ซินไฉฮั้ว คือร้านซักแห้งเจ้าแรกของประเทศไทย

เป็นภาษาแต้จิ๋ว ‘ซิน’ แปลว่า ใหม่ ‘ไฉ’ แปลว่า สีสัน และ ‘ฮั้ว’ แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง

จนถึงวันนี้ ซินไฉฮั้วมีอายุ 85 ปี อยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 ไม่เพียงให้บริการซักอบรีดตามความเชี่ยวชาญอย่างครบวงจร เขายังต่อยอดธุรกิจและหาโอกาสใหม่ๆ ให้กิจการครอบครัวอยู่เสมอ

ถ้าใครเคยเดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษแบบตู้นอน จะต้องเคยสัมผัสผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มหอมๆ ไว้นอนอุ่นๆ ไหนจะผ้าสะอาดๆ ตามโรงแรม โรงพยาบาลและคลินิกมีชื่อ และผ้านุ่มที่แจกกันหนาวในสายการบิน ล้วนผ่านกระบวนการทำความสะอาดจากซินไฉฮั้วทั้งนั้น

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

The Cloud มีนัดกับ คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด ที่โรงงานย่านร่มเกล้า แน่นอนว่านำทางโดยผ้ากลิ่นผ้าสะอาดๆ

ก่อนพูดคุยเรื่องการรับช่วงต่อและดูแลแบรนด์ของครอบครัว ไปจนถึงบรรยากาศร้านซักแห้งสมัย 85 ปีก่อน ฟังเพลินตัดสลับฟังเสียงเครื่องซักผ้า ที่บรรเลงเข้าจังหวะพนักงานนับร้อยชีวิตกันอย่างพอดี

ต่อให้ไม่ใช่ทายาทกิจการ แต่ถ้าคุณทำงานที่เกี่ยวกับการให้บริการ คุณไม่ควรจะพลาดบทความนี้ เพราะงานแรกของการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสามคนนี้ ไม่ใช่การปรับร้านให้ทันสมัย แต่พ่อและแม่ส่งให้ไปจัดโครงสร้างองค์กร แก้ความขัดแย้ง และปรับให้การทำงานมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการสร้างคนจริงๆ

ปิยะพลทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ธุรกิจ: ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ประเภท: ให้บริการซักทำความสะอาด

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: คุณกิจจา และคุณเพ็ญพิมล กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สอง: คุณพิพัฒน์ และคุณทัศนา กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สาม: คุณปิยะพล คุณเอกพล คุณปรัชพล และคุณศิวะพล กัญจนาภรณ์

ร้านซักแห้งเจ้าแรกของไทย

ซักอบรีดคือการซักที่ใช้น้ำ แต่ซักแห้งใช้น้ำมัน 

ในกระบวนการซักแห้ง ผ้าจะแห้งตั้งแต่เข้ายันออกจากเครื่อง เหมาะกับผ้าบางอย่างที่ลงน้ำไม่ได้ เช่นผ้าขนสัตว์ หรือแม้กระทั่งผ้าโดนน้ำได้ ที่วิธีซักแห้งรักษาเนื้อผ้าได้ดีกว่า เพราะวิธีซักอบรีดน้ำซักผ้าจะทะลวงเส้นใย แต่ซักแห้งคือการปัดออก สิ่งที่ต่างกันคือต้นทุนเครื่องซักราคามหาศาล

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ปิยะพลเล่าเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ถ้าเริ่มต้นทำธุรกิจซักอบรีดจะมีต้นทุนเครื่องซักราคา 3 – 4 หมื่นบาท ขณะที่เครื่องซักแห้งราคา 4 ล้านบาท 

“อาจไม่ใช่ธุรกิจทำเงินมากมาย แต่ใช้เลี้ยงครอบครัวได้ถ้าตั้งใจทำ เพราะมีคนใช้ มีตลาด มีความต้องการบริการนี้อยู่” ปิยะพลยืนยันเมื่อเราถามถึงโอกาสของตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 85 ปีก่อน คุณปู่กิจจาเริ่มต้นทำงานที่ร้านซักผ้า ‘ไฉฮั้ว’ ในประเทศจีน ก่อนกลับไทยมาเปิดร้านชื่อ ‘ซินไฉฮั้ว’ โดย ‘ซิน’ ในภาษาจีนแปลว่า ใหม่ 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้วให้บริการซักผ้าแก่รายย่อย เช่นชุดราชปะแตนของข้าราชการ เรื่อยมาจนเข้าสู่ช่วงสงครามเวียดนาม มีทหารเกณฑ์จากอเมริกันเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซินไฉฮั้ว จากการรับซักชุดทหารจำนวนมาก จนมีเงินทุนขยายกิจการไปสู่ธุรกิจโรงงานเย็บเสื้อผ้าตามสั่งและโรงงานฟอกยีนส์

“สมัยที่รับซักผ้าอย่างเดียวเริ่มมีลูกค้าถามว่ารับฟอกยีนส์ด้วยไหม เราบอกว่า ไม่เคยทำ แต่ขอลองดู ในที่สุดก็กลายเป็นโรงงานฟอกยีนส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ยุครุ่งเรืองสุดๆ ฟอกสียีนส์นับล้านตัวต่อเดือน” ปิยะพลเล่าพร้อมชี้ให้ดูเครื่องจักรที่ยังตั้งอยู่ที่เดิม เปลี่ยนไปแค่เสียงเครื่องที่ไม่ครื้นเครงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์

ต่อมาในยุค คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์ ทั้งคู่ต่อยอดธุรกิจด้วยการรับผลิตเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศ และเริ่มให้บริการซักผ้าแก่องค์กรต่างๆ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ย้ายฐานการผลิตตามค่าแรง โรงงานฟอกยีนส์และผลิตเสื้อผ้าก็ทยอยลดขนาดลง พวกเขาจึงหันมาจับตลาดบริการในประเทศมากขึ้น

เรื่องซักผ้าระดับอุตสาหกรรม

เสียงเครื่องซักผ้า อบผ้า รีดผ้า ขนาดใหญ่รอบตัวเรา ตัดสลับกับเสียงของปิยะพลที่เล่าถึงกลไกของเครื่องจักร ฟังเพลินจนเผลอคิดว่าเรากำลังอยู่ในสถานีอวกาศมากกว่าโรงงานซักผ้า เขาชี้ชวนกึ่งอธิบายกระบวนการ หลังจากแยกผ้าที่ส่งมารวมกันที่โรงงานแห่งนี้ ผ้าจะเข้าเครื่องซักที่เหวี่ยงผ่านน้ำ น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ่านเครื่องรีดน้ำ เครื่องเซ็ตผ้า แล้วจึงนำไปรีดให้เรียบก่อนพับแล้วแพ็กใส่ถุง

“โรงงานซินไฉฮั้วซักผ้าวันละกี่ชิ้น” เราถาม

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด
ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

“ไม่นับชิ้น แต่นับเป็นตัน ประมาณแปดสิบตันต่อวัน อนาคตตั้งใจให้มีกำลังผลิตถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันต่อวัน” ปิยะพลตอบ ก่อนเสริมว่าสมัยก่อนซักก่อนแล้วแยกมาสลัดน้ำ ปัจจุบันมีเครื่องที่ซักและสลัดน้ำออกในตัวทำให้ลดขั้นตอนได้มาก

คุยไปคุยมาจึงได้รู้เกร็ดของวงการซักผ้าที่น่าสนใจว่า ธุรกิจซักผ้าที่มาเก๊ามีกำลังผลิตถึงวันละ 120 ตัน ใช้คน 600 คน แบ่งเป็น 3 กะ ทำงาน 24 ชั่วโมง เพราะมาเก๊ามีธุรกิจโรงแรมเยอะ มีคนใช้บริการตลอด ได้ยินอย่างนี้ก็ยิ่งเชื่อว่าตลาดในประเทศไทยที่มีการท่องเที่ยวเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ จะทำให้ธุรกิจบริการทำความสะอาดนี้พัฒนาและเติบโตตามได้ไม่ยาก

ธุรกิจซักผ้าในส่วนอุตสาหกรรมยุคทายาทรุ่นที่ 2 ให้บริการกลุ่มธุรกิจ Hospitality ได้แก่ กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มที่ให้บริการด้านต่างๆ ก่อนที่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างปิยะพลจะขยายตลาดมาสู่กลุ่ม Healthcare ได้แก่ โรงพยาบาล และคลินิก ซึ่งมีเงื่อนไขและความต้องการแตกต่างกัน ตามด้วยกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

นอกจากซินไฉฮั้วจะให้บริการซักชุดยูนิฟอร์มที่ใช้ภายในโรงงานแล้ว ยังมีงานท้าทายความสามารถอย่างผ้าเช็ดน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตของเกือบทุกโรงงานอุตสาหกรรม

ปิยะพลเล่าให้ฟังว่า ผ้าเหล่านี้มีวิธีซักแตกต่างไปจากการซักผ้าทั่วไป ไปจนถึงการบำบัดน้ำจากการซักล้าง แม้จะให้บริการซักทำความสะอาดเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องแยกประเภทธุรกิจ เพราะเงื่อนไขที่ต้องการแตกต่างกัน

ซัก อบ รีบ

จากที่ซินไฉฮั้วเคยมีแฟรนไชส์สาขานับร้อยแห่งทั่วกรุงเทพฯ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป 

“ที่ผ่านมา เปิดสาขาเยอะมาก เราได้บทเรียนว่างานบริการสำคัญที่การควบคุมคุณภาพ เราแค่ต้องทำให้ลูกค้าสะดวกที่สุด พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีระบบรับส่งผ้าถึงบ้าน” ปิยะพลเล่า เขาไม่ได้ตั้งใจพัฒนาส่วนออนไลน์อย่างเดียว เพราะพฤติกรรมลูกค้าเก่าแก่ชอบการปฏิสัมพันธ์ ชอบมาที่ร้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านซินไฉฮั้วตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ซูปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้า เป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต

ธุรกิจเกี่ยวกับบริการซักทำความสะอาดล่าสุดของซินไฉฮั้ว คือธุรกิจซักผ้าหยอดเหรียญ เครื่องแบบเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมซักผ้า ไม่ใช่เครื่องซักผ้าบ้านหยอดเหรียญ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ที่อาศัยในห้องเล็กๆ จึงไม่อยากลงทุนกับเครื่องซักผ้าที่ไม่ได้ใช้บ่อยและมีค่าเสื่อม

“คนต้องการคุณภาพการซักที่ดีกว่า เร็วกว่า ซักและอบขั้นตอนละยี่สิบห้านาที ลูกค้าเอามาแต่ผ้า เพราะน้ำยาทุกอย่างเราใช้เกรดเดียวกับระบบซักผ้าโรงพยาบาล” ปิยะพลเล่าถึงธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรกที่ปทุมธานี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

โปรดรักษาความสะอาด

ปิยะพลบอกว่า ความรู้เกี่ยวกับการซักผ้าที่ผ่านมาไม่ได้มีการส่งต่อเทคนิค แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหน้างาน หาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับบริการล่าสุดของบริษัทอย่างบริการกำจัดไรฝุ่นที่นอนตามบ้าน

“เราเห็นโอกาสธุรกิจ อนาคตโลกเราจะสกปรกขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยรู้เรื่องไรฝุ่นน้อยมาก ไรฝุ่นเป็นแมลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กินหนังกำพร้าเป็นอาหาร เป็นเหตุผลว่าซักผ้าสะอาดแล้วทำไมยังคัน น้อยคนจะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากไรฝุ่น” เป็นการต่อยอดบริการทำความสะอาดที่ไปไกล ตอบโจทย์กลุ่มตลาดครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ประสบการณ์และสายเลือดของนักธุรกิจผู้บุกเบิก ทำให้ซินไฉฮั้วต่อยอดธุรกิจไปไกลกว่าการทำความสะอาดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็น นั่นคือการบริหารจัดการความเรียบร้อยของอาคาร

ในยุคของปิยะพล เขาบุกเบิกธุรกิจบริหารอาคาร ประกอบด้วยส่วนงานที่คุ้นเคยอย่างธุรกิจทำความสะอาดและการจัดหาแม่บ้าน ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ธุรกิจระบบวิศวกรอาคาร 

“เรียกรวมกันง่ายๆ คือ งานดูแลตึก เราเห็นโอกาสธุรกิจในงานบริหารอาคารซึ่งไม่ใช่ Core Business ของลูกค้า เช่น งานแม่บ้าน งานรักษาความปลอดภัย งานกำจัดปลวก มด แมลง งานระบบน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เราให้บริการเพื่อช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายเหล่านั้น โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานโรงงานซักแห้งที่ต้องมีทั้งความสะอาด ระบบความปลอดภัย ระบบเครื่องจักร พอรู้ว่าทำได้ก็เริ่มขยับขยาย เราเริ่มธุรกิจส่งแรง หรือธุรกิจบริหารแรงงานมาประมาณสิบปี คนไม่ได้เยอะ มีประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคน แต่เป็นสิ่งที่เราเริ่มเอง” ปิยะพลเล่าถึงโอกาสที่มองเห็นหลังซินไฉฮั้วรับงานบริหารโรงซักของสายการบินแห่งชาติ

ระบบรวมศูนย์กลางการตัดสินใจ

“ผมเคยฝันอยากเป็นนักร้อง” เราละลายพฤติกรรมกันด้วยความฝันในวัยเด็ก

หลายครอบครัวมีปัญหาว่าทายาทไม่ได้รับอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท แต่ไม่ใช่กับที่นี่ วันแรกที่ปิยะพลเข้ามารับช่วงต่อ คนแรกที่วางมือทันทีคือคุณแม่

“ท่านบอกว่าอยากใช้ชีวิตของท่าน ก่อนหน้านี้คุณแม่ดูแลส่วนงานหน้าร้านสาขาและลูกค้าปลีก” ปิยะพลเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่เกิดและโตในโรงงาน ร่ำเรียนวิชาการบริหาร และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานด้านเอกสารบ้าง เขาเล่าว่า แม่สอนเสมอว่างานเอกสารบอกอะไรเรามากกว่าที่เห็น การจัดซื้อจัดจ้าง การซื้อขาย รายรับ รายจ่าย บอกว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องในธุรกิจ

หลังเรียนจบ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 2 ปี ก่อนเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว

“จำได้ว่าตอนนั้นซ่ามาก เต็มไปด้วยความอยากที่จะเปลี่ยน เพราะมองว่ากิจการเราไม่ควรเป็นแบบนั้น แต่ควรเป็นอย่างที่เราคิด ควรทันสมัย เราคิดอยากเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มทำตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำนั้นถูกต้องที่สุด ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่” เขาบอกว่าประสบการณ์ในห้องเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อคนอื่นๆ ทำได้ เขาก็น่าจะทำได้

งานแรกๆ ของทายาทร้านซักแห้งรายใหญ่ที่เก่าแก่ มีลูกค้าและพนักงานให้ความไว้ใจมากมาย ไม่ใช่การปรับแบรนด์ เปลี่ยนงานออกแบบให้ร้านดูทันสมัย หรือขยายร้านให้มีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด แต่คือการเปลี่ยนระบบภายในให้พร้อมต่อการเติบโต

และโลกความเป็นจริงก็สอนปิยะพลว่า มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่คิดจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆ คนอื่นๆ เขาไม่คิดด้วย โลกไม่คิดด้วย 

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด
คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ปิยะพลยอมรับว่าแผนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบที่วาดไว้สวยหรู ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง ตลอดการพูดคุยปิยะพลพูดเสมอว่า ความล้มเหลวครั้งนั้นเกิดจากความไม่พร้อม ความไม่รู้ และความประมาทของเขา

“เราพบว่าการตัดสินใจที่ไม่ดีจากคนคนเดียวส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ มากมาย เมื่อก่อนเราคิดอะไรออกก็ทำ ระบบบริหารงานสมัยก่อนทุกอย่างขึ้นตรงที่เถ้าแก่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็จะมาหาเราหมด ทีมงานรอบตัวไม่เคยถูกฝึกให้คิด เขาจะรอแต่คำสั่ง สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ก็จะโทษกันหรือโยนความผิดว่าเขาไม่ได้เป็นคนคิดตัดสินใจ” 

หลักการบริการผู้ให้บริการ

ปิยะพลเริ่มมาตรการกระจายอำนาจให้พนักงานตัดสินใจกันเอง สอนให้รับผิดชอบในการตัดสินใจ และยื่นมือช่วยเมื่อใครคนใดต้องการ โดยจัดหาบุคลากรมืออาชีพเข้ามาทำงานแผนกต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการบริหาร จะเป็นคนนอกเกือบทั้งหมด ต่างจากสมัยพ่อแม่ที่สร้างคนจากทีมงานเก่าแก่

“การมีมืออาชีพเข้ามากดดันให้ทีมงานเดิมเรียนรู้การรับฟังคำสั่ง รู้จักคิดตาม ตั้งคำถามต่อมุมมองของหัวหน้าและหารือสรุปแนวทางก่อนนำเสนอ ทำให้ปัจจุบันทำงานเป็นทีมมากขึ้น หาข้อมูลมากขึ้น มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก่อน แล้วปล่อยให้เรื่องตัวเลขและผลกำไรมาทีหลัง เดี๋ยวนี้มีเรื่องอะไรเราจะคุยกันที่ประชุมทั้งหมด แผนกไหนจะเริ่มทำโปรเจกต์อะไร เขาจะไปวิเคราะห์แผนรับมือแล้วมานำเสนอหารือร่วมกัน ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว”

งานยากลำดับต่อมาคือ งานลดความขัดแย้งในองค์กร 

ปิยะพลอยากเห็นการคุยกันด้วยเหตุผล และทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“สมัยก่อนเราไม่ค่อยแชร์ข้อมูลกัน เพราะข้อมูลบางเรื่องถือเป็นความลับ แต่โลกปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นความลับอีกแล้ว เราแชร์ข้อมูลให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเขารู้ข้อมูลนี้ เขาก็จะรู้ว่าควรต้องทำอะไร ทุกคนโฟกัสกับงานของตัวเองและไม่เอาเปรียบกัน” ปิยะพลเล่า

เขาบอกว่า โจทย์ในวันนี้กับวันแรกยังเหมือนเดิม คืออยากยิ่งใหญ่ในธุรกิจ แต่วิธีการเปลี่ยนไป โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับคน 

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจบริการแตกต่าง คือวิธีการดูแล ปิยะพลเชื่อว่าหากมีการสื่อสารพูดคุย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยุติธรรม ให้สิ่งที่พวกเขาควรได้รับ ก็ทำให้พวกเขามีความสุขขึ้น สังเกตจากเดิมที่มีหลายพรรคหลายฝ่าย การจัดการที่เป็นระบบจะช่วยสลายก๊กที่มี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

คำอาม่าสอน: อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา

สิ่งที่ทำให้ซินไฉฮั้วแตกต่างจากธุรกิจซักแห้งเจ้าอื่นและอยู่ยืนยาวมากว่า 85 ปี คือความเชื่อมั่นในการบริการ

“ถามว่าวันนี้ถ้ามีใครลุกขึ้นมาทำธุรกิจซักผ้าจะยากไหม ไม่ยากหรอก คุณมีเครื่องซักผ้าคุณก็ทำธุรกิจนี้ได้แล้ว แต่สิ่งที่เรามีคือความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การบริหารงานอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์กับทุกฝ่าย วิธีทำงานที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นอาม่าคือ ห้ามจ่ายเงินเดือนลูกน้องผิดเวลาเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของคนทำงาน ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา 

“ไม่ต้องพูดเรื่องซื้อใจเลยนะ ไม่ว่านายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนไม่ตรงนี่วงแตกแน่” ปิยะพลเล่าถึงแนวคิดที่สืบทอดกันมาในครอบครัว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวอาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่อุปสรรคก็มีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้หนี

“เป็นเรื่องการสร้างความเข้าใจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ อำนาจการบริหารและการตัดสินใจ ตามด้วยการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป ถ้าปรับไม่ทันก็ต้องออกจากธุรกิจนี้ไป สำหรับเราที่ทำธุรกิจบริการ ก็คือการให้บริการซ้ำๆ Core Business เหมือนเดิม เพียงปรับให้ทันยุคสมัย เหมาะกับเทคโนโลยีมากขึ้นแค่นั้น”

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ซินไฉฮั้วเริ่มต้นขึ้นจากประสบการณ์ของคุณกิจจา กัญจนาภรณ์ ผู้ก่อตั้ง จากการฝึกงานในร้านซักแห้งไฉฮั้วที่เซี่ยงไฮ้ ช่วงที่เดินทางไปเยี่ยมญาติที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนกลับมาเปิดร้านซักแห้งร้านแรกในประเทศไทยชื่อ ซินไฉฮั้ว สาขาแรกใกล้วัดเล่งเน่ยยี่ และขยายร้านมาที่สาขาสี่พระยา จากนั้นเปิดโรงงานและสำนักงานย่านพัฒนาการ เพื่อรองรับลูกค้าทั่วไปและกลุ่มองค์กรซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นกิจการแรกที่นำเข้าเครื่องซักแห้งจากเยอรมนีเครื่องแรกในไทยเมื่อ 40 ปีก่อน

นับเป็นเวลา 85 ปี ที่ซินไฉฮั้วให้บริการซักแห้งและซักอบรีดครบวงจร ไม่เพียงมีลูกค้าทั่วไปจากหน้าร้านที่มีมากมายหลายสาขา แต่รวมถึงลูกค้าระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม สายการบิน การรถไฟ ปัจจุบันประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซักล้างทำความสะอาดผ้าและเครื่องใช้ ไปจนถึงการรับดูแลบริหารอาคาร ภายใต้ความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ซินไฉฮั้ว คือร้านซักแห้งเจ้าแรกของประเทศไทย

เป็นภาษาแต้จิ๋ว ‘ซิน’ แปลว่า ใหม่ ‘ไฉ’ แปลว่า สีสัน และ ‘ฮั้ว’ แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง

จนถึงวันนี้ ซินไฉฮั้วมีอายุ 85 ปี อยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 ไม่เพียงให้บริการซักอบรีดตามความเชี่ยวชาญอย่างครบวงจร เขายังต่อยอดธุรกิจและหาโอกาสใหม่ๆ ให้กิจการครอบครัวอยู่เสมอ

ถ้าใครเคยเดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษแบบตู้นอน จะต้องเคยสัมผัสผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มหอมๆ ไว้นอนอุ่นๆ ไหนจะผ้าสะอาดๆ ตามโรงแรม โรงพยาบาลและคลินิกมีชื่อ และผ้านุ่มที่แจกกันหนาวในสายการบิน ล้วนผ่านกระบวนการทำความสะอาดจากซินไฉฮั้วทั้งนั้น

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

The Cloud มีนัดกับ คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด ที่โรงงานย่านร่มเกล้า แน่นอนว่านำทางโดยผ้ากลิ่นผ้าสะอาดๆ

ก่อนพูดคุยเรื่องการรับช่วงต่อและดูแลแบรนด์ของครอบครัว ไปจนถึงบรรยากาศร้านซักแห้งสมัย 85 ปีก่อน ฟังเพลินตัดสลับฟังเสียงเครื่องซักผ้า ที่บรรเลงเข้าจังหวะพนักงานนับร้อยชีวิตกันอย่างพอดี

ต่อให้ไม่ใช่ทายาทกิจการ แต่ถ้าคุณทำงานที่เกี่ยวกับการให้บริการ คุณไม่ควรจะพลาดบทความนี้ เพราะงานแรกของการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสามคนนี้ ไม่ใช่การปรับร้านให้ทันสมัย แต่พ่อและแม่ส่งให้ไปจัดโครงสร้างองค์กร แก้ความขัดแย้ง และปรับให้การทำงานมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการสร้างคนจริงๆ

ปิยะพลทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ธุรกิจ: ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ประเภท: ให้บริการซักทำความสะอาด

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: คุณกิจจา และคุณเพ็ญพิมล กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สอง: คุณพิพัฒน์ และคุณทัศนา กัญจนาภรณ์

ทายาทรุ่นที่สาม: คุณปิยะพล คุณเอกพล คุณปรัชพล และคุณศิวะพล กัญจนาภรณ์

ร้านซักแห้งเจ้าแรกของไทย

ซักอบรีดคือการซักที่ใช้น้ำ แต่ซักแห้งใช้น้ำมัน 

ในกระบวนการซักแห้ง ผ้าจะแห้งตั้งแต่เข้ายันออกจากเครื่อง เหมาะกับผ้าบางอย่างที่ลงน้ำไม่ได้ เช่นผ้าขนสัตว์ หรือแม้กระทั่งผ้าโดนน้ำได้ ที่วิธีซักแห้งรักษาเนื้อผ้าได้ดีกว่า เพราะวิธีซักอบรีดน้ำซักผ้าจะทะลวงเส้นใย แต่ซักแห้งคือการปัดออก สิ่งที่ต่างกันคือต้นทุนเครื่องซักราคามหาศาล

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ปิยะพลเล่าเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ถ้าเริ่มต้นทำธุรกิจซักอบรีดจะมีต้นทุนเครื่องซักราคา 3 – 4 หมื่นบาท ขณะที่เครื่องซักแห้งราคา 4 ล้านบาท 

“อาจไม่ใช่ธุรกิจทำเงินมากมาย แต่ใช้เลี้ยงครอบครัวได้ถ้าตั้งใจทำ เพราะมีคนใช้ มีตลาด มีความต้องการบริการนี้อยู่” ปิยะพลยืนยันเมื่อเราถามถึงโอกาสของตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 85 ปีก่อน คุณปู่กิจจาเริ่มต้นทำงานที่ร้านซักผ้า ‘ไฉฮั้ว’ ในประเทศจีน ก่อนกลับไทยมาเปิดร้านชื่อ ‘ซินไฉฮั้ว’ โดย ‘ซิน’ ในภาษาจีนแปลว่า ใหม่ 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้วให้บริการซักผ้าแก่รายย่อย เช่นชุดราชปะแตนของข้าราชการ เรื่อยมาจนเข้าสู่ช่วงสงครามเวียดนาม มีทหารเกณฑ์จากอเมริกันเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซินไฉฮั้ว จากการรับซักชุดทหารจำนวนมาก จนมีเงินทุนขยายกิจการไปสู่ธุรกิจโรงงานเย็บเสื้อผ้าตามสั่งและโรงงานฟอกยีนส์

“สมัยที่รับซักผ้าอย่างเดียวเริ่มมีลูกค้าถามว่ารับฟอกยีนส์ด้วยไหม เราบอกว่า ไม่เคยทำ แต่ขอลองดู ในที่สุดก็กลายเป็นโรงงานฟอกยีนส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ยุครุ่งเรืองสุดๆ ฟอกสียีนส์นับล้านตัวต่อเดือน” ปิยะพลเล่าพร้อมชี้ให้ดูเครื่องจักรที่ยังตั้งอยู่ที่เดิม เปลี่ยนไปแค่เสียงเครื่องที่ไม่ครื้นเครงเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์

ต่อมาในยุค คุณพ่อพิพัฒน์ และคุณแม่ทัศนา กัญจนากรณ์ ทั้งคู่ต่อยอดธุรกิจด้วยการรับผลิตเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศ และเริ่มให้บริการซักผ้าแก่องค์กรต่างๆ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ย้ายฐานการผลิตตามค่าแรง โรงงานฟอกยีนส์และผลิตเสื้อผ้าก็ทยอยลดขนาดลง พวกเขาจึงหันมาจับตลาดบริการในประเทศมากขึ้น

เรื่องซักผ้าระดับอุตสาหกรรม

เสียงเครื่องซักผ้า อบผ้า รีดผ้า ขนาดใหญ่รอบตัวเรา ตัดสลับกับเสียงของปิยะพลที่เล่าถึงกลไกของเครื่องจักร ฟังเพลินจนเผลอคิดว่าเรากำลังอยู่ในสถานีอวกาศมากกว่าโรงงานซักผ้า เขาชี้ชวนกึ่งอธิบายกระบวนการ หลังจากแยกผ้าที่ส่งมารวมกันที่โรงงานแห่งนี้ ผ้าจะเข้าเครื่องซักที่เหวี่ยงผ่านน้ำ น้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ่านเครื่องรีดน้ำ เครื่องเซ็ตผ้า แล้วจึงนำไปรีดให้เรียบก่อนพับแล้วแพ็กใส่ถุง

“โรงงานซินไฉฮั้วซักผ้าวันละกี่ชิ้น” เราถาม

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด
ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

“ไม่นับชิ้น แต่นับเป็นตัน ประมาณแปดสิบตันต่อวัน อนาคตตั้งใจให้มีกำลังผลิตถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันต่อวัน” ปิยะพลตอบ ก่อนเสริมว่าสมัยก่อนซักก่อนแล้วแยกมาสลัดน้ำ ปัจจุบันมีเครื่องที่ซักและสลัดน้ำออกในตัวทำให้ลดขั้นตอนได้มาก

คุยไปคุยมาจึงได้รู้เกร็ดของวงการซักผ้าที่น่าสนใจว่า ธุรกิจซักผ้าที่มาเก๊ามีกำลังผลิตถึงวันละ 120 ตัน ใช้คน 600 คน แบ่งเป็น 3 กะ ทำงาน 24 ชั่วโมง เพราะมาเก๊ามีธุรกิจโรงแรมเยอะ มีคนใช้บริการตลอด ได้ยินอย่างนี้ก็ยิ่งเชื่อว่าตลาดในประเทศไทยที่มีการท่องเที่ยวเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ จะทำให้ธุรกิจบริการทำความสะอาดนี้พัฒนาและเติบโตตามได้ไม่ยาก

ธุรกิจซักผ้าในส่วนอุตสาหกรรมยุคทายาทรุ่นที่ 2 ให้บริการกลุ่มธุรกิจ Hospitality ได้แก่ กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มที่ให้บริการด้านต่างๆ ก่อนที่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างปิยะพลจะขยายตลาดมาสู่กลุ่ม Healthcare ได้แก่ โรงพยาบาล และคลินิก ซึ่งมีเงื่อนไขและความต้องการแตกต่างกัน ตามด้วยกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

นอกจากซินไฉฮั้วจะให้บริการซักชุดยูนิฟอร์มที่ใช้ภายในโรงงานแล้ว ยังมีงานท้าทายความสามารถอย่างผ้าเช็ดน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตของเกือบทุกโรงงานอุตสาหกรรม

ปิยะพลเล่าให้ฟังว่า ผ้าเหล่านี้มีวิธีซักแตกต่างไปจากการซักผ้าทั่วไป ไปจนถึงการบำบัดน้ำจากการซักล้าง แม้จะให้บริการซักทำความสะอาดเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องแยกประเภทธุรกิจ เพราะเงื่อนไขที่ต้องการแตกต่างกัน

ซัก อบ รีบ

จากที่ซินไฉฮั้วเคยมีแฟรนไชส์สาขานับร้อยแห่งทั่วกรุงเทพฯ วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป 

“ที่ผ่านมา เปิดสาขาเยอะมาก เราได้บทเรียนว่างานบริการสำคัญที่การควบคุมคุณภาพ เราแค่ต้องทำให้ลูกค้าสะดวกที่สุด พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีระบบรับส่งผ้าถึงบ้าน” ปิยะพลเล่า เขาไม่ได้ตั้งใจพัฒนาส่วนออนไลน์อย่างเดียว เพราะพฤติกรรมลูกค้าเก่าแก่ชอบการปฏิสัมพันธ์ ชอบมาที่ร้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านซินไฉฮั้วตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ซูปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้า เป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต

ธุรกิจเกี่ยวกับบริการซักทำความสะอาดล่าสุดของซินไฉฮั้ว คือธุรกิจซักผ้าหยอดเหรียญ เครื่องแบบเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมซักผ้า ไม่ใช่เครื่องซักผ้าบ้านหยอดเหรียญ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ที่อาศัยในห้องเล็กๆ จึงไม่อยากลงทุนกับเครื่องซักผ้าที่ไม่ได้ใช้บ่อยและมีค่าเสื่อม

“คนต้องการคุณภาพการซักที่ดีกว่า เร็วกว่า ซักและอบขั้นตอนละยี่สิบห้านาที ลูกค้าเอามาแต่ผ้า เพราะน้ำยาทุกอย่างเราใช้เกรดเดียวกับระบบซักผ้าโรงพยาบาล” ปิยะพลเล่าถึงธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรกที่ปทุมธานี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

โปรดรักษาความสะอาด

ปิยะพลบอกว่า ความรู้เกี่ยวกับการซักผ้าที่ผ่านมาไม่ได้มีการส่งต่อเทคนิค แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงหน้างาน หาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับบริการล่าสุดของบริษัทอย่างบริการกำจัดไรฝุ่นที่นอนตามบ้าน

“เราเห็นโอกาสธุรกิจ อนาคตโลกเราจะสกปรกขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยรู้เรื่องไรฝุ่นน้อยมาก ไรฝุ่นเป็นแมลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กินหนังกำพร้าเป็นอาหาร เป็นเหตุผลว่าซักผ้าสะอาดแล้วทำไมยังคัน น้อยคนจะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากไรฝุ่น” เป็นการต่อยอดบริการทำความสะอาดที่ไปไกล ตอบโจทย์กลุ่มตลาดครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ประสบการณ์และสายเลือดของนักธุรกิจผู้บุกเบิก ทำให้ซินไฉฮั้วต่อยอดธุรกิจไปไกลกว่าการทำความสะอาดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็น นั่นคือการบริหารจัดการความเรียบร้อยของอาคาร

ในยุคของปิยะพล เขาบุกเบิกธุรกิจบริหารอาคาร ประกอบด้วยส่วนงานที่คุ้นเคยอย่างธุรกิจทำความสะอาดและการจัดหาแม่บ้าน ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ธุรกิจระบบวิศวกรอาคาร 

“เรียกรวมกันง่ายๆ คือ งานดูแลตึก เราเห็นโอกาสธุรกิจในงานบริหารอาคารซึ่งไม่ใช่ Core Business ของลูกค้า เช่น งานแม่บ้าน งานรักษาความปลอดภัย งานกำจัดปลวก มด แมลง งานระบบน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เราให้บริการเพื่อช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายเหล่านั้น โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานโรงงานซักแห้งที่ต้องมีทั้งความสะอาด ระบบความปลอดภัย ระบบเครื่องจักร พอรู้ว่าทำได้ก็เริ่มขยับขยาย เราเริ่มธุรกิจส่งแรง หรือธุรกิจบริหารแรงงานมาประมาณสิบปี คนไม่ได้เยอะ มีประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคน แต่เป็นสิ่งที่เราเริ่มเอง” ปิยะพลเล่าถึงโอกาสที่มองเห็นหลังซินไฉฮั้วรับงานบริหารโรงซักของสายการบินแห่งชาติ

ระบบรวมศูนย์กลางการตัดสินใจ

“ผมเคยฝันอยากเป็นนักร้อง” เราละลายพฤติกรรมกันด้วยความฝันในวัยเด็ก

หลายครอบครัวมีปัญหาว่าทายาทไม่ได้รับอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท แต่ไม่ใช่กับที่นี่ วันแรกที่ปิยะพลเข้ามารับช่วงต่อ คนแรกที่วางมือทันทีคือคุณแม่

“ท่านบอกว่าอยากใช้ชีวิตของท่าน ก่อนหน้านี้คุณแม่ดูแลส่วนงานหน้าร้านสาขาและลูกค้าปลีก” ปิยะพลเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่เกิดและโตในโรงงาน ร่ำเรียนวิชาการบริหาร และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานด้านเอกสารบ้าง เขาเล่าว่า แม่สอนเสมอว่างานเอกสารบอกอะไรเรามากกว่าที่เห็น การจัดซื้อจัดจ้าง การซื้อขาย รายรับ รายจ่าย บอกว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องในธุรกิจ

หลังเรียนจบ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 2 ปี ก่อนเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว

“จำได้ว่าตอนนั้นซ่ามาก เต็มไปด้วยความอยากที่จะเปลี่ยน เพราะมองว่ากิจการเราไม่ควรเป็นแบบนั้น แต่ควรเป็นอย่างที่เราคิด ควรทันสมัย เราคิดอยากเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มทำตัวเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำนั้นถูกต้องที่สุด ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่” เขาบอกว่าประสบการณ์ในห้องเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อคนอื่นๆ ทำได้ เขาก็น่าจะทำได้

งานแรกๆ ของทายาทร้านซักแห้งรายใหญ่ที่เก่าแก่ มีลูกค้าและพนักงานให้ความไว้ใจมากมาย ไม่ใช่การปรับแบรนด์ เปลี่ยนงานออกแบบให้ร้านดูทันสมัย หรือขยายร้านให้มีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด แต่คือการเปลี่ยนระบบภายในให้พร้อมต่อการเติบโต

และโลกความเป็นจริงก็สอนปิยะพลว่า มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่คิดจะเปลี่ยนสิ่งต่างๆ คนอื่นๆ เขาไม่คิดด้วย โลกไม่คิดด้วย 

คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด
คุณปิยะพล กัญจนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซินไฉฮั้วอุตสาหกรรม จำกัด

ปิยะพลยอมรับว่าแผนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบที่วาดไว้สวยหรู ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง ตลอดการพูดคุยปิยะพลพูดเสมอว่า ความล้มเหลวครั้งนั้นเกิดจากความไม่พร้อม ความไม่รู้ และความประมาทของเขา

“เราพบว่าการตัดสินใจที่ไม่ดีจากคนคนเดียวส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ มากมาย เมื่อก่อนเราคิดอะไรออกก็ทำ ระบบบริหารงานสมัยก่อนทุกอย่างขึ้นตรงที่เถ้าแก่เพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็จะมาหาเราหมด ทีมงานรอบตัวไม่เคยถูกฝึกให้คิด เขาจะรอแต่คำสั่ง สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ก็จะโทษกันหรือโยนความผิดว่าเขาไม่ได้เป็นคนคิดตัดสินใจ” 

หลักการบริการผู้ให้บริการ

ปิยะพลเริ่มมาตรการกระจายอำนาจให้พนักงานตัดสินใจกันเอง สอนให้รับผิดชอบในการตัดสินใจ และยื่นมือช่วยเมื่อใครคนใดต้องการ โดยจัดหาบุคลากรมืออาชีพเข้ามาทำงานแผนกต่างๆ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการบริหาร จะเป็นคนนอกเกือบทั้งหมด ต่างจากสมัยพ่อแม่ที่สร้างคนจากทีมงานเก่าแก่

“การมีมืออาชีพเข้ามากดดันให้ทีมงานเดิมเรียนรู้การรับฟังคำสั่ง รู้จักคิดตาม ตั้งคำถามต่อมุมมองของหัวหน้าและหารือสรุปแนวทางก่อนนำเสนอ ทำให้ปัจจุบันทำงานเป็นทีมมากขึ้น หาข้อมูลมากขึ้น มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก่อน แล้วปล่อยให้เรื่องตัวเลขและผลกำไรมาทีหลัง เดี๋ยวนี้มีเรื่องอะไรเราจะคุยกันที่ประชุมทั้งหมด แผนกไหนจะเริ่มทำโปรเจกต์อะไร เขาจะไปวิเคราะห์แผนรับมือแล้วมานำเสนอหารือร่วมกัน ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว”

งานยากลำดับต่อมาคือ งานลดความขัดแย้งในองค์กร 

ปิยะพลอยากเห็นการคุยกันด้วยเหตุผล และทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“สมัยก่อนเราไม่ค่อยแชร์ข้อมูลกัน เพราะข้อมูลบางเรื่องถือเป็นความลับ แต่โลกปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นความลับอีกแล้ว เราแชร์ข้อมูลให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเขารู้ข้อมูลนี้ เขาก็จะรู้ว่าควรต้องทำอะไร ทุกคนโฟกัสกับงานของตัวเองและไม่เอาเปรียบกัน” ปิยะพลเล่า

เขาบอกว่า โจทย์ในวันนี้กับวันแรกยังเหมือนเดิม คืออยากยิ่งใหญ่ในธุรกิจ แต่วิธีการเปลี่ยนไป โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับคน 

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจบริการแตกต่าง คือวิธีการดูแล ปิยะพลเชื่อว่าหากมีการสื่อสารพูดคุย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยุติธรรม ให้สิ่งที่พวกเขาควรได้รับ ก็ทำให้พวกเขามีความสุขขึ้น สังเกตจากเดิมที่มีหลายพรรคหลายฝ่าย การจัดการที่เป็นระบบจะช่วยสลายก๊กที่มี

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

คำอาม่าสอน: อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา

สิ่งที่ทำให้ซินไฉฮั้วแตกต่างจากธุรกิจซักแห้งเจ้าอื่นและอยู่ยืนยาวมากว่า 85 ปี คือความเชื่อมั่นในการบริการ

“ถามว่าวันนี้ถ้ามีใครลุกขึ้นมาทำธุรกิจซักผ้าจะยากไหม ไม่ยากหรอก คุณมีเครื่องซักผ้าคุณก็ทำธุรกิจนี้ได้แล้ว แต่สิ่งที่เรามีคือความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การบริหารงานอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์กับทุกฝ่าย วิธีทำงานที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นอาม่าคือ ห้ามจ่ายเงินเดือนลูกน้องผิดเวลาเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของคนทำงาน ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ทำงานให้เรา 

“ไม่ต้องพูดเรื่องซื้อใจเลยนะ ไม่ว่านายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนไม่ตรงนี่วงแตกแน่” ปิยะพลเล่าถึงแนวคิดที่สืบทอดกันมาในครอบครัว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวอาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่อุปสรรคก็มีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้หนี

“เป็นเรื่องการสร้างความเข้าใจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ อำนาจการบริหารและการตัดสินใจ ตามด้วยการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป ถ้าปรับไม่ทันก็ต้องออกจากธุรกิจนี้ไป สำหรับเราที่ทำธุรกิจบริการ ก็คือการให้บริการซ้ำๆ Core Business เหมือนเดิม เพียงปรับให้ทันยุคสมัย เหมาะกับเทคโนโลยีมากขึ้นแค่นั้น”

ทายาทรุ่นสามร้านซักแห้งแรกของไทย ซินไฉฮั้ว ผู้ต่อยอดธุรกิจ 85 ปีจนล้ำกว่าการทำความสะอาด

ซินไฉฮั้ว (พ.ศ. 2477)

ซินไฉฮั้วเริ่มต้นขึ้นจากประสบการณ์ของคุณกิจจา กัญจนาภรณ์ ผู้ก่อตั้ง จากการฝึกงานในร้านซักแห้งไฉฮั้วที่เซี่ยงไฮ้ ช่วงที่เดินทางไปเยี่ยมญาติที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนกลับมาเปิดร้านซักแห้งร้านแรกในประเทศไทยชื่อ ซินไฉฮั้ว สาขาแรกใกล้วัดเล่งเน่ยยี่ และขยายร้านมาที่สาขาสี่พระยา จากนั้นเปิดโรงงานและสำนักงานย่านพัฒนาการ เพื่อรองรับลูกค้าทั่วไปและกลุ่มองค์กรซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นกิจการแรกที่นำเข้าเครื่องซักแห้งจากเยอรมนีเครื่องแรกในไทยเมื่อ 40 ปีก่อน

นับเป็นเวลา 85 ปี ที่ซินไฉฮั้วให้บริการซักแห้งและซักอบรีดครบวงจร ไม่เพียงมีลูกค้าทั่วไปจากหน้าร้านที่มีมากมายหลายสาขา แต่รวมถึงลูกค้าระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม สายการบิน การรถไฟ ปัจจุบันประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซักล้างทำความสะอาดผ้าและเครื่องใช้ ไปจนถึงการรับดูแลบริหารอาคาร ภายใต้ความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load