ซินไฉฮั้ว คือร้านซักแห้งเจ้าแรกของประเทศไทย

เป็นภาษาแต้จิ๋ว ‘ซิน’ แปลว่า ใหม่ ‘ไฉ’ แปลว่า สีสัน และ ‘ฮั้ว’ แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง

จนถึงวันนี้ ซินไฉฮั้วมีอายุ 85 ปี อยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 ไม่เพียงให้บริการซักอบรีดตามความเชี่ยวชาญอย่างครบวงจร เขายังต่อยอดธุรกิจและหาโอกาสใหม่ๆ ให้กิจการครอบครัวอยู่เสมอ

ถ้าใครเคยเดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษแบบตู้นอน จะต้องเคยสัมผัสผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มหอมๆ ไว้นอนอุ่นๆ ไหนจะผ้าสะอาดๆ ตามโรงแรม โรงพยาบาลและคลินิกมีชื่อ และผ้านุ่มที่แจกกันหนาวในสายการบิน ล้วนผ่านกระบวนการทำความสะอาดจากซินไฉฮั้วทั้งนั้น

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

The Cloud มีนัดกับ คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด ที่โรงงานย่านร่มเกล้า แน่นอนว่านำทางโดยผ้ากลิ่นผ้าสะอาดๆ

ก่อนพูดคุยเรื่องการรับช่วงต่อและดูแลแบรนด์ของครอบครัว ไปจนถึงบรรยากาศร้านซักแห้งสมัย 85 ปีก่อน ฟังเพลินตัดสลับฟังเสียงเครื่องซักผ้า ที่บรรเลงเข้าจังหวะพนักงานนับร้อยชีวิตกันอย่างพอดี

ต่อให้ไม่ใช่ทายาทกิจการ แต่ถ้าคุณทำงานที่เกี่ยวกับการให้บริการ คุณไม่ควรจะพลาดบทความนี้ เพราะงานแรกของการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสามคนนี้ ไม่ใช่การปรับร้านให้ทันสมัย แต่พ่อและแม่ส่งให้ไปจัดโครงสร้างองค์กร แก้ความขัดแย้ง และปรับให้การทำงานมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการสร้างคนจริงๆ

ปิยะพลทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ธุรกิจ: ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ประเภท: ให้บริการซักทำความสะอาด

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: คุณกิจจา และคุณเพ็ญพิมล กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สอง: คุณพิพัฒน์ และคุณทัศนา กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สาม: คุณปิยะพล คุณเอกพล คุณปรัชพล และคุณศิวะพล กัญจนาภรณ์

ร้านซักแห้งเจ้าแรกของไทย

ซักอบรีดคือการซักที่ใช้น้ำ แต่ซักแห้งใช้น้ำมัน 

ในกระบวนการซักแห้ง ผ้าจะแห้งตั้งแต่เข้ายันออกจากเครื่อง เหมาะกับผ้าบางอย่างที่ลงน้ำไม่ได้ เช่นผ้าขนสัตว์ หรือแม้กระทั่งผ้าโดนน้ำได้ ที่วิธีซักแห้งรักษาเนื้อผ้าได้ดีกว่า เพราะวิธีซักอบรีดน้ำซักผ้าจะทะลวงเส้นใย แต่ซักแห้งคือการปัดออก สิ่งที่ต่างกันคือต้นทุนเครื่องซักราคามหาศาล

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ปิยะพลเล่าเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ถ้าเริ่มต้นทำธุรกิจซักอบรีดจะมีต้นทุนเครื่องซักราคา 3 – 4 หมื่นบาท ขณะที่เครื่องซักแห้งราคา 4 ล้านบาท 

“อาจไม่ใช่ธุรกิจทำเงินมากมาย แต่ใช้เลี้ยงครอบครัวได้ถ้าตั้งใจทำ เพราะมีคนใช้ มีตลาด มีความต้องการบริการนี้อยู่” ปิยะพลยืนยันเมื่อเราถามถึงโอกาสของตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 85 ปีก่อน คุณปู่กิจจาเริ่มต้นทำงานที่ร้านซักผ้า ‘ไฉฮั้ว’ ในประเทศจีน ก่อนกลับไทยมาเปิดร้านชื่อ ‘ซินไฉฮั้ว’ โดย ‘ซิน’ ในภาษาจีนแปลว่า ใหม่ 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้วให้บริการซักผ้าแก่รายย่อย เช่นชุดราชปะแตนของข้าราชการ เรื่อยมาจนเข้าสู่ช่วงสงครามเวียดนาม มีทหารเกณฑ์จากอเมริกันเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซินไฉฮั้ว จากการรับซักชุดทหารจำนวนมาก จนมีเงินทุนขยายกิจการไปสู่ธุรกิจโรงงานเย็บเสื้อผ้าตามสั่งและโรงงานฟอกยีนส์

“สมัยที่รับซักผ้าอย่างเดียวเริ่มมีลูกค้าถามว่ารับฟอกยีนส์ด้วยไหม เราบอกว่า ไม่เคยทำ แต่ขอลองดู ในที่สุดก็กลายเป็นโรงงานฟอกยีนส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ยุครุ่งเรืองสุดๆ ฟอกสียีนส์นับล้านตัวต่อเดือน” ปิยะพลเล่าพร้อมชี้ให้ดูเครื่องจักรที่ยังตั้งอยู่ที่เดิม เปลี่ยนไปแค่เสียงเครื่องที่ไม่ครื้นเครงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์

ต่อมาในยุค คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์ ทั้งคู่ต่อยอดธุรกิจด้วยการรับผลิตเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศ และเริ่มให้บริการซักผ้าแก่องค์กรต่างๆ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ย้ายฐานการผลิตตามค่าแรง โรงงานฟอกยีนส์และผลิตเสื้อผ้าก็ทยอยลดขนาดลง พวกเขาจึงหันมาจับตลาดบริการในประเทศมากขึ้น

เรื่องซักผ้าระดับอุตสาหกรรม

เสียงเครื่องซักผ้า อบผ้า รีดผ้า ขนาดใหญ่รอบตัวเรา ตัดสลับกับเสียงของปิยะพลที่เล่าถึงกลไกของเครื่องจักร ฟังเพลินจนเผลอคิดว่าเรากำลังอยู่ในสถานีอวกาศมากกว่าโรงงานซักผ้า เขาชี้ชวนกึ่งอธิบายกระบวนการ หลังจากแยกผ้าที่ส่งมารวมกันที่โรงงานแห่งนี้ ผ้าจะเข้าเครื่องซักที่เหวี่ยงผ่านน้ำ น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ่านเครื่องรีดน้ำ เครื่องเซ็ตผ้า แล้วจึงนำไปรีดให้เรียบก่อนพับแล้วแพ็กใส่ถุง

“โรงงานซินไฉฮั้วซักผ้าวันละกี่ชิ้น” เราถาม

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด
ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

“ไม่นับชิ้น แต่นับเป็นตัน ประมาณแปดสิบตันต่อวัน อนาคตตั้งใจให้มีกำลังผลิตถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันต่อวัน” ปิยะพลตอบ ก่อนเสริมว่าสมัยก่อนซักก่อนแล้วแยกมาสลัดน้ำ ปัจจุบันมีเครื่องที่ซักและสลัดน้ำออกในตัวทำให้ลดขั้นตอนได้มาก

คุยไปคุยมาจึงได้รู้เกร็ดของวงการซักผ้าที่น่าสนใจว่า ธุรกิจซักผ้าที่มาเก๊ามีกำลังผลิตถึงวันละ 120 ตัน ใช้คน 600 คน แบ่งเป็น 3 กะ ทำงาน 24 ชั่วโมง เพราะมาเก๊ามีธุรกิจโรงแรมเยอะ มีคนใช้บริการตลอด ได้ยินอย่างนี้ก็ยิ่งเชื่อว่าตลาดในประเทศไทยที่มีการท่องเที่ยวเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ จะทำให้ธุรกิจบริการทำความสะอาดนี้พัฒนาและเติบโตตามได้ไม่ยาก

ธุรกิจซักผ้าในส่วนอุตสาหกรรมยุคทายาทรุ่นที่ 2 ให้บริการกลุ่มธุรกิจ Hospitality ได้แก่ กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มที่ให้บริการด้านต่างๆ ก่อนที่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างปิยะพลจะขยายตลาดมาสู่กลุ่ม Healthcare ได้แก่ โรงพยาบาล และคลินิก ซึ่งมีเงื่อนไขและความต้องการแตกต่างกัน ตามด้วยกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

นอกจากซินไฉฮั้วจะให้บริการซักชุดยูนิฟอร์มที่ใช้ภายในโรงงานแล้ว ยังมีงานท้าทายความสามารถอย่างผ้าเช็ดน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตของเกือบทุกโรงงานอุตสาหกรรม

ปิยะพลเล่าให้ฟังว่า ผ้าเหล่านี้มีวิธีซักแตกต่างไปจากการซักผ้าทั่วไป ไปจนถึงการบำบัดน้ำจากการซักล้าง แม้จะให้บริการซักทำความสะอาดเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องแยกประเภทธุรกิจ เพราะเงื่อนไขที่ต้องการแตกต่างกัน

ซัก อบ รีบ

จากที่ซินไฉฮั้วเคยมีแฟรนไชส์สาขานับร้อยแห่งทั่วกรุงเทพฯ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป 

“ที่ผ่านมา เปิดสาขาเยอะมาก เราได้บทเรียนว่างานบริการสำคัญที่การควบคุมคุณภาพ เราแค่ต้องทำให้ลูกค้าสะดวกที่สุด พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีระบบรับส่งผ้าถึงบ้าน” ปิยะพลเล่า เขาไม่ได้ตั้งใจพัฒนาส่วนออนไลน์อย่างเดียว เพราะพฤติกรรมลูกค้าเก่าแก่ชอบการปฏิสัมพันธ์ ชอบมาที่ร้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านซินไฉฮั้วตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ซูปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้า เป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต

ธุรกิจเกี่ยวกับบริการซักทำความสะอาดล่าสุดของซินไฉฮั้ว คือธุรกิจซักผ้าหยอดเหรียญ เครื่องแบบเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมซักผ้า ไม่ใช่เครื่องซักผ้าบ้านหยอดเหรียญ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ที่อาศัยในห้องเล็กๆ จึงไม่อยากลงทุนกับเครื่องซักผ้าที่ไม่ได้ใช้บ่อยและมีค่าเสื่อม

“คนต้องการคุณภาพการซักที่ดีกว่า เร็วกว่า ซักและอบขั้นตอนละยี่สิบห้านาที ลูกค้าเอามาแต่ผ้า เพราะน้ำยาทุกอย่างเราใช้เกรดเดียวกับระบบซักผ้าโรงพยาบาล” ปิยะพลเล่าถึงธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรกที่ปทุมธานี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

โปรดรักษาความสะอาด

ปิยะพลบอกว่า ความรู้เกี่ยวกับการซักผ้าที่ผ่านมาไม่ได้มีการส่งต่อเทคนิค แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหน้างาน หาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับบริการล่าสุดของบริษัทอย่างบริการกำจัดไรฝุ่นที่นอนตามบ้าน

“เราเห็นโอกาสธุรกิจ อนาคตโลกเราจะสกปรกขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยรู้เรื่องไรฝุ่นน้อยมาก ไรฝุ่นเป็นแมลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กินหนังกำพร้าเป็นอาหาร เป็นเหตุผลว่าซักผ้าสะอาดแล้วทำไมยังคัน น้อยคนจะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากไรฝุ่น” เป็นการต่อยอดบริการทำความสะอาดที่ไปไกล ตอบโจทย์กลุ่มตลาดครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ประสบการณ์และสายเลือดของนักธุรกิจผู้บุกเบิก ทำให้ซินไฉฮั้วต่อยอดธุรกิจไปไกลกว่าการทำความสะอาดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็น นั่นคือการบริหารจัดการความเรียบร้อยของอาคาร

ในยุคของปิยะพล เขาบุกเบิกธุรกิจบริหารอาคาร ประกอบด้วยส่วนงานที่คุ้นเคยอย่างธุรกิจทำความสะอาดและการจัดหาแม่บ้าน ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ธุรกิจระบบวิศวกรอาคาร 

“เรียกรวมกันง่ายๆ คือ งานดูแลตึก เราเห็นโอกาสธุรกิจในงานบริหารอาคารซึ่งไม่ใช่ Core Business ของลูกค้า เช่น งานแม่บ้าน งานรักษาความปลอดภัย งานกำจัดปลวก มด แมลง งานระบบน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เราให้บริการเพื่อช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายเหล่านั้น โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานโรงงานซักแห้งที่ต้องมีทั้งความสะอาด ระบบความปลอดภัย ระบบเครื่องจักร พอรู้ว่าทำได้ก็เริ่มขยับขยาย เราเริ่มธุรกิจส่งแรง หรือธุรกิจบริหารแรงงานมาประมาณสิบปี คนไม่ได้เยอะ มีประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคน แต่เป็นสิ่งที่เราเริ่มเอง” ปิยะพลเล่าถึงโอกาสที่มองเห็นหลังซินไฉฮั้วรับงานบริหารโรงซักของสายการบินแห่งชาติ

ระบบรวมศูนย์กลางการตัดสินใจ

“ผมเคยฝันอยากเป็นนักร้อง” เราละลายพฤติกรรมกันด้วยความฝันในวัยเด็ก

หลายครอบครัวมีปัญหาว่าทายาทไม่ได้รับอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท แต่ไม่ใช่กับที่นี่ วันแรกที่ปิยะพลเข้ามารับช่วงต่อ คนแรกที่วางมือทันทีคือคุณแม่

“ท่านบอกว่าอยากใช้ชีวิตของท่าน ก่อนหน้านี้คุณแม่ดูแลส่วนงานหน้าร้านสาขาและลูกค้าปลีก” ปิยะพลเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่เกิดและโตในโรงงาน ร่ำเรียนวิชาการบริหาร และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานด้านเอกสารบ้าง เขาเล่าว่า แม่สอนเสมอว่างานเอกสารบอกอะไรเรามากกว่าที่เห็น การจัดซื้อจัดจ้าง การซื้อขาย รายรับ รายจ่าย บอกว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องในธุรกิจ

หลังเรียนจบ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 2 ปี ก่อนเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว

“จำได้ว่าตอนนั้นซ่ามาก เต็มไปด้วยความอยากที่จะเปลี่ยน เพราะมองว่ากิจการเราไม่ควรเป็นแบบนั้น แต่ควรเป็นอย่างที่เราคิด ควรทันสมัย เราคิดอยากเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มทำตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำนั้นถูกต้องที่สุด ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่” เขาบอกว่าประสบการณ์ในห้องเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อคนอื่นๆ ทำได้ เขาก็น่าจะทำได้

งานแรกๆ ของทายาทร้านซักแห้งรายใหญ่ที่เก่าแก่ มีลูกค้าและพนักงานให้ความไว้ใจมากมาย ไม่ใช่การปรับแบรนด์ เปลี่ยนงานออกแบบให้ร้านดูทันสมัย หรือขยายร้านให้มีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด แต่คือการเปลี่ยนระบบภายในให้พร้อมต่อการเติบโต

และโลกความเป็นจริงก็สอนปิยะพลว่า มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่คิดจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆ คนอื่นๆ เขาไม่คิดด้วย โลกไม่คิดด้วย 

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด
คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ปิยะพลยอมรับว่าแผนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบที่วาดไว้สวยหรู ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง ตลอดการพูดคุยปิยะพลพูดเสมอว่า ความล้มเหลวครั้งนั้นเกิดจากความไม่พร้อม ความไม่รู้ และความประมาทของเขา

“เราพบว่าการตัดสินใจที่ไม่ดีจากคนคนเดียวส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ มากมาย เมื่อก่อนเราคิดอะไรออกก็ทำ ระบบบริหารงานสมัยก่อนทุกอย่างขึ้นตรงที่เถ้าแก่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็จะมาหาเราหมด ทีมงานรอบตัวไม่เคยถูกฝึกให้คิด เขาจะรอแต่คำสั่ง สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ก็จะโทษกันหรือโยนความผิดว่าเขาไม่ได้เป็นคนคิดตัดสินใจ” 

หลักการบริการผู้ให้บริการ

ปิยะพลเริ่มมาตรการกระจายอำนาจให้พนักงานตัดสินใจกันเอง สอนให้รับผิดชอบในการตัดสินใจ และยื่นมือช่วยเมื่อใครคนใดต้องการ โดยจัดหาบุคลากรมืออาชีพเข้ามาทำงานแผนกต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการบริหาร จะเป็นคนนอกเกือบทั้งหมด ต่างจากสมัยพ่อแม่ที่สร้างคนจากทีมงานเก่าแก่

“การมีมืออาชีพเข้ามากดดันให้ทีมงานเดิมเรียนรู้การรับฟังคำสั่ง รู้จักคิดตาม ตั้งคำถามต่อมุมมองของหัวหน้าและหารือสรุปแนวทางก่อนนำเสนอ ทำให้ปัจจุบันทำงานเป็นทีมมากขึ้น หาข้อมูลมากขึ้น มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก่อน แล้วปล่อยให้เรื่องตัวเลขและผลกำไรมาทีหลัง เดี๋ยวนี้มีเรื่องอะไรเราจะคุยกันที่ประชุมทั้งหมด แผนกไหนจะเริ่มทำโปรเจกต์อะไร เขาจะไปวิเคราะห์แผนรับมือแล้วมานำเสนอหารือร่วมกัน ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว”

งานยากลำดับต่อมาคือ งานลดความขัดแย้งในองค์กร 

ปิยะพลอยากเห็นการคุยกันด้วยเหตุผล และทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“สมัยก่อนเราไม่ค่อยแชร์ข้อมูลกัน เพราะข้อมูลบางเรื่องถือเป็นความลับ แต่โลกปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นความลับอีกแล้ว เราแชร์ข้อมูลให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเขารู้ข้อมูลนี้ เขาก็จะรู้ว่าควรต้องทำอะไร ทุกคนโฟกัสกับงานของตัวเองและไม่เอาเปรียบกัน” ปิยะพลเล่า

เขาบอกว่า โจทย์ในวันนี้กับวันแรกยังเหมือนเดิม คืออยากยิ่งใหญ่ในธุรกิจ แต่วิธีการเปลี่ยนไป โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับคน 

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจบริการแตกต่าง คือวิธีการดูแล ปิยะพลเชื่อว่าหากมีการสื่อสารพูดคุย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยุติธรรม ให้สิ่งที่พวกเขาควรได้รับ ก็ทำให้พวกเขามีความสุขขึ้น สังเกตจากเดิมที่มีหลายพรรคหลายฝ่าย การจัดการที่เป็นระบบจะช่วยสลายก๊กที่มี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

คำอาม่าสอน: อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา

สิ่งที่ทำให้ซินไฉฮั้วแตกต่างจากธุรกิจซักแห้งเจ้าอื่นและอยู่ยืนยาวมากว่า 85 ปี คือความเชื่อมั่นในการบริการ

“ถามว่าวันนี้ถ้ามีใครลุกขึ้นมาทำธุรกิจซักผ้าจะยากไหม ไม่ยากหรอก คุณมีเครื่องซักผ้าคุณก็ทำธุรกิจนี้ได้แล้ว แต่สิ่งที่เรามีคือความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การบริหารงานอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์กับทุกฝ่าย วิธีทำงานที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นอาม่าคือ ห้ามจ่ายเงินเดือนลูกน้องผิดเวลาเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของคนทำงาน ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา 

“ไม่ต้องพูดเรื่องซื้อใจเลยนะ ไม่ว่านายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนไม่ตรงนี่วงแตกแน่” ปิยะพลเล่าถึงแนวคิดที่สืบทอดกันมาในครอบครัว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวอาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่อุปสรรคก็มีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้หนี

“เป็นเรื่องการสร้างความเข้าใจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ อำนาจการบริหารและการตัดสินใจ ตามด้วยการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป ถ้าปรับไม่ทันก็ต้องออกจากธุรกิจนี้ไป สำหรับเราที่ทำธุรกิจบริการ ก็คือการให้บริการซ้ำๆ Core Business เหมือนเดิม เพียงปรับให้ทันยุคสมัย เหมาะกับเทคโนโลยีมากขึ้นแค่นั้น”

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ซินไฉฮั้วเริ่มต้นขึ้นจากประสบการณ์ของคุณกิจจา กัญจนาภรณ์ ผู้ก่อตั้ง จากการฝึกงานในร้านซักแห้งไฉฮั้วที่เซี่ยงไฮ้ ช่วงที่เดินทางไปเยี่ยมญาติที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนกลับมาเปิดร้านซักแห้งร้านแรกในประเทศไทยชื่อ ซินไฉฮั้ว สาขาแรกใกล้วัดเล่งเน่ยยี่ และขยายร้านมาที่สาขาสี่พระยา จากนั้นเปิดโรงงานและสำนักงานย่านพัฒนาการ เพื่อรองรับลูกค้าทั่วไปและกลุ่มองค์กรซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นกิจการแรกที่นำเข้าเครื่องซักแห้งจากเยอรมนีเครื่องแรกในไทยเมื่อ 40 ปีก่อน

นับเป็นเวลา 85 ปี ที่ซินไฉฮั้วให้บริการซักแห้งและซักอบรีดครบวงจร ไม่เพียงมีลูกค้าทั่วไปจากหน้าร้านที่มีมากมายหลายสาขา แต่รวมถึงลูกค้าระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม สายการบิน การรถไฟ ปัจจุบันประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซักล้างทำความสะอาดผ้าและเครื่องใช้ ไปจนถึงการรับดูแลบริหารอาคาร ภายใต้ความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load