27 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

คุณรอล์ฟ วอน บูเรน แห่ง Lotus Arts de Vivre (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์ด้วยการสร้างงานศิลป์จากวัสดุหายาก เป็นคนชอบของโบราณมาแต่ไหนแต่ไร เขาสะสมของหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพศิลปะ เครื่องเรือน เครื่องประดับ 

ผ้าก็เป็นของสะสมอย่างสำคัญของชายชาวเยอรมันผู้นี้ เขาทั้งหลงใหล ทั้งภูมิใจกับทุกผืน ก่อนเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร พ่วงตำแหน่งนักสะสมผ้าโบราณ ราว 58 ปีที่แล้ว คุณรอล์ฟในวัยหนุ่มเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อเป็นตัวแทนของบริษัทเฮิกซ์ ขายสีย้อมผ้าให้กับโรงงานย้อมและทอผ้า ด้วยอาชีพนั้น เขามีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการกว่าจะเป็นผ้าสักผืน จึงทำให้เห็นคุณค่าของผ้า ด้วยต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความลำบากในการผลิตจนเสร็จสวยสมบูรณ์

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ผ้าผืนแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นให้คุณรอล์ฟเริ่มเก็บสะสม คือ ผ้าแคชเมียร์ ซึ่งได้มาระหว่างเดินทางไปอินเดีย เพื่อเลือกสรรวัสดุมาทำสินค้าให้กับแบรนด์ Lotus Arts de Vivre จากนั้นเขาค่อยๆ ตามหาผ้าหลากชนิดจากทั่วเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น จีน และอินโดนีเซีย มาเพิ่ม จากตามหากลายเป็นความหลงใหล และแปรเปลี่ยนเป็นงานอดิเรกของเขามากว่า 50 ปี ถึงตอนนี้ คุณรอล์ฟในวัย 81 มีผ้าผืนสวยนับ 1,000 อยู่ในครอบครอง

เขามีห้องสำหรับเก็บสะสมผ้า ห้องนั้นเปิดแอร์ 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลรักษาให้ผ้าอยู่ในสภาพคงเดิมที่สุด โดยห้องต้องปลอดมอด ศัตรูอันดับหนึ่งของผ้าเก่า และต้องระวังรา หากราขึ้น ผ้านิ่มๆ ก็ฉีกเหมือนกระดาษได้

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

มองเผินๆ ผ้าอาจดูเป็นของใช้ธรรมดาที่เราเห็นกันจนชินตา แต่แท้จริงแล้ว ผ้าจากมุมต่างๆ ของโลกก็ซุกซ่อนเรื่องราวไว้ในแต่ละผืน ผ้าบอกทั้งวิถีชีวิต การแต่งกาย ศิลปะประจำชาติ ศาสนา โครงสร้างทางสังคม ไปจนถึงประวัติศาสตร์ของดินแดน การเก็บผ้าโบราณนับเป็นการบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมไว้อีกรูปแบบหนึ่ง เขาจึงจดข้อมูลของผ้าแต่ละผืนไว้ แต่ไม่ต้องหยิบมาเปิดอ่าน เพราะแค่เห็นผ้าก็จำขึ้นมาได้แล้ว

“ส่วนใหญ่ก็ทราบ พอเห็นก็รู้ว่าเป็นของที่ไหน” คุณรอล์ฟตอบช้าๆ เป็นภาษาไทย เมื่อเราถามว่า หากไปเห็นผ้าที่อื่น นักสะสมเช่นเขาจะทราบไหมว่าผ้าผืนนั้นมาจากมุมใดของโลก “ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่เดาได้คร่าวๆ ว่าของกัมพูชา ทิเบต จีน หรือมองโกเลีย”

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

เพราะความรักที่มีให้กับผ้าทุกผืน คุณรอล์ฟได้จัดนิทรรศการแสดงผ้าหายากนานาชาติ Lotus Arts de Vivre : Woven Jewels ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนในวงกว้างได้ทำความรู้จักกับผ้า ได้ฟังเรื่องราวของผ้าในหลายมิติ และท้ายที่สุดคือ มองเห็นคุณค่าของ ‘ผ้า’ เหมือนที่เขาเห็นมาโดยตลอด

วันนี้เป็นโอกาสพิเศษมากๆ ที่นักสะสมผ้าคนนี้ได้ค้นกรุเก็บประวัติศาสตร์ส่วนตัว และหยิบผ้าแรร์ไอเท็มจาก 5 ประเทศที่ไม่เคยให้ใครดู มาให้เราชมที่นี่เป็นที่แรกและที่เดียว พร้อมบอกเล่าประวัติให้เราฟังไปทีละผืน เริ่มจากแดนอาทิตย์อุทัยกันก่อนเลย

ญี่ปุ่น

คุณรอล์ฟหยิบ ‘กิโมโน’ (Kimono) เครื่องแต่งกายประจำชาติของสาวญี่ปุ่นออกมาให้เราดู 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นผ้าทอทั้งผืน ส่วนอีกชุดหนึ่งเป็นกิโมโนสีดำลวดลายแสนวิจิตร ทันทีที่เห็น สายตาเราพุ่งไปสนใจกิโมโนชุดที่สองทันที

กิโมโนสีดำสนิทชุดนี้ผสมผสานหลายเทคนิค ทั้งทอด้วยผ้าไหม ชายกิโมโนมีลายเพนต์ด้วยสีสวยงาม ตัดขอบด้วยสีทอง และปักดิ้นทองแท้ลงบนผ้า ชุดนี้มีอายุประมาณ 80 ปี ด้วยยุคสมัยนั้นแพรพรรณคือสิ่งบางบอกสถานะทางสังคม กิโมโนงดงามขนาดนี้ เขาคาดว่าเป็นของหญิงชนชั้นสูงศักดิ์

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ถัดจากกิโมโน เขาทยอยหยิบคอลเลกชันโอบิออกมาให้ชม

‘โอบิ’ (Obi) เป็นผ้าผูกเอวสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่มีลักษณะต่างกันที่ของผู้หญิงจะเป็นผืนกว้าง ส่วนของผู้ชายจะแคบกว่า หนึ่งในโอบิหลายผืนที่คุณรอล์ฟนำมาให้เราดูเป็นโอบิผ้าไหมอายุราว 100 ปี ทอด้วยวิธีการที่เรียกว่า Brocade ซึ่งเป็นการทอผ้าไหมสีต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยกี่ทอผ้า บ่อยครั้งที่จะทอดิ้นเงินและดิ้นทองผสานเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับผืนนี้ที่ทอออกมาเป็นลวดลายฝูงนกกระเรียนสยายปีก โบยบินท่ามกลางสายน้ำและทุ่งดอกไม้

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

“การแต่งตัวของคนญี่ปุ่นโบราณเขาไม่มีเครื่องประดับมากนะ มีแต่หวี ปิ่น และกระเป๋าเล็กๆ โอบิจึงเป็นเหมือนเครื่องประดับชิ้นเด่น” คุณรอล์ฟอธิบายที่มาว่าทำไมโอบิ จึงทำด้วยความประณีตบรรจงขนาดนี้

นักสะสมรุ่นใหญ่ได้โอบิแต่ละผืนจากการประมูลของที่เกียวโต ซึ่งจัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง เขาเทียวไปเทียวมาอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้พลาดของดีที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น เขาว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่โชคด้วย มีโอกาสต้องตัดสินใจซื้อตอนนั้นเลย เพราะจะไม่มีมาอีกแล้ว

ทาง Lotus Arts de Vivre มักนำโอบิมาทำเป็นกระเป๋า เมื่อคุณรอล์ฟเห็นผ้าแต่ละผืน แวบแรกเขาคิดภาพกระเป๋าในหัวทันที ซึ่งขั้นตอนหลังได้โอบิมา คือการนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญออกแบบกระเป๋าโดยใช้ผ้าผืนนั้นอย่างคุ้มค่า ให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผ้าบางชนิดก็ไม่ได้มาจากการประมูล อย่างผ้าทอ Brocade ลายคลื่นอายุราวหนึ่งศตวรรษชิ้นนี้ เดิมเคยเป็นผ้าแขวนตกแต่งภายในวัดนิกายมหายานของญี่ปุ่น ซึ่งมีชาวบ้านนำไปถวาย

 นอกจากหาซื้อผ้าตามแหล่งต่างๆ หลายครั้งต้องเข้าไปดูผ้าในวัดด้วย เขาเล่าอย่างสนุกว่า ต้องใช้สายตาอันมีประสบการณ์สอดส่ายหาผ้าคุณภาพดีที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางผ้ากองโตในห้อง บางครั้งก็ใช้เวลาอยู่ในนั้นนานถึง 5 ชั่วโมง

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

จีน

เราเหลือบไปเห็นชุดที่หน้าตาดูคล้ายกันกับกิโมโนที่คุณรอล์ฟเพิ่งเล่าจบ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว 

ใช่แล้ว ชุดคลุมจากประเทศจีนนั่นเอง

“นี่เป็นเสื้อคลุมสำหรับคนมีฐานะ” คุณรอล์ฟเริ่ม

เช่นเดียวกับชุดกิโมโน เสื้อคลุมของจีนอายุกว่าร้อยปีนี้ เป็นผ้า Brocade แต่ต่างไปจากของญี่ปุ่นด้วยลาย บางทีแม้เป็นลายมังกรเหมือนกัน แต่ศิลปินญี่ปุ่นและศิลปินจีนก็สร้างสรรค์ออกมาได้ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน

เมื่อเราลองจับผ้าดู ก็พบว่าชุดนี้หนาและหนักมาก คุณรอล์ฟบอกว่าชุดนี้อาจเป็นของจักรพรรดิ์จีน ไม่ก็องค์ชายลำดับที่ 1 หรือ 2 ดูได้จากมังกรที่มี 5 เล็บเป็นสัญลักษณ์ เขาอธิบายเพิ่มว่า จะรู้ว่าเจ้าของเสื้อมีตำแหน่งสูงแค่ไหนจากการดูลายสัตว์บนผ้าได้

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

“ส่วนชุดนี้เป็นของคนที่ไม่มีตำแหน่งในวัง อาจเป็นเพียงเศรษฐีคนหนึ่ง” แม้ไม่มีลายสัตว์ เขาบอกว่าดูจากเนื้อผ้าและลายก็เดาได้เลยว่าเจ้าของต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

เป็นที่รู้กันว่าวงการซื้อขายของเก่านั้น มีทั้งของจริงและของปลอมที่ดูคล้ายของจริงจนแยกไม่ออก ขายปะปนกันอยู่ในตลาด เราจึงแอบสงสัยว่าคุณรอล์ฟทราบได้อย่างไรว่าที่ตัดสินใจซื้อมาจะเป็นของจริง

“จะโดนหลอกไหมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ผมเคยซื้อของปลอมเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ตอนนี้ยังเจ็บอยู่” ชายชรานักสะสมอมยิ้มให้กับอดีตของตัวเอง “เวลาซื้อ อยากได้อย่างเดียวก็ไม่ดี ต้องใช้อุเบกขาด้วย ว่าดีไหม ต้องชั่งใจด้วย เพราะโอกาสพลาดมีอยู่เสมอ”

สำหรับนักสะสมตัวยงที่เริ่มตระเวนซื้อของเก่ามากว่า 50 ปีอย่างคุณรอล์ฟ โอกาสพลาดที่ว่าก็มีน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่เฉียบคมยิ่งขึ้นตามประสบการณ์ และด้วยคอนเนกชันในวงการผ้าที่กระจายอยู่ทั่วโลก นอกจากประมูลตามงานแล้ว คุณรอล์ฟรู้จักมักคุ้นดีกับ Antique Dealer ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแต่ละที่นั้นติดต่อกันมา 40 – 50 ปีแล้ว

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

อินโดนีเซีย

คุณรอล์ฟเดินแทรกตัวเข้าไปหยิบผ้าในกองที่พันไม้อยู่ แล้วคลี่ออกมาหนึ่งผืน 

ด้วยทราบมาว่า ‘โสร่ง’ (Sarong) คือผ้านุ่งของคนอินโดนีเซีย เราจึงคิดไปว่านี่คงเป็นโสร่งที่เขาพูดกันแน่ๆ ทว่าคุณรอล์ฟเฉลยว่านี่ไม่ใช่โสร่ง แต่เรียกว่า ‘สปุต’ (Saput) ซึ่งเป็นผ้าสำหรับใส่ทับโสร่งอีกทีเพื่อให้ดูทางการกว่าใส่โสร่งเปล่าๆ อย่างเวลาไปวัดหรือออกงานสังคมก็ต้องใส่สปุตด้วย

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ไม่รอช้า ชายชาวเยอรมันก็จัดการพันสปุตไว้ที่เอว แล้วผูกแบบคล่องแคล่วเสียจนเราสงสัยว่าไปร่ำเรียนมาตอนไหนกัน

“ผมเคยมีบ้านที่บาหลี เวลามีงานอะไรต้องใส่ เลยมีโอกาสใส่บ่อย โดยเฉพาะงานเต้นรำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของที่นั่น” ดูเหมือนว่าคุณรอล์ฟจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราอยู่เรื่อยๆ

“ผืนนี้เป็นบาติก” เขาหยิบผ้าชนิดใหม่มาให้ดู คราวนี้ดูต่างไปจากผืนก่อนๆ ที่ได้ดูมากทีเดียว

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ผ้าบาติกอายุกว่า 80 ปีผืนนี้ได้มาจาก Antique Dealer ผู้ขายของเก่าที่อินโดนีเซียเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผ้าใช้สีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ขาว ดำ แดงสด และแดงแก่ วิธีการทำบาติกคือต้องเขียนเทียนไว้ในส่วนที่ไม่ต้องการลงสี แล้วแต้มสีในส่วนที่ต้องการ จากนั้นก็ล้างเทียนออกด้วยน้ำร้อน แล้วเริ่มลงเทียนรอบใหม่เพื่อลงสีถัดๆ ไป ทำแบบนี้ด้วยมือถึง 4 รอบจึงจะลงสีครบ หากไม่ใจเย็นก็ไม่มีวันทำได้เลย

“สะสมแบบนี้ต้องขยัน ไปหลายแห่ง” เขาพูดด้วยแววตาที่มีพลังมุ่งมั่น

นอกจากการซื้อผ้าผ่านดีลเลอร์หรือการประมูล หลายครั้งทีเดียวที่คุณรอล์ฟได้ผ้ามาจากชาวบ้าน แม้ไม่ใช่ผ้าโบราณอายุเป็นร้อยปี แต่ก็มีความงามและคุณค่าในแบบของตัวเอง อย่างผ้ามัดย้อมที่เขาหยิบมาให้เราดูตบท้ายนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการแสดงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

อินเดีย

“อินเดียเป็น Supplier of the World” เป็นประโยคแรกที่คุณรอล์ฟพูด เมื่อเริ่มเข้าเรื่องผ้าของแดนภารตะ เรารู้ทันทีว่ามาถึงทีเด็ดของเขาเข้าแล้ว

นิทรรศการแสดงผ้าหายากนานาชาติครั้งนี้ มีผ้าคลุมไหล่พัชมีนาส่วนหนึ่งที่เก็บไว้อย่างดีและหาที่ไหนไม่ได้แล้วเป็นไฮไลต์ของงาน ซึ่งเขาเล่าว่าในกรุส่วนตัวมีทั้งหมดนับ 200 ผืน

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

‘ผ้าคลุมไหล่พัชมีนา’ (Pashmina) มาจากแคชเมียร์ ดินแดนทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย วิธีการทำคือจะนำขนแพะชั้นในสุดซึ่งมีความนุ่มละเอียดมาถักทอเส้นใยแนวทแยง โดยแพะที่ถูกนำขนมาใช้นั้นอาศัยอยู่ในระดับความสูง 4,300 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้ห่มเพื่อคลายความหนาว

คุณรอล์ฟพาเราเดินไปดูผ้าพัชมีนาจากศตวรรษที่ 19 อายุ 161 ปีผืนหนึ่ง ซึ่งได้มาจากดีลเลอร์อินเดียเมื่อประมาณ 40 – 50 ปีก่อน มีลวดลายเป็นโบเทธ์ (Boteh) หรือที่เรียกว่าลายเพสลีย์ (Paisley) บ้างก็เรียกว่าลายลูกน้ำ ตามลักษณะที่เห็น

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ลายนี้มีต้นกำเนิดจากเปอร์เซีย หมายถึง ดอกไม้ หรือ ช่อดอกไม้ใบไม้ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความเป็นนิรันดร์ ต่อมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 19 เป็นยุคของจักรวรรดิโมกุล ลายโบเทธ์ได้เผยแพร่เข้าสู่อนุทวีปอินเดีย นิยมนำไปทอเป็นลายของผ้าคลุมไหล่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมในชนชั้นสูงและขุนนาง จากนั้นแพร่เข้าสู่ยุโรปในยุคล่าอาณานิคม จนถึงทุกวันนี้ ลายนี้ก็ยังได้รับความนิยมในโลกแฟชั่นอยู่เสมอ

การไล่เรียงซึ่งสีย้อมธรรมชาติจากหญ้าฝรั่นให้เป็นลวดลายนั้นยากซับซ้อน การเปลี่ยนสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า Interlocking Tapestry ค่อยๆ ทอสลับสีไปจนเสร็จทั้งผืน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ผ้าพัชมีนาใช้เวลาทอนานมาก โดยผืนนี้ใช้เวลาถึง 3 ปี

“ของใหม่ไม่ละเอียดเท่า” คุณรอล์ฟพูดถึงผ้าที่เขาพาเรามาดูในลำดับต่อมา

ตรงหน้าเรานี้คือผ้าพัชมีนาทอใหม่ที่ใช้เทคนิคเดียวว่ามีดีไซน์เรียบง่าย ลดความซับซ้อนของลายและการผสานสีลงไปจากเดิมมาก ใช้เวลา 2 – 3 เดือนก็เสร็จสิ้น 

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

เขาเล่าด้วยน้ำเสียงกึ่งเสียดายว่า ทุกวันนี้คนทอผ้าในอินเดียน้อยลงมาก จากเคยส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น พอมาถึงคนรุ่นปัจจุบันก็ไม่อยากสานต่อ เพราะงานแบบนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ใช้แรงกาย และใช้เวลาในการผลิตต่อชิ้นเยอะมาก แต่ค่าตอบแทนกลับสวนทาง คนจึงหันไปพึ่งเครื่องจักรและทำงานที่เน้นความเร็ว เขาเองไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก เพราะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการพัฒนาและโลกที่หมุนไป

ทว่าตัวเขาเองกลับยังเชื่อในความงามและมูลค่าทางใจที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการทำงานคราฟต์

เพราะเหตุนี้ งานทำมือจึงมีคุณค่าในสายตานักสะสมอย่างเขาเหลือเกิน

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ใครสนใจอยากชมผ้าสวยๆ ตอนนี้นิทรรศการแสดงผ้าหายากนานาชาติ Lotus Arts de Vivre : Woven Jewels ที่ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ลักขณา คุณาวิชยานนท์ มาเป็นภัณฑารักษ์ ยังจัดแสดงอยู่จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 – 17.00 น. ที่ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ แกลเลอรี่ พระราม 3 สามารถนัดหมายเข้าชมได้ที่ โทรศัพท์ 08 9667 6077

ภายในงานนี้ นอกจากจะมีผ้าทอโบราณอย่างผ้าพัชมีนาหรือผ้าโอบิของ อาจารย์เกนเบ ยามากูจิ ปรมาจารย์แห่งโอบิญี่ปุ่นให้ดูแล้ว ยังจัดแสดงกระเป๋าคอลเลกชัน Woven Jewels ที่นำผ้าโบราณจากที่ต่างๆ มาผสมผสานกับการปักลายของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ด้วย

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

คำว่า ‘หลงรัก’ อาจอธิบายความรู้สึกได้น้อยไป แต่ถ้า ‘หลงใหล’ คงพออธิบายได้ว่าทำไมคอนโดของ เอก-ทวีป ฤทธินภากร จึงได้ให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่มีคลังสมบัติอายุเฉลี่ยนับร้อยปีวางดาษดื่นขนาดนี้

เอก ทวีป ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าลุนตยา แต่เขาคือนักสะสมผู้ใช้ความหลงใหลและเวลากว่า 20 ปี ทุ่มเทเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับพม่า ตั้งใจร่ำเรียนตำราด้วยตัวเอง และถึงขั้นเรียนภาษาพม่านาน 3 ปี เพื่อให้อ่านหลักฐานที่พบได้เข้าใจ

วันนี้ ความชอบไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ต้อนรับแขกผู้สนใจมากถึง 5 คนในคราวเดียว แต่เพราะเอกเป็นทั้งภัณฑารักษ์ผู้รอบรู้ (สำหรับเรา) นักเรียนดีเด่นผู้ไม่เคยหยุดศึกษา และนักเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงสิ่งของทุกชิ้นเข้าหากันด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิตของเขา

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

เอกเติบโตมาในปี 1980 มีบ้านอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขับรถไปไม่เกินชั่วโมงก็จะข้ามพรมแดนสู่ดินแดนแห่งทองคำ เขาเล่าว่าตอนเด็กเคยได้ยินเสียงคนยิงกันดังไกลถึงอำเภอฝาง เมื่อถามผู้ใหญ่ก็ได้คำตอบว่าเป็นชาวไทใหญ่ ไม่ก็ชาวเขา 

นั่นคือภาพจำในยุคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักประเทศพม่า นอกจากคำอธิบายว่าเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ยากจนและมีปัญหาการเมือง’ เมื่อโตขึ้นเข้าระบบการศึกษา พม่าก็เปลี่ยนเป็นคู่แค้นที่เผากรุงศรีอยุธยาและขนทองกลับไป

ไม่ผิดที่มีการถ่ายทอดให้คนจดจำเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องของการเล่าประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วบ้านใกล้เรือนเคียงมีอะไรให้ศึกษาและทำความเข้าใจมากกว่านั้น ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งพม่าเคยรุ่งเรืองเป็นเมืองท่าที่ไฮโซไม่ต่างจากสิงคโปร์ และผู้ดีเมืองไทยต้องเดินทางไปช้อปปิ้งถึงที่นั่น

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

“ผมจึงอยากแสดงให้คนเห็นมุมที่หลากหลายขึ้นจากสิ่งของที่สะสม โดยเริ่มศึกษาจากสิ่งที่เก็บ เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่มีคืออะไร มีที่มาอย่างไร ใครเป็นคนใช้ ทำไมต้องสีนี้ มีความเชื่ออะไรอยู่ในนั้น” เจ้าของห้องบอกต่อว่า ความเข้าใจน้อยและเข้าใจผิดที่เคยมีคือปมที่ทำให้เขาขวนขวายศึกษา

โดยทั้งหมดเริ่มจากเพียงความชอบใน ‘ผ้าลุนตยาอเชะ’ แต่เมื่ออ่านเอกสารมากเข้า กลับพบว่าข้อมูลยังไม่พอแก่ใจที่ต้องการ เขาจึงตีตั๋วลงพื้นที่ถึงโรงทอที่พม่าเพื่อทำการวิจัยขั้นปฐมภูมิ ขยันไปหาเหล่าช่างทอ 4 – 5 ครั้ง แม้จะพูดภาษาเขาไม่ได้ จนในที่สุดกำแพงแห่งความไม่ไว้ใจก็ถูกทลาย กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ทั้งมิตรภาพและความรู้

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ช่วงปี 1980 – 1990 ผ้าลุนตยาอเชะเข้ามาในไทยผ่านทางแม่สายเป็นจำนวนมาก เพราะมีตลาดทางเชียงใหม่ที่ต้องการ
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

ลุน แปลว่า กระสวย ตยา (ตะ-ยา) แปลว่า หนึ่งร้อย รวมกัน ลุนตยา แปลว่า ร้อยกระสวย อเชะ (อะ-เชะ) แปลว่า เกาะเกี่ยว มาจากวิธีการทอผ้าที่ใช้กระสวยพุ่ง สีละกระสวย เมื่อพุ่งไปถึงจุดที่ต้องการจึงผูกปมเอาไว้ แล้วพุ่งกระสวยอันถัดไปต่อ หากผ้ามีสีมากก็ยิ่งใช้กระสวยเยอะ สมมติ เรากางผ้าออกมาดู มีลายที่ใช้สีแดงสลับกับสีเหลือง 40 ครั้ง แปลว่า มีกระสวยสีแดง 20 อัน และกระสวยสีเหลือง 20 อัน รวมเป็น 40 อัน แต่ผ้าจริงที่เราเห็นมีรายละเอียดเยอะกว่านั้น

เรามองผ้าลุนตยาอเชะทั้งเก่าและใหม่ที่เอกเปิดให้ดู นี่คืองานหัตถกรรมชั้นครูที่น่าภูมิใจของพม่า

“เส้นที่โค้งสวยแปลว่าคนทอเก่งมาก บางทีสีเดียวกันจะใช้กระสวยอันเดียวก็ได้ แต่คนทอต้องไขว้เส้นให้เป็น ไม่อย่างนั้นพันกันยุ่งเหยิง ระดับครูเก่ง ๆ ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน เป็นผ้าชั้นสูงจึงมีราคาแพงมาแต่โบราณ ปัจจุบันราคาหลายหมื่นต่อผืน”

เมื่อต้นทางถูกสงวนให้ใช้แค่ในราชสำนัก เหล่าช่างทอจึงได้รับการปูนบำเหน็จเสร็จสรรพ แต่เมื่อราชสำนักล่มสลาย มียุคหนึ่งที่ช่างทอต้องเผชิญปัญหา เพราะทำอาชีพอื่นไม่เป็น ขายเองก็ไม่เคยคิดเรื่องต้นทุนมาก่อน แต่หลังจากนั้นผ้าลุนตยากลายเป็นสินค้าไฮโซสำหรับคนที่อยากมีไว้ประดับบารมี ช่างทอจึงกลับมามีอาชีพอีกครั้ง

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ผ้าลุนตยาอเชะอาจถูกตัดหลังเจ้าของเสียเพื่อทำเป็นผ้าห่อคัมภีร์ถวายวัด
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
เนื่องจากเป็นของแพง บางคนจึงมีเพียงผืนเดียวทั้งชีวิตเพื่อใช้ใส่ตอนออกเรือนหรือในพิธีสำคัญ ใช้ได้ทั้งชายและหญิง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ สี และลาย

แม้จะได้ข้อมูลมากกว่าในตำรา แต่ชายคนนี้ยังไม่คลายความสงสัย เขาอยากรู้ว่าคนสมัยก่อนนุ่งห่มผ้ากันอย่างไรจึงไปหาภาพถ่ายโบราณมาชม เมื่อเจอแล้วก็อยากเห็นอีก กลายเป็นเก็บมาเรื่อย ๆ กว่า 1,000 ใบ ส่วนใหญ่ได้มาจากโลกออนไลน์ส่งตรงจากยุโรป ซึ่งบางทีมีปีและสถานที่เขียนด้วย

“ที่พม่ามีภาพน้อย เพราะสภาพอากาศไม่ดี รูปพังไปเยอะ ดังนั้น ที่เราเจอในประเทศจะถอยกลับไปแค่ยุค 30 – 50 แต่เก่ากว่านั้นจะไม่เจอ”

เอกเล่าว่าสมัยโบราณการถ่ายภาพเป็นเรื่องยาก ผู้ที่ถือกล้องจึงต้องเป็นช่างภาพผู้เชี่ยวชาญหาใช่มือสมัครเล่น โดยคอลเลกชันแรกที่เขาหยิบออกจากกล่องไม้มาให้ชมเป็นของช่างภาพชาวเยอรมันชื่อ Philip Adolphe Klier ถ่ายไว้ประมาณปี 1870 – 1890 

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

“ในยุคแรกเขาถ่ายเพราะเป็นของแปลก เพื่อนำรูปไปทำการค้า Klier จะนำฟิล์มกระจกที่ถ่ายภาพรวบรวมไว้เป็นคอลเลกชันของสตูดิโอตัวเอง เขามีที่มะละแหม่งก่อนย้ายไปย่างกุ้ง เวลามีนักท่องเที่ยวมาก็จะได้อัดภาพขายตามออเดอร์เป็นของที่ระลึก”

ชาวพม่ามีความหวาดกลัวกล้องถ่ายรูปไม่ต่างจากชาวไทยโบราณที่กลัวถ่ายแล้ววิญญาณหลุดออกจากร่าง ในยุคแรกที่กล้องเข้ามาจึงมีแต่ชาวต่างชาติเข้าไปใช้บริการ แต่เมื่อผ่านไปเป็นปี ชาวบ้านเรียนรู้ว่าคนที่เคยถูกถ่ายยังไม่มีใครเสียชีวิต ประกอบกับเริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้น พวกเขาจึงเริ่มนิยมถ่ายภาพกันมากขึ้น

กระทั่งเข้าสู่ช่วงปี 1900 – 1920 ฟิล์ม Kodak เริ่มเป็นที่แพร่หลาย กล้องขนาดเล็กมาพร้อมช่างภาพมือสมัครเล่นที่เผยแพร่ภาพแนว Candid กดชัตเตอร์ตามความสนใจ ไม่มีการเซ็ตอัป

“อันนี้ผมได้ฟิล์มมาจากอังกฤษ เป็นการซื้อออนไลน์โดยไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร คนขายบอกแค่เป็นภาพพม่า ผมก็เลยเอาฟิล์มไปอัดที่ร้านฉายาจิตรกร”

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
อัลบัมที่เอกนำฟิล์มไปล้างและอัดออกมาเป็นรูป

“นี่คือ หม่องชอว์ลู อยู่ที่มะละแหม่ง แล้วไปเข้ารีตได้ทุนไปกัลกัตตาและไปเรียนต่อถึงอเมริกา เรียนจบเป็นแพทย์คนแรกของพม่า ภาพนี้เขียนไว้ว่าถ่ายที่คลีฟแลนด์ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา 

“ส่วนอันนี้เป็นเสนาบดีพม่าที่ถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตที่ยุโรปแล้วถ่ายภาพที่อิตาลี ผมไปเจอภาพนี้ที่ร้านขายหนังสือเก่าที่อิตาลี เขาเขียนอธิบายไว้ว่า Exotic asian gentleman in costume แต่เราเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คนพม่าระดับสูง หาข้อมูลเพิ่มก็พบว่าพระเจ้ามินดงส่งเขาไปเรียนเมืองนอกเป็นคนแรก ๆ จบวิศวกรที่ฝรั่งเศส ตำแหน่งเขาชื่อ บัน แชะก์ หวุ่น ฝรั่งเขียนเอาไว้ว่า เขาเป็นคนที่เก่งมาก พูดฝรั่งเศสเก่ง อังกฤษดี เวลามีฝรั่งมา คนนี้เป็นคนรับแขกหมดเลย เห็นแต่งตัวแบบพม่า แต่กริยาเป็นตะวันตก”

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
บัน แชะก์ หวุ่น

“พม่าน่าสนใจเพราะทุกวันนี้เรายังรู้จักเขาแบบผิว ๆ สิ่งที่ผมสะสมส่วนใหญ่เป็นศิลปะที่ใช้ประดับตกแต่งได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือผ้า มันน่าสนใจเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน เราเหมือนเรียนรู้ชีวิตและสังคมของเขาไปด้วย”

ต่อมาเอกหยิบภาพที่หลายคนอาจคุ้นตา เพราะถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพจากละครโทรทัศน์เรื่อง เพลิงพระนาง นั่นคือภาพของพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต ถ่ายในพระราชวังที่มัณฑะเลย์ ด้านหลังเขียนอธิบายไว้โดยลูกหลานเจ้าของภาพที่นำมาขาย ความว่า ต้นตระกูลเป็นชาวอังกฤษ ประกอบอาชีพทนายอยู่ที่รัตนคีรีและกัลกัตตา เป็นผู้เจรจาเรื่องเงินบำเหน็จให้กับพระเจ้าสีป่อและรัฐบาลอังกฤษ พระเจ้าสีป่อจึงพระราชภาพนี้ให้

“การที่ท่านพระราชทานให้ เราก็เดาว่าภาพนี้ถ่ายในประเทศและนำติดตัวไปตอนเนรเทศ” เอกเสริม โดยพระเจ้าสีป่อคือพระมหากษัตริย์พม่าองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา ถูกเนรเทศไปอินเดียหลังจบสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 

พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ภาพผู้มีภาวะขนดกในอดีต

“ความเศร้าคือเวลาที่เจ้าของเดิมเสียไป ลูกหลานขายภาพออกมา พ่อค้าส่วนมากมักจะตัดภาพจากอัลบั้มมาขายแยกทีละแผ่น อย่างอันนี้คาดว่าเป็นอัลบัมหรือ Scrapbook (สมุดติดรูปหรือข่าวที่ตัดมาจากสื่อสิ่งพิมพ์) แต่เราได้มาแค่ 2 แผ่น แล้วมีเอกสารติดมาด้วย

“สมัยนั้นมีสมาคมยานยนต์ของพม่า นี่คือเอกสารบอกเส้นทางสำหรับคนขับรถไปเอง เมืองไหนห่างไปกี่กิโลเมตร จะเจออะไรบ้าง ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา”

เรียกว่านี่คือ Google Maps เมื่อ 100 ปีก่อนที่พม่ามีออกไปจนถึงชายแดนก็คงได้

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

นอกจากภาพทิวทัศน์ภายนอก เอกหยิบภาพเด็กชาวต่างชาติคนหนึ่งในชุดพม่าขึ้นมาให้ชม ดูแล้วก็พอทราบได้ว่าพ่อแม่คงพาไปถ่ายรูปในสตูดิโอ 

เขาเสริมว่า ภาพถ่ายในสตูดิโอหลายต่อหลายใบในยุคแรก ๆ คนในภาพอาจไม่เคยเห็นก็ได้ เพราะพวกเขาอาจถูกจ้างมาเป็นแบบ และนำภาพไปทำโปสการ์ดส่งขาย เนื่องจากสมัยก่อนเป็นช่องทางที่คนสื่อสารถึงกันอย่างแพร่หลาย 

อีกคอลเลกชันที่นำมาให้ชมคือซีรีส์ขายดีของโปสการ์ดปี 1900 – 1910 จัดทำโดย D.A.Ahuja (ห้างแขกที่ทั้งถ่ายรูป ทำสตูดิโอ และผลิตโปสการ์ด) ซึ่งร่วมมือกับเยอรมนี โดยส่งไปพิมพ์และลงสีที่เยอรมนี แต่ด้วยความที่คนทางนั้นไม่เคยเห็นว่าผ้านุ่งที่แท้จริงสีอะไร บางภาพจึงมีสีสดใสให้พวกเราแปลกใจเล่น เพราะไม่เหมือนจริงเลย

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“พวกนี้เป็นบัตรเชิญสมัยโบราณ นามบัตร หนังสือแนะนำทัวร์ด้วยรถไฟ ลามไปจนถึงเอกสาร หนังสือของที่ระลึกสมัยโบราณ โบรชัวร์เที่ยวพม่าของ โทมัส คุก บริษัทท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ อันนี้ปี 1933 – 1934 ซึ่งยุคทองของโลกคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเทคโนโลยีดี เดินทางง่าย ไม่ลำบาก โลกเชื่อมโยงกัน โปรแกรมทัวร์จึงเกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าร้อยปีที่แล้วเขาเที่ยวกันอย่างไร”

เจ้าของห้องเล่าต่อว่า แต่เดิมพม่าใช้เกวียนในการคมนาคม แม่น้ำอิรวดีมีเรือพื้นบ้านลอยล่อง เมื่ออังกฤษเข้ามาจึงเกิดกาารพัฒนาระบบคมนาคม สร้างรางรถไฟ และระบบขนส่งทางน้ำ มีเรือกลไฟเข้ามา ช่วงแรกบริษัทอิรวดี โฟลทิลล่า (Irrawaddy Flotilla) ตั้งขึ้นเพื่อขนยุทธภัณฑ์ จากนั้นจึงพัฒนาเป็นการค้าจริงจัง ขนตั้งแต่ย่างกุ้งขึ้นไปถึงต้นแม่น้ำมราติดกับชายแดนเมืองจีน เกิดเป็นระบบไปรษณีย์ขึ้นมา เรือบางลำเป็นเหมือนตลาดนัดที่มีคนขายของด้านบน เมื่อมาเทียบท่า ชาวบ้านก็แห่ลงไปซื้อของ

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“ทุกครั้งที่ศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่นลึกซึ้งขึ้น มันทำให้เราไม่ตัดสินและเข้าใจเขาในแบบที่เป็นเขามากกว่าเดิม ยกตัวอย่าง พี่น้องชาวพม่าที่มาทำงานบ้านเรา เขาไม่ใช่เชื้อชาติพม่า แค่ถือสัญชาติเมียนมา ในแง่ชาติพันธุ์อาจเป็นไทใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง ซึ่งเราไม่ได้สนใจ แถมยังมองเป็นก้อนเดียว

“วันนี้กลับบ้านไป ลองถามพวกเขาดูสิว่าเป็นคนที่ไหน ถ้าเราเริ่มสนใจเรื่องเหล่านี้ของเขา เขาก็จะดีใจว่าเราไม่ได้เหมารวม”

พม่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กลุ่มหลักชื่อว่า บะม๊า (Bamar) อาศัยอยู่เยอะทางตอนกลางของประเทศ แถมลุ่มแม่น้ำอิรวดี ตั้งแต่มัณฑะเลย์ลงมาถึงพุกาม หากลงไปย่างกุ้งหรือต่ำกว่านั้นเป็นพื้นที่ของชาวมอญ ส่วนพื้นที่ทางกาญจนบุรีเป็นชาวกะเหรี่ยง และทางเชียงใหม่ เชียงราย เป็นของชาวรัฐฉานหรือชาวไทใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วไป

“ของที่ผมเก็บจะชอบของมอญ บะม๊า ไทใหญ่ และสนใจเป็นพิเศษกับสิ่งของช่วงสมัยอาณานิคม เพราะเห็นภาพของโลกาภิวัตน์ว่ามีมานานแล้ว ไหนจะเรื่องการเชื่อมโลก การค้าขาย แลกเปลี่ยน อย่างภาพถ่ายที่ผมเก็บ ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากจักรวรรดินิยมที่นำเทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามา”

ที่เคยกล่าวว่าคอนโดของเอกไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์นั้นไม่เกินจริง เพราะเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องล้วนเป็นของสะสมจากต่างชาติทั้งสิ้น เช่น เก้าอี้ที่ฝรั่งสั่งทำโดยผสมผสานสไตล์ยุโรปเข้ากับศิลปะพม่า เอกเปรียบว่าเป็น La-Z-Boy เมื่อ 100 ปีก่อน

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“ฝรั่งมักอินกับเรื่องท้องถิ่นเหล่านี้ พอเข้าไปประเทศไหนก็สั่งทำหมด” เขาเปิดตู้ (ที่มาจากพม่า) โชว์เครื่องเงินลายนูนสูงให้ชม

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

เราค้นพบว่าเครื่องเงินเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชาวพม่าทำขายคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเหยือกนม กาน้ำชา แก้วเบียร์ ถาดใส่อาหาร จิ๊กเกอร์ค็อกเทล ที่เสียบเมนู หรือกล่องใส่บุหรี่ ส่วนสิ่งที่คนพม่าทำมาใช้งานจริงคือขัน โดยลายที่นิยมก็หนีไม่พ้นเรื่อง รามเกียรติ์ พระเวสสันดร รวมไปถึงชาดกต่าง ๆ

ลายบนขันที่เอกหยิบขึ้นมาคือเรื่องราวของภิกษุณี พระปฏาจาราเถรี เดิมนางเป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี วันหนึ่งหลงรักคนรับใช้จึงหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยกัน แต่หลังจากนั้นชีวิตของนางกลับทุกข์ทรมานแสนสาหัส สามีถูกงูกัดตาย ลูก 2 คนและบิดามารดาเสียชีวิต สุดท้ายนางเสียสติวิ่งแก้ผ้าอย่างไม่รู้ตัวจนพบพระพุทธเจ้า ภายหลังจึงได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมจนสำเร็จเป็นภิกษุณี

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
J. & M. P. Bell & Co.Ltd. จานจากสกอตแลนด์ส่งมาขายที่พม่า โดยทำลายตามที่ชาวเอเชียนิยม

สมบัติใจทั้งหมดในห้องเริ่มต้นจากความต้องการรู้ สานต่อด้วยความใฝ่รู้ที่ไม่มีทางสิ้นสุดของเจ้าตัว 

เอกบอกว่าประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมของการสะสมมาตั้งแต่ต้น ขณะที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มเก็บสิ่งของตามแนวคิดของต่างชาติที่ปลูกฝังเรื่องนี้มานานแล้ว เช่น เริ่มสอนให้เด็กรู้จักสะสมอะไรก็ได้ เพราะการสะสมสร้างนิสัยของความอยากรู้ อยากศึกษาอะไรบางอย่างให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หลังใช้เวลา 4 ชั่วโมงลงลึกไปกับพม่าอย่างสนุกสนาน เราบอกลาเจ้าของห้องด้วยความอิ่มเอมใจ และตั้งใจกลับบ้านให้เร็ว เพื่อไปเปิดบทสนทนากับพี่สาวข้างบ้านว่า เล่าเรื่องที่บ้านของพี่ให้ฟังหน่อยสิ

การสะสมคือการต่อยอดการเรียนรู้ ความสงสัยพาเราไปหาผู้คนและค้นพบโลกกว้าง บางครั้งก็พาคนที่สนใจมาหาเพื่อให้เราส่งต่อความรู้ 

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับพม่าและชมภาพโบราณเพิ่มเติมได้ในหนังสือ Unseen Burma โดย เอก-ทวีป ฤทธินภากร จัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ ริเวอร์บุ๊คส์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load