27 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

คุณรอล์ฟ วอน บูเรน แห่ง Lotus Arts de Vivre (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์ด้วยการสร้างงานศิลป์จากวัสดุหายาก เป็นคนชอบของโบราณมาแต่ไหนแต่ไร เขาสะสมของหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพศิลปะ เครื่องเรือน เครื่องประดับ 

ผ้าก็เป็นของสะสมอย่างสำคัญของชายชาวเยอรมันผู้นี้ เขาทั้งหลงใหล ทั้งภูมิใจกับทุกผืน ก่อนเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร พ่วงตำแหน่งนักสะสมผ้าโบราณ ราว 58 ปีที่แล้ว คุณรอล์ฟในวัยหนุ่มเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อเป็นตัวแทนของบริษัทเฮิกซ์ ขายสีย้อมผ้าให้กับโรงงานย้อมและทอผ้า ด้วยอาชีพนั้น เขามีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการกว่าจะเป็นผ้าสักผืน จึงทำให้เห็นคุณค่าของผ้า ด้วยต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความลำบากในการผลิตจนเสร็จสวยสมบูรณ์

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ผ้าผืนแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นให้คุณรอล์ฟเริ่มเก็บสะสม คือ ผ้าแคชเมียร์ ซึ่งได้มาระหว่างเดินทางไปอินเดีย เพื่อเลือกสรรวัสดุมาทำสินค้าให้กับแบรนด์ Lotus Arts de Vivre จากนั้นเขาค่อยๆ ตามหาผ้าหลากชนิดจากทั่วเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น จีน และอินโดนีเซีย มาเพิ่ม จากตามหากลายเป็นความหลงใหล และแปรเปลี่ยนเป็นงานอดิเรกของเขามากว่า 50 ปี ถึงตอนนี้ คุณรอล์ฟในวัย 81 มีผ้าผืนสวยนับ 1,000 อยู่ในครอบครอง

เขามีห้องสำหรับเก็บสะสมผ้า ห้องนั้นเปิดแอร์ 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลรักษาให้ผ้าอยู่ในสภาพคงเดิมที่สุด โดยห้องต้องปลอดมอด ศัตรูอันดับหนึ่งของผ้าเก่า และต้องระวังรา หากราขึ้น ผ้านิ่มๆ ก็ฉีกเหมือนกระดาษได้

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

มองเผินๆ ผ้าอาจดูเป็นของใช้ธรรมดาที่เราเห็นกันจนชินตา แต่แท้จริงแล้ว ผ้าจากมุมต่างๆ ของโลกก็ซุกซ่อนเรื่องราวไว้ในแต่ละผืน ผ้าบอกทั้งวิถีชีวิต การแต่งกาย ศิลปะประจำชาติ ศาสนา โครงสร้างทางสังคม ไปจนถึงประวัติศาสตร์ของดินแดน การเก็บผ้าโบราณนับเป็นการบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมไว้อีกรูปแบบหนึ่ง เขาจึงจดข้อมูลของผ้าแต่ละผืนไว้ แต่ไม่ต้องหยิบมาเปิดอ่าน เพราะแค่เห็นผ้าก็จำขึ้นมาได้แล้ว

“ส่วนใหญ่ก็ทราบ พอเห็นก็รู้ว่าเป็นของที่ไหน” คุณรอล์ฟตอบช้าๆ เป็นภาษาไทย เมื่อเราถามว่า หากไปเห็นผ้าที่อื่น นักสะสมเช่นเขาจะทราบไหมว่าผ้าผืนนั้นมาจากมุมใดของโลก “ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่เดาได้คร่าวๆ ว่าของกัมพูชา ทิเบต จีน หรือมองโกเลีย”

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

เพราะความรักที่มีให้กับผ้าทุกผืน คุณรอล์ฟได้จัดนิทรรศการแสดงผ้าหายากนานาชาติ Lotus Arts de Vivre : Woven Jewels ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนในวงกว้างได้ทำความรู้จักกับผ้า ได้ฟังเรื่องราวของผ้าในหลายมิติ และท้ายที่สุดคือ มองเห็นคุณค่าของ ‘ผ้า’ เหมือนที่เขาเห็นมาโดยตลอด

วันนี้เป็นโอกาสพิเศษมากๆ ที่นักสะสมผ้าคนนี้ได้ค้นกรุเก็บประวัติศาสตร์ส่วนตัว และหยิบผ้าแรร์ไอเท็มจาก 5 ประเทศที่ไม่เคยให้ใครดู มาให้เราชมที่นี่เป็นที่แรกและที่เดียว พร้อมบอกเล่าประวัติให้เราฟังไปทีละผืน เริ่มจากแดนอาทิตย์อุทัยกันก่อนเลย

ญี่ปุ่น

คุณรอล์ฟหยิบ ‘กิโมโน’ (Kimono) เครื่องแต่งกายประจำชาติของสาวญี่ปุ่นออกมาให้เราดู 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นผ้าทอทั้งผืน ส่วนอีกชุดหนึ่งเป็นกิโมโนสีดำลวดลายแสนวิจิตร ทันทีที่เห็น สายตาเราพุ่งไปสนใจกิโมโนชุดที่สองทันที

กิโมโนสีดำสนิทชุดนี้ผสมผสานหลายเทคนิค ทั้งทอด้วยผ้าไหม ชายกิโมโนมีลายเพนต์ด้วยสีสวยงาม ตัดขอบด้วยสีทอง และปักดิ้นทองแท้ลงบนผ้า ชุดนี้มีอายุประมาณ 80 ปี ด้วยยุคสมัยนั้นแพรพรรณคือสิ่งบางบอกสถานะทางสังคม กิโมโนงดงามขนาดนี้ เขาคาดว่าเป็นของหญิงชนชั้นสูงศักดิ์

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ถัดจากกิโมโน เขาทยอยหยิบคอลเลกชันโอบิออกมาให้ชม

‘โอบิ’ (Obi) เป็นผ้าผูกเอวสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่มีลักษณะต่างกันที่ของผู้หญิงจะเป็นผืนกว้าง ส่วนของผู้ชายจะแคบกว่า หนึ่งในโอบิหลายผืนที่คุณรอล์ฟนำมาให้เราดูเป็นโอบิผ้าไหมอายุราว 100 ปี ทอด้วยวิธีการที่เรียกว่า Brocade ซึ่งเป็นการทอผ้าไหมสีต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยกี่ทอผ้า บ่อยครั้งที่จะทอดิ้นเงินและดิ้นทองผสานเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับผืนนี้ที่ทอออกมาเป็นลวดลายฝูงนกกระเรียนสยายปีก โบยบินท่ามกลางสายน้ำและทุ่งดอกไม้

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

“การแต่งตัวของคนญี่ปุ่นโบราณเขาไม่มีเครื่องประดับมากนะ มีแต่หวี ปิ่น และกระเป๋าเล็กๆ โอบิจึงเป็นเหมือนเครื่องประดับชิ้นเด่น” คุณรอล์ฟอธิบายที่มาว่าทำไมโอบิ จึงทำด้วยความประณีตบรรจงขนาดนี้

นักสะสมรุ่นใหญ่ได้โอบิแต่ละผืนจากการประมูลของที่เกียวโต ซึ่งจัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง เขาเทียวไปเทียวมาอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้พลาดของดีที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น เขาว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่โชคด้วย มีโอกาสต้องตัดสินใจซื้อตอนนั้นเลย เพราะจะไม่มีมาอีกแล้ว

ทาง Lotus Arts de Vivre มักนำโอบิมาทำเป็นกระเป๋า เมื่อคุณรอล์ฟเห็นผ้าแต่ละผืน แวบแรกเขาคิดภาพกระเป๋าในหัวทันที ซึ่งขั้นตอนหลังได้โอบิมา คือการนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญออกแบบกระเป๋าโดยใช้ผ้าผืนนั้นอย่างคุ้มค่า ให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผ้าบางชนิดก็ไม่ได้มาจากการประมูล อย่างผ้าทอ Brocade ลายคลื่นอายุราวหนึ่งศตวรรษชิ้นนี้ เดิมเคยเป็นผ้าแขวนตกแต่งภายในวัดนิกายมหายานของญี่ปุ่น ซึ่งมีชาวบ้านนำไปถวาย

 นอกจากหาซื้อผ้าตามแหล่งต่างๆ หลายครั้งต้องเข้าไปดูผ้าในวัดด้วย เขาเล่าอย่างสนุกว่า ต้องใช้สายตาอันมีประสบการณ์สอดส่ายหาผ้าคุณภาพดีที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางผ้ากองโตในห้อง บางครั้งก็ใช้เวลาอยู่ในนั้นนานถึง 5 ชั่วโมง

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

จีน

เราเหลือบไปเห็นชุดที่หน้าตาดูคล้ายกันกับกิโมโนที่คุณรอล์ฟเพิ่งเล่าจบ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว 

ใช่แล้ว ชุดคลุมจากประเทศจีนนั่นเอง

“นี่เป็นเสื้อคลุมสำหรับคนมีฐานะ” คุณรอล์ฟเริ่ม

เช่นเดียวกับชุดกิโมโน เสื้อคลุมของจีนอายุกว่าร้อยปีนี้ เป็นผ้า Brocade แต่ต่างไปจากของญี่ปุ่นด้วยลาย บางทีแม้เป็นลายมังกรเหมือนกัน แต่ศิลปินญี่ปุ่นและศิลปินจีนก็สร้างสรรค์ออกมาได้ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน

เมื่อเราลองจับผ้าดู ก็พบว่าชุดนี้หนาและหนักมาก คุณรอล์ฟบอกว่าชุดนี้อาจเป็นของจักรพรรดิ์จีน ไม่ก็องค์ชายลำดับที่ 1 หรือ 2 ดูได้จากมังกรที่มี 5 เล็บเป็นสัญลักษณ์ เขาอธิบายเพิ่มว่า จะรู้ว่าเจ้าของเสื้อมีตำแหน่งสูงแค่ไหนจากการดูลายสัตว์บนผ้าได้

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

“ส่วนชุดนี้เป็นของคนที่ไม่มีตำแหน่งในวัง อาจเป็นเพียงเศรษฐีคนหนึ่ง” แม้ไม่มีลายสัตว์ เขาบอกว่าดูจากเนื้อผ้าและลายก็เดาได้เลยว่าเจ้าของต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

เป็นที่รู้กันว่าวงการซื้อขายของเก่านั้น มีทั้งของจริงและของปลอมที่ดูคล้ายของจริงจนแยกไม่ออก ขายปะปนกันอยู่ในตลาด เราจึงแอบสงสัยว่าคุณรอล์ฟทราบได้อย่างไรว่าที่ตัดสินใจซื้อมาจะเป็นของจริง

“จะโดนหลอกไหมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ผมเคยซื้อของปลอมเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ตอนนี้ยังเจ็บอยู่” ชายชรานักสะสมอมยิ้มให้กับอดีตของตัวเอง “เวลาซื้อ อยากได้อย่างเดียวก็ไม่ดี ต้องใช้อุเบกขาด้วย ว่าดีไหม ต้องชั่งใจด้วย เพราะโอกาสพลาดมีอยู่เสมอ”

สำหรับนักสะสมตัวยงที่เริ่มตระเวนซื้อของเก่ามากว่า 50 ปีอย่างคุณรอล์ฟ โอกาสพลาดที่ว่าก็มีน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่เฉียบคมยิ่งขึ้นตามประสบการณ์ และด้วยคอนเนกชันในวงการผ้าที่กระจายอยู่ทั่วโลก นอกจากประมูลตามงานแล้ว คุณรอล์ฟรู้จักมักคุ้นดีกับ Antique Dealer ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแต่ละที่นั้นติดต่อกันมา 40 – 50 ปีแล้ว

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

อินโดนีเซีย

คุณรอล์ฟเดินแทรกตัวเข้าไปหยิบผ้าในกองที่พันไม้อยู่ แล้วคลี่ออกมาหนึ่งผืน 

ด้วยทราบมาว่า ‘โสร่ง’ (Sarong) คือผ้านุ่งของคนอินโดนีเซีย เราจึงคิดไปว่านี่คงเป็นโสร่งที่เขาพูดกันแน่ๆ ทว่าคุณรอล์ฟเฉลยว่านี่ไม่ใช่โสร่ง แต่เรียกว่า ‘สปุต’ (Saput) ซึ่งเป็นผ้าสำหรับใส่ทับโสร่งอีกทีเพื่อให้ดูทางการกว่าใส่โสร่งเปล่าๆ อย่างเวลาไปวัดหรือออกงานสังคมก็ต้องใส่สปุตด้วย

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ไม่รอช้า ชายชาวเยอรมันก็จัดการพันสปุตไว้ที่เอว แล้วผูกแบบคล่องแคล่วเสียจนเราสงสัยว่าไปร่ำเรียนมาตอนไหนกัน

“ผมเคยมีบ้านที่บาหลี เวลามีงานอะไรต้องใส่ เลยมีโอกาสใส่บ่อย โดยเฉพาะงานเต้นรำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของที่นั่น” ดูเหมือนว่าคุณรอล์ฟจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราอยู่เรื่อยๆ

“ผืนนี้เป็นบาติก” เขาหยิบผ้าชนิดใหม่มาให้ดู คราวนี้ดูต่างไปจากผืนก่อนๆ ที่ได้ดูมากทีเดียว

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ผ้าบาติกอายุกว่า 80 ปีผืนนี้ได้มาจาก Antique Dealer ผู้ขายของเก่าที่อินโดนีเซียเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผ้าใช้สีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ขาว ดำ แดงสด และแดงแก่ วิธีการทำบาติกคือต้องเขียนเทียนไว้ในส่วนที่ไม่ต้องการลงสี แล้วแต้มสีในส่วนที่ต้องการ จากนั้นก็ล้างเทียนออกด้วยน้ำร้อน แล้วเริ่มลงเทียนรอบใหม่เพื่อลงสีถัดๆ ไป ทำแบบนี้ด้วยมือถึง 4 รอบจึงจะลงสีครบ หากไม่ใจเย็นก็ไม่มีวันทำได้เลย

“สะสมแบบนี้ต้องขยัน ไปหลายแห่ง” เขาพูดด้วยแววตาที่มีพลังมุ่งมั่น

นอกจากการซื้อผ้าผ่านดีลเลอร์หรือการประมูล หลายครั้งทีเดียวที่คุณรอล์ฟได้ผ้ามาจากชาวบ้าน แม้ไม่ใช่ผ้าโบราณอายุเป็นร้อยปี แต่ก็มีความงามและคุณค่าในแบบของตัวเอง อย่างผ้ามัดย้อมที่เขาหยิบมาให้เราดูตบท้ายนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการแสดงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

อินเดีย

“อินเดียเป็น Supplier of the World” เป็นประโยคแรกที่คุณรอล์ฟพูด เมื่อเริ่มเข้าเรื่องผ้าของแดนภารตะ เรารู้ทันทีว่ามาถึงทีเด็ดของเขาเข้าแล้ว

นิทรรศการแสดงผ้าหายากนานาชาติครั้งนี้ มีผ้าคลุมไหล่พัชมีนาส่วนหนึ่งที่เก็บไว้อย่างดีและหาที่ไหนไม่ได้แล้วเป็นไฮไลต์ของงาน ซึ่งเขาเล่าว่าในกรุส่วนตัวมีทั้งหมดนับ 200 ผืน

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

‘ผ้าคลุมไหล่พัชมีนา’ (Pashmina) มาจากแคชเมียร์ ดินแดนทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย วิธีการทำคือจะนำขนแพะชั้นในสุดซึ่งมีความนุ่มละเอียดมาถักทอเส้นใยแนวทแยง โดยแพะที่ถูกนำขนมาใช้นั้นอาศัยอยู่ในระดับความสูง 4,300 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้ห่มเพื่อคลายความหนาว

คุณรอล์ฟพาเราเดินไปดูผ้าพัชมีนาจากศตวรรษที่ 19 อายุ 161 ปีผืนหนึ่ง ซึ่งได้มาจากดีลเลอร์อินเดียเมื่อประมาณ 40 – 50 ปีก่อน มีลวดลายเป็นโบเทธ์ (Boteh) หรือที่เรียกว่าลายเพสลีย์ (Paisley) บ้างก็เรียกว่าลายลูกน้ำ ตามลักษณะที่เห็น

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ลายนี้มีต้นกำเนิดจากเปอร์เซีย หมายถึง ดอกไม้ หรือ ช่อดอกไม้ใบไม้ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความเป็นนิรันดร์ ต่อมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 19 เป็นยุคของจักรวรรดิโมกุล ลายโบเทธ์ได้เผยแพร่เข้าสู่อนุทวีปอินเดีย นิยมนำไปทอเป็นลายของผ้าคลุมไหล่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมในชนชั้นสูงและขุนนาง จากนั้นแพร่เข้าสู่ยุโรปในยุคล่าอาณานิคม จนถึงทุกวันนี้ ลายนี้ก็ยังได้รับความนิยมในโลกแฟชั่นอยู่เสมอ

การไล่เรียงซึ่งสีย้อมธรรมชาติจากหญ้าฝรั่นให้เป็นลวดลายนั้นยากซับซ้อน การเปลี่ยนสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า Interlocking Tapestry ค่อยๆ ทอสลับสีไปจนเสร็จทั้งผืน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ผ้าพัชมีนาใช้เวลาทอนานมาก โดยผืนนี้ใช้เวลาถึง 3 ปี

“ของใหม่ไม่ละเอียดเท่า” คุณรอล์ฟพูดถึงผ้าที่เขาพาเรามาดูในลำดับต่อมา

ตรงหน้าเรานี้คือผ้าพัชมีนาทอใหม่ที่ใช้เทคนิคเดียวว่ามีดีไซน์เรียบง่าย ลดความซับซ้อนของลายและการผสานสีลงไปจากเดิมมาก ใช้เวลา 2 – 3 เดือนก็เสร็จสิ้น 

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

เขาเล่าด้วยน้ำเสียงกึ่งเสียดายว่า ทุกวันนี้คนทอผ้าในอินเดียน้อยลงมาก จากเคยส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น พอมาถึงคนรุ่นปัจจุบันก็ไม่อยากสานต่อ เพราะงานแบบนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ใช้แรงกาย และใช้เวลาในการผลิตต่อชิ้นเยอะมาก แต่ค่าตอบแทนกลับสวนทาง คนจึงหันไปพึ่งเครื่องจักรและทำงานที่เน้นความเร็ว เขาเองไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก เพราะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการพัฒนาและโลกที่หมุนไป

ทว่าตัวเขาเองกลับยังเชื่อในความงามและมูลค่าทางใจที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการทำงานคราฟต์

เพราะเหตุนี้ งานทำมือจึงมีคุณค่าในสายตานักสะสมอย่างเขาเหลือเกิน

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

ใครสนใจอยากชมผ้าสวยๆ ตอนนี้นิทรรศการแสดงผ้าหายากนานาชาติ Lotus Arts de Vivre : Woven Jewels ที่ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ลักขณา คุณาวิชยานนท์ มาเป็นภัณฑารักษ์ ยังจัดแสดงอยู่จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 – 17.00 น. ที่ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ แกลเลอรี่ พระราม 3 สามารถนัดหมายเข้าชมได้ที่ โทรศัพท์ 08 9667 6077

ภายในงานนี้ นอกจากจะมีผ้าทอโบราณอย่างผ้าพัชมีนาหรือผ้าโอบิของ อาจารย์เกนเบ ยามากูจิ ปรมาจารย์แห่งโอบิญี่ปุ่นให้ดูแล้ว ยังจัดแสดงกระเป๋าคอลเลกชัน Woven Jewels ที่นำผ้าโบราณจากที่ต่างๆ มาผสมผสานกับการปักลายของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ด้วย

เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน
เปิดกรุผ้าโบราณ 5 ดินแดนที่อายุรวมกันนับหมื่นปีของนักสะสมผ้า รอล์ฟ วอน บูเรน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load