เสียงเครื่องบดกาแฟ ตัดสลับกับจังหวะการอัดบรรจุผงที่บดแล้วใส่ลงในเครื่องมือหน้าตาคุ้น พร้อมเสียงน้ำร้อนไหลผ่าน บรรเลงสอดรับกับเพลงของ Frank Sinatra จากอัลบั้มฮิตตลอดกาล ปลุกเราให้ตื่นจากความเหนื่อยล้า แล้วเผลอนึกชื่นชมใครก็ตามที่คิดค้นกาแฟให้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

The Cloud มีนัดกับ อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ และ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จาก ‘Bluekoff’ แบรนด์กาแฟเจ้าใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านกาแฟนับพันรายในประเทศ เพื่อคุยเบื้องหลังธุรกิจ ที่เริ่มต้นจากสายตาคนหนุ่มผู้มองไกลและเห็นอนาคตว่า คนไทยกว่าค่อนประเทศจะหันมาดื่มกาแฟในชีวิตประจำวัน จะหลงใหลและรักกาแฟ จะมีความฝันเปิดร้านทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟ ไปจนถึงความตั้งใจศึกษาจริงจังในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และการผลักดันกาแฟไทยไปสู่ระดับโลก

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

มาถึงวันนี้ Bluekoff คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟอย่างครบวงจร

ตั้งแต่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟดิบและกาแฟคั่วคุณภาพดี เป็นโรงเรียนสอนวิธีการชงกาแฟ จำหน่ายเครื่องชงกาแฟ เครื่องบด เครื่องปั่น อุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ รวมถึงวัตถุดิบสำหรับร้านกาแฟทั้งหมด พร้อมให้คำปรึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจร้านกาแฟ สวรรค์ที่แท้จริงของคนรุ่นใหม่หรือใครก็ตามที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของร้านกาแฟ

แต่ช้าก่อน ในฐานะที่คร่ำวอดในวงการกาแฟไทย เห็นการเกิด ตั้งอยู่ และดับไปของร้านกาแฟมาตลอด 18 ปี เราไม่ลืมที่ชวนอ๋าและนุ่นพูดคุยถอดรหัสความสำเร็จของการทำร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนด้วย

สั่งเมนูโปรดของคุณให้พร้อม แล้วล้อมวงรับฟังพร้อมกัน

01

ความรู้เท่าเมื่อถึงการณ์

จุดเริ่มต้นของ Bluekoff เริ่มจากการเป็นแบรนด์ที่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟคุณภาพดี

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

หลังจากทดลองวิ่งขายเมล็ดกาแฟคั่วตามคำชักชวนของเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์กาแฟสมัยเรียนมหาวิทยาลัย อ๋าตัดสินใจเรียนต่อด้านบริหารพร้อมตั้งปณิธานว่า ถ้าเรียนจบแล้วทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟไม่สำเร็จ เขาจะกลับไปดูแลปั๊มน้ำมันและธุรกิจอื่นๆ ของครอบครัวที่ต่างจังหวัดตามความตั้งใจของพ่อ

“ระหว่างเรียน เราจะยกกาแฟขึ้นมาเป็นตัวอย่างหรือกรณีศึกษาในทุกๆ วิชาเรียน พร้อมกับศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ทำรีเสิร์จตามร้านกาแฟจึงทำให้ได้รู้จักคนเยอะขึ้น และเราตั้งใจเลือกเรียนต่อภาคค่ำเพราะอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากครูและเพื่อนนักเรียนในชั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ แล้วใช้เวลาช่วงกลางวันวิ่งขายเมล็ดกาแฟอย่างที่เคย” อ๋าเล่าย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของ Bluekoff ในช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต และถือกำเนิดเว็บไซต์ Bluekoff

ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันกับการมาของเว็บไซต์ ‘ร้อยตะวัน’ ที่ถือว่าเป็นเว็บไซต์พันทิปของวงการกาแฟในบ้านเรา ถ้าสงสัยอะไรเกี่ยวกับกาแฟจะมีคนแย่งกันตอบหรือถกเถียงกันเต็มไปหมด

“ประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟช่วงแรกๆ ของผม ก็มาจากเว็บไซต์ร้อยตะวันนี่แหละ” อ๋าตอบ พร้อมเสียงเห็นด้วยของคนในวงสนทนาที่รุ่นราวคราวเดียวกัน

02

Shades of Blue

การปรับตัวของธุรกิจตามศักยภาพและความเป็นไปได้ที่มี

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

อ๋าเล่าว่า ช่วงที่ทำเว็บไซต์ ความสงสัยส่วนตัวทำให้เขาลงมือศึกษาคีย์เวิร์ดและประโยชน์ในการใช้กูเกิลทำการตลาด จนในที่สุด อ๋าใช้เพียงอาทิตย์เดียวก็สามารถทำให้เว็บของ Bluekoff ขึ้นอันดับหนึ่งในการค้นหา และอยู่อย่างนั้นมาตลอด 10 ปี นั่นคือ ถ้าใครค้นหาเกี่ยวกับกาแฟหรือเรียนทำกาแฟ เป็นต้องพบชื่อของ Bluekoff อยู่ในลำดับต้นๆ ของการค้นหา

“ช่วงแรกเราได้เมล็ดกาแฟคั่วมาจากอาของเพื่อนสนิทที่เริ่มต้นหลงใหลกาแฟมาด้วยกันตั้งแต่ต้น ซึ่งอาทำธุรกิจโรงคั่วกาแฟส่งร้านกาแฟเจ้าใหญ่ในสมัยนั้น ระหว่างที่วิ่งเสนอขายเมล็ดกาแฟตามร้านต่างๆ เราเห็นลูกค้าชงไม่เป็นก็ถือโอกาสแนะนำ เขาก็ถามกลับมาว่าทำไมไม่เปิดคลาสสอนด้วยล่ะ จึงเกิดเป็นชั่วโมงการสอนทำกาแฟจริงจัง โดยวิ่งสอนนอกสถานที่จนเกินกำลัง เพราะนอกจากจะมีสอนทุกวันแล้วยังต้องเดินทางไปมาไม่น้อย จึงตัดสินใจเปิดสอนในบ้านจริงจังขึ้น” อ๋าบอกว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มต้นทำธุรกิจจริงจังขึ้นมา

“หลังจากสอนชงกาแฟ ไปๆ มาๆ ลูกค้าก็ถามว่า ทำไมไม่ขายเครื่องชงกาแฟ เราจึงเริ่มติดต่อกับคุณเลิศยุทธ์ ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่มากในเวลานั้น ขายดีมากนะ ช่วงแรกเรายังไม่นำเข้าเครื่องเองแต่เป็นการซื้อจากเพื่อนๆ ในวงการ ช่วยกันขาย จนที่นี่กลายเป็นที่ปล่อยของของเพื่อนๆ เคยขายเดือนหนึ่งได้ 40 – 50 เครื่อง ขายทุกวันส่งเครื่องทุกวัน มีตั้งแต่เครื่องขนาดเล็กไปถึงขนาดกลาง” อ๋าเล่า

“สมัยนั้นร้านกาแฟเปิดทุกหัวมุมถนนจริงๆ ทุกร้านใช้เครื่องเล็กๆ จิ๋วๆ ต่อมาผู้บริโภคเริ่มมีความรู้ การแข่งขันก็สูงขึ้น ถ้าไม่เก่งจริงก็จะไม่รอด ปัจจุบันลูกค้าส่วนมากจึงหันมาสนใจความรู้เรื่องการชงกาแฟที่ถูกต้อง รวมถึงเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่ราคาแพงกันมากขึ้น” นุ่นเสริม

“ความใหญ่โต หรูหรา ของเครื่องชงกาแฟมีความสำคัญหรือส่งผลกับรสชาติแค่ไหน” เราถามอย่างคอกาแฟที่ชอบไปร้านกาแฟเพื่อคุยงานมากกว่าซึมซับรสชาติและบรรยากาศ

“เมื่อเปิดประตูร้านกาแฟเข้าไป ตาคนกินกาแฟเขาจะมองอะไรก่อน” นุ่นตั้งคำถามกลับ

“ดูเครื่องชงกาแฟก่อน” คุณอ๋าและทุกคนในวงสนทนาตอบ

‘ดูบาริสต้าก่อน’ เราตอบในใจ

03

เติบโต…จึงได้รู้ความจริง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของธุรกิจเมื่อพบว่าต้นทางแท้จริงแล้วแสนสำคัญ

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา แบรนด์เมล็ดกาแฟเจ้าใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านกาแฟนับพันรายของประเทศไทย

หลังจากทำแบรนด์เมล็ดกาแฟคั่วได้ระยะหนึ่ง Bluekoff ก็เริ่มขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการ จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการคั่วเมล็ดกาแฟอย่างจริงจัง

“ช่วงแรกเราได้เมล็ดจากลุงรภ (ปรารภ กาแฟอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ) มาคั่วเอง เราชอบมากอร่อยมาก ผลจากการรับซื้อเมล็ดกาแฟโดยตรงจากชาวบ้าน ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วคุณภาพของกาแฟที่ดีต้องเริ่มต้นทาง” อ๋าจึงขึ้นดอยไปคุยกับเกษตรกรโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างที่คิด จึงตัดสินใจคุยกับครอบครัว และปรึกษา คุณวิชา พรหมยงค์ เจ้าของกาแฟดอยช้าง ก่อนจะลงทุนทำโรงงานแปรรูปบนดอยช้าง

“การตัดสินใจในวันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ไม่เพียงใส่ความตั้งใจลงไป ช่วงฤดูกาลผมจะขึ้นไปอยู่บนดอยดูแลควบคุมการแปรรูปเมล็ดกาแฟเองทุกอย่าง พร้อมๆ กับส่งกาแฟเข้าประกวดทุกปี ได้คะแนนเกิน 90 คะแนนทุกปี กลายเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศ กว่า 10 ปีที่ผมทำโรงงานบนดอยช้างจนเกิดเป็นเครือข่ายเกษตรกรกว่า 600 ครัวเรือนช่วยเหลือกันไม่ใช่แค่เรื่องการปลูกกาแฟแล้ว แต่รวมไปถึงคุณภาพชีวิต” อ๋าเล่าถึงผลจากการตัดสินใจทำโรงงานแปรรูปซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญของ Bluekoff

“ผมอาจจะคิดกลับกับคนอื่นที่เขาทำการตลาดก่อน ผมเชื่อว่าการจะทำอะไรพื้นฐานหรือรากฐานของสิ่งนั้นต้องแน่นหนาเสียก่อน ในวันที่คุณรู้แล้วว่าคุณภาพของกาแฟเริ่มจากวัตถุดิบที่สืบย้อนไปถึงกระบวนต้นน้ำที่ดี คุณก็ลงมือทำมันเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด แน่นอนคู่แข่งเราเยอะมาก ลูกค้ามีตัวเลือกมากมายในตลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าจะเปลี่ยนไปชั่วคราวแล้วเขาก็กลับมา เป็นสาเหตุให้ฐานลูกค้าของ Bluekoff เป็นจุดแข็งสำคัญของแบรนด์”

จากที่คิดจะทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ในวันที่เริ่มขยับขยายมีโรงงานคั่วที่ลพบุรี อ๋าชวนพี่ชายมาช่วยดูแลบริหารโรงคั่ว จากเครื่องคั่วตัวเล็กๆ ในวันแรก ปัจจุบัน ที่โรงงานมีเครื่องคั่วทั้งหมด 7 ตัว ในขนาดที่หลากหลายแตกต่างกันไป

อ๋าเล่ากระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟดิบคุณภาพดีของ Bluekoff ให้เห็นภาพตาม ดังนี้

กระบวนการคือ เมล็ดเริ่มต้นที่ดอยช้าง และแปรรูปที่โรงงานบนนั้นเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา 4 – 5 เดือนต่อปี จากเชอร์รี่ สีเปลือกออก หมัก ขัดเมือกล้าง อบแล้วตากต่อให้แห้ง ก่อนจะส่งกาแฟกะลาทั้งหมดไปที่ลพบุรี เพื่อสีกะลา ขัด แยกขนาด แยกน้ำหนัก คัดความสวยงาม แล้วจึงคั่ว นอกจากจะจำหน่ายในนามแบรนด์ Bluekoff แล้ว ที่นี่ยังรับผลิตและคั่วให้หลายแบรนด์ใหญ่ๆ อีกด้วย โดยบางส่วนจะนำส่งออกไปต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย ซึ่งอ๋าเสริมว่าการส่งออกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเพราะเมล็ดกาแฟเท่าที่มีก็ไม่พอใช้ในประเทศแล้ว

04

กาแฟไทยในเวทีโลก

ความเป็นไปได้ของเมล็ดกาแฟไทยในเวทีระดับโลก

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

จากที่เคยรับปากสมาคมว่าจะทำให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในต่างแดนให้ได้

ปีนี้ Bluekoff วางแผนและตั้งใจจะชวนเพื่อนพ้องกาแฟไทยไปร่วมออกงาน SCAJ 2018 งานกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจะมีขึ้นช่วงเดือนกันยายน

“เป็นเวลา 3 – 4 ปีแล้วนะที่เราอยากผลักดันให้กาแฟไทยเป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับ เราเห็นแนวโน้มที่ดีและได้รับความสนใจจากคนในวงการกาแฟมากมาย ไม่ว่าจะจากคะแนนของการประกวดเมล็ดกาแฟที่อยู่ระดับสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในโลก รวมถึงคำชมเรื่องรสชาติที่หวาน บาลานซ์ดีเหมาะแก่การชงเอสเพรสโซ

“ตอนที่รู้สึกว่าต้องทำกาแฟ Specialty จริงจัง คือตอนที่ได้ชิมกาแฟของ Pete Licata (World Barista Champion 2013) ยังจำได้อยู่เลยว่ารสชาติเหมือนกินน้ำเบอร์รี่ผสมลูกพรุนเข้มข้นที่อร่อยมาก และกาแฟที่เขาส่งให้ชิมคือกาแฟที่มาจากเราเองนี่แหละนะ แต่ปรับเครื่องบด ปรับอุณหภูมิ เลยตัดสินใจว่าต้องทำ Specialty ให้เยอะขึ้น เราต้องไปไกลขึ้น เพราะกาแฟไทยมันก็ได้รสชาติแค่นี้ มีความเป็นบ๊วย ความเป็นช็อคโกแลต ขณะที่เอธิโอเปียจะมีรสของดอกไม้หรือสมุนไพรอีกแบบหนึ่ง เราก็เริ่มศึกษาลงลึกให้มากขึ้น” อ๋าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการพัฒนากาแฟไทยที่มาจากความต้องการของตลาด

ตลอดเวลาที่คุยกับอ๋าและนุ่น ทั้งสองคนมักจะพูดถึงความรู้จริงและการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกันของคนในวงการกาแฟไทยอยู่เสมอ คล้ายกับหัวใจของการทำแบรนด์ Bluekoff ที่อ๋าบอกว่าสำหรับเขาแล้วไม่มีความลับเรื่องกาแฟ

“ผมไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังองค์ความรู้ที่มี เพราะอยากให้ตลาดกาแฟไทยเราพัฒนาไปไกลกว่านี้ เพราะฉะนั้น ใครเดินมาถามเรื่องกาแฟผมจะตอบหมด ที่ผมเห็นเรื่องนี้สำคัญที่สุดเพราะเราเติบโตมาถึงวันนี้ได้เพราะความรู้จากผู้ใหญ่สองท่านที่มีพระคุณกับผม คือลุงรภ ปรารภ กาแฟอินทนนท์ และพี่เก๋ ร้อยตะวัน ซึ่งเป็นเพื่อนต่างวัยที่ให้ทั้งความรู้และมิตรภาพที่ดีเสมอมา ยังจำได้สมัยที่ขึ้นดอยไปดูกาแฟด้วยกัน ไปไหนไปกันตลอด” อ๋าเล่า

05

Coffee Experience, Coffee Passion

สิ่งที่จะได้เห็นจาก Bluekoff ในลำดับถัดไป

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

อ๋าเล่าว่า รสชาติที่ดีของกาแฟจะประกอบด้วยปัจจัย 3 – 4 อย่าง ได้แก่ เมล็ดกาแฟ เครื่องบด เครื่องชง และคนชงที่ต้องมีความเข้าใจจริง

แม้จะผิดจากความเข้าใจของผู้เขียนซึ่งให้คะแนนรสชาติแก้วกาแฟตรงหน้าตามความตั้งใจจริงของบาริสต้าสไตล์ญี่ปุ่น แต่นั่นก็ทำให้ความเข้าใจวัฒนธรรมการดื่มด่ำรสชาติกาแฟเปลี่ยนไป พร้อมกับตั้งใจฟังเสียงของเครื่องบดและเครื่องชงกาแฟมากขึ้น 3 ระดับ

“สำหรับผมเครื่องบดสำคัญกว่าเครื่องชง เครื่องบดจะเป็นตัวจ่ายของเจ๋งให้เครื่องชงสกัด ผงที่ละเอียดพอดี ถ้าหยาบเกินไปน้ำไหลเร็วกาแฟก็จืด เครื่องบดจึงสำคัญ” อ๋าอธิบาย

หลายคนคงสงสัยว่าทำไม Bluekoff จึงไม่เลือกทำร้านกาแฟ ขยาย และขายสาขาให้มากๆ ทั้งๆ ที่มีศักยภาพและองค์ความรู้ทุกอย่างพร้อมสรรพ

“เหตุผลคือ หนึ่ง เราควบคุมคุณภาพไม่ได้ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และสอง เรามีลูกค้าที่ซื้อเมล็ดจากเราหลายพันรายในประเทศ การเปิดร้านสาขานั่นหมายถึงเรากำลังเป็นคู่แข่งกับเขา เราไม่อยากเป็นแบบนั้น เราขอยืนหยัดเป็นเบื้องหลังอย่างนี้ต่อไปมากกว่า” นุ่นเล่าสิ่งที่เธอและ Bluekoff เชื่อ เพราะต่อให้ใครจะว่าอย่างไร จุดสำคัญอยู่ที่การชัดเจนในจุดประสงค์ของธุรกิจที่รู้ตัวดีว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร

นอกจากกาแฟแล้ว Bluekoff ยังสนใจเรื่องการพัฒนาโกโก้พันธุ์ไทยแท้ 100%

ซึ่งประสบการณ์จากกาแฟบอกเราว่าสายพันธุ์มีความสำคัญในการทำตลาด

“ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจสักอย่าง ไม่ใช่แค่เห็นความเป็นไปได้แล้วลงมือทำเลย แต่เราจะศึกษาอย่างลึกซึ้งว่าถ้าจะเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะต้องรู้เรื่องอะไร ต้องทำอะไรบ้าง การจะเปิดหรือขยายธุรกิจอะไรก็ตาม พี่อ๋าจะคอยบอกให้รอบคอบ ทำพื้นฐานให้แข็งแรงก่อน” นุ่นเล่า

“เราตั้งเป้าว่าอยากพัฒนาโกโก้ไทยให้เป็นที่ยอมรับเหมือนที่เราทำกับกาแฟไทย เพราะเห็นว่าตลาดมีและเราทำได้ เรามั่นใจในโกโก้ของเราว่าเกิดจากการดูแลมาอย่างดีและตั้งใจ” อ๋าให้ความมั่นใจ

เป็นที่มาของร้านกาดโกโก้ (Kad Kokoa) ย่านสาทร คาเฟ่ช็อกโกแลตเจ้าแรกๆ ในประเทศ ที่เน้นทำช็อกโกแลตแบบ Bean to Bar จากเมล็ดโกโก้ไทยแท้ 100% ดูแลตั้งแต่เป็นเมล็ดโกโก้จนกลายร่างเป็นขนม เครื่องดื่ม และช็อกโกแลตแท่งแสนอร่อย

นอกจากนี้ ความสนใจเรื่องกาแฟและโกโก้แล้ว Bluekoff ยังมีขนมและเบเกอรี่ที่ผสม Cascara หรือเปลือกผลกาแฟก่อนแปรรูปเป็นเมล็ด โดยหลักๆ Bluekoff จะนำ Cascara ไปทำปุ๋ยซึ่งมีคุณภาพดีมากๆ แต่เลือกหยิบนำส่วนที่ดีมาต่อยอดทำส่วนผสมแป้งขนม ซึ่งให้รสสัมผัสคล้ายธัญพืช เพิ่มรสชาติและคุณประโยชน์

06

จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า

คำแนะนำสำหรับการทำธุรกิจร้านกาแฟ

อ๋า ศุภชัย, Bluekoff, เมล็ดกาแฟ, แบรนด์, ร้านกาแฟ, นุ่น ณัฏฐ์รดา

เป็นความจริงที่โหดร้าย กว่า 50% ของร้านกาแฟเปิดใหม่ มีอายุแสนสั้น

“จากประสบการณ์ที่อยู่กับกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทางมีคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการร้านกาแฟที่อยากทำร้านให้อยู่ยั่งยืนอย่างไร” เราถาม

ไม่ยากเกินเข้าใจเมื่อความต้องการกินกาแฟเพิ่มขึ้นในคนทุกเพศทุกวัย ตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ร้านกาแฟเล็กๆ เริ่มล้มหาย ขณะที่ร้านกาแฟดีๆ มีเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด

แต่ร้านในฝันจะรอดหรือไม่ อ๋าแนะนำว่า องค์ประกอบหลักคือ ต้องมองตลาดให้ออก

“สำคัญสุดคือทำเลที่ตั้ง ท่องจำไว้ขึ้นใจ ทำเลเป็นยังไง ลูกค้ามาหาสะดวกมั้ย มีคนเดินผ่านกี่คนต่อวัน ที่จอดรถมีมั้ย จากทำเลนั้นกลุ่มลูกค้าเป็นใคร มีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ ซึ่งมันจะโยงกลับมาที่ราคาขายของเรา กลับไปที่ต้นทุนการทำร้าน มีข้อยกเว้นอยู่บ้างที่บางร้านอยู่ลึก ทำเลร้านไม่ได้แต่รูปแบบร้านเท่ แต่คนส่วนใหญ่ตกม้าตายที่ทำเล ต้องมองให้ขาด

“เมื่อได้ทำเลแล้ว ต่อมาคือรูปแบบร้านสำคัญมากในยุคนี้ ยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งดี เป็นที่นัดพบได้ ลูกค้าอยากมานั่งกินทุกวัน ต่อมาคือเครื่องชง เครื่องบด และอุปกรณ์พร้อม

“ข้อต่อมาสำคัญ และเจ้าของร้านหลายคนมักจะมองข้าม นั่นคือ คุณภาพเครื่องดื่ม ก่อนเปิดร้านอย่างน้อย 1 เดือนคุณต้องซ้อมทุกวัน มีลูกค้าไม่น้อยที่ถามผมว่า ‘น้องมีเครื่องเลยไหม เดี๋ยวพี่ยกไปวันนี้เปิดพรุ่งนี้เลย’ ผมเจอแบบนี้เยอะมากและก็ห้ามเขาไม่ได้ และกาแฟแก้วแรกที่ส่งให้ลูกค้าก็เป็นแก้วที่สำคัญมาก มันจะตัดสินกันภายในแก้วนั้นเลยว่าลูกค้าจะกลับมาที่ร้านอีกมั้ย หลายคนก็คิดว่าเป็นเพราะเมล็ดกาแฟไม่อร่อยหรือเปล่า จนกระทั้งเขามาลงเรียนวิธีการใช้เครื่อง

“ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องการบริการ ยอดขายวันแรกอาจจะหลอกเรา ของจริงคือ 1 สัปดาห์หลังจากเปิดร้านที่จะส่งสัญญาณ” คำแนะนำจากอ๋าทำให้เห็นว่าภายใต้ภาพร้านกาแฟสวยงาม ที่คนแห่แหนกันไปเช็กอินก่อนใคร มีรายละเอียดมากมายให้คิดถึง ใครที่คิดจะทำธุรกิจร้านกาแฟลองนำไปปรับใช้รับรองไม่เสียหาย

หรือถ้าอยากได้คำปรึกษาดีๆ ในการทำธุรกิจกาแฟ สามารถเดินเข้ามาคุยกับ Bluekoff ได้เลย ทั้งอ๋าและนุ่นให้ความมั่นใจว่าเปิดรับเต็มที่วงการกาแฟจะได้เติบโตและพัฒนาได้ไปอีกขั้น

Bluekoff.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load