สถานที่พำนักของแสตมป์ทั่วโลก

หลังจากที่ทราบข่าวว่าอีกไม่กี่วัน ‘พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน’ จะปิดชั่วคราว เราก็รีบร้อนเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

คงเป็นธรรมดาของมนุษย์… เมื่อทราบว่าอะไรก็ตามจะหายไป เรามักไขว่คว้าสิ่งนั้น

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับวันที่ระบบโทรเลขของไทยเปิดให้บริการวันสุดท้าย เรารีบไปยังไปรษณีย์ที่ใกล้ที่สุด เพื่อส่งข้อความถึงตัวเองเป็นที่ระลึกด้วย ‘โทรเลข’ ที่ปัจจุบันไม่มีให้ใช้อีกต่อไป

ไม่นานนักเราก็พบว่าตัวเองกำลังเดินลงสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย เดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงอาคารพิพิธภัณฑ์ไปรษณียากร สามเสนใน ในใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าต่อไปแสตมป์จะเหลือเพียงชื่อหรือไม่

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์

การเปลี่ยนแปลงทำให้สิ่งเดิมยังคงอยู่

“แม้ว่าหน้าที่การใช้งานจะน้อยลง แต่ยังมีคนรุ่นหลังที่ยังนิยมการสะสมแสตมป์ แสตมป์เลยยังไม่หายไป แค่เปลี่ยนหน้าที่ บทบาท ไปตามยุคสมัย แนวคิดคือ การเอาแสตมป์กลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน คงคุณค่าในการใช้งานและในการสะสมได้ด้วย” วิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มาต้อนรับเราด้วยท่าทีสบายๆ ภายใต้หน้ากากอนามัย ยืนเว้นระยะห่าง เขายืนยันให้อุ่นใจว่าแสตมป์จะคงอยู่ แม้ว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ตราบใดที่แสตมป์ยังรับใช้สังคม ในมิติใด มิติหนึ่ง

คำพูดของคุณวิบูลย์ทำให้คิดไปถึงแง่คุณค่าทางใจ ‘แสตมป์’ รับบทเป็นตัวแทนความรู้สึก เป็นของที่ระลึกจากแดนไกล ต่างจากอดีตที่มีบทบาทเป็นเพียงแค่การชำระค่าธรรมเนียมในการส่งจดหมาย หากแต่ตอนนี้แสตมป์กลายเป็นงานศิลปะขนาดเล็ก เป็นสารานุกรมขนาดจิ๋ว เป็นบานหน้าต่างเปิดสู่โลกกว้าง ที่โอบกอดความรู้สึกของผู้ส่ง จากอดีตที่ทิ้งห้วงระยะเวลา จนกระทั่งซองจดหมายหรือโปสการ์ดจะเดินทางมาถึงมือผู้รับ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เราจึงก้าวตามคุณวิบูลย์เข้าไปสู่พื้นที่เล็กๆ ของพิพิธภัณฑ์นี้ด้วยใจพองโต

ที่นี่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1) พื้นที่แสดงนิทรรศการถาวรและคอลเลกชันสะสม 2) พื้นที่แสดงนิทรรศการหมุนเวียน 3) พื้นที่จำหน่ายของที่ระลึก และ 4) ห้องสมุด ซึ่งเป็นพื้นที่พบปะระหว่างนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบแสตมป์ นักสะสมมือใหม่ หรือแม้แต่ ‘นักออกแบบตราไปรษณียากร’ ก็จะมามอบลายเซ็นลงบนสิ่งสะสมในวันแรกที่จำหน่ายให้กับแฟนๆ นอกจากนี้ยังมีห้องสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยฯ

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์

 การปรับตัวของพิพิธภัณฑ์ และทิศทางการเผยแพร่ความรู้ในช่วงโควิด-19

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน โดยปกติเป็นแหล่งชุมนุมของคนรักแสตมป์ คึกคักมากเป็นพิเศษในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่มีตลาดนัดแสตมป์ แม้จะดูเงียบเหงาในช่วงสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด แต่ทว่าชุมชนคนรักแสตมป์กลับใกล้ชิดและเหนียวแน่นมากกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ 

กลุ่มของคนรักแสตมป์เติบโตอย่างรวดเร็วใน LINE OpenChat ที่เปิดเพียง 2 วันก็รวมคนได้ 200 กว่าคน รวมถึงทางสื่อโซเชียลมีเดียทั้ง Instagram และ Facebook ในชื่อ Stamp in Love และ Thai Stamp Museum ที่โพสต์ข้อความ เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าที่มาพร้อมกับแสตมป์แต่ละดวง ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไปและกลุ่มนักสะสมหน้าใหม่ไปไม่น้อย

“โดยมากแล้วนักสะสมแสตมป์จะมีอายุสี่สิบถึงห้าสิบปีขึ้นไป อีกหนึ่งภารกิจของพิพิธภัณฑ์คือการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้หันมาสนใจ เอาแค่สนใจก่อน ยังไม่ถึงกับต้องสะสมก็ได้ค่ะ” แนน-ณัฐวีร์ บุญญศิริ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เป็นผู้นำชมให้กับเราในวันนี้ และเล่าให้ฟังถึงภารกิจของพิพิธภัณฑ์ ว่าต้องการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้ได้ทำความรู้จักกับแสตมป์มากขึ้น

ความเป็นไปได้นี้แขวนอยู่กับชุมชนในโลกออนไลน์ขนาดใหญ่อย่าง Postcrossing คุณแนนเล่าโปรเจกต์น่ารักๆ ของเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนในยุคดิจิทัลหันกลับมาส่งข้อความหากันด้วยระบบไปรษณีย์อีกครั้ง ด้วยการสุ่มหาเพื่อนทั่วโลกที่มีความชอบโปสการ์ดและเก็บสะสมแสตมป์

“นอกจากเราจะได้เพื่อนใหม่แล้ว เรายังได้รับโปสการ์ดและแสตมป์จากเพื่อนๆ ในประเทศอื่น ในรูปแบบและลวดลายที่เราชื่นชอบหรือกำลังสะสมอยู่ โดยการเขียนบอกเล่าในหน้าแนะนำตัว เช่น เราชอบดอกไม้ เราชอบแมว เพื่อนจากต่างประเทศก็อาจจะไปตามหาโปสการ์ดรูปดอกไม้ แสตมป์รูปแมว และส่งมาให้เรา และเราก็ส่งโปสการ์ดแบบที่อีกฝ่ายหนึ่งชอบ นำมาแลกเปลี่ยนกัน เราว่ามันเป็นการเก็บความรู้สึกในรูปแบบพิเศษมากที่เกือบจะหายไปแล้วในโลกปัจจุบัน”

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์

แสตมป์ดวงแรกของโลก

จากนั้นคุณแนนก็พาเราย้อนอดีต เดินไปชมแสตมป์ดวงแรกของโลกที่มีชื่อว่า The Penny Black ด้วยความที่ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกที่มีการใช้แสตมป์ เมื่อแรกใช้จึงไม่มีการระบุชื่อประเทศ (เพราะไม่คาดคิดว่าระบบการใช้แสตมป์จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย) จนเมื่อมีการก่อตั้งสหภาพสากลไปรษณีย์ (Union Postale Universelle : UPU) ทุกประเทศจึงพร้อมใจให้เกียรติสหราชอาณาจักร ในฐานะประเทศแรกที่ออกแสตมป์ว่า ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อประเทศลงบนแสตมป์!

แสตมป์ The Penny Black เรียกว่าเป็นไฮไลต์ที่ควรค่าแก่มาชม เช่นเดียวกับ ‘ตู้ทิ้งหนังสือ’ หรือตู้ไปรษณีย์สีแดงเก่าแก่ ทรงสี่เหลี่ยม หล่อด้วยเหล็กทั้งชิ้น เป็นของขวัญจากประเทศเยอรมนีที่ส่งมอบให้ประเทศไทยใน พ.ศ. 2426 และที่พลาดไม่ได้คือ ‘แสตมป์โสฬศ’ แสตมป์ดวงแรกของไทย ปรากฏภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) นำออกใช้งานในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เป็นวันเดียวกันกับการเปิดกิจการไปรษณีย์ขึ้นเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์
พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์
พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์

ภายในพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน ยังรวบรวมตราไปรษณียากรที่จัดพิมพ์ด้วยเทคนิคพิเศษ เช่น การผนึกผิวผ้าถักโครเชต์ลงบนแสตมป์ที่พิมพ์ไว้แล้ว หรือการพิมพ์เคลือบสารเคมีเทอร์โมโครมิก ที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนสีได้เมื่ออุณหภูมิของสารเปลี่ยนไป 

ในส่วนนี้ที่นำมาจัดแสดงให้ชม คือ ชุดแสตมป์สุริยุปราคาเต็มดวง เมื่อใช้นิ้วกดลงไปที่แสตมป์ ภาพเงาทึบจะเปลี่ยนให้เห็นพื้นผิวของดวงจันทร์ หรือจะเป็นแสตมป์พิมพ์ปั๊มนูนเป็นอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา และแสตมป์รูปทรงอื่นๆ ที่ไม่ได้จำกัดหรือจำเจอยู่ที่สี่เหลี่ยม เราจะได้พบกับแสตมป์วงกลม รูปหัวใจ สามเหลี่ยม หกเหลี่ยม เจ็ดเหลี่ยม!

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน สถานที่พำนักแสตมป์ทั่วโลก แหล่งชุมนุมคนรักแสตมป์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงตราไปรษณียากรกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นทวีปต่างๆ

คุณวิบูลย์และคุณแนนแนะนำให้เราก้มลงมองที่พื้นภายในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ จะพบ ‘เส้นสี’ นำทางให้ผู้ชมเดินไปยังแผนที่โลก ซึ่งกางออกเป็นแนวระนาบ จากนั้นเมื่อเดินไปตามเส้นทางต่างๆ ก็จะพบกับตู้เก็บแสตมป์ของแต่ละทวีป เมื่อดึงออกมาจะเจอกับข้อมูลเบื้องต้นของประเทศ และแสตมป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน

เรื่องเล่าของแสตมป์ เล่าร้อยปีก็ไม่หมด

“อะไรก็ตามที่มีน้อย ย่อมเป็นที่ต้องการมากของผู้คน แสตมป์ถูกผลิตขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง หมดแล้วหมดเลย ทำเพิ่มไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งมีคุณค่า ถ้าได้ศึกษาลึกซึ้งจะรู้ว่าแสตมป์เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ และสะท้อนความนิยมในแต่ละช่วงเวลา เราแยกประวัติศาตร์ออกจากแสตมป์ไม่ได้เลย”

คุณวิบูลย์เล่าเรื่องราวของแสตมป์ที่น่าสนใจอีกหลายดวงให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์ในฐานะภาพบันทึกประวัติศาสตร์ แสตมป์ในฐานะทูตวัฒนธรรม หรือเรื่องที่คาดไม่ถึงอย่างแสตมป์ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่มีถึง 3 สกุลเงินในแสตมป์ชุดเดียว ได้แก่ สกุลเงินฟรังก์สวิส ดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร นำไปสู่การออกแบบแสตมป์ที่ผูกโยงประเด็นสำคัญระดับโลก ทั้งเรื่องสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ การเรียกร้องสิทธิมนุษยชน เรียกได้ว่าแสตมป์กำลังย้ำเตือนคำมั่นสัญญาที่เหล่าประเทศสมาชิกมีร่วมกัน เป็นต้น

ส่วนด้านหลังของห้องจัดแสดง มีการจัดแสดงอุปกรณ์ในกิจการไปรษณีย์ อาทิ ตราชั่งโบราณ เครื่องปรุฟันแสตมป์ ตู้ไปรษณีย์แบบแขวนในสมัยรัชกาลที่ 5 และตู้ไปรษณีย์โลหะผลิตจากประเทศฝรั่งเศส หากเดินอ้อมย้อนกลับมายังด้านหน้า ริมผนังรอบห้องจัดแสดงเรื่องราวกิจการไปรษณีย์ในประเทศไทย นับแต่ไทยยังต้องพึ่งพิงสถานกงสุลอังกฤษเป็นหลัก กระทั่งปฐมบทแห่งการเริ่มต้นจัดตั้งไปรษณีย์แห่งสยาม ต่อเนื่องมาถึงการเปิด ‘ไปรสนียาคาร’ หรือ ที่ทำการไปรษณีย์ที่ 1

ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ตอนนี้ทางพิพิธภัณฑ์ได้รับมอบโมเดลจำลองไปรสนียาคารในมาตราส่วน 1 : 75 จาก กสทช. ให้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ นับเป็นอนุสรณ์สถานแห่งกาลเวลาที่จะพาเราย้อนกลับไปชื่นชมที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของสยาม ปัจจุบันอาคารดังกล่าวถูกทุบทิ้งเพื่อเปิดทางสร้างสะพานพระปกเกล้า เชื่อว่าน้อยคนที่จะทราบประวัติในเรื่องนี้

โมเดลจำลองจึงเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด จนกว่าพิพิธภัณฑ์จะเปิดทำการอีกครั้ง

นักเดินทางตัวเบา

ถ้าเปรียบแสตมป์เป็นนักเดินทาง พวกเขาคงแบกสัมภาระของดีจากบ้านเกิดมาแบบเกินน้ำหนักที่จะขนขึ้นเครื่องบิน เพราะมีทั้งสถานที่สำคัญ รูปเขียนวิวทิวทัศน์ ภาพเหมือนของบุคคลสำคัญ ดอกไม้นานาชนิด อาหารท้องถิ่น เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี สิ่งประดิษฐ์ เรียกว่าถ้านักเดินทางผู้นี้ได้เจอกับเพื่อนใหม่ เขาคงอยากแนะนำตัวด้วยภาษาภาพที่ไม่ต้องการคำพูดมากนัก แต่บรรยายเรื่องราวได้ร้อยพัน

นักเดินทางกระดาษใบเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ปลิวไปไหน แต่กำลังรอให้ผู้คนเดินทางมาสัมผัส เรียนรู้ และมองเห็นด้วยสายตาของคุณเอง

ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน
ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน

แว่วมาว่าไปรษณีย์ไทยมีแผนจะจัดสร้างแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์การไปรษณีย์ในอนาคตอันใกล้ ภายในอาคารไปรษณีย์กลาง ย่านบางรัก

ระหว่างนี้ ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ Virtual Tour สามารถเที่ยวทิพย์ ชมอาคารไปรษณีย์กลางเสมือนจริงไปพลางๆ ได้ที่ vrthailandpost.com

ส่องหน้าต่างบานเล็กสู่โลกใบใหญ่ แสตมป์ดวงจิ๋วที่บอกเล่าอะไรมากมาย ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน

วิธีการเดินทาง : ลงรถไฟฟ้า BTS สถานีสะพานควาย ทางออกที่ 1 หันมองด้านขวาจะเจอกับไปรษณีย์สามเสน มองไปด้านในเจออาคารหลังใหญ่ หากเห็นชื่อพิพิธภัณฑ์เขียนกำกับไว้อย่างเด่นชัด รับรองว่ามาไม่ผิดแน่นอน

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

23 มิถุนายน 2565
1.68 K

หากพูดถึงย่านเยาวราช หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงวัฒนธรรมของชาวจีนพื้นถิ่น อาทิ ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ชื่อดัง ร้านรวงเก่าแก่ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงร้านอาหารสตรีทฟู้ดราคาประหยัด แต่ในวันนี้ OTI หรือ ‘Over the Influence Gallery’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงวงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์ กำลังนำศิลปะร่วมสมัยระดับโลกราคาหลักล้าน เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งพลวัตสร้างสรรค์ของพื้นที่โบราณแห่งนี้

“ฉันมั่นใจเต็มร้อยว่า OTI กำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของวงการศิลปะในกรุงเทพฯ และฉันตื่นเต้นมากที่ได้เป็นผู้ชมแถวหน้าของปรากฏการณ์นี้!” Camilla Russell ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดของหอศิลป์แห่งนี้กล่าวกับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในโอกาสที่เธอเชื้อเชิญให้เราเข้าชมงานเปิดนิทรรศการล่าสุด เราจึงได้มีเวลาพูดคุยกับเธอถึงที่มาที่ไปของ OTI อย่างเป็นกันเอง อีกทั้งยังได้รวบรวมข้อมูลว่าด้วยโปรเจกต์อาร์ตสุดว้าวที่กำลังจะเกิดขึ้นในตึกสีเทา 5 ชั้นแห่งนี้มาฝากผู้อ่านกันด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

OTI ถือเป็นแกลเลอรี่เชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากในระดับสากล สาขาแรกของแกลเลอรี่นี้ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง โดยนักลงทุนและนักสะสมชาวฝรั่งเศสในปี 2015 แกลเลอรี่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะนิทรรศการจัดแสดงสตรีทอาร์ตที่มักจะขายหมดในราคาสูงเป็นประวัติกาลในตลาดศิลปะ เป็นที่รู้กันว่าลูกค้าของแกลเลอรี่นี้คือมหาเศรษฐีของโลกหลายท่าน อีกทั้ง OTI เป็นมือปั้นศิลปินหน้าใหม่ให้มีมูลค่าเป็นแนวหน้าของวงการมาแล้วหลายคน ด้วยความสำเร็จแบบก้าวกระโดด จึงเปิดสาขาใหม่อย่างรวดเร็วที่เมืองลอสแอนเจลิสในปี 2018 และสาขากรุงเทพฯ ถือเป็นสาขาที่ 3 ซึ่งเปิดในช่วงปลายปี 2021 ก่อนสาขาที่ 4 ที่ปารีสกำลังจะตามมาภายในปีนี้ด้วย

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

“วงการศิลปะเชิงพาณิชย์ที่ฮ่องกงนั้นเป็นวงการที่ค่อนข้างเสถียร ในแง่ว่าที่นั่นมีแกลเลอรี่และห้องประมูลงานศิลปะที่ทรงอิทธิพลอยู่มาก มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ซื้อและนักสะสม แต่อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการเมืองและอื่น ๆ ทำให้ศิลปินท้องถิ่นแสดงออกและเติบโตได้ไม่เต็มที่ ในทางกลับกัน ฉันมองว่าวงการศิลปะที่กรุงเทพฯ เติบโตอย่างพุ่งพรวดในไม่กี่ปีมานี้ การเกิดขึ้นของ Bangkok Art Biennale 2018 นำมาซึ่งการจัดแสดงของศิลปินนานาชาติในเมืองไทย และพร้อม ๆ กันก็นำเสนอชุมชนศิลปะและงานสร้างสรรค์ของที่นี่ด้วย ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่วงการศิลปะไทยขับเคลื่อนด้วยศิลปินพื้นถิ่น ซึ่งรวมตัวกันเพื่อนำเสนอนิเวศน์ศิลปะของที่นี่

“แม้ว่าเราจะยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะในขนบของตะวันตกแบบ Tate Modern ที่ลอนดอน หรือ The Metropolitan Museum of Art ที่นิวยอร์ก แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยก็สนใจและพยายามมีส่วนร่วมกับวงการศิลปะในบ้านเมืองไม่น้อย ถ้ามองในปัจจุบัน ฉันว่าวงการศิลปะเมืองไทยขยับขึ้นมาแข่งขันกับฮ่องกงได้ ในแง่ของคุณภาพและความเป็นไปได้ของโปรแกรมนิทรรศการหรือกิจกรรมศิลปะ โดยหอศิลป์และสถาบันต่าง ๆ ผนวกกับเหล่าศิลปินที่เป็นกลไกของวงการนั้น เปี่ยมไปด้วยบุคลากรสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับอาจารย์ในอดีตอย่าง ถวัลย์ ดัชนี มาจนถึงรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าสนใจอย่าง ก้องกาน-กันตภณ เมธีกุล หรือ Alex Face เป็นต้น”

สำหรับคามิล่า เธอบอกว่าตัวเองเติบโตที่กรุงเทพฯ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาเธอทำงานด้านศิลปะที่ฮ่องกง จนวันหนึ่งเพื่อนของเธอแนะนำเธอให้กับแกลเลอรี่ ตอนที่พวกเขากำลังวางแผนขยายสาขามาในกรุงเทพฯ ซึ่งเหมาะเจาะมากสำหรับเธอ

“ฉันเป็นลูกครึ่งนะ ฉันชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะที่เผ็ด ๆ แล้วก็แน่นอน ข้าวเหนียวมะม่วง!” เธอหัวเราะ “นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ฉันสนใจทำงานที่นี่คือ เราได้ทำงานกับกลุ่มศิลปินที่เป็นตัวแทนของวงการศิลปะร่วมสมัยอันน่าทึ่งจากทั่วโลก มีทั้งคนที่มีชื่อเสียงรุ่นใหญ่อย่าง Shepard Fairey ไปจนถึงหน้าใหม่ที่กำลังเขย่าวงการอย่าง ก้องกาน และ Camilla Engström ที่ทางเราเปิดพื้นที่ให้เขาได้จัดแสดงในหลายประเทศ และได้ไปเชื่อมต่อกับผู้ชมใหม่ ๆ ฉันรักความมีชีวิตชีวาของศิลปินเหล่านี้ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ที่จะเล่าเรื่องและตกตะกอนสิ่งที่พวกเขาได้ประสบบนโลกใบนี้ มันเป็นเหมือนบทสนทนาที่กำลังดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้น”

Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
Over the Influence แกลเลอรี่ระดับโลกสาขาใหม่ กับวิสัยทัศน์ร่วมสมัยใจกลางเยาวราช
ภาพ : Over the Influence Bangkok

แม้จะขึ้นชื่อในด้านสตรีทอาร์ต แต่ OTI ตั้งใจนำเสนอศิลปินหลากหลายแขนงที่ทำงานในหลากหลายเทคนิค โดยเหล่าศิลปินจะมีแกลเลอรี่นี้เป็นตัวแทน นอกจากจะได้รับโอกาสจัดแสดงในพื้นที่ของเขาในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยังได้ไปโชว์ในงาน Art Fair และโปรเจกต์พิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

คามิล่าบอกว่าตั้งแต่เปิดมาเมื่อปีที่แล้ว OTI สาขากรุงเทพฯ นี้ก็มีการจัดโชว์ศิลปินที่แตกต่างกันถึง 5 ท่านด้วยกัน เปิดด้วยโชว์ภาพวาดสไตล์กราฟิกลดทอนสีสดใสชื่อ ‘Clean Jellybean’ ของศิลปินชาวอเมริกัน Todd James ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาก จากนั้นมีงานแนวป๊อบอาร์ตสื่อผสมของศิลปินชาวอิตาเลียน Marco Pagani ที่ผสมผสานมังงะอาร์ตจากญี่ปุ่นเข้ากับศิลปะจัดวางแบบดาด้า และภาพนูนต่ำของกรีก-โรมันอย่างสนุกสนาน สอดรับกันได้ดีกับโชว์ต่อมาของ Adlane Samet ศิลปินจากแอลจีเรีย ผู้หลงใหลการเพนต์คาแรกเตอร์สัตว์ประหลาดสีสันฉูดฉาด ในท่วงท่ากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยฝีแปรงที่ดิบหยาบเป็นเอกลักษณ์

และล่าสุดมีโชว์ ‘Durag Activities’ ของ Devin Troy Strother ศิลปินจากลอสแอนเจลิส ที่สร้างจิตรกรรมแนว Expressionism อ้างอิงไปกับศิลปินรุ่นบุกเบิกก่อนหน้าอย่าง Philip Guston แต่ก็เสนอเรื่องการเมืองหนัก ๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นกลุ่มคนผิวสี น่าสนใจที่งานของเขาทั้งดูยียวนและชวนคนดูให้ตั้งคำถามขบคิดไปได้อย่างพร้อม ๆ กัน

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

“การแสดงออกทางศิลปะนั้นเป็นสิ่งสากล ถึงแม้ว่าศิลปินแต่ละคนจะนำเสนอผ่านกรอบและมุมมองของวัฒนธรรมตนเอง แต่ผู้ชมจากทุก ๆ ที่ควรจะเสพและเข้าถึงได้ การนำโชว์ของศิลปินต่างชาติมานำเสนอให้ผู้ชมท้องถิ่นที่นี่ ถือเป็นการทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกด้วย อย่างโชว์ของ Devin Troy Strother ที่มาจากความขบถต่อขนบการเรียนรู้แบบดั้งเดิม และความพยายามที่จะเขียนประวัติศาสตร์ศิลป์ใหม่ในแบบของเขาเอง ฉันว่ามันน่าสนใจมากนะ แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับบริบทการเมืองของที่นี่โดยตรงก็ตาม”

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นอกจากนี้แกลเลอรี่ OTI ยังมีการนำเสนอโชว์ของศิลปินไทย อย่าง วีรภัทร สิทธิพล ศิลปินรุ่นใหม่จากรั้วศิลปากร ผู้นำเสนอชุดผลงาน ‘Blessings from the Forest’ เป็นจิตรกรรมภาพวาดธรรมชาตินิยมสีสันสวยสด โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากอุทยานแห่งชาติหลาย ๆ แห่ง อีกทั้งสถานที่ทำงานของเขาที่กาญจนบุรี ตัดทอนจนเป็นเสมือนภาพกึ่งนามธรรมดูง่ายสบายตา แต่ก็มีลูกเล่นขององค์ประกอบที่จี๊ดจ๊าดอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า สีต่าง ๆ ในภาพของเขาถูกขับให้เด่นชัดด้วยแบ็กกราวนด์สีดำเสมอ แถมในข้อเขียนประกอบนิทรรศการ ได้อ้างอิงถึงผลงานหนังสือ Walden ของ Henry David Thoreau ซึ่งมักจะเขียนเชิดชูความงามและความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์ธรรมชาติผ่านหน้ากระดาษของเขา มันชวนให้เรานึกต่อไปว่าวีรภัทรก็กำลังทำสิ่งเดียวกันบนผืนผ้าใบ

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์
ภาพ : Over the Influence Bangkok

“วีรภัทรเป็นศิลปินไทยคนแรกที่เราเลือกมาจัดแสดงที่แกลเลอรี่สาขากรุงเทพฯ ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าผู้ชมนานาชาติเข้าถึงการตีความภาพทิวทัศน์ของเขาได้ง่ายมาก สุดท้ายงานของเขาก็ขายหมด เป็นนิทรรศการ Sold Out และฉันก็ตื่นเต้นมากที่จะได้ทำงานสนับสนุนเขาบนเส้นทางศิลปะในอนาคต”

อีกหนึ่งศิลปินไทยที่ได้จัดแสดงกับ OTI ก็คือ ก้องกาน ซึ่งได้ไปจัดนิทรรศการที่ OTI สาขาลอสแอนเจลิส ภายใต้โชว์ชื่อ ‘The Tip of the Iceberg’ เมื่อปีที่แล้วด้วย “งานของก้องกานได้รับการตอบรับดีมาก และเป็นอีกโชว์ของเราที่ขายหมดเกลี้ยง เขาเป็นศิลปินที่ทำงานได้หลากหลาย ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับเขา เดี๋ยวปีนี้เขาจะไปโชว์ที่ OTI สาขาใหม่ที่ปารีสด้วย ยังไงฉันจะส่งข่าวให้อีกทีนะ” คามิล่าบอกกับเราอย่างภาคภูมิ

สุดท้ายเราถามคามิล่าว่า เธอมองเห็นทิศทางในอนาคตของ OTI ที่เมืองไทยอย่างไรบ้าง เธอตอบกับเราว่า

“เริ่มตั้งแต่งาน Bangkok Art Biennale ครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้ ฉันอยากให้ OTI สาขากรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานในชุมชนอย่างแท้จริง โดยการทำงานร่วมกับสถาบันและโรงเรียนที่จะนำพาชุมชนและเด็ก ๆ เข้ามาในพื้นที่นี้ และได้มีประสบการณ์ตรงกับศิลปะ ในเมื่อกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ที่ทำงานในมาตรฐานสากลอยู่มาก โอกาสการเข้าถึงศิลปะของสาธารณะ โดยเฉพาะเยาวชน สามารถมาจากหอศิลป์เอกชน และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า OTI จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองในลักษณะนี้”

ที่ชั้นบนสุดของแกลเลอรี่ คามิล่ายังพูดถึงอีกหลายโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิ การจะมีศิลปินในพำนัก ไปจนถึงความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายกับแกลเลอรี่อื่น ๆ บริเวณเมืองเก่า ฯลฯ ทิ้งให้เป็นความหวังที่น่าจับตามองในอนาคตว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เกิดขึ้นในลักษณะใด แต่สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบันตอนนี้ คือภาพสะท้อนของฝีแปรงบนผ้าใบในแกลเลอรี่ ขนาบบนกระจก มองออกไปเห็นลวดลายมังกรจีนบนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาสีแดงสดกลางวงเวียนโอเดียน เคียงคู่กับสีทองของพระมหามณฑป วัดไตรมิตร และเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกสูงของกรุงเทพฯ ทั้งหมดทั้งมวลผสมผสานกันเป็นภาพคอลลาจวัฒนธรรมที่ชวนฝัน น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกินสำหรับคนเมืองอย่างเรา

เบื้องหลังแกลเลอรี่ระดับโลกสาขากรุงเทพฯ ที่พาศิลปะร่วมสมัยมาตั้งกลางในตึก 5 ชั้นใจกลางไชนาทาวน์

นิทรรศการ Durag Activities โดย Devin Troy Strother จัดแสดงถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2565

ติดตามข่าวล่าสุดของพื้นที่ศิลปะในเครือ OTI Gallery ทั้งหมดได้ที่ https://overtheinfluence.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load