01

CEO ของ CMO

ด้านหน้าอาณาจักร CMO Group ในซอยนวลจันทร์ มีป้ายบอกทางชี้ไปยังตึกต่างๆ ของบริษัทในเครือ ผู้มาเยือนส่วนใหญ่น่าจะมองหาป้ายศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ ไม่ก็สตูดิโอต่างๆ

ไม่มีป้ายชี้ไปห้องทำงาน CEO ของ CMO ผมมองหาตึกหน้าสุด ผมมีนัดกับเขาที่ตึกนี้

ถ้าวานผู้คนในวงการศิลปะให้แนะนำตัว คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์ คงได้คำบรรยายว่า เขาเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ และเปิดบ้านของตัวเองเป็น ‘บ้านพิพิธภัณฑ์เสริมคุณ คุณาวงศ์’ เขาทำโครงการเกี่ยวกับงานศิลปะที่น่าสนใจมากมาย แล้วก็ยังเป็นช่างภาพที่เคยแสดงงานภาพถ่ายหลายครั้ง รวมทั้งเป็น 1 ใน 7 ช่างภาพหลักที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เรื่องสุดท้ายที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ เขาเป็นเจ้าของคอลเลกชันงานศิลปะร่วมสมัย งานศิลปะเก่า โบราณวัตถุ และเฟอร์นิเจอร์โบราณ ราว 700 ชิ้น

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

ส่วนคนในวงการอีเวนต์น่าจะพูดถึงชายวัย 60 ปี คนนี้ว่า เป็นผู้ปลูกปั้นบริษัทอีเวนต์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีสไตล์งานที่ชัดเจน จนเป็นบริษัทออแกไนเซอร์แห่งแรกที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เมื่อ พ.ศ. 2547

อีกมุม เขาเปรียบได้กับครูใหญ่คนหนึ่งของวงการอีเวนต์ เพราะน้องๆ ในทีมของเขาแยกตัวออกมาตั้งบริษัทสร้างความคึกคักให้กับวงการอย่างน้อยๆ ก็ 10 บริษัท

บางคนก็ป้องปากกระซิบกันว่า เขาเป็นปลาใหญ่ที่ชอบเข้าไปร่วมทุนกับปลาเล็ก

พนักงานรีเซฟชันให้ข้อมูลเพิ่มว่า ห้องทำงานของเจ้านายเธออยู่ที่ชั้นสาม แต่ก่อนจะเดินเข้าตึกกรุณาไปยืนหน้าจุดตรวจวัดอุณหภูมิด้วยตนเอง ยืนตรงจุดที่กำหนด จะมีแสงอินฟาเรดยิงเข้าใบหน้า แล้วรายงานผลเป็นตัวเลขอุณหภูมิที่หน้าจอ ถ้าไฟขึ้นสีเขียวแปลว่า เราไม่มีไข้ เดินเข้าตึกได้

ลิฟต์ที่นี่ไม่ต้องใช้มือกด หน้าลิฟต์มีปุ่มให้ใช้เท้าเหยียบเพื่อเรียกลิฟต์ เข้าไปก็ใช้เท้าเหยียบปุ่มเพื่อเลือกชั้น หรือจะเอานิ้วยื่นไปสัมผัสระบบเซ็นเซอร์ตรงเลขชั้นก็ได้

ทั้งหมดนั้นเป็นเทคโนโลยีไทยประดิษฐ์ที่ทำกันเองในบริษัทช่วง COVID-19

อันที่จริง ลิฟต์ตัวนี้พวกเขาก็ซื้อมาแค่โครง แล้วดัดแปลงใหม่จนกลายเป็นลิฟต์แก้วที่เข้ากับตึกแบบพอเหมาะพอเจาะ

ความเป็นนักทดลองและนักประดิษฐ์ของชาว CMO นั้นขึ้นชื่อมาเนิ่นนาน พวกเขาออกแบบน้ำพุเต้นระบำครั้งแรกของประเทศไทยในงานอีเวนต์หนึ่งที่จัดในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ช่วงที่ศูนย์เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ทำหนังสามมิติเป็นเรื่องแรกของประเทศไทย และทำระบบล้ำๆ อีกมากมาย ถ้าเห็นต่างชาติทำอะไรได้ แทนที่จะซื้อเทคโนโลยีนั้นมาในราคาแสนแพง พวกเขาจะหาทางพัฒนาด้วยตัวเอง

02

ถ้าผมไม่มีภาพลักษณ์พวกนี้ ซีเอ็มโออาจจะเจริญกว่านี้นะ

“ซีเอ็มโอถูกหน่วงด้วยภาพลักษณ์ของผมนี่แหละ” คุณเสริมคุณเริ่มต้นบทสนทนาหลังจากผมชื่นชมเทคโนโลยีไทยประดิษฐ์มากมายของบริษัทเขา “บริษัทเราไม่ได้โบราณ เรามีนวัตกรรมมาโดยตลอด แล้วเราก็มีภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานวังๆ วัดๆ ด้วย ภาพลักษณ์ของผมเองก็ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทั้งที่เทคโนโลยีทั้งหมดก็มาจากผม ถ้าผมไม่มีภาพลักษณ์พวกนี้ ซีเอ็มโออาจจะเจริญกว่านี้นะ” เจ้าของบริษัทนักสะสมงานศิลปะหัวเราะ แล้วชวนไปดู PM Live Studio ที่อยู่ด้านในสุดของของบริษัท

ภาพลักษณ์ของคุณเสริมคุณกับสิ่งที่เขาเป็นดูจะไม่ตรงกันนัก อีกมุมหนึ่งเขาเป็นคนสนใจเทคโนโลยีมาก และบริษัทของเขาก็เคยเข้าไปถือหุ้นในบริษัทออนไลน์เอเจนซี่ Thoth Media บริษัทไลฟ์สไตล์อีเวนต์ Momentum S บริษัทอีเวนต์ด้านดนตรี Muse และบริษัทเทคโนโลยีออนไลน์ Varp Event

ปีที่แล้ว CMO จัดงานประชุมด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด ทำแบบครบวงจร มีแพทย์เดินทางมาประชุมจากทั่วโลก 3,000 กว่าคน เป็นคนไทยราว 500 คน มีห้องประชุมย่อย 12 ห้อง แต่ละห้องมี 4 ช่วง มีวิทยากรทั้งหมดราว 800 คน

“คนพูดแปดร้อยคน ทุกคนมีสไลด์ เราต้องมีห้องโหลดสไลด์ ตั้งเซิร์ฟเวอร์แล้วต่อสายไฟเบอร์ออฟติกไปที่สิบสองห้อง ให้สแตนด์บายในเวลาที่กำหนด แค่ระบบนี้ก็ซูเปอร์ไฮเทคแล้ว เราก็ทำกันเอง”

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เขาเล่าต่อว่า ในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่อีเวนต์ทั้งหลายถูกยกเลิก บริษัทของเขาเอาสตูดิโอที่มีอยู่มาติดตั้งอุปกรณ์ทั้งระบบเสียง แสง จอ แล้วให้เช่าในราคาที่เป็นมิตรมาก เพื่อใช้จัดงานอีเวนต์แบบสตรีมมิ่ง ซึ่งจัดไปแล้วราว 25 งาน ทั้งงานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ จัดประชุมนานาชาติ งานประชุมดีลเลอร์แบบที่ห้องเห็นหน้าและมีระบบสั่งจองสินค้าได้ งานแฟนมีตที่ดารามาเจอแฟนคลับแบบออนไลน์ และคอนเสิร์ตออนไลน์ วันนี้ก็มีคนมากมายเดินเข้าออกสตูดิโอ เพราะง่วนกับการเตรียมจัดงาน ELLE Fashion Week 2020 แบบดิจิทัล

“ส่วนหนึ่งเป็นลูกค้าเราอยู่แล้ว อีกส่วนราวสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์เพิ่งรู้จักเราตอนที่ทำออนไลน์ ขนาดเราอยู่ตรงนี้มาสามสิบกว่าปี ให้เช่าอุปกรณ์ขนาดนี้ ยังมีคนที่ไม่รู้จักเราเลย เพราะคนมีหลายแวดวง ใครที่บอกว่า ตัวเองเป็นที่รู้จักของทุกคนในโลก เขาคิดผิด” คนทำอีเวนต์ชื่อดังของประเทศหัวเราะเสียงดัง

03

อันนี้ชัดเจนเลย ผมไม่มีความสามารถด้านธุรกิจ

ห้องทำงานของคุณเสริมคุณอยู่ชั้นสามตึกหน้าสุด เดินจากลิฟต์มาถึงห้องทำงานเขาเท้าก้าวไม่กี่ทีก็ถึง แต่ระหว่างทางก็จะผ่านงานศิลปะนานาชนิดของศิลปินชื่อดังมากมาย ชิ้นที่อยู่ข้างประตูห้องทำงานของเขาเป็นงานภาพถ่ายหญิงชายเปลือยกายท่อนบนซ้อนทับกันอยู่ มันคืองานของเขาเอง เขาบอกว่า ไม่มีกล้องถ่ายรูปมาสิบปีแล้ว จะใช้งานทีก็ใช้วิธีเช่า ส่วนภาพถ่ายในชีวิตประจำวันก็ถ่ายด้วยโทรศัพท์

ภายในห้องทำงานของเขาเต็มไปด้วยงานศิลปะซึ่งเขาบอกว่าเป็นคอลเลกชันกลางๆ ชิ้นเด็ดอยู่ที่พิพิธภัณฑ์และที่บ้าน ชิ้นที่เตะตาที่สุดคือ รูปหล่อสำริดของตัวเขาเอง ฝีมือของ มานพ สุวรรณปินฑะ เขาตั้งใจว่า ถึงวันที่เขาจากไป จะใช้รูปนี้วางไว้หน้าพิพิธภัณฑ์ เขาออกตัวว่ารูปนี้ทำมานานจนบุคลิกเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทั้งทรงผม แว่น หนวด และเขาไม่ได้ใส่เสื้อคอจีนแล้ว

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

หลังโต๊ะทำงานของเขามีตู้พระทรงไทยยุครัชกาลที่ 3 มีพระพุทธรูป 3 องค์ เป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง พระพุทธรูปสมัยอยุธยา และพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เขาเชิญให้ผมนั่งบนเก้าอี้โบราณจากฝรั่งเศสซึ่งสร้างราว ค.ศ. 1890 เป็นยุคที่สไตล์แบบเอเชียไปเป็นที่นิยมในฝรั่งเศส ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับตู้พระ โต๊ะไม้ที่อยู่ด้านข้างก็มาจากฝรั่งเศสในยุคเดียวกัน เป็นเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังสมัยนั้น มีลายเซ็นของนักออกแบบอยู่ในลิ้นชักด้วย

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เราเริ่มคำถามแรกกันที่ เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักสร้างสรรค์หรือนักธุรกิจ

“อันนี้ชัดเจนเลย ผมไม่มีความสามารถด้านธุรกิจ ถ้าผมมีความสามารถด้านธุรกิจนะ ผมต้องทำบริษัทให้รวยกว่านี้เยอะมาก” เจ้าของบริษัทมูลค่าหลักพันล้านตอบทันทีพร้อมเสียงหัวเราะ “ผมเป็นนักธุรกิจที่ห่วย ไม่ค่อยไปสมาคมกับใคร กลับบ้านเร็ว ไม่ก็นั่งอยู่ในห้องทำงานคนเดียว อาหารเย็นของผมคือ ซาลาเปาหนึ่งลูก หรือพิซซ่าหนึ่งชิ้น ไม่ก็แซนด์วิชเซเว่นหนึ่งซีก นั่งกินคนเดียวที่นี่ แล้วค่อยกลับบ้าน”

“การขายงานอีเวนต์จำนวนมาก มักจะไปขายงานกับลูกค้าในร้านอาหารตอนเย็นหรือตอนค่ำ แต่บริษัทเราไม่เคยทำ เราขายงานในห้องประชุม แล้วก็ไม่ค่อยไปกินข้าวกับลูกค้าด้วย ผมไม่ใช่คนทำอีเวนต์เป็นธุรกิจที่ดีนัก” เขาหัวเราะอีกรอบ

หลักในการทำงานอีเวนต์ของเขาไม่มีอะไรซับซ้อน Creative Management Organization ตามชื่อบริษัท ที่นี่คือองค์กรบริหารความคิดสร้างสรรค์ เมื่อตกตะกอนภาพฝันออกมาได้แล้ว ก็จะทำไปบริหารจัดการลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงซึ่งใช้ทักษะอีกแบบ

ผู้คร่ำหวอดในวงการอีเวนต์มา 30 กว่าปี วิเคราะห์จุดแข็งของบริษัทอีเวนต์ยักษ์ใหญ่ในประเทศให้ฟังทีละรายด้วยความชื่นชม ทั้งความสด ความคมในการขายงาน และการรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับลูกค้า แล้วก็วิเคราะห์จุดแข็งของบริษัทตัวเองว่า เป็นบริษัทที่ถนัดงานครีเอทีฟและโปรดักชันซึ่งมีลักษณะเฉพาะ มีลูกค้าระยะยาวที่ทำงานด้วยกันมาเนิ่นนานประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขาย

เมื่อพูดถึงความคิดสร้างสรรค์ เขาชี้ให้ดูโต๊ะทำงานที่ตั้งใจออกแบบมาพร้อมตึก เพื่อให้คนที่เดินเข้ามาในห้องแล้วเห็นว่าโต๊ะทำงานของเขาลอยอยู่

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“ผมออกแบบโต๊ะตัวนี้เอง มันมีแค่ขาเดียว ถ้าเดินเข้ามาจะไม่เห็นขาโต๊ะ เหมือนโต๊ะลอยได้ ขาโต๊ะนี่ก็เชื่อมติดกับโครงสร้างตึกเลย โต๊ะทำจากเหล็กไอบีม เพราะผมต้องนั่งบนโต๊ะได้ แล้วก็ต้องมีลิ้นชัก มันจะได้หนา จะได้บังขาโต๊ะได้ เรื่องทำธุรกิจกับทำงานสร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์นี่ผมทำไปไกลกว่ามาก” เขาหัวเราะ แล้วลุกไปนั่งบนโต๊ะให้ดู

04

เก็บไว้เตือนความจำ

บนโต๊ะทำงานลอยได้ของเขา มีโทรศัพท์สำนักงานวางอยู่หนึ่งเครื่อง คาดว่าเขาน่าจะยังใช้งานอยู่ ส่วนเครื่องฉายสไลด์แบบถาดกลม แค่วางประดับ

“มันเป็นธุรกิจแรกที่ผมทำ เก็บไว้เตือนความจำ ผมเป็นคนชอบเก็บของเก่า ของเก่าของตัวเองก็เก็บ รูปอากงอาม่าเก็บหมด”

คุณเสริมคุณเป็นลูกชายคนเล็ก เขามีพี่ชายอีก 4 คน บ้านของเขาทำห้างเล็กๆ ที่จังหวัดนครสวรรค์ (ห้างแฟรี่แลนด์ในปัจจุบัน) เขาเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนมัธยมที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และจบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ทีแรกเขาอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์เพราะสนใจในเหตุบ้านการเมือง แต่เมื่อได้ถ่ายภาพจึงเปลี่ยนไปเรียนสาขาภาพยนตร์แทน เขาเริ่มถ่ายภาพ Photo Essay ตั้งแต่เรียนปีสอง เริ่มถ่าย Street Photo ตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ซึ่งเมืองไทยยังไม่ค่อยมีคนถ่ายนัก

หนุ่มหน้าตี๋จากนครสวรรค์ได้ทำงานเป็นช่างภาพอาชีพตั้งแต่ยังเป็นนิสิต มีลูกบ้าใช้ได้ มีงานหนึ่งเขาต้องหามุมถ่ายสะพานพระราม 7 มุมที่เขาเลือกคือ การปีนเสาไฟฟ้าที่บางกรวย เขาได้รับอนุญาตจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และมีช่างไฟฟ้าปีนตามขึ้นไปด้วย พอมีเมฆฝนตั้งเค้า ช่างไฟฟ้าขอปีนลงเพราะไม่อยากเป็นสายล่อฟ้า แต่เขาไม่ลงจนกว่าจะได้รูปที่พอใจ

ก่อนเรียนจบมีรุ่นพี่มาชวนร่วมหุ้นเปิดบริษัท รับถ่ายโปสเตอร์ โบรชัวร์ ปฏิทิน และปฏิทินนู้ด เขารับหน้าที่คิดคอนเซปต์และถ่ายภาพ ช่วงนั้นเขามีโอกาสได้ถ่ายภาพงานสำคัญอย่างการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และได้ถ่ายภาพโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ทำงานภาพนิ่งมาได้พักใหญ่ เขาก็สนใจงานมัลติมีเดียจนเปิดบริษัท บริษัท ดิอายส์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2529 เพื่อรับผลิตสื่อมัลติมีเดียและมัลติวิชัน ซึ่งถือว่าแปลกใหม่และทันสมัยมากในช่วงนั้น

จากนั้นก็ให้เช่าอุปกรณ์เกี่ยวกับแสงสีเสียงสำหรับจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ต จนกลายมาเป็น CMO บริษัทออแกไนเซอร์ที่ให้บริการด้านงานสร้างสรรค์และบริหารอีเวนต์แบบครบวงจรเป็นรายแรกของประเทศ

05

ถ้าเราเอางานมารวมกัน มันก็จะเป็นห้องรับแขกของพวกเขา

เดินออกจากห้องทำงานของเขาตรงต่อเข้าไปในตึก จะเป็นทางเข้าศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานประติมากรรมที่ครบเครื่องที่สุดในประเทศ ตัวงานตั้งอยู่บนชั้นสองของโกดังขนาดใหญ่ ชั้นล่างเป็นสำนักงานยุคใหม่ที่มีเปียโน โต๊ะปิงปอง มีห้องประชุมหลายแนว และงานประติมากรรมของ Alex Face ตัวเบ้อเริ่ม

เขาตั้งใจออกแบบที่ทำงานให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย พนักงานจะได้รู้สึกว่ามาทำงานเหมือนมาเล่น ความสร้างสรรค์จะได้เกิด

“ประมาณปีสามศูนย์กว่าๆ ผมไปดูงานที่บริติชมิวเซียม ผมชอบงานหน้ากากผู้หญิงของศิลปินยุโรปตะวันออกท่านหนึ่งมาก อยากซื้อหนังสือรวมผลงานของเขา เล่มละสองหมื่นห้า แต่แถมงานประติมากรรมหนึ่งในร้อยเอดิชันให้ด้วยหนึ่งชิ้น” เขาเล่าถึงงานศิลปะชิ้นแรกในชีวิตที่ซื้อ หลังจากนั้นช่วงที่ห้างเกษรพลาซ่าเปิดตัวใหม่ๆ เขาก็ได้ดูงานของภาพวาดของ อนันต์ ปาณินท์ (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2562) ก็เลยได้เริ่มซื้องานศิลปินไทย

พอมีงานศิลปะได้จำนวนหนึ่งเขาก็มีทิศทางในการเก็บงานที่ชัดเจน ไม่ได้เก็บจากความชอบ ไม่ได้เก็บเพราะจะเก็งราคา แต่เก็บเพื่อจะสร้างพิพิธภัณฑ์

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“ผมเก็บงานตามประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยเลย เรามีงานในยุคนั้นยุคนี้หรือยัง ตอนแรกผมจะชวนอาจารย์ด้านศิลปะมาตั้งเป็นคณะกรรมการ แต่อาจารย์บอกว่า อย่าเลย ให้ผม Curate เองดีกว่า จะได้เป็นคาแรกเตอร์ของผมเอง ผมก็ต้องศึกษาด้วยตัวเอง อ่านหนังสือเยอะๆ”

นักสะสมศิลปะรายใหญ่คนหนึ่งของประเทศเล่าต่อว่า งานของศิลปินยุคใหม่ที่ยังไม่ดังเขาก็เก็บ เก็บโดยไม่คิดว่าในอนาคตจะเป็นไร ไม่ว่าจะเป็นงานของ อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ซึ่งเขาซื้อตั้งแต่นิทรรศการแรก หรือเมื่อต้นปีเขาก็เพิ่งไปซื้องานของ นักรบ มูลมานัส ถึงบ้าน

“ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเขาจะไปถึงไหน งานชิ้นต่อๆ ไปจะเป็นยังไง แต่ผมรู้ว่าวันนี้เขาทำได้ดี ชิ้นที่ผมซื้อมันดีแล้ว มันก็จบแล้วสำหรับผม” พูดจบเขาก็หยิบกาแฟขึ้นจิบ

การเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมื่อ พ.ศ. 2547 ทำให้นักทำอีเวนต์คนนี้ได้ทำอะไรมากมายที่ไม่เคยทำ อย่างเช่น โครงการอนุรักษ์งานของ อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ซึ่งเขาอยากรู้ว่าถ้ามีเอกชนรายหนึ่งตั้งใจจริงในขับเคลื่อนวงการศิลปะไทย จะทำได้ไหม เขาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อปั้นงานของอาจารย์เขียนขึ้นมาใหม่ เป็นงานรีโปรดักชันที่ปั้นโดยมานพ สุวรรณปินฑะ และตรวจโดยเหล่าอาจารย์ที่เคยเห็นงานชิ้นจริง

ด้วยความที่เขาทำพิพิธภัณฑ์และทำโครงการเหล่านี้เพื่อการศึกษา โดยไม่ได้มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้รับความร่วมมือจากผู้คนมากมาย จนเขาได้ทำงานรีโปรดักชันรูปปั้นครุฑของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี หน้าไปรษณีย์กลาง และรูปหล่อสิงโตสำริด ผลงานของ ช่วง มูลพินิจ ที่เคยอยู่หน้าธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“เราเป็นเอกชนคนหนึ่ง แต่เราสัญญาว่าจะไม่เอาไปขาย จะเอาไปทำประโยชน์ต่อสาธารณะ พอเราตั้งใจทำจริงๆ ก็มีคนเชื่อเหมือนเราให้การสนับสนุน แต่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์”

คุณเสริมคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า การทำพิพิธภัณฑ์แบบนี้ต้องเป็นคนที่รวยมาก เขาไม่ได้รวยขนาดนั้น แต่ก็อยากทำ

“มันเริ่มจากเราสงสารงานที่ถูกทิ้งขว้าง เราดูมิวเซียมมาเยอะ เราเห็นว่าศิลปินไทยก็มีความสามารถ ถ้าเราเอางานมารวมกัน มันก็จะเป็นห้องรับแขกของพวกเขา ทุกวันนี้ผมยังทำรายงานส่งศิลปินทุกคนว่า ปีที่แล้วมีใครมาเยี่ยมชมบ้าง กี่กลุ่ม ตอนที่พิพิธภัณฑ์ในสิงคโปร์จะทำคอลเลกชันเขาก็มาฟังบรรยายที่นี่ แล้วเราก็ให้คอนแทกไปซื้องานจากศิลปินเพื่อไปแสดงที่สิงคโปร์ เราช่วยส่งเสริมศิลปินเท่าที่จะช่วยได้” เจ้าของพิพิธภัณฑ์ศิลปะย้ำว่า เขาเน้นเก็บงานของศิลปินไทย

“ศิลปินต่างชาติมีคนเก็บเยอะแล้ว มันเป็นหน้าที่ของคนไทยหรือเปล่าที่จะแสดงศักยภาพของศิลปินไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า ศิลปินไทยก็มีฝีมือเหมือนกันนะ”

นักสะสมงานศิลปะคนนี้มีงานประติมากรรมในครอบครองอยู่ราว 200 ชิ้น แล้วก็ยังมีงานศิลปะที่อายุเกิน 100 ปี งานศิลปะร่วมสมัยทั้งงานประติมากรรม จิตรกรรม ภาพพิมพ์ สีฝุ่น สีน้ำ งานจัดวาง และเฟอร์นิเจอร์ รวมกันทั้งหมดประมาณ 750 ชิ้น

ส่วนใหญ่จัดแสดงอยู่ในบ้านของเขา

06

ผมให้คุณดูเลย เข้าได้หมด ถึงห้องนอนผมเลย

คนระดับเสริมคุณ คุณาวงศ์ ถ้าอยากทำพิพิธภัณฑ์สักแห่ง เขาจะเลือกทำที่ไหนก็ได้ แต่เขากลับเลือกทำในบ้านตัวเอง ให้ผู้มาเยี่ยมชม เดินเข้ามาชมทุกซอกทุกมุมในบ้านตัวเอง เข้าไปถึงห้องนอน ถ้าวันไหนมีคนมาดูงาน เขาก็ต้องออกจากบ้าน

ทำไม

“ผมประทับใจ Sir John Soane’s Museum ในอังกฤษมาก พาลูกไปดูหลายครั้งเลย ไปมากว่าสิบปี เขาเป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่หนุ่ม เพราะชนะประกวดแบบรัฐสภาอังกฤษ เลยเป็นคนที่มีฐานะ เพราะมีคนมาจ้างเยอะ ยุคนั้นเป็นยุคที่อังกฤษไปล่าอาณานิคม ไปขุดสมบัติจากอียิปต์ เขาเลยมีหีบศพมัมมี่ที่เป็นหินควอตซ์ มีของอียิปต์จำนวนหนึ่ง มี Replica ของกรีกด้วย” เขาเล่าที่มาของแรงบันดาลใจในการเปิดบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์

“หนึ่ง ผมชอบบรรยากาศ สอง มันเป็นวิธีที่ง่ายในการให้ลูกๆ สืบทอด เก็บรวบรวมไว้เป็นแกลเลอรี่มันจะจัดการง่ายกว่า เก็บไว้แบบนี้” เขาชี้มือไปที่งานศิลปะที่วางอยู่รอบห้องทำงาน “มันเป็นวิธีเก็บที่ผมชอบ”

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เขาเปิดบ้านในซอยลาดพร้าว 50 เป็น ‘บ้านพิพิธภัณฑ์เสริมคุณ คุณาวงศ์’ เพื่อแสดงศิลปวัตถุโบราณ ศิลปะร่วมสมัย เฟอร์นิเจอร์เก่ากว่า 300 ชิ้น ซึ่งเขาสะสมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535

บ้าน 3 ชั้น บนพื้นที่ 800 ตารางเมตร จัดแสดงงานทั้งภายในและภายนอก มี 12 โซนย่อย มีงานหุ่นหลวงของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต งานของศิลปินอย่าง ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประกิต (จิตร) บัวบุศย์, ช่วง มูลพินิจ, เขียน ยิ้มศิริ, ชำเรือง วิเชียรเขตต์, เพชร วิริยะ, ประทีป คชบัว, พิชัย นิรันต์ และ ปรีชา เถาทอง

“ผมเก็บทุกอย่างที่เป็นความหลงใหลของผม เฟอร์เนิเจอร์ก็เยอะ เก้าอี้ โต๊ะ ตู้ หีบ เยอะแยะ บ้านหลังนี้สร้างมายี่สิบปีแล้ว ตอนที่ปรับปรุงบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ภารกิจหลักคือ การใส่เฟอร์นิเจอร์เข้าไป มิวเซียมเฮาส์ในโลกนี้ ไม่มีใครให้ไปดูขณะมีชีวิตนะ ส่วนมากเป็นบ้านยุคปีหนึ่งพันแปดร้อย แต่บ้านผมนี่ยุคสองพัน ผมให้คุณดูเลย เข้าได้หมด ถึงห้องนอนผมเลย วันที่คนมาดูงานผมต้องออกจากบ้านนะ หรือไปอยู่ในห้องลูกคนเล็ก ซึ่งเขาไม่ให้นำห้องนอนมาจัดแสดง เราเปิดบ้านวันเสาร์ เดือนละครั้ง แต่ถ้าตายแล้วจะให้เดินทุกวัน” แต่ช่วงนี้หลังจากสถานการณ์ COVID-19 บ้านพิพิธภัณฑ์หลังนี้ก็งดรับแขกชั่วคราว

แล้วเขาได้อะไรจากการเปิดบ้านให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาเดินชม การเปิดบ้านเดือนละวัน วันละ 3 รอบ รอบละ 10 คน ค่าเข้าชมคนละ 300 บาท คงไม่ได้ทำให้เขาร่ำรวย

“หนึ่ง ผมได้อยู่ในบ้านที่สวยจนผมตาย สอง ผมสร้างแรงบันดาลใจให้คนกลับไปทำบ้านสวยๆ ไปเก็บงานศิลปะ มันไม่เหมือนดูงานในแกลอรี่นะ เพราะคนที่มาดูเขาจะกลับไปทำบ้านกันหมด หลังจากที่เราทำมาปีหนึ่ง ก็พบว่ามันดี ไม่ได้ดีด้วยจำนวนคนมานะ เพราะคนไม่ได้เยอะ แต่มันดีกับคนที่ได้มา แรงบันดาลใจที่เขาได้กลับไป ผมว่ามันคุ้มมากๆ เหมือนคุณทำอะไรดีๆ อย่างหนึ่ง มีคนมาดูร้อยคน มีคนได้แรงบันดาลใจสิบคน เอาแรงบันดาลใจนี้ไปทำอะไรต่อสองคน นั่นก็สุดยอดแล้ว แค่นี้ผมก็รู้สึกว่ามันดีแล้ว”

และการเปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ก็ส่งผลกับตัวเขาเองด้วย

“ความฝันที่อยากมีคอลเลกชันที่สุดยอดในด้านใดด้านหนึ่งมันลดลง กลายเป็นสนใจองค์รวมมากกว่า เดินเข้ามาดูแล้วกลมกล่อม แต่เราต้องชอบมันเป็นหลักนะ เพราะเราต้องอยู่กับมัน ถ้าคนมาดูแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”

คุณเสริมคุณพูดถึงเคล็ดลับในการจัดบ้านของเขาว่า “ผมเป็นคนที่เพลิดเพลินกับวิชวล วิธีจัดบ้านของผมง่ายนิดเดียว ไม่ว่าจะนั่งตรงไหน คุณต้องเห็นอะไรดีๆ เก้าตัวนี้จะเห็นอะไร เก้าอี้ตัวนั้นจะเห็นอะไร ทางเดินนั้นเดินมาแล้วจะเห็นอะไร ผมวางองค์ประกอบไว้หมด”

07

น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์สุดท้ายในชีวิตผม

ตอนเรียนนิเทศ ความฝันอย่างเดียวของเขาคือ มีสตูดิโอ แล้วโชคชะตาก็พาเขาทำมัลติวิชัน เขาไม่ได้มองอะไรไกลมาก มองแค่ก้าวต่อไปที่จะเดิน เป้าหมายตอนนี้มีแค่สองเรื่อง คือ พาธุรกิจผ่านโควิดไปโดยที่บอบช้ำน้อยที่สุด และเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์เฟสสอง เพื่อให้ลูกจัดการงานศิลปะทั้งหมดได้ง่ายที่สุดในวันที่เขาไม่อยู่แล้ว

“น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์สุดท้ายในชีวิตผม ถัดจากนี้คงไม่มีแรงสร้างแล้ว ตัวอาคารก็เป็นทรงสไตล์บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ แต่ว่าใหญ่เลย พื้นที่พันสามร้อยตารางเมตร บ้านเก่าแค่สามสี่ร้อยตารางเมตร มีหอพระแยกออกมาต่างหากด้วย มีห้อง Dining Room ขนาดใหญ่ มีห้องน้ำชา ห้องเวิร์กช็อป ห้องนั่งทำงานได้ มีมุมของเก่าของบรรพบุรุษเรา เพราะคุณปู่ผมทำอะไรไว้เยอะมากที่นครสวรรค์ ทำเยอะกว่าผมอีกนะ สร้างมูลนิธิ ให้ทุนอุดหนุนโรงพยาบาล อายุสี่สิบกว่าเขาก็ไม่ทำงานแล้ว มาทำอะไรพวกนี้

“แล้วก็เป็นบ้านที่มีระบบอำนวยความสะดวกในบั้นปลายชีวิต เช่น สระออกกำลังกายในน้ำ เตรียมให้เราอยู่ที่นี่จนตาย” คุณเสริมคุณหยิบสมุดสเก็ตช์มาเปิดให้ดู พี่ชายของเขา ดร.ชเล คุณาวงศ์ ผู้ออกแบบบ้านของเขาและบ้านหลังใหม่ อยากให้เขามีส่วนร่วมในการออกแบบเยอะๆ อยากเห็นอาคารออกมาเป็นยังไง ก็สเก็ตช์ออกมาเลย แล้วสถาปนิกมืออาชีพจะเอาไปทำให้มันเป็นแบบจริงๆ

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย
เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย
เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

นอกจากภาพสเก็ตช์อาคารแล้ว เขาก็ยังบันทึกบางความคิดไว้ด้วยตัวหนังสือ บางหน้าก็ใช้เป็นที่ซ้อมมือวาดภาพ Figure ของคน ท้ายภาพทุกภาพ เขาจะเซ็นชื่อและลงวันนี้ไว้ เขาได้นิสัยนี้มาจากคุณพ่อที่จะเขียนปี พ.ศ. ไว้ที่ด้านล่างของภาพถ่ายทุกใบ เขามีสมุดแบบนี้อีก 20 กว่าเล่ม

คุณเสริมคุณพูดถึงพิพิธภัณฑ์แห่งสุดท้ายที่จะสร้างเสร็จในอีก 2 ปีครึ่งว่า “ประวัติศาสตร์สอนว่า ไม่มีคอลเลกชันไหนที่อยู่ได้ตลอดไป หวังว่าคอลเลกชันนี้จะยังอยู่ตอนที่เรายังอยู่ ถ้าจะเมตตาไม่ให้เราเจ็บปวดมาก รอให้เราตายก่อนแล้วคอลเลกชันค่อยพังก็แล้วกัน ถ้าลูกทำได้ดี ก็อาจจะรักษาคอลเลกชันนี้ไปได้อีกสักหนึ่งหรือสองรุ่น ที่พิพิธภัณฑ์เซอร์ จอห์น โชน ของร้อยห้าสิบปี สองร้อยปี ก็ยังโชว์อยู่ แต่ก็อาจจะมีของที่ไม่อยู่แล้วบ้าง เราก็บอกลูกว่า ถ้าจำเป็นต้องขายงานชิ้นสำคัญไปบ้างเพื่อดูแลให้คอลเลกชันทั้งหมดอยู่ได้นานขึ้น ก็ทำได้ แต่ผมจัดการเรื่องหุ้นในบริษัทให้ลูก เป็นเงินเพื่อดูแลตัวเอง จะได้ไม่ต้องเอาคอลเลกชันไปขาย”

08

เป็นความบังเอิญ หรืออะไรก็ไม่รู้

“เรื่องการหย่าและการมีชีวิตใหม่” เขาตอบทันที เมื่อผมถามว่า มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าอีกบ้าง งานแต่งงานครั้งใหม่ของเขากับ คุณยุพเรศ เกษสาคร ซึ่งจัดในศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ เมื่อปลาย พ.ศ. 2561 ถือเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงสังคมที่ใครๆ ต่างพูดถึง

“ผมใช้เวลายี่สิบห้าปีอยู่กับคุณสุรีย์ ภรรยาคนแรก มันมีช่วงเวลาที่ดีมากๆ อยู่ยี่สิบปี เราควรคิดว่าเรามีเวลาดีๆ กันตั้งยี่สิบปี เวลาดีๆ นั้น ความทรงจำนั้นมันงดงาม เกิดมาเป็นลูกเราสองคน ซึ่งก็ยังเป็นลูกเราสองคนตลอดไป เราไม่ควรคิดว่า อยู่กันมาตั้งยี่สิบห้าปี ไม่น่าเลิกกันเลย ผมก็ตั้งคำถามว่า เรามีห้าปีที่ไม่ดี แล้วจะเราจะอยู่แบบไม่ดีไปอีกสี่สิบกว่าปีหรือ ครอบครัวผมตายตอนอายุเก้าสิบกว่ากันหมด ผมเดาว่าตัวเองก็น่าจะเป็นแบบนั้น

“แทนที่จะเราจะอยู่กับความรู้สึกที่ไม่ดี เราไปมีช่วงที่สองของชีวิตดีกว่า จะมีชีวิตคู่ครั้งใหม่ก็ได้ หรือไม่ต้องอยู่กับใครก็ได้ อย่ามองว่าการหย่าเป็นเรื่องไม่ดี อาจจะดีกว่าตอนอยู่ด้วยกันก็ได้

“สังคมไทยเปิดกว้างกับหลายๆ เรื่อง LGBT ก็ได้หมดแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเปิดกว้างเกี่ยวกับการหย่าและการเริ่มต้นใหม่ ทำไมคุณไม่ให้โอกาสตัวเองเรื่องนี้ สังคมไทยจำนวนมากยังอยู่กันแบบไม่ได้เป็นชีวิตคู่แล้ว แต่อยู่กันไปเพื่อลูก เพื่อเศรษฐกิจ อยู่กันไปอย่างนั้น ต่างคนก็ต่างไปมีคนรักต่างหาก โดยไม่เปิดเผย ซึ่งสำหรับผมไม่ได้ ถือว่ามันไม่ให้เกียรติคนใหม่ ผมไม่ได้หย่ากับคุณเพราะมีคนใหม่ แต่พอหย่าแล้ว ผมจะไปหา ผมทำงั้นจริงๆ นะ หย่าแล้วผมสแกนหาเลยปีนึง ผมไม่อยากให้คนนั้นเป็นเหยื่อของการเลิกรา” คุณเสริมคุณตอบอย่างออกรส

ชั้นบนผนังในห้องทำงานมีภาพแกะไม้รูปภรรยาคนปัจจุบันของเขา เคียงข้างงานศิลปะของศิลปินดังๆ ผมสงสัยว่า ใครเป็นคนเลือกภาพนี้มาวางไว้ตรงนี้

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“นี่ไม่ใช่ภาพภรรยาผม” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “สามปีสุดท้ายของการใช้ชีวิตคู่กับภรรยาคนแรก ผมทำภาพพิมพ์เป็นงานแกะไม้ ผมเขียนสดบนไม้ แล้วก็แกะเอง วิธีการคือ เปิดนิตยสาร ชอบรูปไหนก็เอามาแกะ แต่ไม่ว่าผมจะแกะภาพผู้หญิงคนไหน หน้าตาก็จะออกมาคล้ายๆ กัน ลูกสาวถามผมอยู่สามทีว่า แอบคบกับพี่จิ๊บ (ยุพเรศ เกษสาคร) ก่อนหรือเปล่า เพราะเขาก็คิดว่าเป็นรูปภรรยาผม ผมจะไปคบได้ยังไงล่ะ ผมจดไว้หมดว่าเจอกันวันแรกวันไหน เปิดดูได้เลย”

คุณเสริมคุณให้เลขาไปหยิบของชำร่วยวันแต่งงานมาให้ เป็นสมุดบันทึกที่ด้านในมีภาพแกะไม้ฝีมือของเขาแทรกอยู่ ก็เป็นอย่างที่เขาว่า ผู้หญิงในภาพไหนๆ ก็หน้าตาก็คล้ายกัน

“จะเป็นความบังเอิญ หรืออะไรก็ไม่รู้” เขาบอกแบบนั้น

09

ได้กินพิซซ่าชิ้นหนึ่งกับไดเอตโค้กตอนเย็นของวันหนึ่ง ก็มีความสุขแล้ว

ชายวัย 60 ปี คนนี้ยังไม่คิดเรื่องเกษียณ เขายังสนุกกับการทำงาน ยังอยากทำงานไปเรื่อยๆ เพียงแต่อาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบและบทบาทไปตามความสนใจ

เขาทำงานอีเวนต์มาก็มากมาย ยังมีงานประเภทไหนอีกไหมที่เขายังค้างคาใจ อยากทำให้สำเร็จก่อนวางมือ

“งานที่ผมทำมันแล้วแต่จังหวะโอกาส แต่เราก็มีความตั้งใจนะ งาน Mapping กำแพงวัง เราคิดก่อนจะได้ทำจริงเป็นสิบปี คิดแล้วก็เสนอไปเรื่อยๆ เจอใครก็เสนอ เสนอจนได้ทำ ตอนนี้ผมอยากทำเทศกาลแสงที่อยุธยา ทำทั้งเมือง ให้คนได้ไปเที่ยวอยุธยาตอนกลางคืน แต่ละวัดใช้เทคนิคไม่เหมือนกัน ซื้อตั๋วทีเดียวไปดูได้หมด จ่ายเงินสามร้อย มีบริการรถชัตเทิลบัสพานั่งวนไปวนมา ของก็ให้ชาวบ้านขาย กระจายเศรษฐกิจ การปิดเมืองแบบทำให้เนี้ยบ น่าทำ ควรทำด้วย ทำสามเดือน อาจจะใช้เงินสักสองร้อยล้าน แต่ได้เงินกลับมาหลายพันล้าน คุ้มนะ” เขาพูดเหมือนเดิมว่า เจอใครก็จะเล่าไอเดียนี้ให้ฟัง จนกว่ามันจะเป็นจริง

ถ้าให้ลองนึกย้อนกลับไป งานทั้งหมดที่เคยทำมา งานชิ้นไหนทำให้เขามีความสุขที่สุด

“ความสุขของผมมันไม่ได้มาจากงานชิ้นใหญ่หรือเล็ก ความสุขตอนได้งานศิลปะมาใหม่ๆ สักพักมันก็ค่อยๆ หายไป ตอนนี้ผมมองความสุขเป็นเรื่องง่ายมาก ผมโชคดีตรงที่ได้รับความสุขแบบที่เขาอวยพรกัน ขอให้มีความสุขความสำเร็จ ผมได้มาง่ายมาก บางครั้งก็แค่ได้กินพิซซ่าชิ้นหนึ่งกับไดเอตโค้กตอนเย็นของวันหนึ่ง ก็มีความสุขแล้ว เท่านี้เอง” นักสร้างสรรค์ยิ้ม แล้วหยิบบิสกิตอีกชิ้นเข้าปาก

01

CEO ของ CMO

ด้านหน้าอาณาจักร CMO Group ในซอยนวลจันทร์ มีป้ายบอกทางชี้ไปยังตึกต่างๆ ของบริษัทในเครือ ผู้มาเยือนส่วนใหญ่น่าจะมองหาป้ายศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ ไม่ก็สตูดิโอต่างๆ

ไม่มีป้ายชี้ไปห้องทำงาน CEO ของ CMO ผมมองหาตึกหน้าสุด ผมมีนัดกับเขาที่ตึกนี้

ถ้าวานผู้คนในวงการศิลปะให้แนะนำตัว คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์ คงได้คำบรรยายว่า เขาเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ และเปิดบ้านของตัวเองเป็น ‘บ้านพิพิธภัณฑ์เสริมคุณ คุณาวงศ์’ เขาทำโครงการเกี่ยวกับงานศิลปะที่น่าสนใจมากมาย แล้วก็ยังเป็นช่างภาพที่เคยแสดงงานภาพถ่ายหลายครั้ง รวมทั้งเป็น 1 ใน 7 ช่างภาพหลักที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เรื่องสุดท้ายที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ เขาเป็นเจ้าของคอลเลกชันงานศิลปะร่วมสมัย งานศิลปะเก่า โบราณวัตถุ และเฟอร์นิเจอร์โบราณ ราว 700 ชิ้น

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

ส่วนคนในวงการอีเวนต์น่าจะพูดถึงชายวัย 60 ปี คนนี้ว่า เป็นผู้ปลูกปั้นบริษัทอีเวนต์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีสไตล์งานที่ชัดเจน จนเป็นบริษัทออแกไนเซอร์แห่งแรกที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เมื่อ พ.ศ. 2547

อีกมุม เขาเปรียบได้กับครูใหญ่คนหนึ่งของวงการอีเวนต์ เพราะน้องๆ ในทีมของเขาแยกตัวออกมาตั้งบริษัทสร้างความคึกคักให้กับวงการอย่างน้อยๆ ก็ 10 บริษัท

บางคนก็ป้องปากกระซิบกันว่า เขาเป็นปลาใหญ่ที่ชอบเข้าไปร่วมทุนกับปลาเล็ก

พนักงานรีเซฟชันให้ข้อมูลเพิ่มว่า ห้องทำงานของเจ้านายเธออยู่ที่ชั้นสาม แต่ก่อนจะเดินเข้าตึกกรุณาไปยืนหน้าจุดตรวจวัดอุณหภูมิด้วยตนเอง ยืนตรงจุดที่กำหนด จะมีแสงอินฟาเรดยิงเข้าใบหน้า แล้วรายงานผลเป็นตัวเลขอุณหภูมิที่หน้าจอ ถ้าไฟขึ้นสีเขียวแปลว่า เราไม่มีไข้ เดินเข้าตึกได้

ลิฟต์ที่นี่ไม่ต้องใช้มือกด หน้าลิฟต์มีปุ่มให้ใช้เท้าเหยียบเพื่อเรียกลิฟต์ เข้าไปก็ใช้เท้าเหยียบปุ่มเพื่อเลือกชั้น หรือจะเอานิ้วยื่นไปสัมผัสระบบเซ็นเซอร์ตรงเลขชั้นก็ได้

ทั้งหมดนั้นเป็นเทคโนโลยีไทยประดิษฐ์ที่ทำกันเองในบริษัทช่วง COVID-19

อันที่จริง ลิฟต์ตัวนี้พวกเขาก็ซื้อมาแค่โครง แล้วดัดแปลงใหม่จนกลายเป็นลิฟต์แก้วที่เข้ากับตึกแบบพอเหมาะพอเจาะ

ความเป็นนักทดลองและนักประดิษฐ์ของชาว CMO นั้นขึ้นชื่อมาเนิ่นนาน พวกเขาออกแบบน้ำพุเต้นระบำครั้งแรกของประเทศไทยในงานอีเวนต์หนึ่งที่จัดในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ช่วงที่ศูนย์เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ทำหนังสามมิติเป็นเรื่องแรกของประเทศไทย และทำระบบล้ำๆ อีกมากมาย ถ้าเห็นต่างชาติทำอะไรได้ แทนที่จะซื้อเทคโนโลยีนั้นมาในราคาแสนแพง พวกเขาจะหาทางพัฒนาด้วยตัวเอง

02

ถ้าผมไม่มีภาพลักษณ์พวกนี้ ซีเอ็มโออาจจะเจริญกว่านี้นะ

“ซีเอ็มโอถูกหน่วงด้วยภาพลักษณ์ของผมนี่แหละ” คุณเสริมคุณเริ่มต้นบทสนทนาหลังจากผมชื่นชมเทคโนโลยีไทยประดิษฐ์มากมายของบริษัทเขา “บริษัทเราไม่ได้โบราณ เรามีนวัตกรรมมาโดยตลอด แล้วเราก็มีภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานวังๆ วัดๆ ด้วย ภาพลักษณ์ของผมเองก็ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทั้งที่เทคโนโลยีทั้งหมดก็มาจากผม ถ้าผมไม่มีภาพลักษณ์พวกนี้ ซีเอ็มโออาจจะเจริญกว่านี้นะ” เจ้าของบริษัทนักสะสมงานศิลปะหัวเราะ แล้วชวนไปดู PM Live Studio ที่อยู่ด้านในสุดของของบริษัท

ภาพลักษณ์ของคุณเสริมคุณกับสิ่งที่เขาเป็นดูจะไม่ตรงกันนัก อีกมุมหนึ่งเขาเป็นคนสนใจเทคโนโลยีมาก และบริษัทของเขาก็เคยเข้าไปถือหุ้นในบริษัทออนไลน์เอเจนซี่ Thoth Media บริษัทไลฟ์สไตล์อีเวนต์ Momentum S บริษัทอีเวนต์ด้านดนตรี Muse และบริษัทเทคโนโลยีออนไลน์ Varp Event

ปีที่แล้ว CMO จัดงานประชุมด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด ทำแบบครบวงจร มีแพทย์เดินทางมาประชุมจากทั่วโลก 3,000 กว่าคน เป็นคนไทยราว 500 คน มีห้องประชุมย่อย 12 ห้อง แต่ละห้องมี 4 ช่วง มีวิทยากรทั้งหมดราว 800 คน

“คนพูดแปดร้อยคน ทุกคนมีสไลด์ เราต้องมีห้องโหลดสไลด์ ตั้งเซิร์ฟเวอร์แล้วต่อสายไฟเบอร์ออฟติกไปที่สิบสองห้อง ให้สแตนด์บายในเวลาที่กำหนด แค่ระบบนี้ก็ซูเปอร์ไฮเทคแล้ว เราก็ทำกันเอง”

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เขาเล่าต่อว่า ในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่อีเวนต์ทั้งหลายถูกยกเลิก บริษัทของเขาเอาสตูดิโอที่มีอยู่มาติดตั้งอุปกรณ์ทั้งระบบเสียง แสง จอ แล้วให้เช่าในราคาที่เป็นมิตรมาก เพื่อใช้จัดงานอีเวนต์แบบสตรีมมิ่ง ซึ่งจัดไปแล้วราว 25 งาน ทั้งงานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ จัดประชุมนานาชาติ งานประชุมดีลเลอร์แบบที่ห้องเห็นหน้าและมีระบบสั่งจองสินค้าได้ งานแฟนมีตที่ดารามาเจอแฟนคลับแบบออนไลน์ และคอนเสิร์ตออนไลน์ วันนี้ก็มีคนมากมายเดินเข้าออกสตูดิโอ เพราะง่วนกับการเตรียมจัดงาน ELLE Fashion Week 2020 แบบดิจิทัล

“ส่วนหนึ่งเป็นลูกค้าเราอยู่แล้ว อีกส่วนราวสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์เพิ่งรู้จักเราตอนที่ทำออนไลน์ ขนาดเราอยู่ตรงนี้มาสามสิบกว่าปี ให้เช่าอุปกรณ์ขนาดนี้ ยังมีคนที่ไม่รู้จักเราเลย เพราะคนมีหลายแวดวง ใครที่บอกว่า ตัวเองเป็นที่รู้จักของทุกคนในโลก เขาคิดผิด” คนทำอีเวนต์ชื่อดังของประเทศหัวเราะเสียงดัง

03

อันนี้ชัดเจนเลย ผมไม่มีความสามารถด้านธุรกิจ

ห้องทำงานของคุณเสริมคุณอยู่ชั้นสามตึกหน้าสุด เดินจากลิฟต์มาถึงห้องทำงานเขาเท้าก้าวไม่กี่ทีก็ถึง แต่ระหว่างทางก็จะผ่านงานศิลปะนานาชนิดของศิลปินชื่อดังมากมาย ชิ้นที่อยู่ข้างประตูห้องทำงานของเขาเป็นงานภาพถ่ายหญิงชายเปลือยกายท่อนบนซ้อนทับกันอยู่ มันคืองานของเขาเอง เขาบอกว่า ไม่มีกล้องถ่ายรูปมาสิบปีแล้ว จะใช้งานทีก็ใช้วิธีเช่า ส่วนภาพถ่ายในชีวิตประจำวันก็ถ่ายด้วยโทรศัพท์

ภายในห้องทำงานของเขาเต็มไปด้วยงานศิลปะซึ่งเขาบอกว่าเป็นคอลเลกชันกลางๆ ชิ้นเด็ดอยู่ที่พิพิธภัณฑ์และที่บ้าน ชิ้นที่เตะตาที่สุดคือ รูปหล่อสำริดของตัวเขาเอง ฝีมือของ มานพ สุวรรณปินฑะ เขาตั้งใจว่า ถึงวันที่เขาจากไป จะใช้รูปนี้วางไว้หน้าพิพิธภัณฑ์ เขาออกตัวว่ารูปนี้ทำมานานจนบุคลิกเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทั้งทรงผม แว่น หนวด และเขาไม่ได้ใส่เสื้อคอจีนแล้ว

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

หลังโต๊ะทำงานของเขามีตู้พระทรงไทยยุครัชกาลที่ 3 มีพระพุทธรูป 3 องค์ เป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง พระพุทธรูปสมัยอยุธยา และพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เขาเชิญให้ผมนั่งบนเก้าอี้โบราณจากฝรั่งเศสซึ่งสร้างราว ค.ศ. 1890 เป็นยุคที่สไตล์แบบเอเชียไปเป็นที่นิยมในฝรั่งเศส ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับตู้พระ โต๊ะไม้ที่อยู่ด้านข้างก็มาจากฝรั่งเศสในยุคเดียวกัน เป็นเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังสมัยนั้น มีลายเซ็นของนักออกแบบอยู่ในลิ้นชักด้วย

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เราเริ่มคำถามแรกกันที่ เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักสร้างสรรค์หรือนักธุรกิจ

“อันนี้ชัดเจนเลย ผมไม่มีความสามารถด้านธุรกิจ ถ้าผมมีความสามารถด้านธุรกิจนะ ผมต้องทำบริษัทให้รวยกว่านี้เยอะมาก” เจ้าของบริษัทมูลค่าหลักพันล้านตอบทันทีพร้อมเสียงหัวเราะ “ผมเป็นนักธุรกิจที่ห่วย ไม่ค่อยไปสมาคมกับใคร กลับบ้านเร็ว ไม่ก็นั่งอยู่ในห้องทำงานคนเดียว อาหารเย็นของผมคือ ซาลาเปาหนึ่งลูก หรือพิซซ่าหนึ่งชิ้น ไม่ก็แซนด์วิชเซเว่นหนึ่งซีก นั่งกินคนเดียวที่นี่ แล้วค่อยกลับบ้าน”

“การขายงานอีเวนต์จำนวนมาก มักจะไปขายงานกับลูกค้าในร้านอาหารตอนเย็นหรือตอนค่ำ แต่บริษัทเราไม่เคยทำ เราขายงานในห้องประชุม แล้วก็ไม่ค่อยไปกินข้าวกับลูกค้าด้วย ผมไม่ใช่คนทำอีเวนต์เป็นธุรกิจที่ดีนัก” เขาหัวเราะอีกรอบ

หลักในการทำงานอีเวนต์ของเขาไม่มีอะไรซับซ้อน Creative Management Organization ตามชื่อบริษัท ที่นี่คือองค์กรบริหารความคิดสร้างสรรค์ เมื่อตกตะกอนภาพฝันออกมาได้แล้ว ก็จะทำไปบริหารจัดการลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงซึ่งใช้ทักษะอีกแบบ

ผู้คร่ำหวอดในวงการอีเวนต์มา 30 กว่าปี วิเคราะห์จุดแข็งของบริษัทอีเวนต์ยักษ์ใหญ่ในประเทศให้ฟังทีละรายด้วยความชื่นชม ทั้งความสด ความคมในการขายงาน และการรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับลูกค้า แล้วก็วิเคราะห์จุดแข็งของบริษัทตัวเองว่า เป็นบริษัทที่ถนัดงานครีเอทีฟและโปรดักชันซึ่งมีลักษณะเฉพาะ มีลูกค้าระยะยาวที่ทำงานด้วยกันมาเนิ่นนานประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขาย

เมื่อพูดถึงความคิดสร้างสรรค์ เขาชี้ให้ดูโต๊ะทำงานที่ตั้งใจออกแบบมาพร้อมตึก เพื่อให้คนที่เดินเข้ามาในห้องแล้วเห็นว่าโต๊ะทำงานของเขาลอยอยู่

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“ผมออกแบบโต๊ะตัวนี้เอง มันมีแค่ขาเดียว ถ้าเดินเข้ามาจะไม่เห็นขาโต๊ะ เหมือนโต๊ะลอยได้ ขาโต๊ะนี่ก็เชื่อมติดกับโครงสร้างตึกเลย โต๊ะทำจากเหล็กไอบีม เพราะผมต้องนั่งบนโต๊ะได้ แล้วก็ต้องมีลิ้นชัก มันจะได้หนา จะได้บังขาโต๊ะได้ เรื่องทำธุรกิจกับทำงานสร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์นี่ผมทำไปไกลกว่ามาก” เขาหัวเราะ แล้วลุกไปนั่งบนโต๊ะให้ดู

04

เก็บไว้เตือนความจำ

บนโต๊ะทำงานลอยได้ของเขา มีโทรศัพท์สำนักงานวางอยู่หนึ่งเครื่อง คาดว่าเขาน่าจะยังใช้งานอยู่ ส่วนเครื่องฉายสไลด์แบบถาดกลม แค่วางประดับ

“มันเป็นธุรกิจแรกที่ผมทำ เก็บไว้เตือนความจำ ผมเป็นคนชอบเก็บของเก่า ของเก่าของตัวเองก็เก็บ รูปอากงอาม่าเก็บหมด”

คุณเสริมคุณเป็นลูกชายคนเล็ก เขามีพี่ชายอีก 4 คน บ้านของเขาทำห้างเล็กๆ ที่จังหวัดนครสวรรค์ (ห้างแฟรี่แลนด์ในปัจจุบัน) เขาเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนมัธยมที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และจบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ทีแรกเขาอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์เพราะสนใจในเหตุบ้านการเมือง แต่เมื่อได้ถ่ายภาพจึงเปลี่ยนไปเรียนสาขาภาพยนตร์แทน เขาเริ่มถ่ายภาพ Photo Essay ตั้งแต่เรียนปีสอง เริ่มถ่าย Street Photo ตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ซึ่งเมืองไทยยังไม่ค่อยมีคนถ่ายนัก

หนุ่มหน้าตี๋จากนครสวรรค์ได้ทำงานเป็นช่างภาพอาชีพตั้งแต่ยังเป็นนิสิต มีลูกบ้าใช้ได้ มีงานหนึ่งเขาต้องหามุมถ่ายสะพานพระราม 7 มุมที่เขาเลือกคือ การปีนเสาไฟฟ้าที่บางกรวย เขาได้รับอนุญาตจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และมีช่างไฟฟ้าปีนตามขึ้นไปด้วย พอมีเมฆฝนตั้งเค้า ช่างไฟฟ้าขอปีนลงเพราะไม่อยากเป็นสายล่อฟ้า แต่เขาไม่ลงจนกว่าจะได้รูปที่พอใจ

ก่อนเรียนจบมีรุ่นพี่มาชวนร่วมหุ้นเปิดบริษัท รับถ่ายโปสเตอร์ โบรชัวร์ ปฏิทิน และปฏิทินนู้ด เขารับหน้าที่คิดคอนเซปต์และถ่ายภาพ ช่วงนั้นเขามีโอกาสได้ถ่ายภาพงานสำคัญอย่างการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และได้ถ่ายภาพโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ทำงานภาพนิ่งมาได้พักใหญ่ เขาก็สนใจงานมัลติมีเดียจนเปิดบริษัท บริษัท ดิอายส์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2529 เพื่อรับผลิตสื่อมัลติมีเดียและมัลติวิชัน ซึ่งถือว่าแปลกใหม่และทันสมัยมากในช่วงนั้น

จากนั้นก็ให้เช่าอุปกรณ์เกี่ยวกับแสงสีเสียงสำหรับจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ต จนกลายมาเป็น CMO บริษัทออแกไนเซอร์ที่ให้บริการด้านงานสร้างสรรค์และบริหารอีเวนต์แบบครบวงจรเป็นรายแรกของประเทศ

05

ถ้าเราเอางานมารวมกัน มันก็จะเป็นห้องรับแขกของพวกเขา

เดินออกจากห้องทำงานของเขาตรงต่อเข้าไปในตึก จะเป็นทางเข้าศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานประติมากรรมที่ครบเครื่องที่สุดในประเทศ ตัวงานตั้งอยู่บนชั้นสองของโกดังขนาดใหญ่ ชั้นล่างเป็นสำนักงานยุคใหม่ที่มีเปียโน โต๊ะปิงปอง มีห้องประชุมหลายแนว และงานประติมากรรมของ Alex Face ตัวเบ้อเริ่ม

เขาตั้งใจออกแบบที่ทำงานให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย พนักงานจะได้รู้สึกว่ามาทำงานเหมือนมาเล่น ความสร้างสรรค์จะได้เกิด

“ประมาณปีสามศูนย์กว่าๆ ผมไปดูงานที่บริติชมิวเซียม ผมชอบงานหน้ากากผู้หญิงของศิลปินยุโรปตะวันออกท่านหนึ่งมาก อยากซื้อหนังสือรวมผลงานของเขา เล่มละสองหมื่นห้า แต่แถมงานประติมากรรมหนึ่งในร้อยเอดิชันให้ด้วยหนึ่งชิ้น” เขาเล่าถึงงานศิลปะชิ้นแรกในชีวิตที่ซื้อ หลังจากนั้นช่วงที่ห้างเกษรพลาซ่าเปิดตัวใหม่ๆ เขาก็ได้ดูงานของภาพวาดของ อนันต์ ปาณินท์ (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2562) ก็เลยได้เริ่มซื้องานศิลปินไทย

พอมีงานศิลปะได้จำนวนหนึ่งเขาก็มีทิศทางในการเก็บงานที่ชัดเจน ไม่ได้เก็บจากความชอบ ไม่ได้เก็บเพราะจะเก็งราคา แต่เก็บเพื่อจะสร้างพิพิธภัณฑ์

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“ผมเก็บงานตามประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยเลย เรามีงานในยุคนั้นยุคนี้หรือยัง ตอนแรกผมจะชวนอาจารย์ด้านศิลปะมาตั้งเป็นคณะกรรมการ แต่อาจารย์บอกว่า อย่าเลย ให้ผม Curate เองดีกว่า จะได้เป็นคาแรกเตอร์ของผมเอง ผมก็ต้องศึกษาด้วยตัวเอง อ่านหนังสือเยอะๆ”

นักสะสมศิลปะรายใหญ่คนหนึ่งของประเทศเล่าต่อว่า งานของศิลปินยุคใหม่ที่ยังไม่ดังเขาก็เก็บ เก็บโดยไม่คิดว่าในอนาคตจะเป็นไร ไม่ว่าจะเป็นงานของ อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ซึ่งเขาซื้อตั้งแต่นิทรรศการแรก หรือเมื่อต้นปีเขาก็เพิ่งไปซื้องานของ นักรบ มูลมานัส ถึงบ้าน

“ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเขาจะไปถึงไหน งานชิ้นต่อๆ ไปจะเป็นยังไง แต่ผมรู้ว่าวันนี้เขาทำได้ดี ชิ้นที่ผมซื้อมันดีแล้ว มันก็จบแล้วสำหรับผม” พูดจบเขาก็หยิบกาแฟขึ้นจิบ

การเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมื่อ พ.ศ. 2547 ทำให้นักทำอีเวนต์คนนี้ได้ทำอะไรมากมายที่ไม่เคยทำ อย่างเช่น โครงการอนุรักษ์งานของ อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ซึ่งเขาอยากรู้ว่าถ้ามีเอกชนรายหนึ่งตั้งใจจริงในขับเคลื่อนวงการศิลปะไทย จะทำได้ไหม เขาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อปั้นงานของอาจารย์เขียนขึ้นมาใหม่ เป็นงานรีโปรดักชันที่ปั้นโดยมานพ สุวรรณปินฑะ และตรวจโดยเหล่าอาจารย์ที่เคยเห็นงานชิ้นจริง

ด้วยความที่เขาทำพิพิธภัณฑ์และทำโครงการเหล่านี้เพื่อการศึกษา โดยไม่ได้มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้รับความร่วมมือจากผู้คนมากมาย จนเขาได้ทำงานรีโปรดักชันรูปปั้นครุฑของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี หน้าไปรษณีย์กลาง และรูปหล่อสิงโตสำริด ผลงานของ ช่วง มูลพินิจ ที่เคยอยู่หน้าธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“เราเป็นเอกชนคนหนึ่ง แต่เราสัญญาว่าจะไม่เอาไปขาย จะเอาไปทำประโยชน์ต่อสาธารณะ พอเราตั้งใจทำจริงๆ ก็มีคนเชื่อเหมือนเราให้การสนับสนุน แต่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์”

คุณเสริมคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า การทำพิพิธภัณฑ์แบบนี้ต้องเป็นคนที่รวยมาก เขาไม่ได้รวยขนาดนั้น แต่ก็อยากทำ

“มันเริ่มจากเราสงสารงานที่ถูกทิ้งขว้าง เราดูมิวเซียมมาเยอะ เราเห็นว่าศิลปินไทยก็มีความสามารถ ถ้าเราเอางานมารวมกัน มันก็จะเป็นห้องรับแขกของพวกเขา ทุกวันนี้ผมยังทำรายงานส่งศิลปินทุกคนว่า ปีที่แล้วมีใครมาเยี่ยมชมบ้าง กี่กลุ่ม ตอนที่พิพิธภัณฑ์ในสิงคโปร์จะทำคอลเลกชันเขาก็มาฟังบรรยายที่นี่ แล้วเราก็ให้คอนแทกไปซื้องานจากศิลปินเพื่อไปแสดงที่สิงคโปร์ เราช่วยส่งเสริมศิลปินเท่าที่จะช่วยได้” เจ้าของพิพิธภัณฑ์ศิลปะย้ำว่า เขาเน้นเก็บงานของศิลปินไทย

“ศิลปินต่างชาติมีคนเก็บเยอะแล้ว มันเป็นหน้าที่ของคนไทยหรือเปล่าที่จะแสดงศักยภาพของศิลปินไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า ศิลปินไทยก็มีฝีมือเหมือนกันนะ”

นักสะสมงานศิลปะคนนี้มีงานประติมากรรมในครอบครองอยู่ราว 200 ชิ้น แล้วก็ยังมีงานศิลปะที่อายุเกิน 100 ปี งานศิลปะร่วมสมัยทั้งงานประติมากรรม จิตรกรรม ภาพพิมพ์ สีฝุ่น สีน้ำ งานจัดวาง และเฟอร์นิเจอร์ รวมกันทั้งหมดประมาณ 750 ชิ้น

ส่วนใหญ่จัดแสดงอยู่ในบ้านของเขา

06

ผมให้คุณดูเลย เข้าได้หมด ถึงห้องนอนผมเลย

คนระดับเสริมคุณ คุณาวงศ์ ถ้าอยากทำพิพิธภัณฑ์สักแห่ง เขาจะเลือกทำที่ไหนก็ได้ แต่เขากลับเลือกทำในบ้านตัวเอง ให้ผู้มาเยี่ยมชม เดินเข้ามาชมทุกซอกทุกมุมในบ้านตัวเอง เข้าไปถึงห้องนอน ถ้าวันไหนมีคนมาดูงาน เขาก็ต้องออกจากบ้าน

ทำไม

“ผมประทับใจ Sir John Soane’s Museum ในอังกฤษมาก พาลูกไปดูหลายครั้งเลย ไปมากว่าสิบปี เขาเป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่หนุ่ม เพราะชนะประกวดแบบรัฐสภาอังกฤษ เลยเป็นคนที่มีฐานะ เพราะมีคนมาจ้างเยอะ ยุคนั้นเป็นยุคที่อังกฤษไปล่าอาณานิคม ไปขุดสมบัติจากอียิปต์ เขาเลยมีหีบศพมัมมี่ที่เป็นหินควอตซ์ มีของอียิปต์จำนวนหนึ่ง มี Replica ของกรีกด้วย” เขาเล่าที่มาของแรงบันดาลใจในการเปิดบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์

“หนึ่ง ผมชอบบรรยากาศ สอง มันเป็นวิธีที่ง่ายในการให้ลูกๆ สืบทอด เก็บรวบรวมไว้เป็นแกลเลอรี่มันจะจัดการง่ายกว่า เก็บไว้แบบนี้” เขาชี้มือไปที่งานศิลปะที่วางอยู่รอบห้องทำงาน “มันเป็นวิธีเก็บที่ผมชอบ”

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

เขาเปิดบ้านในซอยลาดพร้าว 50 เป็น ‘บ้านพิพิธภัณฑ์เสริมคุณ คุณาวงศ์’ เพื่อแสดงศิลปวัตถุโบราณ ศิลปะร่วมสมัย เฟอร์นิเจอร์เก่ากว่า 300 ชิ้น ซึ่งเขาสะสมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535

บ้าน 3 ชั้น บนพื้นที่ 800 ตารางเมตร จัดแสดงงานทั้งภายในและภายนอก มี 12 โซนย่อย มีงานหุ่นหลวงของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต งานของศิลปินอย่าง ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ประกิต (จิตร) บัวบุศย์, ช่วง มูลพินิจ, เขียน ยิ้มศิริ, ชำเรือง วิเชียรเขตต์, เพชร วิริยะ, ประทีป คชบัว, พิชัย นิรันต์ และ ปรีชา เถาทอง

“ผมเก็บทุกอย่างที่เป็นความหลงใหลของผม เฟอร์เนิเจอร์ก็เยอะ เก้าอี้ โต๊ะ ตู้ หีบ เยอะแยะ บ้านหลังนี้สร้างมายี่สิบปีแล้ว ตอนที่ปรับปรุงบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ภารกิจหลักคือ การใส่เฟอร์นิเจอร์เข้าไป มิวเซียมเฮาส์ในโลกนี้ ไม่มีใครให้ไปดูขณะมีชีวิตนะ ส่วนมากเป็นบ้านยุคปีหนึ่งพันแปดร้อย แต่บ้านผมนี่ยุคสองพัน ผมให้คุณดูเลย เข้าได้หมด ถึงห้องนอนผมเลย วันที่คนมาดูงานผมต้องออกจากบ้านนะ หรือไปอยู่ในห้องลูกคนเล็ก ซึ่งเขาไม่ให้นำห้องนอนมาจัดแสดง เราเปิดบ้านวันเสาร์ เดือนละครั้ง แต่ถ้าตายแล้วจะให้เดินทุกวัน” แต่ช่วงนี้หลังจากสถานการณ์ COVID-19 บ้านพิพิธภัณฑ์หลังนี้ก็งดรับแขกชั่วคราว

แล้วเขาได้อะไรจากการเปิดบ้านให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาเดินชม การเปิดบ้านเดือนละวัน วันละ 3 รอบ รอบละ 10 คน ค่าเข้าชมคนละ 300 บาท คงไม่ได้ทำให้เขาร่ำรวย

“หนึ่ง ผมได้อยู่ในบ้านที่สวยจนผมตาย สอง ผมสร้างแรงบันดาลใจให้คนกลับไปทำบ้านสวยๆ ไปเก็บงานศิลปะ มันไม่เหมือนดูงานในแกลอรี่นะ เพราะคนที่มาดูเขาจะกลับไปทำบ้านกันหมด หลังจากที่เราทำมาปีหนึ่ง ก็พบว่ามันดี ไม่ได้ดีด้วยจำนวนคนมานะ เพราะคนไม่ได้เยอะ แต่มันดีกับคนที่ได้มา แรงบันดาลใจที่เขาได้กลับไป ผมว่ามันคุ้มมากๆ เหมือนคุณทำอะไรดีๆ อย่างหนึ่ง มีคนมาดูร้อยคน มีคนได้แรงบันดาลใจสิบคน เอาแรงบันดาลใจนี้ไปทำอะไรต่อสองคน นั่นก็สุดยอดแล้ว แค่นี้ผมก็รู้สึกว่ามันดีแล้ว”

และการเปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ก็ส่งผลกับตัวเขาเองด้วย

“ความฝันที่อยากมีคอลเลกชันที่สุดยอดในด้านใดด้านหนึ่งมันลดลง กลายเป็นสนใจองค์รวมมากกว่า เดินเข้ามาดูแล้วกลมกล่อม แต่เราต้องชอบมันเป็นหลักนะ เพราะเราต้องอยู่กับมัน ถ้าคนมาดูแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”

คุณเสริมคุณพูดถึงเคล็ดลับในการจัดบ้านของเขาว่า “ผมเป็นคนที่เพลิดเพลินกับวิชวล วิธีจัดบ้านของผมง่ายนิดเดียว ไม่ว่าจะนั่งตรงไหน คุณต้องเห็นอะไรดีๆ เก้าตัวนี้จะเห็นอะไร เก้าอี้ตัวนั้นจะเห็นอะไร ทางเดินนั้นเดินมาแล้วจะเห็นอะไร ผมวางองค์ประกอบไว้หมด”

07

น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์สุดท้ายในชีวิตผม

ตอนเรียนนิเทศ ความฝันอย่างเดียวของเขาคือ มีสตูดิโอ แล้วโชคชะตาก็พาเขาทำมัลติวิชัน เขาไม่ได้มองอะไรไกลมาก มองแค่ก้าวต่อไปที่จะเดิน เป้าหมายตอนนี้มีแค่สองเรื่อง คือ พาธุรกิจผ่านโควิดไปโดยที่บอบช้ำน้อยที่สุด และเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์เฟสสอง เพื่อให้ลูกจัดการงานศิลปะทั้งหมดได้ง่ายที่สุดในวันที่เขาไม่อยู่แล้ว

“น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์สุดท้ายในชีวิตผม ถัดจากนี้คงไม่มีแรงสร้างแล้ว ตัวอาคารก็เป็นทรงสไตล์บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ แต่ว่าใหญ่เลย พื้นที่พันสามร้อยตารางเมตร บ้านเก่าแค่สามสี่ร้อยตารางเมตร มีหอพระแยกออกมาต่างหากด้วย มีห้อง Dining Room ขนาดใหญ่ มีห้องน้ำชา ห้องเวิร์กช็อป ห้องนั่งทำงานได้ มีมุมของเก่าของบรรพบุรุษเรา เพราะคุณปู่ผมทำอะไรไว้เยอะมากที่นครสวรรค์ ทำเยอะกว่าผมอีกนะ สร้างมูลนิธิ ให้ทุนอุดหนุนโรงพยาบาล อายุสี่สิบกว่าเขาก็ไม่ทำงานแล้ว มาทำอะไรพวกนี้

“แล้วก็เป็นบ้านที่มีระบบอำนวยความสะดวกในบั้นปลายชีวิต เช่น สระออกกำลังกายในน้ำ เตรียมให้เราอยู่ที่นี่จนตาย” คุณเสริมคุณหยิบสมุดสเก็ตช์มาเปิดให้ดู พี่ชายของเขา ดร.ชเล คุณาวงศ์ ผู้ออกแบบบ้านของเขาและบ้านหลังใหม่ อยากให้เขามีส่วนร่วมในการออกแบบเยอะๆ อยากเห็นอาคารออกมาเป็นยังไง ก็สเก็ตช์ออกมาเลย แล้วสถาปนิกมืออาชีพจะเอาไปทำให้มันเป็นแบบจริงๆ

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย
เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย
เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

นอกจากภาพสเก็ตช์อาคารแล้ว เขาก็ยังบันทึกบางความคิดไว้ด้วยตัวหนังสือ บางหน้าก็ใช้เป็นที่ซ้อมมือวาดภาพ Figure ของคน ท้ายภาพทุกภาพ เขาจะเซ็นชื่อและลงวันนี้ไว้ เขาได้นิสัยนี้มาจากคุณพ่อที่จะเขียนปี พ.ศ. ไว้ที่ด้านล่างของภาพถ่ายทุกใบ เขามีสมุดแบบนี้อีก 20 กว่าเล่ม

คุณเสริมคุณพูดถึงพิพิธภัณฑ์แห่งสุดท้ายที่จะสร้างเสร็จในอีก 2 ปีครึ่งว่า “ประวัติศาสตร์สอนว่า ไม่มีคอลเลกชันไหนที่อยู่ได้ตลอดไป หวังว่าคอลเลกชันนี้จะยังอยู่ตอนที่เรายังอยู่ ถ้าจะเมตตาไม่ให้เราเจ็บปวดมาก รอให้เราตายก่อนแล้วคอลเลกชันค่อยพังก็แล้วกัน ถ้าลูกทำได้ดี ก็อาจจะรักษาคอลเลกชันนี้ไปได้อีกสักหนึ่งหรือสองรุ่น ที่พิพิธภัณฑ์เซอร์ จอห์น โชน ของร้อยห้าสิบปี สองร้อยปี ก็ยังโชว์อยู่ แต่ก็อาจจะมีของที่ไม่อยู่แล้วบ้าง เราก็บอกลูกว่า ถ้าจำเป็นต้องขายงานชิ้นสำคัญไปบ้างเพื่อดูแลให้คอลเลกชันทั้งหมดอยู่ได้นานขึ้น ก็ทำได้ แต่ผมจัดการเรื่องหุ้นในบริษัทให้ลูก เป็นเงินเพื่อดูแลตัวเอง จะได้ไม่ต้องเอาคอลเลกชันไปขาย”

08

เป็นความบังเอิญ หรืออะไรก็ไม่รู้

“เรื่องการหย่าและการมีชีวิตใหม่” เขาตอบทันที เมื่อผมถามว่า มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าอีกบ้าง งานแต่งงานครั้งใหม่ของเขากับ คุณยุพเรศ เกษสาคร ซึ่งจัดในศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ เมื่อปลาย พ.ศ. 2561 ถือเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงสังคมที่ใครๆ ต่างพูดถึง

“ผมใช้เวลายี่สิบห้าปีอยู่กับคุณสุรีย์ ภรรยาคนแรก มันมีช่วงเวลาที่ดีมากๆ อยู่ยี่สิบปี เราควรคิดว่าเรามีเวลาดีๆ กันตั้งยี่สิบปี เวลาดีๆ นั้น ความทรงจำนั้นมันงดงาม เกิดมาเป็นลูกเราสองคน ซึ่งก็ยังเป็นลูกเราสองคนตลอดไป เราไม่ควรคิดว่า อยู่กันมาตั้งยี่สิบห้าปี ไม่น่าเลิกกันเลย ผมก็ตั้งคำถามว่า เรามีห้าปีที่ไม่ดี แล้วจะเราจะอยู่แบบไม่ดีไปอีกสี่สิบกว่าปีหรือ ครอบครัวผมตายตอนอายุเก้าสิบกว่ากันหมด ผมเดาว่าตัวเองก็น่าจะเป็นแบบนั้น

“แทนที่จะเราจะอยู่กับความรู้สึกที่ไม่ดี เราไปมีช่วงที่สองของชีวิตดีกว่า จะมีชีวิตคู่ครั้งใหม่ก็ได้ หรือไม่ต้องอยู่กับใครก็ได้ อย่ามองว่าการหย่าเป็นเรื่องไม่ดี อาจจะดีกว่าตอนอยู่ด้วยกันก็ได้

“สังคมไทยเปิดกว้างกับหลายๆ เรื่อง LGBT ก็ได้หมดแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเปิดกว้างเกี่ยวกับการหย่าและการเริ่มต้นใหม่ ทำไมคุณไม่ให้โอกาสตัวเองเรื่องนี้ สังคมไทยจำนวนมากยังอยู่กันแบบไม่ได้เป็นชีวิตคู่แล้ว แต่อยู่กันไปเพื่อลูก เพื่อเศรษฐกิจ อยู่กันไปอย่างนั้น ต่างคนก็ต่างไปมีคนรักต่างหาก โดยไม่เปิดเผย ซึ่งสำหรับผมไม่ได้ ถือว่ามันไม่ให้เกียรติคนใหม่ ผมไม่ได้หย่ากับคุณเพราะมีคนใหม่ แต่พอหย่าแล้ว ผมจะไปหา ผมทำงั้นจริงๆ นะ หย่าแล้วผมสแกนหาเลยปีนึง ผมไม่อยากให้คนนั้นเป็นเหยื่อของการเลิกรา” คุณเสริมคุณตอบอย่างออกรส

ชั้นบนผนังในห้องทำงานมีภาพแกะไม้รูปภรรยาคนปัจจุบันของเขา เคียงข้างงานศิลปะของศิลปินดังๆ ผมสงสัยว่า ใครเป็นคนเลือกภาพนี้มาวางไว้ตรงนี้

เสริมคุณ คุณาวงศ์ เจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะของศิลปินไทย

“นี่ไม่ใช่ภาพภรรยาผม” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “สามปีสุดท้ายของการใช้ชีวิตคู่กับภรรยาคนแรก ผมทำภาพพิมพ์เป็นงานแกะไม้ ผมเขียนสดบนไม้ แล้วก็แกะเอง วิธีการคือ เปิดนิตยสาร ชอบรูปไหนก็เอามาแกะ แต่ไม่ว่าผมจะแกะภาพผู้หญิงคนไหน หน้าตาก็จะออกมาคล้ายๆ กัน ลูกสาวถามผมอยู่สามทีว่า แอบคบกับพี่จิ๊บ (ยุพเรศ เกษสาคร) ก่อนหรือเปล่า เพราะเขาก็คิดว่าเป็นรูปภรรยาผม ผมจะไปคบได้ยังไงล่ะ ผมจดไว้หมดว่าเจอกันวันแรกวันไหน เปิดดูได้เลย”

คุณเสริมคุณให้เลขาไปหยิบของชำร่วยวันแต่งงานมาให้ เป็นสมุดบันทึกที่ด้านในมีภาพแกะไม้ฝีมือของเขาแทรกอยู่ ก็เป็นอย่างที่เขาว่า ผู้หญิงในภาพไหนๆ ก็หน้าตาก็คล้ายกัน

“จะเป็นความบังเอิญ หรืออะไรก็ไม่รู้” เขาบอกแบบนั้น

09

ได้กินพิซซ่าชิ้นหนึ่งกับไดเอตโค้กตอนเย็นของวันหนึ่ง ก็มีความสุขแล้ว

ชายวัย 60 ปี คนนี้ยังไม่คิดเรื่องเกษียณ เขายังสนุกกับการทำงาน ยังอยากทำงานไปเรื่อยๆ เพียงแต่อาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบและบทบาทไปตามความสนใจ

เขาทำงานอีเวนต์มาก็มากมาย ยังมีงานประเภทไหนอีกไหมที่เขายังค้างคาใจ อยากทำให้สำเร็จก่อนวางมือ

“งานที่ผมทำมันแล้วแต่จังหวะโอกาส แต่เราก็มีความตั้งใจนะ งาน Mapping กำแพงวัง เราคิดก่อนจะได้ทำจริงเป็นสิบปี คิดแล้วก็เสนอไปเรื่อยๆ เจอใครก็เสนอ เสนอจนได้ทำ ตอนนี้ผมอยากทำเทศกาลแสงที่อยุธยา ทำทั้งเมือง ให้คนได้ไปเที่ยวอยุธยาตอนกลางคืน แต่ละวัดใช้เทคนิคไม่เหมือนกัน ซื้อตั๋วทีเดียวไปดูได้หมด จ่ายเงินสามร้อย มีบริการรถชัตเทิลบัสพานั่งวนไปวนมา ของก็ให้ชาวบ้านขาย กระจายเศรษฐกิจ การปิดเมืองแบบทำให้เนี้ยบ น่าทำ ควรทำด้วย ทำสามเดือน อาจจะใช้เงินสักสองร้อยล้าน แต่ได้เงินกลับมาหลายพันล้าน คุ้มนะ” เขาพูดเหมือนเดิมว่า เจอใครก็จะเล่าไอเดียนี้ให้ฟัง จนกว่ามันจะเป็นจริง

ถ้าให้ลองนึกย้อนกลับไป งานทั้งหมดที่เคยทำมา งานชิ้นไหนทำให้เขามีความสุขที่สุด

“ความสุขของผมมันไม่ได้มาจากงานชิ้นใหญ่หรือเล็ก ความสุขตอนได้งานศิลปะมาใหม่ๆ สักพักมันก็ค่อยๆ หายไป ตอนนี้ผมมองความสุขเป็นเรื่องง่ายมาก ผมโชคดีตรงที่ได้รับความสุขแบบที่เขาอวยพรกัน ขอให้มีความสุขความสำเร็จ ผมได้มาง่ายมาก บางครั้งก็แค่ได้กินพิซซ่าชิ้นหนึ่งกับไดเอตโค้กตอนเย็นของวันหนึ่ง ก็มีความสุขแล้ว เท่านี้เอง” นักสร้างสรรค์ยิ้ม แล้วหยิบบิสกิตอีกชิ้นเข้าปาก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load