17 กรกฎาคม 2561
160 K

หลังจากการขัดข้องของรถไฟฟ้าสายหนึ่ง (จากที่มีแค่ 2 สาย) เมื่อปลายเดือนก่อน เหมือนเป็นการบอกให้เรารู้กลายๆ ว่าเมืองเทพสร้างแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างทางเลือกในการเดินทางสักเท่าไหร่ ถ้าจะพอมีทางเลือกก็มักจะต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงลิบอย่างรถแท็กซี่ (ซึ่งเมื่อไหร่ที่หยดน้ำจากฟ้าร่วงหล่นลงมา ทางเลือกนี้ก็แทบจะไม่เหลือให้ใช้บริการได้อีกเลย)

แต่ในช่วงเวลาอีกไม่กี่ปีจากนี้ไปสถานการณ์การเดินทางของคนกรุงเทพฯ ก็คงจะเริ่มดีขึ้น เพราะรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหลากหลายสีที่กระจายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการกันแล้ว หลังจากที่เส้นทางรถไฟฟ้าแทบไม่ได้มีการขยับขยายเพิ่มเติมเลยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา และรถไฟฟ้าสายที่ใกล้ความจริงที่สุดซึ่งจะเป็นสายอื่นไปไม่ได้ก็คือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนั่นเอง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย หรือชื่อเดิม MRT กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจะมีเส้นทางเป็นเหมือนวงกลมรอบกรุงเทพฯ (รูปแบบวงกลมนี้ชวนให้นึกไปถึงรถไฟสาย Yamanote ของโตเกียวเลยทีเดียว)

ซึ่งเส้นทางจากบางซื่อก็จะถูกขยายต่อเส้นทางแบบแบบลอยฟ้าคล้ายกับสถานี BTS โดยออกจากสถานีบางซื่อ วิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาตามถนนจรัญสนิทวงศ์ทั้งเส้น จนมาบรรจบกันกับอีกสายหนึ่งที่ท่าพระ เส้นทางนี้จะถูกเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2563

ส่วนเส้นทางจากหัวลำโพงจะถูกต่อขยายออกมาในรูปแบบรถใต้ดินแบบเดิมผ่านสถานีวัดมังกร วังบูรพา สนามไชย ก่อนลอดแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอิสรภาพ และบรรจบกันที่ท่าพระ ก่อนจะวิ่งยาวไปจนถึงบางไผ่, บางหว้า, เพชรเกษม 48, ภาษีเจริญ และบางแค ซึ่งเส้นทางนี้จะเปิดให้ทดลองใช้ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว (เมษายน 2562) เรียกได้ว่าภายในปีสองปีนี้คนกรุงเทพฯ จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่สะดวกขึ้นอีกเยอะมาก

ทีนี้นอกจากความตื่นเต้นของเราเมื่อได้เห็นเส้นทางของรถไฟฟ้าสายนี้ ก็พาให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าแล้วรถไฟฟ้าใต้ดินจะเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ยังไงกันนะ จะเป็นอุโมงค์ที่อยู่กลางน้ำแบบในอควาเรียม หรือถ้าไม่ใช่จะเป็นแบบไหนกัน เพราะถึงแม้ว่ารถไฟฟ้าของหลายๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะลอนดอน นิวยอร์ก ปารีส ต่างก็มีส่วนที่ข้ามแม่น้ำกันเป็นเรื่องปกติกันอยู่แล้ว

แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศดินตะกอนปากแม่น้ำแสนอ่อนนุ่มของบ้านเรา ทำให้เรานึกภาพไม่ออกจริงๆ เรื่องแบบนี้คิดเองยังไงก็คงจะไม่มีทางคิดได้ เราจึงควรไปถามจากผู้รู้ ซึ่งก็คือ บริษัท ช.การช่าง ผู้ก่อสร้างสถานีและอุโมงค์ลอดแม่น้ำที่มีผลงานก่อสร้างโครงสร้าง ทางด่วน สถานที่สำคัญต่างๆ มากมายในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว เราจึงได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาที่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย จุดสุดท้ายก่อนที่รถไฟฟ้าจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังถนนอิสรภาพ เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่ารถไฟฟ้าจะข้ามแม่น้ำได้อย่างไร

จึงขอให้ท่านผู้โดยสารนั้นเตรียมตัวให้พร้อม ยืนรอรถหลังเส้นเหลือง ระวังช่องว่างระหว่างชานชาลาและขบวนรถ และโปรดงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มขณะอยู่ในระบบรถไฟฟ้า ก่อนจะก้าวขาเข้ามาดูไปพร้อมๆ กันเลย

สถานีสนามไชย

ทาง ช. การช่าง เล่าให้เราฟังถึงวิธีการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของรถใต้ดินว่า เป็นการขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกที (ฮะ!) ตัวแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร ตัวอุโมงค์รถไฟฟ้านั้นขุดลึกลงไปจากก้นแม่น้ำอีก10 เมตร หรือลึก 30 เมตรจากผิวดิน โดยในบางช่วงที่ลึกที่สุดจะลึกไปถึง 38 เมตร ซึ่งก็ถือว่าเป็นการขุดที่ค่อนข้างลึก ถ้าใครนึกไม่ออกว่ามันลึกแค่ไหนก็ให้จินตนาการถึงตึก 10 ชั้นนะครับ

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

และด้วยตำแหน่งที่ตั้งของสถานีที่อยู่ใกล้สถานที่สำคัญหลายที่ในตัวเมืองเก่า ทางกรมศิลป์จึงไม่อนุญาตให้ทำการขุดเปิดผิวจราจรได้แบบปกติ ทาง ช. การช่าง เลยได้มีการใช้เทคนิคการก่อสร้างสถานีแบบที่พิเศษกว่าที่อื่น นั่นคือขุดดินเพื่อทำโครงสร้างไว้ริมสองฝั่งของถนนไว้ก่อน แล้วจึงนำเอาท่อเหล็กขนาดใหญ่จำนวนมากมาเสียบรองไว้ใต้พื้นถนนเพื่อให้ถนนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการขุดดินลงไปเพื่อสร้างตัวสถานีต่อไป และในช่วงที่มีการก่อสร้างสถานีก็มีการขุดเจอโบราณวัตถุอีกด้วย

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

นอกจากเทคนิคการสร้างที่พิเศษแล้ว ตัวสถานีที่ผ่านเขตเมืองเก่าทั้ง 4 สถานีนั้นเลยได้รับการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ ด้วย ต่างจากสถานีอื่นๆ ที่มีหน้าตาแบบเดียวกันไปหมด ซึ่งรูปแบบสถานีที่ออกแบบมาเป็นพิเศษตามบริบทของย่านนั้นๆ ก็มีการทำกันแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นที่จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

โดยทั้ง 4 สถานีจะประกอบไปด้วย สถานีวัดมังกร ที่ตกแต่งออกมาแบบจีน มีการหยิบเอาลวดลายจีนและมังกรมาตกแต่งสถานีด้วย สถานีสามยอด ที่บริเวณนั้นเป็นตึกแถวที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เลยหยิบเอาดีไซน์ของตึกยุคนั้นมาใช้ในการออกแบบด้วย สถานีอิสรภาพ ที่หยิบเอารูปหงส์จากวัดหงส์รัตนารามมาใช้ตกแต่งตัวสถานี และ สถานีสนามไชย ที่ค่อนข้างพิเศษเพราะถูกออกแบบโดย รศ. ดร.ภิญโญ  สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ โดยหยิบเอาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยแห่งรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาประยุกต์ใช้ ทั้งในส่วนของรูปแบบรั้วกำแพงพระราชวัง รูปแบบของฐานเสา การมีบัวตกแต่งที่หัวเสาของสถานี ลวดลายไทยที่ใช้ตกแต่งในผนังและฝ้าในหลายๆ จุด ซึ่งทางรถไฟฟ้าบอกว่านี่เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเราก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

ลอดแม่น้ำ

ส่วนที่ทำให้เราสงสัยและอยากมาให้เห็นกับตามากที่สุดก็คือ ส่วนของอุโมงค์ลอดแม่น้ำจากสถานีสนามไชยไปยังสถานีอิสรภาพ เมื่อผมลงบันไดจากชั้นชานชาลาก็ได้เห็นอุโมงค์อยู่ตรงหน้า ซึ่งในความรู้สึกแรกที่เห็นมันดูเหมือนฉากสถานีอวกาศในหนังไซไฟมากกว่าจะเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้า เนื่องจากการต้องขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำตามที่บอกไป จึงต้องใช้โครงสร้างอุโมงค์ที่แข็งแรงและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ช. การช่าง จึงใช้ผนังอุโมงค์คอนกรีตแบบโค้งวงกลมที่ประกอบกันด้วยน็อตแบบโค้ง ซึ่งผนังโค้งหกชิ้นนี้เมื่อประกอบล็อกเข้าด้วยกันแล้วจะเกิดเป็นอุโมงค์สั้นๆ ที่มีความยาว 1 เมตร 20 เซนติเมตรเท่านั้น

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

หลังจากที่หัวเจาะเจาะดินด้านหน้าไปแล้วจึงค่อยๆ สวมตัวผนังอุโมงค์นี้ตามไปเรื่อยๆ ซึ่งระยะทางของอุโมงค์ใต้น้ำนี้มีระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร คำนวณดูคร่าวๆ ก็ต้องใช้ตัวอุโมงค์นี้ไม่ต่ำกว่า 1,600 วงเลยทีเดียว และเมื่อต้องระวังน้ำซึมลงมา จึงใส่แผ่นยางไว้ระหว่างวงอุโมงค์เพื่อป้องกันน้ำซึมไหลลงมา นับว่าเป็นงานวิศวกรรมที่เราแทบจินตนาการถึงวิธีการก่อสร้างไม่ออกเลยจริงๆ ถ้าไม่ได้ลงมาดูด้วยตาของตัวเอง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

การได้มาเห็นและรับรู้ถึงการสร้างและเทคนิคต่างๆ ทางวิศวกรรมของอุโมงค์และสถานีสนามไชยแห่งนี้มันช่างน่าทึ่งจนแทบทำให้เราอดใจรอขึ้นรถไฟฟ้าสายใหม่ในปีหน้าและปีต่อๆ ไปไม่ไหวแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ถูกเปิดใช้แล้ว วิกฤตด้านการจราจรบนถนนของชาวกรุงเทพฯ ก็น่าจะบรรเทาเบาบางลงได้เสียที…

 
ขอขอบคุณ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
 

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในช่วงหลายปีมานี้ หลายธุรกิจเล็กใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด และนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานและพัฒนาทุก ๆ โครงการเรื่อยมา

“เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้คน ชุมชน และสังคมที่เราอยู่” คุณโอ-ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้น ทำให้รู้ว่าการปรับแบรนด์ดิ้งขององค์กร บนแนวคิด Imagining better futures for all ไม่ได้แค่เพียงเปลี่ยน Identity ใหม่ให้สะดุดตาและเข้าถึงท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น แต่ตอกย้ำหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 40 ปี นับแต่วันแรกที่ คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ตั้งใจจะทำศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในประเทศไทยเพื่อคนไทย

“ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และคนไทยทุกคน คือสิ่งสำคัญมาตั้งแต่วันแรก” และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานหรือริเริ่มโครงการใหม่ทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าคุณภาพชีวิต คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนจะดีขึ้น เมืองจะดีขึ้น และประเทศก็จะดีขึ้น

PURPOSE

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

เวลาล่วงเลยไป 40 ปี นอกจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่อยู่ในใจคนไทยแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังขยายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์การค้าเป็นธุรกิจหลัก 37 แห่ง รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย 22 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และออฟฟิศชั้นนำอีก 10 แห่ง

“บริษัทเรายึดมั่นและดำเนินการในเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและแน่วแน่มาโดยตลอด ที่จะทำให้มาตรฐานคุณภาพชีวิตให้คนและชุมชน รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะสองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้”

คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเซ็นทรัลพัฒนา คือ การสร้างสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความสัมพันธ์ ให้ผู้คนได้มาพักผ่อน พบปะกัน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่นให้เติบโตร่วมกัน สร้างอาชีพและรายได้ ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด จ้างตำแหน่งงานที่ทำงานใกล้บ้านและชุมชนของตัวเองได้

คุณโอเล่าต่อว่า บริษัทเติบโตขึ้นทุกวัน มีธุรกิจในเครือเกิดขึ้นใหม่มากมาย มีพนักงาน ผู้ประกอบการ และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วน แต่ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ชัดเจน ด้วยเป้าหมายที่สร้างอิมแพคให้กับประเทศมากขึ้น โดยสื่อสารผ่านแคมเปญแบรนด์ดิ้งให้นักลงทุน คู่ค้า พนักงาน และลูกค้า เห็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน และใช้โอกาสครบรอบ 40 ปีปรับเปลี่ยน Brand Identity ของบริษัท คือ เซ็นทรัลพัฒนา รวมถึงโลโก้ของแต่ละสาขาด้วย

IDENTITY

“ผมภูมิใจที่เราตั้งใจทำสิ่งนี้มาตลอด 40 ปี”

ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป และเซ็นทรัลพัฒนาเองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเนิ่นนาน

“ผมว่าทุกคนสามารถมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็ก บางคนมีส่วนร่วมได้ แต่ถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ก็ควรจะสร้างอิมแพคได้มากและนาน”

Imagining better futures for all คือแนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนาในวันนี้

อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน คือการได้ส่งต่อโอกาสให้กับคน สร้างสถานที่ดี ๆ ให้ชุมชน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพการใช้ของทุกชีวิตในสังคม

FOR EVERYONE

นับแต่วันแรก เซ็นทรัลพัฒนา พัฒนาพื้นที่และประสบการณ์ที่สร้างความสุขให้กับทุกความสัมพันธ์ที่มีความหมาย​และมีคุณค่า​ พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทำงาน พบปะ เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์​แห่งความสุขร่วมกัน

“โดยการพัฒนาศูนย์การค้าของเรา เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการ​ของลูกค้าทุกแห่ง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้คนที่หลากหลาย ​รวมไปถึงการผสมผสานส่วนผสมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น และร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

หากยกตัวเลขให้เห็นภาพมากขึ้น เซ็นทรัลพัฒนามีส่วนช่วยสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานมากกว่า 150,000 ตำแหน่ง รวมถึงการให้พื้นที่ศูนย์การค้า เปิดตลาดเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำโซน Hug Thai ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ และตลาดจริงใจของโครงการเซ็นทรัลทำ (Central Tham) ซึ่งอยู่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มต้นจากการช่วยเกษตรกรขายผัก ผลไม้ ส่วนหนึ่งขายในท้องถิ่น อีกส่วนกระจายไปทั่วประเทศโดยเซ็นทรัลฟู้ดรีเทล และมีช่องทางการขายที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศ

ภายในองค์กรยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสากล ทั้งเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ความเท่าเทียม และความแตกต่าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนามีพนักงานหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือความบกพร่องทางร่างกาย และที่ผ่านมาก็มีผู้บริหารระดับสูงหลายท่านเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ ซีอีโอหญิงคนปัจจุบัน

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญ เหมือนที่คุณโอบอกว่า “คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เราจะเป็นแบรนด์ที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อเราใส่ใจในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม”

เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นองค์กร Mixed-use Developer รายแรกที่เข้าสู่ Net Zero Carbon Emission ให้ได้ภายในปี 2050 โดยมีแผนงานโร้ดแม็ปลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษจากธุรกิจสุทธิเป็นศูนย์ ในธุรกิจศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ ผ่านการลดการใช้พลังงานให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ CFC และสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือ Clean Energy  ให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโครงการให้ได้ถึง 1 ล้านต้นโดยเร็วอีกด้วย

LOGOS

หลังจากเปลี่ยนแบรนด์ให้เป็น CPN เมื่อหลายปีก่อน เซ็นทรัลพัฒนาเลือกที่จะกลับมาใช้ชื่อเต็มเป็น Central Pattana อีกครั้ง เพราะคำว่า ‘พัฒนา’ คือดีเอ็นเอที่แท้จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังนำเลขไทยมาใช้เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของภาษา แสดงถึง Local Spirit ได้ดี

ถ้าก่อนหน้านี้ผู้อ่านได้เห็นข่าวเปิดตัวโลโก้ใหม่ของทุกทั่วประเทศ และเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยต่อท้ายด้วยคำว่า ‘พลาซา’ หรือ ‘เฟสติวัล’ ให้เป็นชื่อเรียกตามที่คนในชุมชนเรียกกัน อย่างเซ็นทรัลเชียงใหม่ เซ็นทรัล อุบล หรือเซ็นทรัล นครศรี

การรีแบรนด์เซ็นทรัลพัฒนาที่ตั้งใจเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอนาคตที่ดีขึ้น

“เพราะเราเชื่อเรื่อง Customer Champions เรายกให้ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน ในการพัฒนาโครงการอะไรก็ตาม เราจะเริ่มต้นที่ลูกค้าเสมอ

“แม้แต่โลโก้ของแต่ละสาขา ก็มาจากแนวคิดที่แสดงอัตลักษณ์และความภูมิใจของท้องถิ่น นำมาผสมกับความเรียบและโมเดิร์น เราอยากให้คนท้องที่ภูมิใจกับเมืองของเขา”

โฉมใหม่ของโลโก้นี้เป็นฝีมือระดับอินเตอร์และเป็น Exclusive Collaboration ระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา และ North สตูดิโอออกแบบจากสหราชอาณาจักร โกลบอลเอเจนซี่ระดับโลก นำทีมโดย Jeremy Coysten ผู้ทำงานกับเซ็นทรัลพัฒนามากว่าสิบปีแล้ว

แนวคิดในการออกแบบคือ Central + Location เป็นการทำให้ Central เข้าไปผสมผสานในทุก ๆ ท้องถิ่น ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นโลโก้ใหม่ อาทิ

เซ็นทรัล อยุธยา ใช้รูปทรงของเจดีย์มาวาดลวดลาย

เซ็นทรัล เชียงใหม่ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัล เชียงราย นำภูมิทัศน์ของไร่นา เส้นโค้งของไร่ชาบนภูเขาทางภาคเหนือมาเป็นแรงบันดาลใจ

การตีความลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาและอักษรโบราณให้ออกมาเป็นโลโก้ของสาขาภาคอีสาน อย่างเซ็นทรัล อุดร และเซ็นทรัล ขอนแก่น

หรือสาขาล่าสุดเซ็นทรัล จันทบุรี ที่ออกแบบจากอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจันทบุรี ชุมชนริมน้ำจันทบูร และลวดลายของเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น

การรีแบรนด์ในวาระครบรอบ 40 ปีเซ็นทรัลพัฒนา ด้วยเป้าหมายเพื่อเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

เจเรมี่เล่าว่า ความท้าทายของโครงการนี้คือการแตกแขนงแบรนดิ้งจากเดิมที่มีแค่ ‘พลาซา’ และ ‘เฟสติวัล’ ไปเป็นมากกว่า 30 แบรนด์ โดยแต่ละสาขาต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสาขาอื่น ๆ ด้วย

Imagining better futures for all

หลายธุรกิจรีแบรนด์เพื่อตอบรับลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ขณะที่แนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนามีความตั้งใจอยู่แล้วว่า for All นั้นหมายถึง จะไม่ทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง

จากการวิจัยพบว่าแบรนด์ที่มีเจตจำนงและคาแรกเตอร์ชัดเจนจะเติบโตขึ้น 2 เท่า และ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มจะเลือกบริโภคธุรกิจที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี มองธุรกิจมากกว่าผลกำไร แต่ต้องการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก

“เรายังทำเพื่อทุก Stakeholder พอเป็นองค์กรใหญ่ก็มีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า ผู้ประกอบการ พนักงาน แล้วอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีนักลงทุนด้วย ดังนั้น Sense of Purpose ของเรายังเป็นสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับจุดยืนของธุรกิจต่าง ๆ มาก จุดยืนขององค์กรคืออะไร ตรงกับจุดยืนของเขาไหม เวลาเขาเลือกองค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ก็จะมีความคิดความอ่านที่ลึกขึ้น

“แต่ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราและอยากสร้างอิมแพคให้กับสังคม เราหวังว่าลูกค้า ผู้เช่า เขาจะเห็นความตั้งใจ เข้าใจ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน โดยหวังว่าจะทำให้ Loyalty ที่เหนียวแน่น เป็น Ecosystem ครบถ้วนยิ่งขึ้น”

ในขวบปีที่ 40 เซ็นทรัลพัฒนายังคงตั้งใจสร้างอิมแพคครั้งใหญ่ และมีแผนขยายไปในอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศ แต่สังคมอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือของใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนที่คุณโอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “สุดท้าย เราต้อง ‘ร่วมแรง ร่วมใจ’ สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกันกับทุกคน”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load