17 กรกฎาคม 2561
170 K

หลังจากการขัดข้องของรถไฟฟ้าสายหนึ่ง (จากที่มีแค่ 2 สาย) เมื่อปลายเดือนก่อน เหมือนเป็นการบอกให้เรารู้กลายๆ ว่าเมืองเทพสร้างแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างทางเลือกในการเดินทางสักเท่าไหร่ ถ้าจะพอมีทางเลือกก็มักจะต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงลิบอย่างรถแท็กซี่ (ซึ่งเมื่อไหร่ที่หยดน้ำจากฟ้าร่วงหล่นลงมา ทางเลือกนี้ก็แทบจะไม่เหลือให้ใช้บริการได้อีกเลย)

แต่ในช่วงเวลาอีกไม่กี่ปีจากนี้ไปสถานการณ์การเดินทางของคนกรุงเทพฯ ก็คงจะเริ่มดีขึ้น เพราะรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหลากหลายสีที่กระจายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการกันแล้ว หลังจากที่เส้นทางรถไฟฟ้าแทบไม่ได้มีการขยับขยายเพิ่มเติมเลยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา และรถไฟฟ้าสายที่ใกล้ความจริงที่สุดซึ่งจะเป็นสายอื่นไปไม่ได้ก็คือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนั่นเอง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย หรือชื่อเดิม MRT กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจะมีเส้นทางเป็นเหมือนวงกลมรอบกรุงเทพฯ (รูปแบบวงกลมนี้ชวนให้นึกไปถึงรถไฟสาย Yamanote ของโตเกียวเลยทีเดียว)

ซึ่งเส้นทางจากบางซื่อก็จะถูกขยายต่อเส้นทางแบบแบบลอยฟ้าคล้ายกับสถานี BTS โดยออกจากสถานีบางซื่อ วิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาตามถนนจรัญสนิทวงศ์ทั้งเส้น จนมาบรรจบกันกับอีกสายหนึ่งที่ท่าพระ เส้นทางนี้จะถูกเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2563

ส่วนเส้นทางจากหัวลำโพงจะถูกต่อขยายออกมาในรูปแบบรถใต้ดินแบบเดิมผ่านสถานีวัดมังกร วังบูรพา สนามไชย ก่อนลอดแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอิสรภาพ และบรรจบกันที่ท่าพระ ก่อนจะวิ่งยาวไปจนถึงบางไผ่, บางหว้า, เพชรเกษม 48, ภาษีเจริญ และบางแค ซึ่งเส้นทางนี้จะเปิดให้ทดลองใช้ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว (เมษายน 2562) เรียกได้ว่าภายในปีสองปีนี้คนกรุงเทพฯ จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่สะดวกขึ้นอีกเยอะมาก

ทีนี้นอกจากความตื่นเต้นของเราเมื่อได้เห็นเส้นทางของรถไฟฟ้าสายนี้ ก็พาให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าแล้วรถไฟฟ้าใต้ดินจะเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ยังไงกันนะ จะเป็นอุโมงค์ที่อยู่กลางน้ำแบบในอควาเรียม หรือถ้าไม่ใช่จะเป็นแบบไหนกัน เพราะถึงแม้ว่ารถไฟฟ้าของหลายๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะลอนดอน นิวยอร์ก ปารีส ต่างก็มีส่วนที่ข้ามแม่น้ำกันเป็นเรื่องปกติกันอยู่แล้ว

แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศดินตะกอนปากแม่น้ำแสนอ่อนนุ่มของบ้านเรา ทำให้เรานึกภาพไม่ออกจริงๆ เรื่องแบบนี้คิดเองยังไงก็คงจะไม่มีทางคิดได้ เราจึงควรไปถามจากผู้รู้ ซึ่งก็คือ บริษัท ช.การช่าง ผู้ก่อสร้างสถานีและอุโมงค์ลอดแม่น้ำที่มีผลงานก่อสร้างโครงสร้าง ทางด่วน สถานที่สำคัญต่างๆ มากมายในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว เราจึงได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาที่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย จุดสุดท้ายก่อนที่รถไฟฟ้าจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังถนนอิสรภาพ เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่ารถไฟฟ้าจะข้ามแม่น้ำได้อย่างไร

จึงขอให้ท่านผู้โดยสารนั้นเตรียมตัวให้พร้อม ยืนรอรถหลังเส้นเหลือง ระวังช่องว่างระหว่างชานชาลาและขบวนรถ และโปรดงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มขณะอยู่ในระบบรถไฟฟ้า ก่อนจะก้าวขาเข้ามาดูไปพร้อมๆ กันเลย

สถานีสนามไชย

ทาง ช. การช่าง เล่าให้เราฟังถึงวิธีการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของรถใต้ดินว่า เป็นการขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกที (ฮะ!) ตัวแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร ตัวอุโมงค์รถไฟฟ้านั้นขุดลึกลงไปจากก้นแม่น้ำอีก10 เมตร หรือลึก 30 เมตรจากผิวดิน โดยในบางช่วงที่ลึกที่สุดจะลึกไปถึง 38 เมตร ซึ่งก็ถือว่าเป็นการขุดที่ค่อนข้างลึก ถ้าใครนึกไม่ออกว่ามันลึกแค่ไหนก็ให้จินตนาการถึงตึก 10 ชั้นนะครับ

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

และด้วยตำแหน่งที่ตั้งของสถานีที่อยู่ใกล้สถานที่สำคัญหลายที่ในตัวเมืองเก่า ทางกรมศิลป์จึงไม่อนุญาตให้ทำการขุดเปิดผิวจราจรได้แบบปกติ ทาง ช. การช่าง เลยได้มีการใช้เทคนิคการก่อสร้างสถานีแบบที่พิเศษกว่าที่อื่น นั่นคือขุดดินเพื่อทำโครงสร้างไว้ริมสองฝั่งของถนนไว้ก่อน แล้วจึงนำเอาท่อเหล็กขนาดใหญ่จำนวนมากมาเสียบรองไว้ใต้พื้นถนนเพื่อให้ถนนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการขุดดินลงไปเพื่อสร้างตัวสถานีต่อไป และในช่วงที่มีการก่อสร้างสถานีก็มีการขุดเจอโบราณวัตถุอีกด้วย

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

นอกจากเทคนิคการสร้างที่พิเศษแล้ว ตัวสถานีที่ผ่านเขตเมืองเก่าทั้ง 4 สถานีนั้นเลยได้รับการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ ด้วย ต่างจากสถานีอื่นๆ ที่มีหน้าตาแบบเดียวกันไปหมด ซึ่งรูปแบบสถานีที่ออกแบบมาเป็นพิเศษตามบริบทของย่านนั้นๆ ก็มีการทำกันแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นที่จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

โดยทั้ง 4 สถานีจะประกอบไปด้วย สถานีวัดมังกร ที่ตกแต่งออกมาแบบจีน มีการหยิบเอาลวดลายจีนและมังกรมาตกแต่งสถานีด้วย สถานีสามยอด ที่บริเวณนั้นเป็นตึกแถวที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เลยหยิบเอาดีไซน์ของตึกยุคนั้นมาใช้ในการออกแบบด้วย สถานีอิสรภาพ ที่หยิบเอารูปหงส์จากวัดหงส์รัตนารามมาใช้ตกแต่งตัวสถานี และ สถานีสนามไชย ที่ค่อนข้างพิเศษเพราะถูกออกแบบโดย รศ. ดร.ภิญโญ  สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ โดยหยิบเอาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยแห่งรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาประยุกต์ใช้ ทั้งในส่วนของรูปแบบรั้วกำแพงพระราชวัง รูปแบบของฐานเสา การมีบัวตกแต่งที่หัวเสาของสถานี ลวดลายไทยที่ใช้ตกแต่งในผนังและฝ้าในหลายๆ จุด ซึ่งทางรถไฟฟ้าบอกว่านี่เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเราก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

ลอดแม่น้ำ

ส่วนที่ทำให้เราสงสัยและอยากมาให้เห็นกับตามากที่สุดก็คือ ส่วนของอุโมงค์ลอดแม่น้ำจากสถานีสนามไชยไปยังสถานีอิสรภาพ เมื่อผมลงบันไดจากชั้นชานชาลาก็ได้เห็นอุโมงค์อยู่ตรงหน้า ซึ่งในความรู้สึกแรกที่เห็นมันดูเหมือนฉากสถานีอวกาศในหนังไซไฟมากกว่าจะเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้า เนื่องจากการต้องขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำตามที่บอกไป จึงต้องใช้โครงสร้างอุโมงค์ที่แข็งแรงและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ช. การช่าง จึงใช้ผนังอุโมงค์คอนกรีตแบบโค้งวงกลมที่ประกอบกันด้วยน็อตแบบโค้ง ซึ่งผนังโค้งหกชิ้นนี้เมื่อประกอบล็อกเข้าด้วยกันแล้วจะเกิดเป็นอุโมงค์สั้นๆ ที่มีความยาว 1 เมตร 20 เซนติเมตรเท่านั้น

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

หลังจากที่หัวเจาะเจาะดินด้านหน้าไปแล้วจึงค่อยๆ สวมตัวผนังอุโมงค์นี้ตามไปเรื่อยๆ ซึ่งระยะทางของอุโมงค์ใต้น้ำนี้มีระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร คำนวณดูคร่าวๆ ก็ต้องใช้ตัวอุโมงค์นี้ไม่ต่ำกว่า 1,600 วงเลยทีเดียว และเมื่อต้องระวังน้ำซึมลงมา จึงใส่แผ่นยางไว้ระหว่างวงอุโมงค์เพื่อป้องกันน้ำซึมไหลลงมา นับว่าเป็นงานวิศวกรรมที่เราแทบจินตนาการถึงวิธีการก่อสร้างไม่ออกเลยจริงๆ ถ้าไม่ได้ลงมาดูด้วยตาของตัวเอง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

การได้มาเห็นและรับรู้ถึงการสร้างและเทคนิคต่างๆ ทางวิศวกรรมของอุโมงค์และสถานีสนามไชยแห่งนี้มันช่างน่าทึ่งจนแทบทำให้เราอดใจรอขึ้นรถไฟฟ้าสายใหม่ในปีหน้าและปีต่อๆ ไปไม่ไหวแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ถูกเปิดใช้แล้ว วิกฤตด้านการจราจรบนถนนของชาวกรุงเทพฯ ก็น่าจะบรรเทาเบาบางลงได้เสียที…

 
ขอขอบคุณ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
 

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

7 กุมภาพันธ์ 2566
336

พีท-ประณิธาน พรประภา ชายผู้สะพายย่ามและปั่นจักรยานคันโตทั่ว Wonderfruit – นั่นคือภาพที่เราเห็น แท้จริงเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังเทศกาลศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม เพื่อความยั่งยืน เขาชวนผู้ร่วมเทศกาลสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับจิต และความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับธรรมชาติ 

Wonderfruit 2022 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 – 18 ธันวาคม ปี 2022 ก็สื่อสารเรื่องราวที่ว่าได้อย่างสนุก ไม่ขัดเขิน ผ่านศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรม จนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน สมกับเป็นเทศกาลที่ผู้คนแห่แหนกันมาจากทั่วโลก ปีที่ผ่านมาคนแน่นขนัด เพราะห่างหายจากการจัดไป 2 ปีด้วยสถานการณ์โควิด-19 

เบื้องหลังการเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติของ Wonderfruit เทศกาลที่รวมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม
เบื้องหลังการเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติของ Wonderfruit เทศกาลที่รวมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม

“เทศกาลของผมเป็นงานที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์มาเจอกัน ตอนแรกคิดว่าโควิด-19 จะจบแล้ว แต่จริง ๆ ก็เป็นผลดีนะ ต้องขอบคุณเวลาที่ทำให้ผมได้คิดหลาย ๆ อย่าง ผมว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ผมเห็นมนุษย์ ทั้งจุดดีที่สุดและแย่ที่สุด ผมเห็นคนทั้งโลกพร้อมใจกันผ่านอุปสรรค มันเป็นเหตุการณ์ที่มีความลึกซึ้งนะ นั่นคือ Wisdom ที่ดีมาก เป็นบทเรียนและความคิดนี่น่าหยิบเอาไปใช้ประโยชน์

“โควิด-19 เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อจิตใจของผมค่อนข้างมาก ช่วงนั้นผมเริ่มนั่งสมาธิเยอะขึ้น เริ่มศึกษาความสัมพันธ์ที่ผมมีกับจิต (Mind) ของผมเอง มันเป็นสิ่งที่ละเอียดนะ ทุกคนมีเหมือนกันหมด แต่น้อยคนจะเฝ้าสังเกตมันจริง ๆ ผมว่าสิ่งนี้คล้ายกับธรรมชาติ มันสะท้อนถึงกัน แล้วผมจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์นี้สนุกเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมที่ Wonderfruit ทำมาตลอด

“ผมว่า Wonderfruit มีบทบาทเยอะในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เราเป็นเทศกาลที่ทำให้คนรู้สึกว่าทุกคนก็ทำได้ ซึ่งข้อนี้คนอื่นบอกผมมาอีกทีนะ” เขายิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพูดต่อ “ผมเลยอยากให้คนค้นพบและสนุกกับความสัมพันธ์ระหว่างจิต โดยไม่ข้องเกี่ยวกับศาสนาหรือบาป-บุญ ก็เลยหยิบวัฒนธรรม ศิลปะ และดนตรี ที่เราเรียกว่า Culture Touchpoint มาเป็นตัวเล่าเรื่องในปีนี้”

เบื้องหลังการเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติของ Wonderfruit เทศกาลที่รวมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม
เบื้องหลังการเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติของ Wonderfruit เทศกาลที่รวมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม

ปีที่ผ่านมา ภายในงานมีสถาปัตยกรรมและศิลปะติดตั้ง (Installation Art) กระจายทั่วพื้นที่ ผู้จัดงานบอกว่า เขาชวนสถาปนิกและนักออกแบบมาทำงานสร้างสรรค์ร่วมกับช่างท้องถิ่น มาสัมผัสวัสดุท้องถิ่น มาแลกเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ซึ่งนั่นก็นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่เรามีกับจิตเราเองได้ด้วย

เขายกตัวอย่างการออกแบบป่าให้เราฟัง เป็นสิ่งที่ Wonderfruit กำลังทำอยู่ตอนนี้

“ปกติมนุษย์จะดึงทรัพยากรจากธรรมชาติมาใช้ แต่ครั้งนี้ผมทำบางสิ่งบางอย่างคืนกลับธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่วิเศษมากนะ ผมไม่ได้กำลังจะปลูกป่า แต่กำลังออกแบบป่าในแบบของผมเอง 

“ในงานเรามีโซนหนึ่งที่ทำงานร่วมกับ SUGi เขาเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาใช้การปลูกป่าแบบมิยาวากิ (Miyawaki Method) หาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นมาปลูก และเลียนแบบระบบนิเวศของป่า โดย SUGi เลือกปลูกเลียนแบบป่าเขาเขียว ป่าดิบชื้นผืนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่ชลบุรี ซึ่งในพื้นที่ของ Wonderfruit ปลูกไปแล้วราว 20,000 ต้น ในพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร 

“ผมไปเจอบ้านสวนออนซอน คุยกันถูกคอเลยชวนมาออกแบบป่าร่วมกับ SUGi ด้วย เราออกแบบป่าในทรงที่เราต้องการ เผื่ออนาคตจะออกแบบวิธีให้คนคอนเนกต์กับป่าในแบบของเรา ในเทศกาลปีนี้ ผมมีพื้นที่ให้คนในงานมาปลูกป่าด้วย ปีหน้าพวกคุณกลับมามันก็โตเป็นเมตรแล้ว”

เบื้องหลังการเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติของ Wonderfruit เทศกาลที่รวมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม

นอกจาก Ancestral Forest แล้ว เขายังออกแบบประสบการณ์แบบ Interactive ให้คนใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ด้วยการหยิบศิลปะ ดนตรี การแสดง มาผสมผสานเข้าด้วยกัน ให้คนเล่นและเติบโตไปพร้อมกับป่าผืนนี้ โดยเขาชวน MSCTY_Studio ที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีสตูดิโออยู่ในประเทศอังกฤษและประเทศญี่ปุ่น มาสร้างประสบการณ์เสียงด้วยการติดตั้ง Sound Pod กว่า 20 จุด ในพื้นที่ของ Ancestral Forest หนึ่งในนั้นเป็นเสียงจากป่ามิยาวากิ

พีทเชื่อว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเข้าหาธรรมชาติด้วยความรัก เมื่อนั้นคนจะอยากปกป้องมัน 

เบื้องหลังการเชื่อมระหว่างคนกับธรรมชาติของ Wonderfruit เทศกาลที่รวมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม
คุยกับ พีท พรประภา ถึงขวบปีที่ 7 ของ Wonderfruit เทศกาลที่คนทั่วโลกรอคอย กับความตั้งใจรวมคน จิต ธรรมชาติ เข้าด้วยกัน

ปีนี้ Wonderfruit เดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 ความคิดของพวกเขาเติบโตขึ้นทุกขวบปี

“นั่นเป็นสิ่งที่ผมพูดกับทีมงานตลอดว่า ยิ่งเราให้ Wonderfruit มากเท่าไหร่ มันยิ่งให้เราคืนอย่างมหาศาล เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ให้เพื่อนฝูง ให้ความรู้ ให้ Wisdom ซึ่งผมพยายามเล่าให้ลูก ๆ ฟังด้วย

“ปีที่ผ่านมา (2022) คนเยอะมาก ใจหนึ่งดีใจ ใจหนึ่งก็กลัว” เขาหัวเราะให้กับความตื่นเต้นของตัวเอง “ตอนนี้คนทั่วโลกรู้จักงานนี้แล้ว เขาเลยอยากมาสัมผัส ผมโชคดีที่คนเขาเชื่อในความตั้งใจของเรา ผมทำงานนี้ด้วยความรักจริง ๆ และหวังว่างานนี้จะแบ่งปันบางอย่างให้กับทุกคนได้

“อนาคตอันใกล้ ผมกำลังจะทำแพลตฟอร์มหนึ่งขึ้นมา เป็นเว็บไซต์ที่จะทำให้คนทั่วโลกคอนเนกต์กับเทศกาล Wonderfruit ได้ตลอด 365 วัน เพราะผมอยากให้นี่เป็นสิ่งที่คนจับต้องได้”

เขาจบบทสนทนาถึงความเป็นไปได้ใหม่ของเทศกาลที่คนทั่วโลกรอคอย ก่อนจะสะพายย่ามและจับจักรยานคันโปรดหายเข้าไปในฝูงชน ซึ่งเขาว่าเขาแค่ขี่ เพื่อให้รู้สึกและเป็นส่วนหนึ่งกับมัน

คุยกับ พีท พรประภา ถึงขวบปีที่ 7 ของ Wonderfruit เทศกาลที่คนทั่วโลกรอคอย กับความตั้งใจรวมคน จิต ธรรมชาติ เข้าด้วยกัน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load