“ตอนไปเรียนโดนเพื่อนแกล้ง เรียนก็ไม่รู้เรื่อง เลยไม่ไปเรียนแล้ว”

นี่คือคำตอบที่เราได้รับจากน้าเราที่มีความผิดปกติด้านสมองระหว่างที่เราสองคนกำลังนอนดูการ์ตูนช่อง 9 ด้วยกัน ตอนนั้นเราอยู่ชั้นประถมแต่ก็พอจะจำความได้ว่า น้าเราลาออกจากโรงเรียนตอนที่เรียนอยู่ชั้นเดียวกับเรา

เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมน้าถึงอยากลาออกจากโรงเรียน แล้วหันเหชีวิตมาเอาดีด้านการเขียนซองขนมส่งชิงโชควันละหลายซองแทน (สมัยนั้นการส่งซองขนมชิงโชคฮิตพอๆ กับการสุ่มรีทวีตแจกของในทวิตเตอร์) จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเราโตขึ้นและได้เห็นสภาพแวดล้อมที่เราเติบโตมา เราก็พอเข้าใจความรู้สึกของน้าเราแล้วว่าทำไม

การเป็นนักเรียนพิการในไทยนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด เวลาเห็นข่าวคนพิการในไทยเรียนจบ เรารู้สึกซูฮกพวกเขาอย่างใจจริงที่ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายเหล่านี้มาได้ เพราะถ้าเขาเป็นนักเรียนที่พิการทางสายตา เขาไม่สามารถอ่านหนังสือเองได้ถ้าไม่มีคนช่วยอ่านให้ ถ้าเขาที่เป็นเด็ก LD (Learning Disorder) ซึ่งไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้ เขาก็ต้องดิ้นรนเอาเอง หรือนักเรียนที่ไม่สามารถเดินเองได้ ก็ต้องเรียกคนมาช่วยยกรถเข็นขึ้นบันได

ผู้พิการ ผู้พิการ

ไม่ต้องคิดไปไหนไกล ขนาดเราเคยเป็นตะคริวที่ขาแล้วต้องขึ้นห้องเรียนที่อยู่ชั้น 5 ยังลำบากจนเรานึกว่ากำลังปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ไม่ต้องถามเลยว่าความรู้สึกของผู้พิการในไทยที่ต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ทุกวันและเกือบทุกสถานที่ในประเทศไทยจะเหนื่อยขนาดไหน ส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่ได้เพื่อนหรืออาจารย์บางท่านคอยช่วยเหลือ ก็คงเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาจะฝ่าฟันอุปสรรคที่เยอะแยะราวกับกำลังใช้ชีวิตอยู่ใน Hunger Games ไปได้

จากประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าโรงเรียนในไทยยังขาดความใส่ใจและความเท่าเทียมถ้าเทียบกับโรงเรียนต่างประเทศ

ในขณะที่ผู้พิการในไทยต้องต่อสู้เพื่อสิทธิตนเองอย่างหนักหน่วง (แต่ก็ยังถูกละเลย) ตัดภาพมาที่อีกซีกโลกหนึ่ง ดินแดนที่คนตาบอดเดินขึ้นรถบัสเองได้ คนนั่งรถเข็นกดปุ่มเปิดประตูอัตโนมัติโดยไม่ต้องง้อคนให้มาผลักประตูให้ และคนธรรมดาอาจโดนค่าปรับถ้าหากเข้าไปรุกล้ำพื้นที่จอดรถของผู้พิการ

ผู้พิการ

ผู้พิการ

นี่แหละ ‘สหรัฐอเมริกา’ ประเทศที่ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีการศึกษาในระดับสูง ตอนได้ยินคนอื่นเล่ามาแบบนี้ เราก็แอบเบะปากนิดหนึ่งว่ามันจะขนาดนั้นเลยเหรอ อวยต่างประเทศมากไปหรือเปล่าจนพอมาเสิร์ชกูเกิลดูเลยทำให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะจากข้อมูลในปี 2016 มีสถิติออกมาว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้พิการกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีมากถึง 1 ล้าน 8 แสนคน และยิ่งชัดเจนไปกว่านั้นคือ หนึ่งในล้านคนนั้นก็รวมเพื่อนเราคนหนึ่งอยู่ด้วย

‘เดวิด’ เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนของเราและเป็นเด็ก LD ที่บกพร่องทางการเขียน หมายความว่า เวลาที่เดวิดเขียนเขาจะใช้เวลานานมากกว่าจะเขียนได้ 1 ประโยคและตัวหนังสือของเขาก็จะใหญ่มาก ถ้าเรานั่งสอบหลังเดวิดเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าข้อ 1 ถึง 10 เดวิดตอบอะไรบ้างและถ้ากระดาษแผ่นนั้นเป็นแบบไม่มีเส้นด้วยแล้ว ตัวอักษรของเดวิดจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนมีใครเอาไฟฉายขยายส่วนของโดราเอมอนมาส่องเลย

ผู้พิการ

การสังเกตไลฟ์สไตล์ของเดวิดทำให้เราเห็นความแตกต่างของผู้พิการในไทยและอเมริกาได้ค่อนข้างชัด ด้วยความที่ประเทศไทยมักปลูกฝังฟิลเตอร์ความน่าสงสารของคนพิการมาโดยตลอด เราเลยมักมีความคิดว่าถ้าเจอคนพิการเราควรเข้าไปช่วยเหลือทันทีเพราะเขาน่าสงสาร แต่ที่อเมริกาคนพิการมักถูกมองในฐานะที่เท่าเทียมกับคนปกติ พวกเขาจึงต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองในระดับหนึ่ง

เวลาเรียนถึงแม้เดวิดจะจดเลกเชอร์ตามไม่ได้ เขาก็จะพยายามหาวิธีเอาตัวรอดด้วยตนเอง เรื่องนี้อาจารย์ทุกคนทราบดี พวกเขาพยายามสนับสนุนเดวิดเท่าที่จะทำได้ พวกเขารู้ว่าเดวิดต้องใช้เวลาเขียน ก็ให้เดวิดมาก่อนเวลาสอบ 30 นาทีเพื่อทำข้อสอบ อนุญาตให้อัดเสียง หรือบางทีก็ทำโน้ตเลกเชอร์มาเตรียมเผื่อไว้ให้ (ซึ่งดีมาก เพราะในเวลาที่อาจารย์แร็พเร็วไปจนฟังไม่ทัน เราก็จะไปเกาะส่วนบุญดูโน้ตของเดวิดแทน)

ผู้พิการ

คัพเค้กที่เดวิดทำมาแจกเพื่อนตอนช่วงฮัลโลวีน

ถึงการเป็นเด็ก LD จะเป็นอุปสรรคในการเรียนบ้าง แต่เดวิดก็เรียนจบปริญญาตรีได้ ปัจจุบันเดวิดทำงานเป็นผู้ช่วยในค่ายของเด็กที่มีความผิดปกติ หน้าที่หลักของเขาคือควบคุมและดูแลให้เด็กในค่ายให้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง บางทีก็ต้องคอยห้ามไม่ให้เกิดเรื่องดราม่าขึ้นในค่าย

ส่วนเรื่องชีวิตส่วนตัว เดวิดชอบเดินทางมาก ด้วยความที่อเมริกาให้สิทธิหลายอย่างกับผู้พิการ เวลาซื้อตั๋วไปเที่ยวที่ไหนเดวิดจึงได้รับส่วนลดด้วยเสมอ พอได้เห็นชีวิตของเดวิด เราก็สงสัยว่าทำไมชีวิตผู้พิการที่อเมริกาถึงต่างกับผู้พิการในไทยขนาดนี้

คำตอบอาจจะดูซีเรียสนิดหนึ่ง แต่หลังจากที่เราไปหาข้อมูลมาเลยพอสรุปได้ว่าที่อเมริกามีกฎหมายที่ครอบคลุมถึงบุคคลกลุ่มนี้ด้วย หลักๆ มีอยู่ 3 กฎด้วยกัน ได้แก่ Americans with Disabilities Act (ADA) ที่ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติรวมถึงการจ้างงาน Individuals with Disabilities Education Act (IDEA) กฎหมายที่การันตีว่าเด็กที่มีความพิการจะได้รับการเข้าถึงการศึกษา และ Section 504 of the Rehabilitation Act กฎหมายที่กำหนดให้เขตการศึกษาต้องจัดหาโรงเรียนสาธารณะที่ฟรีและเหมาะสมให้กับเด็กพิการแต่ละคนในเขต

กฎเหล่านี้เป็นเหมือนอาหารเสริมที่ช่วยสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นข้อดีที่ช่วยปกป้องความรู้สึกทางจิตใจได้เช่นกัน เพราะกฎหมายเหล่านี้ให้สิทธิคนพิการให้ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามที่ทำให้ตนเองไม่สบายใจแก่บุคคลที่ถามเกี่ยวกับความพิการ ถ้าโดนดูถูกขึ้นมาพวกเขาก็ไปร้องเรียนได้

ความแนวอย่างหนึ่งที่เราชอบโรงเรียนอเมริกาคือ บริการช่วยเหลือการเรียนสำหรับคนที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะ มีที่ปรึกษาสำหรับผู้พิการ หรือคลาสเรียนพิเศษ พร้อมกับสิทธิที่พวกเขาได้รับ อย่างเช่นมีสิทธิ์ได้เวลาทำข้อสอบมากกว่าคนอื่น ลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนนักเรียนปกติ มีผู้ช่วยจดเลกเชอร์

สิ่งที่เรารู้สึกว่าล้ำมากคือ ปากกา SmartPen ที่ช่วยจดเลกเชอร์ อธิบายแบบง่ายๆ คือ เป็นปากกาที่อัดเสียงระหว่างเลกเชอร์ได้ พอเรากดปุ่มอัดและจดเลกเชอร์ไปพลาง เราก็ไม่จำเป็นต้องจดทั้งหมด เพียงแค่จดคีย์เวิร์ดไม่กี่คำ หลังจากนั้นพอกดปุ่มหยุดอัดเสียง แล้วเอาปากกาไปแตะที่คียเวิร์ดไหน เสียงที่เราอัดไว้จะดังออกมาจากประโยคที่เราจดค้างไว้ตรงนั้นต่อเลย

ผู้พิการ

อีกบริการหนึ่งในคอลเลจที่เราคิดว่าช่วยได้เยอะ คือ Academic Reading Center เป็นเหมือนแล็บเล็กๆ ที่ใช้สื่อและโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน ซึ่งไม่ได้มีไว้ให้แค่เด็ก LD เท่านั้น แต่รวมไปถึงนักเรียนต่างชาติที่ประสบปัญหาแกรมม่าไม่ได้เรื่อง คำศัพท์ไม่กระดิก และแพ้การอ่านประโยคภาษาอังกฤษยาวๆ แบบเราด้วย

แรกเริ่มเราจะต้องเข้าไปทดสอบก่อนว่ามีจุดอ่อนในเรื่องไหน จากนั้นเราจะได้รับแบบฝึกหัดที่ตรงกับจุดนั้น เวลาไม่เข้าใจอะไรเราก็ยกมือเรียกให้ครูผู้ช่วยมาอธิบาย แล็บนี้เปิดให้นักเรียนในโรงเรียนมาใช้บริการได้ฟรี เราใช้แล็บนี้จนเราได้คะแนน TOEFL ถึงตามที่ต้องการเลย แต่การมีบริการช่วยเหลือคนพิการไม่ได้หมายความว่าคนพิการจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือบุคคลธรรมดาหมดซะทุกเรื่อง พวกเขาไม่มีสิทธิเอาความพิการมาเป็นข้ออ้างในการแซงคิวหรือเอาเปรียบคนอื่น

เทอมก่อน ระหว่างที่เรายืนรอต่อคิวรับอาหารฟรีก็มีเด็กออทิสติกกับพี่เลี้ยงคนหนึ่งมาต่อคิวด้วย เราคาดว่าน้องน่าจะเพิ่งดู Jurassic Park มา เพราะดูกำลังอินกับบทบาทการเล่นเป็น T-Rex และทำเสียงคำรามแบบไดโนเสาร์อยู่ พอพนักงานมาเห็นเข้า เขาก็ถามพี่เลี้ยงว่าให้เขาไปหยิบอาหารมาให้เลยดีไหม น้องจะได้รับอาหารและไปได้เลย แต่ก่อนจะให้คำตอบ พี่เลี้ยงก็หันมาถามคนที่กำลังต่อคิวรอรับอาหารอยู่ว่า รู้สึกรำคาญน้องหรือเปล่า จะโอเคไหมถ้าให้น้องยืนรอคิวตรงนี้ด้วย ทุกคนบอกว่า พวกเขาโอเค พอทุกคนไม่มีปัญหาอะไร พี่เลี้ยงก็เลยปฏิเสธพนักงานคนนั้นไป เธอให้เหตุผลที่ว่านี่เป็นการสอนน้องให้รู้จักการเข้าคิวและรอคอย

“ถ้าอยากกินคัพเค้กต้องต่อคิว” เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะต่อคิวนานเกือบชั่วโมงน้องก็ไม่มีปัญหากับพยายามเป็น T-Rex ที่รอคัพเค้กฟรีเลย

ระบบการศึกษา การให้บริการ หรือสวัสดิการต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่ได้แค่ช่วยให้คนพิการหลายคนมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น สิ่งนี้อาจทำให้คนธรรมดาหลายคนได้เข้าใจความรู้สึกของพิการและเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เกิดความคิดดีๆ สิ่งดีๆ มาช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกกันและกันก็ได้

“ตอนไปเรียนโดนเพื่อนแกล้ง เรียนก็ไม่รู้เรื่อง เลยไม่ไปเรียนแล้ว”

นี่คือคำตอบที่เราได้รับจากน้าเราที่มีความผิดปกติด้านสมองระหว่างที่เราสองคนกำลังนอนดูการ์ตูนช่อง 9 ด้วยกัน ตอนนั้นเราอยู่ชั้นประถมแต่ก็พอจะจำความได้ว่า น้าเราลาออกจากโรงเรียนตอนที่เรียนอยู่ชั้นเดียวกับเรา

เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมน้าถึงอยากลาออกจากโรงเรียน แล้วหันเหชีวิตมาเอาดีด้านการเขียนซองขนมส่งชิงโชควันละหลายซองแทน (สมัยนั้นการส่งซองขนมชิงโชคฮิตพอๆ กับการสุ่มรีทวีตแจกของในทวิตเตอร์) จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเราโตขึ้นและได้เห็นสภาพแวดล้อมที่เราเติบโตมา เราก็พอเข้าใจความรู้สึกของน้าเราแล้วว่าทำไม

การเป็นนักเรียนพิการในไทยนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด เวลาเห็นข่าวคนพิการในไทยเรียนจบ เรารู้สึกซูฮกพวกเขาอย่างใจจริงที่ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายเหล่านี้มาได้ เพราะถ้าเขาเป็นนักเรียนที่พิการทางสายตา เขาไม่สามารถอ่านหนังสือเองได้ถ้าไม่มีคนช่วยอ่านให้ ถ้าเขาที่เป็นเด็ก LD (Learning Disorder) ซึ่งไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้ เขาก็ต้องดิ้นรนเอาเอง หรือนักเรียนที่ไม่สามารถเดินเองได้ ก็ต้องเรียกคนมาช่วยยกรถเข็นขึ้นบันได

ผู้พิการ ผู้พิการ

ไม่ต้องคิดไปไหนไกล ขนาดเราเคยเป็นตะคริวที่ขาแล้วต้องขึ้นห้องเรียนที่อยู่ชั้น 5 ยังลำบากจนเรานึกว่ากำลังปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ไม่ต้องถามเลยว่าความรู้สึกของผู้พิการในไทยที่ต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ทุกวันและเกือบทุกสถานที่ในประเทศไทยจะเหนื่อยขนาดไหน ส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่ได้เพื่อนหรืออาจารย์บางท่านคอยช่วยเหลือ ก็คงเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาจะฝ่าฟันอุปสรรคที่เยอะแยะราวกับกำลังใช้ชีวิตอยู่ใน Hunger Games ไปได้

จากประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าโรงเรียนในไทยยังขาดความใส่ใจและความเท่าเทียมถ้าเทียบกับโรงเรียนต่างประเทศ

ในขณะที่ผู้พิการในไทยต้องต่อสู้เพื่อสิทธิตนเองอย่างหนักหน่วง (แต่ก็ยังถูกละเลย) ตัดภาพมาที่อีกซีกโลกหนึ่ง ดินแดนที่คนตาบอดเดินขึ้นรถบัสเองได้ คนนั่งรถเข็นกดปุ่มเปิดประตูอัตโนมัติโดยไม่ต้องง้อคนให้มาผลักประตูให้ และคนธรรมดาอาจโดนค่าปรับถ้าหากเข้าไปรุกล้ำพื้นที่จอดรถของผู้พิการ

ผู้พิการ

ผู้พิการ

นี่แหละ ‘สหรัฐอเมริกา’ ประเทศที่ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีการศึกษาในระดับสูง ตอนได้ยินคนอื่นเล่ามาแบบนี้ เราก็แอบเบะปากนิดหนึ่งว่ามันจะขนาดนั้นเลยเหรอ อวยต่างประเทศมากไปหรือเปล่าจนพอมาเสิร์ชกูเกิลดูเลยทำให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะจากข้อมูลในปี 2016 มีสถิติออกมาว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้พิการกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีมากถึง 1 ล้าน 8 แสนคน และยิ่งชัดเจนไปกว่านั้นคือ หนึ่งในล้านคนนั้นก็รวมเพื่อนเราคนหนึ่งอยู่ด้วย

‘เดวิด’ เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนของเราและเป็นเด็ก LD ที่บกพร่องทางการเขียน หมายความว่า เวลาที่เดวิดเขียนเขาจะใช้เวลานานมากกว่าจะเขียนได้ 1 ประโยคและตัวหนังสือของเขาก็จะใหญ่มาก ถ้าเรานั่งสอบหลังเดวิดเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าข้อ 1 ถึง 10 เดวิดตอบอะไรบ้างและถ้ากระดาษแผ่นนั้นเป็นแบบไม่มีเส้นด้วยแล้ว ตัวอักษรของเดวิดจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนมีใครเอาไฟฉายขยายส่วนของโดราเอมอนมาส่องเลย

ผู้พิการ

การสังเกตไลฟ์สไตล์ของเดวิดทำให้เราเห็นความแตกต่างของผู้พิการในไทยและอเมริกาได้ค่อนข้างชัด ด้วยความที่ประเทศไทยมักปลูกฝังฟิลเตอร์ความน่าสงสารของคนพิการมาโดยตลอด เราเลยมักมีความคิดว่าถ้าเจอคนพิการเราควรเข้าไปช่วยเหลือทันทีเพราะเขาน่าสงสาร แต่ที่อเมริกาคนพิการมักถูกมองในฐานะที่เท่าเทียมกับคนปกติ พวกเขาจึงต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองในระดับหนึ่ง

เวลาเรียนถึงแม้เดวิดจะจดเลกเชอร์ตามไม่ได้ เขาก็จะพยายามหาวิธีเอาตัวรอดด้วยตนเอง เรื่องนี้อาจารย์ทุกคนทราบดี พวกเขาพยายามสนับสนุนเดวิดเท่าที่จะทำได้ พวกเขารู้ว่าเดวิดต้องใช้เวลาเขียน ก็ให้เดวิดมาก่อนเวลาสอบ 30 นาทีเพื่อทำข้อสอบ อนุญาตให้อัดเสียง หรือบางทีก็ทำโน้ตเลกเชอร์มาเตรียมเผื่อไว้ให้ (ซึ่งดีมาก เพราะในเวลาที่อาจารย์แร็พเร็วไปจนฟังไม่ทัน เราก็จะไปเกาะส่วนบุญดูโน้ตของเดวิดแทน)

ผู้พิการ

คัพเค้กที่เดวิดทำมาแจกเพื่อนตอนช่วงฮัลโลวีน

ถึงการเป็นเด็ก LD จะเป็นอุปสรรคในการเรียนบ้าง แต่เดวิดก็เรียนจบปริญญาตรีได้ ปัจจุบันเดวิดทำงานเป็นผู้ช่วยในค่ายของเด็กที่มีความผิดปกติ หน้าที่หลักของเขาคือควบคุมและดูแลให้เด็กในค่ายให้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง บางทีก็ต้องคอยห้ามไม่ให้เกิดเรื่องดราม่าขึ้นในค่าย

ส่วนเรื่องชีวิตส่วนตัว เดวิดชอบเดินทางมาก ด้วยความที่อเมริกาให้สิทธิหลายอย่างกับผู้พิการ เวลาซื้อตั๋วไปเที่ยวที่ไหนเดวิดจึงได้รับส่วนลดด้วยเสมอ พอได้เห็นชีวิตของเดวิด เราก็สงสัยว่าทำไมชีวิตผู้พิการที่อเมริกาถึงต่างกับผู้พิการในไทยขนาดนี้

คำตอบอาจจะดูซีเรียสนิดหนึ่ง แต่หลังจากที่เราไปหาข้อมูลมาเลยพอสรุปได้ว่าที่อเมริกามีกฎหมายที่ครอบคลุมถึงบุคคลกลุ่มนี้ด้วย หลักๆ มีอยู่ 3 กฎด้วยกัน ได้แก่ Americans with Disabilities Act (ADA) ที่ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติรวมถึงการจ้างงาน Individuals with Disabilities Education Act (IDEA) กฎหมายที่การันตีว่าเด็กที่มีความพิการจะได้รับการเข้าถึงการศึกษา และ Section 504 of the Rehabilitation Act กฎหมายที่กำหนดให้เขตการศึกษาต้องจัดหาโรงเรียนสาธารณะที่ฟรีและเหมาะสมให้กับเด็กพิการแต่ละคนในเขต

กฎเหล่านี้เป็นเหมือนอาหารเสริมที่ช่วยสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นข้อดีที่ช่วยปกป้องความรู้สึกทางจิตใจได้เช่นกัน เพราะกฎหมายเหล่านี้ให้สิทธิคนพิการให้ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามที่ทำให้ตนเองไม่สบายใจแก่บุคคลที่ถามเกี่ยวกับความพิการ ถ้าโดนดูถูกขึ้นมาพวกเขาก็ไปร้องเรียนได้

ความแนวอย่างหนึ่งที่เราชอบโรงเรียนอเมริกาคือ บริการช่วยเหลือการเรียนสำหรับคนที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะ มีที่ปรึกษาสำหรับผู้พิการ หรือคลาสเรียนพิเศษ พร้อมกับสิทธิที่พวกเขาได้รับ อย่างเช่นมีสิทธิ์ได้เวลาทำข้อสอบมากกว่าคนอื่น ลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนนักเรียนปกติ มีผู้ช่วยจดเลกเชอร์

สิ่งที่เรารู้สึกว่าล้ำมากคือ ปากกา SmartPen ที่ช่วยจดเลกเชอร์ อธิบายแบบง่ายๆ คือ เป็นปากกาที่อัดเสียงระหว่างเลกเชอร์ได้ พอเรากดปุ่มอัดและจดเลกเชอร์ไปพลาง เราก็ไม่จำเป็นต้องจดทั้งหมด เพียงแค่จดคีย์เวิร์ดไม่กี่คำ หลังจากนั้นพอกดปุ่มหยุดอัดเสียง แล้วเอาปากกาไปแตะที่คียเวิร์ดไหน เสียงที่เราอัดไว้จะดังออกมาจากประโยคที่เราจดค้างไว้ตรงนั้นต่อเลย

ผู้พิการ

อีกบริการหนึ่งในคอลเลจที่เราคิดว่าช่วยได้เยอะ คือ Academic Reading Center เป็นเหมือนแล็บเล็กๆ ที่ใช้สื่อและโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน ซึ่งไม่ได้มีไว้ให้แค่เด็ก LD เท่านั้น แต่รวมไปถึงนักเรียนต่างชาติที่ประสบปัญหาแกรมม่าไม่ได้เรื่อง คำศัพท์ไม่กระดิก และแพ้การอ่านประโยคภาษาอังกฤษยาวๆ แบบเราด้วย

แรกเริ่มเราจะต้องเข้าไปทดสอบก่อนว่ามีจุดอ่อนในเรื่องไหน จากนั้นเราจะได้รับแบบฝึกหัดที่ตรงกับจุดนั้น เวลาไม่เข้าใจอะไรเราก็ยกมือเรียกให้ครูผู้ช่วยมาอธิบาย แล็บนี้เปิดให้นักเรียนในโรงเรียนมาใช้บริการได้ฟรี เราใช้แล็บนี้จนเราได้คะแนน TOEFL ถึงตามที่ต้องการเลย แต่การมีบริการช่วยเหลือคนพิการไม่ได้หมายความว่าคนพิการจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือบุคคลธรรมดาหมดซะทุกเรื่อง พวกเขาไม่มีสิทธิเอาความพิการมาเป็นข้ออ้างในการแซงคิวหรือเอาเปรียบคนอื่น

เทอมก่อน ระหว่างที่เรายืนรอต่อคิวรับอาหารฟรีก็มีเด็กออทิสติกกับพี่เลี้ยงคนหนึ่งมาต่อคิวด้วย เราคาดว่าน้องน่าจะเพิ่งดู Jurassic Park มา เพราะดูกำลังอินกับบทบาทการเล่นเป็น T-Rex และทำเสียงคำรามแบบไดโนเสาร์อยู่ พอพนักงานมาเห็นเข้า เขาก็ถามพี่เลี้ยงว่าให้เขาไปหยิบอาหารมาให้เลยดีไหม น้องจะได้รับอาหารและไปได้เลย แต่ก่อนจะให้คำตอบ พี่เลี้ยงก็หันมาถามคนที่กำลังต่อคิวรอรับอาหารอยู่ว่า รู้สึกรำคาญน้องหรือเปล่า จะโอเคไหมถ้าให้น้องยืนรอคิวตรงนี้ด้วย ทุกคนบอกว่า พวกเขาโอเค พอทุกคนไม่มีปัญหาอะไร พี่เลี้ยงก็เลยปฏิเสธพนักงานคนนั้นไป เธอให้เหตุผลที่ว่านี่เป็นการสอนน้องให้รู้จักการเข้าคิวและรอคอย

“ถ้าอยากกินคัพเค้กต้องต่อคิว” เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะต่อคิวนานเกือบชั่วโมงน้องก็ไม่มีปัญหากับพยายามเป็น T-Rex ที่รอคัพเค้กฟรีเลย

ระบบการศึกษา การให้บริการ หรือสวัสดิการต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่ได้แค่ช่วยให้คนพิการหลายคนมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น สิ่งนี้อาจทำให้คนธรรมดาหลายคนได้เข้าใจความรู้สึกของพิการและเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เกิดความคิดดีๆ สิ่งดีๆ มาช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกกันและกันก็ได้

Writer & Photographer

วิศัลลยา เกื้อกูลความสุข

นักเรียนไทยในต่างแดน มีความฝันว่าอยากทำงานด้านท่องเที่ยวและเล่นดนตรีไปรอบโลก

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load