หากคุณสุ่มเปิดโทรทัศน์ขึ้นมาในช่วงไพร์มไทม์แล้วเปิดไล่ช่องไปเรื่อย ๆ มีโอกาสสูงมากที่จะได้พบกับใบหน้าของ มนตรี เจนอักษร หรือ พี่ปุ๊ ที่กำลังสวมบทบาทเป็นตัวละครสักตัวหนึ่งในละครหรือภาพยนตร์ที่นำมาฉายซ้ำ

ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงช่วงเวลาปัจจุบัน แต่หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน คุณก็อาจได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน เพราะ ปุ๊-มนตรี เจนอักษร เป็นนักแสดงชายที่ทำงานในแวดวงบันเทิงมากว่า 40 ปี มีผลงานทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ รวมถึงเสียงพากย์ที่เราอาจไม่ได้เห็นใบหน้าของเขา

มนตรีเล่าให้เราฟังว่า หากนับรวมกับการพากย์ด้วยแล้ว เขาน่าจะทำการแสดงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เรื่อง เราจึงถือวิสาสะสรุปเอาเองว่า เขาน่าจะเป็นนักแสดงผู้ได้ทำงานกับบทที่หลากหลายมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย และตัวเลขนี้ก็คงจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างที่เขาบอกว่า “ถ้าชาติหน้ามีอาชีพนักแสดงอีก คนก็คงจะได้ดูละครที่ผมเล่น”

เราอาจเห็นมนตรีในบทบาทมากมาย แต่วันนี้เราไม่ได้มาคุยกับเขาถึงบทบาทการแสดงเรื่องใดเป็นพิเศษ นอกไปจากบทชีวิตและแบกกราวนด์ของตัวละครที่ชื่อ มนตรี เจนอักษร ที่เขาน่าจะเจนจัดมากที่สุด เราขอชวนคุณอ่านเรื่องราวชีวิตของนักแสดงคนหนึ่งที่น้อยคนจะได้รับชม

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

หลายคนรู้จักคุณก็เมื่อเป็นนักแสดงแล้ว อยากให้คุณเล่าช่วงเวลาก่อนที่เราจะรู้จักกันให้ฟัง

อันนี้อาจจะยังไม่เคยบอกใคร ตั้งแต่เด็กเราอยากเป็นอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือ นักพากย์ กับ นักแสดง อาจจะเพราะตอนเด็ก ๆ ชอบดูหนัง ซึ่งตอนนั้นกว่าจะได้ดูหนังยากมาก เพราะคุณพ่อตั้งกฎไว้ว่าต้องสอบได้ที่ 1 ถ้าไม่ได้ที่ 1 ก็อดดูหนัง ตอนเด็ก ๆ เราเลยสอบได้ที่ 1 ตลอดเพราะอยากดูหนัง ซึ่งเวลาดูก็จะชอบดูคนพากย์ไปด้วย ว่าเขาพากย์ยังไง ใช้เสียงยังไง เพราะโรงในยุคก่อนเขาจะพากย์ในโรงเลย

จากนั้นเราก็จำมาลองทำเองบ้าง เวลาอ่านหนังสือการ์ตูนเราก็จะพากย์เสียงเป็นตัวละครในหนังสือ แล้วอัดเสียงใส่เทปไปเปิดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็จะงงว่าเสียงใคร บางครั้งถ้าในเรื่องนี้ฝนตก เราก็จะทำเอฟเฟกต์ฝนใส่เข้าไปด้วย

อีกอย่างเวลาดูหนังหรือละคร เราจะวิเคราะห์หรือบอกได้ว่านักแสดงคนนี้เก่งจังเลย นักแสดงคนนี้ไม่เก่งเท่าไหร่ แล้วจะจำวิธีการเล่น วิธีพากย์ต่าง ๆ เหล่านี้มาตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่คุณพ่ออยากให้เป็นทนาย

ความฝันนี้ของคุณมีอุปสรรคบ้างไหม

สิ่งหนึ่งที่แย่มาก ๆ สำหรับตัวเอง คือเป็นคนขี้อายมาก ถ้าให้ทำลับหลัง เช่น อ่านการ์ตูนแล้วอัดเสียงมาให้เพื่อนฟังแบบนั้นทำได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่ต้องมาอยู่ต่อหน้าฝูงชนจะทำอะไรไม่ได้เลย 

ตอนเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เวลาอาจารย์ให้ออกไปพูดหน้าชั้น เราจะรู้สึกเกร็ง เขิน กลัวเพื่อนจะมองเราว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ตอนซ้อมพูดที่บ้านเราทำได้ดีมาก แต่พอไปพูดหน้าชั้นเรียนแค่เดินออกไปก็ไม่กล้าแล้ว เราประหม่าจนปากสั่นและพูดต่อไม่ได้ คือต้องกลับเข้าไปนั่งทั้งที่เริ่มพูดไปได้แค่นิดเดียว ความรู้สึกตอนนั้นคืออึดอัดมาก ๆ

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเริ่มกล้าแสดงออก

สิ่งที่ช่วยเราคือวิชาศิลปะการละคร ตอนนั้นเราสอบติดคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันปฐมนิเทศจะมีอาจารย์จากสาขาวิชาต่าง ๆ มาพูดให้นักศึกษาใหม่ฟัง หนึ่งในนั้นมีอาจารย์จากสาขาวิชาการแสดง สิ่งที่อาจารย์พูดในวันนั้นเรายังจำได้เลย เขาพูดว่า 

“ใครที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ใครที่เวลาไปยืนพูดหน้าชั้นแล้วปากสั่นเพราะความกลัว หรือมีความไม่กล้าต่าง ๆ มาเรียนวิชานี้กับครู” 

คุณสมบัติทั้งหมดที่พูดมาตรงกับเราเป๊ะเลย เราเลยเลือกวิชาศิลปะการละครเป็นวิชาโท ซึ่งการที่เราได้เรียนและฝึกฝนในศาสตร์นี้ มันทำให้เราสะกดจิตตัวเองว่า เราเป็นตัวละครที่เล่นอยู่ และแสดงอารมณ์หรือสิ่งที่ตัวละครเป็นออกมาได้ แต่ถ้าต้องกลับเป็นตัวเองเมื่อไร เราก็ยังทำไม่ได้เหมือนเดิม เช่น ถ้าให้เราออกไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียนโดยที่เป็นตัวเอง เราจะร้องเพลงไม่ได้ แต่ถ้าคิดว่าเราเป็นตัวละครหนึ่งที่กำลังจะร้องเพลง อันนี้ทำได้ เราใช้วิธีนี้เรื่อยมาจนกระทั่งมันผสมกลมกลืนไปกับตัวเรา และความขี้เขินขี้อายมันก็หายไป

 จากเด็กที่ฝันอยากเป็นนักพากย์ นักแสดง แต่ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปพูดหน้าชั้นเรียนเพราะเขินอาย พอเข้ามหาวิทยาลัยทุกอย่างมันหลอมรวมเราจนจัดการปัญหานั้นไปได้เกือบจะหมด

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

บทเรียนไหนจากวิชาศิลปะการละคร ที่คุณยังจดจำและหยิบมาใช้อยู่จนทุกวันนี้

เรื่องวินัย จำได้ว่าตอนเรียนอาจารย์เคยยกตัวอย่างการแสดงละครในประเทศอังกฤษว่า เขาจะเล่นตรงเวลามาก ไม่เคยสายแม้แต่นาทีเดียว แต่มีละครอยู่เรื่องหนึ่งเล่นช้าไป 6 นาที เพราะเด็กไทยคนหนึ่งมาสาย สิ่งนี้มันกระแทกใจเรามาก เพราะการแสดงละครต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทั้งผู้กำกับ คนเขียนบท ทีมงาน นักแสดง ฯลฯ ทุกคนต้องมีวินัย และรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดงานถึงจะสำเร็จลุล่วง แต่ถ้าใครคนใดคนหนึ่งขาดวินัยมันก็จะล่มทั้งกอง ดังนั้น เรื่องวินัยจึงเป็นสิ่งที่เราจดจำและปฏิบัติอยู่จนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่เรียนจบ คุณได้คิดไว้ไหมว่าอยากจะไปทำอะไรต่อ

ช่วงที่จบใหม่ไฟแรงมาก ตอนนั้นไปทำหลายอย่าง เคยทำหนังเองด้วย ทั้งเขียนบทเอง กำกับเอง แล้วก็ชวนเพื่อน ๆ มาเล่น ซึ่งคนหนึ่งที่มาช่วยงานก็คือ คุณธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เพราะเคยเล่นละครเวทีด้วยกันที่ AUA Thai Players แต่สุดท้ายก็พับโปรเจกต์ไป

ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาละครสมัยใหม่ (Modern Drama) อยู่หลายที่มาก เป็นอาจารย์พิเศษที่ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา ที่วิทยาลัยนาฏศิลป และที่ ม.ศิลปากร แต่ช่วงที่กำลังรอบรรจุเพื่อเป็นอาจารย์ มันคาบเกี่ยวกับช่วงที่เราได้เล่นละครเวที และ อาจารย์คณิต คุณาวุฒิ ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เขามาทำฉากตอนที่เราเล่นด้วย เขาเลยแนะนำเราให้กับ คุณลุงวิจิตร คุณาวุฒิ ซึ่งเป็นคุณพ่อของเขาว่า มีนักแสดงคนหนึ่งแสดงโอเคเลย น่าจะชวนไปเล่นหนังเรื่อง คนภูเขา ด้วย ทำให้เราต้องตัดสินใจหนักว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต่อ หรือจะไปเป็นนักแสดง

ในช่วงตัดสินใจ คนที่ให้คำปรึกษาเราได้ดีมาก ๆ คือ อาจารย์เด่นดวง พุ่มศิริ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาคที่สอนเรามา สิ่งที่เราจำได้ดีคือท่านพูดว่า “มนตรี ถ้าเธอไปเป็นนักแสดงอาชีพแล้วประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่าการสอนของครูประสบความสำเร็จด้วย” เพราะตอนนั้นคนที่เรียนด้านการแสดงมายังไม่มีใครที่นำไปประกอบอาชีพจริงจัง คำพูดนั้นเลยทำให้เราตัดสินใจลาออก และตั้งใจจะเป็นนักแสดงอาชีพจริง ๆ

การเล่นภาพยนตร์เรื่องแรกมีความท้าทาย หรือต่างจากการแสดงละครเวทีไหม

เรามีพื้นฐานจากการเล่นละครเวทีมาแล้ว เรารู้ว่าควรจะเข้าถึงตัวละครยังไง แค่เปลี่ยนจากการถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นแบบสด ๆ เป็นการถ่ายทอดผ่านทางกล้อง แต่ก็มีความแตกต่างที่เราต้องปรับตัวเล็กน้อย เช่น ตอนเล่นละครเวทีต้องพูดเสียงดังเพื่อให้ผู้ชมได้ยิน แต่ตอนเล่นหนังเราไม่ต้องพูดดังขนาดนั้น แค่พูดดังพอให้กล้องได้ยิน

อีกอย่างที่ต่างคือสมัยก่อนเวลาเล่นหนังจะมีคนตะโกนบอกบทให้นักแสดงพูดตาม ซึ่งตอนแรกก็งง เพราะเราเคยแสดงละครเวทีที่ต้องจำบททั้งหมดกว่า 3 ชั่วโมงเอง ตอนหลังถึงรู้สึกว่าง่ายยิ่งกว่าตอนแสดงละครเวทีเสียอีก แต่จริง ๆ เราก็จำได้ทั้งหมดนะว่าบทของเราเป็นยังไง

เล่นหนังเรื่องแรกก็ได้รางวัล จากบท ‘อาโยะ’ เลยทันที ความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร

ต้องบอกว่าสมัยก่อนคุณลุงวิจิตรเรียกได้ว่าเป็น ‘เศรษฐีตุ๊กตาทองเมืองไทย’ คือได้รางวัลตุ๊กตาทองเยอะมาก ๆ อยู่แล้ว แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ดุมาก ตอนที่ถ่ายหนังเสร็จผู้ช่วยผู้กำกับบอกกับเราว่า ถ้าถ่ายหนังเสร็จแล้วให้รีบไปรดน้ำมนต์เลย เพราะเราเป็นคนเดียวที่ไม่เคยโดนดุโดนว่าแม้แต่คำเดียว ตอนที่เราแสดงมีบางฉากที่คุณลุงท่านตามภรรยามาดูด้วย ทำให้รู้สึกว่าพื้นฐานเราพอใช้ได้ น่าจะไปได้ดีในทางนี้

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

รางวัลมาพร้อมชื่อเสียงด้วย

มาพร้อมกันเลย ตอนนั้นเสียงชื่นชมเยอะมาก ซึ่งการรับมือกับมันก็ยากมาก เพราะอย่างที่บอกว่าพื้นฐานเราเป็นคนขี้อาย เป็นคนรักสงบ เพราะฉะนั้นพอเริ่มเป็นคนมีชื่อเสียง เวลาไปไหนก็จะมีคนมอง มีคนทักทายตลอดเวลา คือถ้าเป็นเรื่องการแสดงเราไม่มีปัญหาเลย แต่เราว่าการรับมือกับวิถีชีวิตของคนที่เป็นนักแสดงมันยากมาก

จนมีช่วงหนึ่งเราหนีไปเที่ยวต่างประเทศเลย แต่ขณะที่เดินอยู่บนถนนในประเทศนั้นก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเรียก ‘มนตรี’ พอหันไปพบว่าเป็นคนไทยทักทายมาหาเรา หลังจากนั้นเลยคิดได้ว่า จะหนีไปไหนคุณก็ต้องเจอคนที่รู้จัก ถ้าจะมีอาชีพนี้คุณก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะวิถีตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพคุณ ถ้าตัดตรงนี้ออกไปคุณก็จะมีอาชีพนี้ไม่ได้ หลังจากที่กลับมาไทยเราก็เข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น เวลาเจอคนเข้ามาทักทายเราก็ยิ้มแย้ม กล้าที่จะทักทายเขากลับ คือต้องสลัดความอายและความรักสันโดษของตัวเองทิ้งไป

แสดงว่าตอนที่ฝันว่าอยากเป็นนักแสดง ไม่ได้ฝันว่าอยากมีชื่อเสียง

ไม่เคยฝันว่าอยากจะมีชื่อเสียงเลย คิดแค่ว่าอยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก จะมีหรือไม่มีชื่อเสียงก็ไม่เป็นไร เพราะว่าทั้งการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือการเป็นนักแสดงละครเวที พอหน้าที่จบ กลับเข้าไปหลังเวทีคนดูก็ลืม เราแค่อยากทำในสิ่งที่รักจริง ๆ ไม่ได้ต้องการชื่อเสียง

ตั้งแต่เรื่อง คนภูเขา จนถึงปัจจุบัน คุณรับบทเป็นตัวละครมากี่เรื่องแล้ว 

ถ้าละครกับหนังก็อาจจะเกินร้อย แต่เราก็มีพากย์หนังที่คนอื่นเล่นด้วย หนังไทย หนังฝรั่ง หนังจีน อินเดีย ฯลฯ ถ้านับหนังที่เราได้พากย์ก็อาจจะเป็นพันเรื่องแล้วมั้ง เพราะเมื่อก่อนหนังไทยมีเยอะมาก แล้วหนังไทยทุกเรื่องที่ออกฉายจะต้องมีเสียงเราอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจเรื่องจำนวนจริง ๆ เพราะไม่เคยได้จดบันทึกไว้ 

เป็นปกติที่นักแสดงต้องรับบทละครหรือภาพยนตร์หลายเรื่องพร้อมกัน การทำงานกับตัวละครที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกันเป็นอุปสรรคไหม

ไม่เลยครับ เพราะอย่างเวลาเราพากย์หนังเรื่องหนึ่ง เราได้พากย์ทั้งบทพระเอก ผู้ร้าย ตัวตลก และตัวอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันอยู่แล้ว บางครั้งต้องพากย์ให้ทะเลาะกันไปมาก็มี เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันยากกับการต้องไปสวมบทบาทเรื่องหนึ่งเป็นคนดี และอีกเรื่องหนึ่งเป็นคนเลว

ทักษะของการพากย์หนัง ช่วยส่งเสริมทักษะการแสดงของคุณได้

ใช่ จริง ๆ เพราะเวลาพากย์หนังเราจะได้เล่นบทซึ่งไม่มีในละครไทยหรือหนังไทย เราได้เล่นบทที่นักแสดงหลายคนใฝ่ฝันที่จะเล่นนะ เช่น ได้รับบทเดียวกับ แบรด พิตต์ ได้เล่นบทเดียวกับเฉินหลง และนักแสดงอีกหลาย ๆ คน ทั้งฮอลลีวูด เกาหลี จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ ฯลฯ แล้วเวลาทำงานเราจะเล่นบทนั้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่พากย์ บางเรื่องต้องมีร้องไห้ เราก็จะทั้งเล่นทั้งพากย์พร้อมกัน ซึ่งก็ทำให้ได้เรียนรู้จังหวะการแสดงของนักแสดงประเทศต่าง ๆ เราก็เก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูล สังเกต จดจำ และนำมาปรับใช้กับการแสดงของเรา

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

ที่ผ่านมาคุณได้รับบทเป็นตัวละครประเภทไหนมากที่สุด

ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะสำหรับเราแต่ละบทมันไม่เหมือนกันเลย ถึงแม้ว่าเราจะเล่นเป็นกำนันสัก 10 เรื่อง แต่กำนัน 10 คนนั้นไม่เหมือนกัน อาจจะอยู่ต่างภูมิประเทศ อยู่คนละจังหวัด คนที่รายล้อมอยู่ก็ไม่เหมือนกัน เหตุการณ์ก็ต่างกัน นิสัยต่างกัน เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราทั้งหมด ก็เลยตอบไม่ได้ว่าเขาให้เราเล่นบทประมาณไหนมากที่สุด เพราะเวลาที่แสดงเราก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เป็นตัวละครตัวเดียวกัน

เบื้องหลังการทำงานกับบทของคุณเป็นอย่างไร

ทำการบ้านเยอะมาก สมมติเขาเขียนคาแรกเตอร์มาอย่างหนึ่ง เราจะกลับไปทดลองที่บ้านเป็นสิบ ๆ รูปแบบ ท่าทางการขยับ น้ำเสียง วิธีการพูด หรืออารมณ์ว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้ไหม หรือบางบทที่ดูจะเป็นแพตเทิร์นจนเกินไป เราจะเล่นยังไงให้มันดูไม่เหมือนเดิม ไม่จำเจ เช่น บทพูดที่พอพูดไปแล้วคนดูจะเดาได้ว่าเราต้องพูดคำนี้ต่อแน่ ๆ วิธีการที่เราจะเล่นคือ ทำยังไงให้คนดูไม่รู้ว่าเราจะพูดคำนั้น เราต้องใช้จังหวะยังไงให้แตกต่างจากที่คนอื่นเขาเคยเล่นมา 

ยิ่งถ้าเป็นตัวละครที่มีอาชีพหรือลักษณะคล้าย ๆ กันกับที่เคยเล่นก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะต้องคิดว่าจะเล่นยังไงให้คนดูรับรู้ได้ว่า ตัวละครตัวนี้แตกต่างจากตัวละครตัวก่อนที่เราเคยแสดง นอกจากนั้นเราก็ต้องไปดูหน้างานด้วยว่าถ่ายกับนักแสดงคนไหน ถ้าเป็นนักแสดงที่เราไม่รู้ว่าเขาจะเล่นจังหวะยังไง แบบไหน ก็ต้องมาร่วมมือกันเพื่อที่จะเข้าถึงบทและถ่ายทอดตัวละครนั้นออกไปให้ดีที่สุด

มีตัวละครไหนที่อยู่ในดวงใจไหม

มีหลายตัวเลย เอาที่ใกล้ ๆ ตัวก่อนก็ได้ เป็นตัวละครที่กำลังโดนด่าอยู่ คือเรื่อง ซ่านเสน่หา ผมชอบความคิดของตัวละครตัวนี้ เพราะเขาถูกสั่งสอนมาแบบนี้ ได้รับการอบรมมาแบบนี้ เขาเชื่อมั่นในตัวเองมากว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดูแลทุกอย่างในครอบครัวได้ ทุกคนต้องพึ่งเขา เขาสั่งอะไรก็ต้องทำตาม เป็นตัวละครที่เชื่อมั่นในตัวเองมาก ๆ ซึ่งเราเคยตั้งคำถามว่ามีด้วยเหรอคนแบบนี้ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องมีสิ เพียงแต่เราไม่เคยเจอคนในแวดวงของเราเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง แล้วมันมีสิ่งที่ตอบคำถามของเราได้จริง ๆ เพราะตอนที่แสดงออกไปแล้วมีคนมาคอมเมนต์ว่า เหมือนพ่อหนูเลย เราเลยได้ค้นพบว่ามีคนแบบนี้อยู่จริง ๆ แต่เราไม่เคยเจอ

คุณดูจะเป็นคนที่เข้าใจตัวละครและไม่ตัดสิน แม้ว่าบางครั้งเขาจะไม่ใช่คนที่ดีนัก

ใช่ เราจะไม่ตัดสิน แต่ต้องหาทางที่จะเข้าใจเหตุผลที่เขาเป็นแบบนี้ให้ได้ เราต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ทำไมถึงทำแบบนั้น  ถ้าหาไม่ได้เราก็จะเล่นไม่ได้ ซึ่งเราก็พบว่าคนเขาจำบทร้าย ๆ ของเราได้หมดเลยนะ ท่านพินิจใน คุณชายพุฒิภัทร นาคี กลิ่นกาสะลอง ซ่านเสน่หา หรือรุ่นเก่า ๆ อย่างบทพ่อตี๋ใหญ่ บทแบบนี้พอเล่นแล้วคนเขาจะจำได้ จำได้ปุ๊บก็ไปขุดเรื่องที่เราเล่นบทร้ายมาตั้งแต่สมัยไหนไม่รู้ ส่วนบทที่เราเล่นหัวเราะ เฮฮา ใจดี คนไม่ค่อยจำ 

ความฝันของคนขี้อายที่ปากสั่นยามพูดหน้าห้อง สู่การเป็นนักแสดงระดับชาติที่เคยสวมบทบาทมามากกว่า 1,000 เรื่องของ มนตรี เจนอักษร

หลายคนจำคุณได้ในบทร้าย ๆ ในชีวิตจริงคุณดุไหม

ไม่มีเด็กคนไหนเคยกลัวเลย (หัวเราะ) ถ้าคนที่รู้จักกันเห็นเราเล่นก็อาจจะขำ อย่างเวลาเราดูละครที่ตัวเองเล่นพร้อมกับแฟน เขาก็จะหันมาตีแล้วถาม ‘ทำไมดุอย่างนี้’

ในชีวิตการแสดง บทบาทไหนที่คุณรู้สึกท้าทายที่สุด

ทุกบทมีความท้าทายแตกต่างกัน โดยเฉพาะบทที่เราคิดว่าไม่มีอะไร ก็จะยิ่งท้าทายมาก ๆ เพราะเราต้องเล่นให้มันน่าสนใจให้ได้ จริง ๆ ต้องบอกว่าเราสนุกกับการค้นหา สนุกกับการสร้างแบ็กกราวนด์ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อที่จะสร้างเรื่องราวของตัวละครให้ดูมีชีวิตและดูน่าสนใจ เพราะฉะนั้นเลยมีความรู้สึกว่า ถ้าได้รับบทอะไรก็แล้วแต่ เราต้องศึกษาให้เยอะที่สุด เพราะมันแปลกใหม่สำหรับเราเสมอ

แต่ถ้าจะพูดให้ติดตลกก็คือ บทที่ไม่ดีคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดเลย หนังบางเรื่องที่รับเล่นไปแล้วแต่บทที่ได้มามันไม่โอเค เป็นบทที่เรารู้สึกว่าไม่อยากพูดเลย แต่ก็ต้องหาวิธีผลักดันตัวเอง หาแรงจูงใจ หาเรื่องราว แบ็กกราวนด์ต่าง ๆ จนกระทั่งผ่านบทนั้นไปได้ แต่หลายเรื่องก็มีความรู้สึกว่าผ่านได้ไม่ดีนัก

คุณพูดในบทสัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่าคุณรักการแสดง อะไรที่ทำให้คุณรักสิ่งนี้มาได้ยาวนาน

ถ้าให้ตอบตรง ๆ คือ เราเป็นคนที่ไม่มีความคิดหลากหลาย รักอะไรแล้วรักเลย สมมติว่ามีแฟนก็มีคนเดียวไปเลย เพราะรักก็คือรัก รักแล้วก็คือจบเลย จะถามยังไงก็ยังรักอยู่เหมือนเดิม แล้วมันจะโชคดีขนาดไหนถ้าคุณได้ทำสิ่งที่คุณรักเป็นอาชีพ 

เลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ทำอาชีพที่เรารัก สมมติย้อนเวลากลับไป ถ้าเราไม่ได้เป็นนักแสดง ก็คงจะทำอาชีพที่เกี่ยวกับการแสดงหรือการพากย์ อาจจะไปเป็นครูสอนก็ได้เพราะตอนนั้นเป็นครูอยู่แล้ว และเมื่อไรก็ตามที่เราทำสิ่งที่ตัวเองรัก มันไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นไปได้ มันเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ

แล้วพอได้ทำในสิ่งที่รัก พอเปิดกล้องใหม่ ได้เจอทีมงาน เจอนักแสดงใหม่ ๆ ได้เล่นบทใหม่ ๆ เราก็จะมีความสุขสนุกสนานทุกครั้ง และเวลาได้เจอกับนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งทุกวันนี้แต่ละคนก็มีความสามารถมาก เรารู้สึกยินดีที่ได้ทำงานร่วมกัน และถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ให้ทุกคนได้ชม เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีคำว่าเบื่อ เคยมีนักแสดงมาถามผมว่าพี่ถ่ายละครมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีขนาดนี้ ไม่เบื่อบ้างเหรอ ผมก็ตอบเขาไปว่าไม่เบื่อเลย ทุกครั้งที่ออกจากบ้านก็มีความสุขมากที่จะได้มาอยู่กับกองถ่าย มาอยู่กับเรื่องราวใหม่ ๆ เพราะทุกสิ่งคือสิ่งใหม่สำหรับเราหมด เพราะฉะนั้นเราไม่เคยเบื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยสายเลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วย

เคยคิดไหมว่าจะเป็นนักแสดงไปจนถึงอายุเท่าไหร่

ถ้าชาติหน้ามีอาชีพนักแสดงอีก คนก็คงจะได้ดูละครที่ผมเล่น (หัวเราะ) แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนจะเลิกดูเราเมื่อไร เราจะรู้ได้ยังไงว่าคนรุ่นใหม่ ๆ เขาจะดูละครที่เราเล่น ถ้าเขายังดูอยู่เราก็จะยังเล่น แต่ถ้าเขาเลิกดูอันนั้นก็ตัวใครตัวมัน ก็เหมือนกับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ถ้ายังมีคนอ่าน ยังไงมันก็ยังอยู่ แต่ถ้าเขาไม่อ่านแล้วเราก็ต้องยอมรับ

คุณใช้ชีวิตอยู่ในวงการมานานและไม่เคยมีข่าวไม่ดีสักครั้ง อะไรคือความลับของการยืนระยะ

เราเคยถามคำถามนี้กับตัวเองและพบว่าน่าจะเป็นเพราะเรามีความสุขง่าย และไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องแสวงหาอะไรที่มีความสุขไปมากกว่านี้แล้ว ซึ่งจริง ๆ แต่ละคนก็มีวิธีของตัวเอง เราไม่ค่อยอยากบอกใครว่าต้องทำยังไง แต่สำหรับเราคือแค่ได้มากองถ่ายก็มีความสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาอะไรที่มันสุขมากจนเกินขอบเขต เพราะฉะนั้นก็เลยมองว่าไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องที่มันไม่ดีนี่นา เพราะชีวิตคนเราไม่ได้ยาวขนาดนั้น ทำสิ่งที่ดีสิ่งที่มีความสุขกับตัวเองดีกว่า

ความฝันของคนขี้อายที่ปากสั่นยามพูดหน้าห้อง สู่การเป็นนักแสดงระดับชาติที่เคยสวมบทบาทมามากกว่า 1,000 เรื่องของ มนตรี เจนอักษร

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load