นาหนองบง คือหมู่บ้านเล็กๆ ชายป่า ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าเขียวขจีในเขตตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ความเป็นอยู่ของชุมชนเป็นไปอย่างสงบสุขและเรียบง่าย จนวันหนึ่งทุกอย่างกลับพังทลายเพราะเหมืองทองคำ

ผืนป่าและภูเขาสองลูกที่ตั้งตระหง่านถูกทำลาย ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และมีเหตุการณ์ที่สร้างความบอบช้ำต่อทั้งกายใจของคนในชุมชน

นาหนองบงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคัดค้านเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่จังหวัดเลยเป็นเวลานานนับ 10 ปี โดยมีกลุ่มแม่หญิงอาวุโส ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา เป็นแกนนำยืนหยัดต่อสู้เพื่อบ้านเกิดของตน

เสียงตะโกนที่พวกเธอและชาวบ้านพยายามเปล่งออกมานับ 10 ปี อาจมีคนได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง แต่พวกเธอยืนหยัดต่อสู้ทุกวิถีทาง

ถึงกับใช้ ‘ตำหูก’ ผ้าฝ้ายอินทรีย์ที่เป็นวิถีชุมชนสื่อสารถึงการค้านเหมืองแร่ไปสู่นานาประเทศ พร้อมกับเลี้ยงชีพและหาทุนรอนสำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อบ้านเกิดต่อไป

01

เมื่อเสียงหริ่งเรไรถูกกลบด้วยเสียงระเบิดของเหมืองทอง

เราเดินทางจากกรุงเทพฯ มายัง ‘ศูนย์ทอผ้าต่อต้านเหมืองแร่’ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนาหนองบง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เพื่อพบกับ แม่รจน์-ระนอง กองแสน แม่หญิงชาวเลยที่ได้ชื่อว่าเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่ง ที่ออกหน้าลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรมที่บ้านเกิดของเธอ จนได้รับรางวัล ‘ผู้หญิงปกป้องสิทธิชุมชนจากการทำเหมือง’ จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในวันสตรีสากล พ.ศ. 2559

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

จากที่เห็นแม่รจน์ในภาพข่าวการต่อสู้เรื่องเหมืองทองคำ ทำให้เราจินตนาการภาพของเธอในบุคลิกอีกแบบ ซึ่งห่างไกลจากหญิงร่างเล็กวัย 58 ปี ท่าทางใจดี ที่กำลังง่วนอยู่กับการเย็บผ้าฝ้ายอินทรีย์อยู่ตรงหน้า หลังทักทายถามไถ่ หาน้ำท่ามาต้อนรับตามประสา เราก็เริ่มพูดคุยกัน

“ตอนแรกเราอยู่กันสงบสุขดี ไม่มีปัญหาอะไร ชาวบ้านทำไร่ทำนา รักใคร่กันดี ไปไร่ไปนา มีผัก หน่อไม้ ฟักแฟง ข้าวโพด เอามาแบ่งกันกิน มีความสุข” แม่รจน์เริ่มเล่าด้วยเสียงเบาๆ ในสำเนียงท้องถิ่น 

พวกเขาไม่เคยได้รับข่าวสารว่าจะมีเหมืองทองในเขตใกล้บ้าน แม้ในวันที่เหมืองทองเข้ามา พวกเขาก็คิดว่านั่นคือโอกาสที่จะมีลู่ทางในการทำมาหากิน

“ช่วงหนึ่งคนมาเดินสำรวจตามหมู่บ้าน มีฝรั่งเข้ามา มีเฮลิคอปเตอร์ขนเครื่องวัดมาบิน เราก็มองกันนะ ไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร จนปี 49 สมัยนายกฯ ทักษิณ เขาอนุมัติให้เปิดเหมืองแร่ทองคำ ชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีก คิดว่าดี ลูกหลานจะได้ไปทำงาน ไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ ตัวแม่เองก็คิดว่าจะไปขายอะไรดีนะในเหมือง ขายส้มตำไก่ย่างดีไหม”

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

แม่รจน์ก็เหมือนชาวบ้านทั่วไปที่เชื่อตามคำบอกของหน่วยงานในพื้นที่ว่า บริษัทเหมืองทองจะนำพามาซึ่งความเจริญของชุมชน ทั้งการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน และสร้างอาชีพให้คนแก่คนเฒ่าที่เป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้สวยงามเช่นนั้น

“พอเขาเข้ามาสร้างเหมือง แม่ก็เดินไปดู ครั้งแรกที่เห็นคือเขาเอารถแบคโฮมาดันปากป่าที่เราเคยหากินจนหายไปหมด ใจแม่นะ หายไปเลย ตรงนี้เคยเป็นที่หากิน เป็นไร่ชาวบ้าน มันหายไปในพริบตา แม่ตกใจคิดว่าขายของไม่ไหวแล้ว” แม่รจน์เล่าด้วยน้ำเสียงและนัยน์ตาเศร้าจับใจเมื่อย้อนคิดถึงภาพที่เห็นวันนั้น

นับตั้งแต่บริษัทประกอบการเหมืองแร่ทองคำเริ่มระเบิดภูซำป่าบอนและภูทับฟ้า วิถีชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

จากที่เคยอยู่อย่างเงียบสงบตามประสาหมู่บ้านชายป่า ที่ยามค่ำคืนมีเพียงเสียงหริ่งเรไร ฉับพลันทันใด กลับมีเสียงระเบิดดังก้องฟ้า พร้อมกับเสียงเครื่องจักรเดินเครื่องทำงานตลอดเวลาในรัศมีห่างจากชุมชนเพียง 500 เมตร

ซ้ำร้ายกว่านั้น อากาศที่เคยบริสุทธิ์กลับคละคลุ้งไปด้วยอณูฝุ่นที่ไม่อาจมองเห็น แต่รับรู้ได้จากอาการแสบตา มองเห็นไม่ชัดเจน อีกทั้งแหล่งน้ำที่เคยใช้อาบกายกลับระคายผิว ผักปลาที่เคยหาได้เริ่มตาย ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านนาหนองบงและ 5 หมู่บ้านใกล้เคียง

“ตอนงานทำบุญประจำปีของหมู่บ้าน มีน้องที่ทำงานเอ็นจีโอเข้ามาบอกว่า บ้านเราได้รับผลกระทบต่อการทำเหมืองนะ แรกๆ แม่ฟังก็ไม่ค่อยสนใจหรอก แต่ต่อมารู้สึกว่าผลกระทบเยอะ จากที่เคยทำนาทำไร่ จึงต้องรวมตัวกันมาศึกษาเรียนรู้เรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น”

02

การขับเคลื่อนของกลุ่มแม่หญิงรักษ์บ้านเกิด

เวลานั้นในหมู่บ้านมีแต่คนเฒ่าคนแก่และเด็กอยู่อาศัย กลุ่มแม่หญิงอาวุโสจำนวนไม่ถึง 10 คน จาก 6 หมู่บ้านในเขตวังสะพุงที่ได้รับผลกระทบ จึงร่วมมือร่วมใจกันตั้ง ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด’ ออกมาขับเคลื่อนคัดค้านเหมืองทองคำแห่งนี้

พวกเธอทำหน้าที่ตะโกนบอกร้องให้คนในพื้นที่ตระหนักถึงอันตรายในบ้านตัวเอง พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐให้เข้ามาช่วยเหลือบ้านเกิดของตน

เริ่มจากหน่วยงานสาธารณสุขเข้ามาตรวจสุขภาพและพบว่าเลือดของชาวบ้าน 54 คนมีระดับสารไซยาไนด์ในร่างกายสูง ซึ่งสารไซยาไนด์เป็นสารเคมีอันตรายที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองทอง

ไม่นานนับจากนั้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยได้ประกาศเตือนให้ชาวบ้านในเขตตำบลเขาหลวงระมัดระวังการใช้น้ำจากลำน้ำฮวย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสายหลักของท้องถิ่น เนื่องจากตรวจพบสารหนู แมงกานีส แคดเมียม ไซยาไนด์ ปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ต่อมาประกาศให้ลดการบริโภคหอยขมจากบริเวณต้นน้ำ เพราะพบสารหนูสูงเกินปกติเช่นกัน

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“ปี 52 แม่เริ่มสงสัย ทำไมเด็กเพิ่งคลอดใหม่อาบน้ำบ้านเราแล้วผิวแดงผื่นขึ้นไปหมด ชาวบ้านเองก็แสบตา มองไม่เห็น พอเขามาตรวจก็พบสารอันตราย แต่ชาวบ้านเราไม่มีบ่อสำรอง ต้องทนใช้ไปอีกสองสามปีกว่าเขาจะมาขุดบ่อให้ใหม่ เราทนใช้ทั้งที่รู้ ตอนนั้นเราบอกคนในหมู่บ้านว่า ถ้าเราไม่ช่วยกันมันจะยิ่งกว่านี้”

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเดินหน้าหาเครือข่ายและรวบรวมมวลชนชาวบ้านเพื่อพากันสู้ทุกวิถีทางที่คิดและทำได้ สู้แบบยิบตาไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะต่างรู้กันว่าต้องสู้กับอำนาจรัฐ และบริษัทเหมืองทองคำที่มีแต่คนขู่ว่ายิ่งใหญ่ สู้แม้แทบมองไม่เห็นว่าจะได้ชัยชนะมาอย่างไร

“ส่วนมากพวกแม่จะทำหนังสือไป แล้วก็ออกไปขับเคลื่อน เวลาเขามีเวทีประชาคมที่ไหน เราก็เอาเด็ก เอาวัยรุ่น ไปด้วย อย่างพรุ่งนี้จะมีเวทีประชุม เราก็เอารถใส่เครื่องเสียงวิ่งประกาศรอบหมู่บ้านว่าเราจะไปที่จังหวัดนะ ถ้าใครมีกับข้าวก็เอาไปกินร่วมกัน ใครมีลูกมีหลานก็พากันออกมา พอเช้ามีรถมาเป็นแถวเลย

“เวลาไป อบต. แม่จะพูดว่า รัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพราะดูแลไม่ทั่วถึงใช่ไหม แต่ทำไม อบต. ไม่ดูแลประชาชนของตัวเอง ทำไมคุณไม่ดูแลพวกเรา ทำไมคุณไปดูแลบริษัท แม่พูดตลอดจนโดนคดีว่าเป็นคนปลุกระดม”

03

สู้ยิบตา

ในเมื่อสู้ทุกวิถีทาง แต่เสียงของชาวบ้านก็ไม่ดังพอ พ.ศ. 2554 แม่รจน์และเพื่อนในกลุ่มอีก 4 คน มุ่งหน้าไปพบนายกรัฐมนตรี โดยไม่รู้ว่าพากันไปเสี่ยงตายท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงในขณะนั้น 

“พวกแม่ได้ยินจากวิทยุว่า นายกฯ อภิสิทธิ์จะไปอุบลฯ แม่ไม่รู้หรอกว่าอุบลฯ อยู่ที่ไหน พอเรี่ยไรเงินกันในกลุ่มได้ห้าพันบาท เราก็ไปกันห้าคน นั่งรถประจำทางไป จนถึงขอนแก่นในตอนค่ำก็เดินทางต่อไม่ได้ ต้องขอนอนค้างกับคนในเครือข่าย พอถึงอุบลฯ ยังโดนรถตุ๊กตุ๊กในพื้นที่หลอกเอาค่ารถไปอีกเป็นพัน

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“ตอนที่รอนายกฯ ก็ได้ข่าวว่ามีม็อบมา เขาบอกกันว่า ต้องพานายกฯ ออกจากพื้นที่ภายในยี่สิบสี่นาที ขอให้เราอยู่ในความสงบ แม่ก็กลัวว่าเราจะมาตายตรงนี้ไหม เล่าแล้วอยากร้องไห้นะ” แม่รจน์ทาบมือกับอก

“พอนายกฯ ออกมา คนก็รีบพานายกฯ ออกไป มีทั้งตำรวจ ทั้งนักข่าว เรากลัวไม่ได้ยื่นจดหมาย น้องคนหนึ่งในกลุ่มที่ตัวเล็กๆ เลยโดดขี่คอตำรวจ เพื่อยื่นหนังสือใส่มือนายกฯ บอกว่าเรามาจากจังหวัดเลย มาเรื่องเหมืองทองนะ จากนั้นก็เฮกัน ม็อบก็เข้ามา”

1 เดือนต่อมา กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้รับหนังสือด่วนที่สุดแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรของบริษัทเหมืองแร่แห่งนี้ จนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน และประเมินความคุ้มค่าระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชนกับค่าภาคหลวงที่รัฐจะได้รับ

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“แม่ดีใจมาก ที่เราเกือบตายมันคุ้มค่า กลุ่มเรานำหนังสือนี้มาอ้างตามหน่วยงานได้หมด แต่สุดท้ายเรื่องก็ไม่จบ เพราะรัฐกับทุนมาด้วยกัน เราสู้โดยที่รัฐไม่เห็นใจเราเลย รัฐไม่เคยบอกว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนจริงนะ ไม่มีเลย ทำให้แม่คิดว่ารัฐไม่ช่วยชาวบ้านเลย เขาไม่เคยเข้าข้างเรา

“พอเจอแบบนี้ มันเปลี่ยนความคิดที่ไม่เคยสู้ของแม่ ให้เกิดแรงดลใจที่จะสู้กับหน่วยงานรัฐ เพราะว่าเราไม่เคยได้รับความยุติธรรม เราไม่ได้รับความเอื้ออาทรจากรัฐเลย พวกแม่สู้ยิบตา ไม่หยุด ไปหมดทุกหน่วยงาน และมีแต่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน อย่างกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เอาเรื่องสิทธิของเรามาช่วยสู้ตลอด นอกนั้นก็เป็นกลุ่มเอ็นจีโอของไทยและต่างประเทศที่มาช่วยเยอะ”

04

เหตุสลดใจไม่เคยลืม

แม้จะมีมติจาก ครม. แต่เหมืองทองคำแห่งนี้กลับดำเนินการต่อไม่หยุด ชาวบ้านนาหนองบงและกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดต้องต่อสู้กับเหมืองทองคำ และการยื่นขอประทานบัตรเพิ่มของบริษัทเหมืองแร่เจ้าเดิม พวกเขาลุกขึ้นสู้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน การก่อสร้างกำแพงที่เรียกว่า ‘กำแพงใจ’ เพื่อกั้นไม่ให้มีการขนส่งสารเคมีและทองคำออกจากโรงแต่งแร่ อีกทั้งการขึ้นป้ายประกาศ ‘ไม่เอาเหมือง’ ทั่วหมู่บ้าน รวมไปถึงการฟ้องศาล และอื่นๆ อีกมากเท่าที่จะคิดและทำได้

จนเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สุดครั้งหนึ่งที่ไม่มีใครเคยลืม ในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 มีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธกว่า 200 คน ยกกำลังบุกทำลายกำแพง และทำร้ายชาวบ้านหลาย 10 คน ก่อนใช้รถบรรทุกขนย้ายแร่ไป

นอกเหนือจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวให้สังคมรับรู้บ้างประปราย แม่รจน์และชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอยู่หลายครั้ง และเคยมีเหตุร้ายแรงถึงขนาดถูกหมายหัวเอาชีวิต

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“พี่สาวแม่ที่รู้จักมือปืนส่งข่าวมาว่า มีคนจ้างวานให้มาฆ่าแม่กับพวกแกนนำ เขาเห็นรูปแม่ในโทรศัพท์ มีที่อยู่หมดเลย รู้ไหมว่าแม่ร้องห่มร้องไห้ เสียใจมากว่าเราคนธรรมดา จะมาฆ่าเราทำไม แม่ต้องพากันหนีทั้งบ้าน แต่ไม่ไหว เพราะชีวิตต้องทำมาหากิน เราต้องเปิดหน้าสู้กับมัน ตอนนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวกันทำป้อมยาม เฝ้าระวังคนเข้า-ออก แม่สวดมนต์ไหว้พระ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยปกปักรักษาชาวบ้านเราด้วย เราไม่ได้ทำอะไร เราทำเพื่อบ้านเรา ชุมชนของเรา”

ระหว่างการต่อสู้ แม่รจน์และชาวบ้านไม่เคยได้รับชัยชนะ แต่กลับถูกบริษัทฟ้องกลับหลายคดี คิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งที่ชาวบ้านเหล่านี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมายใดๆ มาชดใช้หรือต่อรอง

05

ตำหูกต้านเหมือง

การต่อสู้อันยืดเยื้อทำให้ชาวบ้านต้องเสียเวลากับงานขับเคลื่อนมากกว่าทำมาหากิน ซึ่งในช่วงหลังกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กระทบความเป็นอยู่ของแกนนำและชาวบ้านทุกคน

พ.ศ. 2556 กลุ่มแม่หญิงแกนนำเริ่มคิดหาลู่ทางทำรายได้เพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด พร้อมหาทุนทำกิจกรรมต่อต้านเหมืองที่มีทีท่ายืดเยื้อไม่มีวันจบต่อไป เมื่อได้ประชุมพูดคุยกันตามประสา จึงได้คำตอบที่ทุกคนมองข้ามมานาน นั่นคือ ‘ตำหูก’ 

ตำหูก เป็นภาษาอีสาน แปลว่า การทอผ้า เป็นภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชาวบ้านนาหนองบงมาแต่อดีต ยามว่างจากทำมาหากิน ก็จะมานั่งปั่นฝ้าย ตำหูก 

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“พวกแม่ตำหูกทอผ้ามาแต่สมัยเป็นรุ่นๆ แล้ว ต้องทอผ้าให้เป็น ทอไม่เป็นมีแฟนไม่ได้ เพราะต่อไปต้องทอให้สามี ให้ลูก ได้ใช้ และทำไว้รับแขก ไว้ห่มยามหนาว ต่อมามีครอบครัวแม่ก็เลิกทอไป พอต้องมาสู้กับเหมือง เราเลยคิดว่าจะใช้การทอผ้านี่แหละมาช่วยกันหารายได้”

กลุ่มแม่หญิงต่างมารวมตัวกันฟื้นฟูวิถีชีวิตเดิมเพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมามีคนจากเอ็นจีโอเข้ามาแนะนำการทอผ้าฝ้ายไร้สาร เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์การต่อสู้กับเหมืองทองคำที่ก่อสารพิษให้กับหมู่บ้านนาหนองบงเรื่อยมา

“น้องเอ็นจีโอที่ทำงานด้านนี้เอาพันธุ์ฝ้ายมาให้พวกแม่ปลูกที่เหนือเหมือง แนะนำให้พวกแม่ปลูกแบบไร้สาร ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เวลาเอาฝ้ายไปทอเป็นผ้าคนใส่จะไม่ระคายเคือง เป็นการสู้กับเหมืองด้วยว่า ผ้าของเราผลิตมาอย่างปลอดสาร ตรวจแล้วไม่มีเคมี หากวันหนึ่งตรวจพบเคมีขึ้นมา แสดงว่าเป็นผลกระทบจากเหมืองของเขา”

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า
ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

ผ้าทุกชิ้นของบรรดาแม่ๆ ยายๆ ล้วนเป็นผ้าอินทรีย์ที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจผลิตจากกระบวนการดั้งเดิมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การปลูกฝ้ายแบบไร้เคมี ที่สมาชิกร่วมกันปลูกในแปลงปลอดภัย ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ทอเส้นฝ้าย ย้อมสีธรรมชาติ และถักทอสร้างเป็นลวดลายตามจินตนาการของบรรดาแม่หญิงในชุมชน

“แม่คิดลายผ้าใหม่ที่ประกวดในจังหวัดแล้วได้รางวัลมา” แม่รจน์ว่าพร้อมหยิบผ้าสีครามสวย 2 ลาย มาให้เราดู

“แม่ตั้งชื่อสองลายใหม่ว่า หลุมเหมือง กับ รอยแร่ เพราะอยากให้คนรู้ที่มาที่ไป และไม่ว่าทำอะไร แม่จะต่อสู้เรื่องนี้ไปตลอด ไม่ว่างเว้นเลย”

หลังจากที่บรรดาแม่ๆ ทำงานทอผ้าอย่างขะมักเขม้น คนรุ่นหนุ่มสาวในชุมชนจึงเปิด เพจเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มตำหูกบ้านนาหนองบง – สู้เหมือง’ เพื่อเป็นตัวกลางในการขายผ้าทางออนไลน์ ซึ่งได้กระแสตอบรับพร้อมกำลังใจไม่ขาดสาย มีลูกค้าเจ้าประจำรายเล็กรายใหญ่ติดต่อเข้ามาเสมอ

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

ต่อมาธุรกิจเล็กๆ ของชุมชนได้รับการสนับสนุนจาก Becky Goncharoff อดีตนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวอเมริกันในโครงการ CIEE (Council On International Educational Exchange) ที่เคยมาเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เหมืองในหมู่บ้าน และมีความผูกพันกับแม่รจน์ โดยช่วยนำผ้าไปขาย เพื่อระดมทุนในการสร้างสถานที่ให้แม่หญิงรวมตัวกันทำงาน

“เบ็กกี้เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาอยู่กับแม่ เขารักแม่เหมือนแม่ แม่ก็รักเขาเหมือนลูก เขากลับไปบ้าน สองปีเขาก็กลับมาหา พอดีกับตอนนั้นแม่คิดว่าอยากจะใช้พื้นที่เล็กๆ ข้างบ้านสร้างเป็นที่สำหรับพวกแม่ๆ ยายๆ มานั่งทอผ้า กินข้าวด้วยกันประสาคนแก่ เบ็กกี้เลยมาช่วยแม่ขายผ้า เริ่มจากการขายให้เพื่อนๆ เด็กแลกเปลี่ยนที่เคยมาอยู่ในหมู่บ้านเราหลายรุ่น และหาออร์เดอร์มาให้จนได้เงินก้อนใหญ่มาสร้างโครงอาคารตรงนี้ พวกแม่จึงตั้งเป็นศูนย์ทอผ้าเพื่อต่อต้านเหมืองแร่”

06

Radical Grandma Collective

ต่อมาใน พ.ศ. 2559 เบ็กกี้และเพื่อนๆ ชาวอเมริกันรวมตัวกันสนับสนุนการขายผ้าฝ้ายอินทรีย์ต้านเหมืองของบรรดาแม่ๆ ในชื่อของ Radical Grandma Collective ผ่านเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ www.radicalgrandmacollective.com เพื่อกระจายสินค้าผ้าฝ้ายปลอดเคมีจากบ้านนาหนองบงสู่กลุ่มคนต่างประเทศที่สนใจงานฝีมือและเรื่องราวการต่อสู้เหมืองของแม่หญิงกลุ่มนี้

 “แม่เคยถามให้เขาแปลให้หน่อยว่า ชื่อนี้แปลว่าอะไร เบ็กกี้บอกว่า กลุ่มยายๆ หัวรุนแรง แม่บอกว่าไม่ใช่นะ แม่ไม่ได้หัวรุนแรง เขาก็บอกว่าในต่างประเทศไม่ได้มีความหมายเชิงลบแบบนั้น แต่แม่ฟังแล้วตกใจ ทำไมว่าแม่หัวรุนแรง” แม่รจน์อธิบายพลางหัวเราะ

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า
ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

ผ้าพันคอหลากสีสันสวยงามของบรรดาแม่ๆ ยายๆ ติดแบรนด์ RadGram อวดโฉมให้ผู้สนใจคลิกเลือกซื้อไปพร้อมกับรับรู้เรื่องราวการเคลื่อนไหวทางสังคมของแม่หญิงใจสู้ ที่ทำงานทอผ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดของตัวเอง

การซื้อผ้าฝ้ายอินทรีย์จากกลุ่มแม่หญิงนาหนองบง นับเป็นการสนับสนุนงานขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน เพราะเงินส่วนหนึ่งจากการขายจะหักเข้ากลุ่มไว้เพื่อทำงานต่อไป

“เงินที่ได้จากการขายผ้า ส่วนหนึ่งเราหักเข้ากลุ่ม เช่นได้มาสามพันห้าร้อยบาท หักเข้ากลุ่มห้าร้อยบาท นอกนั้นให้คนทำไป เงินของกลุ่มเราจะเก็บไว้ใช้เวลาทำงานขับเคลื่อน เงินนี้จะเป็นค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่ากิน ของกลุ่มเรานี่แหละ เราต้องทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็ออกไปสู้ไม่ได้”

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการทอผ้า

นอกจากนั้น เงินที่หักเข้ากลุ่มส่วนหนึ่งจะแบ่งไว้สำหรับงานบุญประจำปี เพื่อเป็นการสืบสานอัตลักษณ์และวิถีดีงามดั้งเดิมสู่คนรุ่นหลังต่อไป เพราะแม่รจน์เชื่อว่าการเชื่อมสัมพันธ์และปลูกฝังความรักบ้านเกิดให้ลูกหลาน จะกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดตัวเองในอนาคต

“เงินอีกส่วนเราเอาไว้ทำบุญประจำปีของบ้านเรา ถ้าเครือข่ายอื่นมีงานบุญ เราก็ไปช่วยเขา แม่พยายามฟื้นฟูเรื่องสังคมของชุมชนเรา เอาวิถีชีวิตเดิมคืนมา ปลูกฝังเด็กๆ ของเรา และชวนชาวบ้านมาร่วมกันทำบุญเหมือนเมื่อก่อน ไม่แบ่งฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ เราเอาความดีเข้าแลก ถ้าเขาศรัทธา เขาจะมาร่วมกับเรา”

ต่อมา ศูนย์ทอผ้าต้านเหมืองแร่ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากจังหวัดเลยเพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้เรียบร้อย และเปิดเป็นศูนย์การผลิตและแสดงสินค้าของกลุ่มแม่หญิง พร้อมเป็นแหล่งการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เหมืองทองคำให้ทั้งนักศึกษาชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงบุคคลทั่วไป โดยมีผู้เข้ามาศึกษา เยี่ยมชม และให้กำลังใจ แม่หญิงไม่ขาดสาย

07

การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

ปัจจุบัน เหมืองทองคำในเขตตำบลเขาหลวงถูกปิดไปแล้ว คดีต่างๆ ที่ฟ้องร้องกัน ศาลพิพากษาให้ชาวบ้านชนะคดีทั้งหมด รวมถึงการตัดสินให้บริษัทเข้ามาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายไป แต่แม้มีการตัดสินคดีและคำสั่งศาล กลับไม่มีการเยียวยาชาวบ้านทั้งจากบริษัทเหมืองและภาครัฐเอง

“แม่ไม่เคยคิดว่าจะหยุดเขาได้เลยนะ เพราะว่าเขาใหญ่มาก มีแต่คนบอกว่า เราจะไปสู้อะไรเขาได้ ที่เราทำได้เพราะมีมวลชน เรามีมวลชนเยอะ ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันหกหมู่บ้าน และถ้าวันนั้นเราไม่สู้ ป่านนี้ภูเขาหลังวัดบ้านเราที่มีทองคำเยอะมากคงหายไปหมดแล้ว เพราะเขาเล็งไว้ และถ้าปล่อยให้เขาทำได้ สารก่อมะเร็งจะลามไปเรื่อย 

“แต่ตอนนี้เรื่องฟื้นฟูเราก็หนักอยู่ แม้ศาลสั่งให้เราชนะทุกคดี มีคำสั่งศาลให้บริษัทฟื้นฟูเยียวยาชาวบ้าน แม่แปลกใจเรื่องกฎหมายไทยมาก ทั้งที่เราชนะและศาลตัดสินว่าชาวบ้านหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าคนจากหกหมู่บ้านต้องได้รับเงินเยียวยา แต่เรากลับไม่เคยได้สักบาท และไม่มีใครเข้ามาฟื้นฟูดูแลเลย” แม่รจน์เล่าอย่างสงสัย

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการทอผ้า

แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ แม้ปิดเหมืองไปแล้วกลับไม่มีการฟื้นฟูพื้นที่ อีกทั้งสัมปทานเหมืองยังเหลือเวลาเป็น 10 ปี ซึ่ง รจนา กองแสน ลูกสาวของแม่รจน์ที่กลับบ้านเกิดเพื่อต่อสู้เคียงข้างแม่และชาวบ้าน เล่าปัญหาที่อาจยืดเยื้อไม่จบสิ้น 

“ตอนนี้เหมืองปิดไปแล้วก็จริง แต่ประทานบัตรยังเหลือถึงปี 2572 ส่วนบริษัทเหมืองประกาศตัวว่าล้มละลายเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียเงินชดเชยให้ชาวบ้านที่ชนะคดี เราคาราคาซังกับปัญหานี้ แถมยังมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่เอื้อให้นายทุนโอนหรือขายให้คนอื่นมาเปิดทำเหมืองได้อีก

“เดิมสัมปทานของเขาทำไปแล้วแค่หกแปลง เหลืออีกหนึ่งร้อยหกแปลง ถ้าเขากลับมาทำ คิดว่าเราจะอยู่ได้ไหม แค่พิษที่ค้างอยู่และพิษบนเหมืองที่ปล่อยไว้ไม่มีการฟื้นฟู อีกร้อยปีพันปีมันก็อยู่เหมือนเดิมอย่างนั้นและซึมลงมาพื้นที่ข้างล่างด้วย”

08

เสียงสะท้อนถามถึงความเป็นธรรม

การต่อสู้นับ 10 ปี ที่ผ่านมาของกลุ่มชาวบ้านต้านเหมืองสะท้อนว่าที่ผ่านมาประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลยังถูกกีดกันการเข้าถึงข้อมูล กีดกันการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ และถูกเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 

“เวลาเราไปหน่วยงานรัฐเขาจะมองเราหัวจรดเท้า เขาดูถูกว่าเราเป็นคนบ้านนอก เป็นตาสีตาสาไม่รู้เรื่องอะไร แม่เคยไปขึ้นศาล เขาถามว่า ได้รับผลกระทบแล้วมีใครมาช่วยไหม แม่ลุกขึ้นพูดว่า มีอาจารย์ญี่ปุ่นมาศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า ป้านั่งลง ไม่ต้องพูด เขามองว่าคนอย่างเราจะไปรู้เรื่องอะไร หน้าตาท่าทางแบบนี้ไม่รู้เรื่องหรอก อวดดี จะมาพูดอะไร แม่ก็นั่งลง ไม่พูดอะไรหรอก

“ที่ผ่านมา แม่รู้สึกว่าต่างประเทศเขาให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้ของชุมชนมาก เวลาแม่ไปประชุม สื่อต่างประเทศให้ความสนใจเยอะมาก เขาเชิญแม่ไปเล่าเรื่องการต่อสู้ แล้วฝรั่งเขาก็ร้องไห้ เขารู้สึกร่วมกับเราได้

 “แม่เกิดมาไม่ได้มีอะไร ความรู้ก็ไม่มี มาอยู่ตรงนี้ได้เพราะสู้เพื่อบ้านเรา แม่ได้รู้จักคนเยอะแยะทั้งในประเทศ ต่างประเทศ จากที่เป็นชาวบ้านธรรมดาก็รู้เรื่องราวมากมาย ถึงเวลาจากไปก็คงไปดี เพราะแม่ใช้ชีวิตนี้คุ้มแล้ว”

สุดท้าย แม่รจน์เชื่อว่าเรื่องเหมืองทองคำในเขตพื้นที่บ้านเกิดของตนคงไม่จบลงง่ายๆ เธอทำได้เพียงถ่ายทอดอุดมการณ์สู่รุ่นหลานต่อไป เพื่อหวังให้พวกเขารักและหวงแหนบ้านเกิดของตัวเอง

 “ตอนนี้พวกแม่ถ่ายทอดและสืบต่ออุดมการณ์ให้ลูกหลานต่อไป เราเกิดมาไม่ใช่แค่มีชีวิตครอบครัว มีสามี มีลูก ทำมาหากินแล้วจบ เราต้องมีหน้าที่รับผิดชอบอีกเยอะแยะ เราต้องรับผิดชอบเรื่องบ้านเมือง ชีวิต และผู้คน เหมือนเราทำบุญ แต่เป็นการทำบุญอีกประเภทหนึ่ง ที่เราปกป้องชุมชนของเราไว้ ไม่ให้ใครเอาสารพิษอันตรายมาทำลายชีวิตสัตว์และร่างกายของคนในชุมชนได้ แม่คิดว่าเราต้องทำ” แม่รจน์ทิ้งท้ายพร้อมแววตาแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ

การลุกขึ้นต่อสู้ของชาวบ้านกับอำนาจทุนนิยมหรือรัฐอาจไม่สำเร็จโดยง่าย แต่อย่างน้อยเรื่องราวการยืนหยัดต่ออุดมการณ์ของมวลชนแห่งวังสะพุงจะเป็นแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ให้แก่ลูกหลานของพวกเขา รวมถึงชุมชนอื่นที่เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้ต่อไป

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการทอผ้า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เราขอเวลาชีวิตคุณแค่ 10 นาที เพื่ออ่านและรับฟังความคิดของ วิน-กวิน เจิดจรรยาพงศ์ คนรุ่นใหม่ที่อยากแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเขารักษาชีวิตใครสักคนให้มีแรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แค่เริ่มจากนั่งเฉยๆ และฟัง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

วิกฤตที่ว่าคือ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า พ.ศ. 2573 ‘โรคซึมเศร้า’ จะเป็นภาระโรคหรือสาเหตุความสูญเสียทางสุขภาพอันดับหนึ่ง แซงหน้าโรคมะเร็งและหัวใจ ทำให้ประชากรโลกสูญเสียรวมราว 12,000 ล้านวันทำงานในทุกปีไปกับความเจ็บป่วย เสียหายมากกว่า 480 ล้านล้านบาท รวมถึงหลายพันหมื่นชีวิตที่ต้องจบลงเพราะไม่อาจหาหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม 

ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นช่วง COVID-19 ที่กระทบชีวิตจิตใจผู้คนจำนวนมาก วินและ บอส-อุดมพล ทิวากรกฎ สองหนุ่มที่เข้าใจโรคซึมเศร้าจากประสบการณ์ชีวิตจริง จึงพัฒนาสตาร์ทอัพ ‘Hearing Heart’ แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ที่จะช่วยรับฟังเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยไมตรีจิต ไม่ว่าจะป่วยใจหรือไม่ก็ตาม และบรรเทาความอ้างว้างว่างเปล่าในใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

พวกเขาร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตของภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน สร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผ่านการรับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือให้บริการ ด้วยความหวังว่าในอนาคต บริการด้านสุขภาพจิตจะเป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศไทย และเรามีนักฟังเชิงลึกที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นทั่วประเทศ

“การฟังอาจดูเหมือนง่าย แต่หลายคนคิดว่าตัวเองฟังอยู่ ทั้งที่จริงเขาแค่ได้ยิน มันต่างกันนะ” วินพูดถึงคำกริยาที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด แต่อาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริง

ในวันที่โลกดูเร่งรีบเสียเหลือเกิน เราจะเป็นนักฟังเชิงลึกที่ดีได้อย่างไร ขอชวนคุณเปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วมาเดินทางเคียงข้าง Hearing Heart ไปด้วยกัน

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า
วิน (ซ้าย) – บอส (ขวา)
01

มุมมองที่เข้าใจ

Hearing Heart คือความฝันที่เกิดขึ้นจากร่องรอยบาดแผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชายสองคนมานานกว่า 10 ปี

“แม่เราเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก” วินเล่าสาเหตุที่เขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต 

“แม่จะวิตกกังวลง่าย ตอนนั้นเรา คนรอบตัว และสังคม ยังไม่เข้าใจหรอกว่าโรคนี้คืออะไร รู้แค่ว่าเราเป็นห่วงแม่มากว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“สุดท้าย แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และเขาทำสำเร็จ” 

เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด วินใช้การเขียนเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิด ตกตะกอนและคลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง พออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาช่วง พ.ศ. 2556 เขาเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘มุมมอง’ เขียนแบ่งปันแง่มุมชีวิต จนมีคนติดตามหลักหมื่นและทักทายเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต 

“เราอยากช่วยให้ได้มากที่สุด แต่เราคนเดียวไม่สามารถรับฟังคนจำนวนมากได้ขนาดนั้น เรารับไม่ไหวเหมือนกัน เลยเกิดความคิดว่าต้องสร้างนักฟังขึ้นมาในสังคมแทน” วินเล่า ความคิดนี้ทำให้หนุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนบอส เพื่อนจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เคยเผชิญประสบการณ์โรคซึมเศร้า ร่วมกันพัฒนา moom-mong.com เป็นกระดานสนทนาที่ให้คนเข้ามาถามตอบอย่างอิสระ เผื่อจะช่วยเยียวยาความทุกข์ในชีวิตได้บ้าง

“เราสองคนอินเรื่องนี้มาก เคยเจอคนที่ไม่เข้าใจและบอกว่าอาการซึมเศร้าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง เรียกร้องความสนใจ เราคือเด็กสองคนที่อยากทำให้ทุกคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบที่เข้าใจกัน”

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน วินบอกว่าเขาไม่เคยลืมความตั้งใจนี้เลย เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเป็นแบบแม่ของเขาอีกแล้ว ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาบังเอิญพบกับ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตและให้การรับรองหลักสูตรในไทย ภายในงานสัมมนาเรื่องโรคซึมเศร้า 

พญ.โชษิตาเล็งเห็นว่าสิ่งที่วินและบอสทำนั้นน่าสนใจ จึงแนะนำให้รู้จักกับ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ซึ่งยินดีสนับสนุนและชวนต่อยอดมุมมองเป็นแพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะนี่คือหนึ่งในวาระเร่งด่วนระดับชาติ

02

นักฟังเชิงลึก

“ประเทศเรายังขาดบุคลากรทางจิตเวชอยู่เยอะมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย ยิ่งช่วง COVID-19 คนยิ่งเครียด ไปไหนต่อไหนก็ไม่ได้” วินเกริ่นปัญหาภาพรวมให้ฟัง

หากเปิดดูตัวเลขของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 จะพบว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคทางจิตเวช (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพียง 3.49 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน และพยาบาลจิตเวชผู้ให้คำปรึกษาจำนวน 8.71 ต่อ 100,000 คน 

ในขณะที่มีบุคคลทั่วไปติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ปีละ 600,000 – 800,000 สาย แต่มีกำลังของนักจิตวิทยาการปรึกษารับสายได้เพียง 200,000 สายเท่านั้น โดยบุคลากรเหล่านี้ต้องตรากตรำผ่านการเรียนและฝึกฝนเฉพาะทาง ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ประเทศเราจึงยังผลิตได้ไม่มากพอ แม้จะเร่งพัฒนาแล้วก็ตาม

สิ่งที่พอช่วยแก้สถานการณ์ความขาดแคลนและภาระอันหนักอึ้งของบุคลากร คือการพัฒนาบุคคลทั่วไปให้มีศักยภาพพร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี 

“การฟังที่ดีคือการไม่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน เราฟังเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ซึ่งอารมณ์มันไม่มีถูกหรือผิดนะ” วินเน้น พร้อมย้ำว่าการฟังมีพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายและได้การยอมรับ ยิ่งรอบตัวเรามีผู้รับฟังที่ดีมากขึ้นแค่ไหน สังคมจะยิ่งน่าอยู่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกคนต่างประคับประคองกันด้วยความเข้าใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ในเชิงการแพทย์ มีงานวิจัยว่าการฟังเพื่อบำบัด (Therapeutic Listening) ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะช่วยให้รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

“การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้ผล และผู้ป่วยควรได้ปรึกษาแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งจับเข่าคุยกันด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มันมีเหตุผลเสมอ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษา” วินกล่าวอย่างหนักแน่นว่าการรักษาควรดำเนินไปควบคู่กัน

เมื่อเปิดดูแผนงานของกรมสุขภาพจิต อัตราส่วนในอุดมคติของบุคลากรที่พึงมีคือ 1 : 10 : 100 หมายถึงว่า ประเทศเราควรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Mental Therapist) 1 คน ต่อ พยาบาลจิตเวชหรือนักสังคมสงเคราะห์ (Counselor) 10 คน ต่อ นักฟังเชิงลึกภาคประชาชน 100 คน

วินและบอสจึงร่วมมือกับ CAMRI รับภารกิจช่วยสร้างส่วน 100 คนที่ทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างได้เร็วกว่า พัฒนาเป็น Hearing Heart ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเราทุกคน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบริการทางจิตเวช แต่ทุกคนต้องการใครสักคนคอยรับฟังในชีวิตแน่ๆ 

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
03

เปิดใจ

เส้นทางสู่การเป็นนักฟังเชิงลึกของ Hearing Heart เริ่มต้นจากการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์

ในขั้นตอนแรก คุณจะได้ทำแบบทดสอบและเรียนประมาณ 30 นาที โดยบทเรียนแรกคือการตรวจสอบตัวเองว่าพร้อมฟังผู้อื่นไหม

“เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ปัญหาหลักที่เจอเวลาเราคุยกับผู้ดูแลผู้ป่วยคืออาการ Toxic เพราะเขาต้องรับฟังหรืออยู่กับปัญหาหนักๆ ทุกวัน ไม่รู้จะไประบายกับใคร ดังนั้น ต้องเริ่มจากจัดการตัวเองก่อน” วินอธิบาย นอกจากจะทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจแล้ว การฟังที่ดีจะไม่ทำร้ายตัวคนฟังเองด้วย

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

เมื่อเรียนจบ ระบบจะสุ่มวิดีโอสถานการณ์ตัวอย่าง มีคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้คุณได้ลองเปิดกล้องฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำว่าที่ทำไปเป็นอย่างไร หากผ่านการประเมิน ผู้เข้าเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรที่ผู้อำนวยการ CAMRI ลงชื่อรับรอง

“เราถือเป็นรายแรกๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลอนุญาตให้มีการออกประกาศนียบัตรด้านนี้ เราอยากทำให้เกิดมาตรฐาน ตอนแรกมันอาจจะยังไม่มีคุณค่ามาก แต่เมื่อหลายคนเริ่มนำไปใช้ คุยกันว่าสิ่งนี้คืออะไร มันจะมีความหมายขึ้นมา ต่อไปอยากให้เกิดแคมเปญไวรัลที่ไม่น่าเบื่อด้วย” วินเล่าแนวคิด 

เขามองว่าในอนาคต บุคคลทั่วไปอาจนำใบนี้ไปประกอบการสัมภาษณ์งานได้ด้วย เพราะองค์กรย่อมต้องการคนที่รับฟังผู้อื่น พร้อมทำงานเป็นทีม ส่วนภาคธุรกิจหรือโรงเรียน ก็นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้พัฒนาพนักงานหรือคุณครูได้เช่นกัน ใช้ได้กับทุกคน 

ยิ่งมีผู้ใช้งานในวงกว้าง Hearing Heart จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีบริการที่อัจฉริยะขึ้นในแบบฉบับภาษาไทย ไม่แพ้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การวิเคราะห์อารมณ์จากน้ำเสียง

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการเรียน 30 นาทีจะมีผลกับชีวิตมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” วินตอบอย่างรวดเร็ว เพราะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกบ่อยๆ คล้ายการเล่นดนตรีหรือออกกำลังกาย

“แต่เราเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐเองก็ยินดีสนับสนุนอย่างมาก ถ้าคนเรียนเยอะแล้วมาคุยกัน มันเหมือนการเติมน้ำดีเข้าไปในระบบเรื่อยๆ สักวันมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“ต่อไปคงมีการสร้างคอร์สเพิ่มอีก เช่น การฟังเชิงลึกขั้นสูง การฟังสำหรับสถานประกอบการหรือคอลเซนเตอร์ ถ้าสลับหัวไปคิดในเชิงการตลาด ตรงนี้ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่ยังไม่มีใครทำ” 

04

Startup Mindset

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพที่จำเป็นต้องอยู่รอดทางธุรกิจให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยฟรีและไม่ยั่งยืนเลย มีแพทย์มาช่วยเราตั้งเยอะ ถ้าทำแล้วไม่รอดก็ไม่เกิดประโยชน์เลย” วิน อดีตพนักงานบริษัทที่ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัว อธิบายหลักการคิดโมเดลสตาร์ทอัพในตลาดที่ถือว่าใหม่มากในไทย และคนมักกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเก็บค่าบริการจากบุคคลที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

“ตอนแรกคิดว่าจะทำฟรี ไม่กล้าตั้งราคาเลย แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในสายนี้ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานหลายอย่าง ราคาจะเป็นเครื่องสะท้อนคุณค่า ความน่าเชื่อ และคุณภาพของบริการที่เราตั้งใจมอบให้ผู้ใช้งาน รวมถึงเมื่อหน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนผู้มาขอทุนอย่างเรา เพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพจิตที่ขาดไปในไทย เขาต้องรู้โครงสร้างค่าใช้จ่ายและรายได้ด้วย เป็นเหตุให้เราตั้งราคาขึ้นมา

“แต่เราไม่อยากไปรบกวนผู้ป่วย ลำพังการต้องแบกรับความเข้าใจผิดๆ ของสังคมก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าต้องมาจ่ายเงินนั่งเรียนอีก เรารู้ว่าคนแบบแม่เราจะทำไม่ไหวแน่ๆ เลยพยายามเน้นสร้างโมเดลไปที่คนรอบข้างผู้ป่วยมากกว่า ให้ช่วยกันเรียนรู้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพวกเขา”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ช่วงเริ่มต้นนี้ รายได้ของ Hearing Heart เกิดจากค่าสมัครเรียนคอร์ส โดยอาจมีการเก็บอัตราที่หลากหลายในอนาคต เมื่อมีการสเกลบริการและกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้าง หรือเจาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น HR องค์กรที่ต้องการเทรนนิ่ง แต่ในเบื้องต้น หลังจากทดลองกับลูกค้าจริงแล้ว วินพบว่าคนยินดียอมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนบริการนี้

รวมถึงมีนักลงทุนที่เห็นศักยภาพ พร้อมร่วมลงทุนใน Hearing Heart

“ที่ผ่านมา ธุรกิจมักเน้นไปที่สุขภาพกายจนหลายๆ โรคเริ่มรักษาหายได้แล้ว แต่สุขภาพใจถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนแรกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนเข้ามาลงทุนกับหน้าใหม่อย่างเรา บางทีสิ่งที่เราทำมันดูโลกสวย แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่คนสนใจแน่ๆ และยังต้องการให้คนเข้ามาช่วยกันทำ” 

วินและบอสยอมรับว่าสตาร์ทอัพนี้ยังอยู่ระยะแรกเริ่ม ต้องผ่านการพิสูจน์อีกยาวไกล แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และอยากบอกคนที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ให้ถึงระดับประเทศ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและเกิดผลในวงกว้าง

“การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาดีกว่าไม่สร้าง แต่ต้องมีกลยุทธ์ ลองมองดูว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราทำไปในทิศทางนี้สักหนึ่งปี มันตอบโจทย์ในสเกลระดับประเทศหรือเปล่า แล้วอีกสามปี ห้าปีล่ะ จะตอบโจทย์ไหม ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ Roadmap ว่าประเทศกำลังขาดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะคิดไปเองว่าสังคมขาดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงไม่ใช่ และความหลงใหลคุณจะมอดดับลงไป พร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเหนื่อยเลย”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
05

ผู้เล่นในสนาม

1 ปีที่ผ่านมา วินและบอสได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย 

ตั้งแต่กรมสุขภาพจิตที่รับรองให้ใช้ประกาศนียบัตร 

CAMRI​ ที่พัฒนาหลักสูตร 

สสส. ที่สนับสนุนเงินทุนให้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ 

โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง และนักลงทุน

เรียกได้ว่าครบทั้งห่วงโซ่ 

“ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ยิ่ง HealthTech เป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ตรงที่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนโดยตรงเลย การพัฒนาต้องอาศัยการคิดแบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่ต้นทางยันผู้ใช้งาน เลยดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับทุกคน” วินกล่าวความประทับใจ ภารกิจนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นงานที่ทุกคนต้องลงแรงกายใจไปด้วยกัน

รวมถึงบรรดาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตที่ต่างมีจุดเด่นของตัวเอง หากรวมพลังกันแล้ว เราอาจหยุดเหตุการณ์ร้าย และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้อีกมาก

ประสบการณ์การสร้าง Hearing Heart ทำให้วินค้นพบว่าผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยงานภาครัฐยินดีสนับสนุนคนรุ่นใหม่และตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้เห็นและเข้าใจ

“เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีเส้นสายอะไร แต่ได้รับโอกาสเข้าไปคุยกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์จาก CAMRI นัดหมายคุยสัปดาห์ละสามครั้ง มีโครงการอะไรใหม่ก็ติดต่อมาถามว่าอยากไปทำงานด้วยกันไหมตลอด เขาทำงานกันหนักมาก เที่ยงคืนหรือเจ็ดโมงเช้าก็ยินดีตอบ จนเรารู้สึกศรัทธาและเลิกด่าคนแบบเหมารวมไปเลย

“เพราะมันทำให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำรู้สึกท้อ และพวกเขาไม่มีปากเสียงในโลกโซเชียลหรอก เพราะเอาเวลาไปทำงานกัน คนไม่ดีมีอยู่มาก แต่คนดีๆ ที่ต้องการกำลังใจก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน”

แน่นอนว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่พึงปฏิบัติตามหน้าที่จากภาษีของประชาชน แต่วินมองเห็นว่าการด่าทอทุกวันนี้ในหลายกรณีเป็นการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง สุดท้าย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศที่มีปัญหามากมายนี้เลย

และหากการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้จักผูกมิตร ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างถูกวิธี จะช่วยนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น มากกว่าวางตัวเป็นศัตรูกันในหลายๆ กรณี

“ปีนี้จะมีงานด้านสุขภาพจิตที่จัดร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศ แพทย์เขาก็ชวนเราไปเข้าร่วม วันก่อนมีพี่พนักงานไอทีจาก CAMRI โทรศัพท์มาบอกว่าอยากช่วยออกแบบ Dashboard ให้ใช้งานได้จริง ทั้งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้ เราตื้นตันใจที่ได้รับการสนับสนุนมากๆ คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นพวกเขาเลย เราอยากชวนให้ตามหาว่าคนดีๆ แบบนี้อยู่ที่ไหนในระบบ แล้วมาช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
06

หัวใจที่รับฟัง

“เราฝันใหญ่มากและไม่รู้ว่าเป็นไปได้จริงไหม แต่เราชอบบอกกันว่าประเทศไทยเป็น Land of Smile ใช่ไหม จริงๆ เราว่ามันอาจเป็น Land of Listening หรืออะไรทำนองนั้นได้ด้วย” วินเผยสิ่งที่เขาจินตนาการ 

แต่ละประเทศมักจะมี Positioning เด่นในด้านต่างๆ ของตัวเองชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก วินมองว่าประเทศไทยต้องหา Strategic Positioning ของตัวเองที่เข้มแข็งให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่ง HealthTech และการดูแลสุขภาพจิตอาจถือเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เราจะไม่น้อยหน้าใคร

หลังจากฝันถึงสิ่งนี้มารวมกันนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ Hearing Heart ของวินและบอสเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวันเวลาที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการสร้างนักฟังเชิงลึกให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคและสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาตระเตรียมหัวใจไว้สำหรับภารกิจนี้แล้ว

“เราคิดมาเสมอว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะจุดใดจุดหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะทำอีกทีตอนแก่ เรารู้สึกไฟลุกทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ร่วมกับคนที่แพสชันเหมือนเรา ไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะทำไปทำไม เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ได้แบบไม่เหนื่อย 

“เพราะสิ่งที่ทำมันมีความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

เราหวังว่าบทสนทนาครั้งต่อไปของคุณจะมีการฟังด้วยหัวใจอยู่ในห้วงเวลานั้น ทั้งจากคุณและคู่สนทนา

เพราะมันอาจมีพลังและความหมายมากพอ

พอที่จะรักษาชีวิตใครคนหนึ่งไว้ให้มีลมหายใจก้าวเดินต่อไป

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ใครสนใจเรียนเป็นนักฟังเชิงลึกและช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Hearing Heart ให้ดียิ่งขึ้น เราขอชวนลงทะเบียนที่แบบฟอร์มนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook ของ Hearing Heart 

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load