6 สิงหาคม 2564
10 K

การออกเดินทางตามหาชีวิตในฝัน ไม่ได้เป็นเรื่องของคนวัยต้น 20 เท่านั้น

หลังเรียนจบปริญญาโท สาขาวิศวกรรมและระบบการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ปิ๊ก-พุทธิภูมิ อาษานอก บังเอิญเลื่อนหน้าฟีดเฟซบุ๊กไปเจอรายละเอียด ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ เขาจึงอยากลองทำตามสิ่งที่ตัวเองฝันผ่านการเป็นอาสาสมัครในวัย 34 ปี 

ชีวิตของเขาเปลี่ยนจากวิศวกรเครื่องกลธรรมดาๆ ที่ทำงานในไซต์ก่อสร้าง สู่การเป็นอาสาสมัครนักพัฒนาการเกษตร นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาประยุกต์ใช้กับปัญหาที่เจอ และมีอิสระในการจัดสรรเวลา เพื่อใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมและระบบการเกษตร ตามหาความต้องการของตัวเองในต่างแดน

หนุ่ม ป.โทวิศวะ กับชีวิตอาสาสมัครจากเมืองไทย ไปแก้ปัญหานานาชนิดให้เกษตรกรในแอฟริกา
หนุ่ม ป.โทวิศวะ กับชีวิตอาสาสมัครจากเมืองไทย ไปแก้ปัญหานานาชนิดให้เกษตรกรในแอฟริกา

ปิ๊กเดินทางไปเป็นอาสาสมัครที่เมืองจาโกโตเม่ (Djakotomey) สาธารณรัฐเบนิน ซึ่งน้อยคนนักจะรู้จัก เบนินเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตก มีพรมแดนติดต่อประเทศโตโกทางตะวันตก ประเทศไนจีเรียทางตะวันออก และประเทศบูร์กินาฟาโซกับประเทศไนเจอร์ทางเหนือ และเป็นประเทศที่ 3 ในแอฟริกาที่ TICA ส่งอาสาสมัครไปปฏิบัติงาน 

เป้าหมายคือ ตั้งศูนย์เรียนรู้การเกษตร เพื่อพัฒนาชุมชนยั่งยืนสำหรับเกษตรกรในท้องถิ่น งานอาสาสมัครของปิ๊กจึงเริ่มต้นจากศูนย์ เขาต้องลงพื้นที่ไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับเกษตรกร เพื่อหาข้อมูลว่าท้องถิ่นมีทรัพยากรอะไร ปัญหาของชุมชนคืออะไร และต้องการความช่วยเหลือด้านไหน ให้สอดคล้องกับการพัฒนาชุมชนตามหลักการ ‘ระเบิดจากข้างใน’

เบนินมีประชากรประมาณ 10 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำการเกษตร แต่เนื่องจากระบบชลประทานไม่ดีนัก และปริมาณน้ำฝนต่อปีก็น้อย จึงนิยมปลูกพืชไร่ที่ชอบน้ำน้อย เช่น ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นอาหารหลักของเขาด้วย

เมืองที่ปิ๊กไปอยู่เป็นพื้นที่ราบสูง หาแหล่งน้ำได้ยากกว่าเมืองอื่นๆ ผลผลิตทางการเกษตรที่ออกมาก็ขายไม่ดี เกษตรกรมีรายได้น้อย

นี่คือความท้าทายที่ปิ๊กและเพื่อนๆ อยากอาสาพัฒนาให้สำเร็จ

หนุ่ม ป.โทวิศวะ กับชีวิตอาสาสมัครจากเมืองไทย ไปแก้ปัญหานานาชนิดให้เกษตรกรในแอฟริกา

สร้างศูนย์ จากศูนย์

TICA ไม่เคยส่งอาสาสมัครไปที่เบนินมาก่อน และไม่มีศูนย์เรียนรู้การเกษตรอยู่เลย อาสาสมัครจึงต้องศึกษาเพิ่มเติมและเรียนรู้จากการไปปฏิบัติงานเอง นี่คือความท้าทายอย่างแรกๆ ที่เจอ แต่ถึงอย่างนั้น ปิ๊กและเพื่อนอาสาสมัครรุ่นเดียวกัน คือ ปภังกร โพธารส เป็นอาสาสมัครไทยรุ่นแรก ต้องร่วมกันทำงานตั้งแต่การวางแผนงาน กางแผนที่ศึกษาภูมิประเทศอย่างจริงจัง หาคนในท้องถิ่นมาเป็นเครือข่ายช่วยสนับสนุนการทำงาน และผูกมิตรกับผู้คนในชุมชน ความท้าทายอีกอย่างของทั้งคู่คือภาษา เพราะเบนินใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ แต่คนส่วนใหญ่ใช้ภาษาท้องถิ่น จึงต้องมีคนมาช่วยสื่อสาร

ปิ๊กเลยเปรียบว่า ถ้าไม่ผูกมิตรกับคนในท้องถิ่น เขากับเพื่อนก็คงเหมือนลอยคออยู่ในทะเล ไม่รู้จะไปทางไหน

เมื่อมีมิตรและเครือข่ายในพื้นที่แล้ว งานต่อไปคือสร้างความคุ้นเคย เข้าใจภูมิสังคมและภูมิประเทศของเมืองจาโกโตเม่ (Djakotomey) ก่อน

ปิ๊กเตรียมตัวมาสอนเต็มที่ แต่เขาก็ต้องอิงการทำงานมวลชนสัมพันธ์ คอยถามไถ่ถึงปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่จริงๆ อยู่ดี

“เราไม่เอาเทคนิคสูงๆ ไปเลย หัวใจหลักคือ เอาสิ่งที่เขามีในท้องถิ่นนี่แหละไปประยุกต์ให้เขาทำได้ เห็นแล้วทำตามได้ ถ้าเขาเอาไปทำต่อ นั่นก็คือโครงการสำเร็จ”

ปิ๊กได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาพื้นที่การเกษตร จากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง (ศปร.) กองบัญชาการกองทัพไทย ว่า หลักในการเลือกพื้นที่เพื่อจัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้ต้องหาพื้นที่ของเกษตรกรเอง เพราะถ้าใช้พื้นที่ของรัฐบาล ต้องมีคนดูแล มีค่าใช้จ่ายตามมามากมาย และไม่เกิดการส่งต่อความรู้ระหว่างเกษตรกรกันเองเท่าที่ควร รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่ปิ๊กสรรค์สร้างและประดิษฐ์ขึ้นอาจสูญหายได้ การเข้าหาเกษตรกรโดยตรงจึงเป็นวิธีให้ความรู้เพื่อสร้างความยั่งยืนแท้จริง

เกษตรกรในท้องถิ่นคือคนที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ต่อไป ปิ๊กจึงต้องหาเกษตรกรตัวอย่าง รับหน้าที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและส่งต่อความรู้ให้คนในชุมชนต่อไปได้ แล้วเขาก็เจอสองเกษตรกรหัวไวใจสู้อย่าง ไลออน กับ มาคุนา

เมื่ออาสาสมัครเพื่อนไทยได้พื้นที่ที่เหมาะสมและเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่นแล้ว ปิ๊กกับเพื่อนก็เข้าไปสอบถามถึงสิ่งที่เขายังขาด เพื่อนำความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้

คนแอฟริกันส่วนใหญ่อาศัยรวมกันเป็นหมู่บ้าน มากกว่าแยกไปอยู่ในพื้นที่ทำเกษตรแบบครอบครัวเดี่ยว แต่พื้นที่ทำการเกษตรของไลออน เป็นทั้งบ้านและสวนส้มในพื้นที่เดียวกันเขาจึงใช้ชีวิตอยู่กับสวนส้มตลอดเวลา ซึ่งตรงตามโจทย์ที่ต้องการ แต่ด้วยพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ ทาง TICA จึงเข้าไปช่วยขุดบ่อน้ำบาดาลให้

ส่วนพื้นที่ของมาคุนาต่างออกไป เขาเลี้ยงสัตว์ มีความรู้เรื่องเลี้ยงและผสมพันธุ์แพะเป็นอย่างดี เขามีบ่อน้ำบาดาลลึก 50 เมตร แต่ไม่มีระบบน้ำที่ดี การให้น้ำแพะและไก่หลายๆ ตัวจึงต้องใช้ปั๊มน้ำ ซึ่งมีราคาแพงและต้องใช้น้ำมันที่ต้องซื้อหา หากวันไหนเครื่องเสีย มาคุนาก็ซ่อมเองไม่ได้ ทาง TICA จึงสนับสนุนระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยปั๊มน้ำอัตโนมัติ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำต้นแบบพื้นที่ตามความต้องการจริงๆ

“ถ้าเราเอารถแทรกเตอร์ไปให้ เขาไม่ใช้หรอก เพราะน้ำมันมันแพง ใช้ได้ประมาณเดือนสองเดือนก็คงจอดทิ้งไว้ เราต้องลงพื้นที่ก่อนว่าเขาต้องการอะไร ไม่ยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้ นี่คือสิ่งที่ท้าทาย งานอาสาสมัครของผมเป็นแบบนี้แหละ”

ลองผิดลองถูกที่จาโกโตเม่

เมื่อปิ๊กเก็บข้อมูลทางภูมิศาสตร์และภูมิสังคม รู้จักนิสัยใจคอ ธรรมชาติของคนท้องถิ่นในเมืองจาโกโตเม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสำรวจว่า นอกจากปัญหาเรื่องน้ำแล้ว พวกเขาขาดและต้องการอะไรอีก ปัญหามีอยู่ตรงไหน แล้วอะไรเป็นปัญหาเร่งด่วน จึงลงมือแก้ไขปัญหานั้นทันที

ในตอนแรก เขาตั้งใจจะมาสอนการทำปุ๋ยชีวภาพสูตรต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากยูทูเบอร์เกษตรกรไทย เพื่อให้เกษตรกรเบนินได้ผลผลิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น แทนที่จะใช้ยาฆ่าแมลงราคาแพง ต้องลงเงินทุนซื้ออีกไม่น้อย ควรจะใช้สิ่งที่เกษตรกรมีอยู่แล้วมาทดแทนเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง

เมืองจาโกโตเม่เป็นแหล่งปลูกส้มเปลือกหนา ไม่หวาน ราคาไม่ดี แทนที่จะปล่อยทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ ปิ๊กนำของเสียทางการเกษตรนี้มาผนวกกับการเผาถ่านจำนวนมากในเบนิน เกิดเป็นไอเดียทำ ‘น้ำส้มควันไม้’

“ผมก็เพิ่งเคยทำน้ำส้มควันไม้ที่เบนินนี่แหละ ลองผิดลองถูกจนสำเร็จ”

พอเกิดเตาน้ำส้มควันไม้ขึ้นหนึ่งเตา เกษตรกรก็พากันมาดูงานและนำไปทดลองใช้ บอกต่อกันปากต่อปาก จนกลายเป็นยาป้องกันศัตรูพืชชีวภาพที่แพร่หลายทั่วจาโกโตเม่ในเวลาต่อมา

เมื่อปิ๊กอยู่ได้ประมาณ 8 เดือน ทางทีม TICA และผู้เชี่ยวชาญจาก ศปร. ก็เดินทางมาติดตามผลงาน มีการจัดกิจกรรมสอนทำปุ๋ยชีวภาพให้เกษตรกรมาเข้าร่วม มีเกษตรกรและคนที่แจ้งความสนใจมาร่วมประมาณ 40 คน แต่มาจริงกว่าร้อยคน พอคนในท้องถิ่นรู้จักและไว้ใจนวัตกรรมของอาสาสมัครเพื่อนไทยมากขึ้น ปิ๊กกับเพื่อนจึงเดินหน้าแก้ไขปัญหาอื่นๆ ต่อทันที

แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือจากอดีตวิศวกร

พอได้รับกระแสตอบรับจากเกษตรกรอย่างล้นหลาม ปิ๊กเดินหน้าผลิตเครื่องไม้เครื่องมือทางการเกษตรทันที

เมืองจาโกโตเม่เป็นที่ราบสูง จึงขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ในขณะที่เมืองรอบข้างเป็นพื้นที่น้ำไหลทั้งหมด เมื่อคนในหมู่บ้านต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค จึงต้องเข็นรถไปขนน้ำนอกหมู่บ้านที่ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร เนื่องจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกครัวเรือน

“วันหนึ่ง บังเอิญผมลงพื้นที่ไปเจอแหล่งน้ำพอดี ผมเห็นว่าน้ำตรงนี้ไหลแรงดี ก็คิดว่าจะดึงน้ำขึ้นมาใช้ยังไง เพราะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอะไรทั้งสิ้น” ปิ๊กเล่าถึงโจทย์ใหม่

ปิ๊กเจอวิธีทำเครื่องตะบันน้ำ (Ram Pump) โดยบังเอิญในโลกออนไลน์ เขารีบไปซื้ออุปกรณ์สำหรับการทำเครื่องตะบันน้ำที่มีกลไกอย่างง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันราคาแพง เมื่อทำสำเร็จ ชาวบ้านก็ไม่ต้องเดินเข้าออกหมู่บ้านไปขนน้ำ ใช้น้ำจากก๊อกน้ำที่บ้านซึ่งเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้เลย

เรื่องต่อมาที่ต้องจัดการคือ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีมากเกินความต้องการ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้เพิ่ม วิธีง่ายที่สุดและเหมาะกับเมืองร้อนอย่างจาโกโตเม่คือการตากแห้ง โดยปกติคนในพื้นที่ตากแห้งพริกและมะเขือเทศกันอยู่แล้ว แต่ความร้อนอาจยังไม่มากพอ ปิ๊กจึงชวนเกษตรกรสร้างเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์จากไม้และกระจก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การแปรรูป

“มันร้อนแน่นอน ร้อนกว่าข้างนอกประมาณสิบห้าองศาเซลเซียส ถ้าข้างนอกอุณหภูมิสามสิบห้าองศาเซลเซียส ข้างในก็ประมาณห้าสิบองศาเซลเซียส ฝนตกหรือแดดออกก็ไม่กลัว เพราะผลผลิตอยู่ข้างใน มีไม้ปิดรอบด้านอยู่แล้ว” ปิ๊กบรรยายคุณสมบัติเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประดิษฐ์ได้โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น

เครื่องมือชิ้นสุดท้าย ปิ๊กบอกว่าเป็นเหมือนงานอดิเรกมากกว่าการทำงาน โจทย์มาจากความหงุดหงิดของปิ๊กที่เห็นเกษตรกรที่นั่นถือแค่ ‘จอบ’ จัดการพื้นที่ไร่นาที่กว้างใหญ่ เขาจึงอยากหาวิธีทุ่นแรงแบบอื่น 

ทีแรกเขานึกถึงการใช้ควายไถนาแบบไทย แต่แทนที่จะใช้ควายเป็นต้นกำลังในการลาก เขาเลือกใช้มอเตอร์ไซค์ และจำเป็นต้องมีเหล็กเป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องมือสำคัญในการไถพรวนอย่างผานไถนา แต่ในแอฟริกาเหล็กราคาแพงมาก ปิ๊กจึงมองหาบางอย่างมาทดแทน นั่นคือแหนบรถยนต์จากร้านขายของเก่า

“นี่แหละ จุดที่ทำให้ผมเข้าไปยุ่งกับเหล็ก” ปิ๊กเล่าถึงงานใหม่ “ผมปวดหัวมากเพราะมันค่อนข้างยุ่งยาก หลายขั้นตอน พอเอาไปให้ช่างตีให้ก็ไม่ได้ตามแบบที่ต้องการ ต้องแก้หลายรอบ สุดท้ายก็สำเร็จ ตอนนี้เขาก็ยังใช้กันอยู่ครับ”

ตามหาชีวิตในฝันจากงานอาสาสมัคร

ด้วยเสน่ห์ของเมืองจาโกโตเม่ ผู้คนที่ปิ๊กไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย และความชอบงานอาสาสมัคร ทำให้เขาใช้เวลาอยู่กับโครงการที่เบนินเกือบ 2 ปีก่อนเดินทางกลับมาประเทศไทย ถ้าเป็นคนอื่น คงเริ่มทำงานตามสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ปิ๊กยังคงหลงรักงานอาสาสมัคร จึงหาโครงการใหม่ และได้ไปเป็นอาสาสมัครอีกครั้งที่ภูฏาน เขาเล่าให้เราฟังว่า การเป็นอาสาสมัครแบบนี้ทำให้เขาได้เจอคนหลากหลายแบบ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และบทเรียนชีวิตที่มีคุณค่ากลับมามากมาย

นอกจากนี้ หลังจากที่ปิ๊กกลับจากการปฏิบัติงานแล้ว TICA ได้ให้โอกาสปิ๊กร่วมนำเสนอบทบาทของอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่ไปปฏิบัติงานภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่เบนิน ในงานวันสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ (UN Day for South-South Cooperation) เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563 และการเปิดตัวหนังสือ South-South in Action (SSiA) ภายใต้หัวข้อ “South-South Volunteering as a driving force for development: Experiences from Asia and the Pacific” ซึ่ง TICA จัดร่วมกับสำนักงานสหประชาชาติ เพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ (UNOSSC) และโครงการอาสาสมัครของสหประชาชาติ (UNV) จัดงานดังกล่าวขึ้นที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการยอมรับและชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก

พุทธิภูมิ อาษานอก อาสาสมัครเพื่อนไทย เดินทางไปแก้ปัญหาสารพัด ตั้งแต่เรื่องน้ำ เครื่องมือเกษตร และการแปรรูปผลผลิตให้ชาวเบนิน
พุทธิภูมิ อาษานอก อาสาสมัครเพื่อนไทย เดินทางไปแก้ปัญหาสารพัด ตั้งแต่เรื่องน้ำ เครื่องมือเกษตร และการแปรรูปผลผลิตให้ชาวเบนิน

ปิ๊กพูดถึงข้อดีของการเป็นอาสาสมัครว่า “หนึ่ง คุณจะสร้างความเป็นผู้นำในตัวเองได้ เพราะคุณอยู่ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านพ่อเมืองแม่ ต้องอยู่ตัวคนเดียว ดูแลเรื่องความปลอดภัย การกินอยู่เอง สอง มีเวลากับตัวเอง ถ้าอยู่ในการทำงานปกติ ผมคงเรียนนอกตำราไม่ได้เลย แต่ตอนที่ผมอยู่แอฟริกา ผมชอบมากเลย เพราะมีเวลาว่าง เนื่องจากไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีที่ให้ไป ไม่มีที่ให้ใช้เงินด้วย ผมเลยเรียนออนไลน์ เรื่องระบบอัตโนมัติ ระบบคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม (PLC) ได้ จนผมทำเป็นหมดเลย เพื่อปรับใช้ในการแก้ปัญหาในท้องถิ่น”

แต่การทำงานอาสาสมัครก็ไม่ง่าย ปิ๊กย้ำว่า ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ากำลังจะเจอปัญหาบางอย่างแน่ๆ แต่ต้องไม่เก็บปัญหาเอาไว้ในหัวอย่างเดียว ต้องหาทางร่วมกันแก้ไข เมื่อพวกเขาได้ทดลองและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง พวกเขาจะสนุกกับงาน สนุกกับสิ่งต่างๆ รอบตัว สร้างความภูมิใจให้กับตัวเองที่ได้ช่วยเหลือและแบ่งปันความรู้ให้กันและกัน เมื่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและรายจ่ายลดลง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนที่ ‘หัวไวใจสู้’ เหมือนกัน ก็น่าลองสมัครและเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทยดูสักครั้ง

ภาพ : พุทธิภูมิ อาษานอก

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน

ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 สิงหาคม 2564 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือคลิกที่นี่

Writer

Avatar

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
98

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load