หลายคนมีความฝันอยากออกเดินทางไปใช้ชีวิต สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ในต่างประเทศ สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่คิดแล้วไปได้ทันที แต่หลายคน มันคือฝันที่ไกลเกินเอื้อม

โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน ก็เป็นอีกคนที่อยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดน แต่โดยฐานะทางการเงินของครอบครัว หากเธออยากไป ก็ต้องหาผู้สนับสนุนให้ได้ ในที่สุดเธอก็เจอโอกาสนั้น เลยได้ไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่เวียดนามอยู่ 1 ปีเต็ม จนถึงวันนี้ โอกาสครั้งนั้นก็เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เธอได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเติมเต็มความฝันในฐานะอาสาสมัครเพื่อนไทย

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โบเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จากนั้นก็ทำงานประสานงานฝ่ายขายที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จนเธอเริ่มเครียด มีปัญหาสุขภาพ และรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่าง จนเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาภาษาไทย มศว. ติดต่อมาชวนให้เธอสมัคร ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นการส่งเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 35 ปี ไปเป็นอาสาสมัครในต่างแดน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านแถบลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประเทศที่มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับประเทศไทยในภูมิภาคอื่นๆ อาทิ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ภูฏาน ติมอร์-เลสเต ในแอฟริกา ได้แก่ เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ปฏิบัติงานในสาขาต่างๆ เช่น สาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท มีงานที่หลากหลาย เช่น อาสาสมัครด้านศิลาวรรณา (ธรณีวิทยา) และอาสาสมัครสอนดนตรีพื้นเมืองและดนตรีสากลที่ สปป.ลาว อาสาสมัครด้านสาธารณสุขที่ภูฏาน อาสาสมัครนักพัฒนาชุมชนที่เวียดนาม อาสาสมัครนักพัฒนาการเกษตรที่เบนินหรือเลโซโท และมีอาสาสมัครสอนภาษาไทยจำนวนมากที่สุด

โบพบว่า นี่คือโอกาสอันดีที่จะพาเธอออกจากความเหนื่อยล้าของการทำงาน ไปสู่การใช้ชีวิตต่างแดนแบบที่เคยฝัน ค้นหาแรงบันดาลใจให้ชีวิต แม้ว่าจะเป็นการไปในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งอาจจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่การไปใช้ชีวิตในต่างแดนครั้งนี้โบจะไปในฐานะ ‘ผู้ให้’ ก็น่าจะทำให้เธอได้รับประสบการณ์ล้ำค่ากลับมา

“ถ้าหากไม่ใช้โอกาสนี้ เราจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่” โบพูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้

ซินจ่าวเวียดนาม

โบแพ็กกระเป๋าบินตรงถึงนครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557 ภารกิจของเธอคือ เป็นผู้ช่วยสอนภาษาไทยที่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ณ นครโฮจิมินห์ บทบาทคล้ายๆ อาจารย์สอนภาษาให้ชาวต่างชาติในมหาวิทยาลัยของไทย

ก่อนไปเธอกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะนี่คือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ แต่พอมาถึง เธอก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้ด้วยความรวดเร็ว

เธอพักในบ้านเช่าร่วมกับอาสาสมัครร่วมโครงการอีกคนซึ่งต่อสัญญาอยู่เป็นปีที่สอง การมีพี่เลี้ยงเปี่ยมประสบการณ์ รวมถึงได้รับค่าตอบแทนรายเดือนจาก TICA แม้เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากมาย แต่ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้โบสนุกกับการใช้ชีวิตในนครโฮจิมินห์

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ครูอาสาในมหาวิทยาลัย

โบเล่าว่า งานสอนภาษาไทยด้วยภาษาไทยไม่ยากเลย เพราะนักศึกษาของเธอมีพื้นฐานภาษาไทยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย และอยากทำงานกับบริษัทไทยในเวียดนาม เนื้อหาที่โบต้องสอนคือ ภาษาไทยที่ใช้ในชีวิตประจำวันและระดับของภาษา หรือภาษาไทยเพื่อการสื่อสารนั่นเอง

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

อาสาสมัครไม่ต้องทำงานเต็มรูปแบบเหมือนอาจารย์ประจำคนอื่น โบสอนหนังสือวันละ 1 – 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 – 4 วัน การสอนแต่ละคาบใช้เวลา 50 นาที มีพักเบรก 10 นาที

นอกจากสอนภาษาไทยแล้ว โบยังสอนวัฒนธรรมไทย ทั้งเรื่องอาหารไทยและสอนรำไทย ซึ่งนักศึกษาต่างก็ชื่นชอบ

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ส่วนการใช้ชีวิตนอกห้องเรียน เธอบอกว่าคนเวียดนามจำนวนมากพูดภาษาไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้า แต่เธอก็พยายามฝึกภาษาเวียดนาม และใช้ภาษาเวียดนามในการสื่อสารเป็นหลัก จนคนเวียดนามชมว่า เธอผัน 6 เสียงของภาษาเวียดนามได้ชัดเหมือนคนท้องถิ่น

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โกโบผู้เป็นที่รัก

โก (Cô) คือคำเรียกคุณครูผู้หญิงในภาษาเวียดนาม โกโบ เป็นชื่อที่นักศึกษาเวียดนามใช้เรียกเธอนอกห้องเรียน นักศึกษาก็สนิทสนมกับโกโบ ถึงขั้นกล้าแนะนำครูในบางเรื่อง “อย่างคำว่า ดุ ภาษาไทยแปลว่า บ่น แต่คำนี้ในภาษาเวียดนามเป็นคำสบถ เขาเตือนเราว่า อย่าพูดคำนี้ดังในที่สาธารณะ เดี๋ยวคนเวียดนามจะหันมามองกันหมด” โบเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“บางทีเขาไปดูหนังหรือละครไทยที่กำลังดังในช่วงนั้น เช่น กวน มึน โฮ เขาก็มาถามเราว่า คนไทยพูดแบบนี้จริงหรือเปล่า แล้วต้องพูดอย่างไรให้เพราะขึ้น” โบเล่าต่อเรื่องความสนุกในการสอนภาษาไทยที่เวียดนาม อย่างเช่น คำหนึ่งที่ต้องตั้งใจอธิบายดีๆ คือคำว่า ‘ไป’ กับ ‘มา’ ซึ่งคนเวียดนามใช้สลับกับคนไทย

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม
ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

“โบมักจะทำตัวเป็นเหมือนพี่สาวพวกเขา มีเด็กหลายคนมาปรึกษาปัญหาเรื่องความรัก บางคนก็ปรึกษาว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศแต่มีเงินน้อยควรทำอย่างไร เราพยายามเปิดทุกช่องทางให้เด็กได้เข้ามาพูดคุย โดยมีกุศโลบายว่า ถ้าปรึกษาปัญหากับครูเยอะๆ เขาจะได้ทั้งคำปรึกษาและได้ฝึกภาษาไทยด้วย เพราะเขาต้องพูดภาษาไทยกับเรา”

พอมีเวลาว่าง เธอก็มักจะชวนเด็กๆ ออกไปเที่ยวสำรวจเมือง ทั้งไปชมและไปชิม

“เราชอบให้เด็กที่สนิทกันสลับกันพาไปดูวัฒนธรรมการกินในนครโฮจิมินห์ค่ะ บางทีก็ถามว่า ใครว่างบ้าง พาครูไปร้านกาแฟหน่อย เดี๋ยวครูเลี้ยง รอบๆ ตัวเมืองมีร้านกาแฟเยอะ ช่วงหยุดยาวก็ได้ไปเที่ยวต่างเมือง ได้ไปเมืองเว้ ทะเลทรายหมุยเน้ (หรือ มุ่ยเน่) แล้วก็เมืองดาลัด”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เรียนรู้กันและกิน

“อาหารเวียดนามที่โบชอบมากที่สุดคือ บุ๊นเด่ามั๊มโตม บุ๊น คือขนมจีน เด่า คือ เต้าหู้ มั๊มโตม คือ ปลาร้า แปลรวมๆ คือ ชุดเมี่ยงที่มีขนมจีนและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ เวลากินต้องเอาเครื่องเคียงหลากชนิดจิ้มน้ำปลาร้ายัดเข้าปากแบบเต็มคำ แต่ปลาร้าเวียดนามรสชาติเหมือนเอากะปิของไทยมาละลายน้ำ” โบเล่าต่อว่า นอกจากจะมาเรียนรู้อาหารเวียดนามแล้ว เธอยังเอาอาหารไทยไปเผยแพร่ด้วย

“โบสอนนักศึกษาทำอาหารไทย เมนูโปรดที่เขาเรียกร้องให้ทำบ่อยๆ คือผัดไทยกับส้มตำ โบเป็นคนใต้ โบมีพริกแกงจากใต้ติดไปด้วย เด็กๆ ชอบความเผ็ดของอาหารใต้ด้วย โบก็เลยเป็นครูที่เด็กอยากกินอะไรก็จะทำให้กินค่ะ”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เราจะกลับมาพบกันใหม่

โบใช้เวลาปฏิบัติภารกิจอาสาสมัครอยู่ที่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม 1 ปีเต็ม แล้วเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558 แม้จะผ่านมา 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงนั้นได้อย่างตื่นเต้นเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน

โบเล่าว่า วันไหนที่เธอรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน เธอมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่เป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม เพราะได้ทำงานดีๆ แบบไม่มีแรงกดดัน ได้อยู่ท่ามกลางคนรอบข้างที่ใจดีและเอ็นดูเธอ คอยไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่ตลอด จนเธอมักจะพูดทีเล่นทีจริงกับทีมงาน TICA อยู่เสมอว่า ถ้าวันไหนอยากหนีชีวิตการทำงานที่เมืองไทย เธอจะขอไปเป็นอาสาสมัครที่เวียดนามอีกรอบ

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

หากใครอยากไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม โดยเฉพาะที่นครโฮจิมินห์และนครดานัง โบยินดีแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตในเวียดนาม ที่เธอกับเพื่อนช่วยกันทำตอนเป็นอาสาสมัคร

“การไปเป็นอาสาสมัคร โบไม่อยากให้คาดหวังว่า จะไปเอาอะไร แต่ต้องคิดว่า เราจะเอาอะไรไปให้คนอื่น แล้วเตรียมตัวเตรียมใจไปว่า เราต้องไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เข้ามา เพราะคำว่า ‘อาสาสมัคร’ มีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า อาสาที่จะทำ และ สมัครใจที่จะไป”

โบไม่ได้การันตีว่าชีวิตอาสาสมัครที่แต่ละคนได้สัมผัสจะไม่เจอปัญหาหรือความยากลำบาก แต่เธอย้ำว่า งานอาสาสมัครจะทำให้ทุกคนได้พบคุณค่าในตัวเอง และได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน

ภาพ : อุมาภรณ์ สุขหวาน

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือ คลิที่นี่

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load