The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตัวตนของฉัน : สวยลำพัง สวยแบบแนล

ชื่อ สมพร อินทร์ประยงค์ เป็นคนสิงห์บุรี มีพี่น้อง 4 คน เรามีชื่อเล่นว่า ‘ซิกแนล’ เป็นชื่อที่มาจากชื่อยาสีฟันที่เคยโด่งดัง มีสีสันหลายสี และซ่ามาก เมื่อตอนเป็นเด็กมาอยู่แถววงเวียน 22 กรกฎาคม อากู๋เลยเอามาตั้งเป็นชื่อให้ ก่อนจะย้ายไปอยู่ตาคลีจนเรียนจบ ป.4 แล้วไปเรียนหนังสืออยู่กับบ้านป้าตอน ป.5 ที่จังหวัดสิงห์บุรี

ทุกเดือนจะนั่งรถโดยสารข้ามจังหวัด กลับมาบ้านตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวคนเดียวของเด็กอายุ 10 ขวบ จนจบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนต่อที่เทคนิคลพบุรี ช่วงนี้ก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ นั่งรถไฟจากตาคลีมาเรียนหนังสือในจังหวัดลพบุรี ระหว่างเรียนที่ลพบุรีก็สมัครเรียนที่ ม.รามคำแหง ด้วย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ช่วงการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกรีฑาไปแข่งขันด้วย ระหว่างนั้นก็ไปเที่ยววัดอุโมงค์ ได้เจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนสิงห์บุรี เขาทำงานอยู่ที่ศูนย์ศิลปะเด็กเชียงใหม่ พอแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเสร็จ เราไม่ได้กลับบ้าน ขอพ่อแม่ว่าอยากทำงานกับพี่ ๆ เขามีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเราอยากเที่ยว อยากเรียนรู้ เลยมาช่วยเขาด้วยการร่วมเดินทางไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเผยแพร่สื่อการเรียนการสอน เป็นทั้งครูดอย เล่านิทาน เล่นละครหุ่นมือ เดินทางไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

นี่เลยเป็นที่มาให้ได้สะสมของเก่า ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าเก่า ผ้าไหม และผ้าฝ้าย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

พอกลับมาอยู่ กทม. เพื่อเรียนให้จบ ก็มาเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เริ่มเอาของเก่าที่สะสมและหาซื้อระหว่างเดินทางมาขาย ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ที่มีของที่เราเคยเห็นแล้วชอบ ก็ไปซื้อของเหล่านั้นกลับมาขายที่จตุจักรทุกเสาร์-อาทิตย์ และเริ่มเดินทางไปลาว เขมร พม่า เวียดนาม และจีน อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ยังเป็นแม่ค้าอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าทอ และงานฝีมือต่าง ๆ เราสอนคนเย็บผ้าด้วยมือ มีผลงานส่งไปแสดงและขายในต่างประเทศทุก ๆ ปี ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เม็กซิโก และญี่ปุ่น

ผลของการเดินทางตั้งแต่ 10 ขวบ ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายมาก ๆ ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นตัวเอง เลยเป็นที่มาของการเล่าเรื่องบ้านที่เป็นตัวเอง ที่เราได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างอยากในบ้านหลังนี้

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต รวมอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งหมด เป็นบ้านที่เราอยู่แล้วมีความสุขที่สุด

โจทย์ในการหาบ้านที่มีพื้นฐานอยู่บนความฝัน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นบนทั้งหมดเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านกว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 37 เมตร หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตกติดกับเพื่อนบ้าน ซอยเป็นซอยตันเล็ก ๆ อยู่อาศัยกันแค่ 3 บ้านเท่านั้น จากถนนใหญ่มาบ้านเราห่างกันประมาณ 50 เมตร เดินเข้าซอยมาก็ประมาณ 150 เมตร

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดเริ่มต้นที่คิดจะมีบ้านหลังนี้ เป็นเพราะปกติเราต้องเดินทางไปหาซื้อของเก่าทุกอาทิตย์ ด้วยอาชีพของเราที่เป็นแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ระหว่างเดินทางก็นั่งรถไฟไปบ้าง นั่งรถทัวร์ไปบ้าง บางครั้งก็นั่งเครื่องบินไป แต่โดยส่วนใหญ่ช่วงหลัง ๆ นั่งรถไฟ

ระหว่างเดินทาง เราก็นึกเห็นภาพตลอดเส้นทางว่า อยากจะมีบ้านอยู่แถว ๆ ที่อยู่ปัจจุบันนี้ มันใกล้หมอชิต ไปสนามบินสะดวก แล้วก็ใกล้ตลาดนัดจตุจักรด้วย

ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขายของเก่า ก็อยากจะหาบ้านหลังไม่ใหญ่มาก เพราะตั้งใจอยู่คนเดียวมาตลอด ระหว่างนั้นก็เริ่มเก็บสะสมของมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน รูปภาพ กระจก งานเขียน งานปั้น ตะกร้า หรือผ้าทอ ที่ตัวเองเดินทางไปเห็นแล้วชอบ

คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีบ้าน เราก็อยากจะใช้ของที่เราสะสมไว้ในการแต่งบ้าน

ความฝันก็คือว่า อยากจะมีบ้านหลังเดี่ยวเล็ก ๆ มีสวนเล็ก ๆ ในพื้นที่เล็ก ๆ และฝาบ้านที่ไม่ต้องไปชนกับใคร เดิมทีคิดว่าจะไปซื้อบ้านตรงบริเวณอื่นที่ใกล้เหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ชอบทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม หรือว่าบ้านที่ทั้งหมู่บ้านมีลักษณะเหมือนกันหมด

ในระหว่างนั้น ญาติซึ่งเกี่ยวดองกันได้ปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเขาขายกันตารางวาละ 8,000 บาท เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ช่วงที่มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 1 – 2 เราเข้ามากรุงเทพฯ ก็มีโอกาสมาช่วยเขายกปูน ยกทราย เอามาทำเป็นตอม่อในบ้านหลังนี้ เพราะว่าญาติเป็นคนสร้างเองกับครอบครัวของเขา เราก็เลยรู้ประวัติความเป็นมา

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

วันหนึ่งญาติเขาเกิดอยากขายที่ดินผืนนี้ ก็ถามเราว่า ช่วยเป็นนายหน้าขายให้หน่อยได้ไหม แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร เลยไม่บอกใครดีกว่า เพราะถึงบอกไป ค่านายหน้าเราก็ไม่อยากได้ แล้วบ้านก็ขนาดเล็กเกินไป จะขายให้ใครได้ เราเองก็ไม่รู้จักใครที่เขาจะซื้อบ้านหลังเล็กอย่างนี้

แต่บังเอิญเราคิดว่า ถ้าจะต้องซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ก็ควรจะซื้อบ้านหลังนี้ เพราะว่าอย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไป อีกทั้งยังสะดวกสำหรับเราด้วย เพราะอยู่ใกล้จตุจักร ใกล้หมอชิต แล้วบ้านก็หลังไม่ใหญ่มาก ถ้าจะต่อเติมหรือรื้อบางส่วนที่อยากได้ เราก็น่าจะซื้อไว้เอง

ตอนนั้นมีเงินไม่พอ แต่ก็คิดว่าการลงทุนกับบ้านมันคือความฝัน และคิดว่าฝันนี้เราน่าจะทำได้ เลยเซ้งห้องที่มีอยู่ตรงจตุจักรออกไป ได้เงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านหลังนี้ จ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ตอนนั้นถือว่าแพงมาก ใคร ๆ ก็ว่าเราซื้อแพง แต่มานึกดู สักวันราคามันก็คงเท่านี้แหละ อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นที่ที่เราถูกใจ อย่างน้อยก็ได้บ้านอย่างที่เราอยากได้ ก็เลยเป็นที่มาของการได้ทำบ้านอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

กระบวนการแยกส่วน ตัดต่อ แล้วประกอบใหม่

ทุกครั้งที่เข้ามาบ้านหลังนี้จะเย็นสบาย ไม่หนวกหู ไม่อึดอัด นั่งตรงไหนก็สบายใจไปหมด เลยคิดว่าบ้านหลังนี้เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากซื้อบ้านเสร็จเรียบร้อย ตรงที่เจ้าของบ้านเดิมเขาทำอะไรไว้ เราก็ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งบ้านเราเป็นบ้านเดียวในซอยที่แต่งเติมใหม่ ช่วงแรกก็ทำห้องน้ำและฝาบ้าน

เดิมทีฝาบ้านเป็นฝาแบบบ้านต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป แต่เราไม่อยากได้ฝา เลยเอาประตูพม่ามาใช้ ซึ่งเราสะสมไว้เยอะมาก มีกระจกช่องแสงเป็นงานอาร์ตเดโค ด้วยความที่เดินทางไปซื้อขายของเก่าที่พม่าบ่อย แล้วเราชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ของพม่า เพราะส่วนใหญ่ใช้ไม้สัก ลายไม้ที่ช่างพม่าทำเขาเก็บลายวงจรชีวิตของไม้มานำเสนอผลงาน สีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดจึงเป็นสีไม้สักทองหมดเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ตอนที่ปรับปรุงบ้าน เราตัดฝาบ้านหมดเลย แล้วเอาประตูมาใส่แทน จำได้ว่าประตูบ้านทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบ 70 บาน เป็นกระจกสีและกระจกดอกลายโบราณ ประตูแต่ละบานเราเอามาใช้เป็นตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ และโต๊ะหนังสือ ของทุกอย่างเป็นของที่เราสะสมไว้ระหว่างขายของ แม้แต่ประตูเรือเอี้ยมจุ๊น เราก็เอามาทำเป็นประตูห้องทำงาน ไม้บทกวี ไม้แกะ และป้ายชื่อร้าน ก็นำมาตกแต่งในบ้านทั้งหมด

การจัดวางประตูก็ปรึกษากับช่าง ดูความเหมาะสม พร้อมวางแผนของเราไว้ว่า ถ้าใช้ประตูเปิดออกอย่างนี้จะเปลืองพื้นที่ไหม ถ้าประตูทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ คิดและวางแผน ว่าจะใช้ประโยชน์จากแต่ละห้องยังไง นอกจากนี้ มือจับประตูทุกบานยังเป็นงานแก้วเจียระไน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบมาแล้วได้ดั่งใจตามที่อยากได้มาก ๆ เพราะว่าของทุกอย่างที่เก็บสะสมไว้ เอามาใช้กับบ้านได้เกือบทุกอย่าง โคมไฟ จั่ว โดยเฉพาะระเบียงบ้าน เราซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์เก่า เป็นระเบียงของบ้านเก่าแถวเยาวราช สมัยก่อนแค่ 8,000 บาท ล้อมรอบได้ทั้งบ้านเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ในฝั่งของการแต่งสวน เราจัดการสวนของเราเองได้ อยากปลูกผักกินเองได้ เก็บขยะ เก็บใบไม้ ตัดแต่ง เปลี่ยนย้าย จัดมุมใหม่ เปลี่ยนสวนใหม่ได้สบาย รวมไปถึงบ่อปลาที่เราอยากมีมาตั้งแต่แรก

รอบ ๆ บ่อปลา เราใช้งานปูนปั้นของ ‘บ้านพ่อเลี้ยงหมื่น’ สมัยก่อนเขามีชื่อเสียงในงานปูนปั้นแบบเขมร เราก็ซื้อเก็บสะสมไว้ พอทำบ้านมันก็เข้าช่องพอดี อันไหนที่เล็กไป ก็เติมกระเบื้องให้มันดูโบราณ ส่วนตัวบ่อ เราเลี้ยงปลามาตลอด แต่ว่าพยายามตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด

สมัยก่อนหน้าบ้านเราตรงริมทางเดินถนนใช้ร่วมกัน เราซื้อต้นตีนตุ๊กแกมา เจาะพื้นถนนเล็ก ๆ แล้วปลูกเข้าไป ใช้ตัวยึดสายโทรศัพท์มาช่วยพยุง ตีนตุ๊กแกจะเต็มผนัง ทึบไปหมดเลย สวยงามมาก ก่อนที่จะปลูกตีนตุ๊กแก เราเคยคิดจะให้เพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปะมาช่วยทาสี แต่มานึกดูอีกที สงสัยค่าทาสีจะแพงกว่าค่างานที่ให้เพื่อนทำ เพราะเพื่อนคงกินดื่มกันน่าดู และเราทาสีทุกปีไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น แต่ถ้าปลูกต้นไม้ เราตัดแต่งกิ่งได้ด้วยตัวเอง ก็เลยใช้วิธีปลูกต้นไม้เป็นกำแพง บังสายตามุมตึกที่เห็นว่ามันสะท้อนความร้อนเข้ามาในบ้าน โชคดีที่เพื่อนบ้านชอบต้นไม้ เราเองก็ชอบต้นไม้

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดหลักในบ้านที่เราประทับใจมาก ๆ คือ ‘ห้องพระ’ เราเป็นคนชอบพระเครื่อง ชอบสะสมพระ พระทั้งหมดที่เราสะสมไว้ในบ้านเป็นงานของชาวบ้าน พระพื้นบ้าน เกิดจากช่างฝีมือพื้นบ้าน เราเลยอยากได้ห้องพระที่มีส่วนยื่นออกมานอกบ้านตรงช่วงระเบียง เราใช้ประตูหน้าต่างบานสั้นและบานกลางยื่นออกมาจากฝาบ้าน เพราะบ้านเราเปิดประตูใหญ่ออกไปเดินระเบียงรอบบ้านได้ จึงทำช่วงรอยต่อของระเบียงรอบบ้านให้เป็นกล่องหิ้งพระ เป็นคล้าย ๆ ห้องของหิ้งพระที่ยื่นออกไปตรงระเบียง

เฟอร์นิเจอร์ จิ๊กซอว์ที่ลงล็อกทุกชิ้นส่วน

การเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ในบ้านที่นำมาตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เพราะสมัยก่อนชอบไปซื้อของที่ร้านขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ ตู้ใบแรกที่ซื้อก็ซื้อด้วยเงิน 150 บาท ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ใช้ต่างหูกะเหรี่ยงเป็นมือจับตู้ ซึ่งแพงกว่าราคาของตู้อีก

ส่วนประตูที่ได้มา เราก็จะเลือกเป็นชุดงานที่คล้ายคลึงกัน

โชคดีอย่างหนึ่งที่ว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราทำด้วยตัวของเราเอง ทั้งออกแบบและมองภาพรวม การจัดวางสิ่งต่าง ๆ มันเกิดจากของใช้ที่เราเคยนึกภาพว่า ถ้าเรามีห้องขนาดนี้ พื้นที่ตรงนี้ควรจะเอาอะไรมาตั้ง บ้านเราเลยเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ของทุกอย่างซึ่งเราสะสมไว้ ต่างถูกหยิบมาตั้งวางตรงไหนก็ลงตัวไปหมด

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

เช่น เรือเอี้ยมจุ๊นที่เอามาทำเป็นประตูกั้นห้องทำงาน ประตูที่สะสมไว้มีขนาดใหญ่กว่าวงกบประตู แต่ก็ไม่เป็นไร ใช้กระจกเงามาเสริมซ้ายขวา ก็ทำให้บานประตูกว้างขึ้น

ถือเป็นเรื่องดี เพราะอะไรที่ไม่ลงตัว เราก็แก้ไขได้ มันเป็นงานที่ไม่ยากมาก

ประตูเอี้ยมจุ๊นที่เราได้มาจากเรือ ตัวคานของประตูใหญ่มากและกว้างมาก เป็นไม้ที่เราตัดทิ้งก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า ไม้แบบนี้หาไม่ได้แล้ว ถ้าตัดไปจะเสียคุณค่าเปล่า ๆ งั้นเดินข้ามประตูแล้วกัน

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

อย่างบ้านทรงไทยที่ต่างจังหวัดของย่า เวลาจะเดินเข้าก็ต้องก้าวข้ามประตูบ้าน เราเลยคิดว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรา เราทำอย่างที่เราอยากอยู่ดีกว่า ก็เลยเก็บคานเรือไว้ แล้วเวลาตั้งประตู คานเรือเป็นตัวกั้นห้องทำงาน ตรงใต้คานเรือมันเหลือพื้นที่ไว้ เราก็ได้ไอเดียทำเป็นตู้เก็บเสื้อผ้าหรือเก็บของใช้ในห้องนี้ได้

แม้แต่ไม้มุงหลังคาบ้าน ซึ่งแต่เดิมซื้อจากเชียงใหม่ เขาเรียกว่า ‘แป้นเกล็ด’ เราก็ใช้แป้นเกล็ดมาทำเป็นชั้น เป็นตู้ โดยตัดให้น้อยที่สุด ทุกตู้ที่เราใช้ประโยชน์ มันลงตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก ทั้งตู้ทีวี ตู้เครื่องเสียง ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ากันได้ดีมาก หรือโต๊ะกินข้าวที่ใช้ก็เป็นของเก่า ตัวโต๊ะ ถ้านั่งคนเดียวก็หดได้ ถ้าเมื่อไหร่มีแขกหรือมีเพื่อนมา เราก็ดึงออกมาให้ยาวได้ มันเป็นลิ้นสลักแบบโบราณ

แม้แต่ตั่งนอนของเรา เมื่อไม่มีใครมา เราก็ยกพนักพิงขึ้นกลายเป็นเก้าอี้ยาว แต่เมื่อไหร่มีแขกหรือเพื่อนมา ก็ยกพนักพิงลงมากับพื้นกลายเป็นเตียงนอน แม้แต่พื้นกระเบื้อง เราก็ใช้กระเบื้องปั้นมือของลำปางไทย บางส่วนเป็นลายศิลาดล เป็นน้ำเคลือบ ซึ่งเข้ากับตัวหน้าต่างได้ดี

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ขณะเดียวกัน เราก็นึกถึงความปลอดภัยในการเป็นอยู่ น้องชายที่เป็นช่างอ็อก ช่างเชื่อม ก็มาทำเหล็กดัดให้ โชคดีที่เราได้เหล็กดัดอันที่ถูกใจ เป็นลายเดียวกับประตู ไม่บังสายตาให้รู้สึกรำคาญ

ทุกอย่างมาจากช่วงที่เราเดินทางค้าขาย อะไรก็ตามซึ่งเป็นสินค้าที่เราซื้อขาย ก็ซื้อขายไป แต่เรามีความฝันที่คิดจะทำบ้าน ก็เลยสะสมมือจับประตู มือจับเหล็กดัด แก้วเจียระไน กลอนประตู และมันทำให้เรานึกอยู่ตลอดว่า ถ้ามีบ้าน เราจะใช้ของพวกนี้ มีเพียงเครื่องสุขภัณฑ์เท่านั้นที่ซื้อมา แต่เราก็เลือกเก็บนะ ดูจากการใช้พื้นที่ของมัน เพราะว่าบ้านมีขนาดเล็ก และเราขายของ ของที่ได้มาแต่ละครั้ง ถ้าเหมาะกับบ้านก็จะเก็บไว้ อันไหนที่ไม่ได้ใช้หรือใหญ่เกินไปสำหรับขนาดบ้านก็เอาไปขาย

บ้านของเรา

หลังจากบ้านหลังนี้เสร็จเรียบร้อย เป็นอะไรที่ลงตัว ถูกใจ มีบ่อน้ำ มีหิ้งพระ มีสวนเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ในชีวิตเรา เพราะเราเป็นคนชอบอยู่นิ่ง ๆ มีความสุขในการอยู่กับบ้านของตัวเอง

บ้านเราหลังเล็ก ทั้งหลังมี 4 ห้องน้ำ 4 ห้องนอน ช่วงที่หลาน ๆ ขึ้นมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หลานก็อยู่กันคนละห้อง แต่ละห้องจัดวางตามแบบที่แต่ละคนอยู่ ห้องไหนเป็นพี่น้องเดียวกันก็มีเตียงสองชั้น เตียงสองชั้นก็เป็นไม้สักจริง ให้เพื่อนทำมาให้ เขาก็อยู่กันได้ ถึงเล็กหน่อยแต่สบายใจ ส่วนห้องน้ำ ห้องน้ำผู้ชายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นบน หลาน ๆ ใช้ห้องน้ำนั้น ส่วนเราก็ใช้ห้องน้ำในห้องนอนของเรา

บ้านนี้แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำ 2 ห้อง ห้องรับแขกที่อยู่ข้างหน้าใช้เป็นห้องแอร์ แขกมานั่งห้องข้างหน้าได้เลย มองเห็นวิวหน้าบ้านทั้งหมด ห้องที่ 2 เป็นห้องที่เราจัดวางชั้นหนังสือ เป็นที่รับรองแขกอีกชั้นหนึ่งก่อนจะมานั่งที่โต๊ะในห้องกินข้าว และมีห้องครัว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ห้องอาหารเราเป็นครัวเล็ก ๆ กะทัดรัด เหมาะกับคนที่จะหมุนซ้ายหมุนขวา หยิบจับอะไรก็ง่ายไปหมด ของใช้ก็มีทั้งถ้วยชามเก่า งานศิลปะ เป็นถ้วยชามที่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเซรามิกปั้นมาให้ เป็นการอุดหนุน เพราะการซื้อของน้อง ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแบบหนึ่ง เราคิดเสมอว่า ถ้าน้องคนไหนผลิตงานขึ้นมาใหม่ เราจะซื้อเพื่อเป็นกำลังใจ แล้วเราชอบด้วย แถมเอามาใช้จริง ๆ

ส่วนชั้น 2 มีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง เป็นห้องทำงาน 1 ห้อง ซึ่งเราซื้อของเก่าเก็บเอาไว้ในห้องนี้ เหมือนกับเป็นโชว์รูมของเรา

ห้องนอนของตัวเองเป็นอะไรที่เข้ามาแล้วไม่อยากออก เราเป็นคนนอนกับพื้น ก็ใช้ฟูกแบบชาวบ้านที่ยัดด้วยมือเป็นลายลูกฟูก เป็นลอน ๆ ม้วนเก็บได้ มีของใช้ที่สะดวกสบาย มีหนังสือให้อ่าน มีทีวีในห้อง มีของใช้ มีของสะสม ซึ่งหยิบจับได้โดยไม่ต้องออกไปหาความสุขข้างนอกบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อไหน ถ้าเราอยากดูเครื่องเงิน ก็เปิดกล่องเครื่องเงินมาดู แก้วแหวนเงินทองที่เราสะสมไว้ ภาพเขียน หนังสือ ทุกอย่างมันตอบโจทย์ในชีวิตได้หมดเลย

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ผนังแต่ละห้อง เราใช้ผนังว่างเปล่าเป็นชั้นหนังสือ เป็นคนที่ขาดหนังสือไม่ได้ ทุกห้องไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องนอน ห้องกินข้าว ทุกห้องเต็มไปด้วยหนังสือ

อีกอย่างหนึ่งคือ ในห้องน้ำเราก็ยังทำเป็นที่เก็บของใช้กับของกิน ในที่นี้หมายถึงเหล้า เบียร์ ซึ่งเพื่อน ๆ จะพกมาเวลามาบ้าน แต่ว่าเราไม่ใช่คนดื่ม เขาฝากไว้ เราก็เก็บไว้ในห้องน้ำ เหมือนกับเป็นตู้เย็นอย่างหนึ่ง

ของส่วนใหญ่ในบ้านทุกชิ้นไม่ได้มีไว้โชว์ แต่เป็นความสุขส่วนตัวที่ได้ใช้ร่วมกับของสวยงามที่เราชอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้

บ้าน (ในฝัน พื้นที่ปลอดภัย) ของเรา

แต่ละมุมของบ้าน แม้แต่ห้องพระ ถ้าอยากนั่งไหว้พระ ทำสมาธิ หรือนั่งมองพระนาน ๆ ก็ได้ สวนหน้าบ้านมีบ่อปลา เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นได้นาน ๆ ไม่อึดอัด มันสะดวกสบายไปหมดทุกอย่าง

ห้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานสบาย บางทีนั่งทำงานเพลินจน 3 – 4 ทุ่ม เวลาเดินเข้ามา จะเจอโต๊ะทำงานทันที เป็นโต๊ะที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่เหลือ เดินล้อมรอบโต๊ะได้สบาย ทั้งซ้ายทั้งขวามีโต๊ะ มีตั่ง สำหรับพักเอนหลังได้ ประตูเปิดออกไประเบียงข้างนอกได้ทั้งสองทาง จะดูทีวีก็มี จะฟังเครื่องเสียงก็ได้ จะเอนหลังระหว่างทำงานก็ดี โต๊ะทำงาน และอุปกรณ์ทำงาน เราเรียงเป็นชั้น ๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกเก็บไว้เอามาใช้ในห้องทำงานมันลงตัวอยู่แล้ว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ทุกอย่างเรามองถึงประโยชน์ของการใช้งาน ความสะดวก และการเคลื่อนไหวของตัวเอง เราไม่ชอบอยู่บ้านที่อึดอัด ไม่โปร่งแสง เราเลยใช้แสงจากหน้าต่างที่เข้ามา ลมที่พัดจากประตูซ้ายเข้าประตูขวา บ้านเราเข้ามาแล้วจะเย็นมาก ทั้งข้างบนและข้างล่าง เพราะหน้าต่างที่เปิดอยู่รอบบ้านทำให้ลมวิ่งได้ทุกช่องทาง แสงเข้าถึง ไม่อับชื้น ไม่มืดมัว ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา

มันเหมือนเราปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกเพื่อโชว์ใคร เราคิดว่าไม้ทุกต้นมีคุณค่าในตัวเอง ของทุกอย่างมีคุณค่าเมื่ออยู่ถูกที่ถูกเวลา มันมีประโยชน์สำหรับเรา บ้านหลังนี้เลยตอบโจทย์ที่ว่า เราได้อยู่กับของที่เรารัก ทุกมุมเป็นมุมที่เรามีความสุข และก็ทำให้เราสร้างงานออกมาได้ดี

บ้านนี้เป็นที่ที่ปลอดภัย เข้ามาแล้วสบายใจ อยากเปลี่ยนมุม อยากตกแต่งยังไงก็ทำได้สะดวกสบาย เพราะพื้นที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป เหมาะที่จะปรับเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อย ๆ

ตำหนิภายนอก แรงบันดาลใจภายใน

คราวนี้มันก็เป็นบ้านที่เราออกแบบมาได้ดั่งใจนึกแล้ว เพียงแต่อยู่ไปสักพัก ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากบ้านของเรา แต่เกิดจากปัญหาของเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้านรักสัตว์ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แต่ไม่ได้เลี้ยงให้เขาอยู่สบาย เลี้ยงเพียงเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่เท่านั้น คราวนี้หมาแมวก็มาสร้างความเดือดร้อนให้ แมวรอบบ้านทั้งสองฝั่ง ฝั่งซ้าย ฝั่งขวา มากสุดที่เคยนับได้มีทั้งหมด 22 ตัว แมวพวกนี้ไม่ได้อยู่ประจำ มันเหมือนแมวเปลี่ยว เขามาขี้บนหลังคาเพื่อนบ้าน แต่กลิ่นของขี้แมวสร้างความรำคาญให้กับเรา ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ กินแล้วก็ต้องถ่าย ถ้าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ไม่มีที่ถ่ายให้เขา เขาก็ใช้ชีวิตอิสระ

ซึ่งอันนี้จากเรื่องไม่ดี เราก็มองย้อนกลับเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ทำงานปักผ้าไปเลย ปักเป็นลายแมว เพราะเสื้อผ้าที่เราใส่ ของที่เราใช้ในบ้าน ถ้าทำเองได้เราจะทำ เสื้อผ้าเราก็เย็บเองใส่เอง แล้วมันก็เป็นงานอดิเรกที่สร้างชื่อเสียงและทำเงินให้ เราจึงเอาแรงบันดาลใจจากสัตว์ สิ่งรอบตัว หรือปัญหาต่าง ๆ มาสร้างเป็นลายในงานเสื้อผ้าต่ออีกชั้นหนึ่ง

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

เรารักอะไรในบ้านหลังนี้

ตอนที่จะสร้างบ้านหลังนี้ แม่เคยสอนว่า ไปไหนก็ตาม ถ้าจะดูบ้านว่าบ้านที่คนอยู่อาศัยนั้นเป็นอย่างไร ให้ใช้ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในบ้านว่าเรารู้สึกอย่างไร

ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ตลอดเวลา และใช้งานมันจริง ๆ ไม่ได้มีไว้สำหรับโชว์ใคร ของที่ตกแต่งทั้งหมดเป็นของที่เอามาใช้อยู่ตลอด บางทีก็เปลี่ยนมุมบ้าง บางทีก็เอาไปไว้ที่ร้านบ้าง บางทีก็เอาของที่ร้านมาไว้ที่นี่บ้าง บางทีก็เอาไปจัดวางที่อื่น สลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

และถ้าถามว่า เรารักอะไรในบ้านหลังนี้ ก็คงจะตอบว่า

“เรารักในความมีชีวิตของบ้านหลังนี้”

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

สมพร อินทร์ประยงค์

สวยลำพังแบบแนล ขายความแปลกในแบบแนล

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

แมรี่ ป๊อปปิ้นส์ (Mary Poppins)

อูมปา ลูมปาส์ (Oompa Loompas)

The Sound of Music

อรุณธตี รอย

ชื่อด้านบนนี้ถูกพูดถึงในบทสนทนาเรื่องที่มาที่ไปของบ้านโพสิทีฟ ซึ่งเจ้าของบ้าน แอ-พนิดา พลบุตร เล่าแต่ละเรื่องด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ขณะพาชมบ้านขนาดเล็กของเธอที่โอบล้อมด้วยแปลงกุหลาบและต้นไม้นานาชนิด ซึ่งทุกอย่างเป็นดอกไม้กินได้ อย่างทาร์รากอน ชบาเมเปิ้ล อัญชัน สายน้ำผึ้ง

เมื่อเดินผ่านแปลงดอกไม้ไปอีกฝั่งหนึ่ง เห็นอาคารปูนเปลือยทรงเหลี่ยมพร้อมโต๊ะใหญ่ใต้ระแนง นั่นคือสตูดิโอศิลปะ Artanyway ของเพื่อนสนิทที่คุณแอชักชวนมาสร้างใกล้ ๆ กัน 

ส่วนอีกฟากหนึ่งของถนนเป็นบ้านพี่สาวและสวนกุหลาบขนาดไม่เล็ก รวบรวมกุหลาบหลากสายพันธุ์เพื่อพัฒนาคอมบูฉะ ผลิตภัณฑ์อันเป็นต้นทางการสร้างบ้านหลังนี้ของเธอ เดินถัดไปไม่ไกลเป็นบึงน้ำขนาด 8 ไร่ที่มีสายลมพัดระรื่น ต้นไม้ใหญ่เอนชาย และนกเป็ดน้ำริมบึง

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เธอตั้งใจออกแบบให้มีขนาดเล็กพอดีกับการอยู่และทำงาน เน้นพื้นที่สวนเป็นหลัก

“นี่เป็นบ้านของตัวเราโดยเฉพาะเลย เราอยากอยู่ยังไงก็ทำมันออกมา ไม่ใช่การฝันเอา แต่มาจากความประทับใจทีละเล็กทีละน้อย จากประสบการณ์ จากหนังที่เราดู เพลงที่เราฟัง หนังสือที่เราอ่าน เป็นจินตนาการตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่าเราอยากให้บ้านมีอะไร

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“เราชอบเรือนกระจกในหนัง The Sound of Music เราก็ทำกระจกโปร่งรอบบ้านเลย เราอยากให้บ้านมีไก่บอกทิศทางลมบนหลังคาแบบ แมรี่ ป๊อบปิ้นส์ เราอยากให้บ้านมีนาฬิกาคุคคูนะ เราก็หามาเติม เคาน์เตอร์ที่ทำงานต้มชา ต้มยา เราก็ให้ช่างวัดความสูงระดับที่พอดีกับเรา ไม่ใช่พอดีกับช่าง เราออกแบบให้บ้านโปร่ง มีต้นไม้ทุกมุม ทุกที่ โดยไม่ต้องยกเข้ายกออก เราเดินใส่รองเท้าไปทั่ว ๆ บ้านได้ไม่มีใครว่า พื้นบ้านเราเช็ดสะอาดได้ตลอดถึงแม้จะเดินสวมรองเท้าเข้ามา บ้านนี้คือที่ทำงานที่เราอยากทำเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่ได้นาน ๆ ด้วยความสุข และห้องนอนเล็ก ๆ เราอยากได้เตียงสี่เสาและผ้าอินเดียอย่างนี้นะ สำหรับเราแล้วผ้าอินเดียมีกลิ่นของมัน กลิ่นที่จะไม่มีวันจางหาย กลิ่นนั้นมันหอมสำหรับเรา

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ
บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“เราออกแบบอย่างที่ชอบ เลือกวัสดุเองทุกอย่าง สีเขียวของบ้านก็เลือกเอง เป็นคนชอบสีเขียวแบบนี้ ดูชุ่มชื่น สบายตา หรือแม้แต่สวนกุหลาบ ซุ้มกุหลาบของบ้านและอะไรก็ตามที่เก็บกินเองได้ นี่คือจินตนาการในวัยเด็กของเราที่กำลังดำเนินไป”

คุณแอบอกว่า แต่ละคนล้วนต้องการพื้นที่แห่งความสุข แต่ละคนอาจแตกต่าง บางคนอาจชอบอยู่คอนโดหรืออะไรก็ตาม สำหรับเธอแล้ว “เราชอบเดินบนพื้นดิน ชอบดอกไม้ ชอบสายลมเคลื่อนไหวที่มาจากธรรมชาติจริง ๆ เพราะฉะนั้น พื้นที่แห่งความสุขของเราหน้าตาเป็นแบบนี้”

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

เพราะความช่างสังเกต ช่างสงสัย และตั้งคำถามตั้งแต่เด็ก ๆ จนเติบโต เธอจึงมักให้ความสำคัญกับรายละเอียดของชีวิต เธอบอกว่าถ้าไปเจออะไรสักอย่างที่ชอบ ก็จะคิดและมองให้เห็นว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ คนสร้างงานเหล่านั้นเขาเติบโตมาอย่างไรจึงทำได้นะ เบื้องหลังการงานเหล่านั้นมาจากไหน ระหว่างพูดคุยเธอเอ่ยชื่นชม อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) นักเขียนหญิงชาวอินเดียผู้เขียน เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็ก ๆ และ กระทรวงสุขสุด ๆ

“อย่าง อรุณธตี รอย พออ่านงานเธอแล้วเราก็ อุ๊ย! เขาเกิดมายังไง ทำไมเขียนงานออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้ ชอบมาก อะไรอย่างนี้แหละค่ะที่พอเราเห็น เราชอบ เราก็จะคิดกับมันมาก และส่วนตัวก็ชอบฟังเพลงอินเดียและดูหนังอินเดียด้วย (หัวเราะ)” 

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

มุมบ้านของเธอจึงเต็มไปด้วยของสะสม ทั้งใช้ในการทำงานและของโปรดปราน อย่างชั้นวางชาหลากหลายแหล่งที่มาที่ได้มาจากการเดินทาง หรือผนังที่ออกแบบให้เป็นชั้นวางแสดงผลงานถ้วยชาต่าง ๆ ทั้งงานปั้นมือของศิลปินเชียงใหม่และงานมือสองจากญี่ปุ่น ซึ่งเธอสัมผัสได้ถึงการส่งต่อเรื่องราวผ่านงานปั้นเหล่านั้น

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

พลังของความชอบและใส่ใจรายละเอียดเป็นที่มาของการงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา คุณแอเล่าว่าเดิมเคยทำงาน Skin Therapy แต่หยุดลงเนื่องจากปัญหาสุขภาพ หลังจากนั้นพี่สาวชวนไปทำงานธุรกิจ ก่อนที่เธอจะหยุดทุกอย่างแล้วกลับมาพูดคุยกับตัวเองอย่างจริงจังระหว่างเดินทาง (ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอโปรดปราน) “ชอบเดินทางมาก บางทีเราไปได้ความรู้ ได้ไปไขปริศนาบางอย่างระหว่างทาง” 

และนั่นเป็นที่มาให้เธอเริ่มใกล้ชิดและลงลึกกับการทำ ‘คอมบูฉะ’ ผลิตภัณฑ์ชาหมักที่เธอสร้างสรรค์และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 6 – 7 ปีที่ผ่านมา

อูมปา ลูมปาส์ ฉบับโพสิทีฟ

“ได้ดูอูมปา ลูมปาส์ ใน The Chocolate Factory ไหมคะ จุลินทรีย์ในคอมบูฉะมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เข้าไปช่วยดูแลเรา ตรงนี้เป็นการเริ่มต้นที่จะดูแลสุขภาพ เป็นกุญแจไข แกร๊ก! ทุกอย่างเปิด ร่างกายก็จะดีขึ้น แค่ท้องสบาย ทุกอย่างก็สบายหมด”

คุณแอเล่าว่าเริ่มต้นเรียนรู้แล้วมาลองทำกินเอง แจกพี่น้องเพื่อนฝูง จากทำกินเล็ก ๆ ก็ขยายจนมีแบรนด์เป็นของตัวเอง และเมื่อเริ่มทำจริงจัง เธอจึงมองว่าการทำงานให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดต้องอยู่ในที่ที่เหมาะสม

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“ทำบ้านนี้เพื่อการทำงานเลยค่ะ เพราะอยากเลือกอะไรที่ดีที่สุด ที่ดินตรงนี้เป็นที่ของครอบครัว เป็นที่ที่โปร่ง อากาศดี เราก็มาสร้างบ้านเล็ก ๆ ให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สะอาด จัดสรรห้องหมักโดยเฉพาะ และการต้มชา ต้มยา (Decoction) ก็ต้องเป็นที่ที่เหมาะสม เพราะมันใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“ตรงนี้เป็นที่ที่เรามาแล้วสบาย สบายแล้วเราก็จะได้ทำงานได้ดี เดินไปตรงโน้นตรงนี้ ทุกอย่างพร้อม ไม่ติดขัดอะไรในการทำงาน ทุกอย่างโพสิทีฟไปหมด”

นอกจากนั้นเธอเล่าว่าทุกวันนี้ยังอ่านบทความอย่างสม่ำเสมอเพื่อสะสมความรู้เพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนกับผู้คนด้วยการเดินทาง สรรหาพืชพรรณมาปลูกเพื่อเพิ่มความซับซ้อนให้ตัวยาสมุนไพร สะสมพันธุ์กุหลาบหอม (สุด ๆ) จากทั่วโลก แล้วทำไมต้องเน้นดอกไม้ เราถามเธอ คำตอบของเธอสะท้อนบุคลิกหญิงสาวได้ชัดเจน 

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

“เราต้องการความนุ่มนวลของดอกไม้ พลังของดอกไม้ที่เรานำมาใช้ได้ เป็นการนำความอ่อนโยนเข้าไปในชีวิตผ่านชาหมัก ซึ่งทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ควรได้รับพลังเหล่านี้นะคะ”

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

Artanyway

ในพื้นที่ใกล้ ๆ บ้านเป็นอาคารปูนเปลือย Artanyway ของเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นทั้งศิลปินและอาจารย์สอนศิลปะ ต้อย-พดุงศักดิ์ คชสำโรง ซึ่งคุณแอชักชวนให้มาสร้างสตูดิโอทำงานศิลปะใกล้ ๆ กัน เธอเล่าอย่างไม่ปิดบังว่าทั้งสองคนเปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายมาเป็นเพื่อน เป็นมิตรที่ดูแลกันและกันด้วยความจริงใจ ช่วยเหลือและเกื้อกูลกันอย่างมิตรแท้ที่พึงมีต่อกัน

“เราหามิตรไม่ได้ง่ายนะ เราอยู่กันมา 20 ปี ถึงแม้มันจะหยุดอยู่ที่ 14 ปี พอถึงจุดหนึ่ง เราเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนปุ๊บ มันโปร่ง สบาย ส่งเสริมกันและกัน มนุษย์เราอย่างน้อยต้องมีเพื่อนสนิทสักคน

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

“แล้วพอเรามาอยู่ตรงนี้ แทบไม่ค่อยได้เจอเพื่อนคนอื่น ๆ เลย เพราะเราเป็นคนบ้างานมาก อยู่ตรงนี้เรารู้สึกว่าเรานิ่งและมีพลัง เราไม่อยากให้อย่างอื่นมารบกวน เพราะเราทำงานบำบัด ต้องมีสมาธิและมีความสุข”

คุณต้อยเล่าถึง Artanyway ว่า ตั้งใจทำเป็นสตูดิโอทำงานศิลปะ และในปีหน้าจะเปิดเป็น Artist Residency สำหรับศิลปินทั่วโลกที่ต้องการมาหาแรงบันดาลใจทำงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับชุมชมและสถานที่ทำงานศิลปะใกล้ชิดธรรมชาติ นอกจากนั้น พื้นที่เล็ก ๆ โปร่งสบายแห่งนี้จะเปิดเวิร์กชอปเล็ก ๆ เพื่อขยายความหมายของศิลปะให้กว้างไปกว่าการวาดรูป อาจเป็นพื้นที่สนทนาทางศิลปะ หรือเรียนรู้ตัวตนผ่านงานศิลปะ เพราะศิลปะควรเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางเสรีภาพของมนุษย์ เพื่อทำความรู้จักเข้าใจตนเองและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ คุณแอบอกว่าไม่ต้องการให้คนมองว่า “โห เราเจ๋ง แต่เราอยากให้ดูงานที่เราทำมากกว่า และบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรอก มันต้องค่อย ๆ ทำ เราต้องตั้งจุดหมายไว้ให้มั่นคง ส่วนทางที่เราจะเดินไปถึง เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ขอเพียงเราอย่าได้เปลี่ยนหรือทิ้งสิ่งที่เราตั้งใจไว้ แอเองตั้งใจมานานแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าอยากทำยา อยากช่วยคนที่ไม่สบาย เพราะเราก็ไม่สบาย เราเป็นภูมิแพ้ เรารู้ว่ามันทุกข์ยากขนาดไหนในความไม่สบายนั้น เพราะฉะนั้น บางสิ่งบางอย่างที่เราช่วยเขาได้ เราก็ต้องทำให้เต็มที่

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

“แต่เต็มที่ของเรานั้น ต้องรู้ว่าเราทำแค่ไหนถึงจะเหมาะ อย่าทำมากเกินไป เพราะมันไม่มีประโยชน์

“นอนก็นอนแค่นี้ นอนที่เราชอบ ทำพื้นที่ที่ให้ความสะดวกสบาย ไม่ต้องใหญ่โต แต่ให้พื้นที่ของเราให้ความอิสระกับเราได้ ให้เราได้ปลดปล่อยและรับพลังงานที่ดี อยู่สบาย ๆ อากาศดี ไม่ต้องมากไป ไม่ต้องน้อยไป ให้พอดี ๆ ดีที่สุด”

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load