26 กุมภาพันธ์ 2565

เมื่อเอ่ยถึงเมืองโพรวินซ์ทาวน์ (Provincetown) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า P’town ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้คนส่วนใหญ่มัก\นึกถึงเมืองท่องเที่ยวน่ารัก ๆ ริมทะเล หรือไม่ก็สวรรค์บนดินของชาวสีรุ้งที่มีปาร์ตี้แดรกควีนโต้รุ่งตลอดซัมเมอร์ คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ของ Peaked Hill Bars National Register Historic District of the Cape Cod National Seashore ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นนก แมลง งู ไฮยีน่า และสิงโตทะเล 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า ช่วงปี 1620 ที่นักแสวงบุญอพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะอังกฤษ พื้นที่แถบนี้เป็นป่าไม้หนาทึบ มีหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า 1 ฟุต แต่หลังจากที่มีการตัดต้นไม้เพื่อปรับพื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านเรือนและใช้เป็นฟืน ประกอบกับลักษณะทางภูมิประเทศที่แคบยาวและมีทะเลล้อมรอบ ทำให้ลมทะเลพัดเอาหน้าดินไปหมด จนเกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบสันทรายตามที่เห็น ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูสวยดีไปอีกแบบ แต่ในทางนิเวศวิทยาแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความสยองขวัญระดับจูออนเลยทีเดียว

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ในยุค 1920 เนินทรายเหล่านี้เป็นที่ตั้งของกระท่อมเล็ก ๆ ที่ชาวเรือของหน่วย United States Life Saving Service ต้องมาประจำที่ศูนย์กู้ภัยทางน้ำ ซึ่งสร้างไว้ให้ครอบครัวพักเวลามาเยี่ยมในฤดูร้อน เมื่อท่าเรือย้ายออกไป กระท่อมเหล่านี้ถูกจับจองโดยเหล่านักเขียนหรือศิลปินที่แสวงหาแรงบันดาลใจและความสงบเงียบในการทำงาน เล่าลือกันว่าศิลปินที่เคยมาพำนักที่กระท่อม มี Mark Rothko, Jackson Pollock, และ Willem de Kooning รวมอยู่ด้วย

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
C-Scape Dune Shack 

และหนึ่งในบรรดากระท่อมที่อนุรักษ์ไว้ ก็คือกระท่อมอายุเกือบร้อยปีที่เราได้ไปเป็นศิลปินในพำนักอยู่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ มีชื่อเก๋ไก๋ว่า C-Scape Dune Shack ตัวกระท่อมตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ‘Interdune Forest’ เป็นแอ่งที่อยู่ระหว่างเนินทรายริมทะเล (Foredune) และเนินทรายย่อย (Secondary Dune) เป็นพื้นที่ที่ไม่โดนลมมากและเนินทรายเริ่มจะไม่เคลื่อนตัว ทำให้มีต้นไม้ที่นอกเหนือจาก Pioneer Species (พืชเบิกนำ) ขึ้นบ้าง 

การเข้าถึงกระท่อม ก็เดินจากชายหาดส่วนที่เปิดให้คนเล่นน้ำได้มาประมาณ 30 นาที ในช่วงที่น้ำลงแล้วข้าม Foredune เข้ามา หรือเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว The Province Lands Visitor Center ผ่าน Back Dune และ Secondary Dune เข้ามาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่หลงทาง) ตอนหลังเรียนรู้ว่าการเอาก้อนหินไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตือนความจำตามที่ Hansel ทำในเทพนิยายกริมนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะการหลงทางในเนินทรายในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีน้ำดื่มเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก

การไปพักที่กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ต หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Off-Grid Dune Shack นั้น อาจมีรายละเอียดในการเตรียมตัวที่ต้องทำอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไปนักสำหรับคนไทยเรา ที่เติบโตมาในยุคที่ไฟฟ้าดับทุก ๆ หน้าฝน อาบน้ำตุ่มในสวนหลังบ้าน ทำธุระในกระโถน และล้างจานในกะละมัง 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา

ก่อนไปเราต้องบันทึกว่าตัวเองกินน้ำวันละประมาณกี่ลิตร ซื้ออาหารกระป๋องแบบต่าง ๆ มาลองชิมและคำนวณว่าต้องเตรียมไปเท่าไหร่ หายูทูบดูวิธีใช้ที่สูบน้ำบาดาลแบบโบราณ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อรับมือกับหมัดกวางและยุงในฤดูร้อน รวมถึงกองทัพหนูที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมอีกด้วย

เราเอาต้นยี่โถไปด้วย เพราะอ่านมาจากเว็บพันทิปว่า กิ่งยี่โถใช้ไล่หนูได้ และเอาเต็นท์ไปด้วย เพราะอ่านเจอจากบันทึกในเว็บไซต์ของศิลปินท่านหนึ่ง เขียนว่า เขาต้องเดินออกมาซื้อเต็นท์เพื่อไปนอนนอกบ้าน เพราะหนูส่งเสียงดังมาก เรียกว่ายกบ้านให้กองทัพหนูไปเลย 

หลังจากที่เราพาตัวเองพร้อมอุปกรณ์การวาดภาพ อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับ 3 อาทิตย์จากบอสตันมาถึงโพรวินซ์ทาวน์ ทางผู้จัดการโครงการก็ใจดีส่งรถมารับจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วขับพาไปที่กระท่อม และบอกว่าจะมารับกลับในวันสุดท้าย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ห้องนั่งเล่น

กระท่อมที่เราไปพักมีขนาดกะทัดรัด ตัวบ้านชั้นล่างมี 2 ส่วน ส่วนหน้าประกอบด้วยห้องครัวและโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเราใช้เป็นสตูดิโอ ชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาที่เป็นห้องนอน หน้าบ้านมีระเบียงนั่งเล่นที่เราเอาไว้นั่งวาดรูปตอนบ่ายถ้าลมไม่แรงมาก ตอนสัปดาห์สุดท้ายพื้นที่ไม่ค่อยพอ ก็เลยเถิดมาวาดที่ห้องครัวด้วยเลย 

ตามภูมิสถาปนิกไทยไปใช้ชีวิตเป็น Artist Residency ที่กระท่อมใน Provincetown อเมริกา
ระเบียงหน้าบ้าน

สภาพอากาศในเนินทรายนั้นค่อนข้างแปรปรวน บางวันตอนเช้าอากาศแจ่มใสดี แต่ว่าตอนบ่ายกลับฝนตกแบบเทลงมา หรือว่าบางวันตื่นมาอากาศชื้นและมีหมอกลงหนามาก วาดรูปไม่ได้เลยเพราะกระดาษเปียกไปหมด เรียกได้ว่าอยู่ 3 อาทิตย์ก็จริง แต่ว่าได้เจอเกือบครบทุกสภาพอากาศ ขาดแค่หิมะตกเท่านั้นเอง 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดที่นี่คือสีของท้องฟ้า 
ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ตก ถ่ายจาก Foredune

ว่ากันว่าช่วงเวลาแสงทอง หรือ Golden Hours ของโพรวินซ์ทาวน์ยาวนานกว่าที่อื่น เพราะลักษณะภูมิประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ ทำให้การหักเหของแสงในบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหน้าร้อน สวยงามและยาวนานกว่าที่อื่น ๆ นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดรูปที่นี่ และต้องออกตัวก่อนว่าเราเป็นช่างเพนต์ที่ความสามารถด้านการถ่ายภาพต่ำมาก ขอเรียกว่าส่องแล้วกดเลยดีกว่า เลยอยากจะบอกว่าท้องฟ้าของจริงนั้นสวยกว่าที่เราถ่ายมามาก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งใกล้ ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม (2 ทุ่มในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยังไม่มืด) วันนั้นพระจันทร์ขึ้นเป็นสีแดง เรายืนดูอยู่นานและคิดว่านี่มันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันนะ เวลาไม่ได้เจอคนมาหลาย ๆ วันก็เบลอ ๆ เหมือนกันว่าวันนี้มันวันไหน แล้วตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ วันถัดไปพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสีขาวก็งงอีกรอบ

นอกจากนี้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงที่นี่ก็สวยมาก แสงจันทร์ที่สะท้อนบนเนินทราย ทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่สว่างขึ้นไปอีก 

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา
พระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายจากหน้าบ้าน

ความพยายามนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน ท่ามกลางฝูงยุงขนาดอเมริกันไซส์ที่ไม่กลัวยาจุดกันยุงแบบไทยสไตล์กันเลย ในกระท่อมมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง มีไว้ให้คนที่มาพักที่นี่เขียนอะไรก็ได้บอกคนที่มาอยู่ถัด ๆ ไป โชคดีมากที่เราไม่ได้อ่านมันจนวันสุดท้าย เพราะคนที่มาพักก่อนหน้าเราเขียนว่า เธอฝันว่าเห็นผีเจ้าของกระท่อม เป็นผู้ชายแก่ ๆยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เธอกลัวมากจนต้องเดินออกไปโทรศัพท์ให้สามีมาอยู่เป็นเพื่อน 

ส่วนคนก่อนหน้าเธอเขียนว่ามีงูอยู่ใต้ตู้เย็น!! เดชะบุญที่เราเจอเจ้างูตัวยาว 2 เมตรนั่นวันสุดท้ายก่อนจะกลับ และพบว่าทางเข้าออกของมันคือตรงห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของตัวบ้าน เราเคยเห็นงูหน้าตาแบบนี้ตอนไปเดินป่ากับเพื่อนแถวนิวยอร์กสเตทและจำได้ว่ามันไม่มีพิษ แต่เวลาเข้าห้องน้ำก็แหยงนิดหน่อย ถ้ามันออกมาตอนที่เข้าห้องน้ำอยู่จะเป็นยังไง ได้แต่ทำเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้าว่าอย่าออกมานะยูว์

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

การมาอยู่ที่นี่ 3 อาทิตย์ทำให้เราได้ข้อคิดหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องผลการกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายนั้นง่ายกว่าที่คิด การรับผิดชอบต่อของเสียของตัวเอง เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการปรับโภชนาการของอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น การต่อสู้กับความกลัวและเสียงแปลก ๆ ตอนกลางคืนนั้นเป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด รู้สึกคิดถึงความมีอยู่ของคนรอบข้าง เมื่อต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเรียนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่ไม่มีใครให้พึ่งพานั้นทำได้ไม่ยากถ้ามีสติ

เราชอบการใช้ชีวิตในกระท่อมนี้มาก และคิดฝันว่าถ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ก็คงจะดี ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ที่เหมาะแก่การกักตัวในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เราหวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อ่าน

ถ้าใครได้มีโอกาสแวะมาที่โพรวินซ์ทาวน์ อย่าลืมไปเยี่ยมชมอีกด้านหนึ่งของเมืองกันบ้างนะ

ใช้ชีวิตคนเดียวตลอด 3 สัปดาห์ ไร้ไฟฟ้า น้ำประปา ในกระท่อมอนุรักษ์ เพื่อวาดภาพและสำรวจชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติในอเมริกา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรนภา ปรักกมกุล

ภูมิสถาปนิก ศิลปินชุมชน ช่างเพนต์ ที่อยากใช้โลกเป็นผืนผ้าใบแล้ววาดต้นไม้ลงไปให้เต็ม

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เป็นเรื่องเป็นราว

หากกล่าวถึงปารีส สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคงไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า ‘มหานครแห่งศิลปะ’ ที่นี่ถูกขนานนามว่าเป็นต้นกำเนิด พื้นที่ชุบตัว หรือสถานที่แสดงงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Davinci, Monet, Van Gogh เอาเป็นว่ามีอีกเยอะ! และด้วยจริตทางวัฒนธรรมและบรรยากาศของปารีส ไม่ว่าคุณจะเดินไปมุมไหนก็ตาม คุณจะพบกับงานศิลปะและแกลเลอรี่ ไม่เว้นแม้แต่ตรอกเล็กซอยน้อยของย่านต่าง ๆ นี่ยังไม่รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง มันเอื้ออำนวยต่อการแสดงออกทางศิลปะอย่างมาก ทั้ง Pure Art, Performance Art รวมถึง Street Art ด้วย

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

ทุกอณูของปารีสล้วนหล่อหลอมและปลุกเร้าให้ศิลปินซึ่งอาศัยที่นี่ อยากจะขับเคลื่อนจิตวิญญาณของศิลปะในฉบับของตนออกมา ศิลปินหน้าใหม่เร่งผลิตผลงานเพื่อหวังแสดงต่อหน้าสาธารณชน แต่ทว่าพื้นที่สำหรับการแสดงออกในปารีสนั้นมีจำกัด พื้นที่ที่มีอยู่ไม่มากพอสำหรับศิลปินหน้าใหม่

อาคารเลขที่ 59

ย้อนกลับไปในปี 1999 Gaspard Delanoë, Kalexc และ Bruno Dumont 3 ผู้ริเริ่มได้บุกเบิกอาคารเลขที่ 59 บนถนน Rivoli ใจกลางกรุงปารีส เป็นอาคารรูปแบบ Haussmann กว้าง 3 คูหา สูง 6 ชั้น อาคารมีรูปแบบเฉพาะและเป็นเอกลักษณ์ของปารีส ตึกแห่งนี้เคยถูกทิ้งร้างมานานกว่า 8 ปี ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการที่พวกเขาเชื้อเชิญให้กลุ่มศิลปิน 10 กว่าคนเข้ามาอาศัย เพื่อใช้ตึกหมายเลข 59 นี้เป็นพื้นที่ผลิตผลงานและจัดแสดงผลงานทางศิลปะแบบครบจบในที่เดียว โดยขนานนามเรียกกลุ่มของตัวเองว่า ‘Électrons Libres’ หรือ กลุ่มอิเล็กตรอนอิสระ

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
Gaspard Delanoë, Kalexc และ Bruno Dumont ณ หน้าตึก ถ่ายในปี 1999

Électrons Libres ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นตั้งแต่ปีแรกที่พวกเขาเปิดประตูต้อนรับผู้ที่สนใจเสพงานศิลป์ แถมเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่ยูโรเดียว มีผู้ก้าวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศเชิงศิลป์ของแกลเลอรี่ 59 Rivoli กว่า 40,000 คน กลายเป็นอันดับ 3 ของสถานที่เผยแพร่ศิลปะแบบร่วมสมัยที่มีผู้คนเข้าชมมากที่สุด รองจากศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติฌอร์ฌ ปงปีดู (Centre Georges Pompidou) และพิพิธภัณฑ์ดูเจอเดอโปม (La Galerie Nationale du Jeu de Paume) 

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

ทว่าการเดินทางไม่สวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ เหล่า Électrons Libres และผู้บริหารของอาคารเลขที่ 59 ต้องต่อสู้กับการถูกขับไล่ออกจากตึก เหตุเพราะว่ามีผู้ร้องเรียนถึงผลกระทบแก่ผู้ที่อยู่อาศัยโดยรอบ ทั้งมลภาวะทางเสียง สุขอนามัย และผลกระทบจากกิจกรรมสุดห่ามของเหล่าศิลปิน จนกระทั่งปี 2001 Bertrand Delanoë ซื้อตึกแห่งนี้มาครอง เพื่อมีกรรมสิทธิ์เด็ดขาดในการบริหารจัดการดูแล และบรรลุข้อตกลงระหว่างกลุ่มศิลปินกับทางการเทศบาลในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

หลังจากปิดซ่อมแซมมาหลายปี 59 Rivoli กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 2009 พร้อมจำนวนศิลปินที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 30 ชีวิต สถานที่แห่งนี้กลับมาเติบโตโดยยังคงเป้าหมายเดิม คือเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานสำหรับศิลปิน เป็นเวิร์กชอปส่วนตัว เป็นนิทรรศการ และยังคงเข้าชมฟรี

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

ข้างหลังประตูสีเหลืองมัสตาร์ด

ร่ายยาวเรื่องประวัติศาสตร์กันมาเนิ่นนาน หลังจากเราศึกษาประวัติของที่นี่อย่างจริงจัง ทำให้เรารู้สึกว่าชาวปารีเซียงให้ความสำคัญกับศิลปะมาก ๆ เรารู้จักที่นี่เพราะพี่คนไทยคนหนึ่ง แกเป็นคนหลงใหลในสตรีทอาร์ทมาก ๆ จนถึงกับซื้อไกด์บุ๊กสำหรับบอกพิกัดแหล่งสตรีทอาร์ทของศิลปินดัง ๆ ทั่วปารีส จนกระทั่งวันหนึ่งเราทั้งสองคนเดินเล่นตามตรอกซอกซอยเพื่อเสพงานสตรีทอาร์ท

“เฮ้ย! คุณเคยไปแกลเลอรี่ 59 Rivoli หรือยัง แม่งโคตรเจ๋งเลย เดี๋ยวจะผ่านด้วย สนใจแวะมั้ย” 

“ยังเลยพี่ มันเป็นยังไงอะ” – เราถาม

  “มันเป็นแกลเลอรี่ที่ให้ศิลปินเข้าไปใช้พื้นที่ในตึกทั้งหลัง เหมือนสตูดิโอเลย ทำงาน ขายงานในนั้น อีกอย่าง เข้าฟรีด้วย” – ด้วยความฟรีบวกกับการดูงานศิลปะแล้วนั้น “ไปดิพี่” เราตอบอย่างไม่คิด

ทันที่ที่เราเดินมาถึงด้านหน้าตึก ต้องผงะกับความครีเอทีฟสุด ๆ ของเหล่าศิลปิน พื้นผิวด้านหน้าอาคารทั้งหมดตกแต่งด้วยงานศิลปะที่ทำจากกระดาษสีขาวเป็นรูปต่าง ๆ กับท่อพลาสติกหลากสีสัน พร้อมธงชาติยูเครนที่เขียนข้อความ (แสดงออกถึงการต่อต้านสงคราม) ประตูไม้บานใหญ่แบบดั้งเดิมของอาคารทาด้วยสีเหลืองสดใส เปิดอ้ารอให้คนที่สนใจเข้าชม มีนักท่องเที่ยวมากมายยืนต่อแถวรอคิวอยู่ด้านหน้า ใช่ครับ มันฟรีคนเลยเยอะ โดยปกติแล้วการตกแต่งหน้าอาคารนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกปีจากศิลปินจากทั่วทุกมุมโลก ในปี 2022 นี้เป็นผลงานการแปลงโฉมของศิลปินจากประเทศฟินด์แลน

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2022
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2021
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2019 ผลงานของ Kaya Kralova และ Eve Tesorio
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
ด้านหน้าอาคารปี 2016 ผลงานของ Eve Tésorio, Vic Oh, Kaya Kralovaและt Yépar

Inside Out

“ลุยว่ะพี่…” หลังจากเดินลอดผ่านประตูสีเหลืองมัสตาร์ดเข้ามาด้านใน สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือโถงบันไดของอาคารที่แต่งแต้มสีสันจนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัย ตั้งแต่ลูกบันได แม่บันได ราวจับ ลามไปยันผนังทั้งผืน แต่ละชั้นก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ศิลปินที่สร้างสรรค์มันขึ้นมา 

แต่ละชั้นภายในตึกหมายเลข 59 ทุกพื้นที่จัดสรรให้ศิลปิน เพื่อนำมาเป็นพื้นที่รังสรรค์งานส่วนตัว ตลอดจนขายผลงานให้ผู้ที่อยากครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด พวงกุญแจ ภาพปรินต์ผลงาน แม้กระทั่งผลงานจริง ๆ ก็ขาย ซึ่งศิลปินที่เป็นเจ้าของมุมนั้น จะจัดพื้นที่ตรงนั้นยังไงก็ได้ 

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

สำหรับเรา การได้มองพื้นที่ที่ศิลปินใช้ทำงานจริง ๆ เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนและแนวทางการทำงานของศิลปินคนนั้น ระหว่างเดินไปตามพื้นที่ต่าง ๆ บางพื้นที่ก็มีศิลปินนั่งทำงานให้เห็นกันซึ่งหน้า และสัมผัสบรรยากาศกันอย่างโจ่งแจ้ง บางคนก็จับคู่สนทนากันพร้อมจิบกาแฟ ซึ่งระบบการจัดการพื้นที่ของ 59 Rivoli เป็นระบบหมุนเวียนสับเปลี่ยน ทุก ๆ 3 เดือนจะมีการผลัดเปลี่ยนให้ศิลปินคนอื่น ๆ จำนวน 15 คน เข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อสร้างความหลากหลายและหมุนเวียนการแสดงออกของศิลปินด้วย

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส

นอกจากการแสดงผลงานศิลปะแล้ว แกลเลอรี่ยังสลับทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับนักดนตรี พวกเขาจัดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่นี่ได้ ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วต่อปีมีการจัดคอนเสิร์ตกว่า 100 ครั้ง

“เสียดายว่ะมาวันอังคาร อดดูคอนเสิร์ตเลย” เราบ่นให้พี่แกฟังเพราะเพิ่งรู้ข้อมูล

“เห็นว่าหลัง ๆ คอนเสิร์ตจัดน้อยลงนะ เพราะโควิด เห็นว่าปีที่แล้ว (ปี 2021) จัดแค่ 5 ครั้งเอง” 

ก็นั่นแหละครับ ทุกอย่างซบเซาเพราะโควิด-19 แต่ตอนนี้สถานการณ์โรคระบาดในฝรั่งเศสรวมถึงแถบยุโรปดีขึ้น ก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาคึกคักและครึกโครมเหมือนก่อนหน้า 

59 Rivoli ชุมชนศิลปะที่รวมศิลปินทั่วยุโรปและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ใจกลางปารีส
บรรยากาศคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในปี 2017
ภาพ : www.59rivoli.org

อาคารเลขที่ 59 แห่งนี้คือพื้นที่สำหรับการแสดงออกทางศิลปะร่วมสมัยของศิลปินทั่วยุโรป ที่มารวมตัวกันภายใต้ความมุ่งมั่นและจุดหมายเดียวกัน ต่างก็ยอมรับและเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของศิลปินที่อาศัยร่วมกัน และพวกเขาถักทอสานสัมพันธ์ทางศิลปะกับกลุ่มศิลปินอื่น รวมถึงเหล่าผู้รักงานศิลป์ทั่วโลก 

“จ๊าบว่ะ”   

: )

– ใช้ชีวิตให้สนุกนะครับ –

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พชรพงษ์ จันทรา

อดีตสถาปนิกจากเชียงใหม่ ผันตัวมาเป็นนักเรียนอีกครั้งที่ฝรั่งเศส ผู้ใช้ศิลปะและเพลงร็อกเป็นพลังงานขับเคลื่อน เพิ่งเริ่มเป็นนักเดินทางได้ไม่นาน แต่โดนกรุงปารีสตกซะจนไม่อยากไปไหน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load