เวลาที่เราผูกพันกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากๆ อย่างอินเดีย แม้ในช่วง COVID-19 ที่จะยังเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ แต่ความคิดถึงก็ยังทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง สั่งการสมองให้เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของชาวอินเดียในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ต้องอะไรหรอก แค่การได้เดินไปแวะทักทายลูกสะใภ้คนเล็กของร้านอาหาร Royal India พาหุรัด ที่กำลังนั่งปั้นขนมอยู่อย่างขะมักเขม้น แค่นี้ก็ทำให้ฉันหายคิดถึงอินเดียได้สักอาทิตย์แล้ว 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

Royal India พาหุรัด เป็นร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของประเทศไทย เปิดกิจการมายาวนานกว่า 62 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยในช่วงของการแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งมาจนถึงรุ่นหลานซึ่งเป็นผู้สืบทอดกิจการในยุคปัจจุบัน 

“คุณแพท กินชาก่อนไหม”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

พี่เจนนี่ ลูกสะใภ้ชาวอินเดีย ทักทายฉัน เธอรู้ว่าฉันมาที่นี่ทีไรก็ต้องสั่งชาอินเดีย ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับพี่เจนนี่มายาวนานตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ วันแรกที่มาเจอร้านนี้ ต้องบอกว่าฉันเดินหลงเข้ามา จนวันนี้ฉันกลับมาที่ Royal India เป็นครั้งที่ 4 แล้ว บางทีกลับมาก็ไม่ได้มานั่งกินอาหารอะไรหรอกนะ แค่มานั่งพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป ซึ่งฉันพบว่าตัวเองมักจะได้รับความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีของชาวอินเดียติดตัวกลับบ้านไปทุกครั้ง

“ขนมนี่เขาเรียกราสมาลัย (Rasmalai) อันนี้ทำยากมากนะ ทุกขั้นตอนต้องดูแลเรื่องอุณหภูมิ เวลาลูกค้าซื้อกลับบ้าน อย่างแรกต้องถามก่อนเลยว่าบ้านอยู่ไกลไหม ถ้าไกลต้องใส่น้ำแข็งแห้งเข้าไปด้วย ขนมอินเดียเกือบทุกชนิดจะทำจากนมสด คนอินเดียชอบกินราสมาลัยหลังอาหาร เดี๋ยวนี้ลูกค้าคนไทยก็นิยมกินกัน” 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ทุกครั้งที่มาร้านนี้ ฉันจะเห็นพี่เจนนี่นั่งปั้นขนมอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านเป็นประจำ ขนมอินเดียร้านนี้ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ใช้สารปรุงแต่ง รุ่นคุณปู่ผู้ก่อตั้งสอนลูกหลานเอาไว้ว่า การใช้วัตถุดิบที่ดีเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ขนมอินเดียแต่ละชนิดใช้ในการบูชาเทพแต่ละองค์ต่างกันไป ความเชื่อทางศาสนานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ในอดีตกาลว่า ความยินดีในช่วงเทศกาลต้องอยู่คู่กับความหวานของขนม

จิม-ภาคภูมิ แมรา เป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน ครอบครัวนี้มีลูกชายลูกสาวทั้งหมดรวม 5 คน คุณจิมเป็นลูกคนเดียวที่เรียนหนังสือในโรงเรียนไทยมาโดยตลอด ขณะที่พี่ๆ ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอินเดียกันหมด เพราะพ่อแม่ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็อยากให้มีลูกสักคนในครอบครัวใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อเป็นทักษะไว้ติดต่อสื่อสารในเรื่องราวของธุรกิจและเพื่อติดต่อกับราชการ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

คุณจิมพูดถึงความสัมพันธ์ของคนอินเดียตั้งแต่ยุคสมัยเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้วซึ่งเป็นรุ่นคุณปู่ว่า ไม่ว่าคนอินเดียจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม พวกเขาเชื่อมโยงถึงกันได้หมด มีเครือข่ายอยู่ในทุกๆ ที่ คนอินเดียทั้งโลกคือครอบครัวเดียวกัน 

“สมัยอินเดียแบ่งแยกกับปากีสถานในช่วงสงครามโลก คุณปู่ผมซึ่งดั้งเดิมเป็นคนจากเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน กับเพื่อนๆ รวมตัวกันและตัดสินใจว่า เอาล่ะ พวกเราจะต้องย้ายถิ่นฐานแล้วนะ ไปตายเอาดาบหน้า ก็พากันนั่งเรือจากอินเดียมาลงที่ท่าเรือในปีนัง จากปีนังบางกลุ่มก็เลือกที่จะไปลงต่อที่ประเทศสิงคโปร์ บางกลุ่มก็บอก เฮ้ย เราขึ้นไปอยู่ที่สยามกันดีกว่า 

“ในระหว่างที่ล่องเรือมาใครชอบภูมิประเทศตรงไหนก็หยุดลงเรือกันตรงนั้น ล่องมาเรื่อยตั้งแต่จังหวัดยะลาจนมาถึงกรุงเทพฯ ช่วยกันมองหาทำเลเพื่อปักหลัก ทำเลที่ดีสำหรับคนอินดียอย่างแรกคือต้องอยู่ใกล้วัด คนอินเดียในยุคนั้นพอเข้ามาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาเทวรูปไปตั้งวางไว้ยังที่ใดที่หนึ่งของชุมชน เพื่อสร้างอาณาเขตของพื้นที่เทวสถาน สำหรับใช้ในการทำกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน 

“คุณปู่กับเพื่อนๆ มาตั้งต้นชีวิตในละแวกดิโอลด์สยาม เพื่อนบางคนก็ไปอยู่กันตรงสำเพ็งทางด้านหลังเยาวราช มันเลยเกิดเป็นสังคมของคนอินเดียในละแวกนี้ที่รู้จักกันหมด และแน่นอน คนอินเดียอยู่ที่ไหนเรื่องของการทำอาหารอินเดียที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศก็ต้องตามมา”

ภายหลังจากคุณปู่และเพื่อนๆ ได้มาลงหลักปักฐานที่ใกล้ๆ ดิโอลด์สยามแล้ว ต่างคนต่างก็มองหาสัมมาอาชีพที่จะใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ระหว่างมองหางาน เพื่อนๆ ในกลุ่มรวมทั้งคุณปู่ก็สลับกันทำอาหารอินเดียมาแบ่งปันกันกิน 

ด้วยความที่ฝีมือทำอาหารของคุณปู่โดดเด่นเป็นพิเศษกว่าใคร เพื่อนๆ เลยทักคุณปู่ว่าทำไมไม่ลองขายอาหารอินเดียล่ะ อย่างน้อยถ้าไม่มีใครซื้อเลย ก็เอามาขายในหมู่เพื่อนฝูงกันเองนี่ล่ะ เพื่อนๆ จะได้มีอาหารอินเดียอร่อยๆ กินทุกมื้อ 

คุณปู่เริ่มทำอาหารอินเดียขายกันเองในหมู่เพื่อนฝูง ใส่กล่องใส่ปิ่นโตนำไปส่งตามบ้าน พัฒนามาเป็นการขายอาหารอินเดียแบบหาบเร่ สร้างครอบครัวมีลูก จนวันหนึ่งได้มาเจอพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Royal India พาหุรัด ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดซิกข์ ทำเลดีมาก เพราะลองอยู่ใกล้วัดแล้วยังไงก็ต้องมีคนมากิน

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ยุคคุณปู่คือยุคเริ่มต้นของการเข้ามาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยของคนอินเดีย อาหารอินเดียมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมชาวอินเดียให้เกิดความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เทศกาลอินเดียเองก็มีสารพัด พอถึงหน้าเทศกาลทีคนก็จะมาสั่งอาหารจากปู่ ยุคนั้นอาหารอินเดียอร่อยๆ หากินยากมาก ตามโรงแรมก็ยังไม่มีบริการ 

“ผมจำภาพได้แม่นเลย เวลาปู่หุงข้าวในช่วงเทศกาลที โอ้โห หม้อข้าวนี่ใหญ่ขนาดหุงให้คนเป็นพันคนกิน หลังคุณปู่สร้างพื้นฐานทางธุรกิจไว้แข็งแรงแล้ว คุณพ่อผมก็ค่อยๆ เข้าดูแลสืบทอดต่อ ตอนนั้นพวกพี่ๆ ผมถูกส่งไปเรียนที่อินเดียกันหมด เวลาหลานๆ ไปอยู่ที่อินเดีย คุณปู่ก็จะตามไปดูแล แกจะอยู่ที่เมืองไทยหกเดือน ที่อินเดียหกเดือน ส่วนพ่อผมก็ดูแลกิจการทางนี้ไป 

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ตัวผมเป็นคนเดียวในตระกูลที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยมาตลอด เข้าใจภาษาไทย รู้จักนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี เอาง่ายๆ ว่าญาติผมทุกคนที่อยู่เมืองไทย ผมเป็นคนพาไปทำบัตรประชาชนทั้งหมด”

30 กว่าปีก่อน ในวันที่คุณพ่อคุณจิมเข้ามาดูแลกิจการร้านอาหารแบบเต็มตัว ตลาดอาหารอินเดียในยุคนั้นยังคงแพร่หลายอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ อุปสรรคสำคัญในช่วงเวลานั้นที่ทำให้อาหารเอินดียไม่สามารถขยายวงกว้างไปสู่คนไทย เป็นเพราะการแบ่งแยกทางวัฒนธรรมที่คนไทยในยุคนั้นก็ยังไม่พร้อมจะเปิดรับคนอินเดียสักเท่าไหร่ การใช้ชีวิตของคนอินเดียในเวลานั้นพวกเขาต้องรู้จักวางตัว ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ออกสิทธิ์ออกเสียงให้น้อยที่สุด 

ครั้งหนึ่งเคยมีนักศึกษาไทยที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทางด้านหลังของร้านเดินผ่านเข้ามาในตรอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน พวกเขาแสดงออกถึงความรังเกียจให้เห็นชัดเจนด้วยท่าทีของการเหยียด ไม่ว่าจะการวิ่งผ่านไปเร็วๆ หรือเอามือขึ้นมาปิดจมูกไว้ ปากก็พึมพำ “โอ๊ย แขกนี่เหม็นมากเลย แขกสกปรก” 

คำพูดหรือความรู้สึกของนักศึกษาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น บางทีก็บอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงความรู้สึกที่ถูกฝังชิพไว้ในหัวมาโดยตลอดว่าเมื่อพูดถึงแขกอินเดีย จะต้องเท่ากับเหม็น เท่ากับสกปรก

“พอได้ยินคำพูดแบบนั้นบ่อยๆ ซ้ำๆ คนอินเดียอย่างพวกเราก็พยายามทำความเข้าใจว่า อ้อ มันเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่แตกต่างนะ วัฒนธรรมการกินอยู่ของเรากับคนไทยไม่เหมือนกัน 

“เอาง่ายๆ อย่าง Ghee (น้ำมันเนยบริสุทธิ์) เอง คนไทยก็ไม่ได้ใช้ เวลาเห็นคนอินเดียเอามาใช้ทำอาหารก็ยี้ใส่ว่าน้ำมันเนยเนี่ยมันเหม็นมาก ทั้งๆ มันไม่ได้เหม็นอะไรเลย อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารทั้งนั้น ” 

เมื่อธุรกิจร้านอาหารอินเดียในเวลานั้นยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ร้านอาหารอินเดียจึงมีอยู่น้อยมาก พอว่างจากการทำอาหาร คนอินเดียจะมีเวลาเหลือในการไปนั่งประดิดประดอยทำขนม องค์ประกอบสำคัญในการบูชาเทพในช่วงเทศกาลต่างๆ คือขนมและดอกไม้ ยิ่งถ้าบูชาเทพด้วยขนมที่เทพแต่ละองค์โปรดด้วยแล้ว คนอินเดียจะรู้สึกว่าเป็นการถวายที่ครบสูตร อลังการสมเกียรติ

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

“ความเชื่อเรื่องเทพที่แฝงอยู่ในข้าวของมันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วครับ สมัยก่อนที่ศาสนาฮินดูยังไม่มีเทวรูป เขาก็จะอุปมาอุปไมยกันด้วยข้าวของ เช่นเอากองทรายมาวางไว้เพื่อสมมติว่าเป็นเทพองค์นี้นะ เอาข้าวสารมาวางไว้อีกกองเพื่อบอกว่านี่คือตัวแทนของเทพอีกองค์นะ ทุกวันนี้ถึงจะมีเทวรูปแล้ว แต่คนอินเดียก็ยังคงใช้วิธีนี้กันอยู่ แม้แต่ก้อนดินที่ปั้นขึ้นมาก็เป็นสัญลักษณ์แทนเทพได้” 

ด้วยความแข็งแรงของสังคมชาวอินเดีย ทำให้ปัจจุบันอาหารอินเดียกลายเป็นที่นิยมทั่วโลก จากลูกค้าของร้าน Royal India พาหุรัด ที่เคยมีเฉพาะกลุ่มคนอินเดียในพื้นที่ ก็ขยายวงกว้างไปสู่ลูกค้าคนไทยที่ทำธุรกิจร่วมกับคนอินเดีย ลูกค้าชาวจีน นายห้างใหญ่ พนักงานการไฟฟ้านครหลวงเขตวัดเลียบ 

รวมไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาหารอินเดียของ Royal India เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดาย คือลูกค้ากลุ่มนักเรียนไทยที่เคยไปเรียนที่ประเทศอินเดีย พอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยก็จะชวนเพื่อนชวนญาติที่ไม่เคยกินอาหารอินเดียมาก่อนมาทดลองกินอาหารอินเดียกันที่ร้านนี้ จนเกิดการบอกต่อ

ทุกวันนี้ แม้อาหารอินเดียจะหากินได้อย่างง่ายดาย มีให้เลือกหลายเกรดหลายราคา ทั้งในห้าง ตามโรงแรม หรือร้านอาหารมิชลินสตาร์ แต่ Royal India พาหุรัด ยังคงมีลูกค้าแน่นตลอด บางวันนี่ยืนต่อคิวไปจนถึงปากทางเข้าตรอกเลยก็มี และร้านนี้ยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในหนังสือไกด์บุ๊ก Lonely Planet มายาวนานเป็นสิบปี เลยทำให้นอกจากกลุ่มลูกค้าที่บอกมาในข้างต้นแล้ว ร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย

  “เมื่อก่อนราคาหนังสือ Lonely Planet นี่ถือว่าแพงมาก หนักด้วย เวลาลูกค้าที่มาร้านเราจากหนังสือเล่มนี้ เขาจะจดที่อยู่ร้านใส่ไว้ในกระดาษ เดินถือกระดาษหนึ่งแผ่นติดตัวมาที่ร้าน”

ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย
ย้อนอดีต 62 ปี Royal India ตั้งแต่ปู่ลงเรือหนีสงครามมาตั้งร้านอาหารอินเดียแห่งแรกของไทย

ในวันที่อาหารอินเดียเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อคนอินเดียและอาหารอินเดียเองก็เปลี่ยนไป แทนที่จะวิ่งหนีด้วยความรู้สึกของคำว่าเหม็นหรือสกปรกแบบเมื่อก่อน ก็กลายเป็นว่าลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยนุ่งส่าหรี่แปะบินดิ (จุดแต้มสีแดงกลางหน้าผาก) เพื่อออกไปเช็กอินนั่งกินอาหารอินเดียเก๋ๆ ตามร้านอาหารอินเดียเจ้าดัง

ไก่ย่างทันดูรี (Tandoori Chicken) คือเมนูขึ้นชื่อ ที่ถ้านึกอะไรไม่ออกคนไทยก็มักจะนิยมสั่งอาหารจานนี้ มันคือไก่หมักเครื่องเทศนำไปย่างในเตาทันดูโดยเตาโอ่งชนิดนี้มีราคาถึงหลักแสน ส่วนน้ำมันเนยหรือกี (Ghee) ที่คนไทยเคยปฏิเสธ กลับกลายมาเป็นความต้องการของลูกค้าที่มีค่านิยมว่าถ้าร้านไหนใช้น้ำมันเนยดี ราคาแพง คุณภาพอาหารก็จะดีตาม

“เคยถามลูกค้าว่า แต่ก่อนทำไมคุณไม่ชอบน้ำมันเนย ทั้งๆ ที่ร้านเรานี่ใช้น้ำมันเนยราคากิโลกรัมละสี่ร้อยบาทเลยนะครับ พรีเมี่ยมมาก ลูกค้าบอกว่า ที่เขาไม่ชอบเพราะเห็นคนอื่นบอกต่อกันมาว่ามันเหม็น เขาก็เลยรู้สึกเหม็นตาม ไม่เห็นค่า จนพอได้ลองกินพวกแกงที่มีส่วนผสมของน้ำมันเนยอย่างเปิดใจ เขาบอกว่า เฮ้ย มันมหัศจรรย์มาก ถึงบอกไงครับว่าอาหารอินเดียเนี่ยมันต้องลองถึงจะรู้ ฟังเขาเล่าว่ามันนึกไม่ออกหรอก 

“ปู่ผมเคยสอนเสมอว่า ร้านเราจะไม่แข่งกับใครด้วยการลดราคาหรือลดต้นทุนวัตถุดิบ เราขายอาหารด้วยจิตวิญญาณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันลดคุณภาพของเรา”

ปัจจุบัน Royal India มีทั้งหมด 4 สาขา สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และพาหุรัด แต่ถ้าจะกินให้ได้อารมณ์แบบกินไปก็นึกถึงร้านเก่าแก่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียไป ต้องตรงมาที่ Royal India สาขาพาหุรัดค่ะ ได้อารมณ์ที่สุด

Royal India

ถนนจักรเพชร 

โทรศัพท์ 0 2221 6565 (เปิดบริการ 10.00 – 22.00 น.) 

Facebook : Royal India

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

“อั๊ดช่ะ” (Accha) ฉันไม่ได้ยินคำนี้จากปากคนอินเดียมาหนึ่งปีเต็มๆ แล้ว อั๊ดช่ะ เป็นคำตอบรับการสนทนา เทียบกับภาษาไทยก็ประมาณคำว่า อ้อๆ อือๆ เข้าใจๆ โอเคๆ

 “อั๊ดช่ะ” พนักงานชาวอินเดียในร้านอาหารมังสวิรัติ Suananda Vegetarian garden cafe ซึ่งกำลังยืนคุยโทรศัพท์กับปลายสายอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน พูดปิดการสนทนาอีกครั้ง ก่อนจะวางสายและหันไปทำความสะอาดร้าน เพื่อเตรียมเปิดร้านในช่วงเวลา 11 โมงเช้า

บรรยากาศของร้าน Suananda (สุอนันดา) ทำให้ฉันนึกถึงร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองเดลีที่ชื่อ Café Turtle ไปเดลีทีไร ฉันจะไปนั่งที่ร้านนี้เป็นประจำ ทั้งสองร้านคล้ายคลึงกันด้วยบรรยากาศความร่มรื่น มีส่วนผสมของไม้กระถางและไม้เลื้อยที่ทางร้านปลูกเอาไว้ กลมกลืนไปกับผิวสัมผัสของเฟอร์นิเจอร์งานไม้ ผนังบางด้านทาด้วยสีสด สร้างความรู้สึกเป็นมิตร พนักงานของร้านเองก็ไม่มาวุ่นวายจุกจิกกับเรา ขณะเดียวกันก็พร้อมเสมอที่จะให้บริการ

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล
Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

เกินครึ่งของลูกค้าที่มากินอาหารมังสวิรัติที่ร้าน Suananda เป็นลูกค้าประจำ กลับมาแล้วกลับมาอีกด้วยความเชื่อใจในคุณภาพและรสชาติ ส่วนใครที่ไม่เคยรู้จักที่นี่มาก่อนเลย เวลาเดินผ่านทางเข้าซึ่งตั้งอยู่บนถนนปั้น พอมองเข้าไปในตรอกของร้านที่เต็มไปด้วยไม้เลื้อย ก็อาจจะยืนลังเลนิดหนึ่งว่า ในตรอกแคบๆ นี้มันมีร้านอาหารอยู่จริงเหรอ แลดูเหมือนทางเข้าบ้านคนเสียมากกว่า

“เคยมีลูกค้าใหม่ที่เดินเข้ามานั่งกินในร้านเรา เขาบอกว่า เราเป็น Hidden Gems”

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

สุเกช จันทร์ศรีชวาลา เจ้าของร้านชาวอินเดีย จากเมือง Mandi ในเขต Himachal Pradesh ทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย บอกฉัน

ได้ยินชื่อสุเกช (Sukesh) แล้ว ฉันนึกสงสัยว่าชื่อของเธอแปลว่าอะไร เพราะชื่อคนอินเดียส่วนใหญ่มักให้ความหมายที่เราไม่คาดคิดเสมอ

“สุ แปลว่า สวยหรือดี เกช มาจากคำว่า เกศา ที่แปลว่าผม แปลรวมแบบสันสกฤตก็คือ ผมสวย น่ามอง”

คำถามแรกของฉันในการเปิดบทสนทนา ทำเอาเจ้าของร้านมีท่าทีเขินอยู่ไม่น้อย เธอพยายามหัวเราะเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินนั่น ขณะเดียวกันเธอก็ดูเป็นคนเปิดเผย บอกถึงบุคลิกของความเป็นคนอินเดียโดยแท้ คือทันทีเมื่อเราละลายพฤติกรรมในสถานะของคนแปลกหน้ากับเขาได้ภายใน 2 นาทีแรกของการสนทนา เขาจะไม่มีกำแพงในการพูดคุยกับเราอีกต่อไป

อันนี้จากประสบการณ์การเดินทางในอินเดียของฉันนะ 

สมัยเด็กๆ คุณสุเกชเรียนหนังสือที่โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในเมือง Mandi จนพออายุ 16 ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนมหาวิทยาลัย เธอก็ต้องเข้าพิธีหมั้นและแต่งงานตอนอายุ 18 ตามธรรมเนียมของวัฒนธรรมการแต่งงานในอินเดีย โดยมีพ่อแม่เป็นผู้จัดการหาคู่ครองให้ 

สำหรับคุณสุเกชแล้ว คำว่าคลุมถุงชนด้วยการบังคับ กับคำว่าพ่อแม่เลือกคู่ครองให้ มันคนละความหมายกันเลย 

คลุมถุงชน คือการจับแต่งงานโดยไม่สนใจว่าลูกจะรู้สึกยังไง แต่ในสถานการณ์ของเธอ การที่พ่อแม่หาคู่ครองให้ ก็ต้องได้รับการยอมรับจากลูกสาวด้วย ซึ่งการแต่งงานในช่วงอายุ 18 นั้น ทำให้คุณสุเกชต้องหยุดความฝันที่อยากจะเป็นหมอไว้ก่อน โดยเธอเป็นนักศึกษาแพทย์ได้แค่ 2 ปี ก็ต้องลาออกมาแต่งงาน

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

“แบบที่เราแต่งมันไม่ใช่การคลุมถุงชน ไม่มีการบังคับ พ่อแม่เลือกคู่ให้เราจากวิถีชีวิตของสองบ้านที่มีความใกล้เคียงกัน ความเหมือนกันระหว่างสองครอบครัวจะทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดในการต้องปรับตัวอะไรมาก สำหรับคนอินเดียแล้ว เราเห็นวัฒนธรรมการที่พ่อแม่เป็นคนเลือกคู่ให้มาตั้งแต่เกิด เป็นวัฒนธรรมที่ถูกยอมรับโดยทั่วไป พวกเราเชื่อว่าพ่อแม่คือผู้ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตเรา และเวลาที่เขาเจอคู่ที่เหมาะสมกับเราแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเขาจับเราแต่งงานเลยทันที แต่จะมีญาติพี่น้องเรามาช่วยกันดูให้อีกที จากนั้นพ่อแม่ก็จะอธิบายกับเราด้วยเหตุผลถึงความเหมาะสม ไม่ใช่เดินมาสั่งว่า เอาล่ะ เตรียมเก็บกระเป๋าเลยนะ พรุ่งนี้เธอต้องแต่งงานแล้ว 

“วันที่เรากับสามีนัดเจอหน้ากัน เขาให้เวลาพวกเราเดตแค่ชั่วโมงเดียวเองนะ ไม่เหมือนยุคนี้ที่หลายคู่มีโอกาสเดตกันเป็นเดือนๆ ก่อนจะแต่งงาน”

คุณสุเกชแต่งงานกับสามีมา 40 ปีแล้ว ภายหลังจากแต่งงานในเดือนแรก เธอย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ตามสามีชาวไทยเชื้อสายอินเดียก่อน 1 เดือน จากนั้นทั้งคู่เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่ย่านควีนส์ในนิวยอร์ก 2 ปี เพราะสามีของเธอต้องไปเรียนปริญญาโทด้านการเงินที่นั่น

2 ปีในนิวยอร์ก สามีของคุณสุเกชทั้งเรียนหนังสือและใช้เวลาไปกับการหาช่องทางธุรกิจ เพื่อส่งสินค้าเข้ามาขายยังประเทศไทย ส่วนคุณสุเกชทำหน้าที่เป็นศรีภรรยาเต็มตัวตามแบบฉบับของผู้หญิงอินเดีย เธอดูแลบ้าน เธอหุงหาอาหารให้สามี เธอสื่อสารภาษาอังกฤษได้น้อยมาก แต่ก็เสริมความรู้ด้วยการไปเข้าคอร์สตามโรงเรียนสอนภาษา 

และที่นิวยอร์กนี่เอง เธอค้นพบเรื่องสำคัญบางเรื่องที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย

แม่บ้านผมสวยชาวอินเดียผู้เกิดและโตในเมืองที่แวดล้อมด้วยวิถีของผู้คนซึ่งกินมังสวิรัติ รวมทั้งครอบครัวของเธอเองก็กินมังสวิรัติมาเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ได้พบกับโลกของความจริงว่า ไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้จะกินมังสวิรัติเหมือนกับเธอ แต่ยังมีคนอีกจำนวนมหาศาลเหลือเกินที่นิยมกินเนื้อสัตว์ (Non Vegetarian)

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล
Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

 “ฉันช็อกมากเลยนะ เฮ้ย โลกนี้มีคนกิน Non Veg มากขนาดนี้เลยเหรอ มันเป็นไปได้ยังไง โลกใบที่ฉันเกิดมา คนรอบตัวฉันกินมังสวิรัติกันหมดเลย ครอบครัวฉัน พ่อแม่ฉัน ทุกคนกินมังสวิรัติหมด ฉันก็เลยเหมารวมว่าคนบนโลกนี้ทั้งหมดกินมังสวิรัติ บ้านเกิดในเมือง Mandi ของฉัน ก็มีคนที่กินกินเนื้อสัตว์อยู่บ้างล่ะ แต่น้อยมากๆ อย่างในมหาวิทยาลัย อาหารประจำวันก็เป็นมังสวิรัติหมด จะมีเนื้อให้บ้างก็แค่อาทิตย์ละหนึ่งมื้อเท่านั้น สำหรับนักศึกษาที่มาจากต่างถิ่น”

 คุณสุเกชตกอยู่ในอาการ Culture Shock ถนนหนทางในนิวยอร์กเต็มไปด้วยร้านอาหารที่ขายอาหารซึ่งมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ตั้งเรียงราย สลับกับร้านอาหาร Junk Food 

ภาพเหล่านี้ จุดประกายให้แม่บ้าน Full Time ชาวอินเดีย อยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้โลก

“ฉันสัญญากับตัวเองเลยว่า คอยดูนะ วันหนึ่งฉันจะสอนโลกใบนี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกินอาหารมังสวิรัติ ถ้าคุณเข้าใจวิถีการกินอาหารมังสวิรัติอย่างถูกต้อง คุณจะเข้าใจเลยว่า แม้ไม่กินเนื้อสัตว์ คุณก็ได้รับโปรตีนจากพืชชนิดอื่นๆ ได้ คนอินเดียในประเทศเรากินแบบนี้กันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว”

ตลอดเวลา 25 ปีที่กลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย คุณสุเกชยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่แม่และภรรยา จนไม่มีเวลาที่จะต่อยอดความฝันในแผนกู้โลกของตัวเองสักเท่าไหร่ ซึ่งถ้าใครมีเพื่อนเป็นแม่บ้านชาวอินเดีย ก็คงเข้าใจดีว่า ลองผู้หญิงอินเดียแต่งงานแล้ว พวกเธอจะทุ่มสุดตัวกับการอุทิศเวลาให้กับสามีและลูก 

สิ่งที่คุณสุเกชพอทำได้ คือการใช้เวลาส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ไปกับการศึกษาปรัชญาอายุรเวทและการฝึกโยคะ เธอใช้ความสามารถการทำอาหาร ฝึกทำอาหารมังสวิรัติด้วยภูมิความรู้ใหม่ๆ ตามหลักการของอายุรเวท 

  อายุรเวท คือศาสตร์การแพทย์ทางเลือกเก่าแก่ของการมีอายุยืนตามปรัชญาอินเดียโบราณ ที่มีมายาวนานกว่า 5,000 ปีแล้ว โดยมีความเชื่อว่า ถ้าเราควบคุมสมดุลของจิตใจ ร่างกาย และความคิดได้ ก็จะเกิดพลังงานไหลเวียนที่ดีในการดำเนินชีวิต ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบของความสมดุลที่ว่านี้ ก็คือเรื่องของการกิน 

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล
Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

  “ตอนนั้น ใจก็อยากไปเรียนโยคะ อยากไปเทกคอร์สเรียนอายุรเวทที่อินเดียนานเป็นปีๆ แต่มันทำไม่ได้ เพราะเราต้องดูแลลูกกับสามี หน้าที่ตรงนี้ต้องมาก่อน ช่วงนั้นฉันก็เลยใช้วิธีศึกษาเอาเอง ฉันอ่านหนังสือเยอะมาก และบางทีก็มีครูโยคะจากอินเดียมาสอนให้ที่บ้าน โยคะมันไม่ใช่เรื่องของอาสนะ แต่คือเรื่องของการใช้ชีวิตที่สัมพันธ์และเคารพในธรรมชาติ โยคะเป็นเรื่องของร่างกายและความคิด ส่วนอายุรเวทคือการเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับร่างกาย กินยังไง ดำรงชีวิตยังไงให้สมดุล ไม่ใช่ปวดหัวก็จะคว้าแต่พารา เราอยากมีโอกาสสอนคนให้รู้จักอาหารยาตามศาสตร์อินเดียโบราณ การทำโยคะและการกินอาหารในแนวทางของอายุรเวท จะทำให้เราห่างไกลจากโรคเครียดและโรคร้ายที่เกิดจากความป่วยของโลกในยุคนี้”

40 ปีผ่านไปนับจากวันแต่งงาน คุณสุเกชเริ่มมีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น เพราะลูกๆ ของเธอโตหมดแล้ว เธอกลับมาดูแลความฝันที่ถูกทอดทิ้งมายาวนานเหลือเกิน กับความปรารถนาที่อยากจะสอนโลกใบนี้ให้ได้รู้จักกับเรื่องของอาหารมังสวิรัติและหลักปรัชญาของอายุรเวท โดยมีลูกทั้งสามและสามีคอยเป็นกำลังใจสำคัญ

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

ถึงเวลาแล้วสินะ ที่แม่บ้านสุเกชจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ในสิ่งที่เธอเชี่ยวชาญจริงๆ

มา ตามสุเกชมาค่ะ

  “Let’s do something” แม่บ้านสุเกชพูดกับตัวเองด้วยแววตาเป็นประกาย

ในช่วงแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ คุณสุเกชใช้พื้นที่เล็กๆ ส่วนหนึ่งของอาคารห้องแถวให้เช่าบนถนนปั้น ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว เปิดคลินิกอายุรเวท มีบริการทรีตเมนต์นวดผ่อนคลาย และรักษาโรคด้วยศาสตร์ของอินเดียโบราณ แต่ทำไปได้ 2 ปี เธอพบว่ามันไม่เวิร์ก ก็เลยปรับปรุงพื้นที่สำหรับสอนโยคะแทน ขณะเดียวกัน เธอก็เปิดร้านอาหารมังสวิรัติ Suananda Vegetarian garden cafe ที่ตั้งใจให้ความรู้กับคนทั่วไปเพื่อการมีสุขภาพและชีวิตที่ดี 

 Suananda (สุอนันดา) แปลความหมายในภาษาสันสกฤตได้ว่า ความสุขโดยสมบูรณ์แบบ

“การรักษาโรคด้วยศาสตร์อายุรเวท จะเข้าไปฆ่าเชื้อร้ายที่รากที่ต้นเหตุ ทำให้สุขภาพเรากลับมาเป็นปกติตามที่ธรรมชาติเขาออกแบบมาให้เราอยู่แล้ว แต่การกินยาแผนปัจจุบัน มันแค่ทำให้อาการหายไปเฉยๆ เดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่ ฉะนั้น แนวทางในการให้ความรู้ของฉัน ฉันให้ความสำคัญที่เรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

  Suananda ในช่วงเริ่มต้น มีโต๊ะบริการลูกค้าเพียงโต๊ะเดียว แต่ละวันที่ผ่านไปของแม่บ้านสุเกช คือการขลุกตัวอยู่ในครัว หรือไม่ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกลางร้านโต๊ะเดียวนั่น เพื่อคิดค้นสูตรอาหารมังสวิรัติใหม่ๆ ทั้งจากสูตรอาหารตามตำรับอินเดียโบราณที่เธอได้รับช่วงต่อมาจากครอบครัว และการผสมผสานพัฒนาสูตรให้เหมาะกับยุคสมัยของโลกที่ดำเนินไป

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

  เมนูแรกและเมนูเดียวที่เสิร์ฟในยุคนั้น คือ Suananda Ayurvedic set ประกอบด้วยดาล แกงแห้งน้ำเต้า มะระผัดกับน้ำมันดอกทานตะวัน ยำถั่วงอก โยเกิร์ตสด แผ่นแป้งจาปาตีและปาปาดัม ข้าวหอมมะลิผสมข้าวมันปูและขิง ซึ่งปัจจุบันเมนูนี้ยังคงเป็นเมนูยอดนิยม รวมทั้งเธอยังใช้ภูมิความรู้ในศาสตร์ของอายุรเวทสร้างสรรค์อาหารจานใหม่ๆ ในรูปแบบของฟิวชันกับการผสมอาหารต่างสัญชาติเข้าด้วยกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะอาหารอินเดีย

  วิธีการกินอาหารเซ็ตนี้ คุณสุเกชว่า ต้องเริ่มจากการกินขิงเข้าไปก่อน จึงค่อยตามด้วยอย่างอื่น เพราะความร้อนของขิงจะเป็นตัวกระตุ้นน้ำย่อยและระบบการย่อยอาหาร 

  การกินอาหารตามหลักอายุรเวทจะต้องมีครบ 6 รสในหนึ่งมื้อ คือ หวาน เผ็ด เค็ม เปรี้ยว ขม ฝาด โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่งรสชาติใดๆ 

Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล
Suananda ร้านอาหารมังสวิรัติกลางสีลมของแม่บ้านอินเดีย เยียวยาผู้คนด้วยหลักชีวิตสมดุล

  “อะไรก็ตามที่คุณกินเข้าไปมันจะต้องย่อย ถ้าไม่ย่อยแสดงว่าร่างกายผิดปกติ มีประโยคที่เขาพูดกันว่า You are what you eat. จริงๆ มันไม่ใช่หรอก มันต้อง You are what you digest. ทุกวันนี้โลกเต็มไปด้วยแฟชั่น คนชอบทำอะไรตามๆ กัน ฉันยังนึกอยู่ว่า ถ้ามีจำนวนอินฟลูเอนเซอร์หันมาสนใจเรื่องของสุขภาพได้มากพอที่จะทำให้อายุรเวทกลายเป็นเรื่องของแฟชั่นได้ เมื่อนั้นโลกและผู้คนจะได้รับการเยียวยา”

  ปัจจุบัน นอกจาก Suananda Vegetarian garden cafe จะขายอาหารมังสวิรัติแล้ว คุณสุเกชยังเปิดคอร์สเพื่อการบำบัดที่จะทำให้คุณได้เข้าใจความหมายของการดำเนินชีวิตในแนวทางของศาสตร์อายุรเวท รวมไปถึงแม่บ้านผมสวยคนนี้ยังเปิดสอนทำอาหารมังสวิรัติสำหรับผู้ที่สนใจด้วย

ความฝันของ สุเกช จันทร์ศรีชวาลา แม่บ้านอินเดียที่ตั้งใจเปิด Suananda พื้นที่สอนโยคะและอาหารมังสวิรัติ ให้ผู้คนมีสุขภาพดีตามหลักอายุรเวท

Suananda Vegetarian garden cafe (แผนที่)

www.facebook.com/SuanandaBkk

www.suananda.com

Writer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load