ส่งช้า ของหาย ของพัง ยุ่งยาก แพง รอนาน เข้าไม่ถึง ตัวเลือกเยอะจนงง

ปัญหาเรื่องการขนส่งหรือโลจิสติกส์ไม่ใช่เรื่องตลก หลายคนคงเคยเห็นคำวิจารณ์เหล่านี้หรือประสบปัญหาอย่างเจ็บปวดด้วยตัวเอง จากการแข่งขันที่ดุเดือดสอดคล้องไปกับการเติบโตของ E-commerce

แต่การขนส่งไม่จำเป็นต้องยากเสมอไป เมื่อมีผู้คิดแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างธุรกิจบริการออนไลน์ที่เชื่อมโยงขนส่งแทบทุกเจ้ามาไว้ในระบบเดียว และให้ผู้คน ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เลือกสรรขนส่งที่ถูกใจ พร้อมระบบที่อำนวยความสะดวก ประหยัดแรงและเวลา อย่าง SHIPPOP

สตาร์ทอัพอายุ 6 ปีนี้ก่อตั้งโดย โมชิ-สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ หนุ่มผู้เห็นช่องว่างของตลาดและเริ่มธุรกิจจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง จนบริษัทสร้างรายได้กว่า 400 ล้านบาทเมื่อ พ.ศ. 2563 

SHIPPOP ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์กว่า 18 แห่ง มีสาขาแฟรนไชส์รองรับการให้บริการกว่าพันสาขาทั่วประเทศ และส่งพัสดุมามากกว่า 22 ล้านชิ้น ทั้งในไทยและมาเลเซีย และล่าสุด พวกเขาได้รับรางวัล Startup of the Year บนเวที Startup x Innovation Thailand Expo 2021  

แต่กว่าจะเดินทางมาถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการทำงานหนัก รับแรงกดดันจากการแข่งขันและความคาดหวังของผู้คน ยิ่งบริษัทยิ่งโต ผู้นำยิ่งต้องเติบโตตาม เราจึงชวนโมชิมาเล่าประสบการณ์จากวันแรกเริ่มจนถึงจุดนี้ และส่งสารแนวคิดของธุรกิจที่ต้องการ ‘Make Shipping Easy’ 

SHIPPOP สตาร์ทอัพเชื่อมต่อระบบขนส่งที่ทำให้การส่งของสะดวก คุ้มค่า มากกว่า 22 ล้านชิ้น

Day 1

“เราไม่ได้เป็นคนทำสตาร์ทอัพที่เริ่มต้นจากการมีเงินทุน เป็นคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนจริง ๆ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีเงินกินข้าว” อดีตโปรแกรมเมอร์จากหนองคาย พาย้อนอดีตกลับไปถึง Day 1 ของธุรกิจที่เริ่มต้นจากหอพักในกรุงเทพฯ และวิถีชีวิตที่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด
แม้ไม่ได้มีต้นทุนสูง แต่สมบัติล้ำค่าที่โมชิมีติดตัวคือ ความเป็นผู้นำและการคิดริเริ่ม ลองผิดลองถูก ทำธุรกิจและสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ยังอายุน้อย แม้ไอเดียจะล้มเหลว แต่เขาก็หาโอกาสใหม่เรื่อย ๆ

หนึ่งในประเภทของเว็บไซต์ที่เขาเคยรับทำคือ E-commerce สร้างให้กับธุรกิจรายย่อย ในวันที่ตลาดการขายของออนไลน์ยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาค้นพบว่า การจ่ายเงินออนไลน์เป็นเรื่องน่าขัดใจ

แต่ช่วง พ.ศ. 2558 ผู้เล่นที่พัฒนาโซลูชันช่องทางการชำระเงินหรือ Payment Gateway มีเยอะพอสมควรแล้ว แต่ปัญหาเรื่องการขนส่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อขายของออนไลน์ กลับยังไม่มีใครแก้ได้อย่างดีเยี่ยมนัก ทั้งส่งล่าช้า ตกหล่น กระบวนการทำงานไม่สะดวก และอีกสารพัดปัญหาที่รอการแก้ไข

SHIPPOP สตาร์ทอัพเชื่อมต่อระบบขนส่งที่ทำให้การส่งของสะดวก คุ้มค่า มากกว่า 22 ล้านชิ้น

“สมัยก่อน โลจิสติกส์เป็นงานที่ทำเยอะ แต่ได้น้อย เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจแพลตฟอร์มที่สร้างกำไรจาก Subscription อาจคุ้มค่ากว่า และตอนนั้น ธุรกิจขนส่งดูไม่น่าจะเติบโตได้ขนาดนี้ แต่เราเชื่อว่าธุรกิจนี้จะโตพร้อมกับ E-commerce อยู่แล้ว พอเห็นว่าเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ เราเลยทำ” โมชิเล่า เขาต้องรีบศึกษาโมเดลธุรกิจใหม่ โดยระหว่างทาง เขาได้รับคำแนะนำจาก ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้คร่ำหวอดในวงการ E-commerce และนักลงทุน

ช่วงแรกเส้นทางย่อมขรุขระ SHIPPOP ตั้งใจเป็นศูนย์รวมบริการโลจิสติกส์หรือ Logistics Gateway ที่ให้คนได้เปรียบเทียบราคา เวลา บริการ ทำงานง่ายขึ้น เช่น สร้างรายการขนส่ง จ่ายเงินออนไลน์ และพิมพ์ใบปะหน้าพร้อมบาร์โค้ดจากที่บ้าน รวมพัสดุจำนวนมากส่งต่อให้โลจิสติกส์เจ้าต่าง ๆ แต่การติดต่อหาพาร์ตเนอร์ให้ร่วมมือกันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังขาดความน่าเชื่อถือ โปรดักต์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง

โมชิจึงอาศัยกลยุทธ์การอาสาทำงานฟรี เข้าไปทำงานให้สมาคมด้าน E-commerce และโลจิสติกส์เพื่อให้คนรู้จักและเห็นศักยภาพ ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ ระหว่างทาง เขาติดต่อพูดคุยกับลูกค้าเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงอยู่เรื่อย ๆ 

จนมีโอกาสได้คุยกับไปรษณีย์ไทยที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งเปิดโอกาสทดลองบริการของแพลตฟอร์มเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมตั้งจุด Drop-off ในสาขา ให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวและทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพ

ปรากฏว่าจากไม่กี่สิบชิ้น ยอดขนส่งพัสดุผ่านทาง SHIPPOP พุ่งขึ้นเป็นกว่า 3,000 ชิ้นในเดือนแรก และทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงหลักแสนต่อเดือน และบริษัทเริ่มกำไรภายในครึ่งปี

SHIPPOP จึงกลายเป็นงานเต็มเวลาของโมชินับแต่นั้น

SHIPPOP สตาร์ทอัพเชื่อมต่อระบบขนส่งที่ทำให้การส่งของสะดวก คุ้มค่า มากกว่า 22 ล้านชิ้น
SHIPPOP สตาร์ทอัพเชื่อมต่อระบบขนส่งที่ทำให้การส่งของสะดวก คุ้มค่า มากกว่า 22 ล้านชิ้น

อยู่รอด

โมเดลการหารายได้หลักในช่วงแรกคือ ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการการขนส่ง โดยที่มีผู้ใช้งานไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มสักบาท

เพราะเมื่อดำเนินการรวมพัสดุจากที่ต่าง ๆ เพื่อขนส่งจำนวนมากให้กับพาร์ตเนอร์ พวกเขาจะได้รับโปรโมชันพิเศษ ค่าขนส่งถูกลงกว่าปกติ ทำให้ลดราคาค่าขนส่งส่วนหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าได้ราคาที่ดีที่สุด ก่อนจะเก็บส่วนต่างที่เหลือเป็นรายได้ ส่วนพาร์ทเนอร์ก็ได้ช่องทางการตลาดเพิ่มอีกหนึ่งทาง พร้อมเป้าการขนส่งที่ SHIPPOP เสนอ ท่ามกลางสมรภูมิที่ดุเดือด

เมื่อได้รับเสียงตอบรับดี SHIPPOP จึงขยายจับมือกับพาร์ตเนอร์ด้านขนส่งจนครอบคลุมเกือบทั้งตลาดในปีต่อ ๆ มา และขยายบริการให้มีการเข้ารับพัสดุถึงหน้าบ้าน ซึ่งครอบคลุมถึงพื้นที่ที่พาร์ตเนอร์ไม่เข้าไป และมีเวลาบริการที่ยืดหยุ่นกว่าเวลาทำการปกติ 

รวมถึงเปิดบริการเก็บเงินปลายทาง (Cash On Delivery) ระบบติดตามสถานะที่ค่อนข้างครบวงจร และประกันพัสดุ เพิ่มความสะดวกสบาย น่าเชื่อถือ และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ให้ธุรกิจ

แต่เมื่อธุรกิจไปได้สวย พวกเขาเริ่มเจอคู่แข่งที่กำลังทรัพย์เยอะกว่าเข้ามาตีตลาดบริการขนส่งออนไลน์ จากทั้งไทยและต่างประเทศ 

สตาร์ทอัพหลายรายไปต่อไม่ได้เพราะเหตุผลนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับ SHIPPOP ที่เอาชนะและรักษาฐานของตัวเองไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

“ตอนแรกเราหวั่นเหมือนกัน เพราะเราตัวเล็ก ในขณะที่ธุรกิจใหญ่มีเงินพร้อมผลาญเพื่อครองตลาด แต่ที่เราอยู่รอด คิดว่าเพราะเข้าใจธรรมชาติของลูกค้าคนไทย

“ธุรกิจส่วนใหญ่จะเน้นตลาด B2C และให้ลูกค้าเติมเงินล่วงหน้าเพื่อใช้บริการ แต่เราเน้นที่ B2B ที่ขายของ และให้เครดิตเทอม ซึ่งกลุ่มนี้มี Volume สูงมาก และเราเข้าใจตลาดจากประสบการณ์ที่เคยทำมาก่อน พวกเขาต้องการอะไรที่มากกว่าแอปพลิเคชัน เช่น การติดตามพัสดุ 

“เราตอบโจทย์ตรงนี้และสร้างฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้เร็ว พอแข่งกันระยะยาว เจ้าใหญ่ ๆ ก็เริ่มหันไปโฟกัสธุรกิจอื่นมากกว่า เลยกลายเป็นเราที่ยืนหยัดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้” โมชิวิเคราะห์สถานการณ์ การเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้กับการแข่งขันทางธุรกิจ 

สเกล

นอกจากบริการทางออนไลน์แล้ว แพลตฟอร์มยังเปิดบริการทางออฟไลน์ด้วยโมเดลแฟรนไชส์ SHIPPOP SHOP เพื่อขยายตลาด ซึ่งไอเดียตั้งต้นมาจากการคิดหาทางออกให้ธุรกิจ

“จริง ๆ เราไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำแฟรนไชส์เลย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากทำการตลาด ทำทางออนไลน์ไปเยอะแล้ว อยากหาทางอื่น ๆ แต่ค่าใช้จ่ายแพงเป็นล้านต่อเดือนเลย พอคิดว่าจะทำไวนิลดีไหม คำถามคือติดที่ไหนล่ะ ต้องจ่ายค่าเช่าเท่าไร คิดต่อไปเรื่อย ๆ ก็นึกออกว่าไหน ๆ จะหาที่ติดแล้ว เราทำซอฟต์แวร์ให้คนตรงนั้นใช้ช่วยเป็นจุดฝากส่งพัสดุให้เราแทนเลยดีไหม

“หลังทำไม่นาน เกิดโควิด-19 และรัฐบาลแจกคนละครึ่งสามพันบาท เราเลยจัดแคมเปญ ใครไม่ได้เงิน มารับจาก SHIPPOP แทน แลกกับการเป็นร้านรับฝากพัสดุให้เรา (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) กลายเป็นคนกระหน่ำสมัครเข้ามาเยอะมาก 

“แต่พอฟรี ก็มีคนที่ปล่อยปละละเลย ทำงานไม่ดี ทำให้แบรนด์เสีย เราต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาเพื่อดูแลควบคุมการทำงานมากขึ้น กำหนดค่าแฟรนไชส์และคู่มือการทำงานจริงจัง” โมชิอธิบายวิธีคิดและการพัฒนาสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน

ปัจจุบัน SHIPPOP มีแฟรนไชส์กระจายอยู่กว่าพันสาขาทั่วประเทศ และได้รับรางวัล Best Small Franchise จากงาน Thailand Franchise Award ในปีนี้อีกด้วย ทั้งขยายธุรกิจของตัวเอง และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 

เติบโต

หลังดำเนินธุรกิจมา 6 ปี โมชิต้องเร่งพัฒนาตัวเองในฐานะผู้นำตามการเติบโตของกิจการด้วยเช่นกัน

“มีคำพูดที่ว่า CEO ต้องปรับตัวตามขนาดขององค์กร ตอนมีพนักงานไม่เกินสิบคน คุณอาจต้องทำเองทุกอย่าง พอมากกว่าก็ต้องเริ่มสอนคนให้เป็น สร้างวัฒนธรรมองค์กร และกำหนดทิศทาง จะ Micromanage เหมือนเดิมไม่ได้ ช่วงแรก ๆ ก็ทำได้ไม่ดี แต่เรียนรู้และค่อย ๆ ปรับไป จัดการให้เป็นระบบมากขึ้น” ผู้นำของพนักงานกว่า 105 ชีวิตกล่าว

ในช่วงแรก การตามหาพนักงานเก่ง ๆ สักคนเป็นเรื่องยาก กว่าจะมีคนยื่นสมัครเข้ามาสักคน แต่ในวันนี้ มีคนยื่นสมัครเข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่องแล้ว และทางบริษัทก็พยายามดูแลให้ดี มีสวัสดิการหลายสิบอย่าง และรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

แต่เมื่อ SHIPPOP ยังต้องเดินทางอีกไกล เพื่อพิชิตความฝันการขยายตัวเป็นธุรกิจระดับภูมิภาคพร้อมกับพนักงานเหล่านี้ ความรู้และทุนเป็นสิ่งขับเคลื่อนสำคัญ 

พวกเขาจึงเข้าร่วม LiVE Platform แพลตฟอร์มพัฒนาผู้ประกอบการ SME และสตาร์ทอัพและบ่มเพาะธุรกิจ ช่วยปูทางสู่การเข้าตลาด LiVE Exchange ตลาดทุนใหม่นอกเหนือจาก SET และ mai ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจเล็กสามารถระดมทุนและเติบโต

“เราได้เรียนรู้เรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐานบริษัทและการเข้าตลาดอย่างจริงจัง บางอย่างเมื่อก่อนเราไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น เรื่องจัดการบัญชี การตรวจสอบระบบและมาตรฐานต่าง ๆ ก็ได้เรียนรู้จนเข้าใจมากขึ้นจาก LiVE Platform และระหว่างทาง มีการบ้านให้เราต้องกลับมาเช็กธุรกิจของตัวเองตลอด

“สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือเน็ตเวิร์ก เพื่อน ๆ ในคลาสช่วยเปิดโลกให้เรา และยังได้เจอกับ Financial Adviser และ Auditor เก่ง ๆ ให้เราเลือกได้เลย” โมชิเล่าสิ่งที่เขากำลังพยายามเรียนรู้ เพื่อขยายสตาร์ทอัพนี้ไปให้ไกลกว่าเดิม

“หกปีที่ผ่านมา ยิ่งบริษัทสเกลเท่าไร เราก็ต้องปรับปรุงตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องงาน การใช้ชีวิต การเข้าสังคม ตัวเราเปลี่ยนไปทุกปีเลย” 

Make Shipping Easy

หมุดหมายต่อไปของบริษัทนี้ที่อยากดิสรัปต์วงการโลจิสติกส์ คือ การขยายบริการและพื้นที่ที่ให้บริการ

ตอนนี้ SHIPPOP ปักหมุดอยู่ที่ประเทศมาเลเซียมานานราว 4 ปีแล้ว และคาดหวังว่าจะมีโอกาสขยายต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนบริการที่กำลังพัฒนาเพิ่มเติมให้ดียิ่งขึ้น คือการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างท้าทาย เพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขและข้อจำกัดการขนส่งที่แตกต่างกัน 

“เราเคยสร้างมารอบหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงจุดนั้น ก็รื้อและ Pivot มันไม่มีใครทำให้โดนใจได้ตั้งแต่วันแรกหรอก” หัวเรือของสตาร์ทอัพผู้ผ่านการทดลองและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลายืนยัน

นอกจากนี้ ตลาด E-commerce และโลจิสติกส์จะดุเดือดขึ้น โมชิวิเคราะห์ว่าสงครามราคาคงจะดำเนินต่อไป ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของบริษัทเขาด้วย ดังนั้น การอยู่นิ่งเฉยย่อมเป็นภัย

“เราไม่ยึดติดกับเรื่องราคาแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะพัฒนาเป็นบริการที่ทำให้คนรู้สึกว่าต้องใช้ของเราจริง ๆ ใช้แล้วเป็นประโยชน์ เช่น การประยุกต์ใช้ข้อมูลมากขึ้น รวมถึงหาช่องทางใหม่ ๆ เพื่อบริการลูกค้า”

ภารกิจ Make Shipping Easy ของ SHIPPOP ยังต้องเดินหน้าต่อ เพื่อให้การขนส่งไม่เป็นเรื่องน่ารบกวนใจ แต่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย คุ้มค่า และช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างไม่มีสะดุด 

SHIPPOP

โทรศัพท์ : 09 2905 3355

Website : www.shippop.com

Facebook : SHIPPOP

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load