29 กรกฎาคม 2564
2 K

หลายคนมีความฝันอยากออกเดินทางไปใช้ชีวิต สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ในต่างประเทศ สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่คิดแล้วไปได้ทันที แต่หลายคน มันคือฝันที่ไกลเกินเอื้อม

โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน ก็เป็นอีกคนที่อยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดน แต่โดยฐานะทางการเงินของครอบครัว หากเธออยากไป ก็ต้องหาผู้สนับสนุนให้ได้ ในที่สุดเธอก็เจอโอกาสนั้น เลยได้ไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่เวียดนามอยู่ 1 ปีเต็ม จนถึงวันนี้ โอกาสครั้งนั้นก็เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เธอได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเติมเต็มความฝันในฐานะอาสาสมัครเพื่อนไทย

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โบเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จากนั้นก็ทำงานประสานงานฝ่ายขายที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จนเธอเริ่มเครียด มีปัญหาสุขภาพ และรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่าง จนเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาภาษาไทย มศว. ติดต่อมาชวนให้เธอสมัคร ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นการส่งเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 35 ปี ไปเป็นอาสาสมัครในต่างแดน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านแถบลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประเทศที่มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับประเทศไทยในภูมิภาคอื่นๆ อาทิ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ภูฏาน ติมอร์-เลสเต ในแอฟริกา ได้แก่ เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ปฏิบัติงานในสาขาต่างๆ เช่น สาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท มีงานที่หลากหลาย เช่น อาสาสมัครด้านศิลาวรรณา (ธรณีวิทยา) และอาสาสมัครสอนดนตรีพื้นเมืองและดนตรีสากลที่ สปป.ลาว อาสาสมัครด้านสาธารณสุขที่ภูฏาน อาสาสมัครนักพัฒนาชุมชนที่เวียดนาม อาสาสมัครนักพัฒนาการเกษตรที่เบนินหรือเลโซโท และมีอาสาสมัครสอนภาษาไทยจำนวนมากที่สุด

โบพบว่า นี่คือโอกาสอันดีที่จะพาเธอออกจากความเหนื่อยล้าของการทำงาน ไปสู่การใช้ชีวิตต่างแดนแบบที่เคยฝัน ค้นหาแรงบันดาลใจให้ชีวิต แม้ว่าจะเป็นการไปในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งอาจจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่การไปใช้ชีวิตในต่างแดนครั้งนี้โบจะไปในฐานะ ‘ผู้ให้’ ก็น่าจะทำให้เธอได้รับประสบการณ์ล้ำค่ากลับมา

“ถ้าหากไม่ใช้โอกาสนี้ เราจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่” โบพูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้

ซินจ่าวเวียดนาม

โบแพ็กกระเป๋าบินตรงถึงนครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557 ภารกิจของเธอคือ เป็นผู้ช่วยสอนภาษาไทยที่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ณ นครโฮจิมินห์ บทบาทคล้ายๆ อาจารย์สอนภาษาให้ชาวต่างชาติในมหาวิทยาลัยของไทย

ก่อนไปเธอกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะนี่คือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ แต่พอมาถึง เธอก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้ด้วยความรวดเร็ว

เธอพักในบ้านเช่าร่วมกับอาสาสมัครร่วมโครงการอีกคนซึ่งต่อสัญญาอยู่เป็นปีที่สอง การมีพี่เลี้ยงเปี่ยมประสบการณ์ รวมถึงได้รับค่าตอบแทนรายเดือนจาก TICA แม้เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากมาย แต่ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้โบสนุกกับการใช้ชีวิตในนครโฮจิมินห์

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ครูอาสาในมหาวิทยาลัย

โบเล่าว่า งานสอนภาษาไทยด้วยภาษาไทยไม่ยากเลย เพราะนักศึกษาของเธอมีพื้นฐานภาษาไทยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย และอยากทำงานกับบริษัทไทยในเวียดนาม เนื้อหาที่โบต้องสอนคือ ภาษาไทยที่ใช้ในชีวิตประจำวันและระดับของภาษา หรือภาษาไทยเพื่อการสื่อสารนั่นเอง

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

อาสาสมัครไม่ต้องทำงานเต็มรูปแบบเหมือนอาจารย์ประจำคนอื่น โบสอนหนังสือวันละ 1 – 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 – 4 วัน การสอนแต่ละคาบใช้เวลา 50 นาที มีพักเบรก 10 นาที

นอกจากสอนภาษาไทยแล้ว โบยังสอนวัฒนธรรมไทย ทั้งเรื่องอาหารไทยและสอนรำไทย ซึ่งนักศึกษาต่างก็ชื่นชอบ

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ส่วนการใช้ชีวิตนอกห้องเรียน เธอบอกว่าคนเวียดนามจำนวนมากพูดภาษาไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้า แต่เธอก็พยายามฝึกภาษาเวียดนาม และใช้ภาษาเวียดนามในการสื่อสารเป็นหลัก จนคนเวียดนามชมว่า เธอผัน 6 เสียงของภาษาเวียดนามได้ชัดเหมือนคนท้องถิ่น

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โกโบผู้เป็นที่รัก

โก (Cô) คือคำเรียกคุณครูผู้หญิงในภาษาเวียดนาม โกโบ เป็นชื่อที่นักศึกษาเวียดนามใช้เรียกเธอนอกห้องเรียน นักศึกษาก็สนิทสนมกับโกโบ ถึงขั้นกล้าแนะนำครูในบางเรื่อง “อย่างคำว่า ดุ ภาษาไทยแปลว่า บ่น แต่คำนี้ในภาษาเวียดนามเป็นคำสบถ เขาเตือนเราว่า อย่าพูดคำนี้ดังในที่สาธารณะ เดี๋ยวคนเวียดนามจะหันมามองกันหมด” โบเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“บางทีเขาไปดูหนังหรือละครไทยที่กำลังดังในช่วงนั้น เช่น กวน มึน โฮ เขาก็มาถามเราว่า คนไทยพูดแบบนี้จริงหรือเปล่า แล้วต้องพูดอย่างไรให้เพราะขึ้น” โบเล่าต่อเรื่องความสนุกในการสอนภาษาไทยที่เวียดนาม อย่างเช่น คำหนึ่งที่ต้องตั้งใจอธิบายดีๆ คือคำว่า ‘ไป’ กับ ‘มา’ ซึ่งคนเวียดนามใช้สลับกับคนไทย

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม
ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

“โบมักจะทำตัวเป็นเหมือนพี่สาวพวกเขา มีเด็กหลายคนมาปรึกษาปัญหาเรื่องความรัก บางคนก็ปรึกษาว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศแต่มีเงินน้อยควรทำอย่างไร เราพยายามเปิดทุกช่องทางให้เด็กได้เข้ามาพูดคุย โดยมีกุศโลบายว่า ถ้าปรึกษาปัญหากับครูเยอะๆ เขาจะได้ทั้งคำปรึกษาและได้ฝึกภาษาไทยด้วย เพราะเขาต้องพูดภาษาไทยกับเรา”

พอมีเวลาว่าง เธอก็มักจะชวนเด็กๆ ออกไปเที่ยวสำรวจเมือง ทั้งไปชมและไปชิม

“เราชอบให้เด็กที่สนิทกันสลับกันพาไปดูวัฒนธรรมการกินในนครโฮจิมินห์ค่ะ บางทีก็ถามว่า ใครว่างบ้าง พาครูไปร้านกาแฟหน่อย เดี๋ยวครูเลี้ยง รอบๆ ตัวเมืองมีร้านกาแฟเยอะ ช่วงหยุดยาวก็ได้ไปเที่ยวต่างเมือง ได้ไปเมืองเว้ ทะเลทรายหมุยเน้ (หรือ มุ่ยเน่) แล้วก็เมืองดาลัด”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เรียนรู้กันและกิน

“อาหารเวียดนามที่โบชอบมากที่สุดคือ บุ๊นเด่ามั๊มโตม บุ๊น คือขนมจีน เด่า คือ เต้าหู้ มั๊มโตม คือ ปลาร้า แปลรวมๆ คือ ชุดเมี่ยงที่มีขนมจีนและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ เวลากินต้องเอาเครื่องเคียงหลากชนิดจิ้มน้ำปลาร้ายัดเข้าปากแบบเต็มคำ แต่ปลาร้าเวียดนามรสชาติเหมือนเอากะปิของไทยมาละลายน้ำ” โบเล่าต่อว่า นอกจากจะมาเรียนรู้อาหารเวียดนามแล้ว เธอยังเอาอาหารไทยไปเผยแพร่ด้วย

“โบสอนนักศึกษาทำอาหารไทย เมนูโปรดที่เขาเรียกร้องให้ทำบ่อยๆ คือผัดไทยกับส้มตำ โบเป็นคนใต้ โบมีพริกแกงจากใต้ติดไปด้วย เด็กๆ ชอบความเผ็ดของอาหารใต้ด้วย โบก็เลยเป็นครูที่เด็กอยากกินอะไรก็จะทำให้กินค่ะ”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เราจะกลับมาพบกันใหม่

โบใช้เวลาปฏิบัติภารกิจอาสาสมัครอยู่ที่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม 1 ปีเต็ม แล้วเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558 แม้จะผ่านมา 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงนั้นได้อย่างตื่นเต้นเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน

โบเล่าว่า วันไหนที่เธอรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน เธอมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่เป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม เพราะได้ทำงานดีๆ แบบไม่มีแรงกดดัน ได้อยู่ท่ามกลางคนรอบข้างที่ใจดีและเอ็นดูเธอ คอยไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่ตลอด จนเธอมักจะพูดทีเล่นทีจริงกับทีมงาน TICA อยู่เสมอว่า ถ้าวันไหนอยากหนีชีวิตการทำงานที่เมืองไทย เธอจะขอไปเป็นอาสาสมัครที่เวียดนามอีกรอบ

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

หากใครอยากไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม โดยเฉพาะที่นครโฮจิมินห์และนครดานัง โบยินดีแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตในเวียดนาม ที่เธอกับเพื่อนช่วยกันทำตอนเป็นอาสาสมัคร

“การไปเป็นอาสาสมัคร โบไม่อยากให้คาดหวังว่า จะไปเอาอะไร แต่ต้องคิดว่า เราจะเอาอะไรไปให้คนอื่น แล้วเตรียมตัวเตรียมใจไปว่า เราต้องไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เข้ามา เพราะคำว่า ‘อาสาสมัคร’ มีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า อาสาที่จะทำ และ สมัครใจที่จะไป”

โบไม่ได้การันตีว่าชีวิตอาสาสมัครที่แต่ละคนได้สัมผัสจะไม่เจอปัญหาหรือความยากลำบาก แต่เธอย้ำว่า งานอาสาสมัครจะทำให้ทุกคนได้พบคุณค่าในตัวเอง และได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน

ภาพ : อุมาภรณ์ สุขหวาน

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือ คลิที่นี่

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethec[email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load