เวลาที่เราผูกพันกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากๆ อย่างอินเดีย แม้ในช่วง COVID-19 ที่จะยังเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ แต่ความคิดถึงก็ยังทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง สั่งการสมองให้เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของชาวอินเดียในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ต้องอะไรหรอก แค่การได้เดินไปแวะทักทายลูกสะใภ้คนเล็กของร้านอาหาร Royal India พาหุรัด ที่กำลังนั่งปั้นขนมอยู่อย่างขะมักเขม้น แค่นี้ก็ทำให้ฉันหายคิดถึงอินเดียได้สักอาทิตย์แล้ว 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

Royal India พาหุรัด เป็นร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของประเทศไทย เปิดกิจการมายาวนานกว่า 62 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยในช่วงของการแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งมาจนถึงรุ่นหลานซึ่งเป็นผู้สืบทอดกิจการในยุคปัจจุบัน 

“คุณแพท กินชาก่อนไหม”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

พี่เจนนี่ ลูกสะใภ้ชาวอินเดีย ทักทายฉัน เธอรู้ว่าฉันมาที่นี่ทีไรก็ต้องสั่งชาอินเดีย ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับพี่เจนนี่มายาวนานตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ วันแรกที่มาเจอร้านนี้ ต้องบอกว่าฉันเดินหลงเข้ามา จนวันนี้ฉันกลับมาที่ Royal India เป็นครั้งที่ 4 แล้ว บางทีกลับมาก็ไม่ได้มานั่งกินอาหารอะไรหรอกนะ แค่มานั่งพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป ซึ่งฉันพบว่าตัวเองมักจะได้รับความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีของชาวอินเดียติดตัวกลับบ้านไปทุกครั้ง

“ขนมนี่เขาเรียกราสมาลัย (Rasmalai) อันนี้ทำยากมากนะ ทุกขั้นตอนต้องดูแลเรื่องอุณหภูมิ เวลาลูกค้าซื้อกลับบ้าน อย่างแรกต้องถามก่อนเลยว่าบ้านอยู่ไกลไหม ถ้าไกลต้องใส่น้ำแข็งแห้งเข้าไปด้วย ขนมอินเดียเกือบทุกชนิดจะทำจากนมสด คนอินเดียชอบกินราสมาลัยหลังอาหาร เดี๋ยวนี้ลูกค้าคนไทยก็นิยมกินกัน” 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ทุกครั้งที่มาร้านนี้ ฉันจะเห็นพี่เจนนี่นั่งปั้นขนมอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านเป็นประจำ ขนมอินเดียร้านนี้ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ใช้สารปรุงแต่ง รุ่นคุณปู่ผู้ก่อตั้งสอนลูกหลานเอาไว้ว่า การใช้วัตถุดิบที่ดีเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ขนมอินเดียแต่ละชนิดใช้ในการบูชาเทพแต่ละองค์ต่างกันไป ความเชื่อทางศาสนานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ในอดีตกาลว่า ความยินดีในช่วงเทศกาลต้องอยู่คู่กับความหวานของขนม

จิม-ภาคภูมิ แมรา เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน ครอบครัวนี้มีลูกชายลูกสาวทั้งหมดรวม 5 คน คุณจิมเป็นลูกคนเดียวที่เรียนหนังสือในโรงเรียนไทยมาโดยตลอด ขณะที่พี่ๆ ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอินเดียกันหมด เพราะพ่อแม่ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็อยากให้มีลูกสักคนในครอบครัวใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อเป็นทักษะไว้ติดต่อสื่อสารในเรื่องราวของธุรกิจและเพื่อติดต่อกับราชการ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

คุณจิมพูดถึงความสัมพันธ์ของคนอินเดียตั้งแต่ยุคสมัยเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วซึ่งเป็นรุ่นคุณปู่ว่า ไม่ว่าคนอินเดียจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม พวกเขาเชื่อมโยงถึงกันได้หมด มีเครือข่ายอยู่ในทุกๆ ที่ คนอินเดียทั้งโลกคือครอบครัวเดียวกัน 

“สมัยอินเดียแบ่งแยกกับปากีสถานในช่วงสงครามโลก คุณปู่ผมซึ่งดั้งเดิมเป็นคนจากเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน กับเพื่อนๆ รวมตัวกันและตัดสินใจว่า เอาล่ะ พวกเราจะต้องย้ายถิ่นฐานแล้วนะ ไปตายเอาดาบหน้า ก็พากันนั่งเรือจากอินเดียมาลงที่ท่าเรือในปีนัง จากปีนังบางกลุ่มก็เลือกที่จะไปลงต่อที่ประเทศสิงคโปร์ บางกลุ่มก็บอก เฮ้ย เราขึ้นไปอยู่ที่สยามกันดีกว่า 

“ในระหว่างที่ล่องเรือมาใครชอบภูมิประเทศตรงไหนก็หยุดลงเรือกันตรงนั้น ล่องมาเรื่อยตั้งแต่จังหวัดยะลาจนมาถึงกรุงเทพฯ ช่วยกันมองหาทำเลเพื่อปักหลัก ทำเลที่ดีสำหรับคนอินดียอย่างแรกคือต้องอยู่ใกล้วัด คนอินเดียในยุคนั้นพอเข้ามาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาเทวรูปไปตั้งวางไว้ยังที่ใดที่หนึ่งของชุมชน เพื่อสร้างอาณาเขตของพื้นที่เทวสถาน สำหรับใช้ในการทำกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน 

“คุณปู่กับเพื่อนๆ มาตั้งต้นชีวิตในละแวกดิโอลด์สยาม เพื่อนบางคนก็ไปอยู่กันตรงสำเพ็งทางด้านหลังเยาวราช มันเลยเกิดเป็นสังคมของคนอินเดียในละแวกนี้ที่รู้จักกันหมด และแน่นอน คนอินเดียอยู่ที่ไหนเรื่องของการทำอาหารอินเดียที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศก็ต้องตามมา”

ภายหลังจากคุณปู่และเพื่อนๆ ได้มาลงหลักปักฐานที่ใกล้ๆ ดิโอลด์สยามแล้ว ต่างคนต่างก็มองหาสัมมาอาชีพที่จะใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ระหว่างมองหางาน เพื่อนๆ ในกลุ่มรวมทั้งคุณปู่ก็สลับกันทำอาหารอินเดียมาแบ่งปันกันกิน 

ด้วยความที่ฝีมือทำอาหารของคุณปู่โดดเด่นเป็นพิเศษกว่าใคร เพื่อนๆ เลยทักคุณปู่ว่าทำไมไม่ลองขายอาหารอินเดียล่ะ อย่างน้อยถ้าไม่มีใครซื้อเลย ก็เอามาขายในหมู่เพื่อนฝูงกันเองนี่ล่ะ เพื่อนๆ จะได้มีอาหารอินเดียอร่อยๆ กินทุกมื้อ 

คุณปู่เริ่มทำอาหารอินเดียขายกันเองในหมู่เพื่อนฝูง ใส่กล่องใส่ปิ่นโตนำไปส่งตามบ้าน พัฒนามาเป็นการขายอาหารอินเดียแบบหาบเร่ สร้างครอบครัวมีลูก จนวันหนึ่งได้มาเจอพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Royal India พาหุรัด ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดซิกข์ ทำเลดีมาก เพราะลองอยู่ใกล้วัดแล้วยังไงก็ต้องมีคนมากิน

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ยุคคุณปู่คือยุคเริ่มต้นของการเข้ามาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยของคนอินเดีย อาหารอินเดียมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมชาวอินเดียให้เกิดความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เทศกาลอินเดียเองก็มีสารพัด พอถึงหน้าเทศกาลทีคนก็จะมาสั่งอาหารจากปู่ ยุคนั้นอาหารอินเดียอร่อยๆ หากินยากมาก ตามโรงแรมก็ยังไม่มีบริการ 

“ผมจำภาพได้แม่นเลย เวลาปู่หุงข้าวในช่วงเทศกาลที โอ้โห หม้อข้าวนี่ใหญ่ขนาดหุงให้คนเป็นพันคนกิน หลังคุณปู่สร้างพื้นฐานทางธุรกิจไว้แข็งแรงแล้ว คุณพ่อผมก็ค่อยๆ เข้าดูแลสืบทอดต่อ ตอนนั้นพวกพี่ๆ ผมถูกส่งไปเรียนที่อินเดียกันหมด เวลาหลานๆ ไปอยู่ที่อินเดีย คุณปู่ก็จะตามไปดูแล แกจะอยู่ที่เมืองไทยหกเดือน ที่อินเดียหกเดือน ส่วนพ่อผมก็ดูแลกิจการทางนี้ไป 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ตัวผมเป็นคนเดียวในตระกูลที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยมาตลอด เข้าใจภาษาไทย รู้จักนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี เอาง่ายๆ ว่าญาติผมทุกคนที่อยู่เมืองไทย ผมเป็นคนพาไปทำบัตรประชาชนทั้งหมด”

30 กว่าปีก่อน ในวันที่คุณพ่อคุณจิมเข้ามาดูแลกิจการร้านอาหารแบบเต็มตัว ตลาดอาหารอินเดียในยุคนั้นยังคงแพร่หลายอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ อุปสรรคสำคัญในช่วงเวลานั้นที่ทำให้อาหารเอินดียไม่สามารถขยายวงกว้างไปสู่คนไทย เป็นเพราะการแบ่งแยกทางวัฒนธรรมที่คนไทยในยุคนั้นก็ยังไม่พร้อมจะเปิดรับคนอินเดียสักเท่าไหร่ การใช้ชีวิตของคนอินเดียในเวลานั้นพวกเขาต้องรู้จักวางตัว ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ออกสิทธิ์ออกเสียงให้น้อยที่สุด 

ครั้งหนึ่งเคยมีนักศึกษาไทยที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทางด้านหลังของร้านเดินผ่านเข้ามาในตรอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน พวกเขาแสดงออกถึงความรังเกียจให้เห็นชัดเจนด้วยท่าทีของการเหยียด ไม่ว่าจะการวิ่งผ่านไปเร็วๆ หรือเอามือขึ้นมาปิดจมูกไว้ ปากก็พึมพำ “โอ๊ย แขกนี่เหม็นมากเลย แขกสกปรก” 

คำพูดหรือความรู้สึกของนักศึกษาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น บางทีก็บอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงความรู้สึกที่ถูกฝังชิพไว้ในหัวมาโดยตลอดว่าเมื่อพูดถึงแขกอินเดีย จะต้องเท่ากับเหม็น เท่ากับสกปรก

“พอได้ยินคำพูดแบบนั้นบ่อยๆ ซ้ำๆ คนอินเดียอย่างพวกเราก็พยายามทำความเข้าใจว่า อ้อ มันเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่แตกต่างนะ วัฒนธรรมการกินอยู่ของเรากับคนไทยไม่เหมือนกัน 

“เอาง่ายๆ อย่าง Ghee (น้ำมันเนยบริสุทธิ์) เอง คนไทยก็ไม่ได้ใช้ เวลาเห็นคนอินเดียเอามาใช้ทำอาหารก็ยี้ใส่ว่าน้ำมันเนยเนี่ยมันเหม็นมาก ทั้งๆ มันไม่ได้เหม็นอะไรเลย อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารทั้งนั้น ” 

เมื่อธุรกิจร้านอาหารอินเดียในเวลานั้นยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ร้านอาหารอินเดียจึงมีอยู่น้อยมาก พอว่างจากการทำอาหาร คนอินเดียจะมีเวลาเหลือในการไปนั่งประดิดประดอยทำขนม องค์ประกอบสำคัญในการบูชาเทพในช่วงเทศกาลต่างๆ คือขนมและดอกไม้ ยิ่งถ้าบูชาเทพด้วยขนมที่เทพแต่ละองค์โปรดด้วยแล้ว คนอินเดียจะรู้สึกว่าเป็นการถวายที่ครบสูตร อลังการสมเกียรติ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ความเชื่อเรื่องเทพที่แฝงอยู่ในข้าวของมันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วครับ สมัยก่อนที่ศาสนาฮินดูยังไม่มีเทวรูป เขาก็จะอุปมาอุปไมยกันด้วยข้าวของ เช่นเอากองทรายมาวางไว้เพื่อสมมติว่าเป็นเทพองค์นี้นะ เอาข้าวสารมาวางไว้อีกกองเพื่อบอกว่านี่คือตัวแทนของเทพอีกองค์นะ ทุกวันนี้ถึงจะมีเทวรูปแล้ว แต่คนอินเดียก็ยังคงใช้วิธีนี้กันอยู่ แม้แต่ก้อนดินที่ปั้นขึ้นมาก็เป็นสัญลักษณ์แทนเทพได้” 

ด้วยความแข็งแรงของสังคมชาวอินเดีย ทำให้ปัจจุบันอาหารอินเดียกลายเป็นที่นิยมทั่วโลก จากลูกค้าของร้าน Royal India พาหุรัด ที่เคยมีเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ ก็ขยายวงกว้างไปสู่ลูกค้าคนไทยที่ทำธุรกิจร่วมกับคนอินเดีย ลูกค้าชาวจีน นายห้างใหญ่ พนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตวัดเลียบ 

รวมไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาหารอินเดียของ Royal India เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดาย คือลูกค้ากลุ่มนักเรียนไทยที่เคยไปเรียนที่ประเทศอินเดีย พอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยก็จะชวนเพื่อนชวนญาติที่ไม่เคยกินอาหารอินเดียมาก่อนมาทดลองกินอาหารอินเดียกันที่ร้านนี้ จนเกิดการบอกต่อ

ทุกวันนี้ แม้อาหารอินเดียจะหากินได้อย่างง่ายดาย มีให้เลือกหลายเกรดหลายราคา ทั้งในห้าง ตามโรงแรม หรือร้านอาหารมิชลินสตาร์ แต่ Royal India พาหุรัด ยังคงมีลูกค้าแน่นตลอด บางวันนี่ยืนต่อคิวไปจนถึงปากทางเข้าตรอกเลยก็มี และร้านนี้ยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในหนังสือไกด์บุ๊ก Lonely Planet มายาวนานเป็นสิบปี เลยทำให้นอกจากกลุ่มลูกค้าที่บอกมาในข้างต้นแล้ว ร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

  “เมื่อก่อนราคาหนังสือ Lonely Planet นี่ถือว่าแพงมาก หนักด้วย เวลาลูกค้าที่มาร้านเราจากหนังสือเล่มนี้ เขาจะจดที่อยู่ร้านใส่ไว้ในกระดาษ เดินถือกระดาษหนึ่งแผ่นติดตัวมาที่ร้าน”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ในวันที่อาหารอินเดียเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อคนอินเดียและอาหารอินเดียเองก็เปลี่ยนไป แทนที่จะวิ่งหนีด้วยความรู้สึกของคำว่าเหม็นหรือสกปรกแบบเมื่อก่อน ก็กลายเป็นว่าลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยนุ่งส่าหรี่แปะบินดิ (จุดแต้มสีแดงกลางหน้าผาก) เพื่อออกไปเช็กอินนั่งกินอาหารอินเดียเก๋ๆ ตามร้านอาหารอินเดียเจ้าดัง

ไก่ย่างทันดูรี (Tandoori Chicken) คือเมนูขึ้นชื่อ ที่ถ้านึกอะไรไม่ออกคนไทยก็มักจะนิยมสั่งอาหารจานนี้ มันคือไก่หมักเครื่องเทศนำไปย่างในเตาทันดูโดยเตาโอ่งชนิดนี้มีราคาถึงหลักแสน ส่วนน้ำมันเนยหรือกี (Ghee) ที่คนไทยเคยปฏิเสธ กลับกลายมาเป็นความต้องการของลูกค้าที่มีค่านิยมว่าถ้าร้านไหนใช้น้ำมันเนยดี ราคาแพง คุณภาพอาหารก็จะดีตาม

“เคยถามลูกค้าว่า แต่ก่อนทำไมคุณไม่ชอบน้ำมันเนย ทั้งๆ ที่ร้านเรานี่ใช้น้ำมันเนยราคากิโลกรัมละสี่ร้อยบาทเลยนะครับ พรีเมี่ยมมาก ลูกค้าบอกว่า ที่เขาไม่ชอบเพราะเห็นคนอื่นบอกต่อกันมาว่ามันเหม็น เขาก็เลยรู้สึกเหม็นตาม ไม่เห็นค่า จนพอได้ลองกินพวกแกงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเนยอย่างเปิดใจ เขาบอกว่า เฮ้ย มันมหัศจรรย์มาก ถึงบอกไงครับว่าอาหารอินเดียเนี่ยมันต้องลองถึงจะรู้ ฟังเขาเล่าว่ามันนึกไม่ออกหรอก 

“ปู่ผมเคยสอนเสมอว่า ร้านเราจะไม่แข่งกับใครด้วยการลดราคาหรือลดต้นทุนวัตถุดิบ เราขายอาหารด้วยจิตวิญญาณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันลดคุณภาพของเรา”

ปัจจุบัน Royal India มีทั้งหมด 4 สาขา สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และพาหุรัด แต่ถ้าจะกินให้ได้อารมณ์แบบกินไปก็นึกถึงร้านเก่าแก่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียไป ต้องตรงมาที่ Royal India สาขาพาหุรัดค่ะ ได้อารมณ์ที่สุด

Royal India

ถนนจักรเพชร 

โทรศัพท์ 0 2221 6565 (เปิดบริการ 10.00 – 22.00 น.) 

Facebook : Royal India

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

23 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าชาติที่แล้วตัวเองคงเคยเกิดเป็นแขกอินเดียมาก่อน เป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกที่ชื่อ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ในช่วงระหว่างการซื้อขายหนังสือ ฉันพบว่ามีคนอีกจำนวนมากมายเหลือเกินที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศอินเดีย คือกลับไปเที่ยวซ้ำๆ อยู่นั่นล่ะ บ่นว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไป รวมทั้งผู้หญิงคนนี้ด้วย 

แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนเต้นกถัก นาฏศิลป์เก่าแก่ของอินเดียที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เข้าสู่ปีที่ 8 ปีแล้ว แพรว่า กถักคือเหตุผลหลักที่พาเธอไป แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนในอินเดียจนก่อเกิดเป็นความรัก ทำให้เธอแอบเชื่อว่า ชาติที่แล้วเธอก็คงเคยเกิดเป็นคนอินเดียกับเขาเหมือนกัน

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

‘กถัก’ (Kathak) คือนาฏศิลป์ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ถักทอเรื่องราวของเทพทางศาสนาฮินดู และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ผ่านท่าทางการเต้นที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนโยนของผู้เต้นในเวลาเดียวกัน สมัยเริ่มแรก ชาวฮินดูจะนิยมเต้นกถักกันตามสถานที่มงคล เช่น วัดหรือในพระราชวัง เพื่อเป็นการถวายเทพเจ้า โดยชาวฮินดูมีความเชื่อว่า การเต้นกถักนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว

องค์ประกอบหลักในการเต้นกถักคือการแสดงสีหน้า (Abhinaya) การตบเท้าที่รัวและเร็ว ลีลาการวาดมือที่มีลักษณะคล้ายกับการเต้นรำร่วมสมัย การฝึกลมหายใจ การหมุนตัว ที่ยิ่งหมุนได้จำนวนรอบมากเท่าไหร่ โดยยังสามารถควบคุมจังหวะการตบเท้าให้ประสานกับจังหวะของดนตรีได้ โดยไม่คร่อมจังหวะ ก็ยิ่งแสดงถึงความแข็งแรงและสมาธิของผู้เต้นได้มากเท่านั้น 

ในช่วงของการเต้นกถักร่วมกับการบรรเลงจังหวะจากคณะวงดนตรีสด ผู้เต้นจะเต้นสลับกับการพูดออกเสียงนับจังหวะ (Padhant) เช่น ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต โดยการออกเสียงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนับจังหวะเพื่อการเต้น แต่ยังเป็นการเปล่งเสียงเพื่อทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระแม่ธรณี เพื่อให้การแสดงที่เกิดขึ้นมีความราบรื่น 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

หนึ่งองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายในการเต้นกถักที่ถือเป็นของสูง และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้เต้นสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ คือกระพรวนที่พันไว้บริเวณข้อเท้าทั้งสองข้าง การใส่กระพรวนข้อเท้าจากวัสดุทองเหลืองนี้มีตั้งแต่ข้างละ 10 – 20 ลูก ไปจนข้างละ 150 ลูก หรือ 200 ลูก ก็มี ชาวฮินดูเชื่อกันว่า เสียงกระพรวนที่ดังก้องกังวานจะช่วยปัดเป่าโชคร้าย และยังเป็นการสื่อสารกับทวยเทพ ยิ่งจำนวนลูกกระพรวนมากเท่าไหร่ เสียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแน่น แต่นั่นหมายถึงผู้เต้นเองก็ต้องมีกำลังข้อเท้าและกำลังขาที่แข็งแรง ในการแบกรับน้ำหนักของจำนวนลูกกระพรวนเหล่านี้ไว้ด้วย

“จำนวนลูกกระพรวนที่ใส่ก็แล้วแต่กูรูจี (ครู) ค่ะ ว่าจะให้นักเรียนแต่ละคนใส่เท่าไหร่ เพราะสรีระแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ข้างละหนึ่งร้อยเก้าเขาถือว่าเป็นเลขสิริมงคล อย่างของแพร ใส่ข้างละร้อยห้าสิบบ้าง สองร้อยบ้าง “

แพรบอกฉันขณะกำลังแต่งตัวในชุดกระโปรงยาว เธอกรีดอายไลเนอร์สีดำเข้มไว้บริเวณขอบตา เส้นวาดขอบตาคบกริบที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันนึกถึงคณะนางรำในช่วงเทศกาล ตามท้องถนนของอินเดียทางภาคใต้ 

โอ้ย คิดถึงอินเดีย

เธอแปะบินดิไว้ตรงดวงตาที่ 3 บริเวณหว่างคิ้ว และทาสีแดงบนฝ่ามือฝ่าเท้าด้วยอารตะ (ดอกชบา บดเป็นสี) ซึ่งเป็นการเลียนแบบมาจากพระแม่เทพแห่งฮินดู เธอพันลูกกระพรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง เดินไปมา เสียงดังกุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

“วันนี้แพรใส่ข้างละร้อยห้าสิบลูก เพราะช่วงหนึ่งแพรขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกเปราะ หมอเคยบอกให้แพรหยุดเต้นกถักไปเลยนะคะ เพราะถ้าฝืนต่อไปอาจจะร้าวไปถึงส่วนอื่นได้ ช่วงนั้นแพรใส่เฝือกอ่อนอยู่ระยะหนึ่ง ใช้วิธีฉีดสปเรย์ช่วยเอา จากกระพรวนที่แต่ก่อนเคยใส่ข้างละสองร้อยลูก กูรูจีก็เลยให้ลดมาเหลือข้างละร้อยห้าสิบลูก

“สมัยลองหัดเต้นอินเดียใหม่ๆ แพรก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าการเต้นอินเดียแต่ละแบบมันต่างกันยังไง”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

เธอแค่เป็นคนคนหนึ่งที่ชอบดูหนังอินเดียมาตั้งแต่เด็ก เมื่อไหร่ที่หมู่มวลตัวละครลุกขึ้นมาเต้นกัน เธอก็จะพยายามเต้นตาม โดยที่ไม่รู้เลยว่า นั่นเขาเรียกการเต้นแบบบอลลีวูด จากนั้นมา ตั้งแต่อายุ 12 ที่ไหนมีสอนเต้นบอลลีวูด เธอก็ยอมเสียเงินเสียทองไปเรียนมันทุกที่ จนวันหนึ่ง มีคนแนะนำให้เธอไปเข้ากลุ่ม Indian Women’s Club ซึ่งที่นี่จะมีชั่วโมงสอนเต้นอินเดียให้กับคนไทยที่สนใจ 

พอได้ลองเต้นอินเดียหลายรูปแบบเข้า แพรก็รู้สึกว่า เอาล่ะ ฉันมาถูกทางแล้ว เธอเลยไปลงเรียน ภารตนาฏยัม (Bharatanatyam) ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฏศิลป์อินเดียเก่าแก่ที่ Indian Council for Cultural Relations, Thailand (ICCR) จนพอเข้าอายุ 16 เธอมีโอกาสได้เรียนเต้นกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ทำให้เธอได้รู้จักกับโลกของการเต้นกถักแบบดั้งเดิม

“ตบเท้าแตกแค่ไหน ก็ต้องเต้นต่อไปค่ะ” แพรอธิบายสั้นๆ ถึงการเต้นกถักตามวิถีโบราณ 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

 เริ่มแรกของชีวิตเด็กนักเรียนทุน แพรได้ทุน 5 ปี จาก ICCR เพื่อไปเรียนเต้นกถัก ที่สถาบัน Shriram Bharatiya Kala Kendra ในเมืองเดลี เวลาเรียกสถาบันเก่าแก่ที่เปิดสอนนาฏศิลป์อินเดีย คนอินเดียเขาจะไม่ใช้คำว่าสถาบันหรือโรงเรียน แต่เขาจะใช้คำเรียกว่าสำนัก และเรียกครูผู้สอนว่ากูรูจี โดยแพรเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียวที่เรียนเต้นกถักอยู่ที่นั่น

“เราชอบอินเดียอยู่แล้ว พอได้ไปเรียนถึงที่นั่นมันก็เลยยิ่งอิน เพราะโดยธรรมชาติ เราเป็นคนทำอะไรเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวโดยมากของการเต้นกถักเอง มันรัวและเร็ว แต่ก็มีบ้างที่ผสมด้วยจังหวะช้าและปานกลาง เลยตอบโจทย์เรามาก ภาษาอังกฤษเราตอนนั้นห่วยแตกสุดๆ เวลาเรียนก็เลยมีปัญหาบ้าง แต่ข้อโชคดีคือเราเรียนจบวิทยาลัยนาฏศิลป์มา ซึ่งท่าทางของการเต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันสัมพันธ์กันหมด เราเลยพอจะมีสกิลล์ในการคัดลองท่า การรู้องศา แต่ไอ้การปาดันต์ (ออกเสียงนับจังหวะ) ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต แบบรัวๆ เร็วๆ นี่ ตอนนั้นเรายังทำไม่ได้นะคะ มันยากมาก”

ถ้าใครเคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ คงเข้าใจดีว่าเรื่องภาษามีความสำคัญมากขนาดไหนในชีวิตประจำวัน ยิ่งสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของคนอินเดียด้วยแล้ว เวลาฟังเขาพูดทีนี่ ต้องใช้ทั้งพื้นฐานด้านภาษาที่เราแต่ละคนมีติดตัวมา บวกด้วยสติ เวลาไปอินเดีย ฉันเจอประจำกับเรื่องค่าโดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ประเภทก่อนขึ้นรถบอกเรามาว่า Fifteen แต่พอถึงที่ เอ้า จะมาเนียน เก็บ Fifty 

“ในช่วงเริ่มเรียนครั้งแรก สิ่งที่ต้องฝึกคือจังหวะการตบเท้าและการปาดันต์ การตบเท้าเป็นทักษะที่ฝึกแบบไม่มีที่สิ้นสุด ฝึกไปทั้งชีวิตของการเต้น ส่วนการปาดันต์เป็นเรื่องของการหายใจ และมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บอกเลยค่ะว่ายากมาก”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การเต้นกถักต้องใช้ทั้งสมาธิ ร่างกายที่แข็งแรง การเกร็งข้อเท้าอยู่ตลอดเวลาในจังหวะของการตบพื้น และสำหรับผู้เต้นกถักแล้ว อาการเลือดตกยางออกที่บริเวณเฝ่าเท้าถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอแน่ๆ

“ใช่ค่ะ ตบเท้ากันจนเลือดออกอยู่บ่อยๆ เลย พอเท้ามันเสียดสีกับพื้นมากๆ เข้า มันพอง ชิ้นเนื้อก็หลุด พอตบลงไปซ้ำ แผลมันก็จะใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังต้องฝืนเต้นกันต่อไป เพื่อจะได้ชิน”

แพรว่า กูรูจีของแพรเองก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดค่ะ แผลที่เท้าไม่ใช่อุปสรรคในการหยุดเต้น จนทำให้ผู้เต้นกถักหลายคนกลายเป็นคนเท้าด้านไปเสียแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เท้าแตก ผู้เต้นกถักจะรู้กันเองว่าให้ใช้วาสลีนป้ายลงไป จากนั้นเอากระดาษทิชชูหรือสำลีมาปิดไว้และใช้สก็อตช์เทปพัน บางคนก็เอาเท้าไปแช่น้ำอุ่นที่ผสมด้วยเกลือ บางคนก็ปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ ไม่ทำอะไรเลย

 อินเดี๊ย อินเดีย ประเทศที่สก็อตช์เทปใช้ได้กับทุกสถานการณ์

ตั้งแต่เรียนเต้นกถัก จนเข้าสู่ปีที่ 8 แพรก็ยังไม่เคยเห็นใครต้องไปหาหมอจากอาการเท้าแตก เพราะผู้เต้นกถักทุกคนรู้วิธีในการรักษาตัวเอง

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การหมุนตัวเป็นอีกทักษะที่สำคัญของผู้เต้นกถัก ความยากคือจะหมุนเป็นสิบๆ รอบยังไงไม่ให้อาเจียน ไม่ให้ล้มหน้ามืดไปเสียก่อน โดยการหมุนตัวในการเต้นกถักมี 2 แบบหลักๆ ถ้าหมุนตัวแบบไจปูร์ (Jaipur) ก็จะอย่างหนึ่ง ถ้าหมุนตัวแบบลัคเนา (Lucknow) ก็จะอีกอย่าง เพราะลัคเนาเองก็รับรูปแบบนาฏศิลป์กถักมาจากไจปูร์ ซึ่งเป็นต้นทาง โดยอาจมีการตัดหรือดัดแปลง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มขึ้นมา

“ช่วงฝึกแรก ๆ หมุนสามสี่รอบก็จะตายแล้วค่ะ คนเต้นกถักนี่ ใครยิ่งหมุนได้เยอะ เขายิ่งมองว่าเก่ง แข็งแรง เวลาฝึกหมุนตัวในห้องเรียน พอครูเขาสั่งให้เราหมุน เราก็ต้องหมุนไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะบอกให้หยุด แรกๆ ที่เริ่มเรียนก็นับรอบในใจนะคะ แต่หลังๆ เลิกนับแล้ว เมื่อไหร่ที่หมุนจนรู้สึกอยากอาเจียน จะมีเสียงกูรูจีคอยดังอยู่ในหัวเราว่า You have to push yourself! เราก็อะ โอเค แพร I have to push myself. นะ ที่ผ่านมายังไม่เคยอาเจียนนะคะ จะมีแค่เลือดกำเดาไหล ช่วงแรกที่ฝึกมีปัญหาบ้างเรื่องจังหวะการหายใจ หลังๆ พอได้ฝึกสมาธิ ฝึกลมปราณ ก็เลยหายใจถูกจังหวะ หมุนพริ้วเลยคราวนี้”

ในภาษาฮินดี Guru Shishya Parampara หมายความถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกูรูจีและศิษย์ ที่เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เรียกหากันได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพรว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ครูเรียกไปซ้อมเต้นนอกเวลาเรียน จะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ต้องไป 

กูรูจีในวัฒนธรรมของชาวอินเดียยังเปรียบได้กับตัวแทนของพระเจ้า การทำความเคารพระหว่างศิษย์กับครู คือการที่ศิษย์ก้มลง ใช้มือแตะเท้าครู แต่ถ้าเป็นระดับครูของครูขึ้นไปอีกขั้น ศิษย์บางคนจะใช้หน้าผากลงไปแตะที่เท้าของครูผู้นั้น สิ่งที่ผู้เต้นกถักห้ามลืมเด็ดขาดในช่วงเริ่มต้นของทุกการแสดง คือการกล่าวชื่อของของกูรูจีผู้สอน เพราะถือเป็นการให้เกียรติ (ถ้าใครลืม นี่เรื่องใหญ่มาก)

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

.. My Guru ‘s name is…

“การก้มแตะเท้า มันเป็นการลดอัตตาด้วยละค่ะ เมื่อคุณเรียนกับคนคนนี้ คุณก็ต้องยอม แม้จะต้องเอาหน้าผากตัวเอง ก้มลงไปแตะที่เท้าของเขา หรืออย่างบางที ถ้ากูรูจีป่วย เราก็ต้องดูแลเขา กูรูจีของแพรเคยเป็นไทฟอยด์ แพรกับเพื่อนคนไต้หวันก็ต้องคอยดูแลเช็ดตัวให้ ตอนเช็ดตัว ด้วยความที่กูรูจีท่านนี้แกเป็นผู้ชาย แกก็มีเขินแพรกับเพื่อนบ้าง ไม่ยอมให้เช็ด เราบอกกูรูจีว่า ถ้ายูไม่อยากป่วยมากไปกว่านี้ อย่าเพิ่งมาเขินอะไรพวกเรา มันไม่ใช่เวลา ตอนนั้นกูรูจีตัวร้อนมากค่ะ สุดท้ายท่านก็ยอมให้เช็ด เพราะเห็นว่าเราเป็นนักเรียนต่างชาติ คงไม่ถือ”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ใน ค.ศ. 2019 แพรเป็นผู้หญิงไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันการเต้นกถักในงาน Pratibha Sangeet Kala Sansthan ที่เมือง Ujjain ทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีผู้เต้นชาวอินเดียเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น จำนวนหลายร้อยคน

ในช่วงก่อนขึ้นแข่งขัน แพรเกิดอาการป่วยจากไข้ไทฟอยด์ที่ติดเชื้อมาจากกูรูจี ซึ่งถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์การป่วยในอินเดีย ก็คงเข้าใจดีว่ามันทรมานขนาดไหน 

ไหนจะความร้อนของอุณหภูมิ พลังที่ถดถอย ไหนจะเชื้อโรครอบตัวที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายในยามที่เรากำลังอ่อนแอ ส่วนแพร ต้องบวกเพิ่มเข้าไปด้วยความกดดันในช่วงของการเตรียมตัวขึ้นแข่งขัน แต่สุดท้าย แพรก็ติดเข้าไปอยู่ในรอบ 4 คนสุดท้ายของการแข่งขันในรอบแรก และเข้าสู่รอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบของการตัดสิน

“ตอนนั้นยืนอยู่ข้างเวที คิดอย่างเดียว นี่เราจะต้องเต้นจนตายที่นี่เลยไหมวะเนี่ย เพราะนอกจากไข้แล้ว ช่วงนั้น เรามีภาวะกระดูกเปราะอยู่แล้วด้วย”

แต่ก็นั่นละค่ะ จะเจ็บปวดปางตายยังไงก็ตาม พลังแห่งความอึดถึกของกูรูจีได้ถูกส่งผ่านไปยังศิษย์ ด้วยคำพูดกรอกหูที่หน้าเวทีว่า “แพร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องขึ้นไปเต้น”

“แล้วไม่ใช่แค่ขึ้นไปเต้นนะคะ กูรูจีบอกว่า เธอต้องขึ้นไปเต้นให้แรงกว่ารอบแรกด้วย แพรนึกในใจ Oh My God จะให้แรงกว่าเก่าอีกเหรอ แรงก็มีแค่นี้ล่ะ” (แพรหัวเราะอย่างเมามัน)

ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตายเป็นตายว่างั้นเถอะ เพราะถึงจะต้องตายที่นี่ ก็ถือว่าตายในชุดสวยๆ เนอะ แพรขึ้นไปเต้นต่อเนื่อง 10 นาทีในรอบตัดสิน ทั้งหมุนตัว ตบเท้า ออกเสียงนับจังหวะ ในที่สุด เธอได้รางวัลที่ 4 จากการแข่งขันในครั้งนั้น ซึ่งไม่ได้ตัดสินแค่เพียงลีลาในการเต้น แต่ผู้แข่งขันจะต้องตอบคำถามเพื่อทดสอบภูมิความรู้ในเรื่องนาฏศิลป์อินดียด้วย

“หลังรับรางวัล เราก็นั่งโทรมๆ อยู่ตรงนั้นละค่ะ คือรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ถามแพรว่า เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้เต้นกถักชาวอินเดียที่อยู่รอบตัวไหม เพราะคนอินเดียกับศาสตร์การเต้นนี่มันอยู่ในสายเลือด แต่สำหรับแพร มันแทบจะเป็นการเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่

“ไม่มีใครเต้นเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ อย่างถ้าให้คนอินเดียมารำไทย เขาก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แพรคิดว่า ไหนๆ เราก็พาตัวเองมาเรียนถึงประเทศต้นตำหรับแล้ว เราก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ฝึกตบเท้าในช่วงแรกๆ แพรตบไม่ดัง แพรก็ต้องฝึกตบให้มากกว่าคนอื่น ภาษาอังกฤษเราไม่ดี ก็ต้องฝึกพูดมันไปเรื่อยๆ พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูด หรืออย่างการออกเสียงนับจังหวะนี่ แพรใช้เวลาฝึกสามปีนะคะกว่าจะทำได้ เรามาเจอเทคนิคว่า ที่คนอินเดียเขาออกเสียงนับกันได้เร็วๆ เพราะเวลาออกเสียง เขาเอาลิ้นออกมาแตะที่ฟัน ขณะที่เวลาพูดปกติในชีวิตประจำวัน เราจะเคยชินกับการเก็บลิ้นไว้ข้างใน”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ปัจจุบัน แพรเรียนเต้นกถักเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว เธอเรียนอยู่ที่ 2 สำนัก ทั้งที่ Shiram Bharatiya Kara Kendra ในระดับผู้เชี่ยวชาญการเต้นกถัก (Specialisation) และที่สำนัก Prayag Sangeet Samiti ในระดับปริญญาตรี เธอมีความตั้งใจว่า วันหนึ่งจะนำความรู้ที่ได้มาประกอบวิชาชีพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเต้นกถัก โดยเธอก็ตอบไม่ได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว เธอจะกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยแบบถาวรหรือเปล่า เพราะสำหรับเธอ อินเดียเป็นเหมือนบ้านไปเสียแล้ว เธออยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

“กถักคือเหตุผลที่พาเรามาอินเดีย แต่อินเดียคือโรงเรียนในโลกกว้างที่สอนให้เราได้เห็นคุณค่าในสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะคุณค่าของการได้มีข้าวกิน อินเดียสอนให้เราไม่สนใจเสียงตัดสินตามบรรทัดฐานของสังคม อยู่ที่นั่น เราจะใส่เสื้อซ้ำกันอาทิตย์ละสามสี่ครั้งก็ไม่มีใครว่า จนพอกลับมาทำที่เมืองไทยเท่านั้นล่ะ เดี๋ยวก็เจอทักแล้ว อ้าว แพร ไม่มีเสื้อใส่เหรอไง ไอ้ตัวเราเองก็ไม่เคยได้ทันคิดหรอก ว่าตัวไหนใส่ซ้ำหรือไม่ซ้ำ ตัวไหนใส่บ่อยหรือไม่บ่อย หรือเวลาเห็นคนอาบน้ำในคลองดำๆ ตามข้างทางรถไฟที่อินเดีย เราจะรู้สึกขอบคุณชีวิตตัวเองมากเลยว่า เท่าที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันก็ดีมากแล้ว รอยยิ้มของพวกเขาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเห็นความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น”

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงมีความผูกพันกับประเทศอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกเหมือนกับฉันและแพรว่า 

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก

ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ The Factory of Inspiration

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load