ผมขอแนะนำชายผู้นี้ว่า

จุลพร นันทพานิช เป็นสถาปนิกและเป็นอาจารย์

งานของเขาไม่เหมือนใคร และยากจะลอกเลียนแบบ

เขามีความรู้ความเข้าใจในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบลงลึกถึงราก เขาชอบงานไม้ เครื่องมือช่าง และเชื่อเรื่องการทำงานไม้ด้วยมือแบบดั้งเดิม

งานออกแบบของเขาคือพื้นที่แสดงทักษะและภูมิปัญญาช่างแบบโบราณ

เขามีวิธีบูรณะบ้านเก่าที่น่าสนใจ ร่องรอยการแปรรูปที่ปรากฏอยู่ในเนื้อไม้ สำหรับคนอื่นคือความไม่เรียบร้อย แต่สำหรับเขา มันคือบทบันทึกประวัติศาสตร์ที่เล่าอะไรได้มากมาย และไม่สมควรถูกขัดให้เรียบ

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

จุดเด่นที่สุดของเขาก็คือ การออกแบบระบบนิเวศ อย่าหวังจะได้เห็นสวนประดิษฐ์และต้นไม้ขวัญใจนักจัดสวนในงานของเขา เพราะถ้ามีพื้นที่สีเขียวภายในงาน เขาจะสร้างสวนป่า สร้างระบบนิเวศทั้งระบบด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่น

เขาคือคนที่ปลูกป่า 200 ไร่ ที่เชียงใหม่ (สวนเย็น) ให้ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังของโลก เขาใช้เวลา 7 ปี เปลี่ยนหมู่บ้านจัดสรรร้างให้กลายเป็นป่าที่มีสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กอย่างเสือปลามาออกลูก และมีสัตว์มากมายเข้ามาอาศัย

เขาทำบ้านและปลูกป่าในพื้นที่ 6 ไร่ (สวนทำ) ย่านอ่อนนุชให้ต่ออีกครั้ง เขาปลูกต้นไม้ท้องถิ่นทั้งหมด เป็นต้นไม้พันธุ์หายากที่ต้องเสาะหามาจากนักเพาะต้นไม้มือทองของประเทศ เขาปลูกต้นไม้จากต้นกล้า และไม่เห็นด้วยกับการใช้ไม้ล้อม

เขาใช้เวลา 4 ปี ต้นตะเคียนทองในสวนทำก็ทิ้งเมล็ด และเกิดเป็นต้นใหม่ด้วยตัวเอง เวลาเดียวกันนี้พื้นที่ผืนนี้ก็กลายเป็นป่าครึ้มที่สูงท่วมหัว มีนกและสัตว์มากมายเข้ามาอาศัยอยู่

ตอนนี้เขากำลังปลูกป่าอีกผืนให้ต่อ และอีกหลายผืนให้อีกหลายคน

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

อาจารย์จุลพรแนะนำตัวเองว่า

“ผมเป็นลูกแม่ค้าขายผลไม้อยู่ในตลาดที่ฝั่งธนฯ ได้นั่งเรือสินค้าจากฝั่งธนฯ ไปสมุยตลอด ก๋งผมเป็นคนสมุยทำสวน 200 ไร่อยู่บนเขา ยุคนั้นทั้งเกาะมีรถยนต์ 5 คัน ไม่มีไฟฟ้า ยังเห็นโลมา ไปอยู่กับก๋งบนเขาก็เห็นเก้ง เห็นหมูป่า สนใจธรรมชาติและได้ทักษะการอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่ตอนนั้น

“ตาผมเป็นคนจีนกวางตุ้ง เป็นช่างไม้ที่เก่ง เห็นเขาทำตู้ โต๊ะ ตั่ง เตียง แต่ไม่ได้ช่วยทำ ก็เกิดการเรียนรู้ พอโตมาก็ไม่ยากที่จะทำ ผมเข้าใจเลยว่าแค่เห็นไม่ต้องลงมือทำก็เกิดการเรียนรู้แล้ว เลยเอามาใช้ในการสอน

“ผมชอบเอาไม้ขีดมาเรียงมาต่อเป็นโครงสร้าง พี่คนหนึ่งเห็นแล้วก็บอกว่าต้องเรียนสถาปัตย์ ผมรู้ตัวตั้งแต่ ม.3 ก็เลยสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ แล้วก็เข้าคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ”

“ตอนเรียนสถาปัตย์ผมอยากออกแบบกระท่อม ไร่นา แต่ไม่มีงานแบบนี้ให้ทำ ผมอยากมีป่าในงานออกแบบ ผมไม่สนเรื่องห้างสรรพสินค้า 200,000 ตารางเมตร ไม่มีจินตนาการเรื่องพวกนี้เลย ผมเรียนไม่ดีเลย เรียกว่าล้มเหลวด้านการเรียน

อาจารย์เฉลิม สุจริต (อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) เมตตาเอาผมไปอยู่กลุ่มแก เลยได้คุยกับแกเยอะ สิ่งที่อาจารย์สอนส่งผลกับชีวิตผมถึงทุกวันนี้ แกเห็นผมชอบออกค่าย ก็ชวนคุยว่า เวลาไปค่ายทำไมต้องเอาวัสดุจากข้างนอกไป ทำไมไม่ไปหามีดพร้าแถวนั้น เอาวัสดุแถวนั้นมาทำ แต่ละที่ต้องสร้างไม่เหมือนกันนะ เครื่องไม้เครื่องมือต้องไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่คุณต้องเอาไปคือทักษะในการออกแบบ อาจารย์พูดกรอกหูมาตั้งแต่ปี 3

“เรียนจบมา ผมไปคุมงานทำบ้านจัดสรรแถวพุทธมณฑล ทำโมเดลอีกปีครึ่ง ระหว่างนั้นผมไปสอนเด็กในโรงเรียนที่แม่ฮ่องสอน มีเด็กหลายชนเผ่า ท่าทีของพวกเขาแตกต่างกัน ผมเลยเริ่มสนใจมานุษยวิทยา ผมพูดลีซอได้ตั้งแต่ตอนนั้น

“ผมได้แฟนเป็นคนเชียงใหม่ ผมไม่อยากกลับกรุงเทพฯ แล้ว ผมไปคุมงานก่อสร้างที่ลำพูน เป็นที่ดินจัดสรรติดป่าอยู่ 4 ปี บริษัทเจ๊งเลยไปเป็นเกษตรกรปลูกกระเทียม เลี้ยงวัว อยู่ที่ลำพูน เป็นไกด์ทัวร์ป่า ทำทุกอย่าง เพราะไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ ทำอยู่ปีหนึ่งก็ป่วยเป็นมาลาเรีย เชื้อฟัลซิพารัมขึ้นสมอง ไม่มีแรงอยู่อีกปี

“ยังไม่ทันจะหายดี พี่สาธิต กาลวันตวานิช (นักออกแบบและเจ้าของบริษัท Propaganda) ก็มาชวนไปทำบ้านแม่น้ำ (ชื่อบ้านซึ่งสาธิตกำลังจะสร้างที่ลำพูน) มีคนแนะนำกันมา ตอนนั้นแกเพิ่งสั่งให้รถขนดินมาถมที่ ผมบอกว่าอย่าถมที่นะครับ ถ้าถมแล้วเพื่อนบ้านจะลำบาก คนสองฝั่งจะใช้ที่ของบ้านพี่เดินลัดไปหากันไม่ได้ เขาจะอยู่กันยังไง เป็นคำที่อาจารย์เฉลิมสอนมาเลย

“รถออกจากบ่อดินมาแล้วนะ พี่สาธิตรีบโทรสั่งห้าม และบอกให้ผมทำแบบบ้านมา

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

การออกจากไร่กระเทียมมารับงานสถาปนิกเต็มตัวครั้งแรก ตีโจทย์บ้านหลังนี้ยังไง

พี่สาธิตชอบเรือนไทยลื้อแบบดั้งเดิม แต่ผมอยากประยุกต์ให้มันคลี่คลาย ร่วมสมัย อะไรคือสาระสำคัญก็เก็บไว้ วัสดุธรรมชาติต้องดำรงไว้ เทคนิควิทยาการแบบท้องถิ่นต้องดำรงไว้ แต่ต้องตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่ ข้างในมีอุปกรณ์ไฟฟ้า กันรั่วร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังดำรงอรรถรสของความเป็นบ้านท้องถิ่นไว้ได้

อะไรคือหัวใจของบ้านไทยที่อาจารย์เอามาเป็นแกนกลางในการออกแบบ

ผมไม่สนใจฟอร์มนะ ผมใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก เข้ามาแล้วได้อารมณ์อย่างไร เข้ามาแล้วซาบซึ้งกับความงาม บอกไม่ถูก น้ำตาซึมเพราะเห็นแสงส่องมาเป็นลำในมุมมืด งานผมเป็นแบบนี้ รู้ว่าระนาบเป็นแบบนี้ ไม้แบบนี้ แสงชโลมมาจะรู้สึกอย่างไร ฟอร์มมาทีหลัง

บ้านไทยแสงสลัวๆ ดีกว่าบ้านยุคใหม่ที่ขาวสว่างยังไง

ถ้าอยู่ที่สว่างร่างกายเราจะทำงานหนัก เพราะผิวเราตื่นตัวกับแสงที่สว่างมาก เราจะเหนื่อย หนังเราไม่หนาเหมือนคนในเขตอบอุ่น เขาเลยไม่เป็นอะไรกับการอยู่ในที่สว่าง แสงสลัวช่วยให้เราผ่อนคลาย ตาก็ไม่ต้องโพลงตลอด ความสลัวเป็นคาแรกเตอร์ของบ้านเอเชีย แต่ไม่ใช่มืดตึ๊ดตื๋อนะ ถ้าสลัวไม่ดี ปู่ย่าตายายเราไปอยู่ที่สว่างกันหมดแล้ว เขาลองผิดลองถูกกันมาพันกว่าปี

อาจารย์จะให้ความสำคัญกับแสงในบ้านมาก

มันเป็นต้นทุนที่ธรรมชาติให้มา ก็ควรจะใช้ให้ถึงที่สุด ลำแสงที่ลอดเข้ามาในบ้านช่วยกล่อมเกลาจิตใจนะ ผมอยากให้สิ่งแบบนี้ดำรงอยู่ แล้วเราก็ออกแบบได้ ถ้าเราเข้าใจ Solar Chart ก็จะรู้ว่าดวงอาทิตย์โคจรอย่างไร เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือช่วย รู้เลยว่าแสงที่เข้ามา 9 โมงจะเป็นลำแบบนี้ ถ้าคุณยืนล้างถ้วยตรงนี้จะเห็นนกกางเขนมาร้องเพลงเพราะมีไข่มดแดงอยู่บนต้นมะม่วง วันนี้นกเขาร้อง วันนั้นนกกวักร้อง เมื่อพระอาทิตย์อยู่ตรงนี้ จะมีแสงเข้ามาเป็นลำ คุณเห็นแล้วจะหยุดภารกิจมานั่งดูมัน งานผมเป็นแบบนี้ มนุษย์ควรจะเป็นแบบนี้ มันคือเรื่องรื่นรมย์ใกล้ตัว เป็นเรื่องความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องฟอร์ม ผมใช้ฟอร์มในงานน้อยมาก ฟอร์มของสถาปัตย์ดู 5 ปีก็เบื่อแล้ว ผมอยากให้เราอยู่กับมันจากข้างใน ทำข้างในบ้านให้ดี เพื่อมองออกไปข้างนอกแล้วมีความสุข กรอบของบ้านจะเป็นตัวควบคุมให้เราเห็นนู่นเห็นนี่ในสิ่งที่ผมอยากให้เขาเห็น

ในสายตาของคนทั่วไป บ้านหลังนี้ถือว่าสวยไหม

คนที่ชอบแบบสว่างๆ คงไม่ชอบ แต่คนที่ชอบบ้านแบบท้องถิ่นจะชอบมาก ไม่ได้พูดว่าสวยด้วย แต่พูดว่าน่าอยู่ ร่มรื่น มีระยะ มีมิติหลายๆ อย่างซึ่งทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราผาสุก ทุกวันนี้เราบอกว่าบ้านต้องสวย แต่บ้านสวยอยู่ไม่ผาสุกนะ เมื่อก่อนไม่มีคำว่าบ้านสวยนะ มีแต่บ้านน่าอยู่จัง คำว่าสวยมาหลังยุคสงครามโลก ที่บ้านต้องสวย ต้องเชิดหน้าชูตา

ถ้ามีคนบ่นว่าบ้านไทยนอนไม่สบาย

ก็ฝึกเอา ถ้าคุณนอนสบาย เหงื่อไม่ออก ยูริกคุณก็สูงนะ คุณเปิดแอร์ 20 องศา แต่ร่างกายคุณ 37.5 องศา คุณก็ต้องเหนื่อยดึงมันกลับมา 37.5 องศา ต้องใช้พลังงาน เส้นหน้าคุณก็ขึ้นเร็ว แก่เร็ว เอาไหมล่ะ เราฝึกให้ระบายความร้อนในร่างกายได้ ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น มนุษย์เป็นของเหลว ปรับตัวได้อยู่แล้ว เพียงแต่คุณปฏิเสธการปรับตัวเท่านั้นเอง ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ได้มันก็คือไม่ได้ ก็จบที่ความคิดคุณ

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

อาจารย์เป็นสถาปนิกที่มีเงินอย่างเดียวจ้างไม่ได้ ใครจะจ้างออกแบบบ้านต้องไปเดินป่าด้วยกันก่อน ทำไม

ต้องรีเซ็ตความคิดให้ไปด้วยกันให้ได้ คุณต้องมาร่วมกระบวนการ ทุกคนก็แฮปปี้หมดนะ เราต้องเห็นภาพตรงกัน เข้าใจตรงกัน ฝึกตัวเขาด้วย เพราะผมจะออกแบบบ้านที่ทำให้เขาอยู่แล้วผาสุุก งานออกแบบของผมจะเอื้อให้เขาออกกำลังกายเยอะๆ บังคับไม่ให้อยู่เฉยๆ ต้องขยับไปดูโน่นไปทำนี่ บ้านผมอยู่แล้วสุขภาพดี พี่จะเป็นอาเสี่ยอยู่ในห้องแอร์ไม่ได้ พี่ต้องเดินนะ

เป็นอาเสี่ยอยู่ในห้องแอร์ไม่ดีตรงไหน

เดี๋ยวตายเร็ว ต้องกินดีอยู่ดี ต้องออกกำลังกายบ้าง ได้ยืดเหยียด ได้อากาศดี มีภาวะผจญภัยให้ตื่นเต้นนิดหน่อย

บ้านไม้ที่อาจารย์ทำไม่เรียบเนี้ยบอย่างบ้านไม้แพงๆ ที่เราคุ้นเคย อาจารย์โน้มน้าวให้ลูกค้าเห็นความงามของบ้านแบบนี้ยังไง

ส่วนใหญ่เขาทำเพราะลึกๆ เขาชอบแบบนี้อยู่แล้ว พอมาเจอผม สิ่งที่อยู่ภายในตัวเขาก็โผล่ออกมา ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีเขาก็ชอบ มันเป็นสัจจะของวัสดุ ถ้าจะพูดกับคนไทยก็ประมาณว่า พี่ไปดูงานที่ญี่ปุ่นสิ ย่านคันไซนี่ใช้ขวานถากทั้งนั้น ไปดูงานพระตำหนักคัตสึระที่เกียวโตสิ พอมียี่ห้อขึ้นหน่อยก็คล้ายตามเลย อ้างญี่ปุ่น อ้างสวีเดนไป งานเรียบๆ ที่ใช้เครื่องมือไฟฟ้าทำง่าย แต่งานพวกนี้ไม่เก๋าทำไม่ได้นะ

ทำไมคนสวีเดนหรือญี่ปุ่นทำเราถึงบอกว่าเจ๋ง แต่คนไทยทำบอกว่าเชย

ก็รังเกียจตัวเองไง อะไรที่เป็นไทยกระจอกงอกง่อย เมืองไทยไม่ดี ไม่อยากอยู่ ผมเข้าใจว่าเขารังเกียจตัวเอง ดังนั้นต้องดึงเขามาสอนว่า อย่ารังเกียจตัวเองนะ ผมเจอลูกค้าแล้วบอกว่า คุณเป็นลูกคนจีน แต้จิ๋วหรือไหหลำ เขาอึกๆ อักๆ คุณไม่ต้องอึกอักเลย หน้าคุณคอเคเชียนขนาดนี้ อย่าไปรังเกียจความเป็นตัวเอง

ทำไมคนเห็นสัจจะของวัสดุแล้วถึงชอบ

ธรรมชาติของมนุษย์ชอบสิ่งนี้ที่สุด เมื่อแหวกเปลือกทุกอย่างออกไป มนุษย์ทุกคนชอบอะไรที่เป็นสัจจะ แต่ประสบการณ์ในบางช่วงเวลาทำให้เขาไม่ชอบ มันเป็นธรรมชาติที่อยู่ในยีนของมนุษย์เลย ทุกคนไม่เนี้ยบ มนุษย์ทุกคนรุ่งริ่ง ถ้าคุณเป็นทหารคุณจะรุ่งริ่งไม่ได้ ต้องมีระเบียบ แต่แหวกเข้าไปในส่วนลึก มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะอยู่กับความรุ่งริ่งแล้วไม่เครียด เหมือนเราเห็นเส้นที่เป็นฟรีฟอร์มแล้วผ่อนคลายมากกว่าเห็นเส้นคมๆ นี่คือ Visual Impact เราเห็นพื้นผิวที่มีมิติแล้วผ่อนคลายกว่าเห็นพื้นผิวสีขาวล้วน นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ตาเห็นอย่างเดียว ระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายก็ได้รับสารจากตาไปด้วย ถ้าคุณเห็นแต่สิ่งเนี้ยบๆ อยู่กับสิ่งเนี้ยบๆ ตลอด ระบบพวกนี้ก็จะรวน คุณก็จะเหนื่อย

ทำไมอาจารย์ไม่ใช้เลื่อยไฟฟ้าทำงานไม้

เลื่อยไฟฟ้าจะได้เส้นสายที่คมเกินไป เดี๋ยวเครียด เลื่อยไฟฟ้าให้เด็กๆ ทำ ผู้ใหญ่อย่างเราทำของยาก แทงขวานเอา

คนยุคนี้ยังทำงานไม้ด้วยขวานกันได้ใช่ไหม

ใช่ ผมเปิดคลาสสอนใช้ขวาน นักเรียนชอบกันหมดเลย ชั่วโมงแรกสอนใส่ด้ามขวาน ลับขวาน เป็นวิชาที่คนนอกอยากมา Sit-in มาก สอนงานไม้ด้วยการใช้ขวานถาก ใครก็ได้ ผมสอนได้หมด คณะไม่เชื่อว่าผมจะสอนเด็กผู้หญิงให้ทำงานไม้แบบขวานถากได้ สมมติฐานที่ว่า เด็กผู้หญิงลูกคนมีตังค์จากกรุงเทพฯ จะใช้ขวานทำงานไม้ไม่ได้ ถูกทำลายไปแล้ว เพราะเขาทำได้ ทำได้ดีด้วย

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

ออกแบบบ้านแค่หลังเดียว ทำไมถึงมาเป็นอาจารย์ได้

วันดีคืนดีมีอาจารย์คณะสถาปัตย์ มช. มาเห็นบ้านแม่น้ำแล้วชอบมาก ตอนนั้นที่คณะไม่มีคนสอนวิชาสถาปัตยกรรมท้องถิ่น เลยชวนผมไปสอน ผมก็เอาความรู้ทั้งหมดที่มี จากตำรา จากครูบาอาจารย์ จากประสบการณ์ มาประมวลเข้าด้วยกัน อายุตอนนั้น 32 ก็ถือว่าค่อนข้างสุกงอมแล้ว

ชีวิตการเป็นอาจารย์ราบรื่นดีไหม

ตอนแรกผมคิดว่าคงไม่รอด ใครจะมาฟังเรา ผมมีแต่เสื้อเชิ้ตเก่ามาก ผมไม่ลงทุนซื้อเชิ้ตใหม่นะ เพราะมั่นใจว่าได้สอนเทอมเดียวแน่ๆ ที่ผ่านมาเด็กเจอแต่อาจารย์ที่ไม่ได้ทำงาน พอผมสอนจริงๆ เล่าผ่านประสบการณ์ แล้วเด็กเข้าใจ เขาโหวตผมให้ได้ท็อปมาตลอดนะ ได้อาจารย์ดีเด่นตลอด ลูกศิษย์ที่ได้รางวัลระดับประเทศก็อยู่กลุ่มผมหมดเลย สอนอยู่ 3 ปี ผมก็จับทางได้ รู้ว่าเด็กต้องการอะไร เขาตื่นตาตื่นใจกับความรู้แบบไหน เราจะสอนเขาอย่างไร

เด็กต้องการอะไร

ต้องการประสบการณ์จริงๆ ของคนสอน เขาไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาตรี โท เอก แต่เขาต้องการคนที่สื่อสารวิชาชีพ เวลาเขาถามก็ตอบได้อย่างซาบซึ้งกินใจ คุยกับเขาแล้วพาเขาไปต่อได้

อาจารย์สอนหนังสือด้วยวิธีที่แปลกไหม

ก็แปลกกว่าปกติ แต่ทุกคนยอมรับ ผมชอบพาเด็กไปเห็นสถานการณ์จริง สอนในสตูดิโอก็ได้อารมณ์หนึ่ง แต่สอนในป่าได้อีกอารมณ์ซึ่งซาบซึ้งกินใจกว่า คุณจะเล่าเรื่องพระจันทร์ในสตูดิโอเหรอ คุณรู้ไหมว่าบ้านผมตอน 2 ทุ่ม หน้าต่างบานนี้จะมีพระจันทร์เต็มดวงอยู่กลางหน้าต่างเลย ลูกผมเห็นสิ่งนี้ตั้งแต่เล็ก เขาโตมากับภาพนี้ คุณออกแบบให้เป็นแบบนี้ได้ไหม ถ้าจะเล่าเรื่องนี้ก็ต้องเล่าบนภูเขา กลางลานของหมู่บ้านเกาะในพงสาลี ในบ้านไทยลื้อโบราณ นี่คือห้องเรียนแบบเอเชีย มันคือสิ่งที่อาจารย์เฉลิมสอน มันคือความรู้ข้างใน ถ้าคุณมองเห็นเป็นความรู้เมื่อไหร่ คุณจะมีคลังความรู้มโหฬาร ผมเคยเห็นแล้ว ก็อยากให้เด็กเห็นด้วย อยากเที่ยวด้วยแหละ ผมเห็นเด็กพวกนี้เป็นลูกเป็นหลาน ผมไม่พาไปก็ไม่มีใครพาไป ไปหมู่บ้านชายแดนลาวจีน ตำรวจบ้านก็เมาสะพายปืนอาก้ากวาดไปกวาดมา ผมบอกไม่ต้องห่วง ผมดูเป็นว่าปืนมันขึ้นเซฟอยู่หรือพร้อมยิง

พาเด็กไปดูอะไร

ไม่ได้ให้ดูอย่างเดียว ให้นอนเลย เด็กกลุ่มผมไม่ได้นอนเกสต์เฮาส์นะ คณะให้งบมา 5,000 บาท กลุ่มอื่นไปขอพ่อแม่อีกหมื่นห้าแล้วไปฮ่องกง ไปบาหลี แต่กลุ่มผม 5,000 ไม่มีการขอเพิ่ม เหลือด้วย ไปแม่น้ำโขง พงสาลี สิบสองปันนา ไปหมู่บ้านเล็กๆ ชายแดนลาวจีน ลืมเรื่องนอนโรงแรมไปได้เลย ต้องนอนบ้านชาวบ้าน ผมไม่ขอให้ด้วยนะ คุณต้องขอเอง ก็นั่งรถประจำทางเดินทางไปเรื่อยๆ ทุกเรื่องที่เจอมันหมด เด็กยังจำได้ถึงทุกวันนี้ ผมบอกเขาว่า ผมไม่มีปัญญาพาไปฮ่องกง อีกหน่อยคุณมีตังค์คุณก็ไปเองได้ แต่ที่ผมพาคุณไป ไม่มีใครพาคุณไปได้ เพราะมันลำบากเกินจะไป และคนนำต้องมีทักษะต้องประเมินสถานการณ์ตลอด

เด็กงงไหมว่าพามาดูอะไร

ไม่งง ผมอธิบาย ทุกคนตื่นตาตื่นใจหมด เด็กปีหนึ่งปีสองเขาก็รู้เรื่องแล้ว ผมเล่าได้ตั้งแต่ถมดิน ตีนเสา ยันหลังคา อยู่ที่คนสอนว่าจะให้เขาเห็นอย่างไร พอเราอธิบายเขาก็เห็นค่า ระหว่างทางไปก็ไม่ง่ายนะ กลุ่มเรามีแต่วันไปกับวันกลับ ตรงกลางผมเขียนมั่วๆ ส่งคณะไปก่อน คุณต้องไปแก้ปัญหานะ คุณต้องขึ้นรถแบบไหน คนขับเมาไหม ถ้าตกเขาก็ตกจริงๆ นะ เป็นทริปที่กลับมาแล้วเขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีครั้งหนึ่งเรือชนหินโสโครกจนเรือแตกที่แม่น้ำอูแถวเมืองขวาตอนทุ่มหนึ่ง ดีที่น้ำตื้น กลับมาทุกวันนี้เขาก็รักใคร่กัน

เขาจะเอาประสบการณ์พวกนี้ไปใช้ในการออกแบบยังไง

เขาได้เห็นแลนด์สเคป เห็นวิถีชีวิต เห็นคน เห็นหมู่บ้านจริงๆ ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว เขาเอาสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ในการสร้างโจทย์ ทำบ้าน ทำตลาด ทำชุมชน รีสอร์ต ธรรมชาติ เป็นการสร้างโจทย์ที่มีเนื้อหาเชิงลึก ทำให้มีต้นทุนที่มากกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์

อาจารย์สอนยังไงเด็กๆ ถึงได้รางวัลด้านการออกแบบเยอะ

แนะประเด็นที่ลึกซึ้งกว่า น้องคนหนึ่งทำเรื่องทุ่งกุลาร้องไห้ ผมบอกว่าถ้าคุณไม่เดินผ่านทุ่งผมไม่สอนนะ คนนี้เป็นคุณหนูลูกคนจีน เขามุ่งมั่นว่าต้องเดินข้ามทุ่งให้ได้ เดินอยู่ 4 วัน วันแรกเดินแล้วถอย วันที่ 2 ก็ถอย วันที่ 3 เดินถึงกลางทุ่งแล้วไม่ไหวเริ่มหลง วันที่ 4 ก็เดินข้ามจนได้ 20 กิโลเมตร เขาโทรมาบอกผมว่า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมผมถึงเคี่ยวเข็ญให้เขาเดินข้าม เพราะตอนกลับมาเห็นพระอาทิตย์ตกชโลมทุ่งกุลาร้องไห้มันทำให้เขาเข้าใจ

อาจารย์ทำงานบูรณะบ้านเก่าได้ยังไง

พอมีทักษะเรื่องบ้านไม้ ก็มีคนชวนไปดูบ้านบอร์เนียว (โรงแรม 137 Pillars House) แล้วให้ความเห็นว่าจะบูรณะอย่างไร ผมก็ขี่จักรยานไป เอาขวานไปด้วย ขอเอาขวานไปถาก เขาถามว่าเราจะบูรณะอย่างไร ผมเลยเล่าว่า บ้านหลังนี้มีร่องรอยการแปรรูปไม้ด้วยเครื่องมือ 5 แบบ เลื่อยตั้ง เลื่อยอก เลื่อยก๋ง เลื่อยลันดา เลื่อยฉลุ รอยแต่ละอันอยู่ตรงนี้ๆ ร่องรอยพวกนี้ผมจะบูรณะด้วยครับพี่ เก็บรอยไว้ พี่เห็นไหมอันนี้เป็นรอยเลื่อยตั้ง ทุกคนเขาจะขัดทิ้งหมด ผมขอขึ้นไปดูโครงสร้างหลังคา ข้างบนสมบูรณ์ 95 เปอร์เซ็นต์เลย ลงมาก็เล่าให้เจ้าของฟัง ผมรู้ว่าเขาใช้ผมแน่นอน เพราะผมเล่าอะไรที่ลึกกว่าคนทั่วไป ลึกกว่าคนที่ไม่เคยถากไม้จะเห็น ถ้าเราถากไม้ก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

การรู้ว่ารอยนี้มาจากเลื่อยตั้งหรือเลื่อยอกสำคัญยังไง

มันคือร่องรอยที่บอกถึงการแปรรูปไม้เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เราควรต้องเก็บบริบทจากเครื่องมือที่ใช้แปรรูปไว้ เผื่อลูกหลานอีกร้อยปีมาเจอจะได้รู้ ไม่ใช่เอากระดาษทรายไปขัดทิ้งจะได้เนียนๆ สวยๆ เขาขัดทิ้งเพราะเขาดูไม่เป็น ผมก็เล่าว่าบานประตูเนี่ยไหหลำทำ อันนี้คนเมืองทำ อันนี้ซื้อมาจากมะละแหม่ง ฝรั่งแบกใส่หลังช้างมาที่แม่น้ำปิงตรงระแหงแล้วล่องเรือขึ้นมา ก็เอามาประมวลแล้วเล่าทีเดียว เลยได้ทำงานนี้

การบูรณะบ้านเก่าใช้เงินมากกว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ต้องพูดยังไงเจ้าของถึงอยากเก็บไว้

นี่ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น อดีตอธิบดีกรมป่าไม้เคยมาตรงนี้ เจ้ากรมแผนที่ทหารก็น่าจะเคยมา ก็เล่าเชื่อมโยงไปมา มันก็มีค่าขึ้น

เริ่มสนใจต้นไม้ท้องถิ่นตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนผมไปคุมงานก่อสร้างที่ลำพูนแล้วต้องฟื้นฟูต้นไม้ งานนั้นเขาสั่งกระถินเทพามา ผมรู้ว่าไม่ควรใช้กระถินเทพา ไม่ควรใช้ไม้ต่างถิ่น เพราะรอบพื้นที่นั้นเป็นป่าเต็งรัง แต่ผมเป็นแค่คนคุมงาน ไม่มีอำนาจ ผมเลยเรียกชาวบ้านมาสอน คุณลุงก็พาไปเดินป่า แล้วผมค่อยมาอ่านหนังสืออนุกรมวิธานพืชทีหลัง ผมกลับไปนึกถึงเรื่องพันธุ์พืชท้องถิ่นที่อาจารย์เฉลิมเคยสอน แล้วลองเอามาใช้งานแรกที่บ้านพี่สาธิต ชวนเขาไปเดินป่าแล้วปลูกต้นไม้ท้องถิ่นกัน

ถ้าลูกค้าอยากปลูกต้นไม้ฟอร์มสวยๆ ที่เรารู้จักกัน อาจารย์ชวนเขาเปลี่ยนมาปลูกไม้ท้องถิ่นยังไง

พาไปเดินป่าด้วยกัน ไปดูพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ประดู่ก็สวย ยางนาก็สวย แล้วไม่ต้องล้อม ใช้ไม้เพาะเมล็ด ผมไม่ยอมให้ใช้ไม้ล้อมนะ 3 ปีผ่านไปเจ้าของที่โทรมาขอบคุณผมเพราะไม้พวกนี้สวยกว่าไม้ล้อม

อาจารย์ไม่สนับสนุนการใช้ไม้ล้อม

ไม้ล้อมต้นใหญ่ๆ ดูแล้วไม่สะพรั่ง ไม้ที่เพาะจากต้นกล้ามีระบบรากที่แข็งแรง ถูก ฟอร์มสวย แต่งให้เข้ากับงานสถาปัตย์ของเราได้ดั่งใจกว่า บางกรณีใช้ไม้เพาะเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว อายุสัก 3 ปี ซึ่งเพาะมาในแปลงได้ ไม้พวกนี้เราไม่ต้องไปรบกวนมาจากธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

ถ้าเขายืนยันจะใช้ไม้ล้อม

แพงนะ

มีเงิน

มันจะล้มนะ ต้องค้ำ

ค้ำได้

มันขโมยมาจากในป่าเลยนะครับพี่ ป่านี่เขาแช่งอยู่นะ จัญไรเข้าบ้านพี่นะ พอได้ยินคำว่าจัญไรก็อึ้งไปตามๆ กัน คนมีตังค์กลัวจัญไร ได้ยินคำนี้แล้วค่าน้ำตาลขึ้นเลย (หัวเราะ) มันเป็นกุศโลบายที่เราไม่อยากให้เขาทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เราไปเดินป่าก็เห็นคนล้อมต้นไม้ในป่าประจำ เราไม่อยากให้ต้นไม้ในป่ามีปลายทางแบบนี้

แล้วคนที่ไม่อยากรอ อยากเห็นมันโตเลย

แป๊บเดียวก็โต เราใช้กลไกทางธรรมชาติช่วยได้ ใช้จุลินทรีย์ใส่ลงไปในดินบ้าง ไรโซเบียม ไมคอร์ไรซา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลแบบพืชสวน พวกนี้ยิ่งโตยิ่งสะพรั่ง 3 ปีก็โตแล้ว ที่คณะสถาปัตย์ มช. นักศึกษาที่จบรุ่นแรกเขาอยากปลูกต้นไม้ที่คณะ ผมเลยเอาต้นกล้ายางนาที่เพาะไว้ไปให้เขาปลูก 18 ปีผ่านไป มันสูง 20 กว่าเมตรแล้ว สูงกว่าตึกคณะอีก เราลงมือทำเองได้ไม่ต้องพึ่งรัฐ 18 ปีแป๊บเดียว หมุนไปหมุนมาก็ 5 ปีแล้ว ทุกคนทำได้ มีที่เท่าไหร่ก็ทำได้ หน้าที่ทำงานผมมีอยู่ 24 ตารางเมตร ผมก็ปลูกต้นไม้พันธุ์ท้องถิ่นประมาณ 12 ชนิด มีต้นสาทร ตาเสือใหญ่ ขะจาว เป็นระบบนิเวศเล็กๆ

ถ้าเขาอยากปลูกต้นปาล์ม

เรามีความคิดว่าเวลาทำโรงแรม ทำบ้านจัดสรร ฝรั่งจะชอบต้นปาล์ม มีตุ๊กตา มีน้ำพุ มันเป็นความคิดแบบโบราณมาก เขาเลยตัดของดีๆ ทิ้งแล้วไปทำแบบนั้น แต่ผมไม่สนใจ น้องผมจะทำบ้านจัดสรร ทุกคนเห็นว่าต้องตัดต้นยางนาทิ้ง ผมบอกไม่ได้ เดี๋ยวผมวางผังให้ แล้วต้นยางนี้จะไม่เป็นปัญหากับหมู่บ้านเลย เท่านั้นยังไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีก 800 กว่าต้น ทำให้พื้นดินแห่งนี้ช่วยดูดซับน้ำไว้ เรามีบ่อน้ำจืดที่มีน้ำใช้ตลอด ถ้าทำบ้านจัดสรรแบบที่เราคุ้นๆ มีป้อมยาม มีอะไรแบบโรมันๆ มันไม่ได้แบบนี้นะ เราอย่าไปชินกับภาพพวกนั้น เราต้องฝึกเคารพตัวเองก่อน จะได้ไปต่อข้างหน้า ด้วยปัญญาที่ปู่ย่าตายายบอก

อาจารย์ขึ้นชื่อเรื่องการสั่งโค่นต้นปาล์ม สน พญาสัตบรรณ มันไม่ดีตรงไหน

โค่นล้างบางเลย เราไม่ได้ทำแลนด์สเคปแบบโรงแรมไหหลำ เราจะทำสวนธรรมชาติ โรงแรมไหหลำพวกนี้อาโกวทำเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าเราไม่ได้ทำโรงแรมไหหลำ เราจะเก็บไว้ทำไมล่ะ

พูดยังไงให้เขาเปลี่ยนจากต้นไม้แพงๆ มาเป็นต้นไม้ท้องถิ่นชื่อแปลกๆ

เราต้องบอกว่าต้นไม้ท้องถิ่นดียังไง ตอนนี้โลกให้ค่ากับ Native Plant นะ ถ้าพี่ไปขายโรงแรมที่เบอร์ลินแล้วพูดว่าโรงแรมพี่ปลูก Native Plant ฝรั่งจะมากันเต็มเลย เพราะสังคมเขาให้ค่ากับเรื่องนิเวศเชิงลึก เราไปเข้าใจเองว่าฝรั่งอาจจะชอบสวนอย่างที่เราคุ้นๆ กัน แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบนะ ปลูกแบบนั้นไป 10 ปีก็ต้องโค่น เพราะโลกเปลี่ยน รสนิยมของคนในโลกเขาไม่มาปาล์มขวดกับคุณแล้ว มีโปรเจกต์หนึ่งที่ปราจีนบุรี มีต้นปาล์มขวดอยู่ในพื้นที่ ผมบอกให้เขาเอาออก ทุกคนก็เห็นด้วย ให้พ่อค้าต้นไม้มาตีราคา ต้นใหญ่เลย ปลูกมา 20 ปี พ่อค้าให้ต้นละ 150 บาท เพราะมันไม่มีความนิยมแล้ว ค่าแรงล้อมต้นไม้ออกมันก็สูง

เวลาออกแบบพื้นที่สักผืน อาจารย์ออกแบบในมิติไหนบ้าง

ออกแบบการใช้ที่ดินว่าจะใช้ที่แปลงนี้อย่างไร เพื่ออะไร วางแผนจัดการน้ำผิวดิน แล้วผมก็จะวางแผนจัดการพื้นที่ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ตอนหลังตีความพื้นที่สีเขียวลึกขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่เขียวแล้วดูรื่นรมย์ แต่พื้นที่สีเขียวของผมกินได้หมด เป็นอาหารที่ดีด้วย เป็นอาหารแมคโครไบโอติกส์ด้วย

ถ้าเจ้าของบ้านบอกว่าปลูกไปก็กินไม่เป็น

ฝึกเอา เดี๋ยวผมทำให้กิน อร่อย เดี๋ยวติด พวกนี้เป็นอาหารที่ดี ผมทำให้อร่อยได้ ไข่มดแดงเอามาทำไข่เจียวก็อร่อย ต้มกับผักหวานป่า แกงหน่อไม้ ยอดผักยอดไม้เอามายำบีบมะนาวที่เขาเรียกอาหารฟิวชัน มาจากสวนคุณทั้งหมดนั่นแหละ

อาจารย์ยังเรียกอาชีพตัวเองว่าเป็นสถาปนิกอยู่ไหม

ผมมีใบอนุญาตชั้นสูงของสถาปนิก ส่วนภูมิสถาปัตย์เขาไม่นับผมเป็นภูมิสถาปนิกเพราะผมไม่มีใบอนุญาต แต่ผมเคยเรียนนะ งานที่ผมทำมันก็เป็นเรื่องภูมิสถาปัตย์แหละ แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนออกแบบโลกแวดล้อมมากกว่า คือโลกทั้งหมดที่แวดล้อมชีวิตคน ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งสภาพแวดล้อม

โลกแวดล้อมที่ดีต้องเป็นยังไง

กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งมาก ใช้พลังงานน้อยๆ ใช้ทรัพยากรน้อยๆ อยู่แล้วผาสุก

ความผาสุกมีหลายแบบไหม หรือมีแบบเดียว

ความผาสุกยั่งยืนมีแบบเดียว สุข สงบ ไม่วุ่นวาย ถ้าผาสุกแบบมีตังค์แล้วกินอาหารดีๆ เดี๋ยวก็ป่วย ถ้าผาสุกแบบมีเมียเด็กสวยๆ ไม่กี่ปีเมียก็แก่ แต่ผาสุกยั่งยืนคืออยู่กับธรรมชาติ สงบ

กลมกลืนกับธรรมชาติต้องเป็นยังไง

ไม่ได้กลมกลืนแค่การออกแบบ แต่การจัดการต้องกลมกลืนด้วย บางโรงแรมที่ได้รางวัลด้านการออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เขาจ้างคนไปพ่นยาฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ผิวดินใต้ถุนทุก 14 วัน แมลงสัตว์เลื้อยคลานตายหมด เพราะถ้างูเลื้อยเข้าไปเดี๋ยวแขกข้างบนตกใจ ต้องฆ่า งูเข้าบ้านไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด สถิติคนเจ็บเพราะประสบอุบัติเหตุหลังร้านเหล้าปิดเยอะกว่าโดนงูฉกอย่างเทียบกันไม่ได้ เราควรอยู่ร่วมกันให้ดีที่สุด ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเอง พอไปทำร้ายชีวิตอื่น สุดท้ายชีวิตตัวเองก็ร้อนรุ่ม

การมีงูในโรงแรมดียังไง

ก็เป็นธรรมชาติของมัน เราต้องหาทางจัดการให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ไม่ใช่ฆ่าทิ้งให้หมด วิธีฆ่าไม่ได้ใช้สมองเลย ด้วยระบบนิเวศเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ มีงานหนึ่งที่สมุย ผมออกแบบให้มีเสานกสูง 4 เมตร เป็นบ้านนกแสก สร้างเป็นรังหันหน้าแนวเหนือใต้ เดี๋ยวนกแสกเข้าแน่ๆ กลางคืนนกแสกจะมาเกาะตรงนี้ งูเลื้อยมานกแสกก็คาบไปกินเลย หนูวิ่งนกแสกก็กินเลย นกแสก 1 ตัว กินหนูได้ 4 ตัวต่อคืน นกแสกเป็นสัตว์ที่ให้คุณ เราก็เอาเขามาอยู่กับเราได้นี่ เราจัดการออกแบบพื้นที่ให้คนกับงูไม่ต้องมาเจอกันได้ กรณีที่แย่ที่สุดคือ สั่งเซรุ่มมาเผื่อไว้

เราออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ได้ไหม

มีน้องคนหนึ่งมีที่ดินอยู่ 7 ไร่ที่มหาสารคาม จะสร้างเป็นหอพัก เดือนหนึ่งเก็บค่าเช่าได้สักสามแสนบาท วันดีคืนดีก็คิดว่าไม่สร้างหอพักเต็มพื้นที่แล้ว ถ้าคนในบ้านเมืองมีที่ดินหนึ่งไร่ก็เทปูนหนึ่งไร่ มีสองไร่ก็เทปูนสองไร่ ระบบระบายน้ำของเมืองจะมีปัญหา ของแบบนี้ไม่ต้องรอกฎหมายมาบังคับให้เราทำ ทำเองได้เลย น้องคนนี้เลยเปลี่ยนมาทำป่ากลางเมืองแทน ปลูกป่าแบบที่ราบอีสาน จัดสรรพื้นที่แล้วมีที่โล่งๆ อยู่ 3 แปลงในป่า น้องเขาเชื่อว่าถ้าปล่อยเช่าจะได้รายได้เท่าสร้างหอพักเต็มพื้นที่

ถ้าบ้านเราไม่ได้มีที่ขนาดนั้น

หน้าบ้านมีที่ 16 ตารางเมตรก็ทำได้ ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเลย ไม่ต้องดูแลมาก ให้ความรู้สึกเป็นท้องถิ่นด้วย ประเทศเราอยู่ในเขตศูนย์สูตร มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ต้นกระโดน กระบก ใบสวยมาก มีความสง่างาม แล้วที่สำคัญทุกอย่างกินได้ ตะคร้อก็อร่อย เดือดร้อนก็ตัดขาย เขียงไม้ตะคร้ออันละ 500 บาทนะ เพราะไม้ ตะคร้อแข็ง ดูดมีดมากกว่า ชิ้นส่วนของไม้ตะคร้อเป็นสมุนไพร ผสมกับอาหารไปก็ได้ประโยชน์ ต้นพะยอมก็มีดอกหอม ดอกเอาไปชงชาได้ แก่นพะยอมเอาไปขายพวกแม่กลองใช้เคี่ยวน้ำตาล ต้นพะยูงนี่รัฐไม่ปลูกแล้ว เราปลูกเลย มะค่าโมง มะขาม ก็ปลูกไป

ทำไมการปลูกสวนป่าที่มีระบบนิเวศถึงดีกว่าสวนสวยๆ ที่เราคุ้นกัน

สวนประดิษฐ์บางสถานการณ์ก็ดี แต่ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ บางสถานการณ์เป็นป่าอาจจะดีกว่า บางทีสนามก็จำเป็น บางทีลานก็จำเป็น เราทำสวนแบบเดียวแล้วละทิ้ง Culture Landscape ไปเลยไม่ได้ ประเทศเรามีความหลากหลายทางความรู้มาก เพียงแต่เราไม่มีแววตาเห็นถึงความหลากหลายนั้น เรามองไปข้างนอกแล้วทิ้งทุกอย่างไปเลย โชคดีการแพทย์แผนไทยเขาคุ้มครองได้ อาหารไทยเขาคุ้มครองได้ ภูมิปัญญาในการจัดการแวดล้อมก็ควรจะคุ้มครองไว้ด้วย

แล้วทำไมเราถึงไม่เห็นค่าของสิ่งนี้

เพราะเราบ้าฝรั่ง เชื่อว่าฝรั่งเหนือกว่าทุกเรื่อง ซึ่งไม่จริง มนุษย์เทียบกันไม่ได้ ความรู้ในโลกมีแบบเดียวไม่ได้ เนเธอร์แลนด์ก็เนเธอร์แลนด์ อังกฤษก็อังกฤษ ไทยก็ไทย ถ้าวันหนึ่งความรู้ใดมีปัญหา ความรู้อื่นจะได้ช่วยเขาได้ ฉะนั้น ทุกคนต้องพัฒนาความรู้ของตัวเองขึ้นมา ต้องดำรงตัวเองไว้ แต่ก็ไม่ใช่อหังการจนไม่ดูความเปลี่ยนแปลงของโลก

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก
จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

ลานดินดีกว่าลานคอนกรีตยังไง

พื้นที่ที่เป็นลานปูนร้อยเปอร์เซ็นระบบระบายน้ำจะมีปัญหา ปล่อยความร้อนให้เพื่อนด้วย อย่างน้อยระบบนิเวศที่อยู่ใกล้เราหน่อยสัก 30 เปอร์เซ็นต์ควรปล่อยให้เป็นลานดิน ลานดินทำให้สัตว์เลื้อยคลานเลื้อยไม่ได้ คนที่ปูหญ้าติดบ้านใหม่ ปลวกก็ขึ้นบ้านเลย ต้องเอาสารเคมีโหดๆ ไปฆ่าปลวก ตายพร้อมกันทั้งปลวกทั้งเจ้าของบ้าน แต่ลานดินมันร้อน ปลวกมันเดินไม่ได้ งูเลื้อยไม่ได้ ปลวกจะเดินบนผิวดินไก่ก็จิก แล้วจะไปใช้ยาฆ่าปลวกทำไมล่ะ เราจะไม่ฆ่าอะไรทั้งนั้น

ทันทีที่แดดส่องไปที่ลานดิน ความร้อนจากลานดินจะลอยตัวขึ้นสูง ความเย็นจากป่ารอบๆ จะมาแทนที่ ทันทีที่มีแดด ที่แปลงนี้ก็จะมีลม เป็นระบบปรับอากาศโดยการจัดการภูมิทัศน์รอบๆ คนโบราณเขาคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว

ภูมิสถาปนิกควรคิดให้ไกลกว่าออกแบบสวนสีเขียว

พื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่มีต้นไม้ใหญ่ มีหญ้านวลน้อย มันต้องมีมิติมากกว่านั้น มันต้องเป็นอาหาร เป็นยา เป็นร่มเงา เป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์ซึ่งเกื้อกูลชีวิตคน เวลาเราจะทำอะไร จัดการอะไร เรามักจะไม่คิดถึงชีวิตอื่นว่าเขาก็มีสิทธิ์ดำรงอยู่บนโลกนี้เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจเขา มีการจัดการให้เขามาอยู่ร่วมกัน นกทั้งหลายจะช่วยควบคุมแมลง ควบคุมสัตว์ไม่พึงประสงค์ให้เรา ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจภูมิประเทศ ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ไม่ต้องฆ่างู ฆ่าแมลง ฆ่าปลวก

อาจารย์ขายไอเดียประหลาดเหล่านี้ยังไงให้ผ่าน

มันก็ไม่ประหลาดนะ สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ต่างหากที่ประหลาด ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องดี เป็นกุศล เป็นความปรารถนาที่ดี ทำที่อยู่ให้สรรพสัตว์ ได้บุญยิ่งกว่าสร้างโบสถ์อีก ผมก็ได้แต่บอกว่า อย่าทำแบบเดิมๆ เลย อย่าไปฆ่านู่นฆ่านี่เลย เชื่อเถอะครับท่าน

สถาปนิกหลายคนอิจฉาโจทย์ที่อาจารย์ได้รับ มีคำแนะนำไหมว่าทำยังไงเขาถึงจะได้โจทย์แบบนี้บ้าง

คุณอาจจะยังทำงานหนักไม่พอ ยังใช้ชีวิตไม่หนักพอหรือเปล่า ผมเดินจากเหนือมาถึงเมืองกาญจน์ ผมมีชีวิตที่ตรากตรำ ผมออกภาคสนาม ไปเก็บความรู้ ถ้าคุณหน้าใสๆ คนจะเชื่อคุณหรือเปล่า คุณพูดเรื่องงูจงอางเพราะคุณดูคลิปมาเล่า แต่ผมเล่าเรื่องงูจงอาง คนฟังได้ยินเสียงเลยว่าตัวมันเสียดสีกับดินยังไง ตอนที่มันพุ่งมาฉกเราเป็นยังไง เพราะเราเจอมาจริงๆ แล้วเขาจะเชื่อใคร สิ่งที่คุณไปเสิร์ชมามันไม่ใช่ความรู้ มันเป็นข้อมูล คุณแค่เอาข้อมูลนั้นมาเล่าต่ออีกที คนฟังเขาก็มีข้อมูล แต่สิ่งที่ผมบอกมีข้อมูล มีประสบการณ์ด้วย มีนิเวศด้วย ถ่ายทอดแบบลึกซึ้ง จริงใจ

บางงานอาจารย์ก็ได้รับโจทย์ง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่ทำไมอาจารย์ถึงพางานไปได้ไกลมาก

มันต้องใช้พลังภายใน ต้องมีแรงปรารถนาภายใน ถ้าคุณมีชีวิตที่ไม่มีแรงปรารถนา อายุไม่ถึง 40 ตาก็ปิดไปครึ่งหนึ่งแล้ว พลังชีวิตตก สิ่งที่ผมทำทำให้ได้พลังชีวิต แล้วพลังชีวิตนั้นเราก็เอามาใช้กับงาน

คนอื่นทำงานแล้วพลังชีวิตลด ทำไมอาจารย์ทำงานแล้วพลังชีวิตถึงเพิ่ม

เรามองงานต่างกันหรือเปล่า ทุกงานของผมทำให้เกิดที่อยู่ของสรรพชีวิต ปีหนึ่งผมปลูกต้นไม้เป็นแสนต้น มันจะกลายเป็นที่อยู่ของสัตว์อีกนับล้าน ทำแล้วก็ไม่เหนื่อย เราต้องไม่จบแค่ข้อจำกัด

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

อาจารย์มองว่างานคืออะไร

เป็นวัตรปฏิบัติของชีวิตที่ทำให้เรางอกงาม งอกเงย ทำให้ชีวิตมีพลัง ทุกการงานทำให้เกิดบารมีสั่งสม แต่ต้องเป็นภารกิจเหนือชีวิตนะ ทำงานก็ต้องเอาตายนะ ไม่ใช่ทำแบบหาค่าเทอมลูกไปวันๆ แบบนั้นคุณจะหมดแรง คนเห็นแล้วก็บอกว่า คิดแค่นี้เองเหรอ แล้วมันจะได้พลังชีวิตไหม

อาจารย์เคยทำงานแมสๆ ง่ายๆ โดยไม่คิดเรื่องสิ่งแวดล้อมองค์รวมบ้างไหม

ไม่ โจทย์พื้นๆ ผมก็สร้างความยากให้มันเองเสมอ คือนำพาความยากมาใส่ตัว เรื่องการงานนะไม่ใช่เรื่องชีวิต

ถ้าลูกค้าบอกของ่ายๆ ได้ไหม ไม่มีเงิน

ไม่ได้ใช้เงินครับพี่ ใช้สมอง ผมจะพูดจนเขาเห็นด้วยว่า เออจริง ใช้เงินเพิ่มอีกนิดหนึ่งแล้วได้ของที่ดีขึ้น ผมชอบพูดบ่อยๆ ว่า มันจะไปยากอะไรวะ พี่ต่อบอกว่า ให้งบผมปลูกป่าดูแลจนโตไร่ละหมื่นบาทใช้ 3 ปี ผมบอกว่าเดี๋ยวผมจะไม่ใช้เครื่องยนต์ในไร่ด้วยนะ ไม่ใช้เครื่องตัดหญ้า ใช้มือถางเอา

การดูแลพื้นที่ 200 ไร่ ด้วยเครื่องตัดหญ้าไม่ดีตรงไหน

คุณทำสวนเกษตรอินทรีย์แล้วใช้เครื่องตัดหญ้าสะพาย หนึ่ง ไอน้ำมันก็ตกลงไปสะสมในดิน คุณมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าไง สอง แพง สาม คนใช้สุขภาพไม่ดี ผมทดลองถางมือ 200 ไร่ได้แล้วนะ ไม่ใช้เครื่องตัดหญ้า แต่สร้างการวิวัฒน์ของร่มเงาให้มันบังหญ้า พร้าตัดหญ้าในประเทศไทยมีประมาณ 50 ชนิด สารพัดแบบเลย ออกแบบมาตามภูมิประเทศ เป็นพร้าที่ดีมาก ถ้าคุณไม่ใช้มันหายไปหมดเลยนะ

เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมถึงต้องคิดแบบนี้ทำแบบนี้ให้ตัวเองเหนื่อยขึ้น

มันดีขึ้นไง ไม่เสียชาติเกิด เราเกิดมาก็ต้องทำให้ดีที่สุดสิ

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

ผมขอแนะนำชายผู้นี้ว่า

จุลพร นันทพานิช เป็นสถาปนิกและเป็นอาจารย์

งานของเขาไม่เหมือนใคร และยากจะลอกเลียนแบบ

เขามีความรู้ความเข้าใจในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบลงลึกถึงราก เขาชอบงานไม้ เครื่องมือช่าง และเชื่อเรื่องการทำงานไม้ด้วยมือแบบดั้งเดิม

งานออกแบบของเขาคือพื้นที่แสดงทักษะและภูมิปัญญาช่างแบบโบราณ

เขามีวิธีบูรณะบ้านเก่าที่น่าสนใจ ร่องรอยการแปรรูปที่ปรากฏอยู่ในเนื้อไม้ สำหรับคนอื่นคือความไม่เรียบร้อย แต่สำหรับเขา มันคือบทบันทึกประวัติศาสตร์ที่เล่าอะไรได้มากมาย และไม่สมควรถูกขัดให้เรียบ

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

จุดเด่นที่สุดของเขาก็คือ การออกแบบระบบนิเวศ อย่าหวังจะได้เห็นสวนประดิษฐ์และต้นไม้ขวัญใจนักจัดสวนในงานของเขา เพราะถ้ามีพื้นที่สีเขียวภายในงาน เขาจะสร้างสวนป่า สร้างระบบนิเวศทั้งระบบด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่น

เขาคือคนที่ปลูกป่า 200 ไร่ ที่เชียงใหม่ (สวนเย็น) ให้ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาชื่อดังของโลก เขาใช้เวลา 7 ปี เปลี่ยนหมู่บ้านจัดสรรร้างให้กลายเป็นป่าที่มีสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กอย่างเสือปลามาออกลูก และมีสัตว์มากมายเข้ามาอาศัย

เขาทำบ้านและปลูกป่าในพื้นที่ 6 ไร่ (สวนทำ) ย่านอ่อนนุชให้ต่ออีกครั้ง เขาปลูกต้นไม้ท้องถิ่นทั้งหมด เป็นต้นไม้พันธุ์หายากที่ต้องเสาะหามาจากนักเพาะต้นไม้มือทองของประเทศ เขาปลูกต้นไม้จากต้นกล้า และไม่เห็นด้วยกับการใช้ไม้ล้อม

เขาใช้เวลา 4 ปี ต้นตะเคียนทองในสวนทำก็ทิ้งเมล็ด และเกิดเป็นต้นใหม่ด้วยตัวเอง เวลาเดียวกันนี้พื้นที่ผืนนี้ก็กลายเป็นป่าครึ้มที่สูงท่วมหัว มีนกและสัตว์มากมายเข้ามาอาศัยอยู่

ตอนนี้เขากำลังปลูกป่าอีกผืนให้ต่อ และอีกหลายผืนให้อีกหลายคน

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

อาจารย์จุลพรแนะนำตัวเองว่า

“ผมเป็นลูกแม่ค้าขายผลไม้อยู่ในตลาดที่ฝั่งธนฯ ได้นั่งเรือสินค้าจากฝั่งธนฯ ไปสมุยตลอด ก๋งผมเป็นคนสมุยทำสวน 200 ไร่อยู่บนเขา ยุคนั้นทั้งเกาะมีรถยนต์ 5 คัน ไม่มีไฟฟ้า ยังเห็นโลมา ไปอยู่กับก๋งบนเขาก็เห็นเก้ง เห็นหมูป่า สนใจธรรมชาติและได้ทักษะการอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่ตอนนั้น

“ตาผมเป็นคนจีนกวางตุ้ง เป็นช่างไม้ที่เก่ง เห็นเขาทำตู้ โต๊ะ ตั่ง เตียง แต่ไม่ได้ช่วยทำ ก็เกิดการเรียนรู้ พอโตมาก็ไม่ยากที่จะทำ ผมเข้าใจเลยว่าแค่เห็นไม่ต้องลงมือทำก็เกิดการเรียนรู้แล้ว เลยเอามาใช้ในการสอน

“ผมชอบเอาไม้ขีดมาเรียงมาต่อเป็นโครงสร้าง พี่คนหนึ่งเห็นแล้วก็บอกว่าต้องเรียนสถาปัตย์ ผมรู้ตัวตั้งแต่ ม.3 ก็เลยสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ แล้วก็เข้าคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ”

“ตอนเรียนสถาปัตย์ผมอยากออกแบบกระท่อม ไร่นา แต่ไม่มีงานแบบนี้ให้ทำ ผมอยากมีป่าในงานออกแบบ ผมไม่สนเรื่องห้างสรรพสินค้า 200,000 ตารางเมตร ไม่มีจินตนาการเรื่องพวกนี้เลย ผมเรียนไม่ดีเลย เรียกว่าล้มเหลวด้านการเรียน

อาจารย์เฉลิม สุจริต (อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) เมตตาเอาผมไปอยู่กลุ่มแก เลยได้คุยกับแกเยอะ สิ่งที่อาจารย์สอนส่งผลกับชีวิตผมถึงทุกวันนี้ แกเห็นผมชอบออกค่าย ก็ชวนคุยว่า เวลาไปค่ายทำไมต้องเอาวัสดุจากข้างนอกไป ทำไมไม่ไปหามีดพร้าแถวนั้น เอาวัสดุแถวนั้นมาทำ แต่ละที่ต้องสร้างไม่เหมือนกันนะ เครื่องไม้เครื่องมือต้องไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่คุณต้องเอาไปคือทักษะในการออกแบบ อาจารย์พูดกรอกหูมาตั้งแต่ปี 3

“เรียนจบมา ผมไปคุมงานทำบ้านจัดสรรแถวพุทธมณฑล ทำโมเดลอีกปีครึ่ง ระหว่างนั้นผมไปสอนเด็กในโรงเรียนที่แม่ฮ่องสอน มีเด็กหลายชนเผ่า ท่าทีของพวกเขาแตกต่างกัน ผมเลยเริ่มสนใจมานุษยวิทยา ผมพูดลีซอได้ตั้งแต่ตอนนั้น

“ผมได้แฟนเป็นคนเชียงใหม่ ผมไม่อยากกลับกรุงเทพฯ แล้ว ผมไปคุมงานก่อสร้างที่ลำพูน เป็นที่ดินจัดสรรติดป่าอยู่ 4 ปี บริษัทเจ๊งเลยไปเป็นเกษตรกรปลูกกระเทียม เลี้ยงวัว อยู่ที่ลำพูน เป็นไกด์ทัวร์ป่า ทำทุกอย่าง เพราะไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ ทำอยู่ปีหนึ่งก็ป่วยเป็นมาลาเรีย เชื้อฟัลซิพารัมขึ้นสมอง ไม่มีแรงอยู่อีกปี

“ยังไม่ทันจะหายดี พี่สาธิต กาลวันตวานิช (นักออกแบบและเจ้าของบริษัท Propaganda) ก็มาชวนไปทำบ้านแม่น้ำ (ชื่อบ้านซึ่งสาธิตกำลังจะสร้างที่ลำพูน) มีคนแนะนำกันมา ตอนนั้นแกเพิ่งสั่งให้รถขนดินมาถมที่ ผมบอกว่าอย่าถมที่นะครับ ถ้าถมแล้วเพื่อนบ้านจะลำบาก คนสองฝั่งจะใช้ที่ของบ้านพี่เดินลัดไปหากันไม่ได้ เขาจะอยู่กันยังไง เป็นคำที่อาจารย์เฉลิมสอนมาเลย

“รถออกจากบ่อดินมาแล้วนะ พี่สาธิตรีบโทรสั่งห้าม และบอกให้ผมทำแบบบ้านมา

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

การออกจากไร่กระเทียมมารับงานสถาปนิกเต็มตัวครั้งแรก ตีโจทย์บ้านหลังนี้ยังไง

พี่สาธิตชอบเรือนไทยลื้อแบบดั้งเดิม แต่ผมอยากประยุกต์ให้มันคลี่คลาย ร่วมสมัย อะไรคือสาระสำคัญก็เก็บไว้ วัสดุธรรมชาติต้องดำรงไว้ เทคนิควิทยาการแบบท้องถิ่นต้องดำรงไว้ แต่ต้องตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่ ข้างในมีอุปกรณ์ไฟฟ้า กันรั่วร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังดำรงอรรถรสของความเป็นบ้านท้องถิ่นไว้ได้

อะไรคือหัวใจของบ้านไทยที่อาจารย์เอามาเป็นแกนกลางในการออกแบบ

ผมไม่สนใจฟอร์มนะ ผมใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก เข้ามาแล้วได้อารมณ์อย่างไร เข้ามาแล้วซาบซึ้งกับความงาม บอกไม่ถูก น้ำตาซึมเพราะเห็นแสงส่องมาเป็นลำในมุมมืด งานผมเป็นแบบนี้ รู้ว่าระนาบเป็นแบบนี้ ไม้แบบนี้ แสงชโลมมาจะรู้สึกอย่างไร ฟอร์มมาทีหลัง

บ้านไทยแสงสลัวๆ ดีกว่าบ้านยุคใหม่ที่ขาวสว่างยังไง

ถ้าอยู่ที่สว่างร่างกายเราจะทำงานหนัก เพราะผิวเราตื่นตัวกับแสงที่สว่างมาก เราจะเหนื่อย หนังเราไม่หนาเหมือนคนในเขตอบอุ่น เขาเลยไม่เป็นอะไรกับการอยู่ในที่สว่าง แสงสลัวช่วยให้เราผ่อนคลาย ตาก็ไม่ต้องโพลงตลอด ความสลัวเป็นคาแรกเตอร์ของบ้านเอเชีย แต่ไม่ใช่มืดตึ๊ดตื๋อนะ ถ้าสลัวไม่ดี ปู่ย่าตายายเราไปอยู่ที่สว่างกันหมดแล้ว เขาลองผิดลองถูกกันมาพันกว่าปี

อาจารย์จะให้ความสำคัญกับแสงในบ้านมาก

มันเป็นต้นทุนที่ธรรมชาติให้มา ก็ควรจะใช้ให้ถึงที่สุด ลำแสงที่ลอดเข้ามาในบ้านช่วยกล่อมเกลาจิตใจนะ ผมอยากให้สิ่งแบบนี้ดำรงอยู่ แล้วเราก็ออกแบบได้ ถ้าเราเข้าใจ Solar Chart ก็จะรู้ว่าดวงอาทิตย์โคจรอย่างไร เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือช่วย รู้เลยว่าแสงที่เข้ามา 9 โมงจะเป็นลำแบบนี้ ถ้าคุณยืนล้างถ้วยตรงนี้จะเห็นนกกางเขนมาร้องเพลงเพราะมีไข่มดแดงอยู่บนต้นมะม่วง วันนี้นกเขาร้อง วันนั้นนกกวักร้อง เมื่อพระอาทิตย์อยู่ตรงนี้ จะมีแสงเข้ามาเป็นลำ คุณเห็นแล้วจะหยุดภารกิจมานั่งดูมัน งานผมเป็นแบบนี้ มนุษย์ควรจะเป็นแบบนี้ มันคือเรื่องรื่นรมย์ใกล้ตัว เป็นเรื่องความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องฟอร์ม ผมใช้ฟอร์มในงานน้อยมาก ฟอร์มของสถาปัตย์ดู 5 ปีก็เบื่อแล้ว ผมอยากให้เราอยู่กับมันจากข้างใน ทำข้างในบ้านให้ดี เพื่อมองออกไปข้างนอกแล้วมีความสุข กรอบของบ้านจะเป็นตัวควบคุมให้เราเห็นนู่นเห็นนี่ในสิ่งที่ผมอยากให้เขาเห็น

ในสายตาของคนทั่วไป บ้านหลังนี้ถือว่าสวยไหม

คนที่ชอบแบบสว่างๆ คงไม่ชอบ แต่คนที่ชอบบ้านแบบท้องถิ่นจะชอบมาก ไม่ได้พูดว่าสวยด้วย แต่พูดว่าน่าอยู่ ร่มรื่น มีระยะ มีมิติหลายๆ อย่างซึ่งทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราผาสุก ทุกวันนี้เราบอกว่าบ้านต้องสวย แต่บ้านสวยอยู่ไม่ผาสุกนะ เมื่อก่อนไม่มีคำว่าบ้านสวยนะ มีแต่บ้านน่าอยู่จัง คำว่าสวยมาหลังยุคสงครามโลก ที่บ้านต้องสวย ต้องเชิดหน้าชูตา

ถ้ามีคนบ่นว่าบ้านไทยนอนไม่สบาย

ก็ฝึกเอา ถ้าคุณนอนสบาย เหงื่อไม่ออก ยูริกคุณก็สูงนะ คุณเปิดแอร์ 20 องศา แต่ร่างกายคุณ 37.5 องศา คุณก็ต้องเหนื่อยดึงมันกลับมา 37.5 องศา ต้องใช้พลังงาน เส้นหน้าคุณก็ขึ้นเร็ว แก่เร็ว เอาไหมล่ะ เราฝึกให้ระบายความร้อนในร่างกายได้ ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น มนุษย์เป็นของเหลว ปรับตัวได้อยู่แล้ว เพียงแต่คุณปฏิเสธการปรับตัวเท่านั้นเอง ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ได้มันก็คือไม่ได้ ก็จบที่ความคิดคุณ

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

อาจารย์เป็นสถาปนิกที่มีเงินอย่างเดียวจ้างไม่ได้ ใครจะจ้างออกแบบบ้านต้องไปเดินป่าด้วยกันก่อน ทำไม

ต้องรีเซ็ตความคิดให้ไปด้วยกันให้ได้ คุณต้องมาร่วมกระบวนการ ทุกคนก็แฮปปี้หมดนะ เราต้องเห็นภาพตรงกัน เข้าใจตรงกัน ฝึกตัวเขาด้วย เพราะผมจะออกแบบบ้านที่ทำให้เขาอยู่แล้วผาสุุก งานออกแบบของผมจะเอื้อให้เขาออกกำลังกายเยอะๆ บังคับไม่ให้อยู่เฉยๆ ต้องขยับไปดูโน่นไปทำนี่ บ้านผมอยู่แล้วสุขภาพดี พี่จะเป็นอาเสี่ยอยู่ในห้องแอร์ไม่ได้ พี่ต้องเดินนะ

เป็นอาเสี่ยอยู่ในห้องแอร์ไม่ดีตรงไหน

เดี๋ยวตายเร็ว ต้องกินดีอยู่ดี ต้องออกกำลังกายบ้าง ได้ยืดเหยียด ได้อากาศดี มีภาวะผจญภัยให้ตื่นเต้นนิดหน่อย

บ้านไม้ที่อาจารย์ทำไม่เรียบเนี้ยบอย่างบ้านไม้แพงๆ ที่เราคุ้นเคย อาจารย์โน้มน้าวให้ลูกค้าเห็นความงามของบ้านแบบนี้ยังไง

ส่วนใหญ่เขาทำเพราะลึกๆ เขาชอบแบบนี้อยู่แล้ว พอมาเจอผม สิ่งที่อยู่ภายในตัวเขาก็โผล่ออกมา ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีเขาก็ชอบ มันเป็นสัจจะของวัสดุ ถ้าจะพูดกับคนไทยก็ประมาณว่า พี่ไปดูงานที่ญี่ปุ่นสิ ย่านคันไซนี่ใช้ขวานถากทั้งนั้น ไปดูงานพระตำหนักคัตสึระที่เกียวโตสิ พอมียี่ห้อขึ้นหน่อยก็คล้ายตามเลย อ้างญี่ปุ่น อ้างสวีเดนไป งานเรียบๆ ที่ใช้เครื่องมือไฟฟ้าทำง่าย แต่งานพวกนี้ไม่เก๋าทำไม่ได้นะ

ทำไมคนสวีเดนหรือญี่ปุ่นทำเราถึงบอกว่าเจ๋ง แต่คนไทยทำบอกว่าเชย

ก็รังเกียจตัวเองไง อะไรที่เป็นไทยกระจอกงอกง่อย เมืองไทยไม่ดี ไม่อยากอยู่ ผมเข้าใจว่าเขารังเกียจตัวเอง ดังนั้นต้องดึงเขามาสอนว่า อย่ารังเกียจตัวเองนะ ผมเจอลูกค้าแล้วบอกว่า คุณเป็นลูกคนจีน แต้จิ๋วหรือไหหลำ เขาอึกๆ อักๆ คุณไม่ต้องอึกอักเลย หน้าคุณคอเคเชียนขนาดนี้ อย่าไปรังเกียจความเป็นตัวเอง

ทำไมคนเห็นสัจจะของวัสดุแล้วถึงชอบ

ธรรมชาติของมนุษย์ชอบสิ่งนี้ที่สุด เมื่อแหวกเปลือกทุกอย่างออกไป มนุษย์ทุกคนชอบอะไรที่เป็นสัจจะ แต่ประสบการณ์ในบางช่วงเวลาทำให้เขาไม่ชอบ มันเป็นธรรมชาติที่อยู่ในยีนของมนุษย์เลย ทุกคนไม่เนี้ยบ มนุษย์ทุกคนรุ่งริ่ง ถ้าคุณเป็นทหารคุณจะรุ่งริ่งไม่ได้ ต้องมีระเบียบ แต่แหวกเข้าไปในส่วนลึก มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะอยู่กับความรุ่งริ่งแล้วไม่เครียด เหมือนเราเห็นเส้นที่เป็นฟรีฟอร์มแล้วผ่อนคลายมากกว่าเห็นเส้นคมๆ นี่คือ Visual Impact เราเห็นพื้นผิวที่มีมิติแล้วผ่อนคลายกว่าเห็นพื้นผิวสีขาวล้วน นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ตาเห็นอย่างเดียว ระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายก็ได้รับสารจากตาไปด้วย ถ้าคุณเห็นแต่สิ่งเนี้ยบๆ อยู่กับสิ่งเนี้ยบๆ ตลอด ระบบพวกนี้ก็จะรวน คุณก็จะเหนื่อย

ทำไมอาจารย์ไม่ใช้เลื่อยไฟฟ้าทำงานไม้

เลื่อยไฟฟ้าจะได้เส้นสายที่คมเกินไป เดี๋ยวเครียด เลื่อยไฟฟ้าให้เด็กๆ ทำ ผู้ใหญ่อย่างเราทำของยาก แทงขวานเอา

คนยุคนี้ยังทำงานไม้ด้วยขวานกันได้ใช่ไหม

ใช่ ผมเปิดคลาสสอนใช้ขวาน นักเรียนชอบกันหมดเลย ชั่วโมงแรกสอนใส่ด้ามขวาน ลับขวาน เป็นวิชาที่คนนอกอยากมา Sit-in มาก สอนงานไม้ด้วยการใช้ขวานถาก ใครก็ได้ ผมสอนได้หมด คณะไม่เชื่อว่าผมจะสอนเด็กผู้หญิงให้ทำงานไม้แบบขวานถากได้ สมมติฐานที่ว่า เด็กผู้หญิงลูกคนมีตังค์จากกรุงเทพฯ จะใช้ขวานทำงานไม้ไม่ได้ ถูกทำลายไปแล้ว เพราะเขาทำได้ ทำได้ดีด้วย

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

ออกแบบบ้านแค่หลังเดียว ทำไมถึงมาเป็นอาจารย์ได้

วันดีคืนดีมีอาจารย์คณะสถาปัตย์ มช. มาเห็นบ้านแม่น้ำแล้วชอบมาก ตอนนั้นที่คณะไม่มีคนสอนวิชาสถาปัตยกรรมท้องถิ่น เลยชวนผมไปสอน ผมก็เอาความรู้ทั้งหมดที่มี จากตำรา จากครูบาอาจารย์ จากประสบการณ์ มาประมวลเข้าด้วยกัน อายุตอนนั้น 32 ก็ถือว่าค่อนข้างสุกงอมแล้ว

ชีวิตการเป็นอาจารย์ราบรื่นดีไหม

ตอนแรกผมคิดว่าคงไม่รอด ใครจะมาฟังเรา ผมมีแต่เสื้อเชิ้ตเก่ามาก ผมไม่ลงทุนซื้อเชิ้ตใหม่นะ เพราะมั่นใจว่าได้สอนเทอมเดียวแน่ๆ ที่ผ่านมาเด็กเจอแต่อาจารย์ที่ไม่ได้ทำงาน พอผมสอนจริงๆ เล่าผ่านประสบการณ์ แล้วเด็กเข้าใจ เขาโหวตผมให้ได้ท็อปมาตลอดนะ ได้อาจารย์ดีเด่นตลอด ลูกศิษย์ที่ได้รางวัลระดับประเทศก็อยู่กลุ่มผมหมดเลย สอนอยู่ 3 ปี ผมก็จับทางได้ รู้ว่าเด็กต้องการอะไร เขาตื่นตาตื่นใจกับความรู้แบบไหน เราจะสอนเขาอย่างไร

เด็กต้องการอะไร

ต้องการประสบการณ์จริงๆ ของคนสอน เขาไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาตรี โท เอก แต่เขาต้องการคนที่สื่อสารวิชาชีพ เวลาเขาถามก็ตอบได้อย่างซาบซึ้งกินใจ คุยกับเขาแล้วพาเขาไปต่อได้

อาจารย์สอนหนังสือด้วยวิธีที่แปลกไหม

ก็แปลกกว่าปกติ แต่ทุกคนยอมรับ ผมชอบพาเด็กไปเห็นสถานการณ์จริง สอนในสตูดิโอก็ได้อารมณ์หนึ่ง แต่สอนในป่าได้อีกอารมณ์ซึ่งซาบซึ้งกินใจกว่า คุณจะเล่าเรื่องพระจันทร์ในสตูดิโอเหรอ คุณรู้ไหมว่าบ้านผมตอน 2 ทุ่ม หน้าต่างบานนี้จะมีพระจันทร์เต็มดวงอยู่กลางหน้าต่างเลย ลูกผมเห็นสิ่งนี้ตั้งแต่เล็ก เขาโตมากับภาพนี้ คุณออกแบบให้เป็นแบบนี้ได้ไหม ถ้าจะเล่าเรื่องนี้ก็ต้องเล่าบนภูเขา กลางลานของหมู่บ้านเกาะในพงสาลี ในบ้านไทยลื้อโบราณ นี่คือห้องเรียนแบบเอเชีย มันคือสิ่งที่อาจารย์เฉลิมสอน มันคือความรู้ข้างใน ถ้าคุณมองเห็นเป็นความรู้เมื่อไหร่ คุณจะมีคลังความรู้มโหฬาร ผมเคยเห็นแล้ว ก็อยากให้เด็กเห็นด้วย อยากเที่ยวด้วยแหละ ผมเห็นเด็กพวกนี้เป็นลูกเป็นหลาน ผมไม่พาไปก็ไม่มีใครพาไป ไปหมู่บ้านชายแดนลาวจีน ตำรวจบ้านก็เมาสะพายปืนอาก้ากวาดไปกวาดมา ผมบอกไม่ต้องห่วง ผมดูเป็นว่าปืนมันขึ้นเซฟอยู่หรือพร้อมยิง

พาเด็กไปดูอะไร

ไม่ได้ให้ดูอย่างเดียว ให้นอนเลย เด็กกลุ่มผมไม่ได้นอนเกสต์เฮาส์นะ คณะให้งบมา 5,000 บาท กลุ่มอื่นไปขอพ่อแม่อีกหมื่นห้าแล้วไปฮ่องกง ไปบาหลี แต่กลุ่มผม 5,000 ไม่มีการขอเพิ่ม เหลือด้วย ไปแม่น้ำโขง พงสาลี สิบสองปันนา ไปหมู่บ้านเล็กๆ ชายแดนลาวจีน ลืมเรื่องนอนโรงแรมไปได้เลย ต้องนอนบ้านชาวบ้าน ผมไม่ขอให้ด้วยนะ คุณต้องขอเอง ก็นั่งรถประจำทางเดินทางไปเรื่อยๆ ทุกเรื่องที่เจอมันหมด เด็กยังจำได้ถึงทุกวันนี้ ผมบอกเขาว่า ผมไม่มีปัญญาพาไปฮ่องกง อีกหน่อยคุณมีตังค์คุณก็ไปเองได้ แต่ที่ผมพาคุณไป ไม่มีใครพาคุณไปได้ เพราะมันลำบากเกินจะไป และคนนำต้องมีทักษะต้องประเมินสถานการณ์ตลอด

เด็กงงไหมว่าพามาดูอะไร

ไม่งง ผมอธิบาย ทุกคนตื่นตาตื่นใจหมด เด็กปีหนึ่งปีสองเขาก็รู้เรื่องแล้ว ผมเล่าได้ตั้งแต่ถมดิน ตีนเสา ยันหลังคา อยู่ที่คนสอนว่าจะให้เขาเห็นอย่างไร พอเราอธิบายเขาก็เห็นค่า ระหว่างทางไปก็ไม่ง่ายนะ กลุ่มเรามีแต่วันไปกับวันกลับ ตรงกลางผมเขียนมั่วๆ ส่งคณะไปก่อน คุณต้องไปแก้ปัญหานะ คุณต้องขึ้นรถแบบไหน คนขับเมาไหม ถ้าตกเขาก็ตกจริงๆ นะ เป็นทริปที่กลับมาแล้วเขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีครั้งหนึ่งเรือชนหินโสโครกจนเรือแตกที่แม่น้ำอูแถวเมืองขวาตอนทุ่มหนึ่ง ดีที่น้ำตื้น กลับมาทุกวันนี้เขาก็รักใคร่กัน

เขาจะเอาประสบการณ์พวกนี้ไปใช้ในการออกแบบยังไง

เขาได้เห็นแลนด์สเคป เห็นวิถีชีวิต เห็นคน เห็นหมู่บ้านจริงๆ ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว เขาเอาสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ในการสร้างโจทย์ ทำบ้าน ทำตลาด ทำชุมชน รีสอร์ต ธรรมชาติ เป็นการสร้างโจทย์ที่มีเนื้อหาเชิงลึก ทำให้มีต้นทุนที่มากกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์

อาจารย์สอนยังไงเด็กๆ ถึงได้รางวัลด้านการออกแบบเยอะ

แนะประเด็นที่ลึกซึ้งกว่า น้องคนหนึ่งทำเรื่องทุ่งกุลาร้องไห้ ผมบอกว่าถ้าคุณไม่เดินผ่านทุ่งผมไม่สอนนะ คนนี้เป็นคุณหนูลูกคนจีน เขามุ่งมั่นว่าต้องเดินข้ามทุ่งให้ได้ เดินอยู่ 4 วัน วันแรกเดินแล้วถอย วันที่ 2 ก็ถอย วันที่ 3 เดินถึงกลางทุ่งแล้วไม่ไหวเริ่มหลง วันที่ 4 ก็เดินข้ามจนได้ 20 กิโลเมตร เขาโทรมาบอกผมว่า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมผมถึงเคี่ยวเข็ญให้เขาเดินข้าม เพราะตอนกลับมาเห็นพระอาทิตย์ตกชโลมทุ่งกุลาร้องไห้มันทำให้เขาเข้าใจ

อาจารย์ทำงานบูรณะบ้านเก่าได้ยังไง

พอมีทักษะเรื่องบ้านไม้ ก็มีคนชวนไปดูบ้านบอร์เนียว (โรงแรม 137 Pillars House) แล้วให้ความเห็นว่าจะบูรณะอย่างไร ผมก็ขี่จักรยานไป เอาขวานไปด้วย ขอเอาขวานไปถาก เขาถามว่าเราจะบูรณะอย่างไร ผมเลยเล่าว่า บ้านหลังนี้มีร่องรอยการแปรรูปไม้ด้วยเครื่องมือ 5 แบบ เลื่อยตั้ง เลื่อยอก เลื่อยก๋ง เลื่อยลันดา เลื่อยฉลุ รอยแต่ละอันอยู่ตรงนี้ๆ ร่องรอยพวกนี้ผมจะบูรณะด้วยครับพี่ เก็บรอยไว้ พี่เห็นไหมอันนี้เป็นรอยเลื่อยตั้ง ทุกคนเขาจะขัดทิ้งหมด ผมขอขึ้นไปดูโครงสร้างหลังคา ข้างบนสมบูรณ์ 95 เปอร์เซ็นต์เลย ลงมาก็เล่าให้เจ้าของฟัง ผมรู้ว่าเขาใช้ผมแน่นอน เพราะผมเล่าอะไรที่ลึกกว่าคนทั่วไป ลึกกว่าคนที่ไม่เคยถากไม้จะเห็น ถ้าเราถากไม้ก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

การรู้ว่ารอยนี้มาจากเลื่อยตั้งหรือเลื่อยอกสำคัญยังไง

มันคือร่องรอยที่บอกถึงการแปรรูปไม้เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เราควรต้องเก็บบริบทจากเครื่องมือที่ใช้แปรรูปไว้ เผื่อลูกหลานอีกร้อยปีมาเจอจะได้รู้ ไม่ใช่เอากระดาษทรายไปขัดทิ้งจะได้เนียนๆ สวยๆ เขาขัดทิ้งเพราะเขาดูไม่เป็น ผมก็เล่าว่าบานประตูเนี่ยไหหลำทำ อันนี้คนเมืองทำ อันนี้ซื้อมาจากมะละแหม่ง ฝรั่งแบกใส่หลังช้างมาที่แม่น้ำปิงตรงระแหงแล้วล่องเรือขึ้นมา ก็เอามาประมวลแล้วเล่าทีเดียว เลยได้ทำงานนี้

การบูรณะบ้านเก่าใช้เงินมากกว่าทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ต้องพูดยังไงเจ้าของถึงอยากเก็บไว้

นี่ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น อดีตอธิบดีกรมป่าไม้เคยมาตรงนี้ เจ้ากรมแผนที่ทหารก็น่าจะเคยมา ก็เล่าเชื่อมโยงไปมา มันก็มีค่าขึ้น

เริ่มสนใจต้นไม้ท้องถิ่นตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนผมไปคุมงานก่อสร้างที่ลำพูนแล้วต้องฟื้นฟูต้นไม้ งานนั้นเขาสั่งกระถินเทพามา ผมรู้ว่าไม่ควรใช้กระถินเทพา ไม่ควรใช้ไม้ต่างถิ่น เพราะรอบพื้นที่นั้นเป็นป่าเต็งรัง แต่ผมเป็นแค่คนคุมงาน ไม่มีอำนาจ ผมเลยเรียกชาวบ้านมาสอน คุณลุงก็พาไปเดินป่า แล้วผมค่อยมาอ่านหนังสืออนุกรมวิธานพืชทีหลัง ผมกลับไปนึกถึงเรื่องพันธุ์พืชท้องถิ่นที่อาจารย์เฉลิมเคยสอน แล้วลองเอามาใช้งานแรกที่บ้านพี่สาธิต ชวนเขาไปเดินป่าแล้วปลูกต้นไม้ท้องถิ่นกัน

ถ้าลูกค้าอยากปลูกต้นไม้ฟอร์มสวยๆ ที่เรารู้จักกัน อาจารย์ชวนเขาเปลี่ยนมาปลูกไม้ท้องถิ่นยังไง

พาไปเดินป่าด้วยกัน ไปดูพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ประดู่ก็สวย ยางนาก็สวย แล้วไม่ต้องล้อม ใช้ไม้เพาะเมล็ด ผมไม่ยอมให้ใช้ไม้ล้อมนะ 3 ปีผ่านไปเจ้าของที่โทรมาขอบคุณผมเพราะไม้พวกนี้สวยกว่าไม้ล้อม

อาจารย์ไม่สนับสนุนการใช้ไม้ล้อม

ไม้ล้อมต้นใหญ่ๆ ดูแล้วไม่สะพรั่ง ไม้ที่เพาะจากต้นกล้ามีระบบรากที่แข็งแรง ถูก ฟอร์มสวย แต่งให้เข้ากับงานสถาปัตย์ของเราได้ดั่งใจกว่า บางกรณีใช้ไม้เพาะเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว อายุสัก 3 ปี ซึ่งเพาะมาในแปลงได้ ไม้พวกนี้เราไม่ต้องไปรบกวนมาจากธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

ถ้าเขายืนยันจะใช้ไม้ล้อม

แพงนะ

มีเงิน

มันจะล้มนะ ต้องค้ำ

ค้ำได้

มันขโมยมาจากในป่าเลยนะครับพี่ ป่านี่เขาแช่งอยู่นะ จัญไรเข้าบ้านพี่นะ พอได้ยินคำว่าจัญไรก็อึ้งไปตามๆ กัน คนมีตังค์กลัวจัญไร ได้ยินคำนี้แล้วค่าน้ำตาลขึ้นเลย (หัวเราะ) มันเป็นกุศโลบายที่เราไม่อยากให้เขาทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เราไปเดินป่าก็เห็นคนล้อมต้นไม้ในป่าประจำ เราไม่อยากให้ต้นไม้ในป่ามีปลายทางแบบนี้

แล้วคนที่ไม่อยากรอ อยากเห็นมันโตเลย

แป๊บเดียวก็โต เราใช้กลไกทางธรรมชาติช่วยได้ ใช้จุลินทรีย์ใส่ลงไปในดินบ้าง ไรโซเบียม ไมคอร์ไรซา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลแบบพืชสวน พวกนี้ยิ่งโตยิ่งสะพรั่ง 3 ปีก็โตแล้ว ที่คณะสถาปัตย์ มช. นักศึกษาที่จบรุ่นแรกเขาอยากปลูกต้นไม้ที่คณะ ผมเลยเอาต้นกล้ายางนาที่เพาะไว้ไปให้เขาปลูก 18 ปีผ่านไป มันสูง 20 กว่าเมตรแล้ว สูงกว่าตึกคณะอีก เราลงมือทำเองได้ไม่ต้องพึ่งรัฐ 18 ปีแป๊บเดียว หมุนไปหมุนมาก็ 5 ปีแล้ว ทุกคนทำได้ มีที่เท่าไหร่ก็ทำได้ หน้าที่ทำงานผมมีอยู่ 24 ตารางเมตร ผมก็ปลูกต้นไม้พันธุ์ท้องถิ่นประมาณ 12 ชนิด มีต้นสาทร ตาเสือใหญ่ ขะจาว เป็นระบบนิเวศเล็กๆ

ถ้าเขาอยากปลูกต้นปาล์ม

เรามีความคิดว่าเวลาทำโรงแรม ทำบ้านจัดสรร ฝรั่งจะชอบต้นปาล์ม มีตุ๊กตา มีน้ำพุ มันเป็นความคิดแบบโบราณมาก เขาเลยตัดของดีๆ ทิ้งแล้วไปทำแบบนั้น แต่ผมไม่สนใจ น้องผมจะทำบ้านจัดสรร ทุกคนเห็นว่าต้องตัดต้นยางนาทิ้ง ผมบอกไม่ได้ เดี๋ยวผมวางผังให้ แล้วต้นยางนี้จะไม่เป็นปัญหากับหมู่บ้านเลย เท่านั้นยังไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีก 800 กว่าต้น ทำให้พื้นดินแห่งนี้ช่วยดูดซับน้ำไว้ เรามีบ่อน้ำจืดที่มีน้ำใช้ตลอด ถ้าทำบ้านจัดสรรแบบที่เราคุ้นๆ มีป้อมยาม มีอะไรแบบโรมันๆ มันไม่ได้แบบนี้นะ เราอย่าไปชินกับภาพพวกนั้น เราต้องฝึกเคารพตัวเองก่อน จะได้ไปต่อข้างหน้า ด้วยปัญญาที่ปู่ย่าตายายบอก

อาจารย์ขึ้นชื่อเรื่องการสั่งโค่นต้นปาล์ม สน พญาสัตบรรณ มันไม่ดีตรงไหน

โค่นล้างบางเลย เราไม่ได้ทำแลนด์สเคปแบบโรงแรมไหหลำ เราจะทำสวนธรรมชาติ โรงแรมไหหลำพวกนี้อาโกวทำเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าเราไม่ได้ทำโรงแรมไหหลำ เราจะเก็บไว้ทำไมล่ะ

พูดยังไงให้เขาเปลี่ยนจากต้นไม้แพงๆ มาเป็นต้นไม้ท้องถิ่นชื่อแปลกๆ

เราต้องบอกว่าต้นไม้ท้องถิ่นดียังไง ตอนนี้โลกให้ค่ากับ Native Plant นะ ถ้าพี่ไปขายโรงแรมที่เบอร์ลินแล้วพูดว่าโรงแรมพี่ปลูก Native Plant ฝรั่งจะมากันเต็มเลย เพราะสังคมเขาให้ค่ากับเรื่องนิเวศเชิงลึก เราไปเข้าใจเองว่าฝรั่งอาจจะชอบสวนอย่างที่เราคุ้นๆ กัน แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบนะ ปลูกแบบนั้นไป 10 ปีก็ต้องโค่น เพราะโลกเปลี่ยน รสนิยมของคนในโลกเขาไม่มาปาล์มขวดกับคุณแล้ว มีโปรเจกต์หนึ่งที่ปราจีนบุรี มีต้นปาล์มขวดอยู่ในพื้นที่ ผมบอกให้เขาเอาออก ทุกคนก็เห็นด้วย ให้พ่อค้าต้นไม้มาตีราคา ต้นใหญ่เลย ปลูกมา 20 ปี พ่อค้าให้ต้นละ 150 บาท เพราะมันไม่มีความนิยมแล้ว ค่าแรงล้อมต้นไม้ออกมันก็สูง

เวลาออกแบบพื้นที่สักผืน อาจารย์ออกแบบในมิติไหนบ้าง

ออกแบบการใช้ที่ดินว่าจะใช้ที่แปลงนี้อย่างไร เพื่ออะไร วางแผนจัดการน้ำผิวดิน แล้วผมก็จะวางแผนจัดการพื้นที่ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ตอนหลังตีความพื้นที่สีเขียวลึกขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่เขียวแล้วดูรื่นรมย์ แต่พื้นที่สีเขียวของผมกินได้หมด เป็นอาหารที่ดีด้วย เป็นอาหารแมคโครไบโอติกส์ด้วย

ถ้าเจ้าของบ้านบอกว่าปลูกไปก็กินไม่เป็น

ฝึกเอา เดี๋ยวผมทำให้กิน อร่อย เดี๋ยวติด พวกนี้เป็นอาหารที่ดี ผมทำให้อร่อยได้ ไข่มดแดงเอามาทำไข่เจียวก็อร่อย ต้มกับผักหวานป่า แกงหน่อไม้ ยอดผักยอดไม้เอามายำบีบมะนาวที่เขาเรียกอาหารฟิวชัน มาจากสวนคุณทั้งหมดนั่นแหละ

อาจารย์ยังเรียกอาชีพตัวเองว่าเป็นสถาปนิกอยู่ไหม

ผมมีใบอนุญาตชั้นสูงของสถาปนิก ส่วนภูมิสถาปัตย์เขาไม่นับผมเป็นภูมิสถาปนิกเพราะผมไม่มีใบอนุญาต แต่ผมเคยเรียนนะ งานที่ผมทำมันก็เป็นเรื่องภูมิสถาปัตย์แหละ แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนออกแบบโลกแวดล้อมมากกว่า คือโลกทั้งหมดที่แวดล้อมชีวิตคน ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งสภาพแวดล้อม

โลกแวดล้อมที่ดีต้องเป็นยังไง

กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งมาก ใช้พลังงานน้อยๆ ใช้ทรัพยากรน้อยๆ อยู่แล้วผาสุก

ความผาสุกมีหลายแบบไหม หรือมีแบบเดียว

ความผาสุกยั่งยืนมีแบบเดียว สุข สงบ ไม่วุ่นวาย ถ้าผาสุกแบบมีตังค์แล้วกินอาหารดีๆ เดี๋ยวก็ป่วย ถ้าผาสุกแบบมีเมียเด็กสวยๆ ไม่กี่ปีเมียก็แก่ แต่ผาสุกยั่งยืนคืออยู่กับธรรมชาติ สงบ

กลมกลืนกับธรรมชาติต้องเป็นยังไง

ไม่ได้กลมกลืนแค่การออกแบบ แต่การจัดการต้องกลมกลืนด้วย บางโรงแรมที่ได้รางวัลด้านการออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เขาจ้างคนไปพ่นยาฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ผิวดินใต้ถุนทุก 14 วัน แมลงสัตว์เลื้อยคลานตายหมด เพราะถ้างูเลื้อยเข้าไปเดี๋ยวแขกข้างบนตกใจ ต้องฆ่า งูเข้าบ้านไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด สถิติคนเจ็บเพราะประสบอุบัติเหตุหลังร้านเหล้าปิดเยอะกว่าโดนงูฉกอย่างเทียบกันไม่ได้ เราควรอยู่ร่วมกันให้ดีที่สุด ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเอง พอไปทำร้ายชีวิตอื่น สุดท้ายชีวิตตัวเองก็ร้อนรุ่ม

การมีงูในโรงแรมดียังไง

ก็เป็นธรรมชาติของมัน เราต้องหาทางจัดการให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ไม่ใช่ฆ่าทิ้งให้หมด วิธีฆ่าไม่ได้ใช้สมองเลย ด้วยระบบนิเวศเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ มีงานหนึ่งที่สมุย ผมออกแบบให้มีเสานกสูง 4 เมตร เป็นบ้านนกแสก สร้างเป็นรังหันหน้าแนวเหนือใต้ เดี๋ยวนกแสกเข้าแน่ๆ กลางคืนนกแสกจะมาเกาะตรงนี้ งูเลื้อยมานกแสกก็คาบไปกินเลย หนูวิ่งนกแสกก็กินเลย นกแสก 1 ตัว กินหนูได้ 4 ตัวต่อคืน นกแสกเป็นสัตว์ที่ให้คุณ เราก็เอาเขามาอยู่กับเราได้นี่ เราจัดการออกแบบพื้นที่ให้คนกับงูไม่ต้องมาเจอกันได้ กรณีที่แย่ที่สุดคือ สั่งเซรุ่มมาเผื่อไว้

เราออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ได้ไหม

มีน้องคนหนึ่งมีที่ดินอยู่ 7 ไร่ที่มหาสารคาม จะสร้างเป็นหอพัก เดือนหนึ่งเก็บค่าเช่าได้สักสามแสนบาท วันดีคืนดีก็คิดว่าไม่สร้างหอพักเต็มพื้นที่แล้ว ถ้าคนในบ้านเมืองมีที่ดินหนึ่งไร่ก็เทปูนหนึ่งไร่ มีสองไร่ก็เทปูนสองไร่ ระบบระบายน้ำของเมืองจะมีปัญหา ของแบบนี้ไม่ต้องรอกฎหมายมาบังคับให้เราทำ ทำเองได้เลย น้องคนนี้เลยเปลี่ยนมาทำป่ากลางเมืองแทน ปลูกป่าแบบที่ราบอีสาน จัดสรรพื้นที่แล้วมีที่โล่งๆ อยู่ 3 แปลงในป่า น้องเขาเชื่อว่าถ้าปล่อยเช่าจะได้รายได้เท่าสร้างหอพักเต็มพื้นที่

ถ้าบ้านเราไม่ได้มีที่ขนาดนั้น

หน้าบ้านมีที่ 16 ตารางเมตรก็ทำได้ ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเลย ไม่ต้องดูแลมาก ให้ความรู้สึกเป็นท้องถิ่นด้วย ประเทศเราอยู่ในเขตศูนย์สูตร มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ต้นกระโดน กระบก ใบสวยมาก มีความสง่างาม แล้วที่สำคัญทุกอย่างกินได้ ตะคร้อก็อร่อย เดือดร้อนก็ตัดขาย เขียงไม้ตะคร้ออันละ 500 บาทนะ เพราะไม้ ตะคร้อแข็ง ดูดมีดมากกว่า ชิ้นส่วนของไม้ตะคร้อเป็นสมุนไพร ผสมกับอาหารไปก็ได้ประโยชน์ ต้นพะยอมก็มีดอกหอม ดอกเอาไปชงชาได้ แก่นพะยอมเอาไปขายพวกแม่กลองใช้เคี่ยวน้ำตาล ต้นพะยูงนี่รัฐไม่ปลูกแล้ว เราปลูกเลย มะค่าโมง มะขาม ก็ปลูกไป

ทำไมการปลูกสวนป่าที่มีระบบนิเวศถึงดีกว่าสวนสวยๆ ที่เราคุ้นกัน

สวนประดิษฐ์บางสถานการณ์ก็ดี แต่ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ บางสถานการณ์เป็นป่าอาจจะดีกว่า บางทีสนามก็จำเป็น บางทีลานก็จำเป็น เราทำสวนแบบเดียวแล้วละทิ้ง Culture Landscape ไปเลยไม่ได้ ประเทศเรามีความหลากหลายทางความรู้มาก เพียงแต่เราไม่มีแววตาเห็นถึงความหลากหลายนั้น เรามองไปข้างนอกแล้วทิ้งทุกอย่างไปเลย โชคดีการแพทย์แผนไทยเขาคุ้มครองได้ อาหารไทยเขาคุ้มครองได้ ภูมิปัญญาในการจัดการแวดล้อมก็ควรจะคุ้มครองไว้ด้วย

แล้วทำไมเราถึงไม่เห็นค่าของสิ่งนี้

เพราะเราบ้าฝรั่ง เชื่อว่าฝรั่งเหนือกว่าทุกเรื่อง ซึ่งไม่จริง มนุษย์เทียบกันไม่ได้ ความรู้ในโลกมีแบบเดียวไม่ได้ เนเธอร์แลนด์ก็เนเธอร์แลนด์ อังกฤษก็อังกฤษ ไทยก็ไทย ถ้าวันหนึ่งความรู้ใดมีปัญหา ความรู้อื่นจะได้ช่วยเขาได้ ฉะนั้น ทุกคนต้องพัฒนาความรู้ของตัวเองขึ้นมา ต้องดำรงตัวเองไว้ แต่ก็ไม่ใช่อหังการจนไม่ดูความเปลี่ยนแปลงของโลก

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก
จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

ลานดินดีกว่าลานคอนกรีตยังไง

พื้นที่ที่เป็นลานปูนร้อยเปอร์เซ็นระบบระบายน้ำจะมีปัญหา ปล่อยความร้อนให้เพื่อนด้วย อย่างน้อยระบบนิเวศที่อยู่ใกล้เราหน่อยสัก 30 เปอร์เซ็นต์ควรปล่อยให้เป็นลานดิน ลานดินทำให้สัตว์เลื้อยคลานเลื้อยไม่ได้ คนที่ปูหญ้าติดบ้านใหม่ ปลวกก็ขึ้นบ้านเลย ต้องเอาสารเคมีโหดๆ ไปฆ่าปลวก ตายพร้อมกันทั้งปลวกทั้งเจ้าของบ้าน แต่ลานดินมันร้อน ปลวกมันเดินไม่ได้ งูเลื้อยไม่ได้ ปลวกจะเดินบนผิวดินไก่ก็จิก แล้วจะไปใช้ยาฆ่าปลวกทำไมล่ะ เราจะไม่ฆ่าอะไรทั้งนั้น

ทันทีที่แดดส่องไปที่ลานดิน ความร้อนจากลานดินจะลอยตัวขึ้นสูง ความเย็นจากป่ารอบๆ จะมาแทนที่ ทันทีที่มีแดด ที่แปลงนี้ก็จะมีลม เป็นระบบปรับอากาศโดยการจัดการภูมิทัศน์รอบๆ คนโบราณเขาคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว

ภูมิสถาปนิกควรคิดให้ไกลกว่าออกแบบสวนสีเขียว

พื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่มีต้นไม้ใหญ่ มีหญ้านวลน้อย มันต้องมีมิติมากกว่านั้น มันต้องเป็นอาหาร เป็นยา เป็นร่มเงา เป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์ซึ่งเกื้อกูลชีวิตคน เวลาเราจะทำอะไร จัดการอะไร เรามักจะไม่คิดถึงชีวิตอื่นว่าเขาก็มีสิทธิ์ดำรงอยู่บนโลกนี้เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจเขา มีการจัดการให้เขามาอยู่ร่วมกัน นกทั้งหลายจะช่วยควบคุมแมลง ควบคุมสัตว์ไม่พึงประสงค์ให้เรา ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจภูมิประเทศ ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ไม่ต้องฆ่างู ฆ่าแมลง ฆ่าปลวก

อาจารย์ขายไอเดียประหลาดเหล่านี้ยังไงให้ผ่าน

มันก็ไม่ประหลาดนะ สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ต่างหากที่ประหลาด ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องดี เป็นกุศล เป็นความปรารถนาที่ดี ทำที่อยู่ให้สรรพสัตว์ ได้บุญยิ่งกว่าสร้างโบสถ์อีก ผมก็ได้แต่บอกว่า อย่าทำแบบเดิมๆ เลย อย่าไปฆ่านู่นฆ่านี่เลย เชื่อเถอะครับท่าน

สถาปนิกหลายคนอิจฉาโจทย์ที่อาจารย์ได้รับ มีคำแนะนำไหมว่าทำยังไงเขาถึงจะได้โจทย์แบบนี้บ้าง

คุณอาจจะยังทำงานหนักไม่พอ ยังใช้ชีวิตไม่หนักพอหรือเปล่า ผมเดินจากเหนือมาถึงเมืองกาญจน์ ผมมีชีวิตที่ตรากตรำ ผมออกภาคสนาม ไปเก็บความรู้ ถ้าคุณหน้าใสๆ คนจะเชื่อคุณหรือเปล่า คุณพูดเรื่องงูจงอางเพราะคุณดูคลิปมาเล่า แต่ผมเล่าเรื่องงูจงอาง คนฟังได้ยินเสียงเลยว่าตัวมันเสียดสีกับดินยังไง ตอนที่มันพุ่งมาฉกเราเป็นยังไง เพราะเราเจอมาจริงๆ แล้วเขาจะเชื่อใคร สิ่งที่คุณไปเสิร์ชมามันไม่ใช่ความรู้ มันเป็นข้อมูล คุณแค่เอาข้อมูลนั้นมาเล่าต่ออีกที คนฟังเขาก็มีข้อมูล แต่สิ่งที่ผมบอกมีข้อมูล มีประสบการณ์ด้วย มีนิเวศด้วย ถ่ายทอดแบบลึกซึ้ง จริงใจ

บางงานอาจารย์ก็ได้รับโจทย์ง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่ทำไมอาจารย์ถึงพางานไปได้ไกลมาก

มันต้องใช้พลังภายใน ต้องมีแรงปรารถนาภายใน ถ้าคุณมีชีวิตที่ไม่มีแรงปรารถนา อายุไม่ถึง 40 ตาก็ปิดไปครึ่งหนึ่งแล้ว พลังชีวิตตก สิ่งที่ผมทำทำให้ได้พลังชีวิต แล้วพลังชีวิตนั้นเราก็เอามาใช้กับงาน

คนอื่นทำงานแล้วพลังชีวิตลด ทำไมอาจารย์ทำงานแล้วพลังชีวิตถึงเพิ่ม

เรามองงานต่างกันหรือเปล่า ทุกงานของผมทำให้เกิดที่อยู่ของสรรพชีวิต ปีหนึ่งผมปลูกต้นไม้เป็นแสนต้น มันจะกลายเป็นที่อยู่ของสัตว์อีกนับล้าน ทำแล้วก็ไม่เหนื่อย เราต้องไม่จบแค่ข้อจำกัด

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

อาจารย์มองว่างานคืออะไร

เป็นวัตรปฏิบัติของชีวิตที่ทำให้เรางอกงาม งอกเงย ทำให้ชีวิตมีพลัง ทุกการงานทำให้เกิดบารมีสั่งสม แต่ต้องเป็นภารกิจเหนือชีวิตนะ ทำงานก็ต้องเอาตายนะ ไม่ใช่ทำแบบหาค่าเทอมลูกไปวันๆ แบบนั้นคุณจะหมดแรง คนเห็นแล้วก็บอกว่า คิดแค่นี้เองเหรอ แล้วมันจะได้พลังชีวิตไหม

อาจารย์เคยทำงานแมสๆ ง่ายๆ โดยไม่คิดเรื่องสิ่งแวดล้อมองค์รวมบ้างไหม

ไม่ โจทย์พื้นๆ ผมก็สร้างความยากให้มันเองเสมอ คือนำพาความยากมาใส่ตัว เรื่องการงานนะไม่ใช่เรื่องชีวิต

ถ้าลูกค้าบอกของ่ายๆ ได้ไหม ไม่มีเงิน

ไม่ได้ใช้เงินครับพี่ ใช้สมอง ผมจะพูดจนเขาเห็นด้วยว่า เออจริง ใช้เงินเพิ่มอีกนิดหนึ่งแล้วได้ของที่ดีขึ้น ผมชอบพูดบ่อยๆ ว่า มันจะไปยากอะไรวะ พี่ต่อบอกว่า ให้งบผมปลูกป่าดูแลจนโตไร่ละหมื่นบาทใช้ 3 ปี ผมบอกว่าเดี๋ยวผมจะไม่ใช้เครื่องยนต์ในไร่ด้วยนะ ไม่ใช้เครื่องตัดหญ้า ใช้มือถางเอา

การดูแลพื้นที่ 200 ไร่ ด้วยเครื่องตัดหญ้าไม่ดีตรงไหน

คุณทำสวนเกษตรอินทรีย์แล้วใช้เครื่องตัดหญ้าสะพาย หนึ่ง ไอน้ำมันก็ตกลงไปสะสมในดิน คุณมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าไง สอง แพง สาม คนใช้สุขภาพไม่ดี ผมทดลองถางมือ 200 ไร่ได้แล้วนะ ไม่ใช้เครื่องตัดหญ้า แต่สร้างการวิวัฒน์ของร่มเงาให้มันบังหญ้า พร้าตัดหญ้าในประเทศไทยมีประมาณ 50 ชนิด สารพัดแบบเลย ออกแบบมาตามภูมิประเทศ เป็นพร้าที่ดีมาก ถ้าคุณไม่ใช้มันหายไปหมดเลยนะ

เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมถึงต้องคิดแบบนี้ทำแบบนี้ให้ตัวเองเหนื่อยขึ้น

มันดีขึ้นไง ไม่เสียชาติเกิด เราเกิดมาก็ต้องทำให้ดีที่สุดสิ

จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เปลี่ยนหมู่บ้านร้างให้เป็นป่าจนมีเสือมาคลอดลูก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load