‘ผัสสะการมองเห็น’ น่าจะเป็นผัสสะสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ใช้รับข้อมูล และเป็นประตูส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจโลกแวดล้อม เรามองเห็นโลกอย่างไร ความคิดความเชื่อของเราที่มีต่อโลกย่อมเป็นแบบนั้น และความคิดความเชื่อของเราต่อโลกเป็นเช่นไร การกระทำของเราที่มีต่อตัวเองและชีวิตอื่นก็ย่อมเป็นไปแบบนั้น

คอลัมน์ Rewilding 101 ตอนนี้ เลยอยากชวนเพื่อน ๆ ล้อมวง เพื่อสำรวจการมองเห็นในแง่มุมของเราเอง ดูว่าเราจะเห็นมากกว่าสิ่งที่เรามองอย่างไร หรือจะถูกมองเห็น ในโลกที่มีสิ่งต่าง ๆ เรียกร้องการถูกยอมรับและมองเห็นได้อย่างไร ผัสสะการมองเห็นของเราทุกคนที่จะค่อย ๆ ประกอบกัน จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในฐานะสมาชิกสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศ

Seeing is Believing

ก่อนจะอ่านต่อไป อยากให้เพื่อน ๆ ทำแบบทดสอบสั้น ๆ เพื่อทดสอบการมองเห็นของเราเองจากวิดีโอ ‘Gorilla Basketball Experiment’ แล้วดูสิว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ในชั่วขณะหนึ่งของเฟรมภาพที่เรามองเห็น น่าจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์และข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือข้อมูลที่ปฏิสัมพันธ์กับเราโดยตรง ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเรา หากเราไม่มีกลไกของสมองที่เลือกรับข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรา และเลือกโยนข้อมูลที่สมองคิดว่าไม่จำเป็นทิ้งไป พวกเราทุกคนอาจจะเป็นบ้าจากสภาวะข้อมูลที่ท่วมท้นก็เป็นได้

ยิ่งในโลกที่ทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะถูกปลุกเร้าด้วยข้อมูลมหาศาล เพื่อให้เราเห็นและเชื่อ จนเราตัดสินใจรับข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของเรา หรือไม่ก็ตัดสินใจรับสินค้าและบริการนั้น ๆ การเห็นของเราจึงมีส่วนสำคัญที่พาโลกและความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ มาถึงจุดนี้

น่าสนใจว่าในก้อนข้อมูลที่กลไกทางสมองของเราเลือกโยนทิ้งไป บางครั้งอาจมีข้อมูลที่สำคัญกับเรามากในระยะยาว แต่เรากลับไม่เห็นมัน เพราะกลไกอัตโนมัติของสมองที่เราค่อย ๆ สั่งสมมานี้ ช่วยทำให้เราปลอดภัยและรู้สึกสบายใจในระยะสั้น ซึ่งธรรมชาติของสมองเลือกให้ความสนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวมากกว่าสิ่งที่หยุดนิ่ง

หากลองนึกย้อนกลับไป มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถูกเลี้ยงและกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นมาแบบนั้น ตั้งแต่สมัยยังเป็นทารกตัวน้อย ผ่านของเล่นที่เคลื่อนไหว เสียงเพลงที่คอยกระตุ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ช้าในโลกที่ไม่เคยนิ่งเงียบ เช่น สถานที่ ต้นไม้ ผืนดิน หรือสัตว์เล็ก ๆ รอบตัว จึงไม่ได้อยู่ในโฟกัสหลักของเรา

ดังนั้นโลกที่เราเห็นและเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น อาจเป็นโลกคนละใบกับโลกที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดำรงอยู่ และการเห็นโลกในสายตาแบบที่เราเป็นอยู่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้าอย่างไม่มีเหตุผล ว้าวุ่นใจกับอะไรที่เราก็บอกได้ไม่ชัด หลายครั้งเราเห็นอะไรมากมาย แต่จดจำรายละเอียดและความรู้สึกที่สำคัญไม่ได้ พบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน แต่อาจจะไม่เคยสัมผัสแววตาของกันและกัน เพราะมันมีสิ่งที่ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ตรงนี้ รอเราอยู่ในวินาทีถัดไปเสมอ

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

Seeing is Connecting

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากจะชวนเพื่อน ๆ แบ่งปันเรื่องราว ว่าแต่ละคนเคยมีประสบการณ์รู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่และผู้คน หรือสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ผ่านการมองเห็นอย่างไรบ้าง ไว้เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การมองเห็นและถูกมองเห็น ที่ประทับอยู่ในใจและยังจดจำบรรยากาศและความรู้สึกได้ดี ตอนสมัยยังช่วยงาน อาจารย์จุลพร นันทพานิช ผมได้เดินเท้าเข้าไปสำรวจบ้านเรือนของพี่น้องชาวปกาเกอะญอแถวลุ่มแม่น้ำเงา เราเดินเท้ากัน 3 วันเต็ม เพื่อจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านติดชายแดนพม่า หมู่บ้านของผู้คนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพกาล เราผ่านหุบห้วยที่มีเสียงชะนีร้อง และหมู่บ้านที่มีชื่อราวกับนิทานอย่าง ทีทอท เมโงโก และ เมโลเด บ้านเรือนที่เราเห็น เป็นบ้านที่มีหลังคาคล้ายกับตัวนิ่ม บ้านที่ทำด้วยมือและเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินอย่างไม่แปลกแยก

บ่ายวันที่สอง ช่วงที่เราเดินผ่านทุ่งนาร้อน ๆ มาทั้งวัน พอตกบ่ายที่เราถึงชายหมู่บ้านฝนเริ่มตกหนัก จนเราต้องหาที่หลบใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง ฝนตกอยู่นานจนเราต้องขอขึ้นไปหลบที่ชานระเบียงบ้าน แล้วเราก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ด้วยความเหนื่อย ตื่นมาอีกที มีแววตาของเด็กผู้หญิงในชุดเชวาสีมอม ๆ ตัวหลวม ๆ นั่งกอดเข่าจ้องมองพวกเราอยู่ตรงระเบียงบ้าน น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าถูกมองเห็นในลักษณะนี้จากสายตามนุษย์ เป็นสายตาที่ทั้งสงบและมีความรู้สึกตัวอยู่ในนั้น เป็นสายตาที่ให้พื้นที่กับสายตาของเรา ที่จะมองกลับไปแบบไม่หลบตาโดยปราศจากคำพูด มันให้เรารู้สึกลึก ๆ ถึงความเชื่อมโยงกับห้วงขณะตรงนั้น บรรยากาศ กลิ่นของสถานที่ และผู้คนที่แม้ไม่รู้จักชื่อ ได้มานอนอยู่ในเรือน ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไว้ให้คนนอกอย่างเรามาศึกษาแล้วจากไป

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ
Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

ความรู้สึกของการเห็นและการถูกมองเห็นแบบนี้ ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งกับมนุษย์ที่เรามีโอกาสพบเจอหรือสัตว์ อย่างเนื้อทราย ที่จะพบได้บ่อย ๆ บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยอุโมงค์ตีนดอยสุเทพ เวลาไปเดินในป่าตามลำพัง ห้วงขณะของสายตาที่สัตว์ป่ามองเราอย่างสงบและตื่นตัว หลายครั้งช่วยทำให้เราได้กลับมาเห็นตัวเองอีกครั้ง ตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทางนิเวศที่ใหญ่กว่าความคิดของเรา

อัลโด ลีโอโปลด์ (Aldo Leopold) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกัน ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างหมดจด ผ่านประสบการณ์ช่วงที่เขาเห็นประกายสีเขียวของแววตาหมาป่าที่ถูกเขายิงค่อย ๆ มอดดับลง การเห็นครั้งนั้นได้เปลี่ยนสำนึกของเขาที่มีต่อโลกแวดล้อม จากโลกที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่สำนึกใหม่ที่เห็นโลกเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกและการรับรู้ โดยมีเราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในนั้น

ความรู้สึกของการมองเห็นและถูกมองเห็นแบบนี้ละมั้ง การเห็นที่ไปพ้นกลไกอัตโนมัติของสมองของเรา ที่โยนบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญทิ้งไป เราจึงเห็นโลกในมุมแบบที่เราพอใจจะเห็น ตัดสินใจจากการเห็นเพราะคิดว่าโลกมันก็เป็นแบบนั้น มีข้อมูลมากมายผ่านการเห็น แต่อาจจะไม่ได้สลักสำคัญกับความรู้สึกภายในของเรา ในขณะที่ลึก ๆ แล้วเราต่างก็โหยหาการเห็นจากกันและกันด้วยสายตาแบบนี้ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของ ‘ความสัมพันธ์’ อันเป็นต้นธารหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Presencing

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ถึงจะกลับไปเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มองเห็นเพื่อให้เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และรับรู้ถึงความเป็นทั้งหมดของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก และการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เราอาจจะชอบและไม่ชอบ โดยมีผัสสะอื่น ๆ และดวงตาของเราเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักและสังเกตความเป็นไปของโลก

จอน ยัง (Jon Young) นักธรรมชาติวิทยา ผู้เป็นมัคคุเทศก์ทางธรรมชาติคนสำคัญแห่งยุคสมัย ได้รวบรวมวิธีการเชื่อมโยงเรากับโลกผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ เขาแนะนำกิจกรรมที่เรียกว่า ‘Sit Spot’ ให้เรา ลองให้ฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มต้นด้วยการหาสถานที่ที่เรานั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ถูกรบกวน อาจจะเป็นชายป่าใกล้บ้าน ในมุมใดมุมหนึ่งของสวนสาธารณะ สวนภายในบ้าน หรือตรงระเบียงที่มองออกไปภายนอกได้ ควรจะเป็นที่ที่เราไปนั่งได้บ่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งตรงนั้นเฉย ๆ อย่างน้อยสัก 15 นาทีขึ้นไป แล้วลองสังเกตสิ่งรอบตัว เพื่อบ่มเพาะสติและสัมปชัญญะในสถานที่แห่งนั้น

หากเราทำได้บ่อย ๆ ในสถานที่ที่เราค่อย ๆ คุ้นเคย เราอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในแต่ละช่วงวันหรือฤดูกาล ความรู้สึกของสถานที่ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบของชีวิตอื่น ๆ นับพัน วิธีการแบบนี้อาจดูแปลกสำหรับเราที่ไม่คุ้นเคยกับการไม่ทำอะไรเลยในสังคมที่ให้ค่ากับความ Productive ตลอดเวลา แต่วิธีนี้ค่อนข้างธรรมชาติ น่าจะคล้ายกับชาวบ้านที่คุ้นเคยกับป่า รู้จักป่า และเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแบบที่เราในฐานะคนที่ไม่คุ้นเคยกับป่านั้นไม่มีทางมองเห็น

ทอม บราวน์ ธรี (Tom Brown III) นักแกะรอยในป่า อธิบายว่า เวลาเราเดินในป่าหรือไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะมีคลื่นพลังงานที่เราแผ่ออกมาจากตัวเป็นวงรัศมี (Concentric Ring) และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเรา สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รับรู้ถึงพลังเหล่านี้ได้ เขาจึงหลบอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองเวลาเราเดินไปในพื้นที่ของเขา เราจึงเป็นเพียงคนผ่านทางในโลกของสัตว์และสิ่งมีชีวิต ในขณะที่พวกเขามองเราอยู่ แต่เรากลับไม่เห็นเขา

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

หากเรานั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้นสัก 30 นาที ร่างกายและลมหายใจของเราที่เริ่มสงบ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ คลื่นพลังงานของเราจะถูกปรับจูนให้เป็นคลื่นเดียวกันกับสถานที่ตรงนั้น ตรงที่สิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอยู่ จนกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นหรือพลังงานอื่นเข้ามารบกวนและจากไป คลื่นพลังงานของสถานที่และชีวิตตรงนั้นจะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง

นี่เป็นวิธีที่พรานในอดีตใช้ล่าสัตว์ ชนเผ่าหลายวัฒนธรรมในโลกเข้าป่าเพื่อเห็นปัญญาในธรรมชาติ รวมทั้งนักธรรมชาติวิทยาหรือนักนิยมไพรในปัจจุบันใช้ผสานตนเองเข้ากับโลกทางธรรมชาติ

วิธีการและเรื่องราวที่เล่ามานี้ อาจฟังดูเป็นเรื่องราวของผู้คนและวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรา หากเราลองจินตนาการเล่น ๆ ว่า ตัวเราและผู้คนที่เราพบเจอก็ไม่ต่างจากสัตว์นานาชนิดในป่า ที่มีทั้งดูน่ากลัว น่าเอ็นดู หวาดกลัว หรือสวยงามน่าดึงดูด และสถานที่อย่างที่ทำงาน ห้องประชุม โรงเรียน หรือเมืองที่เราอยู่ร่วมอาศัย เป็นสภาพนิเวศหนึ่งที่ไม่ต่างจากป่า เราก็น่าจะรู้สึกถึงประสบการณ์แบบที่ ทอม บราวน์ ธรี อธิบายได้ไม่ยาก

เราต่างเคยรับรู้ถึงบรรยากาศของพลังงานที่เปลี่ยนไป เวลามีใครเดินเข้ามาในห้องประชุม มวลอากาศในรถไฟฟ้า หรือบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองของเรา สถานที่เหล่านี้ต่างเป็นสถานที่ที่เรามองเห็นและถูกมองเห็น และอาจมองไม่เห็นและไม่ถูกมองเห็น หลายครั้งเราอาจจะเป็นสัตว์ป่าที่ตื่นกลัว ซ่อนอยู่และเฝ้ามองสัตว์อื่น ๆ ให้ผ่านไป ในขณะที่สัตว์ผู้ล่าก็ไม่คิดว่าโลกของมันมีเราซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เพราะอัตลักษณ์และการมีอยู่ของเราไม่ถูกรับรู้และปรากฏเห็น

หากมองจากมุมพระเจ้า เมืองของเราน่าจะเต็มไปด้วยคลื่น Concentric Ring ที่ว้าวุ่น แต่ในทางกลับกัน หากสถานที่นั้นเป็นที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และผู้คนอื่น ๆ ง่ายขึ้น การเห็นในแบบนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์ประกอบที่มีชีวิตในสถานที่แห่งนั้นกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมได้ดีขึ้น เราอาจจะเริ่มเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ ตามสามัญลักษณะของมัน พอเรารู้จักและเห็นความงามของสิ่งใด เราอาจจะรักษาและดูแลมันมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ตามใจของเราน้อยลง

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง
จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Rewilding

Sit Spot อาจจะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของนักธรรมชาติวิทยา ที่จะใช้มองเห็นความงามตามธรรมชาติของพื้นที่ธรรมชาติอย่างป่าเขาลำเนาไพร แต่น่าเป็นแบบฝึกหัดสำคัญของคนในยุคสมัยของเรา ที่จะค่อย ๆ ฟื้นคืนความสามารถในการมองเห็นของเราเอง การเห็นเพื่ออยู่ตรงนั้น และเป็นสักขีพยานของทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังและสิ้นหวัง ของชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศที่เราอยู่อาศัย ความสัมพันธ์หรือการเชื่อมโยงที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องดี ๆ ชวนฝัน หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงตัวเราเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะไม่รู้สึกเพิกเฉย การมองเห็นที่ว่าจึงเป็นการโอบอุ้มความเป็นทั้งหมด

ดีพัค โชปา (Deepak Chopra) แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เคยอธิบายความหมายของคำว่า ‘ความเป็นทั้งหมด’ หรือ Wholeness ว่าคำคำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Holy ที่แปลว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ และความรู้สึกที่เรา ‘โอบอุ้ม’ สิ่งต่าง ๆ เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ หากเราสามารถฟื้นคืนศักยภาพในการมองเห็นของเรา เพื่อทำให้การเห็นของเรามีคุณลักษณะของการโอบอุ้ม Seeing is Holding ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน่าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย

หากสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน ในย่าน หรือเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน มีที่ที่จะเป็น Sit Spot ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ได้ มีมุมดี ๆ ที่เราจะได้มองออกไปเพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปของโลกภายนอกและชีวิตอื่น ๆ หรือมีที่ว่างที่เราจะได้นั่งล้อมวงและมองเห็นแววตากันและกันให้มากขึ้น สถานที่รอบตัวของเราในอนาคตน่าจะเปลี่ยนไปจากแบบที่เรารู้จักมาก ๆ เราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยถูกมองเห็นและใส่ใจมันมากขึ้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความรู้สึกและจิตวิญญาณ

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Writer & Photographer

Avatar

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสังเกตไหมว่าเวลาหมดพลัง ไม่ว่าจะจากงานหรือความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เรารู้สึกพังทลายหรือไม่มั่นคงภายในจิตใจ หลายครั้งที่เราลุกขึ้นใหม่เพื่อเดินต่อได้ เกิดขึ้นเมื่อได้รับการโอบกอด ไม่ว่าจากคนที่เรารัก เพื่อนสนิท สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งการโอบกอดตัวเอง

คอลัมน์นี้เลยอยากชวนล้อมวงพูดคุยและสำรวจความหมายของ ‘การโอบกอด’ ในฐานะผัสสะที่สำคัญในการฟื้นคืนธรรมชาติ ธรรมชาติที่ว่านี้หมายรวมถึงธรรมชาติดั้งเดิมภายในตัวเรา และธรรมชาติทางกายภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยร่วมกับชีวิตอื่น ๆ

พลังแห่งการ ‘โอบกอด’ ที่เป็นทั้งยา พลังชีวิต และสัญลักษณ์แห่งการกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์

กอด’ เป็นยา

เวลานึกถึงสัมผัสของการโอบกอดหรือพลังงานที่ได้รับจากการกอด เราคิดและรู้สึกถึงอะไรกันบ้าง

เชื่อว่าหลายคนอาจมีประสบการณ์คล้าย ๆ กัน เพียงแต่รูปแบบของการกอดนั้นอาจแตกต่างกันไป สำหรับผมเวลานึกถึงมัน สิ่งแรก ๆ ที่นึกถึงคือการกอดลูกชาย สัมผัสของการกอดคนรัก และความทรงจำของการโอบกอดที่ได้จากแม่สมัยที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ

ส่วนการกอดคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อนอาจจะรู้สึกเขิน ๆ และทำตัวไม่ถูก เพราะในครอบครัวที่เติบโตมา น้อยครั้งนักที่จะกอดกันหรือเปิดเผยความรู้สึกอ่อนไหวเปราะบางให้กัน เท่าที่จำความได้ก็มีแต่แม่เท่านั้นที่กอดเรา พอโตมาเป็นวัยรุ่น สัมผัสนี้กับคนในครอบครัวก็ค่อย ๆ หายไป ความหมายของการกอดในช่วงวัยรุ่น จึงหมายถึงความรักและความปรารถนาแบบหนุ่มสาว แต่พอผ่านช่วงชีวิตมาประมาณหนึ่ง เมื่อได้รับการโอบกอดและเป็นคนสวมกอดกับชีวิตอื่นที่ไม่ใช่แม่ ลูก และคนรัก ก็รู้สึกได้ว่ามันมีความหมายหลากหลายรูปแบบมาก และที่สำคัญ รู้สึกได้ถึงพลังของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่จะให้แก่กันได้

ลองนึกถึงภาพการแข่งขันของทีมวอลเลย์บอลในสนาม การโอบกอดหรือการตบเอวกันของสมาชิกในทีมทุกครั้งหลังกรรมการเป่าเสียงนกหวีด ให้พลังฮึดสู้ไม่ว่าแต้มจะนำหรือตาม ลองนึกถึงภาพขององค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ที่สมาชิกขององค์กรฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันจนงานสำเร็จ มันมีการกอดกันและการตบบ่าให้กำลังใจเป็นส่วนประกอบสำคัญของทีมเสมอ รวมถึงในวันที่เสียน้ำตาและต้องการกำลังใจด้วย

สัมผัสแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในผู้คน แต่ยังเห็นได้ในโลกของสัตว์ ผ่านการคลอเคลียกัน การเลียหรือการเอาจมูกดุน รวมทั้งการโอบกอดกันทั้งฝูงยามหวาดกลัว ความรู้สึกที่ได้รับจากการโอบกอดและสัมผัสแบบนี้แหละมั้งที่ทำให้รู้สึกพิเศษ ผ่อนคลายจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ รวมทั้งเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยความไว้วางใจและไม่รู้สึกแปลกแยก ทุกการกอดต่างเชื่อมโยงกันจากภายใน โดยไม่ต้องมีคำพูดเพื่ออธิบาย ราวกับว่ามันเป็นภาษาสากล เป็นภาษาที่เราปรารถนาจะสื่อสารกับชีวิตอื่น ๆ รวมถึงกับตัวตนของเรา

พลังแห่งการ ‘โอบกอด’ ที่เป็นทั้งยา พลังชีวิต และสัญลักษณ์แห่งการกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์

ระหว่างผมกับลูกชาย เราจะมีพิธีกรรมหนึ่งเรียกว่า ‘กอดสมาธิ’ มันเป็นพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่เราคิดค้นและทำในแบบของเราตั้งแต่เขาอายุสัก 2 ขวบ ผ่านมา 4 ปีแล้วที่พิธีกรรมนี้กลายมาเป็นการกระทำอัตโนมัติ ที่เราจะรู้กันเวลาใครในบ้านต้องการการกอด ไม่ว่าจะรู้สึกเศร้า หมดพลัง โกรธ เสียใจ หรือไม่พอใจกับเรื่องใด ๆ ที่เข้ามาขณะนั้น เราแค่บอกอีกฝ่ายหนึ่ง (ส่วนใหญ่จะเป็นลูก) ว่า “ขอกอดสมาธิหน่อย” แล้วเราก็จะกอดกันแบบให้หน้าอกสัมผัสกัน เพื่อให้รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจของอีกฝ่าย เราจะกอดกันจนสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นช้าลง ลมหายใจผ่อนคลายลงเพื่อตั้งหลักกับตัวเอง

ผมสังเกตว่า เวลาลูกผมโกรธหรือเสียใจจากการไม่ได้อะไรตามที่หวัง หัวใจเขาจะเต้นแรงและไม่โฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ ที่เราบอกหรืออธิบาย เหมือนประตูการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ถูกปิดจากอารมณ์ขณะนั้น และผมก็เรียนรู้ว่า การกอดทำงานได้ดีมากกว่าคำพูดปลอบโยนหรือสั่งสอนด้วยเหตุผลดี ๆ หลายครั้งที่ผมหมดพลังในชีวิตจากงานและความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง ผมก็สัมผัสได้ว่าหัวใจที่เต้นตุ้บ ๆ ของลูกและร่างกายอุ่น ๆ ของเขา ทำให้จิตใจของผมสงบลงเช่นกัน และกลับมาอยู่ในที่ทางตามธรรมชาติของมัน โดยไม่ต้องพยายามเรียบเรียงสิ่งต่าง ๆ ให้ดูเป็นเหตุเป็นผลเพื่ออธิบายใด ๆ

มีคำอธิบายทางการแพทย์ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ได้จากการกอดนี้ว่า มันเกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง ซึ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตที่จะให้กำเนิดลูก เพราะน้ำนมและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกเกิดขึ้นได้ด้วยฮอร์โมนนี้ ออกซิโตซินทำให้ร่างกายของผู้ให้และผู้รับการกอดผ่อนคลาย เห็นอกเห็นใจกัน และช่วยสานสัมพันธ์ความเป็นพวกพ้อง ฮอร์โมนออกซิโตซินจึงมีชื่อเล่นว่า ‘Love Hormone’ และมีฐานะเสมือนยารักษาร่างกายและจิตใจดี ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องหาจากภายนอก เพราะมันอยู่ภายในร่างกายของเรานี่เอง แต่อาจต้องมีชีวิตอื่น ๆ เข้ามาช่วยกระตุ้นเพื่อให้ความรู้สึกของการกอดชัดเจนและสัมผัสได้

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

กอดและสัมผัสของพลังชีวิต

หลายปีมานี้ ผมมีโอกาสเรียนรู้จากครูหลาย ๆ คน รวมถึงสังเกตจากร่างกายตนเองในสภาวะต่าง ๆ ว่าเราต่างมีพลังชีวิต พูดแบบนี้อาจทำให้นึกถึงอะไรที่ดูเป็นเรื่องลึกลับ และต้องเป็นคนมีของถึงจะเข้าใจ ตรงกันข้ามมันเป็นอะไรที่เรียบง่ายและอยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแต่ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เราพลาดความรู้สึกสำคัญนี้ไป

ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการกอดในฐานะสัมผัสของพลังชีวิต ผมอยากเล่าเรื่องราวของ ดร.วินท์ เวอร์กา (Dr.Vint Virga) สัตวแพทย์คนสำคัญ ที่พาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ของสัตว์ที่มีต่อเราในแง่มุมที่เราอาจคาดไม่ถึง ในหนังสือชื่อว่า The Soul of All Living Creatures: What Animals Can Teach Us About Being Human ประสบการณ์ที่ทำให้ ดร.วินท์ กลายเป็นสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของสัตว์ และเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรที่ดูแลรักษาสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติ เกิดขึ้นสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ชั้นปีที่ 4

คืนนั้นเขาต้องเข้าเวรรักษาสัตว์ในวอร์ดที่วุ่นวายจากสัตว์ต่าง ๆ ที่ได้รับอุบัติเหตุ แร็กคูนที่จมูกเป็นแผล สุนัขที่บาดเจ็บ นกโรบินที่บินชนกระจก และ ‘ปองโก้’ สุนัขรีทรีฟเวอร์ที่ให้บทเรียนสำคัญกับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้า เจ้าปองโก้ปลุกความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ผ่านการสัมผัส การมองเห็น และการฟังเพื่อจะได้ยินจริง ๆ จากสัญชาตญาณภายในของเขาขึ้นมา การรักษาเยียวยาสัตว์ไม่ได้ดูแค่ผลการวิเคราะห์จากเครื่องมือที่ไร้ชีวิตต่าง ๆ มากมาย อย่างผลอัลตราซาวนด์ ผลเลือดหรือข้อมูลจากการสแกน MRI

เพราะสิ่งที่เขาทำกับปองโก้ในคืนนั้น แม้อาการของปองโก้จะยังไม่ดีและไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น คือการเชื่อในสัญชาตญาณของเขา เขาห่มผ้านอนกับปองโก้เพื่อเฝ้าไข้ดูอาการ 1 ชั่วโมงที่เขาเผลอหลับไปกับปองโก้ แม้ผลการวิเคราะห์จากค่าต่าง ๆ ของเครื่องมือจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่สภาพร่างกายและจิตใจของเจ้าปองโก้ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญปองโก้สัมผัสเขาตอบ พลังชีวิตที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาแบบนี้ อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ‘ปราณ’ ของทางอินเดีย ‘ชี่’ ของจีน หรือ ‘ขวัญ’ ของไทยเรา แต่สาระที่น่าจะเหมือนกันคือ สัมผัสที่เรารับรู้ได้ถึงการมีชีวิตของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ รวมทั้งบรรยากาศของสถานที่

ผมยังจำแบบฝึกหัดง่าย ๆ ซึ่งพี่ที่ผมเคารพท่านหนึ่งสอนให้กอดต้นไม้ แต่ก่อนที่จะกอดมัน เราต้องรับรู้ถึงพลังงานชีวิตของตัวเองก่อน แล้วค่อยเอาพลังงานที่ว่านี้สัมผัสกับต้นไม้หรือสิ่งต่าง ๆ

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

หากใครนึกสนุกอยากลองทำตามก็เชิญได้เลย เริ่มต้นคือการหาพื้นที่สงบที่จะไม่ถูกรบกวน จากนั้นหายใจสบาย ๆ ค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายและเสียงสนทนาในความคิดลง ถ้าร่างกายผ่อนคลายดีแล้ว ค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับหน้าอกหรือท้อง และให้ปลายนิ้วมือหรือฝ่ามือทั้งสองข้างอยู่ใกล้กันแต่ไม่แตะกัน ลองนำความรู้สึกไปอยู่ที่บริเวณนั้น เหมือนกับว่าเราใช้มันหายใจ แล้วลองสัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพื่อน ๆ ทดลองทำแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจรู้สึกถึงความอุ่นที่เกิดขึ้นระหว่างปลายนิ้วมือและฝ่ามือ บางคนอาจรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวเบา ๆ ของเลือด ชีพจร หรืออะไรที่ไหลเวียนในร่างกาย บางคนอาจรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่หาคำมาอธิบายได้ยากก็ไม่เป็นไร ผมขอเรียกความรู้สึกของสัมผัสที่เกิดขึ้นด้วยชื่อเล่น ๆ นี้ว่า ‘พลังงาน’ และสำหรับใครที่ไม่มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่เป็นไรเช่นเดียวกัน

ใครที่รับรู้ถึงความอบอุ่นหรือการเคลื่อนไหวของพลังงานนั้น ผมอยากชวนให้ค่อย ๆ ขยายฝ่ามือออกโดยยังคงรักษาความรู้สึกของพลังงานนั้นอยู่ ลองขยับมือทั้งสองเหมือนปั้นดินน้ำมัน เพื่อรักษาพลังงานหรือสร้างความคุ้นเคยกับพลังงานนี้ไว้ และค่อย ๆ ขยายที่ว่างระหว่างมือทั้งสองออกเพื่อขยายพลังงานนี้ให้ใหญ่ขึ้น นี่คือพลังงานและความรู้สึกอบอุ่นที่เรามีให้กับชีวิตอื่น ๆ ผ่านการกอดหรือสัมผัส เรากอดคนที่เรารักด้วยพลังงานแบบนี้

กอดเพื่อนและผู้คนที่กำลังอ่อนล้าหรือหมดพลังในห้วงเวลาที่เขาต้องการการกอด กอดสัตว์เลี้ยงของเรา กอดต้นไม้ใหญ่ที่เราคุ้นเคยและเดินผ่าน กอดและสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยพลังงานในตัวของเรา ในวันที่เราเหนื่อยล้าและหมดพลัง จนไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังงานภายในตนเอง การโอบกอดและสัมผัสแบบนี้ก็เพื่อให้เรากลับมาสัมผัสและสัมพันธ์กับพลังงานในตัวเองได้อีกครั้ง

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

ภาพ : unsplash.com

Writer

Avatar

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load