‘ผัสสะการมองเห็น’ น่าจะเป็นผัสสะสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ใช้รับข้อมูล และเป็นประตูส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจโลกแวดล้อม เรามองเห็นโลกอย่างไร ความคิดความเชื่อของเราที่มีต่อโลกย่อมเป็นแบบนั้น และความคิดความเชื่อของเราต่อโลกเป็นเช่นไร การกระทำของเราที่มีต่อตัวเองและชีวิตอื่นก็ย่อมเป็นไปแบบนั้น

คอลัมน์ Rewilding 101 ตอนนี้ เลยอยากชวนเพื่อน ๆ ล้อมวง เพื่อสำรวจการมองเห็นในแง่มุมของเราเอง ดูว่าเราจะเห็นมากกว่าสิ่งที่เรามองอย่างไร หรือจะถูกมองเห็น ในโลกที่มีสิ่งต่าง ๆ เรียกร้องการถูกยอมรับและมองเห็นได้อย่างไร ผัสสะการมองเห็นของเราทุกคนที่จะค่อย ๆ ประกอบกัน จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในฐานะสมาชิกสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศ

Seeing is Believing

ก่อนจะอ่านต่อไป อยากให้เพื่อน ๆ ทำแบบทดสอบสั้น ๆ เพื่อทดสอบการมองเห็นของเราเองจากวิดีโอ ‘Gorilla Basketball Experiment’ แล้วดูสิว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ในชั่วขณะหนึ่งของเฟรมภาพที่เรามองเห็น น่าจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์และข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือข้อมูลที่ปฏิสัมพันธ์กับเราโดยตรง ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเรา หากเราไม่มีกลไกของสมองที่เลือกรับข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรา และเลือกโยนข้อมูลที่สมองคิดว่าไม่จำเป็นทิ้งไป พวกเราทุกคนอาจจะเป็นบ้าจากสภาวะข้อมูลที่ท่วมท้นก็เป็นได้

ยิ่งในโลกที่ทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะถูกปลุกเร้าด้วยข้อมูลมหาศาล เพื่อให้เราเห็นและเชื่อ จนเราตัดสินใจรับข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของเรา หรือไม่ก็ตัดสินใจรับสินค้าและบริการนั้น ๆ การเห็นของเราจึงมีส่วนสำคัญที่พาโลกและความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ มาถึงจุดนี้

น่าสนใจว่าในก้อนข้อมูลที่กลไกทางสมองของเราเลือกโยนทิ้งไป บางครั้งอาจมีข้อมูลที่สำคัญกับเรามากในระยะยาว แต่เรากลับไม่เห็นมัน เพราะกลไกอัตโนมัติของสมองที่เราค่อย ๆ สั่งสมมานี้ ช่วยทำให้เราปลอดภัยและรู้สึกสบายใจในระยะสั้น ซึ่งธรรมชาติของสมองเลือกให้ความสนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวมากกว่าสิ่งที่หยุดนิ่ง

หากลองนึกย้อนกลับไป มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถูกเลี้ยงและกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นมาแบบนั้น ตั้งแต่สมัยยังเป็นทารกตัวน้อย ผ่านของเล่นที่เคลื่อนไหว เสียงเพลงที่คอยกระตุ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ช้าในโลกที่ไม่เคยนิ่งเงียบ เช่น สถานที่ ต้นไม้ ผืนดิน หรือสัตว์เล็ก ๆ รอบตัว จึงไม่ได้อยู่ในโฟกัสหลักของเรา

ดังนั้นโลกที่เราเห็นและเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น อาจเป็นโลกคนละใบกับโลกที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดำรงอยู่ และการเห็นโลกในสายตาแบบที่เราเป็นอยู่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้าอย่างไม่มีเหตุผล ว้าวุ่นใจกับอะไรที่เราก็บอกได้ไม่ชัด หลายครั้งเราเห็นอะไรมากมาย แต่จดจำรายละเอียดและความรู้สึกที่สำคัญไม่ได้ พบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน แต่อาจจะไม่เคยสัมผัสแววตาของกันและกัน เพราะมันมีสิ่งที่ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ตรงนี้ รอเราอยู่ในวินาทีถัดไปเสมอ

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

Seeing is Connecting

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากจะชวนเพื่อน ๆ แบ่งปันเรื่องราว ว่าแต่ละคนเคยมีประสบการณ์รู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่และผู้คน หรือสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ผ่านการมองเห็นอย่างไรบ้าง ไว้เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การมองเห็นและถูกมองเห็น ที่ประทับอยู่ในใจและยังจดจำบรรยากาศและความรู้สึกได้ดี ตอนสมัยยังช่วยงาน อาจารย์จุลพร นันทพานิช ผมได้เดินเท้าเข้าไปสำรวจบ้านเรือนของพี่น้องชาวปกาเกอะญอแถวลุ่มแม่น้ำเงา เราเดินเท้ากัน 3 วันเต็ม เพื่อจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านติดชายแดนพม่า หมู่บ้านของผู้คนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพกาล เราผ่านหุบห้วยที่มีเสียงชะนีร้อง และหมู่บ้านที่มีชื่อราวกับนิทานอย่าง ทีทอท เมโงโก และ เมโลเด บ้านเรือนที่เราเห็น เป็นบ้านที่มีหลังคาคล้ายกับตัวนิ่ม บ้านที่ทำด้วยมือและเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินอย่างไม่แปลกแยก

บ่ายวันที่สอง ช่วงที่เราเดินผ่านทุ่งนาร้อน ๆ มาทั้งวัน พอตกบ่ายที่เราถึงชายหมู่บ้านฝนเริ่มตกหนัก จนเราต้องหาที่หลบใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง ฝนตกอยู่นานจนเราต้องขอขึ้นไปหลบที่ชานระเบียงบ้าน แล้วเราก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ด้วยความเหนื่อย ตื่นมาอีกที มีแววตาของเด็กผู้หญิงในชุดเชวาสีมอม ๆ ตัวหลวม ๆ นั่งกอดเข่าจ้องมองพวกเราอยู่ตรงระเบียงบ้าน น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าถูกมองเห็นในลักษณะนี้จากสายตามนุษย์ เป็นสายตาที่ทั้งสงบและมีความรู้สึกตัวอยู่ในนั้น เป็นสายตาที่ให้พื้นที่กับสายตาของเรา ที่จะมองกลับไปแบบไม่หลบตาโดยปราศจากคำพูด มันให้เรารู้สึกลึก ๆ ถึงความเชื่อมโยงกับห้วงขณะตรงนั้น บรรยากาศ กลิ่นของสถานที่ และผู้คนที่แม้ไม่รู้จักชื่อ ได้มานอนอยู่ในเรือน ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไว้ให้คนนอกอย่างเรามาศึกษาแล้วจากไป

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ
Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

ความรู้สึกของการเห็นและการถูกมองเห็นแบบนี้ ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งกับมนุษย์ที่เรามีโอกาสพบเจอหรือสัตว์ อย่างเนื้อทราย ที่จะพบได้บ่อย ๆ บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยอุโมงค์ตีนดอยสุเทพ เวลาไปเดินในป่าตามลำพัง ห้วงขณะของสายตาที่สัตว์ป่ามองเราอย่างสงบและตื่นตัว หลายครั้งช่วยทำให้เราได้กลับมาเห็นตัวเองอีกครั้ง ตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทางนิเวศที่ใหญ่กว่าความคิดของเรา

อัลโด ลีโอโปลด์ (Aldo Leopold) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกัน ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างหมดจด ผ่านประสบการณ์ช่วงที่เขาเห็นประกายสีเขียวของแววตาหมาป่าที่ถูกเขายิงค่อย ๆ มอดดับลง การเห็นครั้งนั้นได้เปลี่ยนสำนึกของเขาที่มีต่อโลกแวดล้อม จากโลกที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่สำนึกใหม่ที่เห็นโลกเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกและการรับรู้ โดยมีเราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในนั้น

ความรู้สึกของการมองเห็นและถูกมองเห็นแบบนี้ละมั้ง การเห็นที่ไปพ้นกลไกอัตโนมัติของสมองของเรา ที่โยนบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญทิ้งไป เราจึงเห็นโลกในมุมแบบที่เราพอใจจะเห็น ตัดสินใจจากการเห็นเพราะคิดว่าโลกมันก็เป็นแบบนั้น มีข้อมูลมากมายผ่านการเห็น แต่อาจจะไม่ได้สลักสำคัญกับความรู้สึกภายในของเรา ในขณะที่ลึก ๆ แล้วเราต่างก็โหยหาการเห็นจากกันและกันด้วยสายตาแบบนี้ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของ ‘ความสัมพันธ์’ อันเป็นต้นธารหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Presencing

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ถึงจะกลับไปเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มองเห็นเพื่อให้เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และรับรู้ถึงความเป็นทั้งหมดของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก และการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เราอาจจะชอบและไม่ชอบ โดยมีผัสสะอื่น ๆ และดวงตาของเราเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักและสังเกตความเป็นไปของโลก

จอน ยัง (Jon Young) นักธรรมชาติวิทยา ผู้เป็นมัคคุเทศก์ทางธรรมชาติคนสำคัญแห่งยุคสมัย ได้รวบรวมวิธีการเชื่อมโยงเรากับโลกผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ เขาแนะนำกิจกรรมที่เรียกว่า ‘Sit Spot’ ให้เรา ลองให้ฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มต้นด้วยการหาสถานที่ที่เรานั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ถูกรบกวน อาจจะเป็นชายป่าใกล้บ้าน ในมุมใดมุมหนึ่งของสวนสาธารณะ สวนภายในบ้าน หรือตรงระเบียงที่มองออกไปภายนอกได้ ควรจะเป็นที่ที่เราไปนั่งได้บ่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งตรงนั้นเฉย ๆ อย่างน้อยสัก 15 นาทีขึ้นไป แล้วลองสังเกตสิ่งรอบตัว เพื่อบ่มเพาะสติและสัมปชัญญะในสถานที่แห่งนั้น

หากเราทำได้บ่อย ๆ ในสถานที่ที่เราค่อย ๆ คุ้นเคย เราอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในแต่ละช่วงวันหรือฤดูกาล ความรู้สึกของสถานที่ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบของชีวิตอื่น ๆ นับพัน วิธีการแบบนี้อาจดูแปลกสำหรับเราที่ไม่คุ้นเคยกับการไม่ทำอะไรเลยในสังคมที่ให้ค่ากับความ Productive ตลอดเวลา แต่วิธีนี้ค่อนข้างธรรมชาติ น่าจะคล้ายกับชาวบ้านที่คุ้นเคยกับป่า รู้จักป่า และเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแบบที่เราในฐานะคนที่ไม่คุ้นเคยกับป่านั้นไม่มีทางมองเห็น

ทอม บราวน์ ธรี (Tom Brown III) นักแกะรอยในป่า อธิบายว่า เวลาเราเดินในป่าหรือไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะมีคลื่นพลังงานที่เราแผ่ออกมาจากตัวเป็นวงรัศมี (Concentric Ring) และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเรา สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รับรู้ถึงพลังเหล่านี้ได้ เขาจึงหลบอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองเวลาเราเดินไปในพื้นที่ของเขา เราจึงเป็นเพียงคนผ่านทางในโลกของสัตว์และสิ่งมีชีวิต ในขณะที่พวกเขามองเราอยู่ แต่เรากลับไม่เห็นเขา

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

หากเรานั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้นสัก 30 นาที ร่างกายและลมหายใจของเราที่เริ่มสงบ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ คลื่นพลังงานของเราจะถูกปรับจูนให้เป็นคลื่นเดียวกันกับสถานที่ตรงนั้น ตรงที่สิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอยู่ จนกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นหรือพลังงานอื่นเข้ามารบกวนและจากไป คลื่นพลังงานของสถานที่และชีวิตตรงนั้นจะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง

นี่เป็นวิธีที่พรานในอดีตใช้ล่าสัตว์ ชนเผ่าหลายวัฒนธรรมในโลกเข้าป่าเพื่อเห็นปัญญาในธรรมชาติ รวมทั้งนักธรรมชาติวิทยาหรือนักนิยมไพรในปัจจุบันใช้ผสานตนเองเข้ากับโลกทางธรรมชาติ

วิธีการและเรื่องราวที่เล่ามานี้ อาจฟังดูเป็นเรื่องราวของผู้คนและวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรา หากเราลองจินตนาการเล่น ๆ ว่า ตัวเราและผู้คนที่เราพบเจอก็ไม่ต่างจากสัตว์นานาชนิดในป่า ที่มีทั้งดูน่ากลัว น่าเอ็นดู หวาดกลัว หรือสวยงามน่าดึงดูด และสถานที่อย่างที่ทำงาน ห้องประชุม โรงเรียน หรือเมืองที่เราอยู่ร่วมอาศัย เป็นสภาพนิเวศหนึ่งที่ไม่ต่างจากป่า เราก็น่าจะรู้สึกถึงประสบการณ์แบบที่ ทอม บราวน์ ธรี อธิบายได้ไม่ยาก

เราต่างเคยรับรู้ถึงบรรยากาศของพลังงานที่เปลี่ยนไป เวลามีใครเดินเข้ามาในห้องประชุม มวลอากาศในรถไฟฟ้า หรือบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองของเรา สถานที่เหล่านี้ต่างเป็นสถานที่ที่เรามองเห็นและถูกมองเห็น และอาจมองไม่เห็นและไม่ถูกมองเห็น หลายครั้งเราอาจจะเป็นสัตว์ป่าที่ตื่นกลัว ซ่อนอยู่และเฝ้ามองสัตว์อื่น ๆ ให้ผ่านไป ในขณะที่สัตว์ผู้ล่าก็ไม่คิดว่าโลกของมันมีเราซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เพราะอัตลักษณ์และการมีอยู่ของเราไม่ถูกรับรู้และปรากฏเห็น

หากมองจากมุมพระเจ้า เมืองของเราน่าจะเต็มไปด้วยคลื่น Concentric Ring ที่ว้าวุ่น แต่ในทางกลับกัน หากสถานที่นั้นเป็นที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และผู้คนอื่น ๆ ง่ายขึ้น การเห็นในแบบนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์ประกอบที่มีชีวิตในสถานที่แห่งนั้นกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมได้ดีขึ้น เราอาจจะเริ่มเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ ตามสามัญลักษณะของมัน พอเรารู้จักและเห็นความงามของสิ่งใด เราอาจจะรักษาและดูแลมันมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ตามใจของเราน้อยลง

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง
จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Rewilding

Sit Spot อาจจะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของนักธรรมชาติวิทยา ที่จะใช้มองเห็นความงามตามธรรมชาติของพื้นที่ธรรมชาติอย่างป่าเขาลำเนาไพร แต่น่าเป็นแบบฝึกหัดสำคัญของคนในยุคสมัยของเรา ที่จะค่อย ๆ ฟื้นคืนความสามารถในการมองเห็นของเราเอง การเห็นเพื่ออยู่ตรงนั้น และเป็นสักขีพยานของทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังและสิ้นหวัง ของชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศที่เราอยู่อาศัย ความสัมพันธ์หรือการเชื่อมโยงที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องดี ๆ ชวนฝัน หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงตัวเราเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะไม่รู้สึกเพิกเฉย การมองเห็นที่ว่าจึงเป็นการโอบอุ้มความเป็นทั้งหมด

ดีพัค โชปา (Deepak Chopra) แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เคยอธิบายความหมายของคำว่า ‘ความเป็นทั้งหมด’ หรือ Wholeness ว่าคำคำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Holy ที่แปลว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ และความรู้สึกที่เรา ‘โอบอุ้ม’ สิ่งต่าง ๆ เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ หากเราสามารถฟื้นคืนศักยภาพในการมองเห็นของเรา เพื่อทำให้การเห็นของเรามีคุณลักษณะของการโอบอุ้ม Seeing is Holding ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน่าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย

หากสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน ในย่าน หรือเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน มีที่ที่จะเป็น Sit Spot ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ได้ มีมุมดี ๆ ที่เราจะได้มองออกไปเพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปของโลกภายนอกและชีวิตอื่น ๆ หรือมีที่ว่างที่เราจะได้นั่งล้อมวงและมองเห็นแววตากันและกันให้มากขึ้น สถานที่รอบตัวของเราในอนาคตน่าจะเปลี่ยนไปจากแบบที่เรารู้จักมาก ๆ เราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยถูกมองเห็นและใส่ใจมันมากขึ้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความรู้สึกและจิตวิญญาณ

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load