ้วมีพื้นฐานความตั้งใจและวินัยการทำงาน เมื่อมันออกมาในชื่อเราทั้งคู่ ต่อให้เป็นเพื่อนหรือครอบครัว เราก็ต้องขายสิ่งที่ดีที่สุดที่เรารู้สึกว่ามันดีที่สุดอยู่แล้ว แล้วเราก็เป็นนักขายคนหนึ่งที่มั่นใจว่า ถ้าโปรดักต์ไม่ดีเราขายไม่ได้ ถ้าจะขายก็ต้องจริงใจที่สุด การทำ Slip to Sleep มาจากความตั้งใจที่สุดของเรา ณ ตอนนั้น ล็อตแรกอาจจะไม่ใช่เดอะเบสชุดนอน แต่เราพัฒนามันมาในทางที่ดีขึ้นทุกวัน” นักขายยืนยัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

ทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท ใครว่าไม่สนุก

“เราทุกคนล้วนเคยได้ยินมาว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อนและครอบครัว” นีทเกริ่น

“โชดดีที่เรากับอิ้วคุยกันตั้งแต่แรกว่าถ้าเราจะทะเลาะกันหรืออะไรก็ตาม อย่าลืมเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ Slip to Sleep ดีที่สุด ถึงเราจะคิดต่างกัน แต่เราคิดเพื่อพัฒนาแบรนด์ สุดท้ายเราจะกลับมาที่แพสชันและจุดมุ่งหมายเดียวกัน แม้เราจะต้องอยู่ในจุดที่ไม่เข้าใจกันมากๆ พอผลลัพธ์ออกมา มันยิ่งทำให้เรารู้ว่าถูกแล้วที่เราทะเลาะกัน

“เราเลยรู้สึกว่าถ้าทำงานอะไรก็ตามแล้วทุกอย่างมันดีไปหมด มันก็ไม่ก่ออะไร มันต้องมีติเพื่อก่อ ให้โปรดักต์พัฒนาอยู่ตลอด พอเรามีประสบการณ์ อิ้วมีประสบการณ์ ต่างคนต่างมีพื้นฐานลึกๆ ที่เชื่อประสบการณ์ของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราไม่เป็นน้ำที่เต็มแก้ว เราฟังเพื่อน เราฟังคนรอบข้าง กลับกลายเป็นว่าผลลัพธ์ที่เกิดมันดีจริงๆ

“เราชอบประโยคหนึ่งที่นีทบอก เราก็เหมือนแฟนกันแหละ ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ทะเลาะเสร็จก็แค่คุยกัน กลับมาดีกัน การสื่อสารเลยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ตามที่นีทบอกว่าเราค่อนข้างต่างกัน เรียนคนละแบบ คิดคนละแบบ เลยต้องมีการเคลียร์ใจกันทุกเดือน” อิ้วหัวเราะ “ต้องคอยจูนกันและหาตรงกลางเพื่อให้เราเดินหน้าต่อไปได้”

“เคลียร์ใจเป็นพารากราฟนะคะ” เพื่อนซี้ขำร่วน “น่าจะหนึ่งหน้า A4 ที่พิมพ์มาก่อนนอน ตื่นมาก็จะแบบ ห๊า! บางทีเราก็พิมพ์ บางทีอิ้วก็พิมพ์ เรามีงานประจำกันทั้งคู่ Slip to Sleep กลายเป็นงานเสริม เราก็ต้องโฟกัสงานประจำ เลยไม่มีเวลาคุยกันเยอะมาก ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอันไหนไม่โอเค จะหันหน้าคุยกันแล้ว เพราะเรารู้ว่าถ้าไม่เคลียร์กัน บรรยากาศการทำงานจะไปต่อยาก ซึ่งเราคิดว่าถ้ารักทั้งแบรนด์และรักทั้งความสัมพันธ์ เราก็ต้องพยุงไปด้วยกัน” นีทส่งรอยยิ้ม

“อีกประเด็นที่เราเรียนรู้จากอิ้วคือ อย่ากลัวความต่าง แต่จงยอมรับความต่าง ถ้าเราใช้ความต่างในทางที่ถูกต้องมันจะทำให้เราได้ในสิ่งที่ดียิ่งขึ้น แม้ตอนแรกเราจะคิดว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเราหาความลงตัวในความต่างนั้นได้ มันจะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งความต่างก็ทำให้เราเห็นจุดด้อยของตัวเองที่ควรพัฒนาให้ดีขึ้นด้วย”

คู่หูบอกว่าการทำธุรกิจกับเพื่อนมีทั้ง ‘สุข’ และ ‘ทุกข์’ ปนกัน ดูจากแววตาทั้งคู่ค่อนข้างบอกว่าเป็น ‘สุข’

เราหวังว่าเรื่องราวของเพื่อนสนิทและนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ชุดนอนจะทำให้คุณหลับฝันดี 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

Lesson Learn

หนึ่ง 

“ถ้าอยากขายอะไรต้องมั่นใจก่อนว่าตัวเราเองก็รักและชอบสิ่งนั้น”

สอง

“เราต้องการรู้ให้ได้มากที่สุดว่าลูกค้าเราเป็นใคร เขาชอบแบบไหน การทำการตลาดด้วยตัวเองทำให้เรารู้จักลูกค้าและเข้าใจอินไซด์ของเขาจริงๆ เราเอาข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดและมองเห็นโอกาสตลาดใหม่จากตรงนี้ได้”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load