26 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

เมื่อเอ่ยถึงเมืองโพรวินซ์ทาวน์ (Provincetown) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า P’town ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้คนส่วนใหญ่มัก\นึกถึงเมืองท่องเที่ยวน่ารัก ๆ ริมทะเล หรือไม่ก็สวรรค์บนดินของชาวสีรุ้งที่มีปาร์ตี้แดรกควีนโต้รุ่งตลอดซัมเมอร์ คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของ Peaked Hill Bars National Register Historic District of the Cape Cod National Seashore ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นนก แมลง งู ไฮยีน่า และสิงโตทะเล 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า ช่วงปี 1620 ที่นักแสวงบุญอพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะอังกฤษ พื้นที่แถบนี้เป็นป่าไม้หนาทึบ มีหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า 1 ฟุต แต่หลังจากที่มีการตัดต้นไม้เพื่อปรับพื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนและใช้เป็นฟืน ประกอบกับลักษณะทางภูมิประเทศที่แคบยาวและมีทะเลล้อมรอบ ทำให้ลมทะเลพัดเอาหน้าดินไปหมด จนเกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบสันทรายตามที่เห็น ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ในทางนิเวศวิทยาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความสยองขวัญระดับจูออนเลยทีเดียว

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ในยุค 1920 เนินทรายเหล่านี้เป็นที่ตั้งของกระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวเรือของหน่วย United States Life Saving Service ต้องมาประจำที่ศูนย์กู้ภัยทางน้ำ ซึ่งสร้างไว้ให้ครอบครัวพักเวลามาเยี่ยมในฤดูร้อน เมื่อท่าเรือย้ายออกไป กระท่อมเหล่านี้ถูกจับจองโดยเหล่านักเขียนหรือศิลปินที่แสวงหาแรงบันดาลใจและความสงบเงียบในการทำงาน เล่าลือกันว่าศิลปินที่เคยมาพำนักที่กระท่อม มี Mark Rothko, Jackson Pollock, และ Willem de Kooning รวมอยู่ด้วย

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
C-Scape Dune Shack 

และหนึ่งในบรรดากระท่อมที่อนุรักษ์ไว้ ก็คือกระท่อมอายุเกือบร้อยปีที่เราได้ไปเป็นศิลปินในพำนักอยู่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ มีชื่อเก๋ไก๋ว่า C-Scape Dune Shack ตัวกระท่อมตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ‘Interdune Forest’ เป็นแอ่งที่อยู่ระหว่างเนินทรายริมทะเล (Foredune) และเนินทรายย่อย (Secondary Dune) เป็นพื้นที่ที่ไม่โดนลมมากและเนินทรายเริ่มจะไม่เคลื่อนตัว ทำให้มีต้นไม้ที่นอกเหนือจาก Pioneer Species (พืชเบิกนำ) ขึ้นบ้าง 

การเข้าถึงกระท่อม ก็เดินจากชายหาดส่วนที่เปิดให้คนเล่นน้ำได้มาประมาณ 30 นาที ในช่วงที่น้ำลงแล้วข้าม Foredune เข้ามา หรือเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว The Province Lands Visitor Center ผ่าน Back Dune และ Secondary Dune เข้ามาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่หลงทาง) ตอนหลังเรียนรู้ว่าการเอาก้อนหินไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตือนความจำตามที่ Hansel ทำในเทพนิยายกริมนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะการหลงทางในเนินทรายในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีน้ำดื่มเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก

การไปพักที่กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Off-Grid Dune Shack นั้น อาจมีรายละเอียดในการเตรียมตัวที่ต้องทำอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไปนักสำหรับคนไทยเรา ที่เติบโตมาในยุคที่ไฟฟ้าดับทุก ๆ หน้าฝน อาบน้ำตุ่มในสวนหลังบ้าน ทำธุระในกระโถน และล้างจานในกะละมัง 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ก่อนไปเราต้องบันทึกว่าตัวเองกินน้ำวันละประมาณกี่ลิตร ซื้ออาหารกระป๋องแบบต่าง ๆ มาลองชิมและคำนวณว่าต้องเตรียมไปเท่าไหร่ หายูทูบดูวิธีใช้ที่สูบน้ำบาดาลแบบโบราณ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อรับมือกับหมัดกวางและยุงในฤดูร้อน รวมถึงกองทัพหนูที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมอีกด้วย

เราเอาต้นยี่โถไปด้วย เพราะอ่านมาจากเว็บพันทิปว่า กิ่งยี่โถใช้ไล่หนูได้ และเอาเต็นท์ไปด้วย เพราะอ่านเจอจากบันทึกในเว็บไซต์ของศิลปินท่านหนึ่ง เขียนว่า เขาต้องเดินออกมาซื้อเต็นท์เพื่อไปนอนนอกบ้าน เพราะหนูส่งเสียงดังมาก เรียกว่ายกบ้านให้กองทัพหนูไปเลย 

หลังจากที่เราพาตัวเองพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพ อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับ 3 อาทิตย์จากบอสตันมาถึงโพรวินซ์ทาวน์ ทางผู้จัดการโครงการก็ใจดีส่งรถมารับจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วขับพาไปที่กระท่อม และบอกว่าจะมารับกลับในวันสุดท้าย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ห้องนั่งเล่น

กระท่อมที่เราไปพักมีขนาดกะทัดรัด ตัวบ้านชั้นล่างมี 2 ส่วน ส่วนหน้าประกอบด้วยห้องครัวและโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเราใช้เป็นสตูดิโอ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอน หน้าบ้านมีระเบียงนั่งเล่นที่เราเอาไว้นั่งวาดรูปตอนบ่ายถ้าลมไม่แรงมาก ตอนสัปดาห์สุดท้ายพื้นที่ไม่ค่อยพอ ก็เลยเถิดมาวาดที่ห้องครัวด้วยเลย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ระเบียงหน้าบ้าน

สภาพอากาศในเนินทรายนั้นค่อนข้างแปรปรวน บางวันตอนเช้าอากาศแจ่มใสดี แต่ว่าตอนบ่ายกลับฝนตกแบบเทลงมา หรือว่าบางวันตื่นมาอากาศชื้นและมีหมอกลงหนามาก วาดรูปไม่ได้เลยเพราะกระดาษเปียกไปหมด เรียกได้ว่าอยู่ 3 อาทิตย์ก็จริง แต่ว่าได้เจอเกือบครบทุกสภาพอากาศ ขาดแค่หิมะตกเท่านั้นเอง 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดที่นี่คือสีของท้องฟ้า 
ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ตก ถ่ายจาก Foredune

ว่ากันว่าช่วงเวลาแสงทอง หรือ Golden Hours ของโพรวินซ์ทาวน์ยาวนานกว่าที่อื่น เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ ทำให้การหักเหของแสงในบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหน้าร้อน สวยงามและยาวนานกว่าที่อื่น ๆ นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดรูปที่นี่ และต้องออกตัวก่อนว่าเราเป็นช่างเพนต์ที่ความสามารถด้านการถ่ายภาพต่ำมาก ขอเรียกว่าส่องแล้วกดเลยดีกว่า เลยอยากจะบอกว่าท้องฟ้าของจริงนั้นสวยกว่าที่เราถ่ายมามาก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งใกล้ ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม (2 ทุ่มในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยังไม่มืด) วันนั้นพระจันทร์ขึ้นเป็นสีแดง เรายืนดูอยู่นานและคิดว่านี่มันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันนะ เวลาไม่ได้เจอคนมาหลาย ๆ วันก็เบลอ ๆ เหมือนกันว่าวันนี้มันวันไหน แล้วตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ วันถัดไปพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสีขาวก็งงอีกรอบ

นอกจากนี้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงที่นี่ก็สวยมาก แสงจันทร์ที่สะท้อนบนเนินทราย ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่สว่างขึ้นไปอีก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายจากหน้าบ้าน

ความพยายามนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน ท่ามกลางฝูงยุงขนาดอเมริกันไซส์ที่ไม่กลัวยาจุดกันยุงแบบไทยสไตล์กันเลย ในกระท่อมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง มีไว้ให้คนที่มาพักที่นี่เขียนอะไรก็ได้บอกคนที่มาอยู่ถัด ๆ ไป โชคดีมากที่เราไม่ได้อ่านมันจนวันสุดท้าย เพราะคนที่มาพักก่อนหน้าเราเขียนว่า เธอฝันว่าเห็นผีเจ้าของกระท่อม เป็นผู้ชายแก่ ๆยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เธอกลัวมากจนต้องเดินออกไปโทรศัพท์ให้สามีมาอยู่เป็นเพื่อน 

ส่วนคนก่อนหน้าเธอเขียนว่ามีงูอยู่ใต้ตู้เย็น!! เดชะบุญที่เราเจอเจ้างูตัวยาว 2 เมตรนั่นวันสุดท้ายก่อนจะกลับ และพบว่าทางเข้าออกของมันคือตรงห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เราเคยเห็นงูหน้าตาแบบนี้ตอนไปเดินป่ากับเพื่อนแถวนิวยอร์กสเตทและจำได้ว่ามันไม่มีพิษ แต่เวลาเข้าห้องน้ำก็แหยงนิดหน่อย ถ้ามันออกมาตอนที่เข้าห้องน้ำอยู่จะเป็นยังไง ได้แต่ทำเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าอย่าออกมานะยูว์

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

การมาอยู่ที่นี่ 3 อาทิตย์ทำให้เราได้ข้อคิดหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องผลการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายนั้นง่ายกว่าที่คิด การรับผิดชอบต่อของเสียของตัวเอง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการปรับโภชนาการของอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น การต่อสู้กับความกลัวและเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนนั้นเป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด รู้สึกคิดถึงความมีอยู่ของคนรอบข้าง เมื่อต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเรียนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่ไม่มีใครให้พึ่งพานั้นทำได้ไม่ยากถ้ามีสติ

เราชอบการใช้ชีวิตในกระท่อมนี้มาก และคิดฝันว่าถ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ก็คงจะดี ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่เหมาะแก่การกักตัวในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อ่าน

ถ้าใครได้มีโอกาสแวะมาที่โพรวินซ์ทาวน์ อย่าลืมไปเยี่ยมชมอีกด้านหนึ่งของเมืองกันบ้างนะ

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรนภา ปรักกมกุล

ภูมิสถาปนิก ศิลปินชุมชน ช่างเพนต์ ที่อยากใช้โลกเป็นผืนผ้าใบแล้ววาดต้นไม้ลงไปให้เต็ม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load