ซินไฉฮั้ว คือร้านซักแห้งเจ้าแรกของประเทศไทย

เป็นภาษาแต้จิ๋ว ‘ซิน’ แปลว่า ใหม่ ‘ไฉ’ แปลว่า สีสัน และ ‘ฮั้ว’ แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง

จนถึงวันนี้ ซินไฉฮั้วมีอายุ 85 ปี อยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 ไม่เพียงให้บริการซักอบรีดตามความเชี่ยวชาญอย่างครบวงจร เขายังต่อยอดธุรกิจและหาโอกาสใหม่ๆ ให้กิจการครอบครัวอยู่เสมอ

ถ้าใครเคยเดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษแบบตู้นอน จะต้องเคยสัมผัสผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มหอมๆ ไว้นอนอุ่นๆ ไหนจะผ้าสะอาดๆ ตามโรงแรม โรงพยาบาลและคลินิกมีชื่อ และผ้านุ่มที่แจกกันหนาวในสายการบิน ล้วนผ่านกระบวนการทำความสะอาดจากซินไฉฮั้วทั้งนั้น

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

The Cloud มีนัดกับ คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด ที่โรงงานย่านร่มเกล้า แน่นอนว่านำทางโดยผ้ากลิ่นผ้าสะอาดๆ

ก่อนพูดคุยเรื่องการรับช่วงต่อและดูแลแบรนด์ของครอบครัว ไปจนถึงบรรยากาศร้านซักแห้งสมัย 85 ปีก่อน ฟังเพลินตัดสลับฟังเสียงเครื่องซักผ้า ที่บรรเลงเข้าจังหวะพนักงานนับร้อยชีวิตกันอย่างพอดี

ต่อให้ไม่ใช่ทายาทกิจการ แต่ถ้าคุณทำงานที่เกี่ยวกับการให้บริการ คุณไม่ควรจะพลาดบทความนี้ เพราะงานแรกของการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสามคนนี้ ไม่ใช่การปรับร้านให้ทันสมัย แต่พ่อและแม่ส่งให้ไปจัดโครงสร้างองค์กร แก้ความขัดแย้ง และปรับให้การทำงานมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการสร้างคนจริงๆ

ปิยะพลทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ธุรกิจ: ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ประเภท: ให้บริการซักทำความสะอาด

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: คุณกิจจา และคุณเพ็ญพิมล กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สอง: คุณพิพัฒน์ และคุณทัศนา กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สาม: คุณปิยะพล คุณเอกพล คุณปรัชพล และคุณศิวะพล กัญจนาภรณ์

ร้านซักแห้งเจ้าแรกของไทย

ซักอบรีดคือการซักที่ใช้น้ำ แต่ซักแห้งใช้น้ำมัน 

ในกระบวนการซักแห้ง ผ้าจะแห้งตั้งแต่เข้ายันออกจากเครื่อง เหมาะกับผ้าบางอย่างที่ลงน้ำไม่ได้ เช่นผ้าขนสัตว์ หรือแม้กระทั่งผ้าโดนน้ำได้ ที่วิธีซักแห้งรักษาเนื้อผ้าได้ดีกว่า เพราะวิธีซักอบรีดน้ำซักผ้าจะทะลวงเส้นใย แต่ซักแห้งคือการปัดออก สิ่งที่ต่างกันคือต้นทุนเครื่องซักราคามหาศาล

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ปิยะพลเล่าเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ถ้าเริ่มต้นทำธุรกิจซักอบรีดจะมีต้นทุนเครื่องซักราคา 3 – 4 หมื่นบาท ขณะที่เครื่องซักแห้งราคา 4 ล้านบาท 

“อาจไม่ใช่ธุรกิจทำเงินมากมาย แต่ใช้เลี้ยงครอบครัวได้ถ้าตั้งใจทำ เพราะมีคนใช้ มีตลาด มีความต้องการบริการนี้อยู่” ปิยะพลยืนยันเมื่อเราถามถึงโอกาสของตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 85 ปีก่อน คุณปู่กิจจาเริ่มต้นทำงานที่ร้านซักผ้า ‘ไฉฮั้ว’ ในประเทศจีน ก่อนกลับไทยมาเปิดร้านชื่อ ‘ซินไฉฮั้ว’ โดย ‘ซิน’ ในภาษาจีนแปลว่า ใหม่ 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้วให้บริการซักผ้าแก่รายย่อย เช่นชุดราชปะแตนของข้าราชการ เรื่อยมาจนเข้าสู่ช่วงสงครามเวียดนาม มีทหารเกณฑ์จากอเมริกันเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซินไฉฮั้ว จากการรับซักชุดทหารจำนวนมาก จนมีเงินทุนขยายกิจการไปสู่ธุรกิจโรงงานเย็บเสื้อผ้าตามสั่งและโรงงานฟอกยีนส์

“สมัยที่รับซักผ้าอย่างเดียวเริ่มมีลูกค้าถามว่ารับฟอกยีนส์ด้วยไหม เราบอกว่า ไม่เคยทำ แต่ขอลองดู ในที่สุดก็กลายเป็นโรงงานฟอกยีนส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ยุครุ่งเรืองสุดๆ ฟอกสียีนส์นับล้านตัวต่อเดือน” ปิยะพลเล่าพร้อมชี้ให้ดูเครื่องจักรที่ยังตั้งอยู่ที่เดิม เปลี่ยนไปแค่เสียงเครื่องที่ไม่ครื้นเครงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์

ต่อมาในยุค คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์ ทั้งคู่ต่อยอดธุรกิจด้วยการรับผลิตเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศ และเริ่มให้บริการซักผ้าแก่องค์กรต่างๆ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ย้ายฐานการผลิตตามค่าแรง โรงงานฟอกยีนส์และผลิตเสื้อผ้าก็ทยอยลดขนาดลง พวกเขาจึงหันมาจับตลาดบริการในประเทศมากขึ้น

เรื่องซักผ้าระดับอุตสาหกรรม

เสียงเครื่องซักผ้า อบผ้า รีดผ้า ขนาดใหญ่รอบตัวเรา ตัดสลับกับเสียงของปิยะพลที่เล่าถึงกลไกของเครื่องจักร ฟังเพลินจนเผลอคิดว่าเรากำลังอยู่ในสถานีอวกาศมากกว่าโรงงานซักผ้า เขาชี้ชวนกึ่งอธิบายกระบวนการ หลังจากแยกผ้าที่ส่งมารวมกันที่โรงงานแห่งนี้ ผ้าจะเข้าเครื่องซักที่เหวี่ยงผ่านน้ำ น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ่านเครื่องรีดน้ำ เครื่องเซ็ตผ้า แล้วจึงนำไปรีดให้เรียบก่อนพับแล้วแพ็กใส่ถุง

“โรงงานซินไฉฮั้วซักผ้าวันละกี่ชิ้น” เราถาม

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด
ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

“ไม่นับชิ้น แต่นับเป็นตัน ประมาณแปดสิบตันต่อวัน อนาคตตั้งใจให้มีกำลังผลิตถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันต่อวัน” ปิยะพลตอบ ก่อนเสริมว่าสมัยก่อนซักก่อนแล้วแยกมาสลัดน้ำ ปัจจุบันมีเครื่องที่ซักและสลัดน้ำออกในตัวทำให้ลดขั้นตอนได้มาก

คุยไปคุยมาจึงได้รู้เกร็ดของวงการซักผ้าที่น่าสนใจว่า ธุรกิจซักผ้าที่มาเก๊ามีกำลังผลิตถึงวันละ 120 ตัน ใช้คน 600 คน แบ่งเป็น 3 กะ ทำงาน 24 ชั่วโมง เพราะมาเก๊ามีธุรกิจโรงแรมเยอะ มีคนใช้บริการตลอด ได้ยินอย่างนี้ก็ยิ่งเชื่อว่าตลาดในประเทศไทยที่มีการท่องเที่ยวเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ จะทำให้ธุรกิจบริการทำความสะอาดนี้พัฒนาและเติบโตตามได้ไม่ยาก

ธุรกิจซักผ้าในส่วนอุตสาหกรรมยุคทายาทรุ่นที่ 2 ให้บริการกลุ่มธุรกิจ Hospitality ได้แก่ กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มที่ให้บริการด้านต่างๆ ก่อนที่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างปิยะพลจะขยายตลาดมาสู่กลุ่ม Healthcare ได้แก่ โรงพยาบาล และคลินิก ซึ่งมีเงื่อนไขและความต้องการแตกต่างกัน ตามด้วยกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

นอกจากซินไฉฮั้วจะให้บริการซักชุดยูนิฟอร์มที่ใช้ภายในโรงงานแล้ว ยังมีงานท้าทายความสามารถอย่างผ้าเช็ดน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตของเกือบทุกโรงงานอุตสาหกรรม

ปิยะพลเล่าให้ฟังว่า ผ้าเหล่านี้มีวิธีซักแตกต่างไปจากการซักผ้าทั่วไป ไปจนถึงการบำบัดน้ำจากการซักล้าง แม้จะให้บริการซักทำความสะอาดเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องแยกประเภทธุรกิจ เพราะเงื่อนไขที่ต้องการแตกต่างกัน

ซัก อบ รีบ

จากที่ซินไฉฮั้วเคยมีแฟรนไชส์สาขานับร้อยแห่งทั่วกรุงเทพฯ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป 

“ที่ผ่านมา เปิดสาขาเยอะมาก เราได้บทเรียนว่างานบริการสำคัญที่การควบคุมคุณภาพ เราแค่ต้องทำให้ลูกค้าสะดวกที่สุด พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีระบบรับส่งผ้าถึงบ้าน” ปิยะพลเล่า เขาไม่ได้ตั้งใจพัฒนาส่วนออนไลน์อย่างเดียว เพราะพฤติกรรมลูกค้าเก่าแก่ชอบการปฏิสัมพันธ์ ชอบมาที่ร้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านซินไฉฮั้วตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ซูปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้า เป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต

ธุรกิจเกี่ยวกับบริการซักทำความสะอาดล่าสุดของซินไฉฮั้ว คือธุรกิจซักผ้าหยอดเหรียญ เครื่องแบบเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมซักผ้า ไม่ใช่เครื่องซักผ้าบ้านหยอดเหรียญ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ที่อาศัยในห้องเล็กๆ จึงไม่อยากลงทุนกับเครื่องซักผ้าที่ไม่ได้ใช้บ่อยและมีค่าเสื่อม

“คนต้องการคุณภาพการซักที่ดีกว่า เร็วกว่า ซักและอบขั้นตอนละยี่สิบห้านาที ลูกค้าเอามาแต่ผ้า เพราะน้ำยาทุกอย่างเราใช้เกรดเดียวกับระบบซักผ้าโรงพยาบาล” ปิยะพลเล่าถึงธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรกที่ปทุมธานี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

โปรดรักษาความสะอาด

ปิยะพลบอกว่า ความรู้เกี่ยวกับการซักผ้าที่ผ่านมาไม่ได้มีการส่งต่อเทคนิค แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหน้างาน หาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับบริการล่าสุดของบริษัทอย่างบริการกำจัดไรฝุ่นที่นอนตามบ้าน

“เราเห็นโอกาสธุรกิจ อนาคตโลกเราจะสกปรกขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยรู้เรื่องไรฝุ่นน้อยมาก ไรฝุ่นเป็นแมลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กินหนังกำพร้าเป็นอาหาร เป็นเหตุผลว่าซักผ้าสะอาดแล้วทำไมยังคัน น้อยคนจะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากไรฝุ่น” เป็นการต่อยอดบริการทำความสะอาดที่ไปไกล ตอบโจทย์กลุ่มตลาดครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ประสบการณ์และสายเลือดของนักธุรกิจผู้บุกเบิก ทำให้ซินไฉฮั้วต่อยอดธุรกิจไปไกลกว่าการทำความสะอาดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็น นั่นคือการบริหารจัดการความเรียบร้อยของอาคาร

ในยุคของปิยะพล เขาบุกเบิกธุรกิจบริหารอาคาร ประกอบด้วยส่วนงานที่คุ้นเคยอย่างธุรกิจทำความสะอาดและการจัดหาแม่บ้าน ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ธุรกิจระบบวิศวกรอาคาร 

“เรียกรวมกันง่ายๆ คือ งานดูแลตึก เราเห็นโอกาสธุรกิจในงานบริหารอาคารซึ่งไม่ใช่ Core Business ของลูกค้า เช่น งานแม่บ้าน งานรักษาความปลอดภัย งานกำจัดปลวก มด แมลง งานระบบน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เราให้บริการเพื่อช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายเหล่านั้น โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานโรงงานซักแห้งที่ต้องมีทั้งความสะอาด ระบบความปลอดภัย ระบบเครื่องจักร พอรู้ว่าทำได้ก็เริ่มขยับขยาย เราเริ่มธุรกิจส่งแรง หรือธุรกิจบริหารแรงงานมาประมาณสิบปี คนไม่ได้เยอะ มีประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคน แต่เป็นสิ่งที่เราเริ่มเอง” ปิยะพลเล่าถึงโอกาสที่มองเห็นหลังซินไฉฮั้วรับงานบริหารโรงซักของสายการบินแห่งชาติ

ระบบรวมศูนย์กลางการตัดสินใจ

“ผมเคยฝันอยากเป็นนักร้อง” เราละลายพฤติกรรมกันด้วยความฝันในวัยเด็ก

หลายครอบครัวมีปัญหาว่าทายาทไม่ได้รับอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท แต่ไม่ใช่กับที่นี่ วันแรกที่ปิยะพลเข้ามารับช่วงต่อ คนแรกที่วางมือทันทีคือคุณแม่

“ท่านบอกว่าอยากใช้ชีวิตของท่าน ก่อนหน้านี้คุณแม่ดูแลส่วนงานหน้าร้านสาขาและลูกค้าปลีก” ปิยะพลเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่เกิดและโตในโรงงาน ร่ำเรียนวิชาการบริหาร และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานด้านเอกสารบ้าง เขาเล่าว่า แม่สอนเสมอว่างานเอกสารบอกอะไรเรามากกว่าที่เห็น การจัดซื้อจัดจ้าง การซื้อขาย รายรับ รายจ่าย บอกว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องในธุรกิจ

หลังเรียนจบ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 2 ปี ก่อนเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว

“จำได้ว่าตอนนั้นซ่ามาก เต็มไปด้วยความอยากที่จะเปลี่ยน เพราะมองว่ากิจการเราไม่ควรเป็นแบบนั้น แต่ควรเป็นอย่างที่เราคิด ควรทันสมัย เราคิดอยากเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มทำตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำนั้นถูกต้องที่สุด ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่” เขาบอกว่าประสบการณ์ในห้องเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อคนอื่นๆ ทำได้ เขาก็น่าจะทำได้

งานแรกๆ ของทายาทร้านซักแห้งรายใหญ่ที่เก่าแก่ มีลูกค้าและพนักงานให้ความไว้ใจมากมาย ไม่ใช่การปรับแบรนด์ เปลี่ยนงานออกแบบให้ร้านดูทันสมัย หรือขยายร้านให้มีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด แต่คือการเปลี่ยนระบบภายในให้พร้อมต่อการเติบโต

และโลกความเป็นจริงก็สอนปิยะพลว่า มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่คิดจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆ คนอื่นๆ เขาไม่คิดด้วย โลกไม่คิดด้วย 

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด
คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ปิยะพลยอมรับว่าแผนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบที่วาดไว้สวยหรู ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง ตลอดการพูดคุยปิยะพลพูดเสมอว่า ความล้มเหลวครั้งนั้นเกิดจากความไม่พร้อม ความไม่รู้ และความประมาทของเขา

“เราพบว่าการตัดสินใจที่ไม่ดีจากคนคนเดียวส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ มากมาย เมื่อก่อนเราคิดอะไรออกก็ทำ ระบบบริหารงานสมัยก่อนทุกอย่างขึ้นตรงที่เถ้าแก่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็จะมาหาเราหมด ทีมงานรอบตัวไม่เคยถูกฝึกให้คิด เขาจะรอแต่คำสั่ง สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ก็จะโทษกันหรือโยนความผิดว่าเขาไม่ได้เป็นคนคิดตัดสินใจ” 

หลักการบริการผู้ให้บริการ

ปิยะพลเริ่มมาตรการกระจายอำนาจให้พนักงานตัดสินใจกันเอง สอนให้รับผิดชอบในการตัดสินใจ และยื่นมือช่วยเมื่อใครคนใดต้องการ โดยจัดหาบุคลากรมืออาชีพเข้ามาทำงานแผนกต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการบริหาร จะเป็นคนนอกเกือบทั้งหมด ต่างจากสมัยพ่อแม่ที่สร้างคนจากทีมงานเก่าแก่

“การมีมืออาชีพเข้ามากดดันให้ทีมงานเดิมเรียนรู้การรับฟังคำสั่ง รู้จักคิดตาม ตั้งคำถามต่อมุมมองของหัวหน้าและหารือสรุปแนวทางก่อนนำเสนอ ทำให้ปัจจุบันทำงานเป็นทีมมากขึ้น หาข้อมูลมากขึ้น มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก่อน แล้วปล่อยให้เรื่องตัวเลขและผลกำไรมาทีหลัง เดี๋ยวนี้มีเรื่องอะไรเราจะคุยกันที่ประชุมทั้งหมด แผนกไหนจะเริ่มทำโปรเจกต์อะไร เขาจะไปวิเคราะห์แผนรับมือแล้วมานำเสนอหารือร่วมกัน ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว”

งานยากลำดับต่อมาคือ งานลดความขัดแย้งในองค์กร 

ปิยะพลอยากเห็นการคุยกันด้วยเหตุผล และทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“สมัยก่อนเราไม่ค่อยแชร์ข้อมูลกัน เพราะข้อมูลบางเรื่องถือเป็นความลับ แต่โลกปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นความลับอีกแล้ว เราแชร์ข้อมูลให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเขารู้ข้อมูลนี้ เขาก็จะรู้ว่าควรต้องทำอะไร ทุกคนโฟกัสกับงานของตัวเองและไม่เอาเปรียบกัน” ปิยะพลเล่า

เขาบอกว่า โจทย์ในวันนี้กับวันแรกยังเหมือนเดิม คืออยากยิ่งใหญ่ในธุรกิจ แต่วิธีการเปลี่ยนไป โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับคน 

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจบริการแตกต่าง คือวิธีการดูแล ปิยะพลเชื่อว่าหากมีการสื่อสารพูดคุย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยุติธรรม ให้สิ่งที่พวกเขาควรได้รับ ก็ทำให้พวกเขามีความสุขขึ้น สังเกตจากเดิมที่มีหลายพรรคหลายฝ่าย การจัดการที่เป็นระบบจะช่วยสลายก๊กที่มี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

คำอาม่าสอน: อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา

สิ่งที่ทำให้ซินไฉฮั้วแตกต่างจากธุรกิจซักแห้งเจ้าอื่นและอยู่ยืนยาวมากว่า 85 ปี คือความเชื่อมั่นในการบริการ

“ถามว่าวันนี้ถ้ามีใครลุกขึ้นมาทำธุรกิจซักผ้าจะยากไหม ไม่ยากหรอก คุณมีเครื่องซักผ้าคุณก็ทำธุรกิจนี้ได้แล้ว แต่สิ่งที่เรามีคือความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การบริหารงานอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์กับทุกฝ่าย วิธีทำงานที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นอาม่าคือ ห้ามจ่ายเงินเดือนลูกน้องผิดเวลาเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของคนทำงาน ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา 

“ไม่ต้องพูดเรื่องซื้อใจเลยนะ ไม่ว่านายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนไม่ตรงนี่วงแตกแน่” ปิยะพลเล่าถึงแนวคิดที่สืบทอดกันมาในครอบครัว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวอาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่อุปสรรคก็มีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้หนี

“เป็นเรื่องการสร้างความเข้าใจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ อำนาจการบริหารและการตัดสินใจ ตามด้วยการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป ถ้าปรับไม่ทันก็ต้องออกจากธุรกิจนี้ไป สำหรับเราที่ทำธุรกิจบริการ ก็คือการให้บริการซ้ำๆ Core Business เหมือนเดิม เพียงปรับให้ทันยุคสมัย เหมาะกับเทคโนโลยีมากขึ้นแค่นั้น”

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ซินไฉฮั้วเริ่มต้นขึ้นจากประสบการณ์ของคุณกิจจา กัญจนาภรณ์ ผู้ก่อตั้ง จากการฝึกงานในร้านซักแห้งไฉฮั้วที่เซี่ยงไฮ้ ช่วงที่เดินทางไปเยี่ยมญาติที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนกลับมาเปิดร้านซักแห้งร้านแรกในประเทศไทยชื่อ ซินไฉฮั้ว สาขาแรกใกล้วัดเล่งเน่ยยี่ และขยายร้านมาที่สาขาสี่พระยา จากนั้นเปิดโรงงานและสำนักงานย่านพัฒนาการ เพื่อรองรับลูกค้าทั่วไปและกลุ่มองค์กรซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นกิจการแรกที่นำเข้าเครื่องซักแห้งจากเยอรมนีเครื่องแรกในไทยเมื่อ 40 ปีก่อน

นับเป็นเวลา 85 ปี ที่ซินไฉฮั้วให้บริการซักแห้งและซักอบรีดครบวงจร ไม่เพียงมีลูกค้าทั่วไปจากหน้าร้านที่มีมากมายหลายสาขา แต่รวมถึงลูกค้าระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม สายการบิน การรถไฟ ปัจจุบันประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซักล้างทำความสะอาดผ้าและเครื่องใช้ ไปจนถึงการรับดูแลบริหารอาคาร ภายใต้ความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ท่ามกลางความหลากหลายของสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไปจนถึงเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยแบรนด์น้อยใหญ่มากมาย

แบรนด์อะไรเอ่ยที่เป็นแบรนด์ของคนไทย เริ่มต้นจากสองมือและแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่อยากเห็นคนไทยใช้ของดี กินของดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แบรนด์อะไรเอ่ยที่หลาย ๆ คนต้องเคยได้ลองใช้ หรือคงได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง

แบรนด์อะไรเอ่ยที่ใช้ใจพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมที่โดนใจมากว่า 50 ปี

เอาล่ะ พอนึกออกกันบ้างไหมครับท่านผู้อ่าน

ทายาท ไอ.พี. วัน ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

ไฮยีน, วิกซอล, วิซ, แดนซ์, โฟกัส และไอวี่ เหล่านี้คือแบรนด์ที่ตอนแรกเราก็คิดไม่ถึง แต่รู้ตัวอีกที เราก็มีสินค้าของเขาอยู่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และ 6 แบรนด์นี้มีอะไรที่เหมือนกัน คำตอบคือทั้งหมดมาจาก บริษัท ไอ.พี. วัน แล้วอะไรที่พาธุรกิจของครอบครัวหนึ่งเติบโตมาได้ไกลขนาดนี้

The Cloud มีนัดหมายพิเศษ กับ อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ทายาทรุ่นสองแห่งอาณาจักรหลายพันล้าน เจ้าของรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand ถึง 4 ปีซ้อน และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ผงาดเหนือคู่แข่งข้ามชาติ

เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจ ปั้น สานต่อ และพัฒนากันอย่างไร ขอพาทุกท่านมาร่วมค้นหาคำตอบเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

The Beginning

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของ บริษัท ไอ.พี. วัน ถือกำเนิดขึ้นจาก คุณพ่ออุทัย ธเนศวรกุล ซึ่งได้ไปศึกษาด้านเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ระหว่างนั้นครอบครัวที่เมืองไทยของเขาเกิดวิกฤตด้านการเงิน จึงเรียกตัวคุณอุทัยกลับบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวนักเรียนนอกอย่างเขาคือ “เมืองนอกมีสินค้าคุณภาพดีให้ใช้ แล้วทำไมเมืองไทยถึงไม่มีสินค้าคุณภาพดี ๆ ให้คนไทยได้ใช้เหมือนที่นั่นบ้าง”

เมื่อต้องกลับประเทศไทย เขาตัดสินใจเริ่มจากการทำสิ่งที่ถนัดที่สุดอย่างการผสมสูตรน้ำยาล้างห้องน้ำโดยใช้ความรู้ทางด้านเคมีที่ร่ำเรียนมา ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ โดยมีพนักงานเพียง 2 – 3 คน

“จริง ๆ แล้วห้องน้ำคือส่วนหนึ่งในชีวิตเราเหมือนกันนะ พอห้องน้ำไม่สะอาด ด้วยความสกปรก ความชื้น คราบที่ขัดไม่ออกต่าง ๆ เลยกลายเป็นห้องที่เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุด

“คุณพ่อก็เลยทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำออกมาเป็นตัวแรกก่อน เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่มีอยู่ ณ เวลานั้น”

วิธีผสมผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ ณ เวลานั้นคือ เอาส่วนผสมสารเคมีทั้งหมดไปอยู่ในถังใบหนึ่ง จุดไฟข้างล่าง แล้วก็เอาไม้กวนเองที่หลังบ้านของคุณอุทัย

หลังจากนั้น เขาใช้วิธีขายตรงโดยเดินไปเคาะประตูตามบ้าน เพราะร้านค้ายังไม่ยอมรับ จึงทดลองล้างห้องน้ำให้ลูกค้าดูเลยว่า น้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อวิกซอล มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไร

“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ไปเคาะบ้าน 10 หลัง มีบ้านที่ยอมให้เข้าไปล้างห้องน้ำให้ดูเพียงหลังเดียว ต้องแบกอุปกรณ์และน้ำยาทุกอย่างกว่า 5 กิโลขึ้นรถเมล์ไปเองคนเดียว ขายของ ทดลองสินค้าให้ผู้บริโภคดู และทำความเข้าใจกับพวกเขา เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับสูตรให้ตรงกับความต้องการ”

สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมเปิดใจให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้าไปล้างห้องน้ำถึงในบ้าน คือความไม่ยอมแพ้ และความเชื่อที่ว่า ถ้าหากทดลองสินค้าดี ๆ ที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้เห็น ก็จะทำให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด และกลับมาซื้อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลับไม่ได้ปลื้มใจกับน้ำยาสูตรแรก เนื่องจากห้องน้ำในสมัยก่อนอากาศถ่ายเทได้ไม่ดีนัก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ล้างห้องน้ำบ่อย ๆ คราบที่เกิดขึ้นจึงเป็นคราบฝังแน่น คุณอุทัยจึงปรับสูตรใหม่หลายครั้ง จนได้สูตรที่มีกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีประสิทธิภาพมาก ๆ และถือเป็นสูตรแรกของเมืองไทย ก่อนจะกลับไปขายที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง คราวนี้ได้ผลดีแบบที่เห็นคราบฝังแน่นลอยขึ้นมา จนผู้บริโภคยอมรับและบอกต่อในที่สุด

จุดพลิกผันที่ทำให้คุณอุทัยยังตื่นเต้นจนทุกวันนี้ คือ วิกซอล แจ้งเกิดอย่างจริงจัง หลังจากมียี่ปั๊วรายหนึ่งรับสินค้าไปขายเป็นครั้งแรก เพราะคุณภาพและความความตั้งใจที่อยากทำสินค้าที่ดีออกไปสู่มือผู้บริโภค เมื่อได้คู่ค้ารายนี้ช่วยกระจายสินค้า จึงทำให้ร้านค้าอื่น ๆ เริ่มยอมรับตามมา

สำหรับปรัชญาการทำธุรกิจของรุ่นก่อตั้งที่ยังส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน

“ทำของดี ๆ อย่าทำของห่วย ๆ ให้คนอื่นเขาใช้ และถ้าเราเองยังไม่สบายใจที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็อย่าทำ”

อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy
อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

International Product 

หลังจากตั้งตัวได้ด้วยผลิตภัณฑ์วิกซอล โจทย์ต่อไปคือจะโตอย่างไรให้มั่นคงสมชื่อ IP ที่ย่อมาจากคำว่า ‘International Product’ หรือสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ต่อมาจึงปรับภาพลักษณ์องค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ ‘มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น’ หรือ Innovate Passionately For The Future Of Better Living และจัดตั้งกลุ่มบริษัท ไอ.พี. วัน หรือ I.P. ONE ในปัจจุบัน

จากผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำวิกซอลในวันนั้น จึงค่อย ๆ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ

วิซ เกิดขึ้นจากความพยายามลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิวต่าง ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และรับจ้างผลิตให้บริษัท PCS และบริษัท Anglo Thai เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ B2B ก่อนจะปรับมาจำหน่ายแบบ B2C ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ไอ.พี. วัน

“แม้ว่าธุรกิจ B2B เหล่านี้จะเป็นธุรกิจเสริมที่ทำอยู่ในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คุณพ่อตั้งตัวขึ้นมาได้

“หลังจากนั้น คุณพ่อก็เริ่มหันมามองว่าผู้บริโภคทุกคนต้องใส่เสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าในเวลานั้นยับบ้าง ไม่มีกลิ่นหอมบ้าง เขาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าภายใต้แบรนด์ ไฮยีน ขึ้นมา โดยมีผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือน้ำยารีดผ้า ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจนเป็นแบรนด์เดียวภายในเมืองไทยที่มีผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าครบวงจร ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซัก ไปจนถึงหลังซัก”

ในกระบวนการทำความสะอาดผ้า การรีดผ้านับว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุด เพราะใช้เวลานานและร้อนมาก การพัฒนาน้ำยารีดผ้าช่วยร่นระยะเวลาในการรีด และช่วยให้ครอบครัวมีเวลาด้วยกันมากขึ้น

พอเริ่มเข้าใจในผู้บริโภคกลุ่มแม่บ้านแล้ว เขาจึงเริ่มขยายเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่น ออกมาเป็นโรลออนระงับกลิ่นกายภายใต้แบรนด์โฟกัส สำหรับผู้ชาย และ แดนซ์ สำหรับผู้หญิง โดยหวังว่าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขให้กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นมาทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่ม Non-Food ทั้งสิ้น โจทย์ต่อไปจึงเป็นความตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Food & Beverage จนเกิดเป็นแบรนด์ไอวี่

น้ำผลไม้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยมักเป็นน้ำผลไม้กระป๋องที่มีส่วนผสมเป็นน้ำผลไม้จริง ๆ ค่อนข้างน้อย ไอวี่จึงกลายมาเป็นน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แบรนด์เดียวที่เน้นผลไม้ตะวันตก ทั้งกีวี พีช แพร์ ฝรั่ง แบล็กเคอแรนต์ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทุกแบรนด์ ก็คือการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมนำเสนออะไรใหม่ ๆ ให้คนไทยได้มีโอกาสทดลองดื่มหรือใช้

หลักการในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณอุทัยคือ หนึ่ง คุณภาพต้องไม่ด้อยกว่าผู้นำตลาด สอง ถ้าจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ อย่าทำสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่ใช้นวัตกรรมสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง และต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค

เมื่อ 2 หลักการนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า Insightful Innovation ที่สืบทอดมาถึงทายาทรุ่นถัดไป 

The Next Gen

“คุณพ่อน่าจะวางแผนไว้แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกับเขา ตอนพี่สาวไปคุณพ่อไปส่งถึงที่เลย ดูแลหาที่อยู่ให้ แต่ไม่รู้เพราะผมเป็นคนสุดท้องและเป็นผู้ชายหรือเปล่า เขาให้ไปเอง หาบ้านเอง ติดต่อมหาวิทยาลัยเอง หาทางขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองโดยไม่ซื้อรถให้ เหมือนเป็นการวางแผนให้ผมต้องดิ้นรนแบบที่คุณพ่อเคยเจอมาก่อน” คุณอู๋พูดพลางหัวเราะ

หลังเรียนจบสาขาการตลาดและโลจิสติกส์ คุณพ่อก็เรียกตัวให้กลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้านในทันที 

เบื้องหลังความสำเร็จ 50 ปีของ ไอ.พี. วัน อาณาจักรพันล้านจากมือของคนไทย เจ้าของ Hygiene, Vixol, Whiz, Dance, Focus และ Ivy

หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายคือ นั่งหน้าห้องคุณพ่อและเข้าไปฟังประชุมเพื่อเรียนรู้งานอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

“ทำไปจนถึงจุดหนึ่งเลยบอกคุณพ่อว่า อยู่ในบริษัทอย่างเดียวมันเรียนรู้ช้า ไม่ค่อยได้รู้ว่าจริง ๆ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็เลยขอไปตามทีมอีเวนต์ออกงาน ตั้งบูทขายของตามมหาวิทยาลัยและโรงงานต่าง ๆ”

แม้จะต้องจัดบูทตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 ก่อนเริ่มขายของตอน 9 โมงเช้า แต่นั่นทำให้เขาได้พบสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การได้คุยกับลูกค้าจริง ๆ เพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

จากตรงนั้น คุณอู๋จึงเสนอให้สร้างทีมโลจิสติกส์เพื่อดูแลส่วน Supply Chain ขึ้นมา ซึ่งประหยัดต้นทุนในปีแรกให้กับบริษัทไปกว่า 30 ล้านบาท ทำให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างยอดขายให้บริษัทเพิ่มเติมไปได้อีก

ทายาทรุ่นสองตั้งใจรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใช้ Innovation และ Insight จากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

“เรารักษาสิ่งที่ดีที่คุณพ่อสร้างไว้ และในขณะเดียวกันก็ต่อยอดให้องค์กร Dynamic และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงมือผู้บริโภคทุกกลุ่ม”

Innovate Passionately

“เรามีการปรับภาพลักษณ์องค์กร โดยนำ DNA ความเป็น I.P. นับตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อได้ก่อตั้งบริษัทด้วยความรัก ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อเนื่องมาตลอด 50 ปี เริ่มต้นที่อยากให้คนไทยมีห้องน้ำที่สะอาด ด้วย Purpose ที่ชัดเจน คือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Brand DNA ของบริษัท I.P. คือ Innovate Passionately ตอกย้ำด้วย Purpose ของเรา คือ For The Future Of Better Living รวมกันจึงมาเป็น Innovate Passionately For The Future Of Better Living มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับคุณอู๋แล้ว แกนหลักของนวัตกรรมเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งและแท้จริง

“เราต้องศึกษาไลฟ์สไตล์ของเขา ทำความรู้จักเขาให้ดีกว่าที่ตัวเขารู้จักตัวเขาเองด้วยซ้ำ ต้องถึงจุดนี้ก่อนถึงจะเรียกได้ว่ามีอินไซต์อย่างแท้จริง แล้วค่อยนำอินไซต์นี้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่มั่นใจว่า ถ้าออกผลิตภัณฑ์ เขาจะสนใจ กล้าที่จะทดลอง และจะต้องชอบแน่ ๆ

อย่างในกรณีของวิกซอล หนึ่งในตัวอย่างของการนำเอา Insight มาต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่ยุคบุกเบิกบริษัท คือการคิดค้นน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรกรดไฮโดรคลอริกเป็นสูตรแรกของเมืองไทย เพื่อขจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ฝังลึกในห้องน้ำสมัยก่อน

“เราเป็นเจ้าแรก ๆ เช่นเดียวกันที่ทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำมีกลิ่นหอม วิกซอล พิ้งค์ ที่ไม่ใช่แค่ขจัดคราบ แต่มีกลิ่นหอมด้วย” นี่คืออีกตัวอย่างของนวัตกรรมที่นำออกมาสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกอย่างไม่มีใครคาดคิด

กรณีของไฮยีน ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่ในตลาดชูจุดขายในการเน้นกลิ่นหอมที่ยาวนาน แต่เมื่อ ไอ.พี. วัน ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจังแล้ว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่กลิ่นหอม จึงตัดสินใจที่จะนำเสนอ Experiential Segment คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแทน อาทิ ‘ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ไฮยีน ดิลีเชียส ซีรีส์’ 2 กลิ่นใหม่ เรียกได้ว่าฉีกกฎผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีขายอยู่ในตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นกลิ่นหอมหวาน สดชื่นจากขนมหวาน ที่ผสานนวัตกรรมกลิ่นหอมจากขนมฝรั่งเศสกับความสดชื่นของดอกไม้ มี 2 กลิ่น คือ กลิ่นซัมเมอร์มาการอง และ สปริงคัพเค้ก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ไฮยีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค จนได้รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก ‘Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand’ ถึง 4 ปีซ้อน

สำหรับแบรนด์ไอวี่เอง ได้มีการสร้างนวัตกรรมด้วยการออกรสชาติใหม่ที่ยังไม่มีใครนำเสนอในตลาดนมเปรี้ยว เช่น พีช กีวี และทับทิม กำลังจะมีรสชาติขนม คือ กลิ่นมิกซ์เบอร์รี่ ชีสเค้ก และกลิ่นเครปเค้กส้ม ซึ่งก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเช่นกัน

ตัวอย่างต่าง ๆ ของการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำตลาดโดยกล้าทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ทำให้แบรนด์ในบริษัทสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคมาโดยตลอด

Grow with Care

แม้จะเติบโตจนมีรายได้หลายพันล้าน แต่สิ่งที่ทายาทคนนี้ให้เครดิตตลอดการสัมภาษณ์คือ พนักงาน ซึ่งบางคนอยู่กับบริษัทมากว่า 30 ปีแล้ว

“เราเรียกเขาว่าพนักงานก็จริง แต่ในบริษัทไม่เคยแบ่งแยก คุณพ่อสอนตลอดว่าเราถือ ถือ 2 หน้าที่ หนึ่งคือผู้บริหาร สองคือเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกัน เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเวลาคุณย่าเลี้ยงพนักงาน คุณย่าจะแบ่งให้พนักงานกินก่อน ส่วนที่เหลือค่อยให้ครอบครัว ให้ลูกกิน

“พ่อปลูกฝังตั้งแต่ตรงนั้นเลยว่า เรามีวันนี้เพราะใคร ใครบ้างที่มีบุญคุณกับเรา ใครที่เป็นคนช่วยขับเคลื่อนเรา”

การทำงานของไอ.พี. วัน เป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็ไม่มีระยะห่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน เพราะผู้บริหารทุกคนต้องเข้าถึงได้ เป็นมิตร และเท่าเทียมกับพนักงานทุกคน

“นอกจากนี้ เรายังมีเวทีให้พนักงานได้กล้าแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพยายามสร้าง Culture การคิดนอกกรอบ ผ่านการสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกมีส่วนร่วมในการคิดไอเดีย นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร” 

คุณอู๋สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย ทำให้เขากล้าแสดงความคิดเห็น นำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากเดิมหรือที่ยังไม่มีใครคิด และกล้าที่จะพูดออกมา

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเติบโตได้กว่า 2 หลักในทุก ๆ ปี โดยเติบโตจากรายได้ 4 พันล้านสู่ 7 พันล้านได้ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นักธุรกิจหลายท่านอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัย ด้วยหลักรายได้ขนาดนี้ ผู้บริหารต้องกำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นแน่ แต่มุมมองของคุณอู๋และครอบครัวนั้นแตกต่าง

“แน่นอนว่าเราต้องมีกำไรเพื่อนำเงินกลับมาประยุกต์ กลับมาขยายกิจการต่อ แต่นั่นไม่ใช่คีย์หลักของเราในการประกอบธุรกิจ

“เราไม่ได้อยากไปอยู่ในสถานะเหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่บางแห่งต้องพยายามสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเป็นหลัก เสน่ห์ของเราคือการทำเพื่อคนจริง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ ซึ่งการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวยังตอบโจทย์อยู่”

The Future

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ.พี. วัน อาจมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นหลัก แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเป้าหมายในมือทายาทคนนี้

“เราต้องการสร้างชื่อเสียงให้กลับมาสู่ประเทศไทย จริง ๆ ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่ดีและมีคุณภาพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคต เราต้องการจะขยายออกไปที่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านเรา”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คุณอู๋สร้างแรงใจในการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ได้มีอยู่ 2 อย่าง

หนึ่ง คือการตั้งเป้าหมายย่อย ๆ หรือ Small Win, Win Often เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับตัวเอง

สอง คือการเป็นนักเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และเทรนด์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ไอ.พี. วัน ยึดมั่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ด้วยวัตถุดิบที่ดี นวัตกรรมที่ดี พร้อมสินค้าที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าคนไทย

และทุกวันนี้ สินค้าของ ไอ.พี. วัน ก็ได้รับการยอมรับจากหลากหลายประเทศ มีการส่งออกมากกว่า 11 ประเทศ มีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ในเวียดนามและเมียนมา และยังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่แค่คนไทยที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ของพวกเขา แต่เป็นคนในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความตั้งใจที่ ไอ.พี. วัน มุ่งมั่นส่งมอบผ่านมือทายาทรุ่นนี้และรุ่นถัด ๆ ไปด้วยใจอย่างไม่หยุดยั้ง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load