หากคุณสุ่มเปิดโทรทัศน์ขึ้นมาในช่วงไพร์มไทม์แล้วเปิดไล่ช่องไปเรื่อย ๆ มีโอกาสสูงมากที่จะได้พบกับใบหน้าของ มนตรี เจนอักษร หรือ พี่ปุ๊ ที่กำลังสวมบทบาทเป็นตัวละครสักตัวหนึ่งในละครหรือภาพยนตร์ที่นำมาฉายซ้ำ

ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงช่วงเวลาปัจจุบัน แต่หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน คุณก็อาจได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน เพราะ ปุ๊-มนตรี เจนอักษร เป็นนักแสดงชายที่ทำงานในแวดวงบันเทิงมากว่า 40 ปี มีผลงานทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ รวมถึงเสียงพากย์ที่เราอาจไม่ได้เห็นใบหน้าของเขา

มนตรีเล่าให้เราฟังว่า หากนับรวมกับการพากย์ด้วยแล้ว เขาน่าจะทำการแสดงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เรื่อง เราจึงถือวิสาสะสรุปเอาเองว่า เขาน่าจะเป็นนักแสดงผู้ได้ทำงานกับบทที่หลากหลายมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย และตัวเลขนี้ก็คงจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างที่เขาบอกว่า “ถ้าชาติหน้ามีอาชีพนักแสดงอีก คนก็คงจะได้ดูละครที่ผมเล่น”

เราอาจเห็นมนตรีในบทบาทมากมาย แต่วันนี้เราไม่ได้มาคุยกับเขาถึงบทบาทการแสดงเรื่องใดเป็นพิเศษ นอกไปจากบทชีวิตและแบกกราวนด์ของตัวละครที่ชื่อ มนตรี เจนอักษร ที่เขาน่าจะเจนจัดมากที่สุด เราขอชวนคุณอ่านเรื่องราวชีวิตของนักแสดงคนหนึ่งที่น้อยคนจะได้รับชม

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

หลายคนรู้จักคุณก็เมื่อเป็นนักแสดงแล้ว อยากให้คุณเล่าช่วงเวลาก่อนที่เราจะรู้จักกันให้ฟัง

อันนี้อาจจะยังไม่เคยบอกใคร ตั้งแต่เด็กเราอยากเป็นอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือ นักพากย์ กับ นักแสดง อาจจะเพราะตอนเด็ก ๆ ชอบดูหนัง ซึ่งตอนนั้นกว่าจะได้ดูหนังยากมาก เพราะคุณพ่อตั้งกฎไว้ว่าต้องสอบได้ที่ 1 ถ้าไม่ได้ที่ 1 ก็อดดูหนัง ตอนเด็ก ๆ เราเลยสอบได้ที่ 1 ตลอดเพราะอยากดูหนัง ซึ่งเวลาดูก็จะชอบดูคนพากย์ไปด้วย ว่าเขาพากย์ยังไง ใช้เสียงยังไง เพราะโรงในยุคก่อนเขาจะพากย์ในโรงเลย

จากนั้นเราก็จำมาลองทำเองบ้าง เวลาอ่านหนังสือการ์ตูนเราก็จะพากย์เสียงเป็นตัวละครในหนังสือ แล้วอัดเสียงใส่เทปไปเปิดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็จะงงว่าเสียงใคร บางครั้งถ้าในเรื่องนี้ฝนตก เราก็จะทำเอฟเฟกต์ฝนใส่เข้าไปด้วย

อีกอย่างเวลาดูหนังหรือละคร เราจะวิเคราะห์หรือบอกได้ว่านักแสดงคนนี้เก่งจังเลย นักแสดงคนนี้ไม่เก่งเท่าไหร่ แล้วจะจำวิธีการเล่น วิธีพากย์ต่าง ๆ เหล่านี้มาตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่คุณพ่ออยากให้เป็นทนาย

ความฝันนี้ของคุณมีอุปสรรคบ้างไหม

สิ่งหนึ่งที่แย่มาก ๆ สำหรับตัวเอง คือเป็นคนขี้อายมาก ถ้าให้ทำลับหลัง เช่น อ่านการ์ตูนแล้วอัดเสียงมาให้เพื่อนฟังแบบนั้นทำได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่ต้องมาอยู่ต่อหน้าฝูงชนจะทำอะไรไม่ได้เลย 

ตอนเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เวลาอาจารย์ให้ออกไปพูดหน้าชั้น เราจะรู้สึกเกร็ง เขิน กลัวเพื่อนจะมองเราว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ตอนซ้อมพูดที่บ้านเราทำได้ดีมาก แต่พอไปพูดหน้าชั้นเรียนแค่เดินออกไปก็ไม่กล้าแล้ว เราประหม่าจนปากสั่นและพูดต่อไม่ได้ คือต้องกลับเข้าไปนั่งทั้งที่เริ่มพูดไปได้แค่นิดเดียว ความรู้สึกตอนนั้นคืออึดอัดมาก ๆ

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเริ่มกล้าแสดงออก

สิ่งที่ช่วยเราคือวิชาศิลปะการละคร ตอนนั้นเราสอบติดคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันปฐมนิเทศจะมีอาจารย์จากสาขาวิชาต่าง ๆ มาพูดให้นักศึกษาใหม่ฟัง หนึ่งในนั้นมีอาจารย์จากสาขาวิชาการแสดง สิ่งที่อาจารย์พูดในวันนั้นเรายังจำได้เลย เขาพูดว่า 

“ใครที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ใครที่เวลาไปยืนพูดหน้าชั้นแล้วปากสั่นเพราะความกลัว หรือมีความไม่กล้าต่าง ๆ มาเรียนวิชานี้กับครู” 

คุณสมบัติทั้งหมดที่พูดมาตรงกับเราเป๊ะเลย เราเลยเลือกวิชาศิลปะการละครเป็นวิชาโท ซึ่งการที่เราได้เรียนและฝึกฝนในศาสตร์นี้ มันทำให้เราสะกดจิตตัวเองว่า เราเป็นตัวละครที่เล่นอยู่ และแสดงอารมณ์หรือสิ่งที่ตัวละครเป็นออกมาได้ แต่ถ้าต้องกลับเป็นตัวเองเมื่อไร เราก็ยังทำไม่ได้เหมือนเดิม เช่น ถ้าให้เราออกไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียนโดยที่เป็นตัวเอง เราจะร้องเพลงไม่ได้ แต่ถ้าคิดว่าเราเป็นตัวละครหนึ่งที่กำลังจะร้องเพลง อันนี้ทำได้ เราใช้วิธีนี้เรื่อยมาจนกระทั่งมันผสมกลมกลืนไปกับตัวเรา และความขี้เขินขี้อายมันก็หายไป

 จากเด็กที่ฝันอยากเป็นนักพากย์ นักแสดง แต่ไม่กล้าแม้แต่จะออกไปพูดหน้าชั้นเรียนเพราะเขินอาย พอเข้ามหาวิทยาลัยทุกอย่างมันหลอมรวมเราจนจัดการปัญหานั้นไปได้เกือบจะหมด

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

บทเรียนไหนจากวิชาศิลปะการละคร ที่คุณยังจดจำและหยิบมาใช้อยู่จนทุกวันนี้

เรื่องวินัย จำได้ว่าตอนเรียนอาจารย์เคยยกตัวอย่างการแสดงละครในประเทศอังกฤษว่า เขาจะเล่นตรงเวลามาก ไม่เคยสายแม้แต่นาทีเดียว แต่มีละครอยู่เรื่องหนึ่งเล่นช้าไป 6 นาที เพราะเด็กไทยคนหนึ่งมาสาย สิ่งนี้มันกระแทกใจเรามาก เพราะการแสดงละครต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทั้งผู้กำกับ คนเขียนบท ทีมงาน นักแสดง ฯลฯ ทุกคนต้องมีวินัย และรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดงานถึงจะสำเร็จลุล่วง แต่ถ้าใครคนใดคนหนึ่งขาดวินัยมันก็จะล่มทั้งกอง ดังนั้น เรื่องวินัยจึงเป็นสิ่งที่เราจดจำและปฏิบัติอยู่จนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่เรียนจบ คุณได้คิดไว้ไหมว่าอยากจะไปทำอะไรต่อ

ช่วงที่จบใหม่ไฟแรงมาก ตอนนั้นไปทำหลายอย่าง เคยทำหนังเองด้วย ทั้งเขียนบทเอง กำกับเอง แล้วก็ชวนเพื่อน ๆ มาเล่น ซึ่งคนหนึ่งที่มาช่วยงานก็คือ คุณธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เพราะเคยเล่นละครเวทีด้วยกันที่ AUA Thai Players แต่สุดท้ายก็พับโปรเจกต์ไป

ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษและวิชาละครสมัยใหม่ (Modern Drama) อยู่หลายที่มาก เป็นอาจารย์พิเศษที่ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา ที่วิทยาลัยนาฏศิลป และที่ ม.ศิลปากร แต่ช่วงที่กำลังรอบรรจุเพื่อเป็นอาจารย์ มันคาบเกี่ยวกับช่วงที่เราได้เล่นละครเวที และ อาจารย์คณิต คุณาวุฒิ ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เขามาทำฉากตอนที่เราเล่นด้วย เขาเลยแนะนำเราให้กับ คุณลุงวิจิตร คุณาวุฒิ ซึ่งเป็นคุณพ่อของเขาว่า มีนักแสดงคนหนึ่งแสดงโอเคเลย น่าจะชวนไปเล่นหนังเรื่อง คนภูเขา ด้วย ทำให้เราต้องตัดสินใจหนักว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต่อ หรือจะไปเป็นนักแสดง

ในช่วงตัดสินใจ คนที่ให้คำปรึกษาเราได้ดีมาก ๆ คือ อาจารย์เด่นดวง พุ่มศิริ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาคที่สอนเรามา สิ่งที่เราจำได้ดีคือท่านพูดว่า “มนตรี ถ้าเธอไปเป็นนักแสดงอาชีพแล้วประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่าการสอนของครูประสบความสำเร็จด้วย” เพราะตอนนั้นคนที่เรียนด้านการแสดงมายังไม่มีใครที่นำไปประกอบอาชีพจริงจัง คำพูดนั้นเลยทำให้เราตัดสินใจลาออก และตั้งใจจะเป็นนักแสดงอาชีพจริง ๆ

การเล่นภาพยนตร์เรื่องแรกมีความท้าทาย หรือต่างจากการแสดงละครเวทีไหม

เรามีพื้นฐานจากการเล่นละครเวทีมาแล้ว เรารู้ว่าควรจะเข้าถึงตัวละครยังไง แค่เปลี่ยนจากการถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นแบบสด ๆ เป็นการถ่ายทอดผ่านทางกล้อง แต่ก็มีความแตกต่างที่เราต้องปรับตัวเล็กน้อย เช่น ตอนเล่นละครเวทีต้องพูดเสียงดังเพื่อให้ผู้ชมได้ยิน แต่ตอนเล่นหนังเราไม่ต้องพูดดังขนาดนั้น แค่พูดดังพอให้กล้องได้ยิน

อีกอย่างที่ต่างคือสมัยก่อนเวลาเล่นหนังจะมีคนตะโกนบอกบทให้นักแสดงพูดตาม ซึ่งตอนแรกก็งง เพราะเราเคยแสดงละครเวทีที่ต้องจำบททั้งหมดกว่า 3 ชั่วโมงเอง ตอนหลังถึงรู้สึกว่าง่ายยิ่งกว่าตอนแสดงละครเวทีเสียอีก แต่จริง ๆ เราก็จำได้ทั้งหมดนะว่าบทของเราเป็นยังไง

เล่นหนังเรื่องแรกก็ได้รางวัล จากบท ‘อาโยะ’ เลยทันที ความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร

ต้องบอกว่าสมัยก่อนคุณลุงวิจิตรเรียกได้ว่าเป็น ‘เศรษฐีตุ๊กตาทองเมืองไทย’ คือได้รางวัลตุ๊กตาทองเยอะมาก ๆ อยู่แล้ว แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ดุมาก ตอนที่ถ่ายหนังเสร็จผู้ช่วยผู้กำกับบอกกับเราว่า ถ้าถ่ายหนังเสร็จแล้วให้รีบไปรดน้ำมนต์เลย เพราะเราเป็นคนเดียวที่ไม่เคยโดนดุโดนว่าแม้แต่คำเดียว ตอนที่เราแสดงมีบางฉากที่คุณลุงท่านตามภรรยามาดูด้วย ทำให้รู้สึกว่าพื้นฐานเราพอใช้ได้ น่าจะไปได้ดีในทางนี้

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

รางวัลมาพร้อมชื่อเสียงด้วย

มาพร้อมกันเลย ตอนนั้นเสียงชื่นชมเยอะมาก ซึ่งการรับมือกับมันก็ยากมาก เพราะอย่างที่บอกว่าพื้นฐานเราเป็นคนขี้อาย เป็นคนรักสงบ เพราะฉะนั้นพอเริ่มเป็นคนมีชื่อเสียง เวลาไปไหนก็จะมีคนมอง มีคนทักทายตลอดเวลา คือถ้าเป็นเรื่องการแสดงเราไม่มีปัญหาเลย แต่เราว่าการรับมือกับวิถีชีวิตของคนที่เป็นนักแสดงมันยากมาก

จนมีช่วงหนึ่งเราหนีไปเที่ยวต่างประเทศเลย แต่ขณะที่เดินอยู่บนถนนในประเทศนั้นก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเรียก ‘มนตรี’ พอหันไปพบว่าเป็นคนไทยทักทายมาหาเรา หลังจากนั้นเลยคิดได้ว่า จะหนีไปไหนคุณก็ต้องเจอคนที่รู้จัก ถ้าจะมีอาชีพนี้คุณก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะวิถีตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพคุณ ถ้าตัดตรงนี้ออกไปคุณก็จะมีอาชีพนี้ไม่ได้ หลังจากที่กลับมาไทยเราก็เข้าใจสิ่งนี้มากขึ้น เวลาเจอคนเข้ามาทักทายเราก็ยิ้มแย้ม กล้าที่จะทักทายเขากลับ คือต้องสลัดความอายและความรักสันโดษของตัวเองทิ้งไป

แสดงว่าตอนที่ฝันว่าอยากเป็นนักแสดง ไม่ได้ฝันว่าอยากมีชื่อเสียง

ไม่เคยฝันว่าอยากจะมีชื่อเสียงเลย คิดแค่ว่าอยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก จะมีหรือไม่มีชื่อเสียงก็ไม่เป็นไร เพราะว่าทั้งการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือการเป็นนักแสดงละครเวที พอหน้าที่จบ กลับเข้าไปหลังเวทีคนดูก็ลืม เราแค่อยากทำในสิ่งที่รักจริง ๆ ไม่ได้ต้องการชื่อเสียง

ตั้งแต่เรื่อง คนภูเขา จนถึงปัจจุบัน คุณรับบทเป็นตัวละครมากี่เรื่องแล้ว 

ถ้าละครกับหนังก็อาจจะเกินร้อย แต่เราก็มีพากย์หนังที่คนอื่นเล่นด้วย หนังไทย หนังฝรั่ง หนังจีน อินเดีย ฯลฯ ถ้านับหนังที่เราได้พากย์ก็อาจจะเป็นพันเรื่องแล้วมั้ง เพราะเมื่อก่อนหนังไทยมีเยอะมาก แล้วหนังไทยทุกเรื่องที่ออกฉายจะต้องมีเสียงเราอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจเรื่องจำนวนจริง ๆ เพราะไม่เคยได้จดบันทึกไว้ 

เป็นปกติที่นักแสดงต้องรับบทละครหรือภาพยนตร์หลายเรื่องพร้อมกัน การทำงานกับตัวละครที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกันเป็นอุปสรรคไหม

ไม่เลยครับ เพราะอย่างเวลาเราพากย์หนังเรื่องหนึ่ง เราได้พากย์ทั้งบทพระเอก ผู้ร้าย ตัวตลก และตัวอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันอยู่แล้ว บางครั้งต้องพากย์ให้ทะเลาะกันไปมาก็มี เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันยากกับการต้องไปสวมบทบาทเรื่องหนึ่งเป็นคนดี และอีกเรื่องหนึ่งเป็นคนเลว

ทักษะของการพากย์หนัง ช่วยส่งเสริมทักษะการแสดงของคุณได้

ใช่ จริง ๆ เพราะเวลาพากย์หนังเราจะได้เล่นบทซึ่งไม่มีในละครไทยหรือหนังไทย เราได้เล่นบทที่นักแสดงหลายคนใฝ่ฝันที่จะเล่นนะ เช่น ได้รับบทเดียวกับ แบรด พิตต์ ได้เล่นบทเดียวกับเฉินหลง และนักแสดงอีกหลาย ๆ คน ทั้งฮอลลีวูด เกาหลี จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ ฯลฯ แล้วเวลาทำงานเราจะเล่นบทนั้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่พากย์ บางเรื่องต้องมีร้องไห้ เราก็จะทั้งเล่นทั้งพากย์พร้อมกัน ซึ่งก็ทำให้ได้เรียนรู้จังหวะการแสดงของนักแสดงประเทศต่าง ๆ เราก็เก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูล สังเกต จดจำ และนำมาปรับใช้กับการแสดงของเรา

'มนตรี เจนอักษร' กับความฝันของคนขี้อาย สู่นักแสดงที่สวมบทบาทมากว่า 1,000 เรื่อง

ที่ผ่านมาคุณได้รับบทเป็นตัวละครประเภทไหนมากที่สุด

ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะสำหรับเราแต่ละบทมันไม่เหมือนกันเลย ถึงแม้ว่าเราจะเล่นเป็นกำนันสัก 10 เรื่อง แต่กำนัน 10 คนนั้นไม่เหมือนกัน อาจจะอยู่ต่างภูมิประเทศ อยู่คนละจังหวัด คนที่รายล้อมอยู่ก็ไม่เหมือนกัน เหตุการณ์ก็ต่างกัน นิสัยต่างกัน เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราทั้งหมด ก็เลยตอบไม่ได้ว่าเขาให้เราเล่นบทประมาณไหนมากที่สุด เพราะเวลาที่แสดงเราก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เป็นตัวละครตัวเดียวกัน

เบื้องหลังการทำงานกับบทของคุณเป็นอย่างไร

ทำการบ้านเยอะมาก สมมติเขาเขียนคาแรกเตอร์มาอย่างหนึ่ง เราจะกลับไปทดลองที่บ้านเป็นสิบ ๆ รูปแบบ ท่าทางการขยับ น้ำเสียง วิธีการพูด หรืออารมณ์ว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้ไหม หรือบางบทที่ดูจะเป็นแพตเทิร์นจนเกินไป เราจะเล่นยังไงให้มันดูไม่เหมือนเดิม ไม่จำเจ เช่น บทพูดที่พอพูดไปแล้วคนดูจะเดาได้ว่าเราต้องพูดคำนี้ต่อแน่ ๆ วิธีการที่เราจะเล่นคือ ทำยังไงให้คนดูไม่รู้ว่าเราจะพูดคำนั้น เราต้องใช้จังหวะยังไงให้แตกต่างจากที่คนอื่นเขาเคยเล่นมา 

ยิ่งถ้าเป็นตัวละครที่มีอาชีพหรือลักษณะคล้าย ๆ กันกับที่เคยเล่นก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะต้องคิดว่าจะเล่นยังไงให้คนดูรับรู้ได้ว่า ตัวละครตัวนี้แตกต่างจากตัวละครตัวก่อนที่เราเคยแสดง นอกจากนั้นเราก็ต้องไปดูหน้างานด้วยว่าถ่ายกับนักแสดงคนไหน ถ้าเป็นนักแสดงที่เราไม่รู้ว่าเขาจะเล่นจังหวะยังไง แบบไหน ก็ต้องมาร่วมมือกันเพื่อที่จะเข้าถึงบทและถ่ายทอดตัวละครนั้นออกไปให้ดีที่สุด

มีตัวละครไหนที่อยู่ในดวงใจไหม

มีหลายตัวเลย เอาที่ใกล้ ๆ ตัวก่อนก็ได้ เป็นตัวละครที่กำลังโดนด่าอยู่ คือเรื่อง ซ่านเสน่หา ผมชอบความคิดของตัวละครตัวนี้ เพราะเขาถูกสั่งสอนมาแบบนี้ ได้รับการอบรมมาแบบนี้ เขาเชื่อมั่นในตัวเองมากว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดูแลทุกอย่างในครอบครัวได้ ทุกคนต้องพึ่งเขา เขาสั่งอะไรก็ต้องทำตาม เป็นตัวละครที่เชื่อมั่นในตัวเองมาก ๆ ซึ่งเราเคยตั้งคำถามว่ามีด้วยเหรอคนแบบนี้ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องมีสิ เพียงแต่เราไม่เคยเจอคนในแวดวงของเราเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง แล้วมันมีสิ่งที่ตอบคำถามของเราได้จริง ๆ เพราะตอนที่แสดงออกไปแล้วมีคนมาคอมเมนต์ว่า เหมือนพ่อหนูเลย เราเลยได้ค้นพบว่ามีคนแบบนี้อยู่จริง ๆ แต่เราไม่เคยเจอ

คุณดูจะเป็นคนที่เข้าใจตัวละครและไม่ตัดสิน แม้ว่าบางครั้งเขาจะไม่ใช่คนที่ดีนัก

ใช่ เราจะไม่ตัดสิน แต่ต้องหาทางที่จะเข้าใจเหตุผลที่เขาเป็นแบบนี้ให้ได้ เราต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ทำไมถึงทำแบบนั้น  ถ้าหาไม่ได้เราก็จะเล่นไม่ได้ ซึ่งเราก็พบว่าคนเขาจำบทร้าย ๆ ของเราได้หมดเลยนะ ท่านพินิจใน คุณชายพุฒิภัทร นาคี กลิ่นกาสะลอง ซ่านเสน่หา หรือรุ่นเก่า ๆ อย่างบทพ่อตี๋ใหญ่ บทแบบนี้พอเล่นแล้วคนเขาจะจำได้ จำได้ปุ๊บก็ไปขุดเรื่องที่เราเล่นบทร้ายมาตั้งแต่สมัยไหนไม่รู้ ส่วนบทที่เราเล่นหัวเราะ เฮฮา ใจดี คนไม่ค่อยจำ 

ความฝันของคนขี้อายที่ปากสั่นยามพูดหน้าห้อง สู่การเป็นนักแสดงระดับชาติที่เคยสวมบทบาทมามากกว่า 1,000 เรื่องของ มนตรี เจนอักษร

หลายคนจำคุณได้ในบทร้าย ๆ ในชีวิตจริงคุณดุไหม

ไม่มีเด็กคนไหนเคยกลัวเลย (หัวเราะ) ถ้าคนที่รู้จักกันเห็นเราเล่นก็อาจจะขำ อย่างเวลาเราดูละครที่ตัวเองเล่นพร้อมกับแฟน เขาก็จะหันมาตีแล้วถาม ‘ทำไมดุอย่างนี้’

ในชีวิตการแสดง บทบาทไหนที่คุณรู้สึกท้าทายที่สุด

ทุกบทมีความท้าทายแตกต่างกัน โดยเฉพาะบทที่เราคิดว่าไม่มีอะไร ก็จะยิ่งท้าทายมาก ๆ เพราะเราต้องเล่นให้มันน่าสนใจให้ได้ จริง ๆ ต้องบอกว่าเราสนุกกับการค้นหา สนุกกับการสร้างแบ็กกราวนด์ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อที่จะสร้างเรื่องราวของตัวละครให้ดูมีชีวิตและดูน่าสนใจ เพราะฉะนั้นเลยมีความรู้สึกว่า ถ้าได้รับบทอะไรก็แล้วแต่ เราต้องศึกษาให้เยอะที่สุด เพราะมันแปลกใหม่สำหรับเราเสมอ

แต่ถ้าจะพูดให้ติดตลกก็คือ บทที่ไม่ดีคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดเลย หนังบางเรื่องที่รับเล่นไปแล้วแต่บทที่ได้มามันไม่โอเค เป็นบทที่เรารู้สึกว่าไม่อยากพูดเลย แต่ก็ต้องหาวิธีผลักดันตัวเอง หาแรงจูงใจ หาเรื่องราว แบ็กกราวนด์ต่าง ๆ จนกระทั่งผ่านบทนั้นไปได้ แต่หลายเรื่องก็มีความรู้สึกว่าผ่านได้ไม่ดีนัก

คุณพูดในบทสัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่าคุณรักการแสดง อะไรที่ทำให้คุณรักสิ่งนี้มาได้ยาวนาน

ถ้าให้ตอบตรง ๆ คือ เราเป็นคนที่ไม่มีความคิดหลากหลาย รักอะไรแล้วรักเลย สมมติว่ามีแฟนก็มีคนเดียวไปเลย เพราะรักก็คือรัก รักแล้วก็คือจบเลย จะถามยังไงก็ยังรักอยู่เหมือนเดิม แล้วมันจะโชคดีขนาดไหนถ้าคุณได้ทำสิ่งที่คุณรักเป็นอาชีพ 

เลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ทำอาชีพที่เรารัก สมมติย้อนเวลากลับไป ถ้าเราไม่ได้เป็นนักแสดง ก็คงจะทำอาชีพที่เกี่ยวกับการแสดงหรือการพากย์ อาจจะไปเป็นครูสอนก็ได้เพราะตอนนั้นเป็นครูอยู่แล้ว และเมื่อไรก็ตามที่เราทำสิ่งที่ตัวเองรัก มันไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นไปได้ มันเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ

แล้วพอได้ทำในสิ่งที่รัก พอเปิดกล้องใหม่ ได้เจอทีมงาน เจอนักแสดงใหม่ ๆ ได้เล่นบทใหม่ ๆ เราก็จะมีความสุขสนุกสนานทุกครั้ง และเวลาได้เจอกับนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งทุกวันนี้แต่ละคนก็มีความสามารถมาก เรารู้สึกยินดีที่ได้ทำงานร่วมกัน และถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ให้ทุกคนได้ชม เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีคำว่าเบื่อ เคยมีนักแสดงมาถามผมว่าพี่ถ่ายละครมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีขนาดนี้ ไม่เบื่อบ้างเหรอ ผมก็ตอบเขาไปว่าไม่เบื่อเลย ทุกครั้งที่ออกจากบ้านก็มีความสุขมากที่จะได้มาอยู่กับกองถ่าย มาอยู่กับเรื่องราวใหม่ ๆ เพราะทุกสิ่งคือสิ่งใหม่สำหรับเราหมด เพราะฉะนั้นเราไม่เคยเบื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยสายเลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วย

เคยคิดไหมว่าจะเป็นนักแสดงไปจนถึงอายุเท่าไหร่

ถ้าชาติหน้ามีอาชีพนักแสดงอีก คนก็คงจะได้ดูละครที่ผมเล่น (หัวเราะ) แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนจะเลิกดูเราเมื่อไร เราจะรู้ได้ยังไงว่าคนรุ่นใหม่ ๆ เขาจะดูละครที่เราเล่น ถ้าเขายังดูอยู่เราก็จะยังเล่น แต่ถ้าเขาเลิกดูอันนั้นก็ตัวใครตัวมัน ก็เหมือนกับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ถ้ายังมีคนอ่าน ยังไงมันก็ยังอยู่ แต่ถ้าเขาไม่อ่านแล้วเราก็ต้องยอมรับ

คุณใช้ชีวิตอยู่ในวงการมานานและไม่เคยมีข่าวไม่ดีสักครั้ง อะไรคือความลับของการยืนระยะ

เราเคยถามคำถามนี้กับตัวเองและพบว่าน่าจะเป็นเพราะเรามีความสุขง่าย และไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องแสวงหาอะไรที่มีความสุขไปมากกว่านี้แล้ว ซึ่งจริง ๆ แต่ละคนก็มีวิธีของตัวเอง เราไม่ค่อยอยากบอกใครว่าต้องทำยังไง แต่สำหรับเราคือแค่ได้มากองถ่ายก็มีความสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาอะไรที่มันสุขมากจนเกินขอบเขต เพราะฉะนั้นก็เลยมองว่าไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องที่มันไม่ดีนี่นา เพราะชีวิตคนเราไม่ได้ยาวขนาดนั้น ทำสิ่งที่ดีสิ่งที่มีความสุขกับตัวเองดีกว่า

ความฝันของคนขี้อายที่ปากสั่นยามพูดหน้าห้อง สู่การเป็นนักแสดงระดับชาติที่เคยสวมบทบาทมามากกว่า 1,000 เรื่องของ มนตรี เจนอักษร

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load