นาหนองบง คือหมู่บ้านเล็กๆ ชายป่า ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าเขียวขจีในเขตตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ความเป็นอยู่ของชุมชนเป็นไปอย่างสงบสุขและเรียบง่าย จนวันหนึ่งทุกอย่างกลับพังทลายเพราะเหมืองทองคำ

ผืนป่าและภูเขาสองลูกที่ตั้งตระหง่านถูกทำลาย ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และมีเหตุการณ์ที่สร้างความบอบช้ำต่อทั้งกายใจของคนในชุมชน

นาหนองบงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อคัดค้านเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่จังหวัดเลยเป็นเวลานานนับ 10 ปี โดยมีกลุ่มแม่หญิงอาวุโส ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา เป็นแกนนำยืนหยัดต่อสู้เพื่อบ้านเกิดของตน

เสียงตะโกนที่พวกเธอและชาวบ้านพยายามเปล่งออกมานับ 10 ปี อาจมีคนได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง แต่พวกเธอยืนหยัดต่อสู้ทุกวิถีทาง

ถึงกับใช้ ‘ตำหูก’ ผ้าฝ้ายอินทรีย์ที่เป็นวิถีชุมชนสื่อสารถึงการค้านเหมืองแร่ไปสู่นานาประเทศ พร้อมกับเลี้ยงชีพและหาทุนรอนสำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อบ้านเกิดต่อไป

01

เมื่อเสียงหริ่งเรไรถูกกลบด้วยเสียงระเบิดของเหมืองทอง

เราเดินทางจากกรุงเทพฯ มายัง ‘ศูนย์ทอผ้าต่อต้านเหมืองแร่’ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนาหนองบง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เพื่อพบกับ แม่รจน์-ระนอง กองแสน แม่หญิงชาวเลยที่ได้ชื่อว่าเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่ง ที่ออกหน้าลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรมที่บ้านเกิดของเธอ จนได้รับรางวัล ‘ผู้หญิงปกป้องสิทธิชุมชนจากการทำเหมือง’ จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในวันสตรีสากล พ.ศ. 2559

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

จากที่เห็นแม่รจน์ในภาพข่าวการต่อสู้เรื่องเหมืองทองคำ ทำให้เราจินตนาการภาพของเธอในบุคลิกอีกแบบ ซึ่งห่างไกลจากหญิงร่างเล็กวัย 58 ปี ท่าทางใจดี ที่กำลังง่วนอยู่กับการเย็บผ้าฝ้ายอินทรีย์อยู่ตรงหน้า หลังทักทายถามไถ่ หาน้ำท่ามาต้อนรับตามประสา เราก็เริ่มพูดคุยกัน

“ตอนแรกเราอยู่กันสงบสุขดี ไม่มีปัญหาอะไร ชาวบ้านทำไร่ทำนา รักใคร่กันดี ไปไร่ไปนา มีผัก หน่อไม้ ฟักแฟง ข้าวโพด เอามาแบ่งกันกิน มีความสุข” แม่รจน์เริ่มเล่าด้วยเสียงเบาๆ ในสำเนียงท้องถิ่น 

พวกเขาไม่เคยได้รับข่าวสารว่าจะมีเหมืองทองในเขตใกล้บ้าน แม้ในวันที่เหมืองทองเข้ามา พวกเขาก็คิดว่านั่นคือโอกาสที่จะมีลู่ทางในการทำมาหากิน

“ช่วงหนึ่งคนมาเดินสำรวจตามหมู่บ้าน มีฝรั่งเข้ามา มีเฮลิคอปเตอร์ขนเครื่องวัดมาบิน เราก็มองกันนะ ไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร จนปี 49 สมัยนายกฯ ทักษิณ เขาอนุมัติให้เปิดเหมืองแร่ทองคำ ชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีก คิดว่าดี ลูกหลานจะได้ไปทำงาน ไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ ตัวแม่เองก็คิดว่าจะไปขายอะไรดีนะในเหมือง ขายส้มตำไก่ย่างดีไหม”

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

แม่รจน์ก็เหมือนชาวบ้านทั่วไปที่เชื่อตามคำบอกของหน่วยงานในพื้นที่ว่า บริษัทเหมืองทองจะนำพามาซึ่งความเจริญของชุมชน ทั้งการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน และสร้างอาชีพให้คนแก่คนเฒ่าที่เป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้สวยงามเช่นนั้น

“พอเขาเข้ามาสร้างเหมือง แม่ก็เดินไปดู ครั้งแรกที่เห็นคือเขาเอารถแบคโฮมาดันปากป่าที่เราเคยหากินจนหายไปหมด ใจแม่นะ หายไปเลย ตรงนี้เคยเป็นที่หากิน เป็นไร่ชาวบ้าน มันหายไปในพริบตา แม่ตกใจคิดว่าขายของไม่ไหวแล้ว” แม่รจน์เล่าด้วยน้ำเสียงและนัยน์ตาเศร้าจับใจเมื่อย้อนคิดถึงภาพที่เห็นวันนั้น

นับตั้งแต่บริษัทประกอบการเหมืองแร่ทองคำเริ่มระเบิดภูซำป่าบอนและภูทับฟ้า วิถีชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

จากที่เคยอยู่อย่างเงียบสงบตามประสาหมู่บ้านชายป่า ที่ยามค่ำคืนมีเพียงเสียงหริ่งเรไร ฉับพลันทันใด กลับมีเสียงระเบิดดังก้องฟ้า พร้อมกับเสียงเครื่องจักรเดินเครื่องทำงานตลอดเวลาในรัศมีห่างจากชุมชนเพียง 500 เมตร

ซ้ำร้ายกว่านั้น อากาศที่เคยบริสุทธิ์กลับคละคลุ้งไปด้วยอณูฝุ่นที่ไม่อาจมองเห็น แต่รับรู้ได้จากอาการแสบตา มองเห็นไม่ชัดเจน อีกทั้งแหล่งน้ำที่เคยใช้อาบกายกลับระคายผิว ผักปลาที่เคยหาได้เริ่มตาย ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านนาหนองบงและ 5 หมู่บ้านใกล้เคียง

“ตอนงานทำบุญประจำปีของหมู่บ้าน มีน้องที่ทำงานเอ็นจีโอเข้ามาบอกว่า บ้านเราได้รับผลกระทบต่อการทำเหมืองนะ แรกๆ แม่ฟังก็ไม่ค่อยสนใจหรอก แต่ต่อมารู้สึกว่าผลกระทบเยอะ จากที่เคยทำนาทำไร่ จึงต้องรวมตัวกันมาศึกษาเรียนรู้เรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น”

02

การขับเคลื่อนของกลุ่มแม่หญิงรักษ์บ้านเกิด

เวลานั้นในหมู่บ้านมีแต่คนเฒ่าคนแก่และเด็กอยู่อาศัย กลุ่มแม่หญิงอาวุโสจำนวนไม่ถึง 10 คน จาก 6 หมู่บ้านในเขตวังสะพุงที่ได้รับผลกระทบ จึงร่วมมือร่วมใจกันตั้ง ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด’ ออกมาขับเคลื่อนคัดค้านเหมืองทองคำแห่งนี้

พวกเธอทำหน้าที่ตะโกนบอกร้องให้คนในพื้นที่ตระหนักถึงอันตรายในบ้านตัวเอง พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐให้เข้ามาช่วยเหลือบ้านเกิดของตน

เริ่มจากหน่วยงานสาธารณสุขเข้ามาตรวจสุขภาพและพบว่าเลือดของชาวบ้าน 54 คนมีระดับสารไซยาไนด์ในร่างกายสูง ซึ่งสารไซยาไนด์เป็นสารเคมีอันตรายที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองทอง

ไม่นานนับจากนั้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยได้ประกาศเตือนให้ชาวบ้านในเขตตำบลเขาหลวงระมัดระวังการใช้น้ำจากลำน้ำฮวย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสายหลักของท้องถิ่น เนื่องจากตรวจพบสารหนู แมงกานีส แคดเมียม ไซยาไนด์ ปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ต่อมาประกาศให้ลดการบริโภคหอยขมจากบริเวณต้นน้ำ เพราะพบสารหนูสูงเกินปกติเช่นกัน

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“ปี 52 แม่เริ่มสงสัย ทำไมเด็กเพิ่งคลอดใหม่อาบน้ำบ้านเราแล้วผิวแดงผื่นขึ้นไปหมด ชาวบ้านเองก็แสบตา มองไม่เห็น พอเขามาตรวจก็พบสารอันตราย แต่ชาวบ้านเราไม่มีบ่อสำรอง ต้องทนใช้ไปอีกสองสามปีกว่าเขาจะมาขุดบ่อให้ใหม่ เราทนใช้ทั้งที่รู้ ตอนนั้นเราบอกคนในหมู่บ้านว่า ถ้าเราไม่ช่วยกันมันจะยิ่งกว่านี้”

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเดินหน้าหาเครือข่ายและรวบรวมมวลชนชาวบ้านเพื่อพากันสู้ทุกวิถีทางที่คิดและทำได้ สู้แบบยิบตาไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะต่างรู้กันว่าต้องสู้กับอำนาจรัฐ และบริษัทเหมืองทองคำที่มีแต่คนขู่ว่ายิ่งใหญ่ สู้แม้แทบมองไม่เห็นว่าจะได้ชัยชนะมาอย่างไร

“ส่วนมากพวกแม่จะทำหนังสือไป แล้วก็ออกไปขับเคลื่อน เวลาเขามีเวทีประชาคมที่ไหน เราก็เอาเด็ก เอาวัยรุ่น ไปด้วย อย่างพรุ่งนี้จะมีเวทีประชุม เราก็เอารถใส่เครื่องเสียงวิ่งประกาศรอบหมู่บ้านว่าเราจะไปที่จังหวัดนะ ถ้าใครมีกับข้าวก็เอาไปกินร่วมกัน ใครมีลูกมีหลานก็พากันออกมา พอเช้ามีรถมาเป็นแถวเลย

“เวลาไป อบต. แม่จะพูดว่า รัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพราะดูแลไม่ทั่วถึงใช่ไหม แต่ทำไม อบต. ไม่ดูแลประชาชนของตัวเอง ทำไมคุณไม่ดูแลพวกเรา ทำไมคุณไปดูแลบริษัท แม่พูดตลอดจนโดนคดีว่าเป็นคนปลุกระดม”

03

สู้ยิบตา

ในเมื่อสู้ทุกวิถีทาง แต่เสียงของชาวบ้านก็ไม่ดังพอ พ.ศ. 2554 แม่รจน์และเพื่อนในกลุ่มอีก 4 คน มุ่งหน้าไปพบนายกรัฐมนตรี โดยไม่รู้ว่าพากันไปเสี่ยงตายท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงในขณะนั้น 

“พวกแม่ได้ยินจากวิทยุว่า นายกฯ อภิสิทธิ์จะไปอุบลฯ แม่ไม่รู้หรอกว่าอุบลฯ อยู่ที่ไหน พอเรี่ยไรเงินกันในกลุ่มได้ห้าพันบาท เราก็ไปกันห้าคน นั่งรถประจำทางไป จนถึงขอนแก่นในตอนค่ำก็เดินทางต่อไม่ได้ ต้องขอนอนค้างกับคนในเครือข่าย พอถึงอุบลฯ ยังโดนรถตุ๊กตุ๊กในพื้นที่หลอกเอาค่ารถไปอีกเป็นพัน

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“ตอนที่รอนายกฯ ก็ได้ข่าวว่ามีม็อบมา เขาบอกกันว่า ต้องพานายกฯ ออกจากพื้นที่ภายในยี่สิบสี่นาที ขอให้เราอยู่ในความสงบ แม่ก็กลัวว่าเราจะมาตายตรงนี้ไหม เล่าแล้วอยากร้องไห้นะ” แม่รจน์ทาบมือกับอก

“พอนายกฯ ออกมา คนก็รีบพานายกฯ ออกไป มีทั้งตำรวจ ทั้งนักข่าว เรากลัวไม่ได้ยื่นจดหมาย น้องคนหนึ่งในกลุ่มที่ตัวเล็กๆ เลยโดดขี่คอตำรวจ เพื่อยื่นหนังสือใส่มือนายกฯ บอกว่าเรามาจากจังหวัดเลย มาเรื่องเหมืองทองนะ จากนั้นก็เฮกัน ม็อบก็เข้ามา”

1 เดือนต่อมา กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้รับหนังสือด่วนที่สุดแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรของบริษัทเหมืองแร่แห่งนี้ จนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน และประเมินความคุ้มค่าระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชนกับค่าภาคหลวงที่รัฐจะได้รับ

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“แม่ดีใจมาก ที่เราเกือบตายมันคุ้มค่า กลุ่มเรานำหนังสือนี้มาอ้างตามหน่วยงานได้หมด แต่สุดท้ายเรื่องก็ไม่จบ เพราะรัฐกับทุนมาด้วยกัน เราสู้โดยที่รัฐไม่เห็นใจเราเลย รัฐไม่เคยบอกว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนจริงนะ ไม่มีเลย ทำให้แม่คิดว่ารัฐไม่ช่วยชาวบ้านเลย เขาไม่เคยเข้าข้างเรา

“พอเจอแบบนี้ มันเปลี่ยนความคิดที่ไม่เคยสู้ของแม่ ให้เกิดแรงดลใจที่จะสู้กับหน่วยงานรัฐ เพราะว่าเราไม่เคยได้รับความยุติธรรม เราไม่ได้รับความเอื้ออาทรจากรัฐเลย พวกแม่สู้ยิบตา ไม่หยุด ไปหมดทุกหน่วยงาน และมีแต่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน อย่างกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เอาเรื่องสิทธิของเรามาช่วยสู้ตลอด นอกนั้นก็เป็นกลุ่มเอ็นจีโอของไทยและต่างประเทศที่มาช่วยเยอะ”

04

เหตุสลดใจไม่เคยลืม

แม้จะมีมติจาก ครม. แต่เหมืองทองคำแห่งนี้กลับดำเนินการต่อไม่หยุด ชาวบ้านนาหนองบงและกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดต้องต่อสู้กับเหมืองทองคำ และการยื่นขอประทานบัตรเพิ่มของบริษัทเหมืองแร่เจ้าเดิม พวกเขาลุกขึ้นสู้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน การก่อสร้างกำแพงที่เรียกว่า ‘กำแพงใจ’ เพื่อกั้นไม่ให้มีการขนส่งสารเคมีและทองคำออกจากโรงแต่งแร่ อีกทั้งการขึ้นป้ายประกาศ ‘ไม่เอาเหมือง’ ทั่วหมู่บ้าน รวมไปถึงการฟ้องศาล และอื่นๆ อีกมากเท่าที่จะคิดและทำได้

จนเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สุดครั้งหนึ่งที่ไม่มีใครเคยลืม ในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 มีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธกว่า 200 คน ยกกำลังบุกทำลายกำแพง และทำร้ายชาวบ้านหลาย 10 คน ก่อนใช้รถบรรทุกขนย้ายแร่ไป

นอกเหนือจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวให้สังคมรับรู้บ้างประปราย แม่รจน์และชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอยู่หลายครั้ง และเคยมีเหตุร้ายแรงถึงขนาดถูกหมายหัวเอาชีวิต

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“พี่สาวแม่ที่รู้จักมือปืนส่งข่าวมาว่า มีคนจ้างวานให้มาฆ่าแม่กับพวกแกนนำ เขาเห็นรูปแม่ในโทรศัพท์ มีที่อยู่หมดเลย รู้ไหมว่าแม่ร้องห่มร้องไห้ เสียใจมากว่าเราคนธรรมดา จะมาฆ่าเราทำไม แม่ต้องพากันหนีทั้งบ้าน แต่ไม่ไหว เพราะชีวิตต้องทำมาหากิน เราต้องเปิดหน้าสู้กับมัน ตอนนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวกันทำป้อมยาม เฝ้าระวังคนเข้า-ออก แม่สวดมนต์ไหว้พระ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยปกปักรักษาชาวบ้านเราด้วย เราไม่ได้ทำอะไร เราทำเพื่อบ้านเรา ชุมชนของเรา”

ระหว่างการต่อสู้ แม่รจน์และชาวบ้านไม่เคยได้รับชัยชนะ แต่กลับถูกบริษัทฟ้องกลับหลายคดี คิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งที่ชาวบ้านเหล่านี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมายใดๆ มาชดใช้หรือต่อรอง

05

ตำหูกต้านเหมือง

การต่อสู้อันยืดเยื้อทำให้ชาวบ้านต้องเสียเวลากับงานขับเคลื่อนมากกว่าทำมาหากิน ซึ่งในช่วงหลังกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กระทบความเป็นอยู่ของแกนนำและชาวบ้านทุกคน

พ.ศ. 2556 กลุ่มแม่หญิงแกนนำเริ่มคิดหาลู่ทางทำรายได้เพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด พร้อมหาทุนทำกิจกรรมต่อต้านเหมืองที่มีทีท่ายืดเยื้อไม่มีวันจบต่อไป เมื่อได้ประชุมพูดคุยกันตามประสา จึงได้คำตอบที่ทุกคนมองข้ามมานาน นั่นคือ ‘ตำหูก’ 

ตำหูก เป็นภาษาอีสาน แปลว่า การทอผ้า เป็นภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชาวบ้านนาหนองบงมาแต่อดีต ยามว่างจากทำมาหากิน ก็จะมานั่งปั่นฝ้าย ตำหูก 

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

“พวกแม่ตำหูกทอผ้ามาแต่สมัยเป็นรุ่นๆ แล้ว ต้องทอผ้าให้เป็น ทอไม่เป็นมีแฟนไม่ได้ เพราะต่อไปต้องทอให้สามี ให้ลูก ได้ใช้ และทำไว้รับแขก ไว้ห่มยามหนาว ต่อมามีครอบครัวแม่ก็เลิกทอไป พอต้องมาสู้กับเหมือง เราเลยคิดว่าจะใช้การทอผ้านี่แหละมาช่วยกันหารายได้”

กลุ่มแม่หญิงต่างมารวมตัวกันฟื้นฟูวิถีชีวิตเดิมเพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมามีคนจากเอ็นจีโอเข้ามาแนะนำการทอผ้าฝ้ายไร้สาร เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์การต่อสู้กับเหมืองทองคำที่ก่อสารพิษให้กับหมู่บ้านนาหนองบงเรื่อยมา

“น้องเอ็นจีโอที่ทำงานด้านนี้เอาพันธุ์ฝ้ายมาให้พวกแม่ปลูกที่เหนือเหมือง แนะนำให้พวกแม่ปลูกแบบไร้สาร ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เวลาเอาฝ้ายไปทอเป็นผ้าคนใส่จะไม่ระคายเคือง เป็นการสู้กับเหมืองด้วยว่า ผ้าของเราผลิตมาอย่างปลอดสาร ตรวจแล้วไม่มีเคมี หากวันหนึ่งตรวจพบเคมีขึ้นมา แสดงว่าเป็นผลกระทบจากเหมืองของเขา”

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า
ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

ผ้าทุกชิ้นของบรรดาแม่ๆ ยายๆ ล้วนเป็นผ้าอินทรีย์ที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจผลิตจากกระบวนการดั้งเดิมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การปลูกฝ้ายแบบไร้เคมี ที่สมาชิกร่วมกันปลูกในแปลงปลอดภัย ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ทอเส้นฝ้าย ย้อมสีธรรมชาติ และถักทอสร้างเป็นลวดลายตามจินตนาการของบรรดาแม่หญิงในชุมชน

“แม่คิดลายผ้าใหม่ที่ประกวดในจังหวัดแล้วได้รางวัลมา” แม่รจน์ว่าพร้อมหยิบผ้าสีครามสวย 2 ลาย มาให้เราดู

“แม่ตั้งชื่อสองลายใหม่ว่า หลุมเหมือง กับ รอยแร่ เพราะอยากให้คนรู้ที่มาที่ไป และไม่ว่าทำอะไร แม่จะต่อสู้เรื่องนี้ไปตลอด ไม่ว่างเว้นเลย”

หลังจากที่บรรดาแม่ๆ ทำงานทอผ้าอย่างขะมักเขม้น คนรุ่นหนุ่มสาวในชุมชนจึงเปิด เพจเฟซบุ๊ก ‘กลุ่มตำหูกบ้านนาหนองบง – สู้เหมือง’ เพื่อเป็นตัวกลางในการขายผ้าทางออนไลน์ ซึ่งได้กระแสตอบรับพร้อมกำลังใจไม่ขาดสาย มีลูกค้าเจ้าประจำรายเล็กรายใหญ่ติดต่อเข้ามาเสมอ

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

ต่อมาธุรกิจเล็กๆ ของชุมชนได้รับการสนับสนุนจาก Becky Goncharoff อดีตนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวอเมริกันในโครงการ CIEE (Council On International Educational Exchange) ที่เคยมาเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เหมืองในหมู่บ้าน และมีความผูกพันกับแม่รจน์ โดยช่วยนำผ้าไปขาย เพื่อระดมทุนในการสร้างสถานที่ให้แม่หญิงรวมตัวกันทำงาน

“เบ็กกี้เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มาอยู่กับแม่ เขารักแม่เหมือนแม่ แม่ก็รักเขาเหมือนลูก เขากลับไปบ้าน สองปีเขาก็กลับมาหา พอดีกับตอนนั้นแม่คิดว่าอยากจะใช้พื้นที่เล็กๆ ข้างบ้านสร้างเป็นที่สำหรับพวกแม่ๆ ยายๆ มานั่งทอผ้า กินข้าวด้วยกันประสาคนแก่ เบ็กกี้เลยมาช่วยแม่ขายผ้า เริ่มจากการขายให้เพื่อนๆ เด็กแลกเปลี่ยนที่เคยมาอยู่ในหมู่บ้านเราหลายรุ่น และหาออร์เดอร์มาให้จนได้เงินก้อนใหญ่มาสร้างโครงอาคารตรงนี้ พวกแม่จึงตั้งเป็นศูนย์ทอผ้าเพื่อต่อต้านเหมืองแร่”

06

Radical Grandma Collective

ต่อมาใน พ.ศ. 2559 เบ็กกี้และเพื่อนๆ ชาวอเมริกันรวมตัวกันสนับสนุนการขายผ้าฝ้ายอินทรีย์ต้านเหมืองของบรรดาแม่ๆ ในชื่อของ Radical Grandma Collective ผ่านเพจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ www.radicalgrandmacollective.com เพื่อกระจายสินค้าผ้าฝ้ายปลอดเคมีจากบ้านนาหนองบงสู่กลุ่มคนต่างประเทศที่สนใจงานฝีมือและเรื่องราวการต่อสู้เหมืองของแม่หญิงกลุ่มนี้

 “แม่เคยถามให้เขาแปลให้หน่อยว่า ชื่อนี้แปลว่าอะไร เบ็กกี้บอกว่า กลุ่มยายๆ หัวรุนแรง แม่บอกว่าไม่ใช่นะ แม่ไม่ได้หัวรุนแรง เขาก็บอกว่าในต่างประเทศไม่ได้มีความหมายเชิงลบแบบนั้น แต่แม่ฟังแล้วตกใจ ทำไมว่าแม่หัวรุนแรง” แม่รจน์อธิบายพลางหัวเราะ

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า
ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการ ทอผ้า

ผ้าพันคอหลากสีสันสวยงามของบรรดาแม่ๆ ยายๆ ติดแบรนด์ RadGram อวดโฉมให้ผู้สนใจคลิกเลือกซื้อไปพร้อมกับรับรู้เรื่องราวการเคลื่อนไหวทางสังคมของแม่หญิงใจสู้ ที่ทำงานทอผ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดของตัวเอง

การซื้อผ้าฝ้ายอินทรีย์จากกลุ่มแม่หญิงนาหนองบง นับเป็นการสนับสนุนงานขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน เพราะเงินส่วนหนึ่งจากการขายจะหักเข้ากลุ่มไว้เพื่อทำงานต่อไป

“เงินที่ได้จากการขายผ้า ส่วนหนึ่งเราหักเข้ากลุ่ม เช่นได้มาสามพันห้าร้อยบาท หักเข้ากลุ่มห้าร้อยบาท นอกนั้นให้คนทำไป เงินของกลุ่มเราจะเก็บไว้ใช้เวลาทำงานขับเคลื่อน เงินนี้จะเป็นค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่ากิน ของกลุ่มเรานี่แหละ เราต้องทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็ออกไปสู้ไม่ได้”

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการทอผ้า

นอกจากนั้น เงินที่หักเข้ากลุ่มส่วนหนึ่งจะแบ่งไว้สำหรับงานบุญประจำปี เพื่อเป็นการสืบสานอัตลักษณ์และวิถีดีงามดั้งเดิมสู่คนรุ่นหลังต่อไป เพราะแม่รจน์เชื่อว่าการเชื่อมสัมพันธ์และปลูกฝังความรักบ้านเกิดให้ลูกหลาน จะกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดตัวเองในอนาคต

“เงินอีกส่วนเราเอาไว้ทำบุญประจำปีของบ้านเรา ถ้าเครือข่ายอื่นมีงานบุญ เราก็ไปช่วยเขา แม่พยายามฟื้นฟูเรื่องสังคมของชุมชนเรา เอาวิถีชีวิตเดิมคืนมา ปลูกฝังเด็กๆ ของเรา และชวนชาวบ้านมาร่วมกันทำบุญเหมือนเมื่อก่อน ไม่แบ่งฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ เราเอาความดีเข้าแลก ถ้าเขาศรัทธา เขาจะมาร่วมกับเรา”

ต่อมา ศูนย์ทอผ้าต้านเหมืองแร่ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากจังหวัดเลยเพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้เรียบร้อย และเปิดเป็นศูนย์การผลิตและแสดงสินค้าของกลุ่มแม่หญิง พร้อมเป็นแหล่งการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เหมืองทองคำให้ทั้งนักศึกษาชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงบุคคลทั่วไป โดยมีผู้เข้ามาศึกษา เยี่ยมชม และให้กำลังใจ แม่หญิงไม่ขาดสาย

07

การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

ปัจจุบัน เหมืองทองคำในเขตตำบลเขาหลวงถูกปิดไปแล้ว คดีต่างๆ ที่ฟ้องร้องกัน ศาลพิพากษาให้ชาวบ้านชนะคดีทั้งหมด รวมถึงการตัดสินให้บริษัทเข้ามาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายไป แต่แม้มีการตัดสินคดีและคำสั่งศาล กลับไม่มีการเยียวยาชาวบ้านทั้งจากบริษัทเหมืองและภาครัฐเอง

“แม่ไม่เคยคิดว่าจะหยุดเขาได้เลยนะ เพราะว่าเขาใหญ่มาก มีแต่คนบอกว่า เราจะไปสู้อะไรเขาได้ ที่เราทำได้เพราะมีมวลชน เรามีมวลชนเยอะ ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันหกหมู่บ้าน และถ้าวันนั้นเราไม่สู้ ป่านนี้ภูเขาหลังวัดบ้านเราที่มีทองคำเยอะมากคงหายไปหมดแล้ว เพราะเขาเล็งไว้ และถ้าปล่อยให้เขาทำได้ สารก่อมะเร็งจะลามไปเรื่อย 

“แต่ตอนนี้เรื่องฟื้นฟูเราก็หนักอยู่ แม้ศาลสั่งให้เราชนะทุกคดี มีคำสั่งศาลให้บริษัทฟื้นฟูเยียวยาชาวบ้าน แม่แปลกใจเรื่องกฎหมายไทยมาก ทั้งที่เราชนะและศาลตัดสินว่าชาวบ้านหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าคนจากหกหมู่บ้านต้องได้รับเงินเยียวยา แต่เรากลับไม่เคยได้สักบาท และไม่มีใครเข้ามาฟื้นฟูดูแลเลย” แม่รจน์เล่าอย่างสงสัย

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิง บ้านนาหนองบง ที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการทอผ้า

แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ แม้ปิดเหมืองไปแล้วกลับไม่มีการฟื้นฟูพื้นที่ อีกทั้งสัมปทานเหมืองยังเหลือเวลาเป็น 10 ปี ซึ่ง รจนา กองแสน ลูกสาวของแม่รจน์ที่กลับบ้านเกิดเพื่อต่อสู้เคียงข้างแม่และชาวบ้าน เล่าปัญหาที่อาจยืดเยื้อไม่จบสิ้น 

“ตอนนี้เหมืองปิดไปแล้วก็จริง แต่ประทานบัตรยังเหลือถึงปี 2572 ส่วนบริษัทเหมืองประกาศตัวว่าล้มละลายเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียเงินชดเชยให้ชาวบ้านที่ชนะคดี เราคาราคาซังกับปัญหานี้ แถมยังมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่เอื้อให้นายทุนโอนหรือขายให้คนอื่นมาเปิดทำเหมืองได้อีก

“เดิมสัมปทานของเขาทำไปแล้วแค่หกแปลง เหลืออีกหนึ่งร้อยหกแปลง ถ้าเขากลับมาทำ คิดว่าเราจะอยู่ได้ไหม แค่พิษที่ค้างอยู่และพิษบนเหมืองที่ปล่อยไว้ไม่มีการฟื้นฟู อีกร้อยปีพันปีมันก็อยู่เหมือนเดิมอย่างนั้นและซึมลงมาพื้นที่ข้างล่างด้วย”

08

เสียงสะท้อนถามถึงความเป็นธรรม

การต่อสู้นับ 10 ปี ที่ผ่านมาของกลุ่มชาวบ้านต้านเหมืองสะท้อนว่าที่ผ่านมาประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลยังถูกกีดกันการเข้าถึงข้อมูล กีดกันการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ และถูกเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 

“เวลาเราไปหน่วยงานรัฐเขาจะมองเราหัวจรดเท้า เขาดูถูกว่าเราเป็นคนบ้านนอก เป็นตาสีตาสาไม่รู้เรื่องอะไร แม่เคยไปขึ้นศาล เขาถามว่า ได้รับผลกระทบแล้วมีใครมาช่วยไหม แม่ลุกขึ้นพูดว่า มีอาจารย์ญี่ปุ่นมาศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่า ป้านั่งลง ไม่ต้องพูด เขามองว่าคนอย่างเราจะไปรู้เรื่องอะไร หน้าตาท่าทางแบบนี้ไม่รู้เรื่องหรอก อวดดี จะมาพูดอะไร แม่ก็นั่งลง ไม่พูดอะไรหรอก

“ที่ผ่านมา แม่รู้สึกว่าต่างประเทศเขาให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้ของชุมชนมาก เวลาแม่ไปประชุม สื่อต่างประเทศให้ความสนใจเยอะมาก เขาเชิญแม่ไปเล่าเรื่องการต่อสู้ แล้วฝรั่งเขาก็ร้องไห้ เขารู้สึกร่วมกับเราได้

 “แม่เกิดมาไม่ได้มีอะไร ความรู้ก็ไม่มี มาอยู่ตรงนี้ได้เพราะสู้เพื่อบ้านเรา แม่ได้รู้จักคนเยอะแยะทั้งในประเทศ ต่างประเทศ จากที่เป็นชาวบ้านธรรมดาก็รู้เรื่องราวมากมาย ถึงเวลาจากไปก็คงไปดี เพราะแม่ใช้ชีวิตนี้คุ้มแล้ว”

สุดท้าย แม่รจน์เชื่อว่าเรื่องเหมืองทองคำในเขตพื้นที่บ้านเกิดของตนคงไม่จบลงง่ายๆ เธอทำได้เพียงถ่ายทอดอุดมการณ์สู่รุ่นหลานต่อไป เพื่อหวังให้พวกเขารักและหวงแหนบ้านเกิดของตัวเอง

 “ตอนนี้พวกแม่ถ่ายทอดและสืบต่ออุดมการณ์ให้ลูกหลานต่อไป เราเกิดมาไม่ใช่แค่มีชีวิตครอบครัว มีสามี มีลูก ทำมาหากินแล้วจบ เราต้องมีหน้าที่รับผิดชอบอีกเยอะแยะ เราต้องรับผิดชอบเรื่องบ้านเมือง ชีวิต และผู้คน เหมือนเราทำบุญ แต่เป็นการทำบุญอีกประเภทหนึ่ง ที่เราปกป้องชุมชนของเราไว้ ไม่ให้ใครเอาสารพิษอันตรายมาทำลายชีวิตสัตว์และร่างกายของคนในชุมชนได้ แม่คิดว่าเราต้องทำ” แม่รจน์ทิ้งท้ายพร้อมแววตาแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ

การลุกขึ้นต่อสู้ของชาวบ้านกับอำนาจทุนนิยมหรือรัฐอาจไม่สำเร็จโดยง่าย แต่อย่างน้อยเรื่องราวการยืนหยัดต่ออุดมการณ์ของมวลชนแห่งวังสะพุงจะเป็นแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ให้แก่ลูกหลานของพวกเขา รวมถึงชุมชนอื่นที่เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้ต่อไป

ระนอง กองแสน ผู้นำแม่หญิงบ้านนาหนองบงที่ลุกขึ้นสู้กับเหมืองทองเพื่อบ้านเกิดด้วยการทอผ้า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

หากพูดถึงฟาร์มหมู เราคงนึกถึงภาพโรงเรือนที่มีหมูนับร้อยยืนเรียงรายในคอกพอดีตัว มีรางอาหารแนวยาว กลิ่นขี้หมูคละคลุ้ง

แต่สำหรับฟาร์มหมูที่ชื่อ ว. ทวีฟาร์ม แห่งจังหวัดขอนแก่นนี้ ลืมภาพจำแบบนั้นไปได้เลย เพราะที่นี่น้องหมูวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ บางตัวอาจกำลังชุบตัวในบ่อโคลนสบายใจ บางตัวอาจวิ่งเข้ามาเล่นกับคนเป็นที่น่ารักน่าเอ็นดู แถมยังเป็นฟาร์มที่ดูเขียวชอุ่ม มีต้นไม้หลากหลาย

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ยิ่งถ้าใครได้ลิ้มลองเนื้อหมูจากฟาร์มแห่งนี้ จะพบว่ารสชาติมีความพิเศษ ชั้นไขมันไม่หนา อีกทั้งยังมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งมาจากพืชอาหารท้องถิ่นที่หมูได้กินแบบเดียวกับวัวโกเบ มีกลิ่นเบียร์จากการที่วัวได้กินเบียร์ หรือหมูจากสเปนที่หอมกลิ่นเบอร์รีจากเบอร์รีที่หมูกิน 

ส่วนในด้านสุขภาพ ก็มั่นใจได้ว่าปราศจากสารเคมี ไม่มีฮอร์โมนเร่ง ไร้ยาปฏิชีวนะร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือหากมองในแง่สิ่งแวดล้อม ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดว่าการกินหมูจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายป่าต้นน้ำ เพราะที่นี่ไม่ได้ใช้อาหารสัตว์ที่ทำจากข้าวโพดที่ปลูกบนเขาหัวโล้น แต่มาจากพืชท้องถิ่นหลายชนิดที่เขาปลูกเองในฟาร์ม หรือไม่ก็ซื้อจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ไว้ใจได้

แต่ความพิเศษของรสชาติเนื้อหมูไม่ใช่ประเด็นที่เราจะเล่าในวันนี้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

สิ่งที่เราจะชวน ฟิวส์-วานิชย์ วันทวี ผู้ก่อตั้ง ว. ทวีฟาร์ม มาพูดคุยกัน ก็คือเส้นทางชีวิตอันพลิกผันของเขาราวกับหนังไตรภาค – จากชายหนุ่มที่ตัดสินใจหันหลังให้อาชีพสัตวบาลเพื่อมาทำฟาร์มหมู สู่วันที่ความฝันพังไม่เป็นท่าจนเกือบยอมแพ้กับชีวิต จนกระทั่งมาพบทางสว่างในสิ่งที่เคยเกลียดอย่างเกษตรอินทรีย์ และต่อยอดจนมาเป็นฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ภาค 1 : ฝันสลาย

“มันเป็นความเชื่อที่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้ทั้งหมด แต่พอทำจริงแล้วคนละเรื่อง”

หากชีวิตของเขาถูกเขียนเป็นบทหนัง เรื่องทั้งหมดก็น่าจะเปิดฉากที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือขวานบุกเบิกที่ดินท่ามกลางแสงอาทิตย์แผดจ้า เหงื่อไคลไหลย้อยท่วมตัว แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง

หมอ ๆ หมอจะมาทำฟาร์มทำไมเนี่ย ทำเกษตรมันลำบากนะ หมอทำไม่ได้หรอก หมอไปรักษาสัตว์น่ะดีแล้ว”

นั่นคือเสียงของเพื่อนบ้านที่เข้ามาเตือนด้วยความหวังดี ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป… นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดกับเขาแบบนี้

“ตอนนั้นผมทำงานรักษาสัตว์มาแปดปี พอกลับมาบ้านเกิดก็ยังเห็นว่าเกษตรกรมีชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม ผมเองก็เป็นลูกเกษตรกร ก็ตั้งคำถามว่ามันจะมีระบบอื่นอีกไหมในการทำเกษตรที่จะให้เขามีอำนาจต่อรองหรือมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ผมรู้สึกว่าการรักษาสัตว์มันเป็นแค่การแก้ปัญหาปลายทางเมื่อสัตว์ป่วย แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน หรือการมีตัวตนของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง พอเราอยู่ในสังคมเกษตรกรก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำยังไม่ตอบโจทย์ผู้คน ผมน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม” วานิชย์เล่าย้อนถึงคำถามที่เป็นเบื้องหลังการตัดสินใจในวันนั้น

ด้วยความที่เขาเคยฝึกงานในบริษัทฟาร์มขนาดใหญ่ในระบบอุตสาหกรรมมาก่อน แถมยังเรียนจบด้านปศุสัตว์ มีความรู้ในการรักษาสัตว์ป่วย รู้จักยาและวัคซีนสารพัด เขาจึงคิดว่าการลงมือทำฟาร์มด้วยตัวเองน่าจะเป็นหนทางพาไปพบคำตอบที่จะช่วยเกษตรกรได้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“ความหวังตอนนั้นคือเราอยากทำเป็นโมเดล ที่เราจะเป็นเกษตรกรจริง ๆ ทำขายจริง ๆ และอยู่ได้จริง ๆ แล้วเราจะพาเกษตรกรมาดูว่า ต้องทำแบบนี้แล้วจะรอด ต้องเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่แบบนี้ถึงรอด”

แม้จะเป็นความฝันที่มาจากความตั้งใจที่ดี แต่มันก็เหมือนความฝันที่ตั้งอยู่บนปุยเมฆซึ่งไม่ได้มีฐานอันมั่นคง

“พอได้ลงมือทำจริง ๆ โอ้โห ปัญหานี่แบบมหาศาล ยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นมือใหม่มาก ต่อให้เราเคยเรียน เคยรักษาสัตว์ในฟาร์มโน่นนี่ ทำจนคิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญ แต่พอทำจริงแล้วคนละเรื่อง เราต้องรู้มากกว่าการเลี้ยง ต้องรู้การจัดการ รู้ระบบการก่อสร้าง รู้ทิศทางลม รู้พันธุ์สัตว์ รู้ว่าอาหารสัตว์มาจากไหน จะซื้อยังไง มันจิปาถะไปหมด”

แม้ตอนนั้น เขาได้พยายามทำในสิ่งที่ฟาร์มขนาดใหญ่ทำ ไม่ว่าจะเป็นซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง คำนวณสูตรอาหารเอง วัคซีนหรือยาปฏิชีวนะตัวไหนที่ว่าดีก็หาซื้อมาใช้ ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ได้ผลผลิตและน้ำหนักหมูตามที่ต้องการเป๊ะ ๆ ทุกอย่างดูสวยงามอยู่แค่ไม่กี่ปี แล้วพายุลูกใหญ่ก็โหมกระหน่ำ นั่นก็คือ… โรคระบาด

“เวลาเป็นโรค มันไม่ได้มีแค่โรคเดียว มันมีหลายโรคเข้ามา ความยากคือพอเชื้อเข้ามาแล้วมันไม่ได้แสดงอาการทันที กว่าจะแสดงอาการก็แปลว่าเชื้อโรคเข้ามาตั้งแต่เจ็ดวันที่แล้ว ทำให้เวลาเจอหมูเป็นโรคหนึ่งตัว เราต้องฉีดยาหมูทุกตัวในฟาร์มเลย”

แน่นอนว่าค่ายาไม่ใช่ถูก ๆ และเขาก็มีหมูถึง 700 ตัว! แล้วต่อให้รักษาโรคหนึ่งจนหายขาดได้ ก็มีโรคใหม่เข้ามาไม่จบสิ้น ซึ่งเขาแก้ปัญหาแบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้วิธีเชือดทิ้งทั้งเล้าแล้วพักฟาร์ม 3 เดือนไม่ได้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“มันเป็นความเชื่อที่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้เคมีทั้งหมด รู้จักยาปฏิชีวนะ เคยฝึกงานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เคยจัดการให้เขาได้ แต่พอมาทำเองเรากลับจัดการอะไรไม่ได้เลย แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ปัญหาโน้นนี้มะรุมมะตุ้มไปหมด”

ว่ากันว่าสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกตกต่ำที่สุด ก็คือความรู้สึกล้มเหลว ผิดหวังในตัวเอง สูญเสียความเชื่อมั่น สูญเสียความศรัทธา และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา

“ตอนนั้นนี่เห็นต้นไม้ต้นไหนสูง ๆ เรารู้สึกเลยว่า มันน่าผูกคอตายมาก คิดขนาดนี้เลย นอนไม่หลับสามคืน ยุงกัดไม่รู้สึกตัว เป็นภาวะเครียดสูงสุดในชีวิตแล้ว ทำไมเราจัดการไม่ได้ ในหัวมันคิดวนเวียนแบบนี้ตลอด”

ท่ามกลางความมืดมนของชีวิตและความผิดหวังที่ประดังประเดเข้ามา บุคคลหนึ่งที่ยังคงยืนเคียงข้างและคอยให้กำลังใจก็คือภรรยาของเขา ที่เป็นผู้ผลักดันจนเขาได้ก้าวไปสู่บทใหม่ของชีวิต

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ภาค 2 : ทางออกในสิ่งที่เคยเกลียด

“ถึงแม้การเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้มีหมูตาย 400 ตัวก็จริง แต่มีหมูตัวเดียวที่ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดได้”

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยชอบเกษตรอินทรีย์เลย เรียกว่าเกลียดด้วยซ้ำ เพราะระบบอินทรีย์ที่ผมเคยเจอ มันไม่มีใครทำเป็นระบบฟาร์มแบบจริงจัง มีแต่เลี้ยงหกเจ็ดเดือนแล้วขาย ผมก็รู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้แล้วตลาดที่มั่นคงมันอยู่ไหน มันดูไม่มีความน่าเชื่อถือ ดูสกปรก แล้วก็ไม่มีหลักการตลาด มีแต่หน่วยงานไปปักป้าย เช่น มีหน่วยงานหนึ่งไปหลอกให้ชาวบ้านปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์เยอะ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่รับซื้อของเขา ทำให้ผมไม่อยากไปเกี่ยวข้องกับระบบนั้น คือตอนนั้นผมไม่เห็นปลายทางที่มันสดใสเลย” ฟิวส์อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเคยปฏิเสธระบบเกษตรอินทรีย์มาตลอด

แต่ด้วยความที่สถานการณ์เรียกว่าวิกฤตขีดสุด โรคระบาดเข้ามาไม่หยุดยั้ง แถมค่ายา ค่าวัคซีน ค่าอาหารสัตว์ ก็มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาขายหมูกลับมีแต่จะตกต่ำลงเรื่อย ๆ โดยที่เขาควบคุมราคาอะไรไม่ได้เลย หนทางเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานั้นก็อาจเป็นทางเดียวกับสิ่งที่เขาเคยเกลียด

“ภรรยาผมรู้ว่าผมไม่ชอบเกษตรอินทรีย์ แต่เขาก็บอกว่าลองดูก่อนดีไหม ลองเปิดใจก่อน เพราะนี่คือวิธีสุดท้ายของระบบเกษตรแล้ว แน่นอนว่าถ้าไม่สุดจริง เราก็ไม่เปลี่ยน สุดท้ายก็เลยยอมลองดู”

ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นศึกษาการเลี้ยงหมูแบบอินทรีย์จากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งผู้รู้หลายคนพูดตรงกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการเปลี่ยน ก็คือการเปลี่ยนนิสัยและความเคยชินของตัวเอง เพราะระบบอินทรีย์คือสิ่งที่คุณเพิ่งมาเรียนรู้ แต่ระบบเคมีคือสิ่งที่คุณรู้จักมันมาเป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้น หากอยากเปลี่ยนจริง ๆ ก็ต้องเริ่มจากเตรียมอนุบาล ซึ่งหมายถึงการหักดิบจากเคมีโดยทันที

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องไปให้สุด แม้ผลลัพธ์คือหมูตายไปราว 400 ตัว – เกินกว่าครึ่งของที่มี แต่เขาก็ทำใจยอมรับและถือว่าเป็นราคาของการเริ่มต้นใหม่ โดยระหว่างนั้นก็พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งในเรื่องพืชพรรณท้องถิ่น พืชสมุนไพร ไปจนถึงจุลินทรีย์

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว ก็คือมีหมูแม่พันธุ์ตัวหนึ่งที่เป็นแผลกดทับทางไหล่ซ้าย เดินไม่ได้หนึ่งเดือนเต็ม แล้วก็มีหนอนชอนไชเข้าไปในแผล ซึ่งผมเนี่ยโคตรเกลียดหนอนเลย เห็นไม่ได้ มันยี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงอัดยาอย่างเดียว อย่างน้อยต้องมียาฆ่าหนอน ยาปฏิชีวนะแบบฉีด ยาแก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ถ้าลุกไม่ขึ้นก็สอดเข็มให้น้ำเกลือ ใส่ยาทางน้ำเกลือ หรือถ้ารักษาไม่ไหวก็คงเอาเข้ากรงแล้วเข้าโรงเชือด แต่คราวนี้ผมไม่ให้ยาอะไรเลย ผมจะลองวิธีใหม่ดู”

วิธีใหม่นี้ก็คือการรักษาแบบประคองอาการและให้หมูฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเขาและน้องผู้ช่วยก็ช่วยกันป้อนอาหารอย่างทุลักทุเล เช็ดทำความสะอาดมูลที่หมูถ่ายออกมา คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่เขาพบก็คือ หนอนจะไปกินเนื้อตายจนหมดแล้วกลายเป็นแมลงวัน ขณะที่หมูก็ค่อย ๆ สร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา แผลก็ค่อย ๆ สมาน และเมื่อหมูเริ่มมีแรง เขาก็เริ่มทำกายภาพบำบัดให้ จากที่เดินไม่ได้ก็เริ่มนั่งได้ จากนั้นก็เริ่มเดินแบบเซ ๆ ได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มเดินแบบปกติได้ จนในที่สุดก็วิ่งไปขวิดหมูตัวอื่น ไปเล่นกับหมูตัวอื่นได้ ทั้งหมดนั้นใช้เวลาดูแลร่วม 3 เดือน

“การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผมมาก และเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาลเลย มันทำให้เราเชื่อหมดหัวใจเลยว่าธรรมชาติดีที่สุด จากสิ่งที่ไม่เคยเชื่อมาก่อน วันนี้เรากลับศรัทธาสุดๆ ถึงการเปลี่ยนมาเป็นระบบนี้จะทำให้มีหมูตายสี่ร้อยตัวก็จริง แต่มีหมูตัวเดียวที่ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดได้”

หัวใจของการเลี้ยงหมูในวิถีใหม่นี้ เขาเล่าว่าไม่ใช่แค่การบอกลายาเคมีเท่านั้น แต่คือการวางตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรียนรู้จากธรรมชาติ แทนที่จะเป็นผู้ควบคุมมัน

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“ผมไม่ได้เอาตัวเองไปเป็นเจ้าของฟาร์มที่จะสั่งหมูให้ลุก ผมไม่ได้วางตัวเองเป็นผู้ควบคุมสัตว์ แต่ผมแค่ไปช่วยพยุงเขา เขาไหวแค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่ทำเกินกำลังตัวเอง ไม่เกินกำลังหมู เคสนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่สำหรับผมในการเรียนรู้ธรรมชาติ ผมรู้สึกว่าถ้าเราเปิดใจ ธรรมชาติจะค่อย ๆ สอนเรา และเราก็จะได้ความรู้ใหม่จากธรรมชาติทุกวัน” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ผมจำได้เลย มีวันหนึ่งผมกำลังนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินใต้ต้นมะขามใหญ่ที่ฟาร์ม ตอนนั้นเลี้ยงหมูแบบอินทรีย์มาได้สองปีแล้ว ผมรู้สึกตัวว่าชีวิตเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเกิดใหม่ และพร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปไม่รู้จบ กิ่งก้านสาขาเหล่านี้ก็คือความรู้ที่เราได้เรียนรู้ใหม่ทุกวัน จากการที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเอง เปิดใจให้ยอมรับสิ่งใหม่ เรากลับพบว่า นี่คือแนวเราเลย”

ด้วยความที่เป็นคนชอบคิดและศึกษาหาความรู้ใหม่เสมอ ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ระบบเกษตรอินทรีย์จะไปต่อได้มากกว่านี้อีกไหม หรือมีแนวทางไหนที่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้อีกบ้าง

จากการค้นคว้าหาข้อมูลก็นำพาเขาไปพบกับแนวทางหนึ่งที่เรียกว่า ไบโอไดนามิก (Biodynamic) ซึ่งผู้คิดค้นคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้งแนวทางการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf) ที่เน้นการเรียนรู้แบบธรรมชาติ และนั่นก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในชีวิตของเขา

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ภาค 3: ไบโอไดนามิก – ระบบการผลิตที่เกื้อกูลธรรมชาติ

“ทุกครั้งที่ผมผลิตอาหารที่โคตรมีคุณภาพให้กับผู้คน ผมได้ผลิตอาหารแบบนั้นให้กับตัวเองด้วย”

หากพูดแบบภาษาบ้าน ๆ การเลี้ยงหมูแบบไบโอไดนามิก ก็คือขั้นกว่าของระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่เพียงแต่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ในกระบวนการผลิตยังส่งคืนและตอบแทนสู่ธรรมชาติด้วย โดยฟาร์มที่ทำระบบนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สถานที่ผลิตหมู แต่มองว่าฟาร์มตนเองคือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและเกื้อกูลกัน

“คำว่าไบโอไดนามิกคือการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร คือความสัมพันธุ์ระหว่าง คน สัตว์ พืช รวมถึงจุลินทรีย์ ทุกอย่างคือฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่เกื้อกูลกัน เวลาสัตว์กินอาหาร สัตว์ก็ต้องตอบแทนพืชเหล่านั้นโดยการพรวนดิน ถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้พืช และพอหมูกินพืชนั้น สารอาหารก็จะหมุนเวียนไปสู่หมูอีกรอบ” เจ้าของ ว. ทวีฟาร์ม อธิบาย

แม้ช่วงเริ่มต้นจะมีหลายคนเตือนเขาว่า ระบบนี้ไม่สามารถทำในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยืนยันที่จะลองทำดู เพราะเชื่อว่านี่คือระบบที่ดีที่สุดของการผลิตอาหาร

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“การเกษตรแบบนี้มันไม่ใช่แค่ว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่มันยังได้ป่า ได้ออกซิเจน ได้ดินที่ดีขึ้น เพราะดินที่ดีคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าเราไม่มีดินที่ดี เราก็จะมีอาหารที่ดีไม่ได้ มีการเลี้ยงสัตว์ที่ดีไม่ได้ มีพืชพรรณที่ดีไม่ได้ มีอากาศที่ดีไม่ได้ แล้วเราก็มีสุขภาพที่ดีไม่ได้”

หัวใจในการสร้างดินที่ดี ก็คือการทำให้ฟาร์มมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด มีความหลากหลายของสัตว์ มีความหลากหลายของพืช จนเป็นเหมือนระบบนิเวศขนาดย่อม ๆ การจะทำแบบนี้ ความเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ จะเป็นโรงเรือนที่ตั้งอยู่บนผืนดินโล้น ๆ โล่ง ๆ ไม่ได้ แต่ต้องมีต้นไม้หลากหลาย ทั้งไม้ยืนต้นสร้างร่มเงา ไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร พืชอาหาร พืชท้องถิ่น ส่วนใบไม้หรือหญ้าแห้งต่าง ๆ ก็ต้องไม่เผา แต่ใช้คลุมหน้าดิน สร้างความชุ่มชื้น คืนธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ

“ที่ฟาร์มเรามีต้นไม้หลากหลาย เช่น เราปลูกสนเป็นกำแพงกันลม กันโรค เพราะสนมีรากลึก ไม่ล้มง่าย หรือไผ่ก็มีประโยชน์หลายอย่าง เป็นอาหารก็ได้ เอามาทำโรงเรือนก็ได้ แถมยังช่วยดูดคาร์บอน ไผ่นี่ดูดคาร์บอนได้มากกว่าพืชอื่น ๆ มาก ผลิตออกซิเจนได้มากกว่าด้วย หลายคนมีภาพจำว่าโรงเรือนของฟาร์มใหญ่ๆ ต้องเป็นเหล็ก ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ราคาไม่แพง และดีต่อธรรมชาติมันก็มีนะ ส่วนกล้วยเราก็ปลูกใช้ทำอาหารสัตว์ สัตว์ป่วย ๆ แค่ให้กินกล้วย เขาก็สดชื่นแล้ว”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

จากความหลากหลายของพืชก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นถัดมา – ความหลากหลายของอาหารสัตว์

“พอทำแบบนี้แล้ว ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมสัตว์ต้องได้กินอาหารซ้ำ ๆ ทุกวัน ทำไมเขาไม่ได้กินของดี ๆ หวาน ๆ อร่อย ๆ บ้าง เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เรากินอะไร เราก็เป็นแบบนั้น ผมก็เลยคิดว่า ถ้าสัตว์ได้กินของดี ๆ ของอร่อย ๆ ที่ทำให้เขามีความสุข มันก็น่าจะส่งต่อสิ่งดี ๆ ส่งต่อพลังชีวิตให้ผู้บริโภคเช่นกัน”

นั่นทำให้หมูในฟาร์มแห่งนี้มีอาหารสุดหลากหลาย ตั้งแต่ข้าวโพด หญ้าเนเปีย มันเทศญี่ปุ่น มันห้านาที มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง รวมถึงถั่วเหลืองอินทรีย์ที่เขาไปรับซื้อจากกลุ่มเกษตรกรที่ถูกหน่วยงานหลอกให้ปลูกแต่ไม่รับซื้อ ไปจนถึงการคิดค้นสูตรอาหารจากพืชสมุนไพรในป่า นำจุลินทรีย์ท้องถิ่นมาหมักแล้วผสมอาหารเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของฟาร์มก็ต้องยกให้เรื่องนี้ – การปล่อยหมูออกจากคอก

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“แต่ก่อนเราจะไม่เคยปล่อยหมูออกจากคอกเลย เพราะเราคิดว่าหมูจะไปทำลาย ทำลาย แล้วก็ทำลาย แต่พอมาทำแบบนี้ถึงรู้ว่า ไก่กับหมูคือรถแทรกเตอร์ชั้นดี เขาพรวนดินแบบรถไถยังยอมเลย โอ้โห ละเอียดมาก แล้วเขาก็ถ่ายมูล ถ่ายเสร็จเขาก็คลุกให้เราโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราอยู่เฉย ๆ ครับ แล้วจากนั้นก็มีไส้เดือนมากินขี้หมู ดินก็ร่วนซุย แล้วผมก็จะพาหมูไปอีกแปลง แปลงนี้ก็ปลูกพืช”

นอกจากจะได้ดินดีแล้ว ประโยชน์อีกอย่างของการพรวนดินของหมูก็คือ ทำให้ดินเป็นหลุมเป็นบ่อ เวลาฝนตกน้ำก็ขังในหลุม เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน ทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งเขาใช้เวลา 5 ปี ในการทดสอบสิ่งนี้จนเห็นผล จากแปลงที่เคยเป็นดินทรายปนร่วน เก็บน้ำไม่อยู่ ช่วงหน้าแล้งก็แล้งจัด ปลูกอะไรไม่ขึ้น เพียงแค่หนึ่งปีที่หมูลงไปคุ้ยเขี่ยหากินในแปลง แล้วใช้ฟางใช้หญ้าแห้งคลุมดิน วันนี้ผืนดินแห่งนี้ก็เริ่มอุดมสมบูรณ์และเก็บน้ำได้ เป็นหลักฐานมีชีวิตที่เขาเห็นกับตาตนเอง

แม้การเลี้ยงหมูในวิถีใหม่นี้จะไม่มีการใช้ยาเคมี ปราศจากยาปฏิชีวนะ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า สุขภาพของหมูกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หมูป่วยน้อยกว่า แถมโรคระบาดก็ไม่มี

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“จากที่ผมอยู่กับเขามาสี่ห้าปี ผมมีข้อสรุปว่าเวลาสัตว์อยู่ในคอก เขาเกิดความเครียด เพราะทั้งต้องดมขี้ตัวเอง อาหารเน่าบ้าง อากาศร้อนบ้าง เย็นบ้าง ฝนสาดบ้าง แล้วเขาไปไหนไม่ได้เลย เขาต้องทนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ถ้าเจ้าของฟาร์มที่ละเอียดหน่อยก็จะรู้ว่าตอนนี้หมูร้อน ก็อาบน้ำให้ แต่หมูเขาไม่มีสิทธิ์เลือกเลย ทั้งยุงกัดด้วย เพราะเขาอยู่เฉย ๆ แถมคนยังไปตัดหางเขาอีก เพราะในอุตสาหกรรมจะเชื่อว่าหมูจะกัดหางกัน ซึ่งทำให้เป็นแผลอักเสบ ทั้งที่จริงแล้วหมูมีหางไว้ไล่แมลง”

ฟิวส์เล่าถึงสวัสดิภาพของหมูในอดีตที่ถูกดูแลเหมือนเครื่องจักรผลิตอาหารมากกว่าสิ่งมีชีวิต ซึ่งในวันนี้ทุกอย่างกลับกัน หมูได้ใช้ชีวิตอย่างที่หมูควรจะเป็น ซึ่งนอกจากจะทั้งกินดีและอยู่ดีแล้ว หมูที่นี่ยังเข้าถึงบริการพิเศษอย่างสปาโคลน ที่หากมองในสายตามนุษย์อาจมองว่าสกปรก แต่ความจริงแล้วนั่นคือเคล็ดลับสุขภาพชั้นดีของเหล่าน้องหมู

“การนอนโคลนของหมูเป็นการรักษาผิวหนัง ป้องกันปรสิต ทุกวันตอนสาย ๆ เขาจะวิ่งไปที่บ่อโคลน ไปชุบตัว แล้วขึ้นมาตากตัวเองให้แห้ง พอช่วงค่ำ ๆ ก่อนนอน เขาก็จะไปชุบโคลนอีก พวกแมลงก็จะไม่ตอม เพราะตัวแมลงจะติดโคลน สมัยก่อนผมเคยต้องพ่นยาฆ่ายุงให้เขา แต่พอเลี้ยงแบบนี้ไม่ต้องเลย แล้วพอให้เขาได้อาบโคลนแบบนี้ เขาก็ไม่มีโรคผิวหนังอีกเลย”

ส่วนเรื่องพยาธิในทางเดินอาหารหมู ปัจจุบันก็หายไปเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ให้หมูกินยาถ่ายพยาธิเลย ซึ่งช่วงแรก ๆ เขาก็งงว่าเป็นเพราะอะไร แต่ในที่สุดก็ได้ค้นพบว่าความลับอยู่ที่… ไก่

“ปกติแล้วในระบบอุตสาหกรรม เขาจะไม่ให้เลี้ยงไก่กับหมูรวมกัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นโรคนั่นนี่ แต่จริง ๆ แล้ว ไก่จะช่วยจิกเหลือบไรในหมู เวลาหมูถ่ายมูลมา ถ้าตัวไหนมีพยาธิ เป็ดไก่ก็จะจิกกิน พยาธิก็ตาย หรือพวกนกต่าง ๆ ก็จะมาช่วยกินเหลือบ กินเห็บ กินไร ทั้งในหมูและวัว จะเห็นว่าทุกอย่างเกื้อกูลกันหมดเลย มันต้องคลุกคลีถึงจะดูออก” เขาเล่าถึงอีกหนึ่งความรู้ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เคยเรียนในตำรา

“แล้วความเชื่อที่ว่าถ้าหมูชุบโคลนแล้วมาให้ลูกดูดนม ลูกจะท้องเสีย ทำให้เราต้องเช็ดเต้านมจนขาว แต่ทุกวันนี้ปล่อยเลย ผมก็ยังไม่เห็นว่ามีลูกหมูตัวไหนท้องเสีย”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

นอกจากนั้น ความรู้ที่เคยถูกสอนต่อมาว่า คนทำฟาร์มไม่ควรเลี้ยงหมูและวัวรวมกัน เพราะทั้งคู่เป็นสัตว์เท้ากีบ สามารถเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อกันได้ ซึ่งเขาก็ใช้เวลา 5 ปีในการพิสูจน์ว่า หมูและวัวก็เป็นโรคนี้จริง แต่มันหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา เพียงแต่เคล็ดลับคือต้องปล่อยอิสระ อย่าเลี้ยงแบบขังคอก

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนไปก็คือแนวคิดการทำฟาร์ม ที่เขาไม่ได้วางตัวเองเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นแค่ฟันเฟืองหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยอะไรสักอย่างในจังหวะนั้น

“พอหมูใกล้คลอด เรารู้ว่าเขาจะไปขุดหลุมแล้วคลอดลูกในนั้นเพื่อให้ลูกอุ่น เราก็อาจไปช่วยปูหญ้าแห้ง เพื่อให้เขามีทางเลือกว่าอาจจะมาก็ได้ หรือจะไม่มาก็ได้นะ คือเราไม่ได้บังคับยัดเยียดให้เขาต้องมานอนตรงนี้ ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อนต้องพาไปอยู่ในกรงคลอดแคบ ๆ เพราะเราถูกสอนมาว่า หมูจะกัดลูกตัวเอง หมูจะทับลูกตัวเอง สอนกันมาไม่รู้กี่ปี จนผมได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า ถ้าหมูได้อยู่ในพื้นที่กว้างตามธรรมชาติ เขาแทบจะไม่ทับลูกตัวเองเลย เพราะลูกมันก็มีพื้นที่ออกไปเช่นกัน”

นอกจากนั้น หากที่ฟาร์มมีสัตว์ป่วย เขาก็จะไม่แยกออกมา แต่จะให้อยู่ร่วมกับสัตว์ปกติ ซึ่งกลับกลายเป็นว่า การทำแบบนั้นสัตว์จะฟื้นตัวเร็วกว่า แถมยังถ่ายภูมิให้ตัวอื่นด้วย

“มันเริ่มจากที่เราไปเห็นคนป่วย แล้วรู้สึกว่าพอเราแยกคนป่วยออกมาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกเขาจะห่อเหี่ยว เพราะป่วยจึงต้องมาอยู่บนเตียงแบบนี้ ได้กลิ่นเคมีแบบนี้ เราเลยให้สัตว์ป่วยอยู่กับสัตว์ปกติเลย เรานึกถึงสัตว์ป่าว่า เวลามีสัตว์ป่วยก็ไม่มีใครไปแยก มันยังอยู่ได้ไม่สูญพันธุ์ อย่างในอุตสาหกรรม เวลามีสัตว์ป่วยที่หายเองได้ตามธรรมชาติ เขาก็จะให้สัตว์ตัวนั้นวิ่งตรงทางเดินหน้าคอกตัวอื่น เพื่อให้หายใจรดตัวอื่น สร้างภูมิคุ้มกัน”

จากอดีตคนที่เคยล้มเหลวกับการทำฟาร์มแบบเคมีจนไม่อยากมีชีวิต มาวันนี้เขาพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า วิถีไบโอไดนามิกได้ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีความสุขเปี่ยมล้น

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“ผมพูดได้เต็มปากว่าวันนี้ผมมีความสุขและภูมิใจมาก ที่ได้ผลิตอาหารที่โคตรมีคุณภาพให้กับผู้คน ซึ่งทุกครั้งที่ผมผลิตอาหารแบบนี้ ก็เท่ากับผมได้ผลิตอาหารแบบนั้นให้กับตัวเองด้วย และมันก็จะหมุนวนมาหาคนที่ผมรัก ผมหัวใจพองโตทุกครั้งเวลาส่งมอบ เพราะนี่คือผมได้มอบชีวิตหนึ่งให้กับผู้คน ได้มอบสุขภาพที่ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ธรรมชาติจะมอบได้ เราเอาใจของเราผลิต เราเอาเจตนาดีของเราผลิต ต่อให้เราไม่ได้มีเงินมหาศาล แต่เรามีความภูมิใจ”

แม้ฟาร์มแห่งนี้จะได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งแรก ๆ ในเมืองไทย แต่เขาก็ไม่ได้สงวนความรู้ไว้เพียงลำพัง แต่ยินดีอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันความรู้ให้ทุกคนที่สนใจ ฟาร์มของเขาเปิดประตูต้อนรับทุกผู้คนที่อยากเข้ามาเรียนรู้ และหากใครอยากนำแนวทางนี้ไปใช้ เขาก็เต็มใจและไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะช่วยกันผลิตอาหารที่มีคุณภาพให้กับเมืองไทยและสร้างธรรมชาติที่ดีไปพร้อมกัน

“เราพยายามรวบรวมผู้คนที่อยากทำแบบนี้ กลุ่มพวกผมเชื่อว่า เราไม่ได้มีความรู้มากมาย แต่เรามีความรู้ในการผลิตอาหารที่มันโคตรดี ผลิตพืชผักที่โคตรดี แล้วเราก็อยากพัฒนาประเทศในสาขานี้ให้มันสวยงาม ให้ผู้ผลิตเกิดความภาคภูมิใจ ก่อนที่จะไปถึงความภูมิใจของผู้บริโภคที่ว่า ดีจังที่เราเกิดในประเทศไทยและมีอาหารที่โคตรดีแบบนี้กิน แล้วอยากให้เขามีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนกลุ่มนี้ เพราะนอกจากกลุ่มนี้จะผลิตอาหารที่ดีมีคุณภาพแล้ว กลุ่มนี้ยังช่วยดูแลโลกใบนี้ด้วย 

“เงินทุกบาทหรือแรงสนับสนุนทุกอย่างที่เขาสนับสนุนมา มันคือการเพิ่มป่า เพิ่มออกซิเจน เพราะการทำระบบนี้ต้องมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ ซึ่งการปลูกกป่าแบบนี้มันต่างจากการปลูกแบบ CSR ที่ปลูกวันเดียวเป็นพันต้นแต่ไม่มีใครดูแล แต่ของเราอาจปลูกแค่ร้อยต้น แต่มีคนดูแล และไม่ใช่ร้อยต้นในที่เดียวกัน อาจเป็นของนายเอสองต้น นางบีสี่ต้น แต่รวมแล้วเป็นร้อยต้นต่อปี”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ภาพ : www.facebook.com/Fusewanich

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load