‘มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่’

คุ้นๆ กันไหมว่าผลไม้ชื่อยาวนี้ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง นางสิบสอง เมื่อนางยักษ์แกล้งป่วยหนัก มีเพียงผลไม้วิเศษนี้เท่านั้นที่จะรักษาอาการได้ พระรถเสน พระเอกของเรื่องที่เป็นลูกเลี้ยงจึงออกไปผจญภัยตามหาถึงเมืองของนางเมรี

ถึงนางยักษ์ในนิทานจะป่วยปลอม แต่มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มีอยู่จริง และมีสรรพคุณเป็นยาจริงๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

ลุงศิริ เจริญช่าง เคยป่วยหนักเป็นโรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ต่อเนื่องถึง 40 ปี กลับอาการดีขึ้นอย่างน่าแปลกใจเพราะกินมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ครอบครัวเจริญช่างจึงตัดสินใจนำผลไม้นี้มาปลูกเป็นสวนบนพื้นที่กว่า 40 ไร่ในตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม

การปลูกสมุนไพรรักษาโรคให้พ่อ กลายเป็นธุรกิจครบวงจรของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ทั้งปลูก แปรรูปเป็นสินค้าสารพัดกว่า 30 รายการ ไปจนถึงเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ คาเฟ่ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอัมพวาได้อย่างไร ทสม์ เจริญช่าง ลูกชายคนเล็กของครอบครัวพาเราเข้าอาณาจักรผลไม้สีแดงชมพูแล้วเล่าเรื่องราวให้ฟัง

ไม่แฟนตาซีเหมือนในนิทาน เส้นทางการค้นพบและสร้างธุรกิจจากมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ เป็นโมเดลจริง จับต้องได้ แต่สนุกและสร้างสรรค์ไม่แพ้กัน

เชิญชมการเปลี่ยนสวนแปลกเป็นสวนสนุก ณ บัดนี้

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

แปลกแต่ดี

15 ปีก่อน เมื่อไปไหว้พระทำบุญ แล้วพระแนะนำว่าผลมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ หรือ ‘หนามแดง’ แก้เจ็บคอได้ ลุงศิริทดลองชิมแล้วอาการไอน้อยลง เสมหะลดลง ลุงและ ป้าสมปอง เจริญช่าง ก็หาพันธุ์ผลไม้นี้มาปลูกบนที่ดินที่มีในจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากต้นไม้โตช้า จึงต้องปลูกจำนวนเยอะเพื่อผลผลิตต่อเนื่องให้ลุงกินทุกวัน

1 ปีผ่านไป แทนที่จะต้องผ่าตัด อาการของคุณลุงวัย 60 กลับดีขึ้นมากจนหมอแปลกใจ เมื่อแนะนำให้เพื่อนฝูงลองทาน ปรากฏว่าช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน โรคความดัน และสารพันโรคของเพื่อนๆ ด้วย ทั้งคู่จึงหันมาทำสวนมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ อย่างจริงจังทั้งในสมุทรสงครามและกาญจนบุรี โดยขายผลไม้และแบ่งต้นให้เพาะพันธุ์ด้วย กลุ่มลูกค้าคือผู้ใหญ่ที่ต้องการรักษาสุขภาพ เห็นว่าพืชชนิดนี้เป็นยา

“ตอนนี้งานวิจัยเกี่ยวกับมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มีเยอะมากในเมืองไทย ในต่างประเทศเช่นที่อินเดียมีงานวิจัยนานแล้วว่าเป็นอายุรเวช มันเป็นพืชที่ปรากฏชื่ออยู่ในพุทธประวัติ เป็นเหมือนยาของพระพุทธเจ้า เขาปลูกและกินเป็นผลไม้ดองเกลือ เหมือนที่เรากินผักดองในชีวิตประจำวัน”

ทสม์อธิบายคร่าวๆ ว่า ทุกส่วนประกอบของมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ตั้งแต่รากจรดใบมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย คนไทยมองว่าเป็นสมุนไพรมีประโยชน์ แต่รสชาติเปรี้ยวฝาดแบบนี้ไม่ใช่ของอร่อย ไม่จำเป็นก็ไม่อยากกิน ตอนแรกสวนมะนาวโห่ลุงศิริจึงมีคนมาเยี่ยมไม่มาก มาซื้อผล ซื้อน้ำ หรือซื้อต้นไม้ไปปลูกครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาอีก

จะทำยังไงให้ผลไม้ในวรรณคดีนี้น่าสนใจขึ้น และทำให้คนอยากกลับมาที่สวนบ่อยๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

หัวการค้า

เคล็ดลับแปลงโฉมสวนมะนาวโห่ลุงศิริแตกต่างจากสวนอื่นๆ คือการคิดแบบพ่อค้า

แต่เดิมครอบครัวของทสม์ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตรกรรม พ่อแม่และพี่น้อง 7 คนล้วนทำธุรกิจ เขาซึมซับการทำธุรกิจตั้งแต่เด็กๆ และเรียนปริญญาโทด้านการบริหาร จึงมองเห็นมูลค่าว่าสวนนี้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนได้

“แต่ก่อนเวลาคนนึกถึงสมุทรสงคราม ต้องคิดถึงมะพร้าวอ่อน ลิ้นจี่ ส้มโอขาวใหญ่ ทุกวันนี้ก็เริ่มคิดถึงมะนาวโห่กันบ้างแล้ว” เจ้าของสวนเอ่ยอย่างภูมิใจ

“อาจารย์ที่ปรึกษา ป.โท เราชอบเรื่องท่องเที่ยวชุมชน เราเลยเล่าเรื่องสวนมะนาวโห่ให้ฟังว่ามันพัฒนาเป็นที่เที่ยวได้มั้ย อาจารย์ก็ช่วยแนะนำ ให้เราวางแผนการสร้างที่เที่ยวว่าต้องมีอะไรบ้าง พอไปนำเสนอ เป็นจังหวะที่ยุคทีวีเริ่มเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สื่อเพิ่มมากขึ้นทุกช่องทาง และกระแสรักสุขภาพก็มาพอดี เราเลยต่อยอดทำจริงในขณะที่สถานที่พร้อมแล้ว”

ทสม์เท้าความถึงจุดเริ่มต้นการทำแบรนดิ้งเมื่อราว 7 ปีที่แล้ว เขาค่อยๆ สร้างร้านศิริสมปอง ร้านสินค้าหน้าสวนที่ดึงดูดลูกค้าให้ชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ แล้วซื้อของฝากหรือของขวัญกลับบ้าน

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“ถ้าเป็นที่เที่ยวอย่างเดียว เราไม่ได้เก็บค่าเข้าชม ก็ไม่ได้อะไรจากตรงนั้นเลย ดังนั้น จากที่ขายน้ำคั้นกันบ้านๆ ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวจริงจังให้เกิดรายได้ เลยพยายามใส่ลูกเล่นอะไรหลายๆ อย่าง วันนั้นที่พ่อแม่ทำ เขาตีโจทย์ว่ามะนาวโห่คือยา เพราะฉะนั้น ตำแหน่งการตลาดคือผู้ใหญ่วัย 60 – 70 ขึ้นไป แล้วครอบครัวที่มากับเขา รุ่นลูกรุ่นหลานล่ะ

“วัยสัก 30 เป็นวัยที่ชอบช้อปปิ้ง เราก็เลยใส่ไอเดียว่าทำสินค้าคู่ครัวสิ ไปเดินตามท้องตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นทุกชั้นมีน้ำพริก มีแยม เลยทำน้ำพริก ทำแยมออกมา เพราะคิดว่าคนที่ชอบซื้อของก็จะซื้อฝากเพื่อน ฝากพนักงานที่ออฟฟิศ ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานถึงวัยกลางคน ส่วนวัยรุ่นไม่อินสินค้าแปรรูป ชอบนั่งร้านกาแฟตอนกลางวันรอไปอัมพวาตอนเย็นๆ ก็มีคาเฟ่ให้นั่งถ่ายรูป

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“พ่อ แม่ พี่ น้อง ขายได้หมดแล้ว แล้ววัยเด็กล่ะขายอะไร ก็แปรรูปเป็นเยลลี่ เป็นไอศครีม ก็ขายได้ เราเรียนรู้จากปัญหา ถ้ามันกินยาก มันไม่อร่อย ทำให้มันอร่อยสิ ให้เขาอยากกิน ใส่ให้ครบ เติมจุดที่บกพร่อง พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือได้ตังค์จากเขาทุกคน มันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้คนเข้ามาและซื้อของเรา ในเมื่อลูกค้ามาหน้าบ้านแล้ว เราต้องตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย”

ทสม์เปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรโบราณเป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่งที่พลิกแพลงทำอาหารได้สารพัด จากน้ำผลไม้หรือผลไม้แช่อิ่มง่ายๆ ทุกวันนี้เขามีนักวิทยาศาสตร์อาหารมาช่วยออกแบบของอร่อยซับซ้อน ทั้งแยม น้ำพริก น้ำไซเดอร์ ชา ผลไม้กวน ผลไม้ลอยแก้ว ผลไม้สามรส เยลลี่ และไอศครีมเชอร์เบต ผลไม้ในนิทานจึงดึงดูดผู้คนหลากหลายขึ้นทุกที ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่เข้ามาซื้อสุขภาพ จนถึงลูกค้าตัวน้อยจากชลบุรีที่ให้คุณตาพามาซื้อเยลลี่สีแดง 20 กว่าถ้วยทุกเดือน

สร้างสวนสนุก

เป้าหมายของสวนมะนาวโห่ลุงศิริคือการทำให้ลูกค้ากลับมาเยี่ยมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น ที่นี่จึงต้องเปลี่ยนแปลงขยับขยายตลอด ทุก 2 – 3 เดือนจะมีสินค้ามะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ใหม่ๆ มาวางขายเสมอ ทั้งในร้านศิริสมปองและคาเฟ่ริมน้ำแม่กลองที่หมุนเวียนเมนูตามฤดูกาล เช่น เอาผลสุกไปปั่นเป็นซอสผัดเปรี้ยวหวาน เอาผลดิบต้มกับปลาทูเป็นปลาทูต้มมะนาวโห่ ขายความเป็นสมุทรสงคราม

ทสม์ใส่ใจตกแต่งสวนและจัดมุมถ่ายรูปใหม่ตลอด จะเข้ามาช่วงต้นปีเพื่อชมสวนดอกไม้สีขาว หรือชมผลเล็กๆ ที่ดกเต็มต้นตลอดกลางปีถึงปลายปี ก็มีกิจกรรมให้ทำเสมอ ตั้งแต่เรียนรู้การเกษตร ย้อมผ้ามัดย้อมสีชมพูด้วยน้ำมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ แถมทุกวันอาทิตย์ก็จัดเรือนำเที่ยวฟรีเพื่อพานักท่องเที่ยวไปกินอาหารหรือช้อปปิ้งที่ตลาดบางนกแขวก ตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ใกล้ๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

นอกจากผู้เยี่ยมชมขาจร กลุ่มเป้าหมายในวันธรรมดาของสวนนี้คือเด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้สนใจธุรกิจและแนวคิดการทำเกษตรที่ต้องการเวิร์กช็อป หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้

“มะนาวโห่เป็นพืชที่ปลูกง่ายแต่อยู่กับมันยาก ถ้าคิดจะปลูกเพื่อขายผลผลิตมันขายไม่ได้ ตามบ้านเขาก็ปลูกกัน แต่กินสดๆ ไป 5 เม็ดก็ไม่เอาแล้วเพราะไม่อร่อย ถูกต้องมั้ย คุณต้องสร้างเรื่องราวให้มัน การปลูกเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ เราก็แปรรูปให้กินง่าย แต่กลืนแล้วเป็นยา ปลายน้ำเราก็จัดจำหน่าย ทั้งทำสถานที่ท่องเที่ยว และทำช่องทางอินเทอร์เน็ตให้พร้อม คนที่อยู่ไกลๆ เคยกินอร่อยก็สั่งซื้อได้ตลอด ช่วงวันศุกร์เราเตรียมโฆษณาบนเฟซบุ๊ก วันเสาร์เราก็โปรโมตเจาะสมุทรสงคราม ให้คนที่มาเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาแวะมา”

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่แย้มโครงการในอนาคตว่าอยากร่วมมือกับพี่สาว ต่อยอดผลไม้นี้เป็นไวน์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ไปจนถึงสปามาส์กหน้า ทำให้ทุกองค์ประกอบของต้นมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ได้นำมาใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีส่วนไหนต้องทิ้งเลย

ธุรกิจครอบครัว

กว่าจะสร้างธุรกิจสำหรับคนมากมาย ด่านแรกที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต้องเจอคือพ่อแม่ตัวเอง

ก่อนจะจูงใจคนนอก ลูกชายคนเล็กใช้เวลานานในการเกลี้ยกล่อมคนในบ้าน

“ตอนแรกพ่อแม่ไม่สนใจเรื่องการท่องเที่ยว เพราะทุกอย่างต้องลงทุน ต้องปรับเปลี่ยน เราพยายามปรับแต่งสวนใหม่ให้คนมาเห็น เขาก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจว่าทำทำไม ไม่ได้ประโยชน์ แค่มาดูก็จบ ไม่เห็นต้องมาแต่งมุมต้นไม้ใบไม้ ไม่เห็นต้องถ่ายรูป พ่อแม่เคยขายแบบนี้ ทำแบบนี้ก็ได้ตังค์อยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม

“เหมือนทุกๆ บ้านแหละ ช่วงรอยต่อมีความขัดแย้ง ถ้าเราแข็งในวันที่เขาขวางก็จะทำไม่ได้ บางอย่างถ้าเขาเบรก ปากเราอาจจะบอกว่าเบรก แล้วเราแอบทำทีหลังได้ ถูกมั้ย” ทสม์กล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

“ต้องค่อยๆ กลืน ให้เขายอมรับไปเรื่อยๆ พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าแนวคิดเด็กวัยรุ่นมันเป็นไปได้ ช่วงเวลาเปลี่ยนนั่นแหละที่ต้องอดทน ไม่ยอมทิ้ง เพราะไม่ใช่ว่ามันราบรื่นไปหมด เราไม่ต้องร้องไห้นะ มันก็มีบ้าง แต่พอธุรกิจค่อยๆ โตขึ้น เขาก็เริ่มเห็นการตอบรับและถอยให้เรา จนตอนนี้อยากทำอะไรก็ให้ทำ โชคดีที่เรามีพี่สาวเป็นโค้ชด้วย อะไรที่ไม่ดี เดินผิด เราก็ตัดทิ้งไปเลย”

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“เราเป็นลูกคนเล็ก กว่าเราจะกลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ก็จะ 70 แล้ว เรามีเวลาอยู่กับเขาน้อยกว่าทุกคน ก็เลยเอาเวลาที่น้อยนี้มาทำให้เขาสบายใจ เขาเห็นว่าเราทำได้แล้วก็หมดห่วง ยิ่งเป็นธุรกิจที่อยู่หน้าบ้าน เขาลงมาได้คุยกับลูกค้าก็มีความสุข เพราะผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่บ้านแล้วเขาเหงา”

ข้อดีอีกอย่างของการสร้างธุรกิจจากสวนสมุนไพรของพ่อแม่ คือมีกลุ่มผู้ใหญ่ที่รักอาหารสุขภาพสนับสนุนเต็มที่ แม้ราคาสินค้าบางอย่างสูงกว่าของเมืองนอก แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็อยากสนับสนุนสินค้าคนไทยรุ่นใหม่ แถมบางคนยังพาลูกหลานมาพูดคุย ให้ทสม์ช่วยสอนเรื่องงานให้ ดูแลกันหลายรูปแบบเหมือนครอบครัว อาณาจักรหนามแดงนี้จึงขยายตัวอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจ

ใส่ใจ จึงเติบโต

แม้จะมีสวนหลายสวนที่ปลูกผลไม้ชนิดเดียวกัน แต่สวนมะนาวโห่ลุงศิริโดดเด่นด้วยโมเดลที่ไม่เหมือนใคร เพราะเจ้าของไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่

“พี่ที่รู้จักคนหนึ่งเคยบอกเราว่าอยู่ที่นี่เราเป็นเจ้าของ แต่อยากให้คิดว่าเราเป็นลูกค้า แล้วเราจะมองในจุดที่เจ้าของมองไม่เห็น ต้องตรวจสอบผลตอบรับและหาทางแก้โจทย์ด้วยประสบการณ์ทุกวัน ตั้งแต่กระจกมีคราบฝุ่นไหม ตู้เย็นมีคราบดำมั้ย หรือรีวิวในอินเทอร์เน็ตบอกว่าริมน้ำสวยนะคะ แต่ขอเพิ่มห่วงยางหน่อยได้มั้ย เผื่อเด็กตกน้ำ เราก็เพิ่มเข้ามา ลูกค้าอยากได้ทางลาดและห้องน้ำผู้สูงอายุ เราก็เพิ่มเข้ามา พอคนกลุ่มนี้รู้ว่าเรารองรับเขา เขาก็มีความสุขและอยากมาอีก”

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

ทสม์ตบท้ายพร้อมนำเยลลี่ผลไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยเก๋มาให้ชิม รสชาติเปรี้ยวฝาดของผลสดกลายเป็นอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่ใช่แค่น้ำตาลหรอกที่ทำให้มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ กลมกล่อม วัตถุดิบที่ปรุงแต่งสวนผลไม้รักษาอาการป่วยของลุงศิริคนเดียว กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้คนมากมาย คือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไฟสร้างสรรค์ที่ลุกโชน และความประณีตใส่ใจของคนลงมือ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

The Rules

  • การเก็บสถิติช่วยในการผลิตสินค้า ต้องรู้ว่าเราต้องการของเท่าไหร่ และสังเกตธรรมชาติ เช่น ปีนี้ผลออกน้อย เมื่อรู้ว่าต้นไม้ไม่ชอบอากาศเย็นและหยุดออกลูกช่วงปลายปี ก็ตัดแต่งต้นตอนปลายปี ให้ออกดอกเยอะขึ้น ผลผลิตจะได้เยอะขึ้น
  • วางแผน Things to do ว่าต้องทำอะไร พอทำไปแล้วได้มานั่งฆ่าทิ้งจะรู้สึกมีกำลังใจว่างานสำเร็จ
  • หมั่นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยการสังเกตสินค้าในตลาด และเรียนรู้การใช้เครื่องจักรการเกษตรเพื่ออำนวยความสะดวก

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ที่ตั้ง : 29/8 ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 08.30 – 17.30 น. (คาเฟ่เปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์)
โทร : 080-566-5124
www.สวนมะนาวโห่ลุงศิริ.com
Facebook: มะม่วงหาวมะนาวโห่ สวนมะนาวโห่ลุงศิริ 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load