ดอกไม้แผ่กลีบสะพรั่ง ใบพืชเกี่ยวกระหวัด ผีเสื้อหลายสี ปักษานานาชนิด คือสิ่งละอันพันละน้อยที่นักวาดภาพสาวชาวอำเภอแม่จันหลงใหล จนหยิบเอามาถ่ายทอดลงบนจิตรกรรมฝีมือเธอแทบทุกชิ้น สมกับที่ได้ชื่อจริงละม้ายชื่อบุปผางามมาแต่กำเนิด

อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา คือชื่อจริงเสียงจริงที่มารดาตั้งให้เธอ มิใช่ชื่อในวงการที่หลายคนเข้าใจ

“ถ้ามี ‘ษา’ มันจะเหมือนดอกไม้ใช่ไหม ตั้งแต่เวลาใครประกาศชื่อเรา เขาจะเติม ‘ษา’ ให้ กลายเป็น ‘พุทธรักษา’ แม่บอกว่าอิ๋มเกิดวันพุธ เลยเป็นพุทธรักษ์”

แม่ญิงเจียงฮายในชุดเดรสลายดอกชี้แจง ท่ามกลางกรอบรูป เฟรมผ้าใบ แจกันดอกไม้ แมลงสตัฟฟ์ในขวดโหล และสารพัดของกระจุกกระจิกที่คับคั่งอยู่ในห้องทำงานของ ‘ดาษดาสตูดิโอ’

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ในรอบสิบปีหลัง ชื่อของ พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นที่รู้จักมากขึ้นทุกทีในฐานะศิลปินหญิงดาวรุ่งผู้สร้างงานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์จากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเธอ

แม้กระนั้น เจ้าของชื่อ-นามสกุลแสนไพเราะกลับไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ เลยสักครั้ง เธอยังเห็นตนเองเป็นหญิงสาวติดบ้านคนเดิมที่รักจะได้เห็นต้นไม้ใบหญ้า เสพความสุขจากไออุ่นในถิ่นเกิด ตลอดจนเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสัจธรรมชีวิตจากพืชพันธุ์และสรรพสัตว์เช่นที่เคยเป็นเสมอมา

ก่อนจะพูดถึงวันที่ไม้งามผลิดอก ขอนำทุกท่านย้อนไปยังจุดเริ่มต้น ในวันที่พุทธรักษ์ต้นนี้เพิ่งแตกหน่อจากราก เพื่อให้ได้รู้จักตัวตน ‘คนทำงานศิลปะ’ ผู้นี้ดียิ่งขึ้น

วาดรูปเป็นก่อนเขียน ก ไก่

ย้อนไปในวัยอนุบาลที่คุณครูหรือผู้ใหญ่แจกกระดาษพร้อมดินสอคนละแท่ง เด็กบางคนเลือกเขียนตัวหนังสือก่อน แต่เด็กอีกจำนวนมากก็เลือกที่จะวาดภาพก่อนเป็นอย่างแรก

อิ๋มเป็นสมาชิกกลุ่มหลัง เธอไม่ได้แค่ชอบวาดภาพธรรมดา แต่รักเป็นชีวิตจิตใจ

“ก็เหมือนเด็กที่ชอบศิลปะทั่วไป ชอบวาดรูป จำได้ว่าเราเขียนรูปก่อนที่จะเขียน ก ไก่ เขียนเป็นรูปไก่ออกมาเลย” เธอใช้นิ้วร่างภาพไก่ตัวนั้นให้เราดูในอากาศ “แม่ขอให้เขียนรูป ซื้อสีซื้อกระดาษมาให้ พาไปโรงเรียนฝากเลี้ยง เราก็จะรอเขียนรูปอย่างเดียว เขานอนกัน เราเขียนรูป กลับบ้านไปก็เขียนอีก”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

แม่จัน อำเภอเหนือเกือบสุดขอบประเทศซึ่งอิ๋มเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้เต็มปาก เป็นภูมิลำเนาของคุณแม่ผู้ทำอาชีพช่างเย็บผ้าและช่างเสริมสวย ส่วนคุณพ่อที่รับราชการทหารเป็นชาวนครราชสีมา ท่านเกษียณอายุตั้งแต่เธอเพิ่ง 7 ขวบ ก่อนจะถึงแก่กรรมไปตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้มาก

อิ๋มมีพี่สาว 1 คน แม้จะใช้ชีวิตอยู่คนละจังหวัดมาแทบทั้งชีวิต แต่เธอก็เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งที่ใฝ่ใจมาทางศิลป์ คงเป็นเพราะได้เห็นตัวอย่างจากพี่สาวผู้ใช้ชีวิตอยู่กับญาติฝั่งพ่อเป็นส่วนใหญ่

“พี่สาวเขาเขียน เรารู้สึกว่าเขาทำสวยจัง ไปแอบดูแล้วก็เขียนตาม หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนตัวหนังสือ ตัวหนังสือของพี่สวย พอเราโตขึ้นก็ไปถามเขาว่าทำไมถึงชอบเขียน เพราะเราดูเขาเขียนเนี่ยแหละ เราถึงชอบและเขียนมาจนถึงวันนี้”

แต่บุคคลที่เป็นแรงผลักดันให้เธอก้าวมาเดินบนเส้นทางสายศิลปะเต็มตัวนั้นจะเป็นใครไปอีกไม่ได้นอกเสียจากแม่ ซึ่งเป็นญาติสนิทที่สุด

“แม่เขาน่าจะชอบความสวยความงามค่ะ เขาชอบวาดปลาปักเป้า วาดไก่ สมัยเรียนอิ๋มแกะสลักไม้ส่งอาจารย์แล้ววางทิ้งไว้ แม่ก็จะมาเติมหน้าให้ เขาชอบเขียนชื่อติดทุกอย่าง หรือตุ๊กตาของเรา แม่เราเขาก็เอาสีมาแต้มหัว อิ๋มว่าเขามีหัวศิลป์ มีศิลปะในตัวเขานะ”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

พุทธรักษ์ ดาษดา เล่าว่าแม่ของเธอชอบที่ได้เห็นลูกสาววาดรูป ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของแม่ เธอผ่านเวทีประกวดงานศิลปะตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถม ภาพวาดของเธอได้รับการแปะขึ้นบนกระดาน เป็นความภูมิใจที่เด็กหญิงจำได้ไม่รู้ลืม ครั้นเข้าเรียนชั้นมัธยม เธอก็เริ่มหารายได้จากการเขียนภาพประกอบ มีคุณครูเป็นผู้จ้าง ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเธอยังได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนฝูงให้วาดรูปการ์ตูนตาหวานแบบที่เด็กสาววัยรุ่นคลั่งไคล้กัน ช่วยให้อิ๋มมีรายได้สำหรับจับจ่ายเองแต่เด็ก

“เราก็ชอบอ่านการ์ตูน เริ่มมาจากการ์ตูน เช่าหนังสือ ซื้อหนังสือการ์ตูนมาอ่าน แล้วก็เขียนตาม ถ้าเจอในหนังสือวิชาต่าง ๆ ก็ลอกลาย เขียนการ์ตูน มาจากการ์ตูนก่อน เขียนให้เหมือน”

ถึงจะมีใจรักทางด้านนี้มาตั้งแต่เพิ่งหัดคัดอักษรไทย อิ๋มในวัยนั้นกลับไม่เคยคิดจะเป็นศิลปินอาชีพสักครั้ง เพราะเธอไม่เคยรู้จักคนที่ทำงานวาดเขียนเป็นอาชีพมาก่อน

“ไม่คิดจะเป็นศิลปินเลย ไม่รู้จักเลยว่ามีอาชีพแบบนี้ด้วย รู้จักแต่นักเขียนการ์ตูน เพราะเราชอบอ่านการ์ตูน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอามาเป็นอาชีพได้อย่างไร”

ก้าวสู่สถาบันศิลปะ

แล้วมาวันหนึ่ง อิ๋มก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เธอชอบมีสาขาให้ศึกษาต่อได้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป

“ตอนอยู่มัธยมที่แม่จัน มีครูแนะแนวดูแววว่านักเรียนคนไหนไปเรียนทางไหนได้ ครูบอกอิ๋มว่าที่อำเภอเมืองเชียงรายมีโรงเรียนอาชีวศึกษาที่สอนศิลปะ เป็นสายอาชีพ ให้ไปลองเรียนที่อาชีวศึกษาเชียงราย แม่เข้าใจประมาณหนึ่ง ก็บอกว่าให้ลองไป”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

จากคำแนะนำของอาจารย์ที่โรงเรียน เด็กสาวจากแม่จันจึงตบเท้าเข้ามาเรียนในตัวเมือง โรงเรียนใหม่ของเธอมีแผนกศิลปกรรมซึ่งให้เลือกสาขาได้ตามอำเภอใจผู้เรียน แต่ด้วยแรงกดดันจากฝีมืออันเอกอุของเพื่อนร่วมชั้นวาดภาพ ทำให้ พุทธรักษ์ ดาษดา เกือบอดแจ้งเกิดในโลกจิตรกรรม

“อิ๋มเกือบจะเบนไปทางถ่ายภาพ รู้สึกว่าเราไม่เคย เคยเห็นแต่การ์ตูน เพื่อน ๆ พวกนี้เขามาจากไหนกัน เขาเขียนหุ่นนิ่งได้มาก่อนแล้วด้วยซ้ำ เรายังไม่เคยเลย”

ความท้อแท้เกือบดลใจให้เธอถอยไปเรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ ด้วยเห็นว่ามีเครื่องมือช่วยให้เบาแรง แต่เมื่อนำความตั้งใจนี้ไปรายงานให้แม่และพี่สาวฟัง ทั้งคู่กลับส่งแรงใจให้เธอสู้ต่อในสาขาวิชาเดิม

“สรุปก็เลยได้ไปต่อ ทีนี้ก็สนุกแล้ว ไม่กลัวเลย อิ๋มเหมือนเด็กบ้านนอกที่ไม่เคย มันเลยทำให้เรากระหาย ตื่นเต้นกับทุก ๆ เรื่องที่ได้ลอง พอได้ลองทำมันก็ดีกับเรา แล้วเราก็ทำได้ดีด้วย”

เมื่อจบจาก ปวช. ต่อด้วย ปวส. อิ๋มได้รับข่าวสารจากรุ่นพี่ปีก่อน ๆ ว่าพวกเขาหลายคนได้โบกมือลาเชียงราย ลงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรบ้าง โรงเรียนเพาะช่างบ้าง แต่อิ๋มยังไม่คิดจะตามไปด้วยความเป็นคนติดบ้านของเธอประการหนึ่ง กอปรกับ 2 ปีที่เรียนอยู่ในระดับ ปวส. เธอเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าศิลปะหาเลี้ยงชีพได้อย่างไร และอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปต่างเมืองเลย

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“ระหว่างนั้นมันมีบรรยากาศที่ทำให้เรารู้ว่าศิลปะเป็นยังไง ใครทำงานศิลปะ ได้ไปดูแกลเลอรี่ ไปดูผู้คน ดูศิลปินที่เขาทำงานเป็นอาชีพที่เชียงรายก็มาจัด Exhibition กัน เชียงรายเมื่อก่อนมีแกลเลอรี่ที่เดียว ตรงห้าแยกใกล้ ๆ วิทยาลัยอาชีวะนี่เอง อาจารย์ก็ให้เดินไปดู ก็ตื่นเต้นไปอีก นี่แหละความเป็นเรา ตื่นเต้นไปกับทุกเรื่อง อยากไปฟังเขาพูด อยากไปดูว่าเขาทำอะไรกัน

“ย้อนไปตอนประถม ตอนมัธยม อิ๋มเขียนภาพประกอบ Illustrator 5 บาท 10 บาท มาเป็นหลักสิบหลักร้อย ทำให้อิ๋มมีเงิน เวลาไปแกลเลอรี่ เห็นภาพศิลปะวางขายก็จะช่วยซื้อ เลยได้เห็นบรรยากาศในแกลเลอรี่ และค่อย ๆ เข้าใจคำว่า ‘ศิลปิน’ เข้าใจว่าศิลปินเป็นอาชีพได้”

อยู่ในเมืองศิลปะ

ยอดดอยสูง พรรณไม้สวย ไร่ชาคุณภาพดี อาณาจักรล้านนา พระธาตุดอยตุง… อีกหนึ่งเรื่องที่พาคนทั่วหล้าเมืองไทยให้ประหวัดใจถึงเชียงรายบ้านเกิดของอิ๋ม ก็คือความเป็นบ้านเกิดของศิลปินชั้นครู

“เพราะบรรยากาศค่ะ คนเหนือเราไม่ดุ อย่างน้อยอยู่แล้วสบายใจ” พุทธรักษ์แสดงทัศนะถึงปัจจัยที่เชียงรายเป็นแหล่งเพาะคนสร้างงานศิลป์ระดับแถวหน้าของชาติหลายท่าน 

“คนเชียงรายมีบรรยากาศดี ถ้าอยากได้ความรู้ก็จะไปเรียนที่อื่น แล้วบางทีบรรยากาศที่อื่นให้ความกดดันต่าง ๆ ก็ทำให้กลับมาอยู่ที่บ้าน กลับมาใช้ชีวิต ทำอาชีพที่เชียงราย มี อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี กับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าเรากลับบ้านได้ ทำสตูดิโอ ทำแกลเลอรี่ที่นี่มันก็อยู่ได้ มันมีคนมาหาอยู่นะ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนพูดถึงเชียงรายไป คนไม่รู้จักด้วยซ้ำ พูดถึงเชียงใหม่อย่างเดียว แต่เพราะอาจารย์ทั้ง 2 ท่านนี่แหละที่ทำให้ความมั่นใจเรากลับมา

“แล้วด้วยวัฒนธรรมของเชียงรายที่อยู่กันแบบประนีประนอม ถึงคนในชุมชนจะไม่ชอบกันก็ต้องไปร่วมงาน ไปด้วยมารยาท อยู่กันได้ด้วยขนบแบบนี้ มีอะไรก็รวมตัวกันง่าย เลยกลายเป็นว่าอยู่กันได้เยอะ ๆ”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ตั้งแต่อยู่วิทยาลัยอาชีวศึกษา จนกระทั่งไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาทัศนศิลป์ อิ๋มได้พบปะศิลปินรุ่นพี่มากหน้าหลายตา แทบทุกชื่อที่เราได้ยินได้รู้จักในฐานะศิลปินชาวเชียงราย ล้วนแล้วแต่เคยพบหน้า ทักทาย หรือรู้จักมักคุ้นกับเธอมาแล้ว

“เราก็เริ่มได้เห็นอาจารย์เฉลิมชัย ได้เจออาจารย์ถวัลย์ ไปร่วมเวิร์กชอปที่วัดขาววัดดำ เราก็ไปฟังเขา ชอบบรรยากาศ เจอหลาย ๆ คนตาม Exhibition เราก็ชอบที่จะไป ไปดูอะไรใหม่ ๆ อยากรู้อะไรเราก็ถาม เขาก็คุยกับเรา ใช้ภาษาบ้านเรา เจอประสบการณ์ตรง เจอวิถีที่เราอยากรู้ตรง ๆ เหมือนห้องสมุด”

ศิลปินรายแรก ๆ ที่อิ๋มได้รู้จัก คือ ทรงเดช ทิพย์ทอง ซึ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกับเธอ

“อาจารย์เราเคยแนะว่าให้ไปคุยกับศิลปิน เคยได้ยินแม่บอกว่าแถวบ้านเรามีศิลปินอยู่ แม่ใช้คำนี้มานานแล้วนะ แม่เห็นเขาเขียนรูปอยู่ ส่วนเราไม่เคยเพราะเขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่ศิลปากรแล้ว เขาอยู่ที่นั่น เราก็ไม่เคยเจอ แต่อยากถามเขา อยากไปหาเขา

“แล้วมีวิชาหนึ่งอาจารย์ให้ไปคุยกับพี่ ๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เรา ตอนนั้นเลยได้เจอพี่ทรงเดช เขาเขียนงานพุทธศิลป์เชิงศิลปะไทยร่วมสมัย แต่ผสมกลิ่นอายของเชียงรายลงไปในนั้นด้วย ตอนไปเจอกันเขาก็ให้ความรู้ว่าที่ไหนมีเรียน ซึ่งอิ๋มไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี หรือการพัฒนาทักษะความคิด กระบวนการที่เขาทำ เขาก็เอามาเล่าให้เราฟัง เราก็รู้ที่มาที่ไป รู้ว่ากระบวนการจากอันนี้ไปอันนี้เป็นอย่างไร แล้วเขาก็แนะนำให้รู้จักศิลปินคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนเชียงราย ให้เข้าไปดูคนนี้คนนั้น เราก็รู้สึกว่าดีจัง ชอบวิธีการของเขา”

ส่วนอีกคนที่อิ๋มประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

“เราเห็นงานของหลาย ๆ คน แต่ประทับใจอยู่คนเดียว ประทับใจชื่อก่อนแล้ว พี่อังกฤษเป็นคนเชียงราย เราไปเจองานเขาตอนไปทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ เลยอยากค้นหาว่าพี่คนนี้คือใคร เราชอบความคิดกับวิธีการทำเสนอของเขา”

สาวแม่จันเริ่มเข้าสู่โลกศิลปะเต็มตัวในช่วงนั้น ได้พบเห็นวิธีการทำงานของศิลปินตัวจริง และคิดอยากทำงานศิลป์อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะได้รับการจุดประกายไฟฝันจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ซึ่งคำถามที่เธอเคยตั้งกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้ล่วงลับ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเธอตลอดมา

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“ไปเวิร์กชอปกับลุงถวัลย์ ก็เลยถามแกว่าผู้หญิงเป็นศิลปินได้มั้ย เพราะศิลปินเชียงรายมีแต่ผู้ชาย” อิ๋มแทนเจ้าของพิพิธภัณฑ์บ้านดำด้วยสรรพนามเป็นกันเอง 

“ลุงก็ตอบว่าได้สิ แกก็พาไปดูงาน จำไม่ได้ว่าของใคร เป็นศิลปินต่างชาติคนฝรั่ง เห็นแล้วก็ว้าว มีความรู้สึกว่าผู้หญิงก็เป็นศิลปินได้เหมือนกันนะ”

ช่างศิลป์ในสวนพฤกษ์

พุทธรักษ์จบมหาวิทยาลัยบนวัย 26 ปี ค่าที่ต้องเริ่มเรียนปี 1 ใหม่หลังจบ ปวส. ชีวิตของเธอก็มาถึงทางสามแพร่งที่ต้องเลือกเดินอีกรอบ

อาจารย์ของเธอขอพอร์ตโฟลิโอไปยื่นให้อธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายพิจารณา เนื่องเพราะเวลานั้นทางมหาวิทยาลัยกำลังขาดบุคลากรในตำแหน่งช่างศิลป์อยู่ ทว่าขณะเดียวกัน ศิลปินที่เธอนับถืออย่างพี่ทรงเดชก็เสนอตำแหน่งครูศิลปะโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมมาให้ เธอจึงยื่นสมัครเผื่อไว้ทั้ง 2 งาน ก่อนจะถามใจตนเองอีกทีว่างานใดแน่ที่เหมาะสมกับตัวเธอที่สุด

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“จะเป็นครูหรือเป็นอะไรดี เราก็มานั่งคิด นั่งถามตัวเองและคนทางบ้านว่าถ้าเราไปเป็นครูจะดีไหม เขาก็โอเคกับทั้งสองทาง ทั้งช่างศิลป์ในมหาวิทยาลัยและครูโรงเรียน เขาบอกว่าเป็นครูก็ดีนะ สบาย มั่นคง ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวเราที่ต้องเลือกทางของเราเอง”

แววตาของอิ๋มบ่งบอกว่าเธอเลือกถูก ไม่เช่นนั้น พุทธรักษ์ ดาษดา คงไม่มีลายเซ็นของตัวเอง

“เราคิดว่าใช้ตรรกะนี้แล้วกัน เราเริ่มอยากทำงานศิลปะที่เป็นของตัวเอง อยากเอาผลงานของเราไปแสดงในแกลเลอรี่ ก็เลยเลือกงานที่ราชภัฏฯ ได้เข้าไปทำที่นั่นอยู่ 6 ปี”

หน้าที่ของช่างศิลป์คือการบันทึกพันธุ์ไม้ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ รวมถึงในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นงานกินเงินเดือน เริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น มีห้องทำงานให้ แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ให้อิสระโดยยินยอมให้กลับไปสร้างสรรค์งานศิลป์ที่บ้านนอกเวลางานได้

“วาดรูปอย่างเดียว ใช้สีน้ำบนกระดาษ ต้นฉบับต้องส่งให้มหาวิทยาลัยทุกเดือน เขียนประมาณ 3 ถึง 4 ชิ้นต่อเดือน แล้วแต่เรา อิ๋มทำงานอยู่กับอธิการบดี เป็นการเขียนภาพเพื่อความงาม ใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือของที่ระลึก” เธออธิบายงานที่ได้รับมอบหมายในไม่กี่ประโยค

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ทักษะแรกที่เธอได้ฝึกฝนจากการทำงานที่นี่ คือการหัดเขียนสีน้ำซึ่งเป็นยาขมหม้อใหญ่ของเธอเมื่อคราวเรียนในมหาวิทยาลัย คนเรียนทัศนศิลป์เล่าว่าสีน้ำจะเป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนกลัว เพราะแต่ละคนนิยมยึดติดวิธีการในการวาด แต่เมื่อเป็นหน้าที่หลักของช่างศิลป์สวนพฤกษศาสตร์ อิ๋มก็จำเป็นต้องทำและนำผลการทดสอบไปให้ผู้พิจารณาตรวจ ผลที่ออกมาคือผ่าน แม้ว่าเธอจะไม่มั่นใจในงานชิ้นนั้นก็ตาม

วารวันในสวนสมเด็จย่าของเธอเคลื่อนคล้อยไปด้วยความสุนทรีย์ ที่นั่นมีตึกให้ช่างศิลป์อย่างเธอใช้ทำงาน หากต้องการแม่แบบหรือแรงบันดาลใจก็เที่ยวจรไปสรรหาจากสวนได้ทุกเมื่อ พรรณไม้แต่ละต้นเธอได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ หรือจะเด็ดมาดูเป็นตัวอย่างในการวาดภาพก็ได้ ซึ่งอิ๋มกล่าวว่าแรก ๆ เธอต้องเด็ดดอกและใบมาเขียนทุกที เพราะตัวอย่างมีเยอะจนเลือกไม่ถูก

“ทำมาเป็นปี พอทำนาน ๆ ไปก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นงานของเรา ชั่วโมงที่เขียนให้เขาก็เขียนเก็บไว้ เหมือนได้พักผ่อน ไม่ได้เคร่งเครียดมาก แต่ก็ต้องมีวินัย เลยมีเวลาได้ลองเขียนในสิ่งที่อยากเขียน ช่วงเช้าเขียนสี ๆ ไปแล้ว ตอนเย็นก็ลงสีดำ หรือสีที่ยังไม่มี ทำแบบนี้มาตลอด”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

งานที่นี่เพาะนิสัยให้เธอตกหลุมรักธรรมชาติ พุทธรักษ์รู้สึกราวกับได้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมวลไม้และสิงสาราสัตว์ทุกตัวที่ได้พบเจอ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่หญิงสาวได้เรียนรู้ใหม่ เพราะแม้เธอจะเกิดและโตที่จังหวัดนี้ แต่กลับมีหลายเรื่องที่เธอไม่เคยรับทราบหรือเข้าใจมันมาก่อน

“เวลาเราไปหาดอกไม้ เราก็จะเจออย่างอื่น เจอผีเสื้อ เจอรังนกที่ตกลงมา ก็ตามไปดู เจอไข่ เจอตัวนก มันก็สนุกดี เหมือนมีอะไรให้เราได้ประทับใจ ให้เราได้คิดบ้าง เรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้นทำให้เราใส่ใจ แต่ยิ่งเราเป็นผู้หญิง ก็จะมีคนบอกว่า เธอเขียนสิ มันเหมาะกับเธอ เราก็เลยต่อต้าน ปฏิเสธที่จะเขียน ดราฟต์ในช่วงนั้นก็เขียนตามไอดอลของเรา

แววตาของอิ๋มทอประกายตื่นเต้นราวกับมันเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“แต่เราก็แพ้มัน อย่างต้นมะค่าที่ล้อมเราอยู่ เราเคยได้เห็นว่าเพื่อนมาเล่น แต่เราก็ไม่เคยทดลอง ก็ไปลองเอามันออกจากฝัก มันแข็งมาก เราก็พยายาม มีครั้งหนึ่งพายุถล่มหนักที่เชียงราย แผ่นดินไหว ทำให้ฝักมะค่าตกลงมา อยากให้มาเห็นมากเลย พื้นที่มันกว้างมาก เราไปเห็นแล้วตกใจกับมะค่าที่แบเต็มพื้นมากกว่าหลังคาที่แตก เราตกใจปนดีใจ ตื่นเต้นเหมือนเด็กเลย ไปลองแกะดู ฝักสด ๆ น่ารักมาก”

จากฝักมะค่าที่ตกแตก อดีตช่างศิลป์ได้ต่อยอดมันไปสู่ความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์

“ธรรมชาติมันมีนวัตกรรมอะไรบางอย่างที่ปกป้องสิ่งที่อยู่ข้างในให้สมบูรณ์และพอถึงเวลาของมันก็งอกขึ้นมากลายเป็นต้นแบบนี้ สลับหมุนเวียน เหตุการณ์นั้นทำให้เราคิด อยู่คนเดียวก็เห็นมะค่าตก พอมันตกเราเก็บไม่ไหวก็ปล่อย แล้วพอพื้นชื้นแฉะ มันก็จะงอกกลับขึ้นมาอีก เรารู้สึกประทับใจ เหมือนเราได้อ่านหนังสือธรรมะที่คิดได้ด้วยตัวเอง ให้เราได้ใกล้และเข้าใจธรรมะมากขึ้น”

และจากเคยคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจยาก เธอได้เข้าใจคำสอนเหล่านี้อย่างถ่องแท้ และได้ข้อสรุปแก่ตนเองว่า “ธรรมะกับธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน”

เริ่มจัดแสดงผลงาน

ทำงานวาดเขียนภาพในสวนพฤกษ์นานถึง 6 ปี พุทธรักษ์ ดาษดา ค่อย ๆ สรรสร้างผลงานอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเธอเอง ยามมีเวลาว่างจากงานประจำ เธอก็สลับมาเขียนงานส่วนตัว กระทั่งมาถึงจุดที่เธอต้องไตร่ตรองอนาคตของตนเองในสายอาชีพนี้

เมื่อมีการจัดตั้ง ‘ขัวศิลปะ’ เป็นสมาคมและแกลเลอรี่แห่งใหม่ขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากสวนสมเด็จย่า บรรดาศิลปินรุ่นพี่ ๆ ที่อิ๋มเคารพอย่างพี่ทรงเดช พี่อังกฤษ ต่างมาเชิญชวนให้สาวรุ่นน้องนำงานที่เคยวาดไปจัดแสดงที่นั่น เป็นเหตุให้อิ๋มต้องพัฒนาฝีมือและหมั่นสร้างผลงานส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมหาศาล บางครั้งเบียดบังเวลาทำงานหลัก เธอเลยต้องเลือกทางไปต่อที่ดีกับตัวเองมากที่สุด

“ระหว่างนั้นมีการแสดงงานเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าปีที่ 6 อิ๋มก็ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ ต้องต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ แต่ปีที่ 6 ถ้าเซ็นสัญญาแล้วต้องอยู่ยาว ก็เคยคิดไว้ว่าอยู่สักอายุ 30 ก็พอแล้ว เราอยากไปทำที่อื่น ไม่ใช่ว่าตรงนั้นบรรยากาศไม่ดีนะ งานที่นั่นดี แต่เราอยากไปต่ออีก”

อิ๋มเผยสาเหตุที่เธอเลือกจะไม่จรดปลายปากกาต่อสัญญา และหันมาสร้างงานส่วนตัวอย่างเดียว

“พอออกมาเราก็กล้าทดลอง เราไปโซโล่ครั้งแรกที่ขัวศิลปะเลย กล้ามาก จัดแสดงงานเดี่ยวครั้งแรก ลองดู ไม่ได้คิดว่าจะต้องเพอร์เฟกต์ เพราะเคยพลาดโอกาสกับพี่อังกฤษในระหว่างที่เราทำงานอยู่ 

“เขาเห็นงาน Botanical ของเราก็เลยอยากให้ไปลองดู แต่เราก็บอกไปว่ายังไม่มีต้นฉบับค่ะ เพราะว่าต้นฉบับต้องให้เขาไป แต่เป็นโชคดีของเรา เพราะเราเป็นคนไม่ได้ปลื้มกับงานของตัวเองนะ แต่เราชอบดูพัฒนาการของตัวเอง เกิดปัญหาอะไรก็ไปพัฒนาเอา เลยได้เจอผู้คนอีกมากมาย”

อดีตช่างศิลป์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายไม่อายที่จะพูดความจริงกับเราว่า เธอต้องใช้ความกล้าและความเข้มแข็งมากเพียงใดในการแสดงผลงานเดี่ยวช่วงต้น ทั้งด้วยวุฒิการศึกษาที่แลดูด้อยกว่าศิลปินอีกหลายคน และจำนวนผลงานที่ยังมีไม่มาก 

“อิ๋มจบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่ง ก็เลยต้องเข้มแข็งมากเวลามีคนถาม เราไม่เคยคิดเปรียบเทียบด้วย พอเราจบออกมาแล้ว เราก็ต้องพูดว่าเราจบที่นี่ ก็มีปฏิกิริยาบ้าง มีคุยแล้วถอยบ้าง แต่ก็ไม่ได้โหดร้าย

“เรารู้สึกว่าใครก็ได้ที่คุยกับเราในวันงาน เราโอเคหมด เราก็ไปทุกวันเลย ไปจัดงานทุกวัน ก็เลยได้เจอคนเยอะ เขาถามเราเรื่องงาน ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราคิดมาแล้วว่าเราจะพูดประมาณนี้แหละ แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะโอเคกับพวกคุณหรือเปล่า”

หากเป็นความจริงดังสำนวนว่า ‘เหรียญมีสองด้านเสมอ’ ในทุกปัญหาที่อิ๋มต้องเจอกลับสร้างความแข็งแกร่งเป็นผลตอบแทนเสมอ เธอรู้ตัวว่าตนเองพูดเก่งขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะจากการแสดงงานศิลป์

“พูดคุยกับคนรู้เรื่องขึ้น คือเมื่อก่อนเราไม่ค่อยคุย เงียบ ๆ เขียนรูปแล้วปกปิด กลัวการพูดคุย สื่อสารผ่านงานเท่านั้น แต่ตอนนี้งานเราทำให้เราคุยกับผู้คนมากขึ้น เหมือนที่พี่อังกฤษเคยบอกว่า อิ๋ม ออกมาจากป่าได้แล้ว เขาก็บอกให้เราออกมาเจอผู้คน ได้เปลี่ยนตัวเอง”

ภาพเขียนของ พุทธรักษ์ ดาษดา

หากสายตาสอดส่ายไปทั่ว ‘ดาษดาสตูดิโอ’ จะพบว่าตัวอย่างผลงานที่จัดแสดงแทบทุกชิ้นจะมีรูปแบบและเค้าโครงองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันเกือบทุกภาพ คือรูปหน้าตรงของมนุษย์ที่ดูค่อนไปทางสตรี ครึ่งบนของใบหน้าถูกบดบังด้วยกลีบดอกหรือใบไม้คล้ายเรือนผมหรือหมวก บนลำตัวมีเถาวัลย์พันร้อย หลายรูปมีสัตว์ตัวจ้อยเช่นนกและแมลงเกาะหรือบินว่อน

“ถ้าคนเห็นง่าย ๆ ก็อาจจะมองว่าเป็นผู้หญิงกับดอกไม้”

เจ้าของผลงานเกริ่นถึงความเข้าใจของคนอื่น ก่อนพูดในมุมมองของเธอเอง

“หลัก ๆ คือเขียนสิ่งที่อยากเขียน” พุทธรักษ์ยิ้มเอียงอายเมื่อได้รับคำถามถึงสไตล์และแรงบันดาลใจในงานเหล่านี้ “แค่คิดว่าสิ่งที่เราได้ทำเช่นงานประจำ เป็นแรงกระตุ้นให้เราทำมาจนถึงทุกวันนี้ เราเขียนพืชเขียนสัตว์อะไรก็ตาม บนโลกนี้ก็มีตัวเรา มนุษย์ อิ๋มให้เป็นสัญลักษณ์มากกว่า ไม่ได้บ่งบอกว่าคนนี้เพศไหน เราลืมสิ่งนี้ไปเลย คือระบบนิเวศตรงนี้เหมือนกัน

ภาพวาดโดย พุทธรักษ์ ดาษดา มีสารพัดขนาด ตั้งแต่ผ้าใบที่ค่อนข้างกว้างจนถึงภาพวาดกระดาษแผ่นเล็ก ส่วนสีที่ใช้ระบายบนชิ้นงานทุกชิ้น เธอใช้แต่สีอะคริลิกหรือสีน้ำซึ่งเหมาะกับภาพที่มีเนื้อที่น้อย แต่ในอนาคตข้างหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะขยับไปใช้สีน้ำมันเพื่อรองรับผลงานใหม่ที่ใหญ่เป็นพิเศษ

ในการเขียนงานแต่ละรูป อิ๋มจะบันทึกเป็นลายเส้นร่างคร่าว ๆ ระหว่างสเก็ตช์ไปก็จะระบุเสมอว่าบริเวณไหนควรลงสีใด เธอทำงานทุกชิ้นเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำในเวลานั้น

“เราขับรถออกไปแถวบ้าน เราเห็นทุ่งหญ้าทุ่งนา แค่แวบแรกก็ประทับใจอยากเขียน แค่นั้นเลย พอผ่านไปสักเดือนมันไม่มีแล้ว ก็กลายเป็นเหมือนบันทึก… งานสเก็ตช์เป็นงานที่จริงที่สุดของเรา เพราะเราเขียนทั้งสี ความรู้สึก บรรยากาศต่าง ๆ นานาไว้ แต่พอเสร็จสมบูรณ์มันก็เปลี่ยนไป บรรยากาศตรงนั้นหายไปเยอะ”

แค่ ‘คนทำงานศิลปะ’

“ผู้หญิงเป็นศิลปินได้ไหม?” 

คำถามที่ได้รับคำตอบจาก ‘ลุงถวัลย์’ เมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้ ผู้คนมากมายทั้งในและต่างจังหวัดพากันเรียกนักศึกษาสาวผู้ตั้งคำถามด้วยชื่ออาชีพดังกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำ

แต่ถึงอย่างนั้น พุทธรักษ์ ดาษดา ผู้แสดงงานศิลปะจากปลายดินสอและด้ามพู่กันของตนเองมานักต่อนักก็ยังไม่คิดที่จะนิยามตนเองด้วยคำนี้เลย

“เราทำงานศิลปะอย่างเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่า ‘ศิลปิน’ จะจัดหมวดหมู่อย่างไรดี ดูเขิน ๆ เหมือนกันนะ เพราะศิลปินตัวจริงที่เราอยู่ใกล้ท่าน ท่านทำงานตลอด ไม่เคยขี้เกียจเลย การใช้ชีวิตและงานที่ออกมามันคือสิ่งเดียวกันไปหมดเลย นี่แหละศิลปินตัวจริง

“ส่วนเรานี่ก็คงต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก เราไม่ได้ถ่อมตัว แต่รู้สึกจริง ๆ ว่าเราเป็นคนที่ทำงานศิลปะ อะไรก็ตามที่เป็นงานศิลปะ เพราะเราถนัด อย่างอื่นก็ไม่ถนัด” 

อิ๋มเปิดยิ้มขำขัน เธอให้คำจำกัดความตนเองว่า ‘คนทำงานศิลปะ’ มาแต่ไหน จนบัดนี้ก็ยังพอใจในคำนี้ ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนเป็นอื่นไป

“ก็คงจะทำงานแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ” สาวเจียงฮายหัวใจศิลป์ให้เหตุผล “เราอยู่ได้โดยที่ไม่ขัดใจตัวเอง ไม่ตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่เป็นแบบอื่น ก็วิถีเราเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าปิดกั้น สุดท้ายแล้วเราก็กลับมาอยู่กับตัวเอง ไม่พยายามพลิกหรือแปลงโฉมเป็นสิ่งอื่น”

แน่นอนว่าชีวิตของอิ๋มคงไม่ได้มาไกลถึงเพียงนี้ ไม่ได้พบอาจารย์ถวัลย์ อาจารย์เฉลิมชัย พี่ทรงเดช พี่อังกฤษ และใครต่อใคร รวมทั้งไม่ได้วาดเขียนรูปอย่างใจรัก หากไม่มีลมใต้ปีกของแม่คอยค้ำจุน

“ที่จริงอิ๋มก็ไม่คิดว่าแม่จะเข้าใจ เคยได้ยินมาว่าคนเคยมาคุยกับแม่ว่าลูกเรียนอะไร แม่ก็ตอบว่าลูกเรียนศิลปะ ก็ได้ยินเขาถามว่าทำไมไม่เรียน หมอ พยาบาล หรือครู แม่ก็บอกไปว่าเขาก็ดูแลตัวเองได้ อยากเรียนอะไรก็ปล่อยเขาเรียน แม่ไม่เคยถามว่าจะเปลี่ยนคณะเรียนไหม ไม่เคยพูดเลย ซึ่งเราก็รู้สึกว่าแม่ปกป้องเราประมาณหนึ่ง ฟังแล้วก็รู้สึกดีที่แม่ไม่เคยว่าการเรียนศิลปะ

“เราดูแลตัวเองได้ ดูแลเขาได้ ทีแรกเขาก็คงแอบกลัวว่าเราจะดูแลตัวเองได้ไหม แต่เขาก็มั่นใจในตัวเราตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราให้เงินเขาได้ด้วยการเขียนการ์ตูนตั้งแต่เด็ก ไม่ขอเลย อยากได้อะไรก็มาจากตรงนั้นแหละ จนตอนนี้ก็ยังมุ่งมั่นเป็นอาชีพ เขาก็รับรู้ว่านี่เป็นอาชีพ แม่ก็อยู่ในส่วนของแม่ ก็โอเค สบายใจ”

อีกคนที่อิ๋มรักและรู้สึกขอบคุณไม่แพ้กัน ก็คือแฟนหนุ่มแสนดีผู้ยืนหยัดเคียงข้างเธอ

“พี่โน้ตคอยอยู่ข้าง ๆ เรา รู้ว่าเรารู้สึกนึกคิดอย่างไร ถ้ามีคำถามก็จะคุยกับเขาก่อน เขารู้ทุกเรื่อง”

คนสร้างงานศิลปะย้ำอีกว่างานศิลปะเป็นมากกว่าแค่ของประดับไว้ดูด้วยตา คุณค่าของมันมีอเนกอนันต์ ซึ่งเธอยังต้องทำความเข้าใจกับงานที่ทำอยู่ตลอด

“อิ๋มชอบศิลปะ เพราะมันครบองค์ประกอบทั้งตัวงานและคนทำ ทั้งตัวตน วิถีชีวิต และงาน เป็นแรงบันดาลใจที่เราเชื่อสุดใจ”

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“คงแถว ๆ นี้แหละ…”

เราพึมพำกันมาตลอดทาง เพราะยังคงขับวนไปวนมาไม่ถึงที่หมายเสียที กว่าจะพบว่าหลงจากหมุดไปเสียไกลเวลาก็ล่วงเลยนัดไปกว่าครึ่งชั่วโมง หวั่นใจว่าต้นเรื่องของเราวันนี้จะขุ่นเคือง เพราะเธอไม่เคยเปิดบ้านให้สื่อไหนเยี่ยมชมมาก่อน อีกทั้งวันที่นัดพบกัน ยังเป็นช่วงของการจัด BIG HUG นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของเธออีกต่างหาก

เสียงจากปลายสายคอยบอกทางจนถึงที่หมาย ก่อน ออย-คนธรัตน์ เตชะไตรศร เจ้าของเสียง เจ้าของแบรนด์ give.me.museums และเจ้าของบ้าน จะปรากฏกายต้อนรับด้วยชุดเดรสสีแดงน่ารัก ยิ้มแย้ม จนอดรู้สึกผิดไม่ได้ 

เพียงเดินเข้ามาก็จะเจอกับสตูดิโอส่วนตัวของเธอ ขนาดกำลังพอดีให้เธอได้นอนกลิ้งเวลาคิดงานไม่ออก พร้อมกับผลงานหลายชิ้นที่เคยเห็นผ่านตามาแล้วบ้างบนอินเทอร์เน็ต แต่บริเวณชั้นสองต่างหากที่ความฝันของเธอถือกำเนิด และดอกไม้ดอกแรกในสวนได้ถูกวาดขึ้น

ออยเปิดกรุผลงานวัยเยาว์ของตัวเองตลอดการพูดคุย พร้อมความทรงจำมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากลิ้นชัก ไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้กลายเป็นศิลปินที่มีความสดใสเป็นเอกลักษณ์ เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น มั่นใจ พร้อมประกายในแววตาที่พาให้รู้สึกเต็มตื้นตามไปด้วย 

“ออยวาดรูปเป็น ก่อนอ่านหนังสือเป็นซะอีก”

เรานั่งฟังติดขอบจอ ประหนึ่งฟังนิทานเรื่องการเดินทางของเด็กหญิงช่างฝัน

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Blooming Home

“ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือช้า ประถมก็ยังอ่านไม่ออก” เธอเล่าต่อ “เขาเริ่มเห็นเราเขียนกำแพง” ส่วนเขาที่ว่าคือพ่อและแม่

หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชม Blooming Home นิทรรศการแรกในชีวิตของเธอก็จะพบกับผนังโล่ง ๆ ให้ทุกคนวาดเล่นได้อย่างอิสระ เพราะเธอเองก็ใช้มือเล็็ก ๆ สร้างจิตรกรรมฝาผนังบ้าน โดยมีครอบครัวให้การสนับสนุนเช่นกัน 

ห้องของออยประดับประดาไปด้วยผลงานหลากหลายช่วงวัย แบบที่ถ้าถามถึงวัยไหน เธอก็รื้อค้นจนเจอได้ ต่อไปนี้จึงเป็นช่วงของการเปิดกรุของเก่าที่เจ้าของเฝ้าเก็บมันเป็นอย่างดี ทั้งสมุดวาดรูปด้วยสีไม้ สีเทียน ปากกาเมจิก คนบ้าง ทิวทัศน์บ้าง เรื่องเล่าในจินตนาการบ้าง นอกจากลายเส้นพิลึกกึกกือและสีสันซีดเซียวที่เคยจัดจ้าน จะบอกได้ว่ามันถูกวาดมานานแค่ไหน อีกอย่างที่บอกได้คงเป็นลายเซ็นของท่านศิลปินใหญ่ที่เขียนชื่อตัวเองกลับหัวกลับหาง ตามประสาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

“ไม่แน่ใจแล้วว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหน บางส่วนก็แตกสลายไปตามกาลเวลา จริง ๆ มีภาพที่เด็กมาก ๆ เลยแต่มันอยู่ในห้องเก็บของข้างล่าง” เธอยังคงเปิดลิ้นชักจนผลงานกองพะเนิน

ใครเป็นคนเก็บรูปวาดพวกนี้ให้ – เราถาม เพราะเห็นว่าหลายชิ้นถูกเขียนตอนเธอยังเด็กมาก

“เก็บไว้เอง” ออยหันมายิ้ม “เรารักงานตัวเองมาก เก็บทุกอย่าง อาจจะเพราะพ่อแม่เอางานเราตอนเด็กไปใส่กรอบเก็บไว้… เดี๋ยวหยิบมาให้ดู”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

ระหว่างนั้น เราก็ได้ทราบว่าแม่ของออยเป็นคนชอบจัดดอกไม้ ส่วนพ่อชอบศิลปะและเป็นคนสอนให้เธอวาดรูปเป็น แม้จะวาดไม่เก่งมากมาย แต่ถ้าทั้งคู่เลือกกีดกันเธอในวันนั้น ก็คงไม่มีออยในวันนี้ ต่อให้สิ่งเดียวที่เธอได้จากการเรียนสายวิทย์คณิตตามเพื่อนจะเป็นการจดเลคเชอร์ยังไงให้สวยน่าอ่านก็ตาม

Give.me.museums

จบสายวิทย์ ติวสถาปัตย์ แต่เป็นบัณฑิตคณะศิลปกรรม ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องติว ก็เรียกว่าเป็นการเรียนศิลปะครั้งแรก 

“แต่มันไม่ใช่การวาดรูปอยู่ดี เพราะเราเรียนออกแบบ” เธอเองก็สับสน “รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ แต่มันช่วยเชปเราเรื่องวิธีการคิดและกระบวนการต่าง ๆ ตอนพบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบ เลยเป็นช่วงที่เราเลิกวาดรูปไปเลย”

พอชอบถ่ายรูปมาก ก็ไปถ่ายรูป ชอบทำกราฟิกมาก ก็ทำธีสิสจบเกี่ยวกับ Typography ถึงขนาดเข้าไปทำงานเป็น Art Director ที่ Ogilvy อยู่ 2 ปี

ออยบอกว่าช่วงเวลาเหล่านี้เธอแทบไม่ได้จับพู่กัน

“มันเริ่มเหนื่อย งานมันหนัก ใช้ทั้งพลังกายพลังใจ มีช่วงที่เรา Burn Out ก็เลยต้องหยุดแล้วหาอะไรทำ”

ไม่ถามเห็นจะไม่ได้ ว่าเด็กหญิงออยที่เขียนกำแพงสวยกว่าใครรู้สึกยังไงที่ได้กลับมาวาดรูปอีกครั้ง

“รู้สึกว่า อ้อ! คนนี้น่าจะเป็นเราที่หายไปนี่แหละ คนนั้นก็เป็นเราเหมือนกัน แต่เราชอบตัวเองในเวอร์ชันนี้มากกว่า มันรู้สึกมีชีวิต”

ใกล้จะถึงจุดเริ่มต้นของ Give.me.museums เข้ามาเต็มที ออยก็ขอคั่นการสนทนาด้วยการเอี้ยวไปหยิบคอมมาเปิดสไลด์ ใช่ อ่านไม่ผิด เธอทำสไลด์เรื่องราวของตัวเองไว้อย่างดี

“นี่คือไทม์ไลน์ (หัวเราะ) เรามีเป็นอินโฟกราฟิก” ออยพรีเซนต์ไปก็เขินไป เราขอสรุปรวบยอดได้ใจความว่า หลังจากหมดไฟ เธอก็ผลิตสินค้าขึ้นมาใช้เองและนำไปฝากขายตามร้านของกระจุกกระจิก ภายใต้ชื่อสุดเก๋ไม่ซ้ำใครว่า ‘คนธรัตน์’ ก่อนจะได้รับการติดต่อจากบรรดาลูกค้ามากมายจนต้องคลอดแบรนด์ Give.me.museums ขึ้นมาจากประโยคดังของปิกัสโซ่ว่า Give me a museum and I’ll fill’it อย่างที่พวกเรารู้ ๆ กัน

แต่เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือนอกจากจะเป็นประโยคดังแล้ว มิวเซียมในความหมายของเธอคือพื้นที่แสดงออกทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่รวมถึงโซฟา โคมไฟ นาฬิกา พัดลม กบเหลาดินสอ ฯลฯ สิ่งของในชีวิตประจำวันมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา แม้กระทั่งห้องน้ำในออฟฟิศ สาวเจ้าก็เพนต์ทั้งชักโครกจนถึงท่อน้ำทุกอัน

“มันเริ่มมาจากคำถามว่า เราเพนต์ผนังบ้านได้ ทำไมคนอื่นเพนต์ไม่ได้ ศิลปะไม่ควรเป็นของสูง มันควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทำสินค้าออกมาขาย เพราะทุกที่คือแคนวาส”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

BIG HUG

อดีต ออยมีหน้าร้านครั้งแรกที่ตลาดนัดจตุจักร จากการเดินเสาะหาที่ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน หน้าร้านที่จตุจักรปิดตัวลง และเธอเพิ่งเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิมที่เอ็มควอเทียร์ ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายได้รับการติดต่อมา

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แค่ตัดสินใจจะจ้างพนักงานคนแรกยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอด้วยซ้ำ เพราะโลกของการทำธุรกิจนั้นแยกออกจากการเป็นศิลปินอย่างสิ้นเชิง

“ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เครียด” ออยเว้นวรรค “แต่ว่ามันอาจจะลึก ๆ มั้ง เราเป็นคนเรื่องมาก มีความเป็น Professionist อยู่ในตัวเหมือนกัน แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็เครียด หลาย ๆ อย่างที่เราปล่อยให้คนอื่นทำแล้วบางทีเขาตอบช้านิดหน่อย เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ แค่ลูกค้าโทรมาบอกว่าได้ของผิดค่ะ ทำไมแพ็กมาอย่างงี้ เราก็เครียดมากเลย

“เราพยายามทำทุกอย่างเอง เรื่องสต็อก ฉันจะต้องเป็นคนเติมเอง ของมันจะต้องสั่งเท่านี้ พอถอยออกมาถึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น โอเค มันอาจจะไม่เหมือนที่เราทำ แต่ว่าทุกคนก็มีวิธีของตัวเอง”

น่าสนใจว่าเด็กหญิงช่างฝันที่มีภาพลักษณ์สดใสร่าเริงขนาดนี้ ก็มีช่วงที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหน้าทึบด้วยเหมือนกัน ทำให้นิทานของเธอน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

“จริง ๆ เราเป็นไมเกรน ไม่ได้เป็นคนสดใสขนาดนั้น อาจจะพลังงานเยอะเฉย ๆ” ออยแก้ข่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ ก็คงเป็นตอนที่เธอได้รับการติดต่อจากเอ็มควอเทียร์ให้ไปเปิดร้านในห้าง ซึ่งเส้นทางไม่ได้สวยหรูเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตบตีกับใจของตัวเอง “เราจำได้ว่านั่งร้องไห้อยู่ตรงฟู้ดคอร์ท ทะเลาะกับแฟน กับแม่” เธอยังคงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่มีใครแย้งเราเลย แต่ทุกคนบอกให้คิดดี ๆ ก่อน เพราะค่าที่มันแพงมาก แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นอีก เราก็ โอ้ยคิดดีแล้ว ประสาทเสีย เราอยากได้มาก คิดว่าทำได้ ก็คงจะมีคนเห็นเพราะว่าเสียงดัง แล้วก็ร้องไห้อยู่” 

เราถามเธอต่อทันทีว่าจุดที่ทำให้รู้สึกว่าต้องปล่อยวางแล้วคืออะไร แม้จะเคยหนักหน่วงกับชีวิต ออยก็พูดถึงจุดหักเหของเรื่องออกมาอย่างง่ายดาย เธอเปิดเผยให้เราฟังว่า เคยถูกจ่ายยาโรคซึมเศร้าให้ทานอยู่ช่วงสั้น ๆ จากการกดดันตัวเองมากเกินไปจนเครียดลงกระเพาะ

“เราว่ามันไม่ควรจะเป็น จะหาเงินมาเพื่อมารักษาตัวเองมันไม่ใช่ เราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ คือจุดที่รู้สึกว่าเราต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้”

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังฝีแปรงอะคริลิกที่ปาดไปมาอย่างมั่นใจจะไม่เบิกบานเหมือนภาพวาด คงเป็นเพราะออยยืนยันกับเราว่า เรื่องเศร้ามากมายในใจเธอมักจะไม่สะท้อนออกมาในงานเท่าไรนัก

“เวลาวาดรูปจะไม่เศร้า มันเหมือนหลุดไปอีกในมิติ (หัวเราะ) ปล่อยสมองว่าง ๆ ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่เรื่องปัจจุบันมาก ๆ เช่น เราจะใช้สีนี้ ๆ สีต่อไปคืออะไร เราคิดว่าทุกเรื่องผ่านไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มันคลีเช่มากนะ แต่ว่าก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

การอยู่กับปัจจุบันของเธอ ส่งผลให้ออยเป็นคนที่วาดรูปตอนไหนก็ได้ ไม่เคยรู้สึกเกร็งแม้จะมีคนจับจ้องก็ตาม เราเห็นจะจริงตามนั้น เมื่อขอให้เธอวาดประกอบการถ่ายภาพนิดหน่อย The Cloud จึงได้รูปก้อนเมฆกลับมาเป็นของขวัญ

ก่อน Mood & Tone ของเรื่องจะผิดแผกไปไกล เจ้าซัมเมอร์ โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวโตก็กระโดดกระเด้งออกมาจากหลังม่าน ราวกับรอเวลาที่จะได้ขึ้นนั่งตักให้กำลังใจเจ้าของของมัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้แสงแดดยามบ่ายไม่ร้อนอย่างเคย

แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบททดสอบและขรุขระไปบ้าง แต่การได้เห็นเด็กหญิงช่างฝันคนนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และมีเพื่อนรักสี่ขาอยู่เคียงข้างในบ้านอันอบอุ่น ก็น่าจะเป็นตอนจบของเรื่องที่มีความสุขนะ

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Give.me.studio

เราย้ายตัวลงมาที่สตูดิโอชั้นล่าง หลังโยนคำถามไปว่า คุณมีอุปกรณ์สำหรับการวาดรูปเยอะขนาดไหน 

ออยบอกว่าเท่าที่เห็นเป็นแค่บางส่วน เพราะเธอมีอีกสตูดิโอไว้สำหรับการแพ็กของ สต็อกของ และเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ 

“คนจะบอกว่างานของเราคือ Impressionism ส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็น Commercial Art 

“ถ้าจะถามว่า Give.me.museums คืออะไร เราจะบอกว่ามันคือแบรนด์ แล้วเราก็ไม่ใช่ศิลปิน เราทำแบรนด์ ถ้าไปดูตรงไบโอไอจี เขียนว่าเป็นแบรนด์ตั้งแต่แรก ไม่เคยเขียนว่า Artist”

รองจากสไตล์งาน เรื่องที่ออยถูกถามบ่อย ๆ คือทำไมต้องเป็นดอกไม้และทุ่งหญ้า เราเองก็ยังสงสัย ออยบอกว่าเกิดขึ้นช่วงโควิดพอดิบพอดี เป็นความต้องการลึก ๆ ของคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ผลจากการล็อกดาวน์ทำให้เธอต้องอยู่แต่ในบ้าน หลายภาพจึงเป็นการดึงเอาความทรงจำเก่า ๆ มาปะติดปะต่อกัน

“หลายอันเป็นสถานที่จริง แต่ว่าไม่เป๊ะ เหมือนเราชอบฟ้าของวันนั้น แต่เราชอบดอกไม้ของวันนี้ ก็เอามาผสมกัน”

เทคนิคในงานก็ถูกผสมผสานด้วยเช่นกัน แต่ก่อนงานของเธอจะหนักไปทางสีไม้ สีชอล์ก สีเทียน ปัจจุบันออยถนัดใช้สีอะคริลิกบนเฟรมผ้าใบ แต่เทคนิคที่เธอโปรดปรานมากที่สุดคือสีน้ำมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ชอบเท็กซ์เจอร์นูน ๆ แล้วมันเป็นสีที่แห้งช้า เราทำไปได้เรื่อย ๆ เลย”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

สตูดิโอของเธอมีผนังด้านซ้ายเป็นผ้าม่านสีฟ้าคราม ผนังด้านขวาเป็นโซฟากับบรรดาภาพสเก็ตช์ ส่วนผนังใหญ่ ๆ ตรงหน้าเราแบ่งออกเป็น 2 โซน คือท้องฟ้ากว้างใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจีดังที่เห็นในภาพ 

ออยบอกตามตรงว่าเป็นเพราะช่วงนี้เธอจัดนิทรรศการ ภาพวาดบางส่วนจึงนำไปจัดแสดง ตัวเราที่เป็นแฟนคลับเธอตั้งแต่สมุดโน้ตยัน Griptok มือถือ แค่ได้เห็นผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จดีก็ดีแค่ไหน เลยถือโอกาสนี้เอ่ยถามออกไปว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการวาดรูป

ตอนเริ่มวาด” ออยหัวเราะดังก่อนเข้าสู่โหมดจริงจัง “ถ้าเกิดเป็นกระบวนการ ยากที่สุดคือจะเสร็จตอนไหน จะจบงานหรือยัง เพราะถ้าทำไปเรื่อย ๆ มีจุดที่เราทำอยู่แล้ว เฮ้ย สวยจัง แล้วเริ่มจะไม่ใช่ เริ่มเละ จังหวะที่โอเคเนี่ยยากที่สุด ต้องใช้ความรู้สึกมาก ๆ”

มีคนเคยบอกว่าสวยแล้ว ให้คุณหยุดรึยัง

“คนที่บ้านเชื่อไม่ได้ ทำอะไรก็สวย เพิ่งจะมีแค่สีฟ้าบนเฟรมผ้าใบยังไม่ทันได้วาดอะไรเลย (หัวเราะ)”

แม้งานของเธอจะเยอะมากพอให้จัดนิทรรศการเดี่ยวได้ แต่ออยก็มีภาพที่วาดไม่เสร็จจำนวนมากเช่นกัน เหตุผลหลัก ๆ คือความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เพราะเธอมักวาดให้เสร็จในคราวเดียว ไม่ทิ้งระยะเวลานานมาก 

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

“พอทิ้งระยะนาน เราจะรู้สึกกับภาพไม่เหมือนเดิม เหมือนตอนแรกคิดในหัวว่าอยากให้ออกมาเป็นสิ่งนี้ แต่ตอนนี้อยากทำแบบนี้มากเลย แล้วพอทิ้งไว้สักอาทิตย์ก็รู้สึกว่าอยากวาดอันใหม่มากกว่าแล้ว”

กว่า 4 ปี ที่เราเห็นแบรนด์ของเธอโลดแล่นอยู่ในคราบสิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เรามักจะโดนเธอตกง่าย ๆ ออยอยากฝากให้ทุกคนติดตามตอนต่อไปของนิทานเรื่องนี้ เพราะเธอมีแพลนจะเปลี่ยนจากสีสันจัดจ้านเป็นสีพาสเทลดูบ้างในปีหน้า 

นอกจากนี้ น้องผมส้มฟูฟ่องก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ออยยังอยากทำให้เป็นจริง ไม่เพียงแค่ปรากฏอยู่บนหน้าปกสมุดอย่างเคย แต่เธออยากเปิดอีกแบรนด์เพื่อสร้างน้องให้มีชีวิต เพราะร่างต้นแบบของน้องผมส้มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก สำคัญที่สุดคือเธอวาดตัวเอง 

จากเด็กที่เขียนผนังห้องเพื่อความสนุก กลายเป็นหนึ่งคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องพื้นที่แสดงออกทางศิลปะ ลงมือวาดรูปได้เสมอไม่ว่าที่ไหน และยังมีความสุขทุกวันที่ได้ทำอาชีพนี้ เราถามออยว่าเพราะอะไร

“มันเลยจุดชอบไปแล้ว เหมือนคนเราต้องกินข้าว” เธอตอบ

แล้วเคยวาดจนลืมกินข้าวรึเปล่า

“โอ๊ย ไม่ลืมหรอก แต่ว่าไม่อยากกิน เพราะยังอยากวาดอยู่” ออยไม่ลืมหัวเราะส่งท้าย

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load