เสียงเครื่องบดกาแฟ ตัดสลับกับจังหวะการอัดบรรจุผงที่บดแล้วใส่ลงในเครื่องมือหน้าตาคุ้น พร้อมเสียงน้ำร้อนไหลผ่าน บรรเลงสอดรับกับเพลงของ Frank Sinatra จากอัลบั้มฮิตตลอดกาล ปลุกเราให้ตื่นจากความเหนื่อยล้า แล้วเผลอนึกชื่นชมใครก็ตามที่คิดค้นกาแฟให้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

The Cloud มีนัดกับ อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ และ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จาก ‘Bluekoff’ แบรนด์กาแฟเจ้าใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านกาแฟนับพันรายในประเทศ เพื่อคุยเบื้องหลังธุรกิจ ที่เริ่มต้นจากสายตาคนหนุ่มผู้มองไกลและเห็นอนาคตว่า คนไทยกว่าค่อนประเทศจะหันมาดื่มกาแฟในชีวิตประจำวัน จะหลงใหลและรักกาแฟ จะมีความฝันเปิดร้านทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟ ไปจนถึงความตั้งใจศึกษาจริงจังในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และการผลักดันกาแฟไทยไปสู่ระดับโลก

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

มาถึงวันนี้ Bluekoff คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟอย่างครบวงจร

ตั้งแต่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟดิบและกาแฟคั่วคุณภาพดี เป็นโรงเรียนสอนวิธีการชงกาแฟ จำหน่ายเครื่องชงกาแฟ เครื่องบด เครื่องปั่น อุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ รวมถึงวัตถุดิบสำหรับร้านกาแฟทั้งหมด พร้อมให้คำปรึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจร้านกาแฟ สวรรค์ที่แท้จริงของคนรุ่นใหม่หรือใครก็ตามที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของร้านกาแฟ

แต่ช้าก่อน ในฐานะที่คร่ำวอดในวงการกาแฟไทย เห็นการเกิด ตั้งอยู่ และดับไปของร้านกาแฟมาตลอด 18 ปี เราไม่ลืมที่ชวนอ๋าและนุ่นพูดคุยถอดรหัสความสำเร็จของการทำร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนด้วย

สั่งเมนูโปรดของคุณให้พร้อม แล้วล้อมวงรับฟังพร้อมกัน

01

ความรู้เท่าเมื่อถึงการณ์

จุดเริ่มต้นของ Bluekoff เริ่มจากการเป็นแบรนด์ที่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟคุณภาพดี

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

หลังจากทดลองวิ่งขายเมล็ดกาแฟคั่วตามคำชักชวนของเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์กาแฟสมัยเรียนมหาวิทยาลัย อ๋าตัดสินใจเรียนต่อด้านบริหารพร้อมตั้งปณิธานว่า ถ้าเรียนจบแล้วทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟไม่สำเร็จ เขาจะกลับไปดูแลปั๊มน้ำมันและธุรกิจอื่นๆ ของครอบครัวที่ต่างจังหวัดตามความตั้งใจของพ่อ

“ระหว่างเรียน เราจะยกกาแฟขึ้นมาเป็นตัวอย่างหรือกรณีศึกษาในทุกๆ วิชาเรียน พร้อมกับศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ทำรีเสิร์จตามร้านกาแฟจึงทำให้ได้รู้จักคนเยอะขึ้น และเราตั้งใจเลือกเรียนต่อภาคค่ำเพราะอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากครูและเพื่อนนักเรียนในชั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ แล้วใช้เวลาช่วงกลางวันวิ่งขายเมล็ดกาแฟอย่างที่เคย” อ๋าเล่าย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของ Bluekoff ในช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต และถือกำเนิดเว็บไซต์ Bluekoff

ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันกับการมาของเว็บไซต์ ‘ร้อยตะวัน’ ที่ถือว่าเป็นเว็บไซต์พันทิปของวงการกาแฟในบ้านเรา ถ้าสงสัยอะไรเกี่ยวกับกาแฟจะมีคนแย่งกันตอบหรือถกเถียงกันเต็มไปหมด

“ประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟช่วงแรกๆ ของผม ก็มาจากเว็บไซต์ร้อยตะวันนี่แหละ” อ๋าตอบ พร้อมเสียงเห็นด้วยของคนในวงสนทนาที่รุ่นราวคราวเดียวกัน

02

Shades of Blue

การปรับตัวของธุรกิจตามศักยภาพและความเป็นไปได้ที่มี

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

อ๋าเล่าว่า ช่วงที่ทำเว็บไซต์ ความสงสัยส่วนตัวทำให้เขาลงมือศึกษาคีย์เวิร์ดและประโยชน์ในการใช้กูเกิลทำการตลาด จนในที่สุด อ๋าใช้เพียงอาทิตย์เดียวก็สามารถทำให้เว็บของ Bluekoff ขึ้นอันดับหนึ่งในการค้นหา และอยู่อย่างนั้นมาตลอด 10 ปี นั่นคือ ถ้าใครค้นหาเกี่ยวกับกาแฟหรือเรียนทำกาแฟ เป็นต้องพบชื่อของ Bluekoff อยู่ในลำดับต้นๆ ของการค้นหา

“ช่วงแรกเราได้เมล็ดกาแฟคั่วมาจากอาของเพื่อนสนิทที่เริ่มต้นหลงใหลกาแฟมาด้วยกันตั้งแต่ต้น ซึ่งอาทำธุรกิจโรงคั่วกาแฟส่งร้านกาแฟเจ้าใหญ่ในสมัยนั้น ระหว่างที่วิ่งเสนอขายเมล็ดกาแฟตามร้านต่างๆ เราเห็นลูกค้าชงไม่เป็นก็ถือโอกาสแนะนำ เขาก็ถามกลับมาว่าทำไมไม่เปิดคลาสสอนด้วยล่ะ จึงเกิดเป็นชั่วโมงการสอนทำกาแฟจริงจัง โดยวิ่งสอนนอกสถานที่จนเกินกำลัง เพราะนอกจากจะมีสอนทุกวันแล้วยังต้องเดินทางไปมาไม่น้อย จึงตัดสินใจเปิดสอนในบ้านจริงจังขึ้น” อ๋าบอกว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มต้นทำธุรกิจจริงจังขึ้นมา

“หลังจากสอนชงกาแฟ ไปๆ มาๆ ลูกค้าก็ถามว่า ทำไมไม่ขายเครื่องชงกาแฟ เราจึงเริ่มติดต่อกับคุณเลิศยุทธ์ ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่มากในเวลานั้น ขายดีมากนะ ช่วงแรกเรายังไม่นำเข้าเครื่องเองแต่เป็นการซื้อจากเพื่อนๆ ในวงการ ช่วยกันขาย จนที่นี่กลายเป็นที่ปล่อยของของเพื่อนๆ เคยขายเดือนหนึ่งได้ 40 – 50 เครื่อง ขายทุกวันส่งเครื่องทุกวัน มีตั้งแต่เครื่องขนาดเล็กไปถึงขนาดกลาง” อ๋าเล่า

“สมัยนั้นร้านกาแฟเปิดทุกหัวมุมถนนจริงๆ ทุกร้านใช้เครื่องเล็กๆ จิ๋วๆ ต่อมาผู้บริโภคเริ่มมีความรู้ การแข่งขันก็สูงขึ้น ถ้าไม่เก่งจริงก็จะไม่รอด ปัจจุบันลูกค้าส่วนมากจึงหันมาสนใจความรู้เรื่องการชงกาแฟที่ถูกต้อง รวมถึงเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่ราคาแพงกันมากขึ้น” นุ่นเสริม

“ความใหญ่โต หรูหรา ของเครื่องชงกาแฟมีความสำคัญหรือส่งผลกับรสชาติแค่ไหน” เราถามอย่างคอกาแฟที่ชอบไปร้านกาแฟเพื่อคุยงานมากกว่าซึมซับรสชาติและบรรยากาศ

“เมื่อเปิดประตูร้านกาแฟเข้าไป ตาคนกินกาแฟเขาจะมองอะไรก่อน” นุ่นตั้งคำถามกลับ

“ดูเครื่องชงกาแฟก่อน” คุณอ๋าและทุกคนในวงสนทนาตอบ

‘ดูบาริสต้าก่อน’ เราตอบในใจ

03

เติบโต…จึงได้รู้ความจริง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของธุรกิจเมื่อพบว่าต้นทางแท้จริงแล้วแสนสำคัญ

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา แบรนด์เมล็ดกาแฟเจ้าใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านกาแฟนับพันรายของประเทศไทย

หลังจากทำแบรนด์เมล็ดกาแฟคั่วได้ระยะหนึ่ง Bluekoff ก็เริ่มขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการ จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการคั่วเมล็ดกาแฟอย่างจริงจัง

“ช่วงแรกเราได้เมล็ดจากลุงรภ (ปรารภ กาแฟอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ) มาคั่วเอง เราชอบมากอร่อยมาก ผลจากการรับซื้อเมล็ดกาแฟโดยตรงจากชาวบ้าน ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วคุณภาพของกาแฟที่ดีต้องเริ่มต้นทาง” อ๋าจึงขึ้นดอยไปคุยกับเกษตรกรโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างที่คิด จึงตัดสินใจคุยกับครอบครัว และปรึกษา คุณวิชา พรหมยงค์ เจ้าของกาแฟดอยช้าง ก่อนจะลงทุนทำโรงงานแปรรูปบนดอยช้าง

“การตัดสินใจในวันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ไม่เพียงใส่ความตั้งใจลงไป ช่วงฤดูกาลผมจะขึ้นไปอยู่บนดอยดูแลควบคุมการแปรรูปเมล็ดกาแฟเองทุกอย่าง พร้อมๆ กับส่งกาแฟเข้าประกวดทุกปี ได้คะแนนเกิน 90 คะแนนทุกปี กลายเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศ กว่า 10 ปีที่ผมทำโรงงานบนดอยช้างจนเกิดเป็นเครือข่ายเกษตรกรกว่า 600 ครัวเรือนช่วยเหลือกันไม่ใช่แค่เรื่องการปลูกกาแฟแล้ว แต่รวมไปถึงคุณภาพชีวิต” อ๋าเล่าถึงผลจากการตัดสินใจทำโรงงานแปรรูปซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญของ Bluekoff

“ผมอาจจะคิดกลับกับคนอื่นที่เขาทำการตลาดก่อน ผมเชื่อว่าการจะทำอะไรพื้นฐานหรือรากฐานของสิ่งนั้นต้องแน่นหนาเสียก่อน ในวันที่คุณรู้แล้วว่าคุณภาพของกาแฟเริ่มจากวัตถุดิบที่สืบย้อนไปถึงกระบวนต้นน้ำที่ดี คุณก็ลงมือทำมันเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด แน่นอนคู่แข่งเราเยอะมาก ลูกค้ามีตัวเลือกมากมายในตลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าจะเปลี่ยนไปชั่วคราวแล้วเขาก็กลับมา เป็นสาเหตุให้ฐานลูกค้าของ Bluekoff เป็นจุดแข็งสำคัญของแบรนด์”

จากที่คิดจะทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ในวันที่เริ่มขยับขยายมีโรงงานคั่วที่ลพบุรี อ๋าชวนพี่ชายมาช่วยดูแลบริหารโรงคั่ว จากเครื่องคั่วตัวเล็กๆ ในวันแรก ปัจจุบัน ที่โรงงานมีเครื่องคั่วทั้งหมด 7 ตัว ในขนาดที่หลากหลายแตกต่างกันไป

อ๋าเล่ากระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟดิบคุณภาพดีของ Bluekoff ให้เห็นภาพตาม ดังนี้

กระบวนการคือ เมล็ดเริ่มต้นที่ดอยช้าง และแปรรูปที่โรงงานบนนั้นเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา 4 – 5 เดือนต่อปี จากเชอร์รี่ สีเปลือกออก หมัก ขัดเมือกล้าง อบแล้วตากต่อให้แห้ง ก่อนจะส่งกาแฟกะลาทั้งหมดไปที่ลพบุรี เพื่อสีกะลา ขัด แยกขนาด แยกน้ำหนัก คัดความสวยงาม แล้วจึงคั่ว นอกจากจะจำหน่ายในนามแบรนด์ Bluekoff แล้ว ที่นี่ยังรับผลิตและคั่วให้หลายแบรนด์ใหญ่ๆ อีกด้วย โดยบางส่วนจะนำส่งออกไปต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย ซึ่งอ๋าเสริมว่าการส่งออกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเพราะเมล็ดกาแฟเท่าที่มีก็ไม่พอใช้ในประเทศแล้ว

04

กาแฟไทยในเวทีโลก

ความเป็นไปได้ของเมล็ดกาแฟไทยในเวทีระดับโลก

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

จากที่เคยรับปากสมาคมว่าจะทำให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในต่างแดนให้ได้

ปีนี้ Bluekoff วางแผนและตั้งใจจะชวนเพื่อนพ้องกาแฟไทยไปร่วมออกงาน SCAJ 2018 งานกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจะมีขึ้นช่วงเดือนกันยายน

“เป็นเวลา 3 – 4 ปีแล้วนะที่เราอยากผลักดันให้กาแฟไทยเป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับ เราเห็นแนวโน้มที่ดีและได้รับความสนใจจากคนในวงการกาแฟมากมาย ไม่ว่าจะจากคะแนนของการประกวดเมล็ดกาแฟที่อยู่ระดับสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในโลก รวมถึงคำชมเรื่องรสชาติที่หวาน บาลานซ์ดีเหมาะแก่การชงเอสเพรสโซ

“ตอนที่รู้สึกว่าต้องทำกาแฟ Specialty จริงจัง คือตอนที่ได้ชิมกาแฟของ Pete Licata (World Barista Champion 2013) ยังจำได้อยู่เลยว่ารสชาติเหมือนกินน้ำเบอร์รี่ผสมลูกพรุนเข้มข้นที่อร่อยมาก และกาแฟที่เขาส่งให้ชิมคือกาแฟที่มาจากเราเองนี่แหละนะ แต่ปรับเครื่องบด ปรับอุณหภูมิ เลยตัดสินใจว่าต้องทำ Specialty ให้เยอะขึ้น เราต้องไปไกลขึ้น เพราะกาแฟไทยมันก็ได้รสชาติแค่นี้ มีความเป็นบ๊วย ความเป็นช็อคโกแลต ขณะที่เอธิโอเปียจะมีรสของดอกไม้หรือสมุนไพรอีกแบบหนึ่ง เราก็เริ่มศึกษาลงลึกให้มากขึ้น” อ๋าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการพัฒนากาแฟไทยที่มาจากความต้องการของตลาด

ตลอดเวลาที่คุยกับอ๋าและนุ่น ทั้งสองคนมักจะพูดถึงความรู้จริงและการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกันของคนในวงการกาแฟไทยอยู่เสมอ คล้ายกับหัวใจของการทำแบรนด์ Bluekoff ที่อ๋าบอกว่าสำหรับเขาแล้วไม่มีความลับเรื่องกาแฟ

“ผมไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังองค์ความรู้ที่มี เพราะอยากให้ตลาดกาแฟไทยเราพัฒนาไปไกลกว่านี้ เพราะฉะนั้น ใครเดินมาถามเรื่องกาแฟผมจะตอบหมด ที่ผมเห็นเรื่องนี้สำคัญที่สุดเพราะเราเติบโตมาถึงวันนี้ได้เพราะความรู้จากผู้ใหญ่สองท่านที่มีพระคุณกับผม คือลุงรภ ปรารภ กาแฟอินทนนท์ และพี่เก๋ ร้อยตะวัน ซึ่งเป็นเพื่อนต่างวัยที่ให้ทั้งความรู้และมิตรภาพที่ดีเสมอมา ยังจำได้สมัยที่ขึ้นดอยไปดูกาแฟด้วยกัน ไปไหนไปกันตลอด” อ๋าเล่า

05

Coffee Experience, Coffee Passion

สิ่งที่จะได้เห็นจาก Bluekoff ในลำดับถัดไป

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

อ๋าเล่าว่า รสชาติที่ดีของกาแฟจะประกอบด้วยปัจจัย 3 – 4 อย่าง ได้แก่ เมล็ดกาแฟ เครื่องบด เครื่องชง และคนชงที่ต้องมีความเข้าใจจริง

แม้จะผิดจากความเข้าใจของผู้เขียนซึ่งให้คะแนนรสชาติแก้วกาแฟตรงหน้าตามความตั้งใจจริงของบาริสต้าสไตล์ญี่ปุ่น แต่นั่นก็ทำให้ความเข้าใจวัฒนธรรมการดื่มด่ำรสชาติกาแฟเปลี่ยนไป พร้อมกับตั้งใจฟังเสียงของเครื่องบดและเครื่องชงกาแฟมากขึ้น 3 ระดับ

“สำหรับผมเครื่องบดสำคัญกว่าเครื่องชง เครื่องบดจะเป็นตัวจ่ายของเจ๋งให้เครื่องชงสกัด ผงที่ละเอียดพอดี ถ้าหยาบเกินไปน้ำไหลเร็วกาแฟก็จืด เครื่องบดจึงสำคัญ” อ๋าอธิบาย

หลายคนคงสงสัยว่าทำไม Bluekoff จึงไม่เลือกทำร้านกาแฟ ขยาย และขายสาขาให้มากๆ ทั้งๆ ที่มีศักยภาพและองค์ความรู้ทุกอย่างพร้อมสรรพ

“เหตุผลคือ หนึ่ง เราควบคุมคุณภาพไม่ได้ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และสอง เรามีลูกค้าที่ซื้อเมล็ดจากเราหลายพันรายในประเทศ การเปิดร้านสาขานั่นหมายถึงเรากำลังเป็นคู่แข่งกับเขา เราไม่อยากเป็นแบบนั้น เราขอยืนหยัดเป็นเบื้องหลังอย่างนี้ต่อไปมากกว่า” นุ่นเล่าสิ่งที่เธอและ Bluekoff เชื่อ เพราะต่อให้ใครจะว่าอย่างไร จุดสำคัญอยู่ที่การชัดเจนในจุดประสงค์ของธุรกิจที่รู้ตัวดีว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร

นอกจากกาแฟแล้ว Bluekoff ยังสนใจเรื่องการพัฒนาโกโก้พันธุ์ไทยแท้ 100%

ซึ่งประสบการณ์จากกาแฟบอกเราว่าสายพันธุ์มีความสำคัญในการทำตลาด

“ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจสักอย่าง ไม่ใช่แค่เห็นความเป็นไปได้แล้วลงมือทำเลย แต่เราจะศึกษาอย่างลึกซึ้งว่าถ้าจะเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะต้องรู้เรื่องอะไร ต้องทำอะไรบ้าง การจะเปิดหรือขยายธุรกิจอะไรก็ตาม พี่อ๋าจะคอยบอกให้รอบคอบ ทำพื้นฐานให้แข็งแรงก่อน” นุ่นเล่า

“เราตั้งเป้าว่าอยากพัฒนาโกโก้ไทยให้เป็นที่ยอมรับเหมือนที่เราทำกับกาแฟไทย เพราะเห็นว่าตลาดมีและเราทำได้ เรามั่นใจในโกโก้ของเราว่าเกิดจากการดูแลมาอย่างดีและตั้งใจ” อ๋าให้ความมั่นใจ

เป็นที่มาของร้านกาดโกโก้ (Kad Kokoa) ย่านสาทร คาเฟ่ช็อกโกแลตเจ้าแรกๆ ในประเทศ ที่เน้นทำช็อกโกแลตแบบ Bean to Bar จากเมล็ดโกโก้ไทยแท้ 100% ดูแลตั้งแต่เป็นเมล็ดโกโก้จนกลายร่างเป็นขนม เครื่องดื่ม และช็อกโกแลตแท่งแสนอร่อย

นอกจากนี้ ความสนใจเรื่องกาแฟและโกโก้แล้ว Bluekoff ยังมีขนมและเบเกอรี่ที่ผสม Cascara หรือเปลือกผลกาแฟก่อนแปรรูปเป็นเมล็ด โดยหลักๆ Bluekoff จะนำ Cascara ไปทำปุ๋ยซึ่งมีคุณภาพดีมากๆ แต่เลือกหยิบนำส่วนที่ดีมาต่อยอดทำส่วนผสมแป้งขนม ซึ่งให้รสสัมผัสคล้ายธัญพืช เพิ่มรสชาติและคุณประโยชน์

06

จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า

คำแนะนำสำหรับการทำธุรกิจร้านกาแฟ

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

เป็นความจริงที่โหดร้าย กว่า 50% ของร้านกาแฟเปิดใหม่ มีอายุแสนสั้น

“จากประสบการณ์ที่อยู่กับกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทางมีคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการร้านกาแฟที่อยากทำร้านให้อยู่ยั่งยืนอย่างไร” เราถาม

ไม่ยากเกินเข้าใจเมื่อความต้องการกินกาแฟเพิ่มขึ้นในคนทุกเพศทุกวัย ตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ร้านกาแฟเล็กๆ เริ่มล้มหาย ขณะที่ร้านกาแฟดีๆ มีเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด

แต่ร้านในฝันจะรอดหรือไม่ อ๋าแนะนำว่า องค์ประกอบหลักคือ ต้องมองตลาดให้ออก

“สำคัญสุดคือทำเลที่ตั้ง ท่องจำไว้ขึ้นใจ ทำเลเป็นยังไง ลูกค้ามาหาสะดวกมั้ย มีคนเดินผ่านกี่คนต่อวัน ที่จอดรถมีมั้ย จากทำเลนั้นกลุ่มลูกค้าเป็นใคร มีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ ซึ่งมันจะโยงกลับมาที่ราคาขายของเรา กลับไปที่ต้นทุนการทำร้าน มีข้อยกเว้นอยู่บ้างที่บางร้านอยู่ลึก ทำเลร้านไม่ได้แต่รูปแบบร้านเท่ แต่คนส่วนใหญ่ตกม้าตายที่ทำเล ต้องมองให้ขาด

“เมื่อได้ทำเลแล้ว ต่อมาคือรูปแบบร้านสำคัญมากในยุคนี้ ยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งดี เป็นที่นัดพบได้ ลูกค้าอยากมานั่งกินทุกวัน ต่อมาคือเครื่องชง เครื่องบด และอุปกรณ์พร้อม

“ข้อต่อมาสำคัญ และเจ้าของร้านหลายคนมักจะมองข้าม นั่นคือ คุณภาพเครื่องดื่ม ก่อนเปิดร้านอย่างน้อย 1 เดือนคุณต้องซ้อมทุกวัน มีลูกค้าไม่น้อยที่ถามผมว่า ‘น้องมีเครื่องเลยไหม เดี๋ยวพี่ยกไปวันนี้เปิดพรุ่งนี้เลย’ ผมเจอแบบนี้เยอะมากและก็ห้ามเขาไม่ได้ และกาแฟแก้วแรกที่ส่งให้ลูกค้าก็เป็นแก้วที่สำคัญมาก มันจะตัดสินกันภายในแก้วนั้นเลยว่าลูกค้าจะกลับมาที่ร้านอีกมั้ย หลายคนก็คิดว่าเป็นเพราะเมล็ดกาแฟไม่อร่อยหรือเปล่า จนกระทั้งเขามาลงเรียนวิธีการใช้เครื่อง

“ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องการบริการ ยอดขายวันแรกอาจจะหลอกเรา ของจริงคือ 1 สัปดาห์หลังจากเปิดร้านที่จะส่งสัญญาณ” คำแนะนำจากอ๋าทำให้เห็นว่าภายใต้ภาพร้านกาแฟสวยงาม ที่คนแห่แหนกันไปเช็กอินก่อนใคร มีรายละเอียดมากมายให้คิดถึง ใครที่คิดจะทำธุรกิจร้านกาแฟลองนำไปปรับใช้รับรองไม่เสียหาย

หรือถ้าอยากได้คำปรึกษาดีๆ ในการทำธุรกิจกาแฟ สามารถเดินเข้ามาคุยกับ Bluekoff ได้เลย ทั้งอ๋าและนุ่นให้ความมั่นใจว่าเปิดรับเต็มที่วงการกาแฟจะได้เติบโตและพัฒนาได้ไปอีกขั้น

Bluekoff.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load