The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตัวตนของฉัน : สวยลำพัง สวยแบบแนล

ชื่อ สมพร อินทร์ประยงค์ เป็นคนสิงห์บุรี มีพี่น้อง 4 คน เรามีชื่อเล่นว่า ‘ซิกแนล’ เป็นชื่อที่มาจากชื่อยาสีฟันที่เคยโด่งดัง มีสีสันหลายสี และซ่ามาก เมื่อตอนเป็นเด็กมาอยู่แถววงเวียน 22 กรกฎาคม อากู๋เลยเอามาตั้งเป็นชื่อให้ ก่อนจะย้ายไปอยู่ตาคลีจนเรียนจบ ป.4 แล้วไปเรียนหนังสืออยู่กับบ้านป้าตอน ป.5 ที่จังหวัดสิงห์บุรี

ทุกเดือนจะนั่งรถโดยสารข้ามจังหวัด กลับมาบ้านตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวคนเดียวของเด็กอายุ 10 ขวบ จนจบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนต่อที่เทคนิคลพบุรี ช่วงนี้ก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ นั่งรถไฟจากตาคลีมาเรียนหนังสือในจังหวัดลพบุรี ระหว่างเรียนที่ลพบุรีก็สมัครเรียนที่ ม.รามคำแหง ด้วย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ช่วงการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกรีฑาไปแข่งขันด้วย ระหว่างนั้นก็ไปเที่ยววัดอุโมงค์ ได้เจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนสิงห์บุรี เขาทำงานอยู่ที่ศูนย์ศิลปะเด็กเชียงใหม่ พอแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเสร็จ เราไม่ได้กลับบ้าน ขอพ่อแม่ว่าอยากทำงานกับพี่ ๆ เขามีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเราอยากเที่ยว อยากเรียนรู้ เลยมาช่วยเขาด้วยการร่วมเดินทางไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเผยแพร่สื่อการเรียนการสอน เป็นทั้งครูดอย เล่านิทาน เล่นละครหุ่นมือ เดินทางไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

นี่เลยเป็นที่มาให้ได้สะสมของเก่า ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าเก่า ผ้าไหม และผ้าฝ้าย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

พอกลับมาอยู่ กทม. เพื่อเรียนให้จบ ก็มาเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เริ่มเอาของเก่าที่สะสมและหาซื้อระหว่างเดินทางมาขาย ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ที่มีของที่เราเคยเห็นแล้วชอบ ก็ไปซื้อของเหล่านั้นกลับมาขายที่จตุจักรทุกเสาร์-อาทิตย์ และเริ่มเดินทางไปลาว เขมร พม่า เวียดนาม และจีน อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ยังเป็นแม่ค้าอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าทอ และงานฝีมือต่าง ๆ เราสอนคนเย็บผ้าด้วยมือ มีผลงานส่งไปแสดงและขายในต่างประเทศทุก ๆ ปี ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เม็กซิโก และญี่ปุ่น

ผลของการเดินทางตั้งแต่ 10 ขวบ ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายมาก ๆ ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นตัวเอง เลยเป็นที่มาของการเล่าเรื่องบ้านที่เป็นตัวเอง ที่เราได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างอยากในบ้านหลังนี้

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต รวมอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งหมด เป็นบ้านที่เราอยู่แล้วมีความสุขที่สุด

โจทย์ในการหาบ้านที่มีพื้นฐานอยู่บนความฝัน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นบนทั้งหมดเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านกว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 37 เมตร หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตกติดกับเพื่อนบ้าน ซอยเป็นซอยตันเล็ก ๆ อยู่อาศัยกันแค่ 3 บ้านเท่านั้น จากถนนใหญ่มาบ้านเราห่างกันประมาณ 50 เมตร เดินเข้าซอยมาก็ประมาณ 150 เมตร

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดเริ่มต้นที่คิดจะมีบ้านหลังนี้ เป็นเพราะปกติเราต้องเดินทางไปหาซื้อของเก่าทุกอาทิตย์ ด้วยอาชีพของเราที่เป็นแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ระหว่างเดินทางก็นั่งรถไฟไปบ้าง นั่งรถทัวร์ไปบ้าง บางครั้งก็นั่งเครื่องบินไป แต่โดยส่วนใหญ่ช่วงหลัง ๆ นั่งรถไฟ

ระหว่างเดินทาง เราก็นึกเห็นภาพตลอดเส้นทางว่า อยากจะมีบ้านอยู่แถว ๆ ที่อยู่ปัจจุบันนี้ มันใกล้หมอชิต ไปสนามบินสะดวก แล้วก็ใกล้ตลาดนัดจตุจักรด้วย

ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขายของเก่า ก็อยากจะหาบ้านหลังไม่ใหญ่มาก เพราะตั้งใจอยู่คนเดียวมาตลอด ระหว่างนั้นก็เริ่มเก็บสะสมของมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน รูปภาพ กระจก งานเขียน งานปั้น ตะกร้า หรือผ้าทอ ที่ตัวเองเดินทางไปเห็นแล้วชอบ

คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีบ้าน เราก็อยากจะใช้ของที่เราสะสมไว้ในการแต่งบ้าน

ความฝันก็คือว่า อยากจะมีบ้านหลังเดี่ยวเล็ก ๆ มีสวนเล็ก ๆ ในพื้นที่เล็ก ๆ และฝาบ้านที่ไม่ต้องไปชนกับใคร เดิมทีคิดว่าจะไปซื้อบ้านตรงบริเวณอื่นที่ใกล้เหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ชอบทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม หรือว่าบ้านที่ทั้งหมู่บ้านมีลักษณะเหมือนกันหมด

ในระหว่างนั้น ญาติซึ่งเกี่ยวดองกันได้ปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเขาขายกันตารางวาละ 8,000 บาท เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ช่วงที่มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 1 – 2 เราเข้ามากรุงเทพฯ ก็มีโอกาสมาช่วยเขายกปูน ยกทราย เอามาทำเป็นตอม่อในบ้านหลังนี้ เพราะว่าญาติเป็นคนสร้างเองกับครอบครัวของเขา เราก็เลยรู้ประวัติความเป็นมา

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

วันหนึ่งญาติเขาเกิดอยากขายที่ดินผืนนี้ ก็ถามเราว่า ช่วยเป็นนายหน้าขายให้หน่อยได้ไหม แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร เลยไม่บอกใครดีกว่า เพราะถึงบอกไป ค่านายหน้าเราก็ไม่อยากได้ แล้วบ้านก็ขนาดเล็กเกินไป จะขายให้ใครได้ เราเองก็ไม่รู้จักใครที่เขาจะซื้อบ้านหลังเล็กอย่างนี้

แต่บังเอิญเราคิดว่า ถ้าจะต้องซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ก็ควรจะซื้อบ้านหลังนี้ เพราะว่าอย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไป อีกทั้งยังสะดวกสำหรับเราด้วย เพราะอยู่ใกล้จตุจักร ใกล้หมอชิต แล้วบ้านก็หลังไม่ใหญ่มาก ถ้าจะต่อเติมหรือรื้อบางส่วนที่อยากได้ เราก็น่าจะซื้อไว้เอง

ตอนนั้นมีเงินไม่พอ แต่ก็คิดว่าการลงทุนกับบ้านมันคือความฝัน และคิดว่าฝันนี้เราน่าจะทำได้ เลยเซ้งห้องที่มีอยู่ตรงจตุจักรออกไป ได้เงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านหลังนี้ จ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ตอนนั้นถือว่าแพงมาก ใคร ๆ ก็ว่าเราซื้อแพง แต่มานึกดู สักวันราคามันก็คงเท่านี้แหละ อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นที่ที่เราถูกใจ อย่างน้อยก็ได้บ้านอย่างที่เราอยากได้ ก็เลยเป็นที่มาของการได้ทำบ้านอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

กระบวนการแยกส่วน ตัดต่อ แล้วประกอบใหม่

ทุกครั้งที่เข้ามาบ้านหลังนี้จะเย็นสบาย ไม่หนวกหู ไม่อึดอัด นั่งตรงไหนก็สบายใจไปหมด เลยคิดว่าบ้านหลังนี้เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากซื้อบ้านเสร็จเรียบร้อย ตรงที่เจ้าของบ้านเดิมเขาทำอะไรไว้ เราก็ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งบ้านเราเป็นบ้านเดียวในซอยที่แต่งเติมใหม่ ช่วงแรกก็ทำห้องน้ำและฝาบ้าน

เดิมทีฝาบ้านเป็นฝาแบบบ้านต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป แต่เราไม่อยากได้ฝา เลยเอาประตูพม่ามาใช้ ซึ่งเราสะสมไว้เยอะมาก มีกระจกช่องแสงเป็นงานอาร์ตเดโค ด้วยความที่เดินทางไปซื้อขายของเก่าที่พม่าบ่อย แล้วเราชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ของพม่า เพราะส่วนใหญ่ใช้ไม้สัก ลายไม้ที่ช่างพม่าทำเขาเก็บลายวงจรชีวิตของไม้มานำเสนอผลงาน สีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดจึงเป็นสีไม้สักทองหมดเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ตอนที่ปรับปรุงบ้าน เราตัดฝาบ้านหมดเลย แล้วเอาประตูมาใส่แทน จำได้ว่าประตูบ้านทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบ 70 บาน เป็นกระจกสีและกระจกดอกลายโบราณ ประตูแต่ละบานเราเอามาใช้เป็นตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ และโต๊ะหนังสือ ของทุกอย่างเป็นของที่เราสะสมไว้ระหว่างขายของ แม้แต่ประตูเรือเอี้ยมจุ๊น เราก็เอามาทำเป็นประตูห้องทำงาน ไม้บทกวี ไม้แกะ และป้ายชื่อร้าน ก็นำมาตกแต่งในบ้านทั้งหมด

การจัดวางประตูก็ปรึกษากับช่าง ดูความเหมาะสม พร้อมวางแผนของเราไว้ว่า ถ้าใช้ประตูเปิดออกอย่างนี้จะเปลืองพื้นที่ไหม ถ้าประตูทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ คิดและวางแผน ว่าจะใช้ประโยชน์จากแต่ละห้องยังไง นอกจากนี้ มือจับประตูทุกบานยังเป็นงานแก้วเจียระไน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบมาแล้วได้ดั่งใจตามที่อยากได้มาก ๆ เพราะว่าของทุกอย่างที่เก็บสะสมไว้ เอามาใช้กับบ้านได้เกือบทุกอย่าง โคมไฟ จั่ว โดยเฉพาะระเบียงบ้าน เราซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์เก่า เป็นระเบียงของบ้านเก่าแถวเยาวราช สมัยก่อนแค่ 8,000 บาท ล้อมรอบได้ทั้งบ้านเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ในฝั่งของการแต่งสวน เราจัดการสวนของเราเองได้ อยากปลูกผักกินเองได้ เก็บขยะ เก็บใบไม้ ตัดแต่ง เปลี่ยนย้าย จัดมุมใหม่ เปลี่ยนสวนใหม่ได้สบาย รวมไปถึงบ่อปลาที่เราอยากมีมาตั้งแต่แรก

รอบ ๆ บ่อปลา เราใช้งานปูนปั้นของ ‘บ้านพ่อเลี้ยงหมื่น’ สมัยก่อนเขามีชื่อเสียงในงานปูนปั้นแบบเขมร เราก็ซื้อเก็บสะสมไว้ พอทำบ้านมันก็เข้าช่องพอดี อันไหนที่เล็กไป ก็เติมกระเบื้องให้มันดูโบราณ ส่วนตัวบ่อ เราเลี้ยงปลามาตลอด แต่ว่าพยายามตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด

สมัยก่อนหน้าบ้านเราตรงริมทางเดินถนนใช้ร่วมกัน เราซื้อต้นตีนตุ๊กแกมา เจาะพื้นถนนเล็ก ๆ แล้วปลูกเข้าไป ใช้ตัวยึดสายโทรศัพท์มาช่วยพยุง ตีนตุ๊กแกจะเต็มผนัง ทึบไปหมดเลย สวยงามมาก ก่อนที่จะปลูกตีนตุ๊กแก เราเคยคิดจะให้เพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปะมาช่วยทาสี แต่มานึกดูอีกที สงสัยค่าทาสีจะแพงกว่าค่างานที่ให้เพื่อนทำ เพราะเพื่อนคงกินดื่มกันน่าดู และเราทาสีทุกปีไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น แต่ถ้าปลูกต้นไม้ เราตัดแต่งกิ่งได้ด้วยตัวเอง ก็เลยใช้วิธีปลูกต้นไม้เป็นกำแพง บังสายตามุมตึกที่เห็นว่ามันสะท้อนความร้อนเข้ามาในบ้าน โชคดีที่เพื่อนบ้านชอบต้นไม้ เราเองก็ชอบต้นไม้

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดหลักในบ้านที่เราประทับใจมาก ๆ คือ ‘ห้องพระ’ เราเป็นคนชอบพระเครื่อง ชอบสะสมพระ พระทั้งหมดที่เราสะสมไว้ในบ้านเป็นงานของชาวบ้าน พระพื้นบ้าน เกิดจากช่างฝีมือพื้นบ้าน เราเลยอยากได้ห้องพระที่มีส่วนยื่นออกมานอกบ้านตรงช่วงระเบียง เราใช้ประตูหน้าต่างบานสั้นและบานกลางยื่นออกมาจากฝาบ้าน เพราะบ้านเราเปิดประตูใหญ่ออกไปเดินระเบียงรอบบ้านได้ จึงทำช่วงรอยต่อของระเบียงรอบบ้านให้เป็นกล่องหิ้งพระ เป็นคล้าย ๆ ห้องของหิ้งพระที่ยื่นออกไปตรงระเบียง

เฟอร์นิเจอร์ จิ๊กซอว์ที่ลงล็อกทุกชิ้นส่วน

การเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ในบ้านที่นำมาตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เพราะสมัยก่อนชอบไปซื้อของที่ร้านขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ ตู้ใบแรกที่ซื้อก็ซื้อด้วยเงิน 150 บาท ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ใช้ต่างหูกะเหรี่ยงเป็นมือจับตู้ ซึ่งแพงกว่าราคาของตู้อีก

ส่วนประตูที่ได้มา เราก็จะเลือกเป็นชุดงานที่คล้ายคลึงกัน

โชคดีอย่างหนึ่งที่ว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราทำด้วยตัวของเราเอง ทั้งออกแบบและมองภาพรวม การจัดวางสิ่งต่าง ๆ มันเกิดจากของใช้ที่เราเคยนึกภาพว่า ถ้าเรามีห้องขนาดนี้ พื้นที่ตรงนี้ควรจะเอาอะไรมาตั้ง บ้านเราเลยเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ของทุกอย่างซึ่งเราสะสมไว้ ต่างถูกหยิบมาตั้งวางตรงไหนก็ลงตัวไปหมด

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

เช่น เรือเอี้ยมจุ๊นที่เอามาทำเป็นประตูกั้นห้องทำงาน ประตูที่สะสมไว้มีขนาดใหญ่กว่าวงกบประตู แต่ก็ไม่เป็นไร ใช้กระจกเงามาเสริมซ้ายขวา ก็ทำให้บานประตูกว้างขึ้น

ถือเป็นเรื่องดี เพราะอะไรที่ไม่ลงตัว เราก็แก้ไขได้ มันเป็นงานที่ไม่ยากมาก

ประตูเอี้ยมจุ๊นที่เราได้มาจากเรือ ตัวคานของประตูใหญ่มากและกว้างมาก เป็นไม้ที่เราตัดทิ้งก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า ไม้แบบนี้หาไม่ได้แล้ว ถ้าตัดไปจะเสียคุณค่าเปล่า ๆ งั้นเดินข้ามประตูแล้วกัน

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

อย่างบ้านทรงไทยที่ต่างจังหวัดของย่า เวลาจะเดินเข้าก็ต้องก้าวข้ามประตูบ้าน เราเลยคิดว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรา เราทำอย่างที่เราอยากอยู่ดีกว่า ก็เลยเก็บคานเรือไว้ แล้วเวลาตั้งประตู คานเรือเป็นตัวกั้นห้องทำงาน ตรงใต้คานเรือมันเหลือพื้นที่ไว้ เราก็ได้ไอเดียทำเป็นตู้เก็บเสื้อผ้าหรือเก็บของใช้ในห้องนี้ได้

แม้แต่ไม้มุงหลังคาบ้าน ซึ่งแต่เดิมซื้อจากเชียงใหม่ เขาเรียกว่า ‘แป้นเกล็ด’ เราก็ใช้แป้นเกล็ดมาทำเป็นชั้น เป็นตู้ โดยตัดให้น้อยที่สุด ทุกตู้ที่เราใช้ประโยชน์ มันลงตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก ทั้งตู้ทีวี ตู้เครื่องเสียง ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ากันได้ดีมาก หรือโต๊ะกินข้าวที่ใช้ก็เป็นของเก่า ตัวโต๊ะ ถ้านั่งคนเดียวก็หดได้ ถ้าเมื่อไหร่มีแขกหรือมีเพื่อนมา เราก็ดึงออกมาให้ยาวได้ มันเป็นลิ้นสลักแบบโบราณ

แม้แต่ตั่งนอนของเรา เมื่อไม่มีใครมา เราก็ยกพนักพิงขึ้นกลายเป็นเก้าอี้ยาว แต่เมื่อไหร่มีแขกหรือเพื่อนมา ก็ยกพนักพิงลงมากับพื้นกลายเป็นเตียงนอน แม้แต่พื้นกระเบื้อง เราก็ใช้กระเบื้องปั้นมือของลำปางไทย บางส่วนเป็นลายศิลาดล เป็นน้ำเคลือบ ซึ่งเข้ากับตัวหน้าต่างได้ดี

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ขณะเดียวกัน เราก็นึกถึงความปลอดภัยในการเป็นอยู่ น้องชายที่เป็นช่างอ็อก ช่างเชื่อม ก็มาทำเหล็กดัดให้ โชคดีที่เราได้เหล็กดัดอันที่ถูกใจ เป็นลายเดียวกับประตู ไม่บังสายตาให้รู้สึกรำคาญ

ทุกอย่างมาจากช่วงที่เราเดินทางค้าขาย อะไรก็ตามซึ่งเป็นสินค้าที่เราซื้อขาย ก็ซื้อขายไป แต่เรามีความฝันที่คิดจะทำบ้าน ก็เลยสะสมมือจับประตู มือจับเหล็กดัด แก้วเจียระไน กลอนประตู และมันทำให้เรานึกอยู่ตลอดว่า ถ้ามีบ้าน เราจะใช้ของพวกนี้ มีเพียงเครื่องสุขภัณฑ์เท่านั้นที่ซื้อมา แต่เราก็เลือกเก็บนะ ดูจากการใช้พื้นที่ของมัน เพราะว่าบ้านมีขนาดเล็ก และเราขายของ ของที่ได้มาแต่ละครั้ง ถ้าเหมาะกับบ้านก็จะเก็บไว้ อันไหนที่ไม่ได้ใช้หรือใหญ่เกินไปสำหรับขนาดบ้านก็เอาไปขาย

บ้านของเรา

หลังจากบ้านหลังนี้เสร็จเรียบร้อย เป็นอะไรที่ลงตัว ถูกใจ มีบ่อน้ำ มีหิ้งพระ มีสวนเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ในชีวิตเรา เพราะเราเป็นคนชอบอยู่นิ่ง ๆ มีความสุขในการอยู่กับบ้านของตัวเอง

บ้านเราหลังเล็ก ทั้งหลังมี 4 ห้องน้ำ 4 ห้องนอน ช่วงที่หลาน ๆ ขึ้นมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หลานก็อยู่กันคนละห้อง แต่ละห้องจัดวางตามแบบที่แต่ละคนอยู่ ห้องไหนเป็นพี่น้องเดียวกันก็มีเตียงสองชั้น เตียงสองชั้นก็เป็นไม้สักจริง ให้เพื่อนทำมาให้ เขาก็อยู่กันได้ ถึงเล็กหน่อยแต่สบายใจ ส่วนห้องน้ำ ห้องน้ำผู้ชายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นบน หลาน ๆ ใช้ห้องน้ำนั้น ส่วนเราก็ใช้ห้องน้ำในห้องนอนของเรา

บ้านนี้แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำ 2 ห้อง ห้องรับแขกที่อยู่ข้างหน้าใช้เป็นห้องแอร์ แขกมานั่งห้องข้างหน้าได้เลย มองเห็นวิวหน้าบ้านทั้งหมด ห้องที่ 2 เป็นห้องที่เราจัดวางชั้นหนังสือ เป็นที่รับรองแขกอีกชั้นหนึ่งก่อนจะมานั่งที่โต๊ะในห้องกินข้าว และมีห้องครัว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ห้องอาหารเราเป็นครัวเล็ก ๆ กะทัดรัด เหมาะกับคนที่จะหมุนซ้ายหมุนขวา หยิบจับอะไรก็ง่ายไปหมด ของใช้ก็มีทั้งถ้วยชามเก่า งานศิลปะ เป็นถ้วยชามที่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเซรามิกปั้นมาให้ เป็นการอุดหนุน เพราะการซื้อของน้อง ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแบบหนึ่ง เราคิดเสมอว่า ถ้าน้องคนไหนผลิตงานขึ้นมาใหม่ เราจะซื้อเพื่อเป็นกำลังใจ แล้วเราชอบด้วย แถมเอามาใช้จริง ๆ

ส่วนชั้น 2 มีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง เป็นห้องทำงาน 1 ห้อง ซึ่งเราซื้อของเก่าเก็บเอาไว้ในห้องนี้ เหมือนกับเป็นโชว์รูมของเรา

ห้องนอนของตัวเองเป็นอะไรที่เข้ามาแล้วไม่อยากออก เราเป็นคนนอนกับพื้น ก็ใช้ฟูกแบบชาวบ้านที่ยัดด้วยมือเป็นลายลูกฟูก เป็นลอน ๆ ม้วนเก็บได้ มีของใช้ที่สะดวกสบาย มีหนังสือให้อ่าน มีทีวีในห้อง มีของใช้ มีของสะสม ซึ่งหยิบจับได้โดยไม่ต้องออกไปหาความสุขข้างนอกบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อไหน ถ้าเราอยากดูเครื่องเงิน ก็เปิดกล่องเครื่องเงินมาดู แก้วแหวนเงินทองที่เราสะสมไว้ ภาพเขียน หนังสือ ทุกอย่างมันตอบโจทย์ในชีวิตได้หมดเลย

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ผนังแต่ละห้อง เราใช้ผนังว่างเปล่าเป็นชั้นหนังสือ เป็นคนที่ขาดหนังสือไม่ได้ ทุกห้องไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องนอน ห้องกินข้าว ทุกห้องเต็มไปด้วยหนังสือ

อีกอย่างหนึ่งคือ ในห้องน้ำเราก็ยังทำเป็นที่เก็บของใช้กับของกิน ในที่นี้หมายถึงเหล้า เบียร์ ซึ่งเพื่อน ๆ จะพกมาเวลามาบ้าน แต่ว่าเราไม่ใช่คนดื่ม เขาฝากไว้ เราก็เก็บไว้ในห้องน้ำ เหมือนกับเป็นตู้เย็นอย่างหนึ่ง

ของส่วนใหญ่ในบ้านทุกชิ้นไม่ได้มีไว้โชว์ แต่เป็นความสุขส่วนตัวที่ได้ใช้ร่วมกับของสวยงามที่เราชอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้

บ้าน (ในฝัน พื้นที่ปลอดภัย) ของเรา

แต่ละมุมของบ้าน แม้แต่ห้องพระ ถ้าอยากนั่งไหว้พระ ทำสมาธิ หรือนั่งมองพระนาน ๆ ก็ได้ สวนหน้าบ้านมีบ่อปลา เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นได้นาน ๆ ไม่อึดอัด มันสะดวกสบายไปหมดทุกอย่าง

ห้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานสบาย บางทีนั่งทำงานเพลินจน 3 – 4 ทุ่ม เวลาเดินเข้ามา จะเจอโต๊ะทำงานทันที เป็นโต๊ะที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่เหลือ เดินล้อมรอบโต๊ะได้สบาย ทั้งซ้ายทั้งขวามีโต๊ะ มีตั่ง สำหรับพักเอนหลังได้ ประตูเปิดออกไประเบียงข้างนอกได้ทั้งสองทาง จะดูทีวีก็มี จะฟังเครื่องเสียงก็ได้ จะเอนหลังระหว่างทำงานก็ดี โต๊ะทำงาน และอุปกรณ์ทำงาน เราเรียงเป็นชั้น ๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกเก็บไว้เอามาใช้ในห้องทำงานมันลงตัวอยู่แล้ว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ทุกอย่างเรามองถึงประโยชน์ของการใช้งาน ความสะดวก และการเคลื่อนไหวของตัวเอง เราไม่ชอบอยู่บ้านที่อึดอัด ไม่โปร่งแสง เราเลยใช้แสงจากหน้าต่างที่เข้ามา ลมที่พัดจากประตูซ้ายเข้าประตูขวา บ้านเราเข้ามาแล้วจะเย็นมาก ทั้งข้างบนและข้างล่าง เพราะหน้าต่างที่เปิดอยู่รอบบ้านทำให้ลมวิ่งได้ทุกช่องทาง แสงเข้าถึง ไม่อับชื้น ไม่มืดมัว ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา

มันเหมือนเราปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกเพื่อโชว์ใคร เราคิดว่าไม้ทุกต้นมีคุณค่าในตัวเอง ของทุกอย่างมีคุณค่าเมื่ออยู่ถูกที่ถูกเวลา มันมีประโยชน์สำหรับเรา บ้านหลังนี้เลยตอบโจทย์ที่ว่า เราได้อยู่กับของที่เรารัก ทุกมุมเป็นมุมที่เรามีความสุข และก็ทำให้เราสร้างงานออกมาได้ดี

บ้านนี้เป็นที่ที่ปลอดภัย เข้ามาแล้วสบายใจ อยากเปลี่ยนมุม อยากตกแต่งยังไงก็ทำได้สะดวกสบาย เพราะพื้นที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป เหมาะที่จะปรับเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อย ๆ

ตำหนิภายนอก แรงบันดาลใจภายใน

คราวนี้มันก็เป็นบ้านที่เราออกแบบมาได้ดั่งใจนึกแล้ว เพียงแต่อยู่ไปสักพัก ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากบ้านของเรา แต่เกิดจากปัญหาของเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้านรักสัตว์ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แต่ไม่ได้เลี้ยงให้เขาอยู่สบาย เลี้ยงเพียงเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่เท่านั้น คราวนี้หมาแมวก็มาสร้างความเดือดร้อนให้ แมวรอบบ้านทั้งสองฝั่ง ฝั่งซ้าย ฝั่งขวา มากสุดที่เคยนับได้มีทั้งหมด 22 ตัว แมวพวกนี้ไม่ได้อยู่ประจำ มันเหมือนแมวเปลี่ยว เขามาขี้บนหลังคาเพื่อนบ้าน แต่กลิ่นของขี้แมวสร้างความรำคาญให้กับเรา ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ กินแล้วก็ต้องถ่าย ถ้าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ไม่มีที่ถ่ายให้เขา เขาก็ใช้ชีวิตอิสระ

ซึ่งอันนี้จากเรื่องไม่ดี เราก็มองย้อนกลับเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ทำงานปักผ้าไปเลย ปักเป็นลายแมว เพราะเสื้อผ้าที่เราใส่ ของที่เราใช้ในบ้าน ถ้าทำเองได้เราจะทำ เสื้อผ้าเราก็เย็บเองใส่เอง แล้วมันก็เป็นงานอดิเรกที่สร้างชื่อเสียงและทำเงินให้ เราจึงเอาแรงบันดาลใจจากสัตว์ สิ่งรอบตัว หรือปัญหาต่าง ๆ มาสร้างเป็นลายในงานเสื้อผ้าต่ออีกชั้นหนึ่ง

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

เรารักอะไรในบ้านหลังนี้

ตอนที่จะสร้างบ้านหลังนี้ แม่เคยสอนว่า ไปไหนก็ตาม ถ้าจะดูบ้านว่าบ้านที่คนอยู่อาศัยนั้นเป็นอย่างไร ให้ใช้ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในบ้านว่าเรารู้สึกอย่างไร

ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ตลอดเวลา และใช้งานมันจริง ๆ ไม่ได้มีไว้สำหรับโชว์ใคร ของที่ตกแต่งทั้งหมดเป็นของที่เอามาใช้อยู่ตลอด บางทีก็เปลี่ยนมุมบ้าง บางทีก็เอาไปไว้ที่ร้านบ้าง บางทีก็เอาของที่ร้านมาไว้ที่นี่บ้าง บางทีก็เอาไปจัดวางที่อื่น สลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

และถ้าถามว่า เรารักอะไรในบ้านหลังนี้ ก็คงจะตอบว่า

“เรารักในความมีชีวิตของบ้านหลังนี้”

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

Avatar

สมพร อินทร์ประยงค์

สวยลำพังแบบแนล ขายความแปลกในแบบแนล

Photographer

Avatar

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

ฝนตั้งเค้าตั้งแต่เช้า บ่ายแก่วันอาทิตย์คือเวลาที่เรานัดหมายไปเยี่ยมบ้านหลังใหม่ของ Craft Bread

ราวกับกำลังนั่งอยู่ในความฝันของใครสักคน ได้เปิดร้านขายขนมปังเล็กๆ ตื่นเช้ามาอบขนมปังด้วยความสุขอยู่ในบ้านขนาดอบอุ่นกำลังดี ที่มีทั้งคนรัก แมวที่รัก แถมยังได้ทำสิ่งที่รัก…

“พี่เคยเป็นแอร์โฮสเตส แล้วป่วยกะทันหัน ตรวจเจอว่าเป็นโรคพุ่มพวง (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) การเป็นแอร์มา 10 ปี ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน อาการหนักจนทำไม่ไหวเลยลาออก ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะทำไรเลยนะ

“พี่ไม่เคยมีความฝันอยากจะมีร้านของตัวเองอยู่ในหัวเลย คือเป็นคนรักงานประจำ เพราะเราต้องดูแลพ่อ ดูแลที่บ้านเรา มีรายได้ที่มั่นคง ช่วงนั้นค่อนข้างเครียด อายุก็เยอะประมาณหนึ่งและเป็นวัยที่เรากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว เลยคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนอาชีพมันก็ช้า”

ฝนที่ตั้งเค้าเตรียมตกเต็มแก่ มวลเมฆอึมครึมลอยลงต่ำ ตัดสลับกับปลายเสียงที่เอ่ยยิ้มๆ

ตูเช่–อังสุมารินทร์ เหล่าเรืองธนา และ เบียร์-นิกร ศรีพงศ์วรกุล

ผู้หญิงตรงหน้าเราคือ ตูเช่–อังสุมารินทร์ เหล่าเรืองธนา ผู้อยู่เบื้องหลังขนมปังโฮลวีตแสนอร่อยและ เบียร์-นิกร ศรีพงศ์วรกุล เจ้าของบ้านพ่วงตำแหน่งผู้กำกับภาพเป็นอาชีพ

เธอค่อยๆ บรรจงหั่นขนมปังแถวสุดท้ายใส่ถุงกระดาษยื่นให้ ก่อนเดินมาจัดแจงเก้าอี้ แล้วนั่งลงเล่าเรื่องราวที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Craft Bread และบ้านหลังใหม่เอี่ยมนี้ให้ฟัง

01

ทำขนม 101

ฝนเทอีกระลอก ลมเย็นเคล้ากลิ่นขนมปังในร้านเริ่มชวนผ่อนคลาย

ก่อนเคลิ้มไปมากกว่านี้ ชายหนุ่มลุกไปหรี่เสียงเพลงแล้วตรงกลับมานั่ง เป็นครั้งแรกที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสนทนาอย่างไร

สารภาพตามตรง เพราะเราเตรียมใจมาฟังเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อฟังเธอย้อนเล่าก็อดชื่นชมความใจสู้ของทั้งคู่ไม่ได้

ตอนนั้นตูเช่ไม่รู้ว่าชีวิตต้องเดินต่อไปทางไหน เมื่อลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ ก็เริ่มฟุ้งซ่าน ประจวบเหมาะกับเธอลองไปเรียนทำขนมปังกับ ครูแป้น-พัชรบูรณ์ ด่านโพธิวัฒน์ แห่งห้องเรียนขนมปังทำเอง

อันที่จริงตูเช่เล็งๆ เรื่องเรียนขนมปังมานานแล้วแต่ตอนเป็นแอร์ไม่มีเวลาเท่าไร

“โมเมนต์ตอนนั้นคือป่วยอยู่ แต่อยากทำอะไรบ้างที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าชีวิตมันมีคุณค่าขึ้นมาสักนิด พี่ชอบร้านขนมปัง ชอบความเป็นขนมปัง ชอบความหอมๆ ของมัน แต่พี่ไม่ได้เป็นคนทำอาหารเก่งอะไรนะ มีครั้งหนึ่งพี่ไปแล้วเจอร้านขนมปังที่ทำจากยีสต์ธรรมชาติในญี่ปุ่น ร้านเล็กๆ แบบ Takeaway คนขายคนเดียว อันนั้นก็ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจพี่เหมือนกันนะ”

ใจเรียกร้องให้เธอสู้ แม้อาการทางกายยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่นัก แรงฮึดบวกกับความสนุกที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ตูเช่หัดทำขนมปัง ทดลองนู่น ปรับนี่ จนได้สูตรโฮลวีต 100 เปอร์เซ็นต์ที่เธอภาคภูมิใจ แถมยังคลีนสุดๆ ดีต่อสุขภาพคนป่วยเช่นเธอ เพราะใช้แค่น้ำผึ้งกับน้ำมันมะกอก โดยไม่ใส่เนย นม ไข่ ใดๆ เลย

“เริ่มจากเตาเล็กๆ ทำแบบเตาอบขนมในบ้านเลย ออเดอร์มีแค่ 4 โลฟ แต่ก็เหนื่อยมาก เพราะเราทำแบบโฮมเมด นวดแป้งเอง ค่อยๆ ปั้นเป็นก้อน รอจนขึ้นแป้ง แล้วค่อยนำไปอบ” เธอเล่า

“เตามันทำได้ทีละ 2 แถว เห็นเขาตื่นมาทำตั้งแต่เช้า ทำเสร็จก็แอบหนีไปนอนพัก ก็คิดว่าเหนื่อยไปไหมนะ” เบียร์เสริม

เหนื่อยแต่สนุก!

จากที่ทำแค่พอให้คลายเหงา ตูเช่เริ่มเปิดขายในอินสตาแกรม ออกไปส่งของเองบ้าง จากที่ขายเฉพาะในออนไลน์ เริ่มไปออกงานบ้างตามสุขภาพจะอนุญาตให้เธอทำงานหนัก ช่วงกราฟชีวิตขยับพุ่ง ตูเช่เช่าห้องเล็กๆ ในหมู่บ้านสัมมากรเป็นครัวอบขนมพร้อมเปิดเป็นหน้าร้าน ไม่ไกลจากละแวกบ้านที่พวกเขาอยู่ โดยมีเบียร์คอยเป็นลูกมือให้เสมอ

ชีวิตบทจะเป็นขาลง โชคชะตาก็ไม่เคยปรานี เธอป่วยหนักอีกครั้ง ไฟในเตาเธอเริ่มมอด แต่แล้วยาชูกำลังใจจากมวลมิตรกลายร่างเป็นเชื้อไฟให้เธอกลับมาจุดเตาอีกครั้ง

02

ทำร้าน

นับเวลาได้ 5 ปี หน้าร้านเก่าก็ถึงคราวที่ต้องซ่อมแซม จังหวะเดียวกับบ้านเก่ามือสองที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมา 8 ปี ก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา รวมถึงปัญหาสุขภาพ ทำให้ชีวิตส่วนใหญ่ของตูเช่เลยต้องอยู่บ้านเป็นหลัก ทั้งคู่จึงตัดสินใจรีโนเวตบ้านเก่า และต่อเติมให้มีหน้าร้านเล็กๆ เพื่อจะได้ทำขนมที่บ้านไปด้วยในตัว

โจทย์แรกในใจคืออยากให้บ้านดูเรียบ โล่ง โปร่ง สว่าง อยู่สบายแต่อบอุ่น

“เราอยากได้เพดานสูง หน้าต่างเยอะ ไม้ๆ คุยกับสถาปนิกว่าจะต่อเติม คุยไปคุยมา มันต้องมีไอ้โน่น ต้องมีไอ้นี่ สุดท้ายทุบสร้างใหม่เลย (หัวเราะ) อีกอย่างเราคุยกันว่าต้องมีหน้าร้าน มีครัว ซึ่งต้องแยกกับบ้าน เพราะว่ามันเหมือนเป็นที่ทำงานของเช่ เราก็ต้องแบ่งโซน บ้านก็คือบ้าน” เบียร์พยักหน้าบุ้ยใบ้ว่าผู้หญิงข้างๆ เขาคือเจ้าของความชอบที่ว่ามา

ตูเช่เก็บแบบบ้านมาจากหน้านิตยสารญี่ปุ่นที่เธอซื้ออ่านเป็นประจำ ชอบแบบไหนก็จะถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วส่งต่อให้สถาปนิกเป็นผู้ร่างแบบบ้านในฝัน

Craft Bread

เมื่อจับความชอบปรุงผสมกับตัวตน ผลที่ได้คือบ้านทรงกล่องสีครีมหน้าตาโมเดิร์น ทอดตัวยาวขนานไปกับถนนหน้าบ้าน

พื้นที่ 50 ตารางวาถูกจัดสรรให้เป็นทั้งร้านและบ้านอย่างเป็นสัดส่วน ด้วยความที่เป็นบ้านหลังหัวมุมในซอย เลยมีด้านติดถนน 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งออกแบบให้เป็นหน้าร้านขนาดน่ารัก ประดับหน้าต่างไม้ทรงกลมบานเขื่อง ไม้สีเข้มตัดกับสีนวลๆ ของผนังอย่างเป็นมิตร อีกด้านเป็นหน้าบ้านของโซนอยู่อาศัย

Craft Bread
Craft Bread

ร้านไซส์เล็กแต่ใหญ่พอต้อนรับลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อขนมปังแบบไม่ขาดสาย ที่นั่งริมหน้าต่างจัดวางไว้เผื่อใครอยากนั่งคุยเล่น ผนังอีกด้านกรุกระจกทำหน้าที่ดึงแสงธรรมชาติเข้ามา และเป็นช่องสำหรับรับออร์เดอร์

Craft Bread
Craft Bread

ส่วนห้องทำงานของนักอบขนมปังอยู่ถัดจากตัวร้าน ติดกับโถงทางเดินเข้าบ้าน เมื่ออบขนมปังทีกลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วบ้าน

กลิ่นขนมปังทำให้บ้านรู้สึกน่าอยู่ขึ้น พวกเขาว่าอย่างนั้น

ไปๆ มาๆ การได้อยู่บ้านทุกวันกลายเป็นความพอเหมาะพอเจาะสำหรับเธอไปเสียแล้ว

“พี่โอเคกับการที่มีคนมาบ้าน อาจเป็นที่เราโตมาจากครอบครัวใหญ่ เลยชินกับคนเยอะๆ มีคนมาที่ร้านอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่เหงา มีน้องๆ มาช่วยอบขนมปัง มันรู้สึกอบอุ่น แถมยังเดินจากบ้านเข้าไปทำขนมในครัวเชื่อมต่อกันได้เลย

“อีกอย่าง แต่ก่อนเป็นแอร์ ไม่ค่อยได้เจอกับพี่เบียร์เลย นี่กลับมา นี่ไปบิน สวนทางกันตลอดเวลา เป็นแนวอย่างนี้ แต่พอออกมาแล้วมีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะ เออ มันก็ดีนะ” ตูเช่เริ่มเล่า

“มีเวลาทะเลาะกันมากขึ้น” เบียร์รีบสมทบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

03

ทำบ้าน

ความเรียบง่ายจากวิธีคิด การตกแต่งน้อยนิ่งแต่เน้นฟังก์ชัน สะท้อนกลิ่นอายความมินิมอลอยู่ทุกอณูบ้าน

โซนที่อยู่อาศัยถูกแบ่งพื้นที่ให้แยกออกจากหน้าร้านและครัวทำขนม

ชั้นล่างออกแบบพื้นที่ให้มีลักษณะเปิดโล่งแบบโอเพ่นสเปซ ควบรวมฟังก์ชันห้องนั่งเล่น ครัว และมุมรับประทานอาหาร ให้ลื่นไหลเป็นพื้นที่เดียวกัน พวกเขาไม่กั้นห้องแต่ใช้วิธีจัดวางเฟอร์นิเจอร์ กั้นตำแหน่งของแต่ละมุมให้เป็นสัดส่วนเท่านั้น 

เพดานดับเบิลสเปซสูงโปร่งช่วยให้บ้านดูกว้าง โคมไฟห้อยสลับสูงต่ำอย่างรู้จังหวะ บันไดโครงเหล็กสีดำประกอบกับลูกนอนไม้สักเพิ่มความเบาบางทางสายตา เพื่อไม่ให้บ้านเรียบเกินไปนัก จึงเผยผนังด้านหนึ่งให้เห็นเทกซ์เจอร์อิฐพอละมุน

ช่องเปิดเหนือผนังและการกรุกระจกแทนผนังฝั่งหน้าบ้าน ทำหน้าที่ดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้านอย่างทั่วถึง

“เราแพลนว่าอาจจะไม่มีลูก ก็เลยคิดว่าบ้านประมาณนี้แหละที่รู้สึกว่ามันพอดี พออยู่ไปจนถึงแก่เฒ่า (หัวเราะ) เราไม่ได้ชอบบ้านใหญ่มากมาย มีคนถามว่าทำโอเพ่นสเปซแล้วไม่เสียดายพื้นที่ข้างบนเหรอ เราบอกว่าไม่เสียดาย เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เรารู้สึกว่าเราแฮปปี้กับการมีห้องแค่นี้ก็พอแล้ว” 

ทั้งคู่ตั้งใจให้บ้านเรียบโล่งมากที่สุด เฟอร์นิเจอร์เลยเน้นฟังก์ชันที่เพียงพอต่อการใช้งานเป็นหลัก ห้องนั่งเล่นมีเพียงโซฟาขนาดพอดีที่สองคนนั่งดูหนังด้วยกันได้ในยามว่าง เข้าคู่กับโต๊ะไม้ขนาดเตี้ยและชุดชั้นวางทีวี โดยไม่ลืมแบ่งพื้นที่บนโซฟาให้เป็นที่ประจำการของเจ้าม้าลาย แมวจอมซนที่เข้ามาเติมชีวิตชีวาให้บ้านไม่เงียบเหงา นอกจากเจ้าม้าลาย อีกหนึ่งสมาชิกในครอบครัว ยังมีเจ้าพลูโต หมาแสบคู่ปรับ ที่เจอหน้ากันเมื่อไหร่ ทั้งคู่เป็นต้องรับบทกรรมการห้ามมวยประจำ

“เราเอาของที่ชอบจริงๆ มาไว้ในบ้าน อะไรที่อยู่จากบ้านเก่าแล้วยังใช้ได้ก็เอากลับมาใช้ ในบ้านแทบไม่มีของใหม่

“พอมีของเยอะยิ่งเหนื่อย ตอนย้ายบ้านมา เห็นของบ้านเก่าตัวเองเยอะมาก พี่บริจาคแหลกเลย ให้น้องบ้างอะไรบ้าง ตอนเป็นแอร์เราซื้อเยอะมาก บินที่ไหน เจออะไรที่ชอบก็ซื้อ จนไม่มีที่ให้เก็บ ไม่ไหวอะ ซื้อไรมาเยอะแยะ เรียกว่าอนาถตัวเองอย่างนี้เลย” (หัวเราะ)

ถัดจากส่วนนั่งเล่น เป็นครัวขนาดเล็กสำหรับทำอาหารง่ายๆ เคาน์เตอร์รูปตัวแอลแบ่งโซนทำอาหารและโซนล้างไว้ชัดเจน เหนือเตาเจาะช่องเรียกแสงธรรมชาติยามทำอาหาร และมีมุมกาแฟของเบียร์อยู่ข้างๆ กระซิบไว้ก่อนว่า หากสัปดาห์ไหนว่างจากการออกกอง เบียร์จะดริปกาแฟไว้ให้ทานคู่กับขนมปังในร้าน ส่วนตูเช่ก็กำลังทดลองทำเมนูสมูทตี้ด้วย เร็วๆ นี้จะได้ชิมกัน

บนชั้นสองประกอบด้วยห้องทำงาน ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนแขก

ห้องทำงานเป็นพื้นที่ที่สองคนภูมิใจนำเสนอมาก เพราะอยู่ฝั่งทิศตะวันออก เปิดรับแสงยามเช้าผ่านบานกระจกที่แบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เมื่อแสงส่องเกิดเป็นเส้นสายกระทบกำแพงบ้าง พื้นบ้าง จางบ้าง เข้มบ้าง ตามช่วงเวลาของแสง เบียร์ ผู้กำกับภาพผู้หลงใหลในเรื่องราวของแสงบอกอย่างนั้น

ส่วนระเบียงในห้องทำงานตั้งใจให้เป็นที่ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง

“พื้นที่เห็นนี้เป็นไม้จากแบ็กดร็อปที่ร้านเก่า เรางัดไม้เก่ามาใช้กันหมด อย่างรถเข็นขนมปังในร้านก็ด้วย เบียร์เขาไม่ยอมให้ทิ้ง เขาบอกว่า เฮ้ย มันเอามาทำอะไรได้ เขาก็เลยตอกเอาเองเลย” ตูเช่เล่าสิ่งที่เธอเองก็แอบภูมิใจในตัวเบียร์

ถัดจากห้องทำงาน ระหว่างทางเดินไปสู่ห้องนอนแขกและห้องนอนใหญ่ มีมุมหนังสือที่เจาะช่องเข้าไปเป็นระนาบเดียวกับกำแพง ไอเดียนี้น่ารัก นอกจากช่วยให้ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า ยังช่วยให้ดูเรียบร้อย เพราะไม่มีส่วนยื่นใดๆ มาเกะกะสายตา

ส่วนห้องนอนของทั้งคู่เป็นอีกห้องที่ตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบมินิมอล แฝงด้วยกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ทั้งจากเฟอร์นิเจอร์ไม้และของตกแต่งน้อยชิ้น รวมถึงการแยกห้องแต่งตัวและห้องน้ำออกจากห้องนอน ก็ทำให้พื้นที่เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง

Craft Bread

และถ้าไม่ถามถึงคอร์ตยาร์ดหน้าบ้านเห็นจะไม่ได้ นอกจากโจทย์บ้านเรียบโล่งแล้ว พวกเขาคุยกันว่า อยากให้มองออกไปแล้วเห็นต้นไม้ได้จากทุกห้อง สนฉัตรต้นนี้เลยได้รับบทบาทเป็นหัวใจของบ้านไปโดยปริยาย

“คิดไว้ในใจคือต้องเป็นสนฉัตรเลยตั้งแต่แรกเพราะว่าชอบ เป็นคนชอบต้นสน” ตูเช่รีบบอก

“ตอนแรกก็กลัวว่ากรุงเทพฯ จะไม่เหมาะ ต้นสนฉัตรชอบความชื้นและแสงแดด แต่พอเอาจริงๆ มันก็อยู่ได้นานเลย” เบียร์อธิบายต่อถึงการดูแลเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเรา

ใช่-นั่นแหละที่กำลังจะถาม

 04

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

บ้านธรรมดาเป็นพิเศษหลังนี้ใช้เวลาสร้างร่วมปีกว่า นานกว่าที่ทั้งคู่กะไว้ แต่การรอคอยนั้นคุ้มค่าเสมอ ภาพแรกของบ้านตรงใจแบบที่คิดไว้ทุกอย่าง

“พอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็น้ำตาซึม คือเราไม่ได้อยากได้อะไรยิ่งใหญ่ คนอื่นอาจจะเห็นไม่ได้มีอะไร บ้านเรียบๆ แต่เรารู้สึกว่ามันโอเค ชอบแบบนี้ และรู้สึกดีเพราะตอบโจทย์ชีวิตได้หมด ได้ทำขนมปัง เดินเข้าบ้านไปปั่นน้ำผลไม้ แล้วออกมายืนขายขนมปัง

“ถามว่าเราโชคดีมั้ย เราก็ว่าเราโชคดีนะที่ปัจจุบันมันยังโอเคอยู่ ได้เจออาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์เรื่องร่างกายเราพอดี

“ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง ไม่กล้าคิด

“พี่ไม่เคยอยากจะทำร้านขนมปังเลย ไม่ได้เป็นสาย Café Hopping อะไรอย่างนั้น พี่แค่ได้โอกาสนั้นมาจากกัลยาณมิตรคอยหยิบยื่นให้ ทั้งจากเพื่อน จากลูกค้ามาซัพพอร์ต พี่มองว่าชีวิตมันพาเราไปทางไหนก็ทำให้มันดีที่สุด

Craft Bread

“ไม่ค่อยอยากจะมีคอนเซปต์มาก (หัวเราะ) เพราะบางคนเขาจะมองว่า เฮ้ย ​Slow Life เหรอ แต่พี่ว่าไม่ใช่ ทำงานเบเกอรี่มันหนักนะ แล้วมันเหนื่อยเหมือนกัน มันมีเรื่องบริการธุรกิจ สร้างคน มันต้องคิดตลอด หรือบางคนก็เข้ามาถามว่าทำไมไม่ขยายร้าน ไม่เปิดทุกวันเลย บอกตามตรง เราแทบไม่หวังให้มันไปไกลกว่านี้แล้ว เราคิดว่าจะตั้งใจรักษาลูกค้าที่เรามี อย่างน้อยถ้าขนมปังออกมาดี เขาก็อยู่กับเราต่อ และไม่เป็นไร วันหนึ่งถ้ามันจะมีอะไรขึ้นมาก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว เราทำได้เท่าที่ไหวจริงๆ เพราะถ้าพี่ทำงานหนักไปโรคก็จะกำเริบ

“เมื่อก่อนเคยเป็นคนที่อะไรที่ทำงานได้เงินเราก็ทำหมด เพราอยากเก็บเงินด้วยอยู่แล้ว แต่พอป่วยชีวิตมันเลยพลิกไง ถ้าทำมากไปได้เงินก็ต้องเอามารักษาตัวเอง

“ไม่ได้พูดแบบคลิเช (Cliche) เลยนะ มันเป็นเรื่องจริง เราทำหนักไป แล้วก็เอาเงินมารักษาตัวเอง ไปนอนซมอยู่ในโรงพยาบาล ไม่เอาอีกแล้ว พี่เลยต้องจัดตารางว่าทำเท่านี้แหละ เท่าที่เราแฮปปี้และทำไหว” ตูเช่ทิ้งท้าย

ตูเช่–อังสุมารินทร์ เหล่าเรืองธนา และ เบียร์-นิกร ศรีพงศ์วรกุล

ฝนหยุดตกแล้ว

บทสนทนาจบลง ความเงียบทิ้งระยะให้จมอยู่กับความคิด

กิ่งสนฉัตรไหวตามแรงลม แสงแดดรำไร ลามไล้ปลายยอดใบไม้ เงาจางทอทาบกำแพงขาวตระหง่าน ผ่านฝีมือจิตรกรธรรมชาติ หยดน้ำค้างสะท้อนเล่นแสง

วูบหนึ่ง แสงสว่างวาบที่ทอประกายให้เห็นหาใช่จากอีกฝั่งของฟากฟ้า แต่มองเห็นจากสายตาของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

นี่แหละมั้ง ฟ้าหลังฝนที่ใครเขาพูดกัน

Facebook : Craft bread

ที่อยู่ : 185 ซอยเมนอี หมู่บ้านสัมมากร ถนนรามคำแหง 112

เบอร์โทร : 0896918242

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load