26 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

เมื่อเอ่ยถึงเมืองโพรวินซ์ทาวน์ (Provincetown) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า P’town ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้คนส่วนใหญ่มัก\นึกถึงเมืองท่องเที่ยวน่ารัก ๆ ริมทะเล หรือไม่ก็สวรรค์บนดินของชาวสีรุ้งที่มีปาร์ตี้แดรกควีนโต้รุ่งตลอดซัมเมอร์ คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของ Peaked Hill Bars National Register Historic District of the Cape Cod National Seashore ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นนก แมลง งู ไฮยีน่า และสิงโตทะเล 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า ช่วงปี 1620 ที่นักแสวงบุญอพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะอังกฤษ พื้นที่แถบนี้เป็นป่าไม้หนาทึบ มีหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า 1 ฟุต แต่หลังจากที่มีการตัดต้นไม้เพื่อปรับพื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนและใช้เป็นฟืน ประกอบกับลักษณะทางภูมิประเทศที่แคบยาวและมีทะเลล้อมรอบ ทำให้ลมทะเลพัดเอาหน้าดินไปหมด จนเกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบสันทรายตามที่เห็น ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ในทางนิเวศวิทยาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความสยองขวัญระดับจูออนเลยทีเดียว

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ในยุค 1920 เนินทรายเหล่านี้เป็นที่ตั้งของกระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวเรือของหน่วย United States Life Saving Service ต้องมาประจำที่ศูนย์กู้ภัยทางน้ำ ซึ่งสร้างไว้ให้ครอบครัวพักเวลามาเยี่ยมในฤดูร้อน เมื่อท่าเรือย้ายออกไป กระท่อมเหล่านี้ถูกจับจองโดยเหล่านักเขียนหรือศิลปินที่แสวงหาแรงบันดาลใจและความสงบเงียบในการทำงาน เล่าลือกันว่าศิลปินที่เคยมาพำนักที่กระท่อม มี Mark Rothko, Jackson Pollock, และ Willem de Kooning รวมอยู่ด้วย

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
C-Scape Dune Shack 

และหนึ่งในบรรดากระท่อมที่อนุรักษ์ไว้ ก็คือกระท่อมอายุเกือบร้อยปีที่เราได้ไปเป็นศิลปินในพำนักอยู่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ มีชื่อเก๋ไก๋ว่า C-Scape Dune Shack ตัวกระท่อมตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ‘Interdune Forest’ เป็นแอ่งที่อยู่ระหว่างเนินทรายริมทะเล (Foredune) และเนินทรายย่อย (Secondary Dune) เป็นพื้นที่ที่ไม่โดนลมมากและเนินทรายเริ่มจะไม่เคลื่อนตัว ทำให้มีต้นไม้ที่นอกเหนือจาก Pioneer Species (พืชเบิกนำ) ขึ้นบ้าง 

การเข้าถึงกระท่อม ก็เดินจากชายหาดส่วนที่เปิดให้คนเล่นน้ำได้มาประมาณ 30 นาที ในช่วงที่น้ำลงแล้วข้าม Foredune เข้ามา หรือเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว The Province Lands Visitor Center ผ่าน Back Dune และ Secondary Dune เข้ามาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่หลงทาง) ตอนหลังเรียนรู้ว่าการเอาก้อนหินไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตือนความจำตามที่ Hansel ทำในเทพนิยายกริมนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะการหลงทางในเนินทรายในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีน้ำดื่มเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก

การไปพักที่กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Off-Grid Dune Shack นั้น อาจมีรายละเอียดในการเตรียมตัวที่ต้องทำอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไปนักสำหรับคนไทยเรา ที่เติบโตมาในยุคที่ไฟฟ้าดับทุก ๆ หน้าฝน อาบน้ำตุ่มในสวนหลังบ้าน ทำธุระในกระโถน และล้างจานในกะละมัง 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ก่อนไปเราต้องบันทึกว่าตัวเองกินน้ำวันละประมาณกี่ลิตร ซื้ออาหารกระป๋องแบบต่าง ๆ มาลองชิมและคำนวณว่าต้องเตรียมไปเท่าไหร่ หายูทูบดูวิธีใช้ที่สูบน้ำบาดาลแบบโบราณ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อรับมือกับหมัดกวางและยุงในฤดูร้อน รวมถึงกองทัพหนูที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมอีกด้วย

เราเอาต้นยี่โถไปด้วย เพราะอ่านมาจากเว็บพันทิปว่า กิ่งยี่โถใช้ไล่หนูได้ และเอาเต็นท์ไปด้วย เพราะอ่านเจอจากบันทึกในเว็บไซต์ของศิลปินท่านหนึ่ง เขียนว่า เขาต้องเดินออกมาซื้อเต็นท์เพื่อไปนอนนอกบ้าน เพราะหนูส่งเสียงดังมาก เรียกว่ายกบ้านให้กองทัพหนูไปเลย 

หลังจากที่เราพาตัวเองพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพ อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับ 3 อาทิตย์จากบอสตันมาถึงโพรวินซ์ทาวน์ ทางผู้จัดการโครงการก็ใจดีส่งรถมารับจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วขับพาไปที่กระท่อม และบอกว่าจะมารับกลับในวันสุดท้าย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ห้องนั่งเล่น

กระท่อมที่เราไปพักมีขนาดกะทัดรัด ตัวบ้านชั้นล่างมี 2 ส่วน ส่วนหน้าประกอบด้วยห้องครัวและโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเราใช้เป็นสตูดิโอ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอน หน้าบ้านมีระเบียงนั่งเล่นที่เราเอาไว้นั่งวาดรูปตอนบ่ายถ้าลมไม่แรงมาก ตอนสัปดาห์สุดท้ายพื้นที่ไม่ค่อยพอ ก็เลยเถิดมาวาดที่ห้องครัวด้วยเลย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ระเบียงหน้าบ้าน

สภาพอากาศในเนินทรายนั้นค่อนข้างแปรปรวน บางวันตอนเช้าอากาศแจ่มใสดี แต่ว่าตอนบ่ายกลับฝนตกแบบเทลงมา หรือว่าบางวันตื่นมาอากาศชื้นและมีหมอกลงหนามาก วาดรูปไม่ได้เลยเพราะกระดาษเปียกไปหมด เรียกได้ว่าอยู่ 3 อาทิตย์ก็จริง แต่ว่าได้เจอเกือบครบทุกสภาพอากาศ ขาดแค่หิมะตกเท่านั้นเอง 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดที่นี่คือสีของท้องฟ้า 
ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ตก ถ่ายจาก Foredune

ว่ากันว่าช่วงเวลาแสงทอง หรือ Golden Hours ของโพรวินซ์ทาวน์ยาวนานกว่าที่อื่น เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ ทำให้การหักเหของแสงในบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหน้าร้อน สวยงามและยาวนานกว่าที่อื่น ๆ นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดรูปที่นี่ และต้องออกตัวก่อนว่าเราเป็นช่างเพนต์ที่ความสามารถด้านการถ่ายภาพต่ำมาก ขอเรียกว่าส่องแล้วกดเลยดีกว่า เลยอยากจะบอกว่าท้องฟ้าของจริงนั้นสวยกว่าที่เราถ่ายมามาก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งใกล้ ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม (2 ทุ่มในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยังไม่มืด) วันนั้นพระจันทร์ขึ้นเป็นสีแดง เรายืนดูอยู่นานและคิดว่านี่มันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันนะ เวลาไม่ได้เจอคนมาหลาย ๆ วันก็เบลอ ๆ เหมือนกันว่าวันนี้มันวันไหน แล้วตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ วันถัดไปพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสีขาวก็งงอีกรอบ

นอกจากนี้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงที่นี่ก็สวยมาก แสงจันทร์ที่สะท้อนบนเนินทราย ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่สว่างขึ้นไปอีก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายจากหน้าบ้าน

ความพยายามนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน ท่ามกลางฝูงยุงขนาดอเมริกันไซส์ที่ไม่กลัวยาจุดกันยุงแบบไทยสไตล์กันเลย ในกระท่อมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง มีไว้ให้คนที่มาพักที่นี่เขียนอะไรก็ได้บอกคนที่มาอยู่ถัด ๆ ไป โชคดีมากที่เราไม่ได้อ่านมันจนวันสุดท้าย เพราะคนที่มาพักก่อนหน้าเราเขียนว่า เธอฝันว่าเห็นผีเจ้าของกระท่อม เป็นผู้ชายแก่ ๆยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เธอกลัวมากจนต้องเดินออกไปโทรศัพท์ให้สามีมาอยู่เป็นเพื่อน 

ส่วนคนก่อนหน้าเธอเขียนว่ามีงูอยู่ใต้ตู้เย็น!! เดชะบุญที่เราเจอเจ้างูตัวยาว 2 เมตรนั่นวันสุดท้ายก่อนจะกลับ และพบว่าทางเข้าออกของมันคือตรงห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เราเคยเห็นงูหน้าตาแบบนี้ตอนไปเดินป่ากับเพื่อนแถวนิวยอร์กสเตทและจำได้ว่ามันไม่มีพิษ แต่เวลาเข้าห้องน้ำก็แหยงนิดหน่อย ถ้ามันออกมาตอนที่เข้าห้องน้ำอยู่จะเป็นยังไง ได้แต่ทำเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าอย่าออกมานะยูว์

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

การมาอยู่ที่นี่ 3 อาทิตย์ทำให้เราได้ข้อคิดหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องผลการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายนั้นง่ายกว่าที่คิด การรับผิดชอบต่อของเสียของตัวเอง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการปรับโภชนาการของอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น การต่อสู้กับความกลัวและเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนนั้นเป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด รู้สึกคิดถึงความมีอยู่ของคนรอบข้าง เมื่อต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเรียนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่ไม่มีใครให้พึ่งพานั้นทำได้ไม่ยากถ้ามีสติ

เราชอบการใช้ชีวิตในกระท่อมนี้มาก และคิดฝันว่าถ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ก็คงจะดี ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่เหมาะแก่การกักตัวในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อ่าน

ถ้าใครได้มีโอกาสแวะมาที่โพรวินซ์ทาวน์ อย่าลืมไปเยี่ยมชมอีกด้านหนึ่งของเมืองกันบ้างนะ

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พรนภา ปรักกมกุล

ภูมิสถาปนิก ศิลปินชุมชน ช่างเพนต์ ที่อยากใช้โลกเป็นผืนผ้าใบแล้ววาดต้นไม้ลงไปให้เต็ม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฉันเห็นเพื่อนฉัน ปิ๊ก ดนยา ลงรูปทริปยุโรป สถานที่ที่เขามาเที่ยว หนึ่งในนั้นเป็นทะเลสาบตัดกับภูเขาสูง (อันเป็นรูปหลักที่ใช้ประกอบเรื่องนี้) ครั้งแรกที่เห็นภาพ จำได้ว่ากระแทกหน้าอย่างจัง 

โอ้โห… ที่ไหนกันนะ สวยราวกับสวรรค์บนดิน อยากไปให้เห็นกับตาสักครั้ง

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ฉันรีบสอบถามไปยังปิ๊ก ขอพิกัด จึงได้ทราบว่านี่คือ ‘Oeschinensee’ ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ไกลจากเยอรมนีเท่าไรเลย พิจารณาดูจากบ้านฉัน ขับรถไป 4 ชั่วโมงกว่า ประมาณกรุงเทพฯ-นครสวรรค์เท่านั้นเอง

ฉันบอกกับตัวเองว่า สักวันหนึ่งจะต้องไปที่นี่ให้จงได้ จะไปเดือนตุลาคมเหมือนปิ๊กด้วย เพราะอยากได้รูปมุมนี้เด๊ะ ขอแสง ขอสี อย่างนี้เลยนะ คงจะฟินที่สุด นอนตายตาหลับแน่ ๆ 

แต่แผนการดังกล่าว ล่มมา 3 ปีติดต่อกัน

ลูกไม่สบายบ้าง ตารางชีวิตไม่ลงตัวบ้าง โควิด-19 อีกต่างหาก, ปีนี้แหละ จะไปให้ถึง

ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทะเลสาบ Oeschinensee อาจเรียกได้ว่าเป็น Hidden Gem หรือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ เพราะคนจำนวนมากยังไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะประเทศนี้มีทะเลสาบสวย ๆ เยอะมาก และสถานที่ตั้งก็แวดล้อมไปด้วยเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมือง Thun เมือง Bern เมือง Interlaken ที่คนรู้จักเยอะกว่า บรรดานักท่องเที่ยวก็เลยมองข้ามไป

Oeschinensee เป็นทะเลสาบอยู่บนหุบเขา Bernese Oberland ตั้งอยู่ห่างจากเมือง Kandersteg เพียง 4 กิโลเมตร และตั้งแต่ปี 2007 สถานที่แห่งนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกจากยูเนสโก (Jungfrau-Aletsch-Bietschhorn UNESCO World Heritage Site) ด้วยความสูง 1,578 เมตร อาจฟังดูสูงจัง แต่ลำพังเมือง Kandersteg ก็ตั้งอยู่บนหุบเขาก็สูง 1,200 เมตรแล้ว การมาเที่ยวที่นี่ จึงเป็นการเที่ยวของสูงที่แท้ทรู (ฮา) อากาศหนาวเย็นกว่าพื้นราบมาก

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เรา 4 คนพ่อแม่ลูกใช้เมือง Kandersteg เป็นฐาน จึงหาห้องพักในเมืองนี้ ซึ่งไม่ยากลำบากเลย เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว เต็มไปด้วยโรงแรมและห้องพัก มีร้านอาหาร ร้านขายขนมปัง และซูเปอร์มาร์เก็ต สะดวกสบายทุกอย่าง การเดินทางขึ้นไปที่ Oeschinensee ก็ไม่ลำบาก เพราะมีรถเคเบิลคาร์ (Gondola) พาขึ้นไป ตั๋วราคา 30 ฟรังค์ สำหรับขึ้นและลง หากประสงค์จะเดินขึ้นหรือลง และนั่งเคเบิลคาร์เที่ยวเดียว ก็ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวได้

เมื่อขึ้นไปถึงสถานีด้านบน ด้านขวามือ มีบริการรถแล่นบนรางเลื่อน (Toboggan Run / Rodelbahn) หวาดเสียว สนุก เด็ก ๆ ติดใจ หากขึ้นไปเล่นก่อนเวลา 11.30 น. จะซื้อตั๋วได้ในราคาที่ถูกลงด้วย

จากสถานีไปถึงตัวทะเลสาบ ต้องเดินอีกประมาณ 25 นาที มีรถไฟฟ้าบริการรับส่ง (ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) แต่ในความคิดฉัน เดินเองก็ได้ วันที่เราไป เป็นวันอาทิตย์ มีผู้มาเยือนหนาตากว่าที่คิด การเดินไปทะเลสาบจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงเดินตามผู้คนไปก็ถึง คนส่วนมากอยู่ในชุดทะมัดทะแมง หลายคนมาพร้อม Nordic Walking Stick คือตั้งใจมาเดินป่ากันจริง ๆ

ตรงที่ขายตั๋วมีแผนที่ให้เราด้วย เมื่อดูแล้วพบว่ามีหลายเส้นทางให้เลือกเดิน ตั้งแต่ง่าย ๆ ไปจนถึงระดับท้าทาย เดินครบรอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง 5 ชั่วโมงบ้าง คงจะได้เห็นวิวจากมุมสูง สวยงามน่าดู

แต่เรามาเป็นครั้งแรก พร้อมกับเด็กอีก 2 คน ขอเอาแบบเบสิกก่อนแล้วกันนะ

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เราเดินตามผู้คนไปแบบเพลิน ๆ ไม่นานนักก็เริ่มเห็นวิวทะเลสาบ เห็นแล้วก็เนื้อเต้น ใจสั่น โอ มาถึงแล้วจริง ๆ ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (Turquoise) ตัดกับภูเขาหินตั้งตระง่านที่บนยอดปกคลุมด้วยหิมะ

ไม่รู้จะเกี่ยวด้วยไหม แต่ความที่ไหว้พระ ตั้งอธิษฐานจิตไว้ด้วยว่า ขอให้อากาศดี เพราะลูกช้างคงไม่ได้มาบ่อย แดดใสส่องสว่าง เป็นใจเหลือเกิน สวย สวย และสวย

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ไปถึงก็เที่ยงพอดี เด็ก ๆ บ่นหิว เราเตรียมขนมปังอย่างง่าย ๆ ไปทานด้วย เรียกว่า ปิกนิก กับบรรยากาศธรรมชาติ ฉันรู้สึกอิจฉาคนที่บ้านอยู่แถวนี้ทุกคน ที่เขาขึ้นมาได้บ่อย ๆ บางคณะพกข้าวของมาปิ้งย่างกันเลยด้วยซ้ำ ระหว่างนั้นฉันพยายามเดินหาว่า ปิ๊กเขาถ่ายรูปที่มุมไหนหนอ ฉันส่องกล้องหลายทีแล้ว มันไม่ได้แบบเขา แต่ฉันก็ถ่ายรูปจนหนำใจ ส่วนสองสาวนั้น สนุกกับการ เขวี้ยงหินลงน้ำ ให้หินกระทบผิวน้ำแล้วเด้งต่อไปอีกหลาย ๆ ต่อ

หลังจากที่เราพักทานอาหารและถ่ายรูปกันเป็นเวลาชั่วโมงกว่า สามีก็บอกว่าเราไปเดินรอบ ๆ กันดีกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว เขาอยากเดินขึ้นเขา แต่ฉันบอกว่า ขอเดินเส้นเลียบทะเลสาบนี้ไปแล้วกันเนาะ

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ฉันเป็นคนที่มีเซนส์เรื่องทิศทางที่ห่วยมาก ตัดสินใจไปทางไหนมักจะผิดเสมอ

แต่นี่เป็นครั้งที่ถูกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต – เส้นทางเลียบทะเลสาบที่เดินไป ทำให้เห็นว่ายังมีมุมที่สวยขึ้นไปเรื่อย ๆ อีก ชนิดที่ว่าถ้าเดินกลับไปเลย จะมาเสียเที่ยวมาก ยิ่งเดินไป ยิ่งเห็นถึงความงามของสีเทอร์ควอยซ์ตัดกับต้นไม้ที่ใบเริ่มเปลี่ยนสี บางภาพยกกล้องขึ้นมาถ่ายแล้วใจกระตุก เพราะมันสวยมาก สวยเหมือนโปสการ์ด สวยเหมือนภาพในจิ๊กซอว์ และเมื่อเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนถึงหาดกว้าง…

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โอ้โห นี่แหละ มุมที่ตามหา ก้มมองลงในแผนที่ อ๋อ ตรงนี้เขาบอกว่าเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพ ที่เราหยุดกินข้าวและถ่ายกันไปมากมายตอนก่อนหน้านั้น ไม่ใช่นะ ง ต้องมาก่อน ฉ สินะ คนเรา ฮ่าฮ่า

ในขณะที่นางแม่ตื่นเต้นกับการถ่ายรูปมาก ปาป๊าแบตหมดและขอไปนอนพัก ในขณะที่เอมม่าก็เบื่อกับการถ่ายรูป ฉันจึงได้อันนาวัย 5 ขวบมาเป็นผู้ช่วยในการถ่ายภาพ ใจก็นึกอยู่ว่าจะไหวไหมหนอ อันนา แต่ฉันก็เอารูปต้นฉบับให้ลูกดู แล้วบอกว่าขอประมาณนี้นะคะ เราถ่ายกันหลายสิบใบมาก ๆ ปรับแก้กันไปเรื่อย ๆ อันนาตั้งใจถ่ายให้แม่มาก ๆ ถ้าฉันยื่นขาผิดข้าง ลูกก็ทัก บอกว่า ไม่ได้นะแม่ ต้องอีกข้างหนึ่ง (ฮา)

ในที่สุด ก็ออกมาเป็นรูปปกของเรื่องนี้, คุณผู้อ่านว่าสวยไหมคะ สำหรับฉัน สวยเหมือนในฝันเลยค่ะ

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

และที่น่าอัศจรรย์ใจ ฝีมือเด็ก 5 ขวบค่ะ

ตอนที่เห็นรูป ฉันกอดลูกแน่นมาก ขอบคุณมากนะคะอันนา แม่ภูมิใจในฝีมือของหนูจริง ๆ

เราดื่มด่ำกับบรรยากาศกันอีกพักใหญ่ แดดตอนบ่ายแรงขึ้นอีก ทำให้ทะเลสาบสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ สวยแบบว่าให้นั่งดูทั้งวันก็ย่อมได้

ไม่อยากกลับเลยจริงๆ

ขากลับลงมา เรามีโอกาสแวะที่วัดธรรมปาละ (Dhammapala) ด้วยค่ะ ใครเลยจะคิดว่า ณ เมือง Kandersteg เมืองเงียบสงบบนภูเขาความสูง 1,200 กว่าเมตรอย่างนี้ จะเป็นที่ตั้งของวัดป่า สายหลวงพ่อชาด้วย วัดตั้งอยู่ในมุมสงบ ด้านหลังเป็นเขา ด้านหน้าเป็นทุ่งกว้าง ภายในวัด สวย สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ทราบว่ามีห้องพักให้ผู้สนใจมาปฏิบัติธรรมด้วย

ทริปในฝันของคุณแม่ลูกสอง ณ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ที่ถูกยกให้เป็น Hidden Gem ของสวิตเซอร์แลนด์

ต้องขอบคุณสามีที่เสิร์ชหาเจอโดยบังเอิญ และสนับสนุนอย่างยิ่งให้แวะไป วัดตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา ฉันเลยได้โอกาสไปร่วมทำวัตรเย็น สุข สงบ ร่มเย็น สบายใจ อะไรจะธรรมะจัดสรร ให้ได้มาชมความสวยงามราวกับภาพฝัน และยังได้ปฏิบัติธรรม น้อมนำจิตใจสู่ความสงบร่มเย็นไปพร้อม ๆ กันขนาดนี้

Kandersteg / Oeschinensee ต้องกลับมาอีกให้จงได้

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load