‘ผัสสะการมองเห็น’ น่าจะเป็นผัสสะสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ใช้รับข้อมูล และเป็นประตูส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจโลกแวดล้อม เรามองเห็นโลกอย่างไร ความคิดความเชื่อของเราที่มีต่อโลกย่อมเป็นแบบนั้น และความคิดความเชื่อของเราต่อโลกเป็นเช่นไร การกระทำของเราที่มีต่อตัวเองและชีวิตอื่นก็ย่อมเป็นไปแบบนั้น

คอลัมน์ Rewilding 101 ตอนนี้ เลยอยากชวนเพื่อน ๆ ล้อมวง เพื่อสำรวจการมองเห็นในแง่มุมของเราเอง ดูว่าเราจะเห็นมากกว่าสิ่งที่เรามองอย่างไร หรือจะถูกมองเห็น ในโลกที่มีสิ่งต่าง ๆ เรียกร้องการถูกยอมรับและมองเห็นได้อย่างไร ผัสสะการมองเห็นของเราทุกคนที่จะค่อย ๆ ประกอบกัน จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในฐานะสมาชิกสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศ

Seeing is Believing

ก่อนจะอ่านต่อไป อยากให้เพื่อน ๆ ทำแบบทดสอบสั้น ๆ เพื่อทดสอบการมองเห็นของเราเองจากวิดีโอ ‘Gorilla Basketball Experiment’ แล้วดูสิว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ในชั่วขณะหนึ่งของเฟรมภาพที่เรามองเห็น น่าจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์และข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือข้อมูลที่ปฏิสัมพันธ์กับเราโดยตรง ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเรา หากเราไม่มีกลไกของสมองที่เลือกรับข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรา และเลือกโยนข้อมูลที่สมองคิดว่าไม่จำเป็นทิ้งไป พวกเราทุกคนอาจจะเป็นบ้าจากสภาวะข้อมูลที่ท่วมท้นก็เป็นได้

ยิ่งในโลกที่ทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะถูกปลุกเร้าด้วยข้อมูลมหาศาล เพื่อให้เราเห็นและเชื่อ จนเราตัดสินใจรับข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของเรา หรือไม่ก็ตัดสินใจรับสินค้าและบริการนั้น ๆ การเห็นของเราจึงมีส่วนสำคัญที่พาโลกและความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ มาถึงจุดนี้

น่าสนใจว่าในก้อนข้อมูลที่กลไกทางสมองของเราเลือกโยนทิ้งไป บางครั้งอาจมีข้อมูลที่สำคัญกับเรามากในระยะยาว แต่เรากลับไม่เห็นมัน เพราะกลไกอัตโนมัติของสมองที่เราค่อย ๆ สั่งสมมานี้ ช่วยทำให้เราปลอดภัยและรู้สึกสบายใจในระยะสั้น ซึ่งธรรมชาติของสมองเลือกให้ความสนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวมากกว่าสิ่งที่หยุดนิ่ง

หากลองนึกย้อนกลับไป มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถูกเลี้ยงและกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นมาแบบนั้น ตั้งแต่สมัยยังเป็นทารกตัวน้อย ผ่านของเล่นที่เคลื่อนไหว เสียงเพลงที่คอยกระตุ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ช้าในโลกที่ไม่เคยนิ่งเงียบ เช่น สถานที่ ต้นไม้ ผืนดิน หรือสัตว์เล็ก ๆ รอบตัว จึงไม่ได้อยู่ในโฟกัสหลักของเรา

ดังนั้นโลกที่เราเห็นและเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น อาจเป็นโลกคนละใบกับโลกที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดำรงอยู่ และการเห็นโลกในสายตาแบบที่เราเป็นอยู่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้าอย่างไม่มีเหตุผล ว้าวุ่นใจกับอะไรที่เราก็บอกได้ไม่ชัด หลายครั้งเราเห็นอะไรมากมาย แต่จดจำรายละเอียดและความรู้สึกที่สำคัญไม่ได้ พบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน แต่อาจจะไม่เคยสัมผัสแววตาของกันและกัน เพราะมันมีสิ่งที่ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ตรงนี้ รอเราอยู่ในวินาทีถัดไปเสมอ

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

Seeing is Connecting

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากจะชวนเพื่อน ๆ แบ่งปันเรื่องราว ว่าแต่ละคนเคยมีประสบการณ์รู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่และผู้คน หรือสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ผ่านการมองเห็นอย่างไรบ้าง ไว้เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การมองเห็นและถูกมองเห็น ที่ประทับอยู่ในใจและยังจดจำบรรยากาศและความรู้สึกได้ดี ตอนสมัยยังช่วยงาน อาจารย์จุลพร นันทพานิช ผมได้เดินเท้าเข้าไปสำรวจบ้านเรือนของพี่น้องชาวปกาเกอะญอแถวลุ่มแม่น้ำเงา เราเดินเท้ากัน 3 วันเต็ม เพื่อจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านติดชายแดนพม่า หมู่บ้านของผู้คนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพกาล เราผ่านหุบห้วยที่มีเสียงชะนีร้อง และหมู่บ้านที่มีชื่อราวกับนิทานอย่าง ทีทอท เมโงโก และ เมโลเด บ้านเรือนที่เราเห็น เป็นบ้านที่มีหลังคาคล้ายกับตัวนิ่ม บ้านที่ทำด้วยมือและเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินอย่างไม่แปลกแยก

บ่ายวันที่สอง ช่วงที่เราเดินผ่านทุ่งนาร้อน ๆ มาทั้งวัน พอตกบ่ายที่เราถึงชายหมู่บ้านฝนเริ่มตกหนัก จนเราต้องหาที่หลบใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง ฝนตกอยู่นานจนเราต้องขอขึ้นไปหลบที่ชานระเบียงบ้าน แล้วเราก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ด้วยความเหนื่อย ตื่นมาอีกที มีแววตาของเด็กผู้หญิงในชุดเชวาสีมอม ๆ ตัวหลวม ๆ นั่งกอดเข่าจ้องมองพวกเราอยู่ตรงระเบียงบ้าน น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าถูกมองเห็นในลักษณะนี้จากสายตามนุษย์ เป็นสายตาที่ทั้งสงบและมีความรู้สึกตัวอยู่ในนั้น เป็นสายตาที่ให้พื้นที่กับสายตาของเรา ที่จะมองกลับไปแบบไม่หลบตาโดยปราศจากคำพูด มันให้เรารู้สึกลึก ๆ ถึงความเชื่อมโยงกับห้วงขณะตรงนั้น บรรยากาศ กลิ่นของสถานที่ และผู้คนที่แม้ไม่รู้จักชื่อ ได้มานอนอยู่ในเรือน ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไว้ให้คนนอกอย่างเรามาศึกษาแล้วจากไป

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ
Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

ความรู้สึกของการเห็นและการถูกมองเห็นแบบนี้ ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งกับมนุษย์ที่เรามีโอกาสพบเจอหรือสัตว์ อย่างเนื้อทราย ที่จะพบได้บ่อย ๆ บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยอุโมงค์ตีนดอยสุเทพ เวลาไปเดินในป่าตามลำพัง ห้วงขณะของสายตาที่สัตว์ป่ามองเราอย่างสงบและตื่นตัว หลายครั้งช่วยทำให้เราได้กลับมาเห็นตัวเองอีกครั้ง ตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทางนิเวศที่ใหญ่กว่าความคิดของเรา

อัลโด ลีโอโปลด์ (Aldo Leopold) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกัน ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างหมดจด ผ่านประสบการณ์ช่วงที่เขาเห็นประกายสีเขียวของแววตาหมาป่าที่ถูกเขายิงค่อย ๆ มอดดับลง การเห็นครั้งนั้นได้เปลี่ยนสำนึกของเขาที่มีต่อโลกแวดล้อม จากโลกที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่สำนึกใหม่ที่เห็นโลกเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกและการรับรู้ โดยมีเราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในนั้น

ความรู้สึกของการมองเห็นและถูกมองเห็นแบบนี้ละมั้ง การเห็นที่ไปพ้นกลไกอัตโนมัติของสมองของเรา ที่โยนบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญทิ้งไป เราจึงเห็นโลกในมุมแบบที่เราพอใจจะเห็น ตัดสินใจจากการเห็นเพราะคิดว่าโลกมันก็เป็นแบบนั้น มีข้อมูลมากมายผ่านการเห็น แต่อาจจะไม่ได้สลักสำคัญกับความรู้สึกภายในของเรา ในขณะที่ลึก ๆ แล้วเราต่างก็โหยหาการเห็นจากกันและกันด้วยสายตาแบบนี้ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของ ‘ความสัมพันธ์’ อันเป็นต้นธารหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Presencing

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ถึงจะกลับไปเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มองเห็นเพื่อให้เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และรับรู้ถึงความเป็นทั้งหมดของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก และการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เราอาจจะชอบและไม่ชอบ โดยมีผัสสะอื่น ๆ และดวงตาของเราเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักและสังเกตความเป็นไปของโลก

จอน ยัง (Jon Young) นักธรรมชาติวิทยา ผู้เป็นมัคคุเทศก์ทางธรรมชาติคนสำคัญแห่งยุคสมัย ได้รวบรวมวิธีการเชื่อมโยงเรากับโลกผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ เขาแนะนำกิจกรรมที่เรียกว่า ‘Sit Spot’ ให้เรา ลองให้ฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มต้นด้วยการหาสถานที่ที่เรานั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ถูกรบกวน อาจจะเป็นชายป่าใกล้บ้าน ในมุมใดมุมหนึ่งของสวนสาธารณะ สวนภายในบ้าน หรือตรงระเบียงที่มองออกไปภายนอกได้ ควรจะเป็นที่ที่เราไปนั่งได้บ่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งตรงนั้นเฉย ๆ อย่างน้อยสัก 15 นาทีขึ้นไป แล้วลองสังเกตสิ่งรอบตัว เพื่อบ่มเพาะสติและสัมปชัญญะในสถานที่แห่งนั้น

หากเราทำได้บ่อย ๆ ในสถานที่ที่เราค่อย ๆ คุ้นเคย เราอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในแต่ละช่วงวันหรือฤดูกาล ความรู้สึกของสถานที่ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบของชีวิตอื่น ๆ นับพัน วิธีการแบบนี้อาจดูแปลกสำหรับเราที่ไม่คุ้นเคยกับการไม่ทำอะไรเลยในสังคมที่ให้ค่ากับความ Productive ตลอดเวลา แต่วิธีนี้ค่อนข้างธรรมชาติ น่าจะคล้ายกับชาวบ้านที่คุ้นเคยกับป่า รู้จักป่า และเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแบบที่เราในฐานะคนที่ไม่คุ้นเคยกับป่านั้นไม่มีทางมองเห็น

ทอม บราวน์ ธรี (Tom Brown III) นักแกะรอยในป่า อธิบายว่า เวลาเราเดินในป่าหรือไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะมีคลื่นพลังงานที่เราแผ่ออกมาจากตัวเป็นวงรัศมี (Concentric Ring) และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเรา สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รับรู้ถึงพลังเหล่านี้ได้ เขาจึงหลบอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองเวลาเราเดินไปในพื้นที่ของเขา เราจึงเป็นเพียงคนผ่านทางในโลกของสัตว์และสิ่งมีชีวิต ในขณะที่พวกเขามองเราอยู่ แต่เรากลับไม่เห็นเขา

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

หากเรานั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้นสัก 30 นาที ร่างกายและลมหายใจของเราที่เริ่มสงบ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ คลื่นพลังงานของเราจะถูกปรับจูนให้เป็นคลื่นเดียวกันกับสถานที่ตรงนั้น ตรงที่สิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอยู่ จนกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นหรือพลังงานอื่นเข้ามารบกวนและจากไป คลื่นพลังงานของสถานที่และชีวิตตรงนั้นจะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง

นี่เป็นวิธีที่พรานในอดีตใช้ล่าสัตว์ ชนเผ่าหลายวัฒนธรรมในโลกเข้าป่าเพื่อเห็นปัญญาในธรรมชาติ รวมทั้งนักธรรมชาติวิทยาหรือนักนิยมไพรในปัจจุบันใช้ผสานตนเองเข้ากับโลกทางธรรมชาติ

วิธีการและเรื่องราวที่เล่ามานี้ อาจฟังดูเป็นเรื่องราวของผู้คนและวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรา หากเราลองจินตนาการเล่น ๆ ว่า ตัวเราและผู้คนที่เราพบเจอก็ไม่ต่างจากสัตว์นานาชนิดในป่า ที่มีทั้งดูน่ากลัว น่าเอ็นดู หวาดกลัว หรือสวยงามน่าดึงดูด และสถานที่อย่างที่ทำงาน ห้องประชุม โรงเรียน หรือเมืองที่เราอยู่ร่วมอาศัย เป็นสภาพนิเวศหนึ่งที่ไม่ต่างจากป่า เราก็น่าจะรู้สึกถึงประสบการณ์แบบที่ ทอม บราวน์ ธรี อธิบายได้ไม่ยาก

เราต่างเคยรับรู้ถึงบรรยากาศของพลังงานที่เปลี่ยนไป เวลามีใครเดินเข้ามาในห้องประชุม มวลอากาศในรถไฟฟ้า หรือบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองของเรา สถานที่เหล่านี้ต่างเป็นสถานที่ที่เรามองเห็นและถูกมองเห็น และอาจมองไม่เห็นและไม่ถูกมองเห็น หลายครั้งเราอาจจะเป็นสัตว์ป่าที่ตื่นกลัว ซ่อนอยู่และเฝ้ามองสัตว์อื่น ๆ ให้ผ่านไป ในขณะที่สัตว์ผู้ล่าก็ไม่คิดว่าโลกของมันมีเราซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เพราะอัตลักษณ์และการมีอยู่ของเราไม่ถูกรับรู้และปรากฏเห็น

หากมองจากมุมพระเจ้า เมืองของเราน่าจะเต็มไปด้วยคลื่น Concentric Ring ที่ว้าวุ่น แต่ในทางกลับกัน หากสถานที่นั้นเป็นที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และผู้คนอื่น ๆ ง่ายขึ้น การเห็นในแบบนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์ประกอบที่มีชีวิตในสถานที่แห่งนั้นกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมได้ดีขึ้น เราอาจจะเริ่มเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ ตามสามัญลักษณะของมัน พอเรารู้จักและเห็นความงามของสิ่งใด เราอาจจะรักษาและดูแลมันมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ตามใจของเราน้อยลง

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง
จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Rewilding

Sit Spot อาจจะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของนักธรรมชาติวิทยา ที่จะใช้มองเห็นความงามตามธรรมชาติของพื้นที่ธรรมชาติอย่างป่าเขาลำเนาไพร แต่น่าเป็นแบบฝึกหัดสำคัญของคนในยุคสมัยของเรา ที่จะค่อย ๆ ฟื้นคืนความสามารถในการมองเห็นของเราเอง การเห็นเพื่ออยู่ตรงนั้น และเป็นสักขีพยานของทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังและสิ้นหวัง ของชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศที่เราอยู่อาศัย ความสัมพันธ์หรือการเชื่อมโยงที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องดี ๆ ชวนฝัน หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงตัวเราเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะไม่รู้สึกเพิกเฉย การมองเห็นที่ว่าจึงเป็นการโอบอุ้มความเป็นทั้งหมด

ดีพัค โชปา (Deepak Chopra) แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เคยอธิบายความหมายของคำว่า ‘ความเป็นทั้งหมด’ หรือ Wholeness ว่าคำคำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Holy ที่แปลว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ และความรู้สึกที่เรา ‘โอบอุ้ม’ สิ่งต่าง ๆ เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ หากเราสามารถฟื้นคืนศักยภาพในการมองเห็นของเรา เพื่อทำให้การเห็นของเรามีคุณลักษณะของการโอบอุ้ม Seeing is Holding ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน่าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย

หากสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน ในย่าน หรือเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน มีที่ที่จะเป็น Sit Spot ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ได้ มีมุมดี ๆ ที่เราจะได้มองออกไปเพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปของโลกภายนอกและชีวิตอื่น ๆ หรือมีที่ว่างที่เราจะได้นั่งล้อมวงและมองเห็นแววตากันและกันให้มากขึ้น สถานที่รอบตัวของเราในอนาคตน่าจะเปลี่ยนไปจากแบบที่เรารู้จักมาก ๆ เราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยถูกมองเห็นและใส่ใจมันมากขึ้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความรู้สึกและจิตวิญญาณ

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

ในแวดวงของงานออกแบบภูมิทัศน์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก Piet Oudolf ภูมิสถาปนิกชาวดัตช์มือจัดสวนในโครงการ High Line ที่เปลี่ยนโลกทัศน์การจัดสวนแบบที่มนุษย์เป็นใหญ่ ไปสู่สวนที่เป็นธรรมชาติ 

Naturalistic Garden งานของ Oudolf ไม่ได้มองต้นไม้เป็นเพียงวัตถุเชิงองค์ประกอบศิลป์เพื่อสร้างความงาม เช่น รูปฟอร์มของต้น สีสันของดอก หรือผิวสัมผัสในช่วงเวลาที่ต้นชนิดนั้นสวยงามที่สุด แต่กลับกัน Oudolf มองว่าทุกห้วงจังหวะของชีวิตพืช ตั้งแต่ช่วงออกดอกและแห้งเหี่ยวโรยรานั้น มีความงดงามที่น่าชื่นชม ความงามของภูมิทัศน์จึงมีทั้งหมดของพืชแต่ละชนิดอยู่ในนั้น 

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ความพิเศษของสวนแบบ Oudolf อยู่ตรงการผสมผสานระหว่างต้นไม้หลากหลายชนิดกับระดับ ทั้งดอกหญ้า ดอกไม้ป่า และหญ้าพื้นถิ่นนานาชนิด ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช ทักษะการจัดวางต้นไม้ให้อยู่เป็นกลุ่มตามสังคมพืชที่ส่งเสริมกัน ก็ทำให้การดูแลและแทรกแซงจากมนุษย์น้อยลงตาม ความสวยของสวนจึงมีอิสระที่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและปรากฏการณ์ของเวลา และความลับที่ทำให้สวนของ Oudolf สวยงามราวบทกวี คือเขาใช้เวลาเกือบ 10 ปี เก็บรวบรวมพืชพรรณทั่วทั้งยุโรป ทั้งจากสวนพฤกษศาสตร์ ป่าเขา พื้นที่รกร้าง รวมทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น ทดลองปลูกเพื่อจะเข้าใจลักษณะของพืชแต่ละชนิด จัดวางในแบบที่เขาได้เรียนรู้จากนิสัยของพืช ลองผิดเรียนถูก จนค้นพบภาษาและวิธีการร้อยเรียงพืชพรรณ ที่ในวันต่อมากลายเป็นคลังถ้อยคำในบทกวีของเขา 

แนวทางการจัดสวนตามแบบฉบับของ Oudolf จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนในวงการจัดสวน (ที่ไม่ได้จำกัดแต่ในยุโรป) ให้ได้กลับมามองเห็นความงามของพืชพื้นถิ่นที่คนมองข้าม ดอกไม้บ้าน ๆ ที่เคยมีตามชายป่า หญ้าที่ดูรก ๆ และไม่เคยเห็นขายตามตลาดต้นไม้ เพื่อนำมาใช้ในงานสวนตามบริบทพื้นที่นั้น ๆ แทนการนำเข้าต้นไม้ต่างประเทศและพืชพรรณต่างถิ่นที่ต้องการการดูแลจนเกินพอดี

มองกลับมาที่เมืองไทยบ้านเรา เรามักรู้สึกเศร้าลึก ๆ เสมอ เมื่อเห็นผู้รับเหมางานสวนใช้ดอกไม้กระถางพันธุ์ต่างประเทศที่มีอายุสั้นและต้องเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ กับงานสวนสาธารณะที่เราจ่ายภาษี เห็นงานมหกรรมไม้ดอกที่ขนเอาดอกไม้เมืองหนาวมาจัดแสดง แต่ปลูกจริง ๆ ไม่ได้กับอากาศบ้านเรา เห็นทุ่งดอกไม้สีสวยที่พรมด้วยยาไล่แมลงในตอนค่ำเพื่อเปิดให้คนถ่ายรูปในวันรุ่งขึ้น หรือทุ่งหญ้าสีสดที่พ่นด้วยสีสเปรย์กระป๋องสีต่าง ๆ โดดเด้งอยู่กลางทุ่งแดดร้อน ๆ 

เราแอบคิดเอาเองเสมอว่า มันน่าจะดีกว่านี้แน่ ๆ ถ้าพวกเรารู้จักดอกไม้พื้นถิ่นและหญ้าพื้นบ้านให้มากขึ้น เห็นความงามของเขา รู้ประโยชน์ของเขา และนำเขามาปลูกและจัดวางให้เหมาะสมเลอค่า เชื่อเหลือเกินว่าโลกทัศน์และรสนิยมที่เรามีต่อสวน ในฐานะประตูสู่โลกธรรมชาติที่แท้จริงของเราจะเปลี่ยนไป สวนหน้าบ้านหรือตามที่สาธารณะต่าง ๆ ในเมือง จะกลายเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญของการฟื้นคืนธรรมชาติ (Rewilding) ในยุคสมัยของเรา

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

คอลัมน์ตอนนี้จึงอยากชวนเพื่อน ๆ มารู้จักพืชพรรณธรรมดา ๆ 15 ชนิด ที่อาจจะหาไม่ได้ตามตลาดต้นไม้ เพราะเมล็ดและต้นพันธุ์เกือบทั้งหมดได้จากการขอแบ่งชาวบ้านมาบ้าง ซื้อมาจากเกษตรกรตามงานเกษตรอินทรีย์บ้าง หรือลักเก็บมาฟรี ๆ จากข้างทางหรือที่รกร้าง เราทดลองปลูกในแปลงเล็ก ๆ หน้าออฟฟิศของเรา ในบ้านของเรามาครบปี และเรียนรู้ว่าปลูกง่าย ดูแลง่าย แถมบ้างต้นยังดึงดูดเพื่อนแมลงตัวจิ๋วมาอยู่ในสวน 

เรามีสุขทุกครั้งที่ได้แบ่งปันเมล็ดพันธุ์นี้ต่อให้คนอื่น ๆ ให้ความรู้สึกว่าพวกเราไม่ต่างจากลม นก หรือผึ้ง คอยช่วยแพร่ขยายพันธุ์ไปตามที่ต่าง ๆ ถ้าพร้อมแล้วมารู้จักพืชทั้ง 15 ชนิดนี้เลย ก่อนเริ่มออกไปด้อม ๆ มอง ๆ หาเก็บเมล็ดเหล่านี้ในพื้นที่รกร้างที่กำลังจะกลายป่ากล้วยที่ปลูกเป็นแถว

พันงูเขียว
Brazilian Tea

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

เราเห็นต้นนี้ครั้งแรกในพื้นที่รกร้างขึ้นแทรกอยู่กับไมยราบและต้นหิ่งหาย ชาวบ้านแต่ละที่เรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามบริบทที่พบ บ้างว่า ‘ควยงู’ ซึ่งอาจจะดูทะลึ่งหน่อย แต่ก็ให้ภาพที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ส่วนคนเหนือเรียก ‘หญ้าหนวดเสือ’ สิ่งที่ทำให้พันงูเขียวโดดเด่นเวลาอยู่ในแปลงดอกรวมกับต้นอื่น คือก้านดอกที่เป็นเส้นตั้งบาง ๆ มีดอกสีม่วงอ่อนเป็นกระจุกเล็ก ๆ กระจายรอบก้าน ด้วยเส้นสายที่แปลกตา ดอกน่ารัก และใบเขียวสว่างคล้าย ๆ พวกสะระแหน่ที่ขับเน้นดอกเล็ก ๆ สีม่วงให้โดดเด่น แตรดอกเล็ก ๆ ยังดึงดูดผึ้งจิ๋วและผีเสื้อตัวเล็กให้เข้ามาในสวนของเราได้ดี พันงูเขียวเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีและออกดอกทั้งปี จึงดีมาก ๆ สำหรับการเป็นไม้โครงสร้างในสวนดอกไม้

หงอนไก่ไทย
Wild Cockcomb

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ตามข้างทางหรือทุ่งร้าง เรามักจะพบหงอนไก่ไทยได้ไม่ยาก เพราะเป็นพืชที่ทนแล้งและกระจายเมล็ดมาก หงอนไก่ไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ แม้จะไม่ได้เป็นไม้ไทยพันธุ์แท้ แต่ก็เข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมไทยนานมาก จึงมีชื่อภาษาถิ่นและถูกใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ๆ เช่น คนเหนือจะเรียกดอกหงอนไก่ว่า ‘ดอกด้าย’ คงเพราะมีดอกหลายสีสัน เป็นกระจุกฟู ๆ ดูคล้ายฝั้นฝ้ายที่เอามาทอผ้า ชาวปกาเกอะญอเรียกหงอนไก่สีแดงว่า ‘พอ-กวอ’ และ ‘พอ-บอ’ สำหรับหงอนไก่สีเหลือง ซึ่งจะเห็นดอกหงอนไก่ขึ้นแทรกในไร่หมุนเวียน และถูกใช้ในงานพิธีกรรม ตั้งแต่บูชาจิตวิญญาณในไร่ช่วงเบิกไร่จนถึงพิธีการเก็บเกี่ยว 

ดอกหงอนไก่เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ให้ทรงตั้งสูงและเหมาะเป็นฉากหลัง เวลาหว่านเมล็ดในแปลงควรแทรกอยู่กับกลุ่มต้นไม้ข้ามปีหรือไม้ล้มลุกอายุหลายปี ดอกที่หลากหลายรูปทรงและสีสัน รวมทั้งใบก็มีทั้งใบสีเขียวและใบสีม่วง จะช่วยขับเน้นพุ่มดอกระยะหน้าได้ดี ความสูงของต้นก็มีหลากหลายขนาดตั้งแต่เข่าจนท่วมหัว ดังนั้นการทดลองปลูกและคัดเมล็ดแยกประเภทไว้ จะช่วยทำให้ง่ายต่อการเอาไปใช้ในงานออกแบบ หงอนไก่ยังดึงดูดตัวมวนกระแท้มาในสวน ซึ่งไม่ได้เป็นแมลงมีพิษหรือทำลายต้นไม้อื่น ๆ

สังกรณีแดง
Fire-cracker flower

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

สังกรณีแดงเป็นไม้พุ่มเตี้ยอายุหลายปี เหมาะเป็นไม้ระยะหน้า เพราะพุ่มลำต้นช่วยคลุมดินได้ดี หรือจะปลูกแทรกในระยะกลางผสมกับต้นอื่น ๆ ก็ได้ ด้วยว่าออกดอกตลอดทั้งปีและมีก้านชูดอกที่โดดเด่น เหมือนประทัดแตกสมชื่อภาษาอังกฤษ แม้ดอกไม่อลังการใหญ่โต แต่กระจุกดอกสีแดงก็สร้างความแปลกตาตัดกับสีอื่น ๆ ได้ดี หากมีไม้ระยะหลังเป็นสีขาวอย่างต้นตรีชวา 

สังกรณีนอกจากจะมีสีแดงแล้ว เรายังเคยเห็นสีเหลืองและสีส้ม แต่สองสีนี้ก้านชูดอกจะไม่ยาวเหมือนสีแดง ขยายพันธุ์ได้ง่ายจากเมล็ด ยังมีตำนานเกี่ยวกับสังกรณีที่เอาไว้เล่าเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยได้คือ สังกรณีและตรีชวา เป็นยาสมุนไพรที่ช่วยรักษาพระลักษณ์ที่ถูกหอกปักอก ซึ่งหนุมานต้องเหาะไปหาสมุนไพรทั้งสองต้นนี้ที่เขาสรรพยาเพื่อเอามาปรุงเป็นยารักษาบาดแผล สังกรณีและตรีชวาเป็นสมุนไพรที่ช่วยดับพิษร้อนได้ดี การปลูกทั้งสังกรณีและตรีชวาไว้ในแปลงจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสนุกในแง่เรื่องเล่า และประโยชน์ใช้สอยของสมุนไพรไทยที่ทั้งสวยและมีประโยชน์

ตรีชวา
Squirrel’s Tail

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

เราเห็นต้นตรีชวาครั้งแรกที่แถว ๆ แม่ทา เพราะเป็นต้นที่ชาวบ้านย่านนั้นปลูกไว้เป็นแนวหน้ารั้วไม้ไผ่ มันทำให้บ้านไม้ที่แม้ว่าจะเก่าขนาดไหนดูสว่างด้วยช่อดอกตั้งสีขาวของมัน และที่สำคัญ ต้นตรีชวายังทนมาก ๆ ซึ่งเหมาะกับการปลูกเป็นรั้วหรือปลูกเป็นกลุ่มในระยะแบกกราวนด์ เพื่อขับเน้นต้นไม้ที่มีทรงหรือดอกสวยในระยะหน้า เส้นตั้งของช่อดอกสีขาวที่ดูราวกับพวงหางกระรอก ก็ทำให้ตัวของตรีชวาเองโดดเด่น ตรีชวาขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการตัดชำแช่น้ำให้รากงอก ก่อนเอาไปปลูกขยายพันธุ์

ฉัตรพระอินทร์
Klip Dagga

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ในแถบชนบทของภาคเหนือทั้งเชียงใหม่และเชียงราย เรามักจะพบฉัตรพระอินทร์ชูตุ้มช่อโดดเด่นอยู่ในดงบานชื่นหรือดาวกระจาย ความงามของฉัตรพระอินทร์ก็คือตุ้มดอกกลม ๆ สีน้ำตาลและกลีบดอกสีส้มบาง ๆ รอบตุ้มนั้น ต้นหนึ่งประกอบด้วยช่อดอกหลายช่อ ขึ้นสลับเรียงตัวกันเป็นแพตเทิร์นสวยงาม ซึ่งน่าจะถอดออกมาเป็นเลขลำดับของ Fibonacci ได้ 

อยากให้ลองไปสังเกตดู นอกจากโครงสร้างและเส้นสายแนวตั้งที่ฉัตรพระอินทร์สร้างให้กับสวน ตุ้มดอกพระอินทร์ตอนแห้งจนกลายเป็นสีถ่านก็สวยไม่แพ้กัน เป็นความงามของความตายท่ามกลางความมีชีวิต ถึงแม้จะเป็นพืชที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบนี้ แต่ฉัตรพระอินทร์ก็ไม่ได้เป็นพืชรุกรานที่เป็นภัยกับสวนเกษตร และที่สำคัญโครงสร้างที่สูงจนกลายเป็นชั้นเรือยยอดในสวนดอกไม้ของฉัตรพระอินทร์ ยังเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ล่าในระบบนิเวศจิ๋ว อย่างเช่น ตั๊กแตนตำข้าวหรือแมงมุมปูขาว ที่เกาะอยู่ปลายยอดเพื่อซุ่มจับเหยื่อ

ไฟเดือนห้า
Butterfly Weed

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ตอนเด็ก ๆ เรามักเห็นไฟเดือนห้าขึ้นอยู่ตามสวนตีนบันไดที่ทิศที่แดดส่องถึง หรือขึ้นปะปนกับต้นอื่นในข่วงลานบ้านที่พื้นเป็นทรายหรือลานดินสะอาดที่กวาดเรียบ เราบังเอิญเจอไฟเดือนอีกครั้งตอนไปทำงานที่ตำบาลเวียงสรวย จังหวัดเชียงราย ชาวบ้านปลูกเป็นแนวหลังรั้วไม้ไผ่ เลยขอแบ่งมาปลูกในสวนของเรา ต้นนี้มีถิ่นกำเนิดจากละตินอเมริกา เป็นพวกเดียวกันกับต้น Milkweed ที่ผีเสื้อจักรพรรดิหรือผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch butterfly) ใช้ในการวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนจนเข้าดักแด้ 

หากใครพอจะทราบเรื่องราวการเดินทางข้ามทวีปหลายพันกิโลเมตร จากอเมริกาเหนือสู่อเมริกาใต้ของผีเสื้อจักรพรรดิ ก็จะทึ่งกับความสัมพันธ์ของสายใยอันเปราะบางของระบบนิเวศผ่านผีเสื้อและดอกไม้ชนิดนี้ ที่สร้างความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายในวัฒนธรรมของชาวเม็กซิโก หรือ Movement ใหญ่ของอเมริกาที่ส่งเสริมให้คนอเมริกันช่วยกันปลูกต้นนี้ เพื่อให้ผีเสื้อจักรพรรดิมีแหล่งพักอาศัยระหว่างการเดินทางใหญ่ของชีวิต ต้นไฟเดือนห้าเป็นพืชอายุหลายปี และมีดอกที่น่ารักตลอดทั้งปี หากมองดูใกล้ ๆ จะคล้ายกับเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงสีเพลิงยืนจับมือกันเป็นวงกลม

หญ้างวงช้าง
Indian Heliotrope

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

หญ้างวงช้างเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น มักจะขึ้นตามที่ชื้นแฉะ งอกบานช่วงฤดูฝน ก่อนจะแห้งเหี่ยวและทิ้งเมล็ดไว้ในดินเพื่องอกอีกครั้งหลังได้น้ำ ความพิเศษของหญ้างวงช้างคือช่อดอกที่มีลักษณะคล้ายงวงช้าง ตรงก้านของช่อดอกจะมีดอกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เรียงไล่ขนาดจากเล็กไปใหญ่ น้ำหวานของหญ้างวงช้างดึงดูดผีเสื้อได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะผีเสื้อหนอนใบรักสีฟ้า และชาวบ้านใช้เป็นสมุนไพรได้หลายขนาน แถมยังเป็นพืชที่ช่วยชี้วัดคุณภาพของดินได้อีกด้วย เพราะถ้าที่ตรงไหนมีหญ้างวงช้างขึ้น แสดงว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี การหว่านเมล็ดหญ้างวงช้างไว้ในระยะหน้าของแปลงดอกไม้ตรงที่พอได้น้ำ จะทำให้เราประหลาดใจทุกครั้งที่หญ้างวงช้างบาน

โทงเทง
Ground Cherry

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

หากเราจินตนาการถึงการเก็บเบอร์รี่กินในป่าหรือเวลาไปปิกนิกเหมือนในหนังฝรั่ง โทงเทงน่าจะให้อารมณ์เดียวกันนั้นในฉากบรรยากาศแบบไทย ๆ เรามักจะเห็นโทงเทงขึ้นได้ทั่วไปตามที่ต่าง ๆ บนคันนา ริมแม่น้ำ หรือตามที่รกร้างที่มีนกช่วยขยายพันธุ์ 

โทงเทงเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับมะเขือเทศ ลักษณะผลคล้าย ๆ กับเคปกูสเบอร์รี่ที่ปลูกบนดอยทางภาคเหนือ การมีโทงเทงในแปลงสวนจึงทำให้สวนของเรากินได้ และมีประโยชน์ทางโภชนาการและยา การปลูกนั้นง่ายแสนง่าย คือเลือกเอาผลสุกที่สมบูรณ์มาขยี้เพื่อเก็บเมล็ด และหว่านลงปลูกในแปลงแทรก ๆ กับดอกไม้อื่น ๆ ในระยะกลาง เชื่อเลยว่าหากเราปลูกโทงเทงวันนี้ สลัดผักที่เราทำกินเองจานหน้าจะมีโทงเทงอยู่ในนั้น

บานชื่น
Zinnia

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ในโลกนี้มีบานชื่นกว่าหลายร้อยสายพันธุ์ แต่บานชื่นที่เรากำลังพูดถึงคือบานชื่นแบบบ้าน ๆ พบได้ทั่วไปตามสวนทั่วภูมิภาคของไทย คือ มีดอกแบน ๆ และแผ่กว้าง ซึ่งมีทั้งแบบต้นเตี้ยคือสูงราวเข่า และแบบที่สูงขึ้นมาหน่อยประมาณระดับท้อง บานชื่นที่ว่านี้มีหลากหลายสีสัน ทั้งขาว เหลือง แดง ส้ม ชมพู และม่วงอ่อน ๆ การปลูกบานชื่นเป็นกลุ่ม ๆ คละสีให้อารมณ์สวนดอกไม้แบบชาวบ้าน ทำให้บ้านและพื้นที่ไม่ใหญ่มากดูสดใส บานชื่นเป็นไม้ดอกล้มลุก ดังนั้นการปลูกบานชื่นในแบบที่ไม่ต้องปลูกใหม่ทุกปี คือควรปลูกบานชื่นแทรกในกลุ่มไม้โครงสร้างที่มีอายุหลายปี หรือถ้าดอกแห้งโรยเราก็เก็บเมล็ดมาโรยใหม่ตรงจุดที่ต้องการเติมช่องว่างได้ ที่สำคัญคือผีเสื้อและผึ้งชอบดอกนี้มาก ๆ

คัตเตอร์ป่า
Wild Cutter

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

ต้นคัตเตอร์ป่า คล้าย ๆ ต้นคัตเตอร์ที่เป็นไม้ปลูกตัดดอกขาย เพียงแต่ดอกและต้นมีขนาดเล็กกว่ามาก ๆ เราสันนิษฐานเองว่าน่าจะเป็นต้นเดียวกัน แต่เขาปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพของดิน พอไม่ได้อยู่ในแปลงปลูกที่ดูแลอย่างดี ต้นและดอกจึงมีขนาดเล็กมาก ๆ เรามักเห็นต้นนี้ในภาคเหนือที่มีอากาศเย็น เช่น เชียงดาว แม่ออน หรือจอมทอง ชาวบ้านเรียกว่าหญ้าดอกขาว ซึ่งเป็นคนละชนิดกับ หญ้าดอกขาว (Little Ironweed) 

ที่เราชอบคัตเตอร์ป่า เพราะมันดูแลง่ายและให้ความสว่างกับสวน ดอกเล็ก ๆ สีขาวเป็นกระจุกที่กระจายรับแสงแดด ช่วยเพิ่มรายละเอียดให้สวนดูน่ารัก และลดทอนความแข็งของเส้นตั้งในระยะหลัง พร้อมกับเชื่อมประสานจังหวะของต้นไม้ระยะหน้ากับระยะกลางได้ดี ต้นคัตเตอร์ป่าขยายพันธุ์โดยเมล็ด เมล็ดร่วงปลิวลมลงตรงไหน ก็จะขึ้นต้นอ่อนที่นั้น ซึ่งเราขุดมาปลูกเติมในจุดที่เราต้องการได้

บานไม่รู้โรยไทย
Bachelor’s button

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

บานไม่รู้โรยไทยน่าจะเป็นดอกไม้ต่างถิ่นที่อยู่คู่เมืองไทยมานาน เรามักจะเห็นได้ในงานบุญ งานร้อยมาลัยหรือพานพุ่ม รวมทั้งในกรวยดอกไม้วันไหว้ครู ที่แม่หรือยายจะต้องนำมาเสียบเตรียมไว้ให้เรา คนเหนือเรียกบานไม่รู้โรยไทยว่า ‘ดอกตะล่อม’ คงเพราะรูปทรงกลม ซึ่งฝรั่งจินตนาการว่าเป็นกระดุมของชุดครุย 

บานไม่รู้โรยไทยมีหลายสี ทั้งขาว ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ชมพู และหลัง ๆ มานี้เริ่มเห็นสีแดง บานไม่รู้โรยนี้ปลูกง่ายมากจากเมล็ด ชอบแดดจัดและน้ำไม่ขัง เหมาะกับการเป็นไม้ระยะหน้าแทรกกับไม้อื่น ๆ ที่เห็นใบได้ชัด เพราะดอกของบานไม้รู้โรยไทยจะชูแทรกออกมา ช่วยสร้างรายละเอียดของรูปทรงและสีที่น่าสนใจ บานไม่รู้ไทยจะต่างจากบานไม่รู้โรยฝรั่งอย่างชัดเจน บานไม่รู้โรยฝรั่งดอกเล็กและมีสีขาวอมเหลือง และกิ่ง ต้น ใบ จะเป็นสีม่วงแดง ซึ่งไม่แนะนำให้ปลูกเพราะเป็นพืชต่างถิ่น รุกลามได้เร็ว และส่งผลเสียต่อระบบนิเวศของพืชระดับล่าง หากเกิดรุกลามเข้าไปในพื้นที่ที่เปราะบางทางนิเวศอย่างในป่า

หญ้าน้ำดับไฟ

Lindenbergia philippensis

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

หญ้าน้ำดับไฟ เป็นหญ้าที่เราชอบมาก ๆ เราเจอต้นแม่ที่เราเก็บเมล็ดมา ขึ้นอยู่บนกองเศษอิฐและดินระหว่างการขุดค้นโบราณคดีคุ้มหลวงกลางเวียงเชียงใหม่ หญ้าน้ำดับไฟเป็นหญ้าอายุหลายปี ให้ดอกสวยสีเหลือง ดึงดูดผึ้งและมิ้มให้มากินน้ำหวานในช่วงดอกบาน ซึ่งถ้าเราเงียบพอที่จะได้ยิน สวนเราจะเป็นสวนที่มีเสียงหึ่ง ๆ ของเพื่อนตัวจิ๋วนับร้อย 

หญ้าน้ำดับไฟมีคุณสมบัติทางยาสมชื่อ คือ ใช้ถอนพิษร้อน และพอกแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ น้ำดับไฟเหมาะกับการเป็นไม้โครงสร้างของสวนที่ปลูกไว้ในระยะกลางหรือระยะหลัง ช่อดอกที่แห้งแล้วตัดมาเคาะเมล็ดเล็ก ๆ มาเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อได้ เพียงแต่เมล็ดของน้ำดับไฟใช้เวลางอกนานมาก ๆ จนเราอาจจะคิดว่าคงไม่ขึ้น แต่พอถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะเห็นความงามปรากฏแทรกขึ้นมาในดงดอกหลากสี ที่เราลืมไปแล้วว่าเราปลูกอะไรไว้บ้าง

หญ้าดอกขาว
Little Ironweed

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

หญ้าดอกขาวพบได้ง่าย ขึ้นได้เกือบทุกที่ตั้งแต่รอยร้าวของพื้นคอนกรีตไปจนสวนผลไม้ คงเพราะมีเมล็ดที่ลอยลมได้ง่าย คล้ายกับพวกต้น Dandelion ที่เด็ก ๆ ชอบเอามาเป่าเล่น หญ้าชนิดนี้มีสรรพคุณทางยา เราเคยเห็นชาวบ้านแถวแม่ทาเอามาสูบแทนบุหรี่ขี้โย (ยาเส้น) หญ้าดอกขาวเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ให้ดอกสีม่วงเล็ก ๆ ก่อนจะกลายเป็นปุยขนจิ๋วสีขาวเพื่อลอยลมกระจายพันธุ์ อารมณ์ของหญ้าดอกขาวในสวนคล้ายกับคัตเตอร์ป่า เพียงแต่ว่าขนาดและสัดส่วนเล็กกว่ามาก ๆ หากใครชอบเก็บดอกไม้มาทับกระดาษเป็น Herbarium ส่วนตัว ต้นนี้เหมาะสมยิ่งนัก เพราะกิ่งก้านและดอก ที่ทั้งบางและเหนียว ทับง่ายและแห้งง่าย และที่สำคัญคือมีรูปทรงสวยงาม

ดาวกระจายป่า
Wild Cosmos

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

ดาวกระจายป่า คล้ายดอกดาวกระจายสีส้ม สีเหลือง ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ลักษณะดอกที่จะมีช่อเกสรใหญ่และกลีบใบเล็กกว่ามาก และส่วนใหญ่จะมีสีชมพูและแดงอมม่วง ส่วนกิ่งก้านก็จะสูงโปร่งทรงระเกะระกะ ไม่ได้ขึ้นเป็นกิ่งเดี่ยวตั้งตรงอย่างดาวกระจายพันธุ์ฝรั่ง ไม่แน่ใจว่าการมีช่อเกสรที่ใหญ่กว่านั้นจะมีผลกับการดึงดูดผึ้งและผีเสื้อหรือเปล่า แต่ความน่าสนใจของดาวกระจายป่าสำหรับเรา น่าจะอยู่ตรงที่ความสวยที่ไม่สมบูรณ์แบบนี่ละมั้ง เวลาดาวกระจายป่าขึ้นแทรกอยู่กับต้นอื่น ๆ ดอกของดาวกระจายป่าไม่ได้อวดแข่งแย่งซีนดอกอื่น ๆ เพียงแต่บานอยู่เงียบ ๆ ในมุมที่บางทีเราไม่อาจจะเห็น เหี่ยวแห้ง ร่วงโรย เกิดงอกบานขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของความงามที่ดอกไม้ป่าเกือบทุกชนิดมอบให้

เจตมูลเพลิงแดง
Indian leadwort

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

เจตมูลเพลิงแดงเป็นต้นไม้อีกชนิดที่เรารักมาก ๆ คงเพราะมันเป็นต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่เคยเห็นตามชายป่า แต่พอเอามาจัดวางในสวนดี ๆ แล้วสร้างความเชื่อมต่อระหว่างสวนของเรากับป่าหลังป่า เจตมูลเพลิงเป็นพืชอายุหลายปี เหมาะกับการเป็นไม้ระยะหน้า กิ่งก้านเอนอ่อนที่มีกระจุกดอกสีแดงประดับอยู่ทำให้เส้นสานในสวนดูพลิ้วไหว ดอกคล้าย ๆ กับพยับหมอกเพราะเป็นพืชตระกูลเดียวกัน เจตมูลเพลิงแดงจะบานช่วงปลายฤดูหนาว สวนในหน้าหนาวจึงถูกเติมด้วยสีโทนร้อนดูอบอุ่น

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load