“ไปเดินเล่นที่สุสานกันไหม”

ประโยคนี้ไม่ได้มีเจตนาจะท้าชวนใครไปลองของหรือชวนไปสัมผัสประสบการณ์เหนือธรรมชาติใดๆ เลยค่ะ แต่เป็นเพียงการชักชวนกัน ‘โดดเรียน’ ของนักเรียนโข่งสองคนที่เริ่มจะถอดใจกับการเรียนเต้นแทงโก้ เพราะเรียนมาจะเกิน 3 เดือนแล้วก็ยังเหยียบเท้ากันเองไม่เลิก 

สุสานที่ชวนกันหนีเรียนไปเที่ยวคราวนี้ชื่อ เรโกเลตา (Recoleta Cemetery) ซึ่งเป็นสุสานสาธารณะขนาดใหญ่ ณ ใจกลางเมืองบัวโนสไอเรสของประเทศอาร์เจนตินา พื้นที่เกือบ 35 ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านชุมชนเรโกเลตา (Recoleta) กำแพงทุกด้านรายล้อมไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ศูนย์วัฒนธรรม ร้านรวงต่างๆ ทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า พร้อมโรงภาพยนตร์ทันสมัยก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร แม้แต่โรงเรียนสอนเต้นแทงโก้ที่เรา (ควร) ไปเรียนก็อยู่แถวนี้เหมือนกันค่ะ

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery
ภาพ : flickr.com/photos/deensel/

ถ้าจะลองจินตนาการว่ามีสุสานฝรั่งที่ใหญ่ขนาดนี้ตั้งอยู่กลางย่านสุขุมวิทหรือสาทร ก็อาจจะทำให้พานสงสัยว่ามันผิดที่ผิดทางไปสักหน่อยหรือเปล่า หากในความเป็นจริง สุสานเรโกเลตาไม่ได้มีลักษณะเหมือนสุสานทั่วไปอย่างที่เห็นกันจนคุ้นตา เพราะเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่มีความงดงามทางสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ และได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้ล่วงลับ

ความพิเศษนี้จึงไม่เพียงทำให้สุสานเรโกเลตาห่างไกลจากคำว่า ‘น่ากลัว’ เท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุสานที่ ‘งดงาม’ และ ‘ควรค่าแก่การมาเยือน’ ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

1

สุสานเรโกเลตาในอดีต

ครั้งแรกที่ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าเรียน เราสองคนก็พากันเดินเล่นในย่านเรโกเลตาไปเรื่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตว่ากำลังเดินลัดเลาะไปตามริมกำแพงสุสาน จนกระทั่งมาโผล่เจอประตูทางเข้า ซึ่งก็ยิ่งใหญ่อลังการเสียจนต้องถอยหลังออกมามองหาป้ายว่ามันคืออะไรกันแน่ เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่หน้าประตูคงจะเห็นเราชะเง้อมองทางนู้นทีทางนี้ที เลยเดินมาบอกว่าเข้าได้เลยไม่มีค่าใช้จ่าย กล้องถ่ายรูปก็เอาเข้าไปได้ ตอนนี้กำลังมีรอบบรรยายภาษาอังกฤษอยู่พอดี ว่าแล้วก็ดึงมือเรากับแฟนให้ไปรวมกลุ่มกับนักท่องเที่ยวที่กำลังยืนฟังอย่างตั้งใจ

ผู้บรรยายหันมายิ้มรับเรา 2 คน แล้วก็หันไปบรรยายต่อด้วยเสียงที่ดังขึ้น เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้ยินอย่างทั่วถึงกัน 

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

สุสานเรโกเลตามีอายุเก่าแก่เกือบ 200 ปีแล้วค่ะ ก่อนหน้านั้นพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นชุมชนของคณะบาทหลวงชาวสเปนนิกายคาทอลิก สิ่งก่อสร้างเดิมในบริเวณนี้มีเพียงโบสถ์ สุสานขนาดเล็ก กับสวนผักและผลไม้เท่านั้น ซึ่งหลังจากอาร์เจนตินาประกาศเอกราชจากสเปนได้ไม่นาน คณะบาทหลวงกลุ่มนี้ก็ย้ายออกจากสถานที่ไป 

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทางฝั่งยุโรปเกิดมีกระแสตื่นตัวเรื่องความสะอาดและสุขอนามัยในชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกฎห้ามฝังศพใกล้โบสถ์ที่อยู่ในเขตเมือง และให้นำศพไปฝังที่สุสานขนาดใหญ่แถบชานเมืองแทน

มาร์ติน โรดริเกซ (Martin Rodríguez) ผู้ว่าการรัฐบัวโนสไอเรสในขณะนั้น ก็นำแนวปฏิบัติเดียวกันนี้มาใช้กับบัวโนสไอเรส โดยห้ามไม่ให้ฝังศพทั้งภายในพื้นที่โบสถ์หรือใกล้โบสถ์ในเขตเมือง และแก้ปัญหาด้วยการออกคำสั่งให้ปรับพื้นที่สวนผักผลไม้ที่ชุมชนบาทหลวงเก่า แล้วเปลี่ยนให้เป็นสุสานสาธารณะแห่งแรกของบัวโนสไอเรส

ปัจจุบันมาร์ติน โรดริเกซ อดีตผู้ว่าการรัฐท่านนี้ก็เป็นหนึ่งใน ‘ผู้อาศัยถาวร’ ของสุสานแห่งนี้ด้วยเช่นกันค่ะ 

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

2

ยกโบสถ์ไปไว้ที่สุสาน 

สุสานสาธารณะในยุคแรกยังใช้การฝังศพแบบทั่วไป อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องของการตกแต่ง คนธรรมดาอาจจะฝังศพแบบเรียบง่าย และใช้ป้ายหินสลักหรือไม้กางเขนตั้งเป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่ง ในขณะที่ครอบครัวของชนชั้นสูงและบรรดาเศรษฐีอาจทำให้สมฐานะด้วยการใช้ป้ายสลักที่ทำด้วยหินอ่อนจากอิตาลี มีแท่นวางดอกไม้สดประดับประดา แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาไปเป็นการสร้างห้องเก็บศพขนาดใหญ่ กับอนุสาวรีย์ที่สื่อความหมายเกี่ยวกับผู้ล่วงลับ หรือไม่ก็เป็นรูปปั้นขนาดเท่าตัวคนจริงๆ 

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

นอกจากนี้ ผู้บรรยายการเยี่ยมชมสุสานในวันนี้ก็ยังพูดถึงรูปแบบห้องเก็บศพที่คนนิยมสร้างในช่วงหลัง

“เมื่อโดนห้ามไม่ใช่ฝังศพที่โบสถ์ ก็เลยใช้วิธียกโบสถ์ไปไว้ที่สุสานเลย” 

โดยห้องเก็บศพเหล่านี้มีลักษณะภายนอกคล้ายกับโบสถ์ย่อส่วน โครงสร้างภายในมีพื้นที่ทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งชั้นที่อยู่บนดินจะเป็นแท่นวางหีบศพของผู้เสียชีวิตคนล่าสุดของตระกูล ด้านหลังหรือด้านข้างมีบันไดลงไปสู่ชั้นใต้ดิน เมื่อเวลาผ่านไปหีบศพนั้นจะถูกย้ายลงไปอยู่ชั้นใต้ดินเพื่อให้พื้นที่ชั้นบนว่าง และเมื่อร่างนั้นย่อยสลาย จึงเปลี่ยนไปบรรจุไว้ในกล่องที่มีขนาดเล็ก เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ด้วยกันกับสมาชิกคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ วิธีนี้จะทำให้คนทั้งตระกูลใช้ห้องเก็บศพเดียวและถือเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น 

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

3

แม้แต่ในความตาย เราก็ยังไม่เท่าเทียมกัน  

สุสานเรโกเลตาไม่ได้เป็นที่รู้จักเพียงเพราะความสวยงามของสถาปัตยกรรมเท่านั้นค่ะ แต่บรรดาผู้ที่ทอดร่างหลับใหลอยู่ในที่นี้แทบจะเรียกได้ว่า เป็นกลุ่มบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของอาร์เจนตินาในแทบทุกด้าน ทั้งผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล อดีตประธานาธิบดี สตรีหมายเลขหนึ่ง วีรบุรุษและวีรสตรีสงคราม ทหารระดับสูง นักการเมืองอาวุโส นายแพทย์ กวี นักเขียน ทายาทบุคคลชั้นสูง รวมไปถึงมหาเศรษฐีตระกูลใหญ่ๆ ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ ห้องเก็บศพและอนุสาวรีย์บางส่วนในสุสานเรโกเลตาจึงได้รับการประกาศให้เป็นอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์แห่งชาติและได้รับการคุ้มครองโดยตรงจากรัฐบาลด้วย

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

จุดเปลี่ยนที่ทำให้สุสานสาธารณะธรรมดากลายเป็นสุสานเฉพาะบุคคลสำคัญ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีโรคไข้เหลืองระบาดอย่างหนักในประเทศ กลุ่มคนรวยที่อยู่ฝั่งทางใต้ของเมืองค่อยๆ ทยอยกันโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เรโกเลตา เพราะย่านนี้มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาและเป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดของเมือง จึงเชื่อกันว่าจะลดความเสี่ยงการรับเชื้อไข้เหลืองซึ่งมียุงเป็นพาหะได้

การโยกย้ายของกลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มนี้ ทำให้เรโกเลตากลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดย่านหนึ่งของบัวโนสไอเรส บ้านและตึกสไตล์ยุโรปมากมายถูกสร้างขึ้นในยุคนี้และยังมีหลงเหลือให้เห็นมาถึงปัจจุบันอยู่บ้าง ส่วนสุสานเรโกเลตาเมื่อมีความเจริญมาห้อมล้อมก็กลายเป็นสุสานที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินทอง ค่าดูแลรักษารายเดือนของสุสานสูงขึ้นเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับภาระไหว จึงมีการซื้อขายพื้นที่เก็บศพให้แก่กลุ่มคนรวย ปัจจุบันก็ยังมีการซื้อขายอยู่บ้าง แต่มักจะกระทำกันอย่างเงียบๆ ราคาเฉลี่ยต่อล็อกมีตั้งแต่ 1 ล้านบาทไปจนถึง 170 ล้าน

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

4

‘อรรถรส’ 

หลังจากโดดเรียนจนตามคนอื่นในห้องแทบไม่ทันแล้ว เราไปสารภาพกับครูสอนแทงโก้ว่าเราโดดเรียนไปเดินเล่นที่สุสานมา 2 – 3 ครั้ง วันนั้นครูเลยชวนนั่งล้อมวงแล้วเล่าตำนานของสุสานให้ฟัง เช่น เรื่องของสาวน้อยวัย 19 คนหนึ่งที่ครอบครัวเข้าใจผิดคิดว่าเธอเสียชีวิตแล้ว จึงนำเธอใส่หีบศพไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพในสุสาน เช้าวันต่อมาผู้ดูแลสุสานเห็นว่าฝาหีบของเธอปิดไม่สนิท จึงรีบเปิดหีบศพดูเพราะกลัวว่าอาจจะมีใครมาขโมยเครื่องประดับไปแล้ว แต่เมื่อเปิดดูก็พบว่าเครื่องประดับยังอยู่ครบ หากใบหน้าของเธอมีรอยขีดข่วนและฝาโลงก็มีร่องรอยคล้ายกับการพยายามจะเปิดฝาจากด้านใน จึงสันนิษฐานกันว่าเธออาจจะฟื้นขึ้นมาและพยายามจะเปิดหีบศพ แต่สุดท้ายก็ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต 

“ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเห็นเธอเดินวนเวียนอยู่ในสุสาน คอยดูแลว่าเผื่อว่าจะมีใครที่ยังไม่ตายและติดอยู่ในหีบแบบเดียวกับเธอ” 

หรือจะเป็นเรื่องผู้ดูแลสุสานที่ทำงานอยู่ที่นั่นเกือบ 30 ปี เขาเก็บสะสมเงินจนซื้อที่ดินในสุสานไว้ 1 ล็อก เพื่อสร้างที่เก็บศพตัวเอง ว่ากันว่าเมื่อห้องเก็บศพของเขาสร้างเสร็จ เขาก็ฆ่าตัวตายในคืนนั้นเพื่อให้บรรลุความตั้งใจ

“ช่วงเปิดปิดสุสานตอนเช้ากับเย็นที่คนน้อยๆ นะ มันจะเงียบจนได้ยินเสียงพวงกุญแจที่แกชอบห้อยเอาไว้ที่เอวดังกริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะไปทั่ว เหมือนตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่ไม่ผิดเลย” 

พอครูอ้าปากจะเล่าเรื่องต่อไป เรารีบยกมือห้ามทันที ตอนแรกเราก็คิดว่าเรื่องผีฝรั่งจะน่ากลัวสักแค่ไหน แต่เอาเข้าจริง แค่ 2 เรื่องแรกก็คงไม่กล้าไปนั่งอ่านหนังสือในสุสานคนเดียวอีกหลายวันแล้ว 

“ไม่ฟังแล้วเหรอ เดี๋ยววันหลังถ้าไม่อยากเรียนก็มาชวนฉันไปเดินที่สุสานด้วยสิ มีเรื่องจะเล่าให้ฟังอีกหลายเรื่องเลย”

โดดเรียนไปเที่ยว Recoleta สุสานบุคคลสำคัญของ อาร์เจนตินา ที่ถูกยกย่องว่างดงามที่สุดในโลก, Recoleta Cemetery

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load