6 พฤษภาคม 2565
1.97 K

‘ผัสสะการมองเห็น’ น่าจะเป็นผัสสะสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ใช้รับข้อมูล และเป็นประตูส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจโลกแวดล้อม เรามองเห็นโลกอย่างไร ความคิดความเชื่อของเราที่มีต่อโลกย่อมเป็นแบบนั้น และความคิดความเชื่อของเราต่อโลกเป็นเช่นไร การกระทำของเราที่มีต่อตัวเองและชีวิตอื่นก็ย่อมเป็นไปแบบนั้น

คอลัมน์ Rewilding 101 ตอนนี้ เลยอยากชวนเพื่อน ๆ ล้อมวง เพื่อสำรวจการมองเห็นในแง่มุมของเราเอง ดูว่าเราจะเห็นมากกว่าสิ่งที่เรามองอย่างไร หรือจะถูกมองเห็น ในโลกที่มีสิ่งต่าง ๆ เรียกร้องการถูกยอมรับและมองเห็นได้อย่างไร ผัสสะการมองเห็นของเราทุกคนที่จะค่อย ๆ ประกอบกัน จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในฐานะสมาชิกสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศ

Seeing is Believing

ก่อนจะอ่านต่อไป อยากให้เพื่อน ๆ ทำแบบทดสอบสั้น ๆ เพื่อทดสอบการมองเห็นของเราเองจากวิดีโอ ‘Gorilla Basketball Experiment’ แล้วดูสิว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ในชั่วขณะหนึ่งของเฟรมภาพที่เรามองเห็น น่าจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์และข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือข้อมูลที่ปฏิสัมพันธ์กับเราโดยตรง ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเรา หากเราไม่มีกลไกของสมองที่เลือกรับข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรา และเลือกโยนข้อมูลที่สมองคิดว่าไม่จำเป็นทิ้งไป พวกเราทุกคนอาจจะเป็นบ้าจากสภาวะข้อมูลที่ท่วมท้นก็เป็นได้

ยิ่งในโลกที่ทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะถูกปลุกเร้าด้วยข้อมูลมหาศาล เพื่อให้เราเห็นและเชื่อ จนเราตัดสินใจรับข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของเรา หรือไม่ก็ตัดสินใจรับสินค้าและบริการนั้น ๆ การเห็นของเราจึงมีส่วนสำคัญที่พาโลกและความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ มาถึงจุดนี้

น่าสนใจว่าในก้อนข้อมูลที่กลไกทางสมองของเราเลือกโยนทิ้งไป บางครั้งอาจมีข้อมูลที่สำคัญกับเรามากในระยะยาว แต่เรากลับไม่เห็นมัน เพราะกลไกอัตโนมัติของสมองที่เราค่อย ๆ สั่งสมมานี้ ช่วยทำให้เราปลอดภัยและรู้สึกสบายใจในระยะสั้น ซึ่งธรรมชาติของสมองเลือกให้ความสนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวมากกว่าสิ่งที่หยุดนิ่ง

หากลองนึกย้อนกลับไป มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถูกเลี้ยงและกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นมาแบบนั้น ตั้งแต่สมัยยังเป็นทารกตัวน้อย ผ่านของเล่นที่เคลื่อนไหว เสียงเพลงที่คอยกระตุ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ช้าในโลกที่ไม่เคยนิ่งเงียบ เช่น สถานที่ ต้นไม้ ผืนดิน หรือสัตว์เล็ก ๆ รอบตัว จึงไม่ได้อยู่ในโฟกัสหลักของเรา

ดังนั้นโลกที่เราเห็นและเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น อาจเป็นโลกคนละใบกับโลกที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดำรงอยู่ และการเห็นโลกในสายตาแบบที่เราเป็นอยู่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้าอย่างไม่มีเหตุผล ว้าวุ่นใจกับอะไรที่เราก็บอกได้ไม่ชัด หลายครั้งเราเห็นอะไรมากมาย แต่จดจำรายละเอียดและความรู้สึกที่สำคัญไม่ได้ พบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน แต่อาจจะไม่เคยสัมผัสแววตาของกันและกัน เพราะมันมีสิ่งที่ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ตรงนี้ รอเราอยู่ในวินาทีถัดไปเสมอ

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

Seeing is Connecting

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากจะชวนเพื่อน ๆ แบ่งปันเรื่องราว ว่าแต่ละคนเคยมีประสบการณ์รู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่และผู้คน หรือสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ผ่านการมองเห็นอย่างไรบ้าง ไว้เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การมองเห็นและถูกมองเห็น ที่ประทับอยู่ในใจและยังจดจำบรรยากาศและความรู้สึกได้ดี ตอนสมัยยังช่วยงาน อาจารย์จุลพร นันทพานิช ผมได้เดินเท้าเข้าไปสำรวจบ้านเรือนของพี่น้องชาวปกาเกอะญอแถวลุ่มแม่น้ำเงา เราเดินเท้ากัน 3 วันเต็ม เพื่อจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านติดชายแดนพม่า หมู่บ้านของผู้คนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพกาล เราผ่านหุบห้วยที่มีเสียงชะนีร้อง และหมู่บ้านที่มีชื่อราวกับนิทานอย่าง ทีทอท เมโงโก และ เมโลเด บ้านเรือนที่เราเห็น เป็นบ้านที่มีหลังคาคล้ายกับตัวนิ่ม บ้านที่ทำด้วยมือและเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินอย่างไม่แปลกแยก

บ่ายวันที่สอง ช่วงที่เราเดินผ่านทุ่งนาร้อน ๆ มาทั้งวัน พอตกบ่ายที่เราถึงชายหมู่บ้านฝนเริ่มตกหนัก จนเราต้องหาที่หลบใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง ฝนตกอยู่นานจนเราต้องขอขึ้นไปหลบที่ชานระเบียงบ้าน แล้วเราก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ด้วยความเหนื่อย ตื่นมาอีกที มีแววตาของเด็กผู้หญิงในชุดเชวาสีมอม ๆ ตัวหลวม ๆ นั่งกอดเข่าจ้องมองพวกเราอยู่ตรงระเบียงบ้าน น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าถูกมองเห็นในลักษณะนี้จากสายตามนุษย์ เป็นสายตาที่ทั้งสงบและมีความรู้สึกตัวอยู่ในนั้น เป็นสายตาที่ให้พื้นที่กับสายตาของเรา ที่จะมองกลับไปแบบไม่หลบตาโดยปราศจากคำพูด มันให้เรารู้สึกลึก ๆ ถึงความเชื่อมโยงกับห้วงขณะตรงนั้น บรรยากาศ กลิ่นของสถานที่ และผู้คนที่แม้ไม่รู้จักชื่อ ได้มานอนอยู่ในเรือน ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไว้ให้คนนอกอย่างเรามาศึกษาแล้วจากไป

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ
Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

ความรู้สึกของการเห็นและการถูกมองเห็นแบบนี้ ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งกับมนุษย์ที่เรามีโอกาสพบเจอหรือสัตว์ อย่างเนื้อทราย ที่จะพบได้บ่อย ๆ บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยอุโมงค์ตีนดอยสุเทพ เวลาไปเดินในป่าตามลำพัง ห้วงขณะของสายตาที่สัตว์ป่ามองเราอย่างสงบและตื่นตัว หลายครั้งช่วยทำให้เราได้กลับมาเห็นตัวเองอีกครั้ง ตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทางนิเวศที่ใหญ่กว่าความคิดของเรา

อัลโด ลีโอโปลด์ (Aldo Leopold) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกัน ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างหมดจด ผ่านประสบการณ์ช่วงที่เขาเห็นประกายสีเขียวของแววตาหมาป่าที่ถูกเขายิงค่อย ๆ มอดดับลง การเห็นครั้งนั้นได้เปลี่ยนสำนึกของเขาที่มีต่อโลกแวดล้อม จากโลกที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่สำนึกใหม่ที่เห็นโลกเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกและการรับรู้ โดยมีเราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในนั้น

ความรู้สึกของการมองเห็นและถูกมองเห็นแบบนี้ละมั้ง การเห็นที่ไปพ้นกลไกอัตโนมัติของสมองของเรา ที่โยนบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญทิ้งไป เราจึงเห็นโลกในมุมแบบที่เราพอใจจะเห็น ตัดสินใจจากการเห็นเพราะคิดว่าโลกมันก็เป็นแบบนั้น มีข้อมูลมากมายผ่านการเห็น แต่อาจจะไม่ได้สลักสำคัญกับความรู้สึกภายในของเรา ในขณะที่ลึก ๆ แล้วเราต่างก็โหยหาการเห็นจากกันและกันด้วยสายตาแบบนี้ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของ ‘ความสัมพันธ์’ อันเป็นต้นธารหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Presencing

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ถึงจะกลับไปเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มองเห็นเพื่อให้เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และรับรู้ถึงความเป็นทั้งหมดของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก และการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เราอาจจะชอบและไม่ชอบ โดยมีผัสสะอื่น ๆ และดวงตาของเราเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักและสังเกตความเป็นไปของโลก

จอน ยัง (Jon Young) นักธรรมชาติวิทยา ผู้เป็นมัคคุเทศก์ทางธรรมชาติคนสำคัญแห่งยุคสมัย ได้รวบรวมวิธีการเชื่อมโยงเรากับโลกผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ เขาแนะนำกิจกรรมที่เรียกว่า ‘Sit Spot’ ให้เรา ลองให้ฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มต้นด้วยการหาสถานที่ที่เรานั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ถูกรบกวน อาจจะเป็นชายป่าใกล้บ้าน ในมุมใดมุมหนึ่งของสวนสาธารณะ สวนภายในบ้าน หรือตรงระเบียงที่มองออกไปภายนอกได้ ควรจะเป็นที่ที่เราไปนั่งได้บ่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งตรงนั้นเฉย ๆ อย่างน้อยสัก 15 นาทีขึ้นไป แล้วลองสังเกตสิ่งรอบตัว เพื่อบ่มเพาะสติและสัมปชัญญะในสถานที่แห่งนั้น

หากเราทำได้บ่อย ๆ ในสถานที่ที่เราค่อย ๆ คุ้นเคย เราอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในแต่ละช่วงวันหรือฤดูกาล ความรู้สึกของสถานที่ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบของชีวิตอื่น ๆ นับพัน วิธีการแบบนี้อาจดูแปลกสำหรับเราที่ไม่คุ้นเคยกับการไม่ทำอะไรเลยในสังคมที่ให้ค่ากับความ Productive ตลอดเวลา แต่วิธีนี้ค่อนข้างธรรมชาติ น่าจะคล้ายกับชาวบ้านที่คุ้นเคยกับป่า รู้จักป่า และเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแบบที่เราในฐานะคนที่ไม่คุ้นเคยกับป่านั้นไม่มีทางมองเห็น

ทอม บราวน์ ธรี (Tom Brown III) นักแกะรอยในป่า อธิบายว่า เวลาเราเดินในป่าหรือไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะมีคลื่นพลังงานที่เราแผ่ออกมาจากตัวเป็นวงรัศมี (Concentric Ring) และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเรา สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รับรู้ถึงพลังเหล่านี้ได้ เขาจึงหลบอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองเวลาเราเดินไปในพื้นที่ของเขา เราจึงเป็นเพียงคนผ่านทางในโลกของสัตว์และสิ่งมีชีวิต ในขณะที่พวกเขามองเราอยู่ แต่เรากลับไม่เห็นเขา

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

หากเรานั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้นสัก 30 นาที ร่างกายและลมหายใจของเราที่เริ่มสงบ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ คลื่นพลังงานของเราจะถูกปรับจูนให้เป็นคลื่นเดียวกันกับสถานที่ตรงนั้น ตรงที่สิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอยู่ จนกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นหรือพลังงานอื่นเข้ามารบกวนและจากไป คลื่นพลังงานของสถานที่และชีวิตตรงนั้นจะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง

นี่เป็นวิธีที่พรานในอดีตใช้ล่าสัตว์ ชนเผ่าหลายวัฒนธรรมในโลกเข้าป่าเพื่อเห็นปัญญาในธรรมชาติ รวมทั้งนักธรรมชาติวิทยาหรือนักนิยมไพรในปัจจุบันใช้ผสานตนเองเข้ากับโลกทางธรรมชาติ

วิธีการและเรื่องราวที่เล่ามานี้ อาจฟังดูเป็นเรื่องราวของผู้คนและวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรา หากเราลองจินตนาการเล่น ๆ ว่า ตัวเราและผู้คนที่เราพบเจอก็ไม่ต่างจากสัตว์นานาชนิดในป่า ที่มีทั้งดูน่ากลัว น่าเอ็นดู หวาดกลัว หรือสวยงามน่าดึงดูด และสถานที่อย่างที่ทำงาน ห้องประชุม โรงเรียน หรือเมืองที่เราอยู่ร่วมอาศัย เป็นสภาพนิเวศหนึ่งที่ไม่ต่างจากป่า เราก็น่าจะรู้สึกถึงประสบการณ์แบบที่ ทอม บราวน์ ธรี อธิบายได้ไม่ยาก

เราต่างเคยรับรู้ถึงบรรยากาศของพลังงานที่เปลี่ยนไป เวลามีใครเดินเข้ามาในห้องประชุม มวลอากาศในรถไฟฟ้า หรือบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองของเรา สถานที่เหล่านี้ต่างเป็นสถานที่ที่เรามองเห็นและถูกมองเห็น และอาจมองไม่เห็นและไม่ถูกมองเห็น หลายครั้งเราอาจจะเป็นสัตว์ป่าที่ตื่นกลัว ซ่อนอยู่และเฝ้ามองสัตว์อื่น ๆ ให้ผ่านไป ในขณะที่สัตว์ผู้ล่าก็ไม่คิดว่าโลกของมันมีเราซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เพราะอัตลักษณ์และการมีอยู่ของเราไม่ถูกรับรู้และปรากฏเห็น

หากมองจากมุมพระเจ้า เมืองของเราน่าจะเต็มไปด้วยคลื่น Concentric Ring ที่ว้าวุ่น แต่ในทางกลับกัน หากสถานที่นั้นเป็นที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และผู้คนอื่น ๆ ง่ายขึ้น การเห็นในแบบนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์ประกอบที่มีชีวิตในสถานที่แห่งนั้นกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมได้ดีขึ้น เราอาจจะเริ่มเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ ตามสามัญลักษณะของมัน พอเรารู้จักและเห็นความงามของสิ่งใด เราอาจจะรักษาและดูแลมันมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ตามใจของเราน้อยลง

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง
จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Rewilding

Sit Spot อาจจะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของนักธรรมชาติวิทยา ที่จะใช้มองเห็นความงามตามธรรมชาติของพื้นที่ธรรมชาติอย่างป่าเขาลำเนาไพร แต่น่าเป็นแบบฝึกหัดสำคัญของคนในยุคสมัยของเรา ที่จะค่อย ๆ ฟื้นคืนความสามารถในการมองเห็นของเราเอง การเห็นเพื่ออยู่ตรงนั้น และเป็นสักขีพยานของทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังและสิ้นหวัง ของชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศที่เราอยู่อาศัย ความสัมพันธ์หรือการเชื่อมโยงที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องดี ๆ ชวนฝัน หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงตัวเราเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะไม่รู้สึกเพิกเฉย การมองเห็นที่ว่าจึงเป็นการโอบอุ้มความเป็นทั้งหมด

ดีพัค โชปา (Deepak Chopra) แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เคยอธิบายความหมายของคำว่า ‘ความเป็นทั้งหมด’ หรือ Wholeness ว่าคำคำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Holy ที่แปลว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ และความรู้สึกที่เรา ‘โอบอุ้ม’ สิ่งต่าง ๆ เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ หากเราสามารถฟื้นคืนศักยภาพในการมองเห็นของเรา เพื่อทำให้การเห็นของเรามีคุณลักษณะของการโอบอุ้ม Seeing is Holding ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน่าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย

หากสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน ในย่าน หรือเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน มีที่ที่จะเป็น Sit Spot ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ได้ มีมุมดี ๆ ที่เราจะได้มองออกไปเพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปของโลกภายนอกและชีวิตอื่น ๆ หรือมีที่ว่างที่เราจะได้นั่งล้อมวงและมองเห็นแววตากันและกันให้มากขึ้น สถานที่รอบตัวของเราในอนาคตน่าจะเปลี่ยนไปจากแบบที่เรารู้จักมาก ๆ เราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยถูกมองเห็นและใส่ใจมันมากขึ้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความรู้สึกและจิตวิญญาณ

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

21 กุมภาพันธ์ 2565
2.03 K

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราไม่ได้มีโอกาสเงยหน้ามองท้องฟ้าในค่ำคืนที่มืดมิด ปล่อยจิตใจและความรู้สึกนึกคิดไปกับฟ้ามืดที่งามสงัด ให้จุดแสงนับหมื่นแสนของดวงดาวสกาวฟ้า เป็นเพื่อนสนทนากับความคิดและจินตนาการของเรา 

เชื่อว่าตอนเด็ก ๆ เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์การนอนดูดาว ฟังนิทานตำนานดาวที่ถูกเล่าต่อ ๆ กันมาอย่างไม่รู้เบื่อ อย่างเรื่องดาวลูกไก่ หรือไม่ก็เรื่องราวของกระต่ายบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นความทรงจำที่มีค่าในวัยเด็กที่อยู่ในลิ้นชักความทรงจำ แต่พอเติบโตมา ดวงดวงดาวนับล้านที่เคยน่าตื่นตาตื่นใจในวัยเด็ก ก็อาจจะค่อย ๆ หมดความน่าสนใจไปจากชีวิตของเรา ความสนใจของเราถูกแทนที่ด้วยแสงสีฟ้าจากดาวดวงเล็ก ๆ ที่เราเป็นศูนย์กลาง เราต่างก้มหน้าอยู่ในดวงดาวของตัวเองทั้งกลางวันและกลางคืน โดยตัดขาดจากจักรวาลและสรรพสิ่งรอบตัว หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเมืองที่เราอยู่อาศัยนั้นสว่างไสวจนเกินไป ทำให้เราไม่มีโอกาสได้กลับมาเชื่อมโยงกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก

ช่วงปลายฤดูหนาวนี้ ผมจึงอยากจะชวนเพื่อน ๆ ล้อมวงพูดคุยกับ แจ็ค-ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของเรากับดวงดาว พร้อมกับบอกเล่าถึงความสำคัญของความมืดสนิทของฟากฟ้าในยามค่ำคืน

เราดูดาวทำไม

ในอดีตผู้คนใช้ดวงดาวเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหาทิศทาง บอกฤดูกาลและเวลา รวมทั้งตรวจดูโชคชะตาราศี การเงยหน้ามองฟ้าก็เพื่อหาตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง ในโลกที่หมุนเปลี่ยนเวียนสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว เราเรียนรู้เวลาในแต่ละวันจากการขึ้นลงของดวงอาทิตย์และดวงดาว รู้เดือนจากดวงจันทร์ผ่านข้างขึ้นข้างแรม รู้ถึงการมาของฤดูกาลหนึ่งไปสู่อีกฤดูกาลหนึ่งในรอบปี จากการเคลื่อนที่ของกลุ่มดาว 12 ราศีบนท้องฟ้า

ในอดีตมีตำนานเล่าขานกันว่า ผู้ที่จะเป็นทหารได้นั้น ต้องมองเห็นและวาดกระจุกดาวลูกไก่ (Pleiades) ได้ครบ 7 ดวง หากใครวาดไม่ได้หรือมองเห็นไม่ครบ แสดงว่าสายตาไม่ดีไม่เหมาะที่จะเป็นทหาร นอกจากดวงดาวยังใช้เป็นเครื่องมือตรวจวัดสายตาสำหรับทหารแล้ว ดาวโจร หรือ ดาวซิริอุส (Sirius) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ยังเป็นเครื่องมือบอกเวลาฤดูกาลเก็บเกี่ยวของชาวนา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โจรป่าจะเข้ามาปล้นผลผลิตที่เก็บไว้ในยุ้งฉาง

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก
เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก

แต่ในโลกปัจจุบันที่เรามีนาฬิกาและโทรศัพท์มือถือล้ำสมัย ซึ่งแทบจะเป็นทุกอย่างมากกว่าการบอกทิศ บอกเวลา และช่วยสแกนดูดาวได้ทั้งฟ้าแม้ในสายตาจริง ๆ เราไม่อาจจะมองเห็น การเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่านั้นมีประโยชน์อะไร นี่เป็นคำถามเก่าแก่แต่ทว่าคลาสสิก เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญาในขณะเดียวกัน สำหรับแจ๊ค การได้ดูดาวและอยู่กับท้องฟ้าที่มืดมิดนั้นให้ความสุข มันทำให้เรารู้สึกค้นพบ และอยากค้นพบวัตถุบนท้องฟ้าที่เรายังไม่รู้จัก ที่สำคัญ การดูดาวช่วยให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า จากภาระหน้าที่และเอกสารงานประชุมที่อยู่แต่ในหน้าจอ 

สำหรับผมที่ไม่ได้เป็นนักดาราศาสตร์และคนที่สนใจถ่ายภาพดวงดาว การได้มองท้องฟ้ามืดสนิทเห็นดาวกระจ่างเต็มฟากฟ้า คือประตูในการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกบาน ไปสู่โลกที่เราเล็กจิ๋วและไม่สลักสำคัญ เป็นแค่ฝุ่นเล็ก ๆ ในจักรวาลที่ไร้ขอบเขต

ดูดาว Stargazing 101

เราดูดาวได้ทุกฤดู แต่ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดกับการดูดาว คือเดือนพฤศจิกายนถึงปลายกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด ไม่มีเมฆบดบัง และยังเป็นช่วงเวลาที่เห็นปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอื่น ๆ ได้อีก เช่น ทางช้างเผือก (Milky Way) ซึ่งจะเห็นชัดตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ตอนรุ่งเช้า

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก
ภาพถ่ายบริเวณใจกลางทางช้างเผือก สถานที่ถ่ายภาพ เหนือบริเวณอ่างเก็บน้ำวังชมพู จังหวัดลำพูน
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

ก่อนที่จะเริ่มดูดาว เราต้องหาทิศเหนือให้เจอเพื่อระบุตำแหน่งการมองเห็นของเรา เดี๋ยวนี้การหาตำแหน่งทิศเหนือนั้นง่ายดาย ด้วยเข็มทิศที่ติดมากับนาฬิกาหรือมือถือ แต่การหาทิศเหนือหรือดาวเหนือ (Polaris) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ของขั้วฟ้าเหนือ ด้วยความรู้ทางด้านดาราศาสตร์พื้นฐาน อาจจะทำให้เราสัมพันธ์กับดวงดาวและฤดูกาลมากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญ มันทำให้เรารู้จักและจดจำกลุ่มดาวต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ

ในช่วงฤดูหนาว เราหาดาวเหนือ (Polaris) ได้จาก กลุ่มดาวค้างคาว หรือ ดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) สังเกตได้ง่ายจากดาวสว่าง 5 ดวงที่เรียงกันคล้ายตัว M ซึ่งคนไทยจินตนาการเป็นรูปค้างคาว วิธีหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวค้างคาว ก็โดยการลากเส้นสมมติเป็นเส้นตรงจากปีกค้างคาวทั้งสองข้างขึ้นไปบนท้องฟ้า จุดที่เส้นตรงสองเส้นตัดกันนั้น ให้ลากจากจุดนั้นผ่านกลางลำตัวค้างคาวหรือท้องตัว M มาเรื่อย ๆ ก็จะเจอดาวเหนือพอดี 

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก
ภาพถ่ายกลุ่มดาวหมีใหญ่และกลุ่มดาวค้างคาว สามารถใช้เป็นกลุ่มดาวนำทางไปยังบริเวณดาวเหนือหรือขั้วเหนือของท้องฟ้า ที่นักดาราศาสตร์ใช้ในการหาทิศเหนือ สถานที่ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

แต่ในช่วงกลางปีที่อาจจะไม่เห็นกลุ่มดาวค้างคาว เราก็ใช้กลุ่มดาวจระเข้ หรือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) ช่วยหาได้เช่นกัน ซึ่งเป็นกลุ่มดาวสว่างเรียงกัน 7 ดวง ผู้คนแต่ละวัฒนธรรมอาจเห็นรูปร่างที่แตกต่างกันไป เช่น เห็นเป็นหมีหรือเห็นเป็นจระเข้ แต่ถ้าดูแบบบ้าน ๆ คนส่วนใหญ่จะเห็นเป็นรูปกระบวยตักน้ำ ให้ลากเส้นตรงผ่านดาวสองดวงแรกที่อยู่ตรงปากกระบวย แล้วลากเส้นตรงออกไปประมาณ 4 เท่าของระยะห่างของดวงดาวสองดวงนี้ ก็จะนำทางไปยังดาวเหนือพอดี นอกจากสองกลุ่มดาวนี้ เรายังหาทิศเหนือ ทิศตะวันออก-ตะวันตก ได้จากกลุ่มดาวอื่น เช่น กลุ่มดาวนายพราน (Orion) เมื่อเราเจอดาวเหนือเพื่อระบุทิศทางของเราในฟ้ามืดได้ เราก็จะใช้ทิศเหนือหรือกลุ่มดาวนั้นเชื่อมโยงไปยังกลุ่มดาวอื่น ๆ ได้ทั้งฟ้า ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีกลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac Constellation) ที่เป็นดาวเด่นเห็นได้ชัดประจำทิศตะวันออกของช่วงหัวค่ำให้ได้เห็น

ไม่แน่ว่าการหาทิศเหนือบนฟ้าที่มืดสนิทพบ อาจเป็นอุปมาอุปไมยในการกลับไปค้นพบทิศทางภายในของเราแต่ละคนก็เป็นได้ หากความเงียบทำให้เราได้ยินเสียงภายในใจของตัวเอง ความมืดดำที่งามสงัดก็อาจจะมีพลังในแบบเดียวกัน เพียงแต่ปัจจุบันเราอาจตัดตัวเองออกจากความมืด หรืออยู่ในโลกที่สว่างไสวเกินไป เราเลยต่างหลงทางและค้นหาทิศเหนือของตัวเองไม่เจอ

ความงามในความมืด Dark Sky

อุปสรรคสำคัญของการดูดาว คือ แสงประดิษฐ์ที่เกินพอดี ซึ่งเดี๋ยวนี้เรารู้จักมันในนาม ‘มลภาวะทางแสง’ (Light Pollution) ที่ถูกเรียกว่าเป็นมลภาวะ ไม่ได้เพียงเพราะว่ามันทำให้เราดูดาวไม่ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบของโลกยุคใหม่ ที่ส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ลามไปยังพืชและสัตว์ต่าง ๆ ในระบบนิเวศที่เปราะบาง เช่น การหลงทิศทางของสัตว์ที่เกิดจากแสงไฟประดิษฐ์ อย่างที่เกิดขึ้นกับเต่าทะเลหรือเมืองที่สว่างมาก ๆ จนนกอพยพหลงทาง แมลงหลงฤดูกาล และที่สำคัญ พลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งในการผลิตแสงสว่างนั้น ร่วงและฟุ้งกระจายไปบนท้องฟ้าโดยไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ชื่อภาพ ‘ฟ้าหลังฝนกับคนถ่ายดาว’ เป็นภาพถ่ายของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่ใช้เวลาหลังเกษียณงาน มาเรียนรู้การถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้าเป็นงานอดิเรก
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ 

สำหรับมนุษย์อย่างเราที่ระบบร่างกายมีวิวัฒนาการสัมพันธ์กับเวลาและฤดูกาล เรียกว่าจังหวะของนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) แสงประดิษฐ์ที่ผิดเวลามีผลทำให้ระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเยียวยาร่างกายลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค NCDs หรือ โรคไม่ติดต่อที่มีอาการเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หลอดเลือดหัวใจ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง

เพื่อจะทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยมืดมิดกลับมามืดอีกครั้ง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ จึงทำโครงการเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดขึ้น หรือแคมเปญที่เรียกกันว่า ‘Dark Sky Places’ เพื่อรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์เขตท้องฟ้ามืด โดยควบคุมการใช้แสงสว่างในเวลากลางคืน เพื่อให้สถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อุทยาน พื้นที่ชุมชน พื้นที่ส่วนบุคคล หรือพื้นที่บริเวณชานเมือง ได้เป็นเขตฟ้ามืดที่ผู้คนได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้า ดวงดาว และปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ได้ นอกเหนือประโยชน์ที่พื้นที่นั้นจะได้รับจากกิจกรรมทางดาราศาสตร์ อย่างเช่น กิจกรรมการดูดาว แคมเปญนี้ยังช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงาน และสร้างพื้นที่มืดที่มีคุณภาพให้กับสัตว์ต่าง ๆ อีกด้วย แถมได้รายได้ที่อาจจะเพิ่มขึ้น จากต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ของท้องฟ้ายามค่ำคืน 

หลายชุมชนก็ได้ริเริ่มและร่วมแคมเปญนี้ อย่างชุมชนที่บ้านปงห้วยลาน อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดการพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำห้วยลานให้กลายเป็นพื้นที่ดูดาวและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ อย่างฝนดาวตกเจมินิดส์ได้สวยงามที่สุด

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ภาพปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ ที่อ่างเก็บน้ำห้วยลาน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

ลองคิดกันเล่น ๆ ว่า ถ้าทุกบ้าน ร้านค้า ที่พักโรงแรม หรือสถานที่ราชการในเมืองที่เราอยู่อาศัย เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงบาดตาอย่างหลอดคอมแพกฟลูออเรสเซนต์ (CFL) ซึ่งมีโลหะหนักในกระบวนการผลิต มาเป็นหลอดประหยัดไฟ LED ที่มีครอบไฟเพื่อควบคุมทิศทางของแสง และไม่ให้ฟุ้งกระจายขึ้นท้องฟ้า ปิดหรือปรับองศาของหลอดไฟที่เคยส่องต้นไม้ให้กดต่ำลง บ้านเมืองของเราคงสวยงามและโรแมนติกมากกว่านี้ในยามค่ำคืน 

จากเมืองที่ไม่เคยหลับใหลและสว่างไสวด้วยไฟนีออนที่ชวนให้จิตใจอ่อนล้า จะกลับกลายเป็นเมืองดาวที่เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะธรรมชาติ ในทุกค่ำคืนของฟ้าหน้าหนาวที่เป็นฤดูดาว เราคงอยากออกมาปูเสื่อหรือลากฟูกนุ่ม ๆ มานอนดูดาวด้วยกัน แบ่งปันเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบต่าง ๆ ให้กันฟังท่ามกลางความมืด เด็ก ๆ ของเราคงจะมีนิทานตำนานดาวในความทรงจำมากกว่านี้

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ภาพทางช้างเผือกสะท้อนน้ำ บริเวณพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ นับเป็นจุดถ่ายภาพทางช้างเผือกในฝันของหลาย ๆ คน
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) นักดาราศาสตร์คนสำคัญของยุค เคยบอกเราว่า “เราต่างคือฝุ่นของดวงดาวในจักรวาล” นั่นเพราะธาตุพื้นฐานทั้ง 6 ที่เป็นองค์ประกอบของชีวิตเรา ล้วนแล้วแต่มาจากธาตุพื้นฐานของดวงดาวต่าง ๆ ในกาแล็กซี การได้เงยหน้ามองฟ้าทุกครั้ง ก็เพื่อกลับไปรับรู้ว่าเรามาจากไหน และรู้สึกสัมพันธ์ (แต่อาจจะไม่สำคัญ) กับสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลมากกว่าที่เราเคยคิด

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ภาพถ่ายบริเวณเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด ในเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า ในเขตอุทยาน Death valley สหรัฐอเมริกา
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load