ตลาดหุ้นคงเป็นเรื่องของคนตัวใหญ่

ใครๆ ก็คิดแบบนั้น

เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่สูงถึง 19 ล้านล้านบาท เทียบเท่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าในภูมิภาคอาเซียน ตลาดหุ้นที่ครบเครื่องและเป็นที่สนใจของนักลงทุนเสมอมายังหนีไม่พ้นตลาดหุ้นไทย ซึ่งกำลังถูกท้าทายจากตลาดของเพื่อนบ้าน อย่างอินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

โจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามแก้มาตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หลังการก่อตั้งตลาด mai (Market for Alternative Investment) เมื่อช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง คือการทำให้ทุกคนรวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและเล็กได้เข้าถึงแหล่งเงิน ผ่านการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และ mai แต่ดูเหมือนจุดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ยังห่างไกลจากความฝันพอสมควร 

จึงเป็นที่มาของตลาดกระดานที่ 3 ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนตัวเล็กแต่โตเร็ว คนที่กล้าฝันแต่ยังขาดโอกาส รวมทั้งคนทำธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเรียนรู้ ต่อยอด และก้าวไปสู่การระดมทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น นั่นคือ ‘Live Exchange’ รวมทั้งระบบนิเวศเพื่อบ่มเพาะธุรกิจขนาดเล็กอย่าง ‘Live Platform’ ด้วย

The Cloud ถอดความคิด ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ที่ยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยาก แต่อย่างไรก็ต้องทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก ตามความตั้งใจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่วันนี้กลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดต้นหนึ่งไปแล้ว 

คุณประพันธ์ไม่ได้ให้น้ำหนักกับก้าวต่อไปของชีวิตมากนัก ในเมื่อจุดที่ยืนอยู่ทำให้เขามีความสุขอยู่แล้ว สิ่งที่ยังจะทำต่อไป คือการออกไปคุยกับคนใหม่ๆ และลากจุดเชื่อมโยงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปสู่ความสำเร็จร่วมกันที่จับต้องได้

และนี่คือตัวตนของคุณประพันธ์

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ mai ทุกวันนี้เป็นเช่นไร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันนี้ ถือเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ ในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เราเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน แซงทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ทั้งจำนวนหุ้นที่เข้าระดมทุน และเสนอขายหุ้นครั้งแรกหรือไอพีโอมากที่สุด สภาพคล่องของเราก็เป็นเบอร์หนึ่งมาตลอด ถ้าย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของตลาด mai คือการมีกลไกของตลาดทุนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เป็นความตั้งใจให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้ 

วันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ก็ถือเป็นตลาดที่ 2 หรือ Second Board ที่มีบทบาทมาก มีทั้งหมด 184 บริษัทในตลาด มีถึง 44 บริษัทที่เคยอยู่ mai และเติบโตย้ายไป SET

ในช่วงทศวรรษที่ 3 ของตลาด mai นี้ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่เข้ามาระดมทุน เดิมส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ ภาคการผลิต และที่เหลือก็กระจายกันไป แต่วันนี้เราเริ่มเห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจสุขภาพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา 

ข้อมูลช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา วันนี้มูลค่าตลาด mai อยู่ที่ 4 แสนกว่าล้านบาทแล้ว การระดมทุนจาก IPO ตั้งแต่ตั้งตลาดมาอยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านบาทและเอสพีโอ (การระดมทุนเพิ่มและการใช้เครื่องมือทางการเงิน) อยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท โตกว่าถึง 1.5 เท่า นั่นคือเขาเข้ามาในตลาดแล้วเขาไปต่อ ทำให้ธุรกิจเติบโต ไม่ใช่แค่เข้าตลาดได้ก็จบนะ แต่มีการระดมทุนเพิ่มสำหรับการขยายธุรกิจต่อ

mai ก็ไปได้ดี ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องทำตลาดที่ 3 อย่าง Live Exchange

ถึงตลาดหลักทรัพย์ mai ของเราจะโดดเด่นในภูมิภาค แต่ถ้าดูจำนวนของบริษัทที่ได้เข้ามาจดทะเบียน เทียบกับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอยู่ 3 ล้านราย และมีบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ส่งงบการเงินทุกปี 7 แสนราย ถือว่าน้อยมาก สิ่งที่เราเห็นถือว่าอยู่บนยอดของพีระมิด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องการช่วยผู้ประกอบการให้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

SET และ mai ต่างแค่เกณฑ์ ตัวเลขทุนจดทะเบียน และกำไร ที่เหลือเหมือนกันหมด อย่างเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเตรียมตัว รวมทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจเล็ก วันนี้จึงมีบริษัท 200 – 300 แห่งรอเข้า mai แต่ก็เข้าได้ประมาณปีละ 15 เท่านั้นเอง

เราจึงทำกระดานที่ 3 คือ Live Exchange ซึ่งถือว่าท้าทายมาก เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ยังขาดการเตรียมความพร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน เราไปดูรูปแบบในต่างประเทศ พอจะเอาเข้ามาปรับใช้กับบริบทของไทยก็ยังหาที่ลงตัวไม่ได้ คิดว่า Live Exchange น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในโลกสักเท่าไหร่ อย่างไต้หวันหรือเกาหลีใต้ เขามีธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) เยอะ มีคนพร้อมใส่เงินทุนให้ แต่ของบ้านเรายังมีไม่มาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เลยต้องกระโดดมาทำหน้าที่ตรงนี้ 

กว่าที่ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพจะเข้าระดมทุนใน Live Exchange ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

เรามี Live Platform แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วยสองส่วนคือ Education Platform และ Scaling up Platform เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการสู่ Live Exchange สำหรับระดมทุน ผมคิดว่าส่วนนี้มีประโยชน์มากกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีมากกว่า 3 ล้านรายมาก เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ปัญหาของกลุ่มนี้คือ ขาดความรู้ความเข้าใจโดยเฉพาะเรื่องตลาดทุน อีกอย่างคือเรื่องระบบหลังบ้าน ต้องมีบัญชีและระบบควบคุมภายในซึ่งจะทำให้นักลงทุนสบายใจจะลงทุนด้วย นอกจากนี้ยังขาดที่ปรึกษาในการแนะนำและพาเข้าจดทะเบียนในตลาด รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโต ซึ่ง Live Platform จะช่วยได้

ธุรกิจในบ้านเรามีความหลากหลายมาก ทั้งรายที่เพิ่งเริ่มต้นนับหนึ่งไปจนถึงบางรายที่มีความพร้อมจะเข้าตลาด โจทย์คือทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงได้ เราจึงสร้างบริการที่แตกต่างกัน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่ตอนนี้มีอยู่ 25 ราย มาจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ธนาคาร หรือสมาคมทั้งหลาย ทุกคนทำงานกับธุรกิจขนาดเล็กมาเยอะ เราจึงช่วยกันออกแบบระบบให้ เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจเหล่านั้น

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ
ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

เงื่อนไขของบริษัทที่จะเข้าระดมทุนใน Live Exchange มีอะไรบ้าง

สถานะของบริษัทที่จะเข้ามาต้องแปลงสภาพเป็นมหาชน เพื่อระดมทุนจากประชาชนในวงกว้างได้ อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติและพรบ.หลักทรัพย์ คาดว่าทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะอนุมัติในปลายปีนี้ ตอนนี้ก็ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว นอกจากนี้จะต้องทำงบ PAEs หรือมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียต่อสาธารณะ (PAEs) ซึ่งเป็นสากล คนที่จะมาตรวจสอบต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่อยู่ในรายชื่อของ กลต. ด้วย เพราะเวลานักลงทุนจะลงทุน เขาต้องเห็นตัวเลขที่ถูกต้อง โปร่งใส

หลักเกณฑ์เพิ่มเติม

หลักการสำคัญคือรักษาสมดุลระหว่างการเข้าตลาดกับการดูแลผู้ลงทุน ผ่อนกฎเกณฑ์ลงมา อย่างถ้าจะเข้าตลาด mai เราจะให้ทำ PAEs 3 ปี ก่อนจะยื่นเข้าตลาดต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 4 ปี แต่อย่าง Live Exchange กำหนดงบ PAEs แค่ปีเดียวก็ยื่นได้เลย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ เราจะไม่กำหนดเรื่องทุนและกำไรด้วย เราอยากได้บริษัทที่มีโอกาสเติบโต หรือ Growth Company มีรายได้ระดับหนึ่งแล้ว มีโอกาสที่จะเติบโต ธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ามาจากภาคบริการต้องมีรายได้ 50 ล้านขึ้นไป หรือจากภาคการผลิต ต้องมีรายได้ 100 ล้านขึ้นไป แต่เราไม่ดูกำไร หรืออย่างกลุ่มสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโต มีวีซีมาร่วมลงทุนแล้วก็ได้เหมือนกัน เพราะถือว่าวีซีตรวจสอบมาแล้วระดับหนึ่ง และเห็นศักยภาพที่จะโต โดยเราไม่ได้กำหนดสัดส่วนการขายหุ้น ให้เขากำหนดเอง เท่าไหร่ก็ได้ แต่กำหนดวงเงินว่าขั้นต่ำต้อง 10 ล้านบาท แต่เพดานไม่มี เท่าไหร่ก็ได้ เราอยากให้ธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพมาใช้ประโยชน์จากตลาดนี้ให้มากที่สุด

ใครลงทุนใน Live Exchange ได้บ้าง

เรื่องสำคัญของเราคือการดูแลผู้ลงทุนที่เหมาะสม การที่เราผ่อนเกณฑ์ ทำให้ต้องเลือกเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่ดูแลตัวเองได้ มีความรู้ความสามารถในการลงทุน รับความเสี่ยงได้ จึงไม่ได้ขายหุ้นให้กับรายย่อย แต่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน วีซี นักลงทุนรายใหญ่ และกลุ่มคนคุ้นเคยกับบริษัท นั่นคือผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเหล่านั้น แต่พอตลาดนี้มีผู้ลงทุนน้อยราย ก็จะกำหนดให้ซื้อขายทุกวัน ได้วันละ 1 รอบแบบ Auction และตลาดนี้เป็นการซื้อขายเงินสด ซื้อวันนั้นจ่ายวันนั้น คนจะซื้อหุ้นใน Live Exchange ก็ต้องมีเงินในบัญชีจึงจะซื้อหุ้นได้ คนที่จะขายหุ้นก็ต้องมีหุ้นในบัญชีด้วยจึงจะขายได้ เพื่อป้องกันการเก็งกำไร

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

ตัวผู้ประกอบการเองจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเข้าตลาดหรือไม่

ทุกคนที่จะเข้าตลาด เขาต้องดูว่าคุ้มมั้ย มันมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ไม่ใช่คนทุกคนจะเหมาะกับการเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประโยชน์ของการเข้าตลาดมีหลากหลาย บางบริษัทต้องการทุน อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาต้องการทุน พอเข้าตลาดแล้วก็ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง แบงก์ก็เข้ามาหา บางที่อาจจะไม่ต้องการทุนเยอะแต่เขาต้องการเป็นที่ยอมรับว่า องค์กรเขาโปร่งใสและเติบโต ก็จะมีพันธมิตรเข้ามาหา บางที่ต้องการจัดการธุรกิจครอบครัว ไม่ได้ต้องการเงิน เพราะธุรกิจก็ดีอยู่แล้ว ก็ใช้กระบวนการจัดการองค์กรของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างธรรมาภิบาล สุดท้ายแต่ละบริษัทต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าคุ้มหรือไม่

ทุกวันนี้ยังสนุกกับการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่

ผมยังรู้สึกว่าผมสนุกกับงาน สนุกกับสิ่งทำ เพราะได้สร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคม การทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ เรามีความเป็นพี่เป็นน้องกัน คุยกับผู้จัดการ ตลท. เราก็เรียกเขาว่าพี่ คุยแบบพี่น้องกัน ปัญหาในการทำงานของผมไม่ค่อยมีเรื่องคน น้อยมาก คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่เป็นคนดี เพียงแต่ว่าอาจมีสไตล์แตกต่างกันเท่านั้นเอง

เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องมีทั้งคนและระบบงานที่ดี คนมีความแตกต่างกัน บางคนไฟแรงเพราะต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพ บางคนก็มีลูก มีครอบครัว อยากลงหลักปักฐาน ก็ต้องเข้าใจเขาและจัดงานที่เหมาะกับเขา หน้าที่ของผู้บริหารที่สำคัญที่สุดคือต้องเสริมพลัง (Empower) ให้ลูกน้องมีพลังในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานร่วมกัน

บางคนบอกว่าคุณประพันธ์รู้จักคนเยอะมาก จนเป็นซูเปอร์คอนเนกชันได้เลยหรือ

เอาเป็นว่าผมโชคดีมากกว่า และเป็นหน้าที่ด้วย ผมเข้ามาอยู่ mai ก็รู้จักผู้บริหารจดทะเบียนเยอะ สมัยทำงานวาณิชธนกิจ เราก็รู้จักกับพวกเขาแค่เรื่องงาน แต่พอมา mai ก็รู้ทั้งชีวิตส่วนตัว ปัญหาของพวกเขา เราก็เข้าไปช่วย จนผมได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งจัดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง ก็รวมผู้บริหารจากทุกวงการของไทย ผมเป็นผู้ดูแลตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 17 รุ่นละ 100 คนก็รู้จัก 800 คน

จากนั้นผมก็มาเป็นผู้จัดการตลาด mai แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับทาง วตท. นะ รู้จักกันจนถึงรุ่นที่ 30 เลย ผมไปปาร์ตี้กับเขาทุกรุ่นล่ะครับ (หัวเราะ) วตท. ทำให้ผมรู้จักคนหลากหลายวงการ การทำงานก็ง่ายขึ้น พอมา mai เวลาเราอยากรู้ อยากจะทำอะไร เราก็เชื่อมโยงกันได้

พอเรารู้จักรุ่นใหญ่เยอะแล้ว วันนี้เราเห็นเทรนด์คือ ผู้บริหารรุ่นลูกหรือคนรุ่นใหม่กำลังเข้ามามากขึ้น ผมก็เลยไปนั่งเรียนกับคนรุ่นใหม่ เจอเด็กๆ เยอะเลย ตั้งแต่อายุ 20 กว่าไปถึง 40 ปี ทำให้เข้าใจพวกเขามากขึ้น ผมคิดว่าในสังคมไทย การรู้จักกันทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย เรื่องความไว้ใจกันเป็นเรื่องสำคัญ เวลาที่เราไม่รู้จักกันก็จะมีระยะห่าง แต่พอรู้จักกันแล้วก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น รวมทั้งทำประโยชน์ให้กับคนได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ

ก้าวต่อไปของคุณประพันธ์จะก้าวไปไหน

พูดตรงๆ ผมคิดไม่ออก เพราะวันนี้ผมยังสนุกกับการทำงานอยู่ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งที่มีโอกาส ก็คงจะใช้จุดแข็งที่เรามีอยู่ และสิ่งที่เราอยากทำให้เกิดประโยชน์ หาสิ่งที่ลงตัว แต่ว่าวันนี้ผมยังไม่ได้นึกถึง

สักวันจะเกษียณตัวเองจากการทำงานหรือเปล่า

ผมคิดว่าการเกษียณเป็นเรื่องปกติ วันนี้ผมวางแผนเกษียณแล้ว ผมวางแผนว่าผมยังทำงานเต็มที่ระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปรับเป็นแบบกึ่งเกษียณ ผมคิดว่าทุกช่วงของชีวิตคือการใช้ชีวิตให้เต็มที่ สร้างประโยชน์ ทุกวันนี้ผมก็เต็มที่และได้สร้างประโยชน์บนงานที่ทำอยู่ งานผมสนุกมาก ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทำให้ผมได้เชื่อมโยงคนมากมายที่ผมรู้จัก ได้ร่วมสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพ ทุกวันนี้ผมไปทำงาน แต่ไม่รู้สึกว่าทำงานสักเท่าไหร่ เหมือนไปนั่งคุยกับเพื่อนมากกว่า แต่การคุยของเราได้ทั้งงาน ความสนุก และเป็นประโยชน์กับคน และผมเองก็มีทีมงานที่ดีมากด้วย

ซูเปอร์คอนเนกชันที่เชื่อเรื่องการสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai รับโจทย์ท้าทายเพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพระดมทุนใน Live Exchange

Questions answered by the President of mai

1. คุณประพันธ์นอนวันละกี่ชั่วโมง

ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงบวกลบแล้วแต่วัน บางวันก็น้อยหน่อยเพราะมีงานต้องทำ ส่วนใหญ่ก็พอนะ แต่ผมก็รู้สึกง่วงตลอดเวลา (หัวเราะ)

2. สิ่งแรกที่ทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร

ต้องหยิบโทรศัพท์มาเช็กอินรายงานตัวเข้าระบบก่อนเลย เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงทำงานที่บ้าน ต้องเช็กอินผ่านระบบ SET DNA ต้องบอกว่าอยู่ที่ไหน จากนั้นก็ดูไลน์ว่ามีใครส่งข้อความมาบ้าง มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า

3. คนแรกที่ผู้จัดการ mai ต้องรีบตอบไลน์คือใคร

ไม่รู้สิ แล้วแต่นะ อะไรด่วนผมก็ตอบ ไม่ได้ปักหมุดใครไว้เป็นพิเศษ ตอนนี้ไลน์ผมเต็มห้าพันคนแล้ว แอดใครใหม่ไม่ได้ด้วย

4. ดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว

ผมดื่มตามโอกาสมากกว่า ดื่มก็ได้ไม่ดื่มก็ได้ แต่ผมค้นพบว่าช่วงทำงานที่บ้าน ภรรยาเขาอยากกินกาแฟ เราพบเทคโนโลยีโบราณคือ Moga Pot ก็ไปซื้อมาใช้ มันก็โอเคนะ ได้อโรม่าด้วย ตอนนี้พี่น้องผมก็ถูกป้ายยาไปหลายคนแล้ว

5. ดื่มไวน์แดงหรือไวน์ขาว

ผมดื่มทุกอย่าง แต่ถ้าให้เลือก ผมชอบไวน์แดงมากกว่า ผมไปเข้าคอร์สไวน์มาเยอะมาก แต่จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเลย (หัวเราะ) แยกแยะไวน์ได้สองอย่างคือ อร่อยกับไม่อร่อย อร่อยก็กินเยอะหน่อย ไม่อร่อยก็ถือแก้วและจิบๆ ไป สุดท้ายคืออยู่ที่ชอบไม่ชอบ สำคัญคือดื่มกับใคร ไวน์จะอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นกับความสนุกในตอนนั้น ถามว่าชอบดื่มกับใคร ก็ชอบดื่มกับเพื่อน

6. ด้วยหน้าที่ที่มี ซื้อหุ้นไม่ได้ แล้วลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณอย่างไร

ผมก็ซื้อแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ มีซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างที่ดินหรือคอนโดฯ บ้าง แต่ผมลงทุนกับความสัมพันธ์มากกว่า คือการให้เวลาและให้ใจ สิ่งที่ได้คือความเป็นเพื่อน

7. ชอบไปเที่ยวภูเขาหรือทะเล

สมัยก่อนจะชอบไปทะเล เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำ มีช่วงหนึ่งสักตอนอายุ 30 ปี ผมไปทะเลเกือบทุกอาทิตย์ติดต่อกันเป็นปี วันศุกร์เย็นก็ไประยอง ไปเสม็ด แล้วไปนั่งทำมิวสิกวิดีโอริมทะเล ตอนนั้นคิดว่าไปภูเขาไปทำไม ไม่เห็นมีอะไรให้ทำเลย แต่พออายุเริ่มเยอะขึ้น ความคิดเปลี่ยน ก็ยังไปทะเลนะ แต่ชอบไปภูเขามากขึ้น อย่างที่ผ่านมาก็ไปทั้งภูเก็ต หัวหิน เขาใหญ่ ผมก็ชอบทุกที่ ตอนนี้ชอบทั้งภูเขาและทะเล

8. จริงหรือเปล่าที่มีคนบอกว่า พออายุเยอะขึ้นจะมองต้นไม้สวย

จริง! เราเริ่มมีความสุขกับการนั่งมองใบไม้ ต้นไม้ โดยเฉพาะวันที่ฝนตก อากาศเย็นๆ ต้นไม้จะสวยขึ้น เวลาไปเที่ยวป่าหน้าฝนคือดีที่สุด ไม่ร้อนและต้นไม้สวย ช่วงที่ดีเลยคือปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นด้วย นี่เดี๋ยวผมก็จะไปเขาใหญ่อีกแล้ว

9. สิ่งที่คุณประพันธ์สอนลูกมาโดยตลอดคืออะไร

ผมสอนว่า Live your life fully ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพราะมันเป็นชีวิตของเขา และเราก็ให้ความรักเขา ทำให้เขารู้ว่าครอบครัวเขาไม่ได้มีปัญหาและให้เขาใช้ชีวิตไปเป็นคนดี จะเป็นอะไรก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ และถ้าทำประโยชน์ให้ผู้คนได้ก็ทำ แค่นี้เอง พอแล้ว ถ้ามีอะไรพลาดพลั้ง เขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตได้ ผมว่าการที่เราไปบังคับหรือบอกให้ใครให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันยาก ให้เขาใช้ชีวิตของเขาเองดีกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load