ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เป็นการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ ถ่ายทอดผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และศักยภาพที่ทำให้โลกน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South cooperation) เป็นกลไกหนึ่งที่ผลักดันในความช่วยเหลือดังกล่าว สามารถดำเนินงานประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ตั้งแต่ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปไกลจนถึงแอฟริกาได้

โครงการพัฒนาศูนย์ผลิตขาเทียมในบุรุนดี

โครงการพัฒนาศูนย์ผลิตขาเทียมในเซเนกัลและบุรุนดี เป็นความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับเซเนกัลและบุรุนดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2552 จากการดำเนินงานของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) มีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการทำขาเทียมของไทยแบบไร้พรมแดน

หนึ่งในผู้ที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้คือ รศ.นพ.วัชระ รุจิเวชพงศธร กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (มูลนิธิขาเทียมฯ)

ความตั้งใจในการพัฒนาช่างทำขาเทียม

‘ขาเทียม’ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้พิการในประเทศแถบแอฟริกา โดยปกติมักจะได้รับจากการออกหน่วยพยาบาลของประเทศจากยุโรปและอินเดีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยเห็นว่า ประเทศแถบแอฟริกาควรมีการพัฒนาเรื่องขาเทียมให้ยั่งยืนเพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก

มูลนิธิขาเทียมฯ  ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการผลิตขาเทียมที่มีคุณภาพและราคาถูก มีความพร้อมในการส่งต่อองค์ความรู้ สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นหน่วยงานที่ทำขาเทียมมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้กับผู้พิการมากกว่า 3,000 ราย

พ.ศ. 2552 นอกจากเซเนกัลแล้ว ทางกระทรวงกลาโหมจากบุรุนดีได้ส่งคำขอความช่วยเหลือด้านการพัฒนาคนด้านการผลิตขาเทียมมายังมูลนิธิขาเทียม

ในการดำเนินการโครงการระยะแรก ไทยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปที่เซเนกัลดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และนำข้อมูลกลับมาเพื่อวางแผนโครงการต่อไป

ไม่เพียงแค่การพัฒนาคนเท่านั้น แต่ในประเทศเหล่านี้ยังมีแผนขยายพื้นที่ให้บริการ สร้างอาคารเพิ่มเติม โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงวัสดุตั้งต้นในการทำขาเทียมอีกด้วย

ความช่วยเหลือจากไทย คือ การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเซเนกัล-บุรุนดี เพื่อพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถ นำไปพัฒนา สร้างแขนขาเทียมเพื่อคนในประเทศต่อไป โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

จุดเริ่มต้นความร่วมมือ ไทย-เซเนกัล-บุรุนดี

“โครงการนี้ช่วยสร้างช่างทำขาเทียมให้ประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและยังมีสงครามระหว่างประเทศ จึงมีทหารที่สูญเสียขาเยอะมาก” คุณหมอวัชระบอกเล่าความเป็นมาของโครงการ

“โครงการขาเทียมที่บุรุนดีเกิดขึ้นก่อนผมจะมาช่วยงานที่นี่ เราเคยอบรมช่างไปแล้ว 9 คน ส่วนเซเนกัล ผมได้ร่วมตั้งแต่ต้น จากการพูดคุยกับท่านทูตไทยที่เซเนกัลในตอนแรก เราอยากช่วยให้เขามีทรัพยากรมนุษย์ที่ทำขาเทียมให้คนพิการได้ และวันหนึ่งเขาควรยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง จนสุดท้ายเขาก็ตั้งมูลนิธิทหารผ่านศึก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับมูลนิธิขาเทียมของเราได้ เราทำขาเทียมให้ฟรีสำหรับทุกคน แต่เขาทำให้ทหารพิการฟรี ชาวบ้านก็คิดเงินบ้าง เพื่อความอยู่รอดของมูลนิธิ”

สำหรับโครงการขาเทียมที่เซเนกัลนั้น ได้เริ่มเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ใน พ.ศ. 2553 (เริ่มต้น พ.ศ. 2523) ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเซเนกัล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ ร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยร่วมกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ผลิตขาเทียมให้กับมูลนิธิเพื่อทหารทุพพลภาพและพิการ (Fondation des Invalides et Mutilés Militaires du Sénégal) ที่โรงพยาบาลทหาร Ouakam ณ กรุงดาการ์ เพื่อเป็นศูนย์ผลิตขาเทียมสำหรับทหารทุพพลภาพและผู้พิการของเซเนกัลและเป็นการสร้างและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับผู้พิการ รวมทั้งเผยแพร่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ของไทย ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเซเนกัลและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในภายใต้กรอบความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South cooperation) และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ได้มีพิธีเปิดศูนย์และส่งมอบศูนย์ให้กับฝ่ายเซเนกัล โดยนาย Modou DIAGNE Fada รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเซเนกัล พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการกอง Gendarmerie และแม่ทัพภาคที่ 1  เป็นตัวแทนฝ่ายเซเนกัล 

“โดยการตั้งโรงงานผลิตขาเทียมที่เซเนกัลนั้น เราได้เข้าไปดำเนินการตั้งแต่ส่งคนไปสำรวจพื้นที่และหารือเรื่องแผนงาน รวมทั้งพัฒนาบุคลากรของเซเนกัล นอกจากนี้ ยังได้ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเซเนกัล มาดูงานการผลิตขาเทียมที่ไทยด้วย เพื่อให้ระดับผู้บริหารได้เห็นและเข้าใจว่าการผลิตขาเทียมต้องการมีการบริหารจัดการอย่างไรบ้าง และตระหนักถึงแนวทางและเหตุผลความจำเป็นในเรื่องขาเทียม นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาบุคลากรให้แก่เจ้าหน้าที่เซเนกัล โดยสนับสนุนทุนศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร Bachelor of Prosthetics and Orthotics Programme ณ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร มหาวิทยาลัยมหิดล ให้แก่ Mrs. Khadidatou Tall เพื่อจะได้รู้จริงและกลับไปบริหารศูนย์ได้

คุณหมอวัชระ กำลังตรวจผู้ป่วยที่เข้ารับขาเทียม

“ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 เซเนกัลส่งคนมาอบรมกับมูลนิธิฯ แล้ว 7 คน และได้ก่อตั้งโรงงานการทำขาเทียมในประเทศ การทำงานค่อนข้างเป็นไปด้วยดี TICA และมูลนิธิขาเทียมฯ ได้มีการวางแผนร่วมกันว่า ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทยเราคือ เราจะเน้นการพัฒนาคน โดยการให้องค์ความรู้เพื่อที่จะได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตนเองได้ และสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ได้ ทุกประเทศในแอฟริกาก็ต้องการ และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุดคงจะต้องให้มีศูนย์กลางอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อเป็นตัวถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกาได้  ประกอบกับระยะทางไกล คงจะเป็นเรื่องยากที่เราจะส่งผู้เชี่ยวชาญไปปฏิบัติงานเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น จึงมีแผนที่จะให้เซเนกัล ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยได้เข้าไปช่วยตั้งศูนย์ผลิตขาเทียมให้แล้ว เป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในแถบแอฟริกาตะวันตก ดังนั้น เราจึงเริ่มที่จะพัฒนาบุคลากรของเซเนกัลให้มีความรู้ความเข้าใจในการทำขาเทียมก่อน”

นอกจากผู้พิการจากเหตุของสงครามแล้ว ประเทศแถบแอฟริกาใต้ก็มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกหลายโรค บางคนอาจถึงขั้นต้องตัดแขนขาที่เป็นแผลทิ้ง และกลายเป็นผู้พิการในเวลาต่อมา

“โรคเบาหวานเป็นโรคทุกระบบ อาการจึงเกิดได้ทั้งหัวใจ ความดัน ไต เส้นเลือดตีบ ตามมาด้วยเส้นประสาทเสีย ซึ่งจะทำให้ไม่มีความรู้สึกที่เท้า เมื่อเกิดแผลผู้ป่วยจะไม่รู้สึก บางทีแผลเน่ามีหนอนอยู่ด้านใน เขาก็ยังไม่รู้เลย พอถูกตัดขาข้างหนึ่ง คุณภาพชีวิตก็แย่ บางคนนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วปัญหาอื่น ๆ ก็ตามมา บางคนใช้ขาเดียวเดิน น้ำหนักก็จะไปลงอีกข้างหนึ่ง พอตัดข้างหนึ่งแล้ว ข้างที่เหลืออยู่ก็จะเหลือนิ้วแค่ 2 นิ้วบ้าง 3 นิ้วบ้าง แล้วก็ค่อย ๆ ตัดสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เราพบว่าประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเบาหวานมักถูกตัดขา 2 ข้าง ซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งเลย เพราะเขาไม่ได้ออกกำลังกาย ภาวะต่าง ๆ ในร่างกายก็ทรุดโทรมลงตามกันไป”

กว่าจะเป็นช่างทำขาเทียม

ปีนี้มูลนิธิขาเทียมฯ มีนักเรียนจากแอฟริกา 5 คน เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่เซเนกัลและบุรุนดี พวกเขาเดินทางไกล ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้การเดินทางมาประเทศไทยไม่ง่ายอย่างที่เคยเป็นมา นักเรียนทั้ง 5 คนอยู่ระหว่างการเรียนที่เชียงใหม่ ฝึกอบรมในหลักสูตรพื้นฐาน โดยจะได้เรียนรู้การทำทั้งหมด 4 แบบ คือ ขาเทียมระดับข้อเท้า ขาเทียมระดับใต้เข่า ขาเทียมระดับเหนือเข่า และขาเทียมระดับเข่า เพื่อกลับไปทำขาเทียมได้ตามมาตรฐานที่ประเทศของตัวเอง

หลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิขาเทียมฯ ได้ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากแอฟริกาไปแล้วหลายรุ่นและหลายหลักสูตร รวมถึงหลักสูตรยาก ๆ อย่างการต่อขาที่ปรับระดับสะโพก ซึ่งในไทยเองก็ยังมีช่างทำได้น้อยมาก

คุณหมอวัชระ กำลังอบรมความรู้เรื่องขาเทียมแก่นักเรียนทุนจากประเทศเซเนกัลและบุรุนดี

คุณหมอวัชระพูดถึงอุปสรรคในการเรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรมากนอกจากเรื่องการสื่อสาร เพราะผู้อบรมใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก จึงสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่คล่องนัก แต่เนื่องจากการเรียนรู้ส่วนใหญ่เป็นการดูและทำตามเพื่อสร้างทักษะ และด้วยความตั้งใจจริงของผู้เรียน ภาษาจึงไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ และเนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตขาเทียมได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก ดังนั้น การอบรมนี้จึงเป็นการเติมเต็มเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อองค์ความรู้การผลิตขาเทียมในเซเนกัลจะได้ก้าวทันเทคโนโลยี

รู้สึกดีที่ได้มาเรียนรู้เรื่องขาเทียม

ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุนจากโรงพยาบาลทหาร ซึ่งมีคนไข้ที่ต้องการขาเทียมอยู่

Fabrice Ntakayiruta เป็นพยาบาลจากโรงพยาบาลทหาร Kamenge ในบุรุนดี เขาอยากมีประสบการณ์ทำขาเทียมเลยมาเรียนรู้เพิ่มเติม และมีความสุขมาก ๆ ที่ได้มาเรียนรู้การทำขาเทียมในประเทศไทย

Cheikh A.K.D Diakhate นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลทหาร Ouakam ในเซเนกัล เขาสนใจขาเทียม และคิดว่าเป็นโอกาสดีที่ได้มาที่นี่เพื่อเรียนรู้เรื่องขาเทียม

Frank Nzohabonimana นักกายภาพบำบัดฝึกหัดจากบุรุนดีบอกกับเราว่า การได้มาเป็นนักกายภาพบำบัดคือความใฝ่ฝันของเขา การได้ไปทำงานที่โรงพยาบาลทำให้เขาเห็นผู้ป่วยที่ต้องการขาเทียมจำนวนมาก เขาตื่นเต้นที่ได้มาเรียนรู้การทำขาเทียมครั้งนี้ การได้เจอครูที่ดีและการได้มาที่ประเทศไทยจึงทำให้เขามีความสุขมาก

El Hadji Malick Fall เล่าว่า การทำงานเป็นพยาบาลในเซเนกัลทำให้เขาเห็นผู้พิการจำนวนมาก ขาเทียมจึงกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขา

Venuste Ribakare “ผมได้ประโยชน์เยอะมาก มีความสุขมาก เอาความรู้กลับไปใช้ได้เยอะมาก” พยาบาลจากบุรุนดีคนนี้บอกกับเราด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

ผู้เข้ารับการอบรมพูดเหมือนกันว่า ประเทศของพวกเขามีผู้พิการจากการทำสงครามจำนวนมาก และในช่วงนี้พวกเขากำลังเรียนรู้เรื่องการทำขาเทียมส่วนเหนือเข่ากันอยู่ ถึงแม้จะมีความยากอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็คิดว่ากำลังเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เมื่อจบการอบรมแล้ว พวกเขาก็จะกลับไปยังประเทศของตนเพื่อสร้างขาเทียมให้แก่ผู้ป่วยที่มีความต้องการต่อไป

ก้าวต่อไปของโครงการ

“เมื่อจบหลักสูตร นักเรียนกลุ่มนี้ก็จะกลับ แล้วจะมีนักเรียนกลุ่มใหม่มาเรียนรู้ในหลักสูตรที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรียนรู้การทำแขนเทียม” คุณหมอวัชระพูดถึงก้าวต่อไปของโครงการ หลังจากช่วงมิถุนายน พ.ศ. 2565 ที่ทางมูลนิธิขาเทียมฯ และ TICA จะยังคงส่งต่อองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

โครงการขาเทียมนับเป็นความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพทางสาธารณสุข ไทย-เซเนกัล-บุรุนดี ที่จะยังคงดำเนินการต่อไป และจะมีการนำเสนอแนวทางการพัฒนาต่อไปในงาน Global South-South Development Expo 2022 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 – 14 กันยายน พ.ศ. 2565

ภาพ : TICA

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  

และ (4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

Avatar

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
568

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load