Sansaicisco (สันทรายซิสโก) คือวิสาหกิจชุมชนในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ที่สร้างพื้นที่และชุมชนผู้แปรรูปอาหารรายย่อยที่ใส่ใจการผลิตอย่างประณีตและคิดคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ให้พวกเขามีโอกาสเติบโตและเข้าถึงเกษตรกรรายย่อยที่มีความเชื่อและจิตวิญญาณแบบเดียวกัน

ก่อตั้งโดย มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก อดีตพนักงานออฟฟิศเมืองกรุงที่ตัดสินใจเก็บกระเป๋า ย้ายถิ่นฐานไปอยู่เชียงใหม่เมื่อราว 10 ปีก่อนและปักหลักอยู่ถาวร

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

จากคนไม่เคยสนใจเรื่องอาหารเลย ชีวิตของมะเป้งพลิกผันกลายมาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญช่วยขับเคลื่อนการรักษาโลกผ่านอาหารที่ปลอดภัย พบเห็นปัญหาที่กำลังกระทบกับชีวิตคนตัวเล็กๆ และสรรพสิ่งในสังคมอันซับซ้อน เขาจึงเปิดครัวให้ผู้แปรรูปอาหารเข้ามาเช่าใช้พื้นที่แบบ Shared Services หยิบยืมอุปกรณ์ใช้พัฒนา และผลิตสินค้าโดยแทบปราศจากความเสี่ยง ด้วยความไม่กังวลใจมากหากวิสาหกิจนี้ไม่เป็นไปตามคาดฝัน

เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งนี้คุ้มค่าแก่การลงมือทำ

“เราเชื่อว่าถ้าเราช่วยสนับสนุนผู้แปรรูปที่ใส่ใจเรื่องอาหารปลอดภัย จะเกิดการซื้อวัตถุดิบจาก Small Farmers ที่ขับเคลื่อนด้วย Local Wisdom และมองทุกอย่างเป็นภาพรวมได้โดยอัตโนมัติ” มะเป้งเล่าหนึ่งในแก่นสำคัญของ Sansaicisco

ในขณะที่สิ่งแวดล้อมกำลังย่ำแย่ลงทุกวัน จากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่คำนึงถึงชีวิตรอบข้างมากเท่าที่สังคมคาดหวัง ธุรกิจอาหารได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก COVID-19 การปรากฏตัวของ Sansaicisco ถือเป็นหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าศึกษา ว่าจะช่วยให้เกษตรกรและธุรกิจรายเล็กเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยยังคงความเป็นมิตรต่อสรรพสิ่ง

หากพร้อมแล้ว ขอชวนออกเดินทางตามหาวัตถุดิบ เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเยี่ยมชมครัวแห่งใหม่ของมะเป้ง ซึ่งเปิดต้อนรับรอผู้ที่มีวิสัยทัศน์แบบเดียวกันมาร่วมขบวนอยู่

ไม่ต้องห่วง เส้นทางนี้ไม่มีใครรู้สึกเหมือนอยู่ลำพังแน่นอน

Slow Food 

“ก่อนหน้านี้เราใช้ชีวิตเหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไป จนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 เพิ่งเข้าใจว่าเราอยู่ห่างไกลจากคำว่าอาหารจริงๆ มากนะ” มะเป้งเล่า เขายังจดจำภาพความเศร้าในวันที่ต้องทานอาหารแช่แข็งที่เก็บไว้ตามวิถีชาวเมือง โดยปราศจากทางเลือกอื่นได้อย่างชัดเจน

ระหว่างรอสถานการณ์ดีขึ้น มะเป้งเดินทางไปเชียงใหม่จนค้นพบว่าชอบวิถีชีวิตที่นี่มากกว่าที่เคยเป็นมา และอยู่เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

“แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าจะมาทำอะไรบ้าง” เขากล่าวอย่างขำขัน

“ความโชคดีคือ หนึ่งในเพื่อนคนแรกๆ ที่อยู่ห้องใกล้กันคือ ลี-อายุ จือปา จาก อาข่า อ่ามา เขาชวนเราไปกินข้าวกับกลุ่มของเขา ตอนแรกมี Culture Shock เหมือนกัน เหมือนเรามาจากดาวคนละดวง แต่เราปรับตัวเร็ว และเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำน่าค้นหาคำตอบ”

กลุ่มพี่น้องเพื่อนฝูงที่มะเป้งเจอล้วนให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่น ปรุงอาหารด้วยความใส่ใจ คิดคำนึงถึงความยั่งยืนมากกว่าเงินทองชั่ววูบ เช่น เยา-เยาวดี ชูคง เจ้าของร้าน YakkaJon Slow Fish Kitchen เสิร์ฟอาหารทะเลปลอดภัยจากประมงพื้นบ้าน และ โจน จันได ทำให้เขาค่อยๆ ดูดซับความเชื่อเหล่านี้และศึกษามากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขับเคลื่อนคอมมูนิตี้ที่กลายเป็น Slow Food เชียงใหม่ ในเครือข่าย Slow Food ระดับสากล ควบคู่กับการเปิดร้าน 186 Cafe&Bar 

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

“Slow Food ไม่ได้หมายถึงกินช้าๆ ทำช้าๆ เชฟเราทำกันเร็วมากเลยนะ (หัวเราะ) แต่หมายถึงอาหารที่ Good, Clean และ Fair คือคุณภาพดี สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย รู้ที่มาที่ไป และซื้อขายกันในราคาที่เป็นธรรม” เขาอธิบายแนวคิดขั้วตรงข้ามของ Fast Food ที่เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ในประเทศอิตาลี โดยมีสัญลักษณ์ประจำคือหอยทากสีแดง

กลุ่ม Slow Food จัดกิจกรรมหลากหลาย เช่น อีเวนต์ Good Seed, Good Food ชวนเกษตรกรอินทรีย์นำวัตถุดิบมาร่วมงานให้เชฟมากฝีมือเลือกสรร ปรุง จัดแต่งลงจานให้คนชิม พร้อมฟังเรื่องราวการต่อสู้เพื่ออาหารที่ปลอดภัย เกิดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนอบอุ่นหัวใจ และคนเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากขึ้น

และแคมเปญ Ark of Taste หรือ เภตราแห่งรสชาติ ทำหน้าที่เสมือนเรือโนอาห์ แต่เปลี่ยนเป็นเอาพันธุ์พืชหรือวัตถุดิบมากคุณค่าที่เสี่ยงสูญพันธุ์เข้าครัวแทน รักษาความหลากหลายพันธุ์พืช และช่วยให้คนชิมรสแปลกใหม่ที่เขาอาจไม่เคยคุ้นในชีวิตประจำวัน

เมื่อคลุกคลีในวงการได้สักพักใหญ่ มะเป้งเริ่มเห็นปัญหาที่ควรร่วมกันแก้ไขอย่างยิ่ง และเขาน่าจะพอทำอะไรได้บ้าง

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

1 เปอร์เซ็นต์ที่สำคัญ

“ทุกวันนี้เกษตรกร ฟาร์ม ผู้ผลิต เชฟ ที่เชื่อในแนวคิดแบบ Slow Food ขายอาหารยังไม่ได้ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของที่ตลาดบริโภคเลย” มะเป้งเปรย ก่อนเล่าถึงปัญหาวงการเกษตรและอาหาร

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเติบโตขึ้นครอบครองตลาดของเกษตรกรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แม้ปรากฏข้อดีเชิงประสิทธิภาพและการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เห็นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ข้อควรกังวลและพึงระวังมากไม่แพ้กัน

“ในระบบอุตสาหกรรม บางทีคนมองแยกส่วนกันเกินไปและเน้นทำเกษตรแปลงใหญ่ พูดถึงแต่ปริมาณผลผลิตเป็นหลัก ดินมีปัญหาก็อัดสารเคมีเข้าไป มีศัตรูพืชก็ตัดแต่งพันธุกรรมให้มันทน ไม่ต้องแคร์ดินฟ้าอากาศ คำถามคือ มันดีต่อโลกและคนที่ทานหรือเปล่า

“เราเชื่อในวิทยาศาสตร์นะ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบแต่ละด้านด้วย ตอนนี้ผลของมันอาจยังไม่ชัดเจน เช่น ครั้งหนึ่งในโลกนี้ หมอเคยเป็นพรีเซนเตอร์บุหรี่กันทั่วไป แต่วันหนึ่งก็ถูกพิสูจน์ว่าบุหรี่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด กว่าจะพิสูจน์ได้ก็ไม่รู้ว่าสร้างผลกระทบไปแค่ไหน และจะฟื้นฟูกลับมาได้ไหม 

“อีกทั้งยังมีการตลาดที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง บางรายใช้สารเคมี แต่กลับพูดได้อย่างเต็มปากว่าออร์แกนิก คนใช้กันไปทั่วจนคำว่าออร์แกนิกไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นแล้ว” มะเป้งเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นอย่างตรงไปตรงมา หลายครั้งปัญหาไปเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและรัฐอย่างปฏิเสธความจริงได้ยาก รายที่ทำดีใส่ใจชีวิตผู้คนก็มีให้เห็น แต่รายที่ทำไม่เหมาะไม่ควรก็มีอยู่มาก

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น
Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

ผลที่ตามมาคือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม จากสารเคมีและการเสียความสมดุลตามธรรมชาติ และ

การล้มหายตายจากของผู้เล่นรายเล็กที่ประณีตทุกขั้นตอน แต่ทุนไม่เทียบเท่า 

แม้จะเกิดนโยบายที่พยายามสนับสนุนรายย่อยและธุรกิจใหญ่ๆ หันมาให้ความสนใจ แต่ในเชิงปฏิบัติ กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

“เพราะระบบความคิดมักต่างกัน เช่น ผู้จัดการโรงแรมใหญ่บอกว่าอยากซื้อวัตถุดิบจากฟาร์มท้องถิ่นเข้าโรงแรมเพื่อสนับสนุน แต่ฝ่ายจัดซื้อไม่รู้สึกตามด้วย เพราะการวัดผลของเขาอยู่ที่การลดต้นทุนลงภายในเวลาที่กำหนด แต่การเกษตรแบบนี้มันต้องการความยืดหยุ่นตามที่ธรรมชาติเป็น สั่งจำนวนเป๊ะๆ เยอะๆ แบบฟาร์มใหญ่ไม่ได้ ต้องอาศัยคนที่เข้าใจ” 

เมื่อระบบยังไม่ปรับเปลี่ยนให้รองรับ การรวมพลังของคนตัวเล็กๆ ที่มีหัวใจและความเชื่อเดียวกันแบบที่ Slow Food ทำ จึงเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ 

พร้อมทั้งเคล็ดวิชาที่กาลเวลาและธรรมชาติเป็นผู้มอบให้ด้วย

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

“ฟาร์มขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น” มะเป้งเน้นย้ำประโยคนี้จนเราจำได้ขึ้นใจ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือความเข้าใจธรรมชาติที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และกลั่นกรองจากการสังเกตปรากฏการณ์รอบตัวที่สัมพันธ์กัน (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่และช่วงเวลา การพิสูจน์ความเป็นจริงจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจสอบสาเหตุและความเกี่ยวข้องกัน) 

เช่น การตัดไม้ไผ่โดยอิงจากพระจันทร์ตามความเชื่อโบราณ

“ครั้งหนึ่งเรากำลังจะตัดไม้ไผ่ใช้ในป่า พะตี (ลุง ในภาษาปกาเกอะญอ) จับมือเราแล้วบอกว่าอย่าเพิ่งตัด อีกสองวันเป็นข้างแรมค่อยมาตัด ตอนแรกงง ข้างแรมแล้วทำไม มารู้ทีหลังว่า เขาสังเกตว่าช่วงข้างแรม ของไหลต่างๆ มันจะไหลลงไปอยู่ที่ราก ลำต้นจะแห้งกว่า พอตัดช่วงนั้นมอดจะน้อย และทำให้ไม้ไผ่ใช้งานได้นานกว่า

“การลงเมล็ดหรือเก็บเกี่ยวก็เหมือนกัน เขาบอกให้ทำช่วงใกล้ๆ พระจันทร์เต็มดวง เพราะของไหลจะค่อยๆ ขึ้นมาที่รากหรือดิน ทำให้ชุ่มชื้น พวกนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราอยากหาวิทยาศาสตร์มารองรับด้วย เพื่อให้คนเห็นคุณค่าและเป็นแนวทางให้ทำตามได้” 

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการใช้ใบมะละกอชุ่มน้ำวางไว้เรียกหอยทากออกจากแปลง เลี้ยงหมูแบบปล่อย (Free-range) ให้วิ่งเล่นอยู่ใกล้โรงเหล้า เพื่อให้หมูได้ทานข้าวและมีคุณภาพดีกว่าหมูที่ดูสะอาดๆ แต่นั่งอุดอู้อยู่ในโรงเรือน หรือการนำมูลสัตว์มาผสมใบไม้ให้ดินดูดซึมพลังงาน แทนการใส่สารเคมีเพื่อเร่งการเติบโต โดยปราศจากพลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

แม้สิ่งเหล่านี้อาจไม่แม่นยำเท่าการส่งตรวจหรือวิจัยในห้องปฏิบัติการ แต่พอนำแนวคิดมาทดลองประยุกต์ใช้ในแปลงขนาดเล็กได้โดยไม่มีต้นทุนมากนัก หากเรารวม Local Wisdom ดีๆ ไว้ที่เดียวกันจากคนที่ทำสำเร็จ จะถือเป็นคลังปัญญาชั้นยอดสำหรับเกษตรกรรายย่อยเลยทีเดียว 

Sansaicisco วิสาหกิจชุมชนเชียงใหม่ที่เปิดครัวให้ผู้ผลิตอาหารใช้งาน และเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

การพยายามสังเกตความเชื่อมโยงต่างๆ และต้องลงมือทำซ้ำๆ เพื่อพิสูจน์นี้ ยังชวนให้คนเกิดการคำนึงถึงสิ่งที่ตัวเองกระทำ และเห็นรายละเอียดมากขึ้นด้วย

“เราเคยไปทริปเก็บน้ำผึ้งและจะทานหมูเป็นอาหาร พะตีเอามีดจับใส่มือเชฟแล้วบอกว่า คุณต้องลงมือเชือดหมูดูด้วยตัวเอง อาจฟังดูโหดเหี้ยมนะ แต่หมูเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารที่ให้พลังงานอยู่แล้ว ทีนี้สิ่งที่ต่างคือ พอเราต้องเชือดเอง เชฟกลุ่มนี้ใช้ทุกส่วนของหมูอย่างไม่มีเศษเหลือเลย เพราะรู้ว่าเป็นหนึ่งชีวิตที่เสียไปเพื่อมาเป็นอาหารให้คนอีกมาก ต้องใช้ให้คุ้มค่า” 

โจทย์สำคัญในใจมะเป้งคือ ทำอย่างไรให้คนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น และหนึ่งในคำตอบคือการจัดตั้ง Sansaicisco 

เป็นมากกว่าครัว

Sansaicisco คือครัวและคอมมูนิตี้ที่เหมือนรวม 3 คอนเซปต์ของแอปพลิเคชันยุคใหม่ไว้ที่เดียว เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 เป็นเครื่องเร่งให้มะเป้งคิดหาหนทางแก้ปัญหา เพื่อเชื่อมต่อเกษตรกรกับผู้แปรรูปอาหารดีๆ เข้าด้วยกัน

ฟังก์ชันแรกคือ Shared Services

“หนึ่งในปัญหาของผู้แปรรูปอาหารคือขาดครัว อย่างตอนเกิด COVID-19 รอบแรก เรามีผู้แปรรูปอาหารเกิดขึ้นเยอะมากและขายได้ง่าย เพราะทำที่บ้าน ไม่ต้องลงทุนอะไร ผ่านมาปีหนึ่ง บางคนไปต่อได้ แต่เริ่มขยายสเกลไม่ไหว คำนวณตัวเลขแล้วเหนื่อย” มะเป้งเล่าการเติบโตและรักษามาตรฐานเป็นเรื่องไม่ง่าย

มะเป้งเห็นว่าเขามีพื้นที่ครัวอยู่แล้ว และใน 1 เดือนใช้จริงๆ อยู่ไม่กี่วัน จึงเปิดพื้นที่ให้คนมาเช่าใช้งานตามความต้องการ เพื่อขยับขยายตัวเองจากระดับครัวในบ้านให้กลายเป็น ‘Commercial Kitchen’ ไซส์ S หรือขนาดเล็ก

ภายในครัวกลางนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานให้เลือกใช้ตามความต้องการ และผู้ใช้จ่ายตามการใช้งานจริง โดยไม่มีการคิดค่าเช่าที่ดินของมะเป้งรวมเข้าไป และยินดีเปิดเผยตัวเลขต้นทุนทั้งหมดให้คนดูได้อย่างโปร่งใส

เปิดครัวและคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของอำเภอสันทราย เชียงใหม่ เชื่อมต่อผู้แปรรูปอาหารกับเกษตรกรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่ออาหารปลอดภัยสำหรับทุกคน

“เช่น ถ้าคุณจะทำไส้กรอกอีสานเจ ดูแล้วต้องใช้เครื่องซีลสุญญากาศที่เราลงทุนไว้ เราจะคิดคำนวณต้นทุนรวมค่าเสื่อม สมมติหารออกมาแล้วต้นทุนอยู่ที่ยี่สิบห้าบาทต่อวัน ต่อเครื่อง เราจะคิดค่าใช้จ่ายคุณแค่ สามสิบห้าบาท ต้องใช้เครื่องไหนบ้างก็เอามาบวกรวมกัน เป็นการทดลองทำสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงเดียวคือทำแล้วขายไม่ได้”

ฟังก์ชันที่ 2 คือ Matching เชื่อมต่อผู้แปรรูปเข้ากับเกษตรกรรายย่อยที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมะเป้งจะแนะนำฟาร์มหรือแปลงที่รู้จัก ให้ผู้ประกอบการพิจารณาเลือกสรรแหล่งวัตถุดิบ หากอยู่ไม่ไกล ยิ่งลดต้นทุนค่าขนส่งไปได้อีก และช่วยสร้างตลาดให้เกษตรกรรายเล็ก

และสุดท้ายคือ Commerce หรือการช่วยพัฒนาเพื่อให้สินค้าสามารถวางขายออกท้องตลาดได้อย่างมั่นใจ โดยมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานของการตลาดที่พูดตามความเป็นจริง บอกที่มาของแหล่งวัตถุดิบได้ครบถ้วน

เปิดครัวและคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของอำเภอสันทราย เชียงใหม่ เชื่อมต่อผู้แปรรูปอาหารกับเกษตรกรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่ออาหารปลอดภัยสำหรับทุกคน

“คนเหล่านี้มีแรงขับเคลื่อนอยู่แล้ว เราแค่ดูว่าเขาขาดอะไร บางครั้งเราชวนเชฟหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารมาช่วยกันชิม ช่วยกันคิดและให้คำปรึกษาฟรีๆ ด้วย เพราะเราเป็นชุมชนที่ทำเรื่องนี้มาอยู่แล้ว

“และเราจะพูดแต่สิ่งที่เป็นความจริง ข้างนอกอาจใช้คำหวานกลบเกลื่อน แต่ไม่มีอะไรจะหนักแน่นไปกว่าความจริงแล้ว” 

ตอนนี้ Commercial Kitchen ขนาดเล็กแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการสร้าง ในอนาคต มะเป้งเล็งที่จะสร้างครัวขนาดกลางต่อไป สำหรับธุรกิจที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นด้วย

รวมกันเราอยู่

“เราแบกความเสี่ยงเอง และไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำ” มะเป้งตอบ เมื่อเราถามถึงการลงทุนสร้างครัวและซื้ออุปกรณ์ไปก่อนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

เพราะสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าการเติบโตทางธุรกิจของตัวเองคือ โอกาสในการสร้างคนที่มีแนวความคิดดีๆ ให้สามารถทำผลิตภัณฑ์ที่อยู่รอดด้วยตัวเอง เกษตรกรรายย่อยมีรายได้เลี้ยงชีพและพลังใจ ซึ่งมะเป้งเองก็ร่วมขบวนการนี้ ด้วยการผลิตฮาลูมี่ชีสแบบสดใหม่เพื่อสนับสนุนผู้เลี้ยงวัวเองด้วย

หากธุรกิจใดเติบโตจนมีศักยภาพเกินกว่าขนาดกลางจะรองรับ สันทรายซิสโกยินดีอย่างยิ่งที่ผู้แปรรูปฝีมือดีจะลงทุนและออกไปตั้งกิจการ อาจเป็นขนาดเล็กของตัวเอง และจะยิ่งดีถ้ามีคนแบบนี้กระจายไปอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย

เปิดครัวและคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของอำเภอสันทราย เชียงใหม่ เชื่อมต่อผู้แปรรูปอาหารกับเกษตรกรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่ออาหารปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ต่อไปเราอยากขยายตามภาคต่างๆ แล้วหาเครือข่ายคนที่เชื่อแบบนี้ด้วย เพราะของแบบนี้ไม่ควรมีแกนนำ แต่ควรเป็นหลายจุดๆ ที่เชื่อมต่อกันมากกว่า สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทำให้ตัวเองสำเร็จก่อน เพื่อจะไปบอกคนอื่นได้” 

แต่หากไม่เป็นไปตามคาด แนวคิดนี้ล้มเหลว พวกเขาจะไม่พับแผนและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิ่งที่เชื่ออีกครั้ง

“ข้อดีของกลุ่มคนเหล่านี้คือ พวกเขาเป็น Talent People ที่มีพลังและดึงดูดคนแบบเดียวกันเข้ามาทำสิ่งที่เชื่อด้วยกัน ไม่ใช่คนที่กระโจนเข้าหาความสำเร็จชั่ววูบ หลายครั้งทำก็เข้าเนื้อ ไม่ได้กำไร แต่พวกเขาไม่เคยหยุดทำ ปีหน้าเอาใหม่ ล้มเหลวก็ออกมาตั้งหลักเข้าไปทำใหม่ ดูเป็นพวกดื้อด้าน

“แต่โลกนี้ต้องมีคนที่ไม่หยุดทำแบบนี้”

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรายย่อย เช่น การเข้าร่วม CPTPP ที่จะส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อ และต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาแพงขึ้น คนเหล่านี้จะลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงให้กันในทันที 

ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนและโลกที่เขารัก

ต้นไม้ที่เรารดน้ำได้ทุกวัน

“โคตรกระจอกเลย” มะเป้งเอ่ยถึงคำที่คนเคยดูถูกเกี่ยวกับแนวคิดที่กลุ่ม Talent People เหล่านี้ทำ

เช่น มะเป้งเคยร่วมทำโปรเจกต์ปลูกต้นไม้ชื่อ ‘มือเย็นเมืองเย็น’ อยู่ 5 ปี ชวนคนมาปลูกต้นไม้ได้ราว 7,000 ต้น อาจดูเป็นตัวเลขที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับข่าวครึกโครมของหน่วยงานต่างๆ ที่ปลูกกันเป็นล้านต้น 

แต่แนวคิดนี้ยั่งยืนกว่า 

เพราะชวนคนปลูกแค่คนละต้น ในที่ที่รดน้ำได้ทุกวัน

“ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต มันไม่ได้ต้องการแค่คนปลูก แต่ต้องการคนรดน้ำ ยิ่งไปปลูกที่ไกลๆ ยิ่งดูแลลำบาก ถ้าเทียบอัตราความสำเร็จของต้นไม้ที่อยู่รอด เราชนะ” 

แม้มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ แต่สันทรายซิสโกดำเนินการด้วยความเชื่อแบบเดียวกันว่า เราไม่ได้ต้องไขว่คว้าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตามกระแส และการกอบกู้โลกบางทีอาจเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลัง 

แต่เราเป็นจุดเล็กๆ ที่ปลูกต้นไม้ด้วยความรักและดูแลอย่างดีทุกวันได้ ใครจะมองว่ากระจอกก็ช่างปะไร

สรรพสิ่งล้วนเกื้อกูลกัน

“เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน” มะเป้งเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ย้ายมาพักใจที่เชียงใหม่

“เราเข้าใจแล้วว่าทุกอย่างในธรรมชาติเชื่อมโยงกัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ และคนต้องอยู่ร่วมกัน จริงๆ เรามีแปลงของตัวเอง มีอาหารกิน ไมได้เดือดร้อนอะไร แต่เรากั้นรั้วสูงๆ อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้แล้ว แหล่งน้ำ แมลง นก ธรรมชาติ ทุกอย่างต้องเกื้อกูลกันหมด” 

“ที่สำคัญ เราอ่อนน้อมขึ้น และเชื่อว่าทุกคนมีภูมิปัญญาเป็นของตัวเองที่น่าพูดคุยด้วยทั้งนั้น”

สันทรายซิสโกกำลังเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้น ยังมีภารกิจอีกมากมายที่มะเป้งต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้เกษตรกรและผู้แปรรูปอาหารเชื่อมต่อเข้าหากันและเติบโตขึ้น 

แม้ระหว่างทางจะมีอุปสรรคบ้าง แต่เรารับรู้ได้เลยว่า เขาจะไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้คนเดียว

เปิดครัวและคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของอำเภอสันทราย เชียงใหม่ เชื่อมต่อผู้แปรรูปอาหารกับเกษตรกรและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่ออาหารปลอดภัยสำหรับทุกคน

ภาพ : มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load