ปลายปีที่แล้ว The Cloud ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

The Cloud บอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์อันงดงามจากงานนั้น ตั้งแต่ระดับประมุขจนถึงระดับประชาชน ไว้ในบทความเรื่อง เปิดเซฟหอสมุดรัฐสภาสหรัฐชมเครื่องดนตรีที่ ร.9 พระราชทาน’

จากการเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในครั้งนั้น ทำให้เราพบความสัมพันธ์อันงดงามระหว่าง 2 ประเทศที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘อาคาร’ 3 หลัง

“ไทยกับสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศกันมา 2 ศตวรรษ เราเป็นประเทศแรกในเอเชียที่รับรองสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศ และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการกับเราเมื่อ ค.ศ. 1833” คุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เล่าถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน และเล่าต่อว่า ในสหรัฐฯ น่าจะมีคนไทยประมาณ 3 แสนคนขึ้นไป การดูแลคนไทยจำนวนมากในประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่าทวีปไม่ใช่เรื่องง่าย

อาคารของสถานทูตไทยในสหรัฐฯ จึงมีความน่าสนใจทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ และการเป็นศูนย์ราชการของหน่วยงานจากประเทศไทย ถ้าจะอธิบายอย่างสั้นที่สุด ความน่าสนใจของอาคารทั้ง 3 หลังมีดังนี้

อาคารที่ทำการกงสุล

อายุ 99 ปี เป็นการสร้างอาคารในต่างประเทศเพื่อใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของประเทศไทย ออกแบบโดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Smithsonian Museum of Natural History และเป็นสถานที่ประชุมของเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ทำเนียบเอกอัครราชทูต

อายุ 113 ปี ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของสหรัฐฯ เคยเป็นบ้านของ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้เสนอให้จัดแข่งขันเทนนิสระดับนานาชาติรายการ Davis Cup และเป็นอาคารอนุรักษ์ของสหรัฐฯ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต

อายุ 30 ปี เป็นอาคารสำนักงานของ 8 หน่วยงาน มีเจ้าหน้าที่ร่วมกว่า 80 คน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ใหญ่ที่มีจำนวนคนทำงานมากที่สุดในโลก และเคยต้อนรับการมาเยือนของอดีตประธานาธิบดีอย่าง นายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน

ประวัติศาสตร์สถานเอกอัคราชทูตในต่างแดน

สถานทูตไทยแห่งแรกในโลกตั้งที่ลอนดอนเมื่อ พ.. 2424 ทูตคนแรกของเราคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (ต้นตระกูลชุมสาย) ไปช่วงต้นของรัชกาลที่ 5 ประจำที่ลอนดอนแต่ดูแลประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา รวม 12 ประเทศ นานๆ ก็ไปอเมริกาที” คุณวิทยา เวชชาชีวะ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน

“พ.ศ.2425 รัชกาลที่ 5 รับสั่งว่าเราต้องมีสถานทูตที่ปารีส เพราะเราติดต่อกับฝรั่งเศสเยอะ ทรงย้ายพระองค์เจ้าปฤษฎางค์จากลอนดอนมาเป็นทูตคนแรกที่ปารีส และให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (ต้นตระกูลกฤดากร) น้องชายของรัชกาลที่ 5 มาเป็นทูตที่ลอนดอนแทน จากนั้นก็ตั้งสถานทูตที่เบอร์ลินและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์”

จุดเริ่มต้นสถานเอกอัครราชทูตในสหรัฐอเมริกา

ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา เราจึงเปิดสถานทูตในสหรัฐอเมริกาที่กรุงวอชิงตันเมื่อ พ.ศ. 2444 เป็นลำดับถัดมา โดยมีพระยาอรรคราชวราทร (ภัสดา บุรณศิริ) เป็นอัครราชทูตสยามคนแรก

Siam Legation หรือสถานทูตสยามในยุคนั้น เช่าพื้นที่ของอาคาร The Arlington เลขที่ 1739 ถนน Corcoran ในเขต Arlington จากนั้นพ.ศ. 2456 ย้ายไปเช่าอาคารเลขที่ 1721 Rhode Island Avenue พ.ศ. 2458 เปลี่ยนไปเช่าอาคารเลขที่ 3145-47 ถนนหมายเลข 16 และ พ.ศ. 2461ก็ย้ายที่ทำการอีกครั้ง ไปเช่าอาคารเลขที่ 2308 Wyoming Avenue

คุณวิทยาเล่าว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2457 ประเทศในทวีปเอเชียที่มีสถานทูตในกรุงวอชิงตันมีเพียงแค่ 3 ประเทศเท่านั้นคือ ญี่ปุ่น จีน และไทย เพราะประเทศอื่นยังไม่มีเอกราช

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงเมื่อ พ.ศ. 2461 รัฐบาลสหรัฐเสนอที่ดินให้สยามสร้างอาคารสถานทูตของตัวเองได้ ซึ่งตรงกับพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 รัฐบาลไทยจึงซื้อที่ดิน 2 แปลง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2462 และ 22 มีนาคม พ.ศ. 2463 ค่าที่ดินและค่าสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งหมด 126,226 ดอลลาร์ฯ วางศิลาฤกษ์โดยพระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) อัครราชทูตสยามในขณะนั้น

อาคาร Siamese Legation เลขที่ 2300 ถนน Kalorama เปิดใช้งานเป็นที่ทำการสถานอัครราชทูตและทำเนียบอัครราชทูตในตึกเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2464

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463 คนในภาพคือ พระยาประการกรวงศ์ (ว่อง บุนนาค) ลูกชาย และเพื่อนชาวอเมริกัน
ภาพ : thaiembdc.org

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานอัครราชทูตสยาม พ.ศ. 2463
ภาพ : thaiembdc.org

งานออกแบบ

อาคาร 4 ชั้นหลังนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย

เริ่มต้นจากนี่คืออาคารปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกในต่างประเทศ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ตัวอาคารออกแบบโดย James Rush Marshall จากบริษัท Hornblower and Marshall ซึ่งมีผลงานออกแบบอาคาร Smithsonian Museum of Natural History เขาตั้งใจออกแบบอาคารให้สอดรับกับภูมิทัศน์และแนวถนน โดยมีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนผนังของอาคารและเสาราวระเบียงเป็นผลงานของ John Joseph Earley จากบริษัท John Earley Studio ซึ่งมีผลงานออกแบบอย่าง Meridian Hill Park ในกรุงวอชิงตัน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

แต่อาคารหลังนี้ก็มีความเป็นไทยเล็กๆ แฝงอยู่ นั่นก็คือ บนยอดเสาทั้งสี่ต้นหน้าอาคารมีตราครุฑติดอยู่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าอาคารหลังนี้ใช้เป็นสถานที่ราชการของรัฐบาลไทย (และแก้เคล็ดที่อาคารตั้งอยู่ตรงสามแยกพอดี)

ความสำคัญอีกอย่างคือ อาคารหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama Heights ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน ถือเป็นสถานเอกอัครราชทูตหลังแรกของย่านนี้ ก่อนจะมีที่ทำการและทำเนียบทูตของประเทศต่างๆ ตามมาอยู่ในย่านนี้

เสรีไทยและที่ทำการแห่งใหม่

“สมัยก่อนทูตอยู่ข้างบนชั้นสามชั้นสี่ ชั้นสองเป็นที่รับแขก ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ทำงานกงสุล สมัยก่อนงานไม่มาก ไม่ต้องการพื้นที่มาก ก็อยู่อย่างนั้นเรื่อยมา จนสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณเสนีย์ ปราโมช (อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น) ก็อยู่ที่นั่น ช่วงพ.ศ. 2487เสรีไทยใช้ที่นี่เป็นที่ประชุม คุณสิทธิ เศวตศิลา ก็มาประชุมกับคุณเสนีย์ที่นี่” คุณวิทยาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นที่นี่

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงบริเวณชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องประชุมบริเวณชั้นสอง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในพ.ศ. 2488 เราก็มีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาแนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

“ตอนนั้นตำแหน่งทูตของเราเป็นแค่อัครราชทูต เป็นเอกอัครราชทูตไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ พอถึง พ.ศ. 2490 รัฐบาลของทั้งอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ตกลงกันว่าถึงเวลายกระดับให้เรามีเอกอัครราชทูตได้แล้ว” คุณวิทยาเล่าต่อว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันครั้งนี้คือ บรมครูด้านการทูตที่เก่งที่สุดของไทยอย่าง พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งเคยเป็นถึงประธานการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

อีกมุมหนึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า อัตโนมัติ (Automatic) รัฐธรรมนูญ (Constitution) ประชาธิปไตย (Democracy) โทรทัศน์ (Television) และ วิทยุ (Radio)

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงเห็นว่าอาคารหลังนี้คับแคบไป เลยขอซื้อที่ทำการใหม่ใน พ.ศ. 2490 เป็นอาคารเลขที่ 2490 Tracy Place ถัดจากอาคารเดิมไปแค่ 2 บล็อก โดยให้อาคารหลังนั้นทำหน้าที่เป็นที่ทำการ และอาคารที่ถนนคาโลรามาทำหน้าที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอย่างเดียว

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องอาหารบริเวณชั้นสอง

กลุ่มใต้ถุน

อีกหนึ่งความทรงจำของอาคารที่ถนนคาโลรามาก็คือ ชั้นใต้ดิน

“ยุคที่ คุณพจน์ สารสิน เป็นทูต (พ.ศ. 2495 – 2500) มีกลุ่มที่เราเรียกกันว่า กลุ่มใต้ถุน เป็นนักเรียนไทยในอเมริกา วันหยุดก็เดินทางจากเมืองอื่นมากินอยู่กัน 20 – 30 คน อย่างเช่น คุณสวัสดิ์ วัฒนายากร (อดีตองคมนตรี) คุณอภิลาศ โอสถานนท์ (อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์) อาสา สารสิน (อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกาและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ) เภา สารสิน (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) ผมด้วย” คุณวิทยาบอกว่า หลังจากยุคคุณพจน์ก็ยังเก็บชั้นใต้ดินไว้เป็นห้องรับรองอีกหลายปี

ปัจจุบันชั้นใต้ดินทั้งหมดเป็นที่พักของพี่เศวต เจ้าหน้าที่คนเก่าคนแก่ของสถานทูต ห้องที่เหล่านักเรียนไทยใช้ชุมนุมกัน ปัจจุบันเป็นห้องนอนของพี่เศวต โดยที่เขายังคงเก็บชั้นหนังสือรอบห้องไว้เหมือนเดิม

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เยือน

เหตุการณ์สำคัญอีกอย่างของอาคารหลังนี้ก็คือ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงวอชิงตันและอาคารหลังนี้เมื่อ พ.ศ. 2503

คุณวรพัฒน์ อรรถยุกติ (ลูกของ คุณวิสูตร อรรถยุกติ เอกอัครราชทูตในขณะนั้น) เขียนถึงเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือเรื่อง 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ ว่า

“…งานเริ่มต้นที่สนามด้านหลังสถานทูตโดยมีข้าราชการไทยพร้อมคู่สมรส 200 คนรับเสด็จ บนห้องรับแขกชั้นสองมีเครื่องดนตรีเตรียมไว้ ประกอบด้วย แกรนด์เปียโน แซกโซโฟน ทรัมเป็ต และกลอง มีนักเรียนไทยเป็นนักดนตรี โดยคุณแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ร่วมอยู่ด้วย

“หลังจากประทับเสวยค็อกเทลอย่างเป็นกันเองในสวนด้านหลังสถานทูต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 จึงเสด็จขึ้นห้องรับแขกชั้น 2 นักดนตรีบรรเลงเพลง สายฝน อาทิตย์อับแสง ลมหนาว ซึ่งล้วนเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ตลอดเจนเพลงอื่นๆ ข้าพเจ้านั่งอยู่กับพื้นในห้องรับแขก และจำได้ว่ามีนักเรียนไทยออกเต้นรำจังหวะร็อกแอนด์โรลหลายคู่

“… เมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จ ได้รับสั่งให้คนกลับไปนำแคลริเน็ตของพระองค์จากแบล์เฮ้าส์มาถวาย และพระองค์ก็ได้ทรงแคลริเน็ตนั้น ไม่มีผู้ใดออกไปเต้นรำเนื่องจากเพลงที่ทรงดนตรีล้วนเป็นเพลงแจ๊ซ มิใช่เพลงจะเต้นรำได้ พระองค์ทรงเป็นกันเองมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในคืนวันนั้นล้วนปลื้มปิติกันอย่างล้นเหลือ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

รูปวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงแคลนิเน็ตกับวงดนตรีของนักเรียนไทยที่สหรัฐอเมริกา ณ สถานทูตไทย ถนนคาโลรามา กรุงวอชิงตัน
ภาพ : หนังสือ 72 ปี วรพัฒน์ อรรถยุกติ

ซื้อทำเนียบทูตใหม่

คุณวิทยาเล่าถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งของอาคารหลังนี้ว่า “พ.ศ. 2507 ยุคที่ คุณสุกิต นิมมานเหมินท์ เป็นทูต และ คุณถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านเห็นว่าที่คาโลรามาแคบไปที่จะเป็นบ้านทูต เลยขายที่ทำการเลขที่ 2490 Tracey Place แล้วเอาเงินมาซื้อบ้านทูตใหม่ เลขที่ 3125 cathedral Avenue ส่วนบ้านที่คาโลรามาก็กลับมาใช้เป็นที่ทำการอีกครั้ง”

ย้ายที่ทำการสถานทูต

“ผมเป็นทูตที่อเมริกา พ.ศ. 2531 ก่อนจะหมดวาระ มีนโยบายจะซื้อสถานทูตใหม่ ตอนนั้น คุณเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ท่านมีหลักการว่าอยากให้ทหารมารวมกับพลเรือน ทุกหน่วยงานมาอยู่รวมกันในอาคารเดียว ผมก็รับนโยบายนั้นมาแล้วหาซื้ออาคารใหม่” คุณวิทยาอธิบายถึงเบื้องหลังนโยบายนั้นว่า เป็นเพราะส่วนราชการมีมากขึ้น จึงต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่เป็นจำนวนมาก

“เราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสถานทูตกับทำเนียบทูตก่อน ทำเนียบทูตใช้เป็นที่รับแขก ควรดูดี แต่สถานทูตอยู่ที่ไหนก็ได้ ย้ายได้ตามความเปลี่ยนแปลงของเมือง เช่น เราเคยอยู่บางลำพูเพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการติดต่อซื้อขาย แต่ตอนนี้เขาย้ายไปสีลม สุขุมวิท หมดแล้ว เราก็ควรย้ายตาม เหมือนที่สถานทูตต่างประเทศในไทยอยู่ตามตึกที่ไปมาสะดวก สถานทูตของเราที่สเปนหรือมะนิลาก็เป็นแบบนั้น

“เราไปดูหลายแห่ง ตรงนี้ (Georgetown) เป็นย่านที่มีถนนใหญ่ ไปมาสะดวก เป็นย่านธุรกิจและการค้า อยู่ใกล้แม่น้ำ เป็นตึกใหม่สูง 5 ชั้น มีที่จอดรถใต้ดิน 2 ชั้น จอดได้เกือบ 50 คัน ซึ่ง 30 ปีที่แล้วในวอชิงตันไม่ได้มีแบบนี้มากนัก ตอนนั้นเหรียญหนึ่ง 20 บาท ถ้าเราซื้อช้าไปอีกนิดเดียวเหรียญหนึ่งจะเป็น 22.50 บาท เราก็เร่งจนจ่ายเงินสำเร็จก่อนอัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยน”

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 รัฐบาลมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดซื้ออาคารเลขที่ 1024 Wisconsin Avenue ย่าน Georgetown เป็นที่ทำการ ซื้อขายวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ราคา 9,725,000 ดอลลาร์ฯ โดย หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี เอกอัครราชทูตในขณะนั้น

พ.ศ. 2537 หลังจากปรับปรุงครั้งใหญ่ก็เริ่มใช้งาน ถือเป็นการปิดฉากการใช้งานอาคารที่ถนนคาโลรามาหลังจากใช้งานมานานถึง 73 ปี

ปรับปรุง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

อาคารหลังนี้ถือเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น มีชั้น Ground และมีที่จอดรถยนต์ใต้ดิน 2 ชั้น

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 สร้างเสร็จพ.ศ. 2533 รัฐบาลไทยซื้อ พ.ศ. 2534 เริ่มใช้งาน พ.ศ. 2537

เป็นสถานทูตแห่งเดียวในกรุงวอชิงตันที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในย่านธุรกิจ

หลักการในการปรับปรุงอาคารหลังนี้ก็คือ ทุบผนังให้พื้นที่เชื่อมถึงกัน แล้วแบ่งพื้นที่ใหม่ตามขนาดของสำนักงานต่างๆ มีกระทรวงการต่างประเทศ 1 ชั้น ทูตทหาร 1 ชั้น และทูตพาณิชย์ 1 ชั้น

9 พฤษภาคม 2537 ศ. ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดอาคาร ภายในอาคารประกอบด้วยสถานเอกอัครราชทูต สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและฝ่ายทหารเรือ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ สำนักงานแถลงข่าวไทย สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง และสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ยกเว้นแค่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหรัฐอเมริกา (สังกัดสำนักงาน ก.พ.) ซึ่งมีที่ทำการถาวรของตัวเอง

อาคารแห่งนี้เคยต้อนรับอดีตประธานาธิบดีอย่างนายจอร์จ บุช, นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ นายบิล คลินตัน มาร่วมลงนามไว้อาลัยแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2548

คุยกับทูต

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

“บรรยากาศที่นี่เหมือนศูนย์ราชการ มีกระทรวงต่างๆ เจอกันได้ง่ายๆ จะคุยอะไรก็คุยกันได้เลย ไม่มีช่องว่าง ซึ่งตึกสถานทูตส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนี้ ที่นี่มีคนทำงาน 80 กว่าคน ถือว่ามากที่สุดในโลก อยู่ร่วมกันก็ราบรื่นดีไม่มีปัญหา ที่นี่ยังรับได้อีก 2 สำนักงาน สำหรับหน่วยงานที่จะมาตั้งในอนาคต” ท่านทูตวีรชัยเล่าถึงบรรยากาศของสถานเอกอัครราชทูต

“ความยากของการทำงานที่นี่คือ เราต้องกระจายอำนาจ ในสหรัฐฯ มีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่งที่คนไทยเป็นคนดูแล ที่เหลือกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นคนอเมริกัน การคุมคุณภาพการทำงานทั้งหมดให้เป็นแบบเดียวกันไม่ง่าย การเดินทางไปสถานกงสุลแต่ละแห่งก็ใช้เวลา ต้องวางแผนการสื่อสารและการกระจายอำนาจให้ดี

“ยังมีงานให้เราทำอีกเยอะ คนไทยมาลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 23 รัฐ สร้างงานกว่า 60,000 อัตรา ขณะเดียวกันคนอเมริกันก็ไปสร้างงานให้คนไทยในบ้านเราด้วย เพราะเราเก่งกันคนละอย่าง อย่างเรื่องเกษตร หรือการเลี้ยงกุ้ง เราเก่งกว่าเขา เขาอยากให้เรามาลงทุนเลี้ยงกุ้งแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเชื่อมกับมหาวิทยาลัยของรัฐ”

ทำเนียบทูตหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

“ในยุคที่คุณพีระพงศ์เป็นทูตและผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูตมีความคิดว่าอยากซื้อทำเนียบใหม่ เพราะหลังเก่าทุกอย่างดีหมด อยู่สบายดีมี 7 ห้องนอน แต่ข้างนอกดูไม่สวย ไม่มีบริเวณ จัดงานเลี้ยงรับรองได้แต่ในบ้าน ไม่สง่างาม และเขาเล่าต่อๆ กันมาว่ามันเคยเป็นบาร์โคมแดงมาก่อน” คุณวิทยาเล่าถึงการย้ายบ้านอีกครั้ง

บ้านหลังนี้อยู่ในเขต Kalorama ด้านซ้ายของอาคารเป็น Spanish Steps บันไดทางเดินเชื่อมระหว่างถนน 22 และ Decatur ออกแบบโดยสถาปนิก George Oakley Totten Jr. มีน้ำพุรูปหัวสิงโตด้านบน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเป็นอาคารสูง 4 ชั้น โครงสร้างกำแพงภายนอกเป็นอิฐแบบ Neo-classic สีแดงเลือดนกสลับขาว ปีกตึกทั้งสองด้านยืดยาว ลานหินตรงหน้าอาคารปูด้วยหินแบบ Herringbone Pattern และมีแนวราวกำแพงแบบ Renaissance

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

อาคารหลังนี้สร้างช่วง พ.ศ. 2449 – 2450 ออกแบบโดยนาย Ogden Codman สถาปนิกที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ เป็นบ้านของ Martha Codman ญาติที่สืบทอดมรดกจากธุรกิจเดินเรือของครอบครัวในบอสตัน และเป็นนักสะสมภาพวาดศิลปินชาวอเมริกัน

พ.ศ. 2481 มาร์ธา คอดแมน ขายบ้านให้ Dwight F. Davis อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัยประธานาธิบดี Hebert Hoover นายเดวิสมีชื่อเสียงในฐานะนักกีฬาเทนนิสและเป็นผู้เสนอความคิดให้มีถ้วยเทนนิสในระดับนานาชาติซึ่งรู้จักในชื่อ Davis Cup

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พ.ศ. 2520 บ้านหลังนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก National Register of Historic Places, National Park Service, US Department of the Interiorให้เป็นอาคารอนุรักษ์ (National Register of Historic Places) ประเภท II คือมีคุณลักษณะสำคัญด้าน Cultural Heritage และ Visual Beauty ในชื่อบ้านว่า Codman-Davis House

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ลิฟต์ภายในบ้าน

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกหลักบริเวณชั้นสอง

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2536 รัฐบาลไทยซื้อบ้านหลังนี้เพื่อเป็นทำเนียบทูต ในยุคที่หม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต และมีการปรับปรุงก่อนจะใช้งานใน พ.ศ. 2537

บ้านหลังนี้มีห้องพัก 12 ห้อง เป็นห้องรับรองแขก 8 ห้อง

ท่านทูตวีรชัยพูดถึงบ้านหลังนี้ว่า “ถ้าเปรียบกับที่เมืองไทย ก็เหมือนบ้านหลังนี้อยู่บนถนนวิทยุ พยายามสร้างแบบยุโรป มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่ค่อยเห็นในวอชิงตัน”

ห้องโปรดของท่านทูตคือ ห้องโถงที่ติดกับห้องกินข้าวชั้นสอง และสวนบริเวณระเบียงซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงนั้น

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องโถงที่อยู่ติดกับห้องกินข้าว ชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สวนบนระเบียงชั้นสอง

“ทำเนียบนี้ใช้งานบ่อยตามมาตรฐานทำเนียบทูต มีดินเนอร์ใหญ่อย่างน้อยเดือนละ 2 หน ไม่นับอาหารกลางวัน ผมหาความรู้จากทูตคนอื่นๆ ที่นี่ พบว่าคนที่นี่นิยมเลี้ยงอาหารกลางวัน มื้อเย็นไม่ค่อยมี ถ้ามีคือเป็นงานพิเศษจริงๆ และจะเลี้ยงเร็ว มาอยู่ที่นี่ต้องปรับตัวกับงานเลี้ยงกลางวันมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการต่างๆ ของสหรัฐฯ มีสารพัดกระทรวงที่ดูแลงานเกี่ยวกับประเทศไทย แล้วก็เลี้ยงกลุ่มนักธุรกิจ ถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คือ กลุ่มสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม

“ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเลี้ยงคณะทูตด้วยกันบ่อย แต่ที่นี่ทุกคนยุ่ง ก็มีแต่ทูตอาเซียนที่พบปะสังสรรค์กันตลอด เหมือนเป็นสมาคมลับ” ท่านทูตตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องรับแขกชั้นสอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระบรมฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของ ร.7

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

พระฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

คืนชีพอาคารคาโลรามา

คุณภัทรียา วัฒนสิน นักการทูตตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ดูแลงานด้านกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องราวภาคต่อของอาคารบนถนนคาโลรามาให้ฟังว่า

“หลังจากซื้อตึกที่ทำการที่จอร์จทาวน์ ที่นี่ก็ปิดร้างไปพักใหญ่ รัฐบาลสหรัฐฯ มีระเบียบว่า ถ้าเรามีตึกที่ไม่ใช้งานต้องเสียภาษี พ.ศ. 2556 เราเลยตัดสินใจซ่อมแซมตึกนี้บางส่วนแล้วใช้เป็นสำนักงานของฝ่ายกงสุล”

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

บางส่วนที่ว่าก็คือ ชั้นล่างใช้เป็นแผนกกงสุล ชั้นสองใช้เป็นห้องทำงาน ส่วนชั้นสามและสี่ใช้เป็นที่เก็บเอกสาร

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สำนักงานกงสุลชั้นล่าง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ห้องเก็บของชั้นสี่

“ในอนาคตกำลังจะปรับปรุงครั้งใหญ่ ผู้ใหญ่จากกระทรวงกำลังจะมาตรวจสอบ เพราะตึกนี้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ตึกนี้เอียงและมีรอยร้าว เรากำลังจัดสรรงบมาบูรณะครั้งใหญ่ให้เป็นคล้ายๆ Thai House แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย โครงสร้างภายนอกจะเหมือนเดิมเพราะเป็นอาคารอนุรักษ์ ชั้นสองเป็นชั้นที่เพดานสูงจะปรับให้เหมาะสำหรับการจัดงานเลี้ยง ชั้นล่างซึ่งเป็นแผนกวีซ่าก็จะปรับให้กว้างขึ้น มีห้องทำงานมากขึ้น รองรับคนมาใช้บริการได้มากขึ้น ส่วนชั้นสามและสี่จะปรับปรุงให้เป็นที่ทำงาน”

คุณภัทรียาทิ้งท้ายว่า กำลังจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาปรับปรุงเร็วๆ นี้

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

สถานเอกอัครราชทูตในปัจจุบัน

คุณช่อมณี ม่วงมงคล ผู้ช่วยฝ่ายสารนิเทศและวัฒนธรรม เล่าว่า อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้เป็นที่รู้จักของชาววอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากองค์กร Cultural Tourism DC มีการจัดกิจกรรมชวนสถานทูตต่างๆ มารวมตัวกันเปิดสถานทูตให้คนเข้าไปเยี่ยมชม พร้อมกันในวันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นงานที่จัดต่อเนื่องมา 11 ปีแล้ว สถานเอกอัครราชทูตของเราเข้าร่วมตั้งแต่ปีที่ 2 แถมในปีนั้นยังให้ใช้สถานที่เป็นที่จัดงานแถลงข่าว

ในปีแรกที่เราเปิดบ้าน มีผู้มาเยือนถึงสามพันกว่าคนในวันเดียว ในสถานทูตมีกิจกรรมให้ความรู้ พาชมอาคาร นวดไทย ขายอาหารไทย โชว์มวยไทย แกะสลักผลไม้ มีดนตรีแจ๊สมาเล่น เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ครบรสและเต็มที่ไม่แพ้สถานทูตไหน รีวิวดีขนาดนี้ งานนี้ในปีต่อมา คนจึงเข้ามามากกว่าเดิมอีก

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

ภาพ : thaiembdc.org

ปีที่ผ่านมา มีสถานทูตเข้าร่วมประมาณ 40 แห่ง แต่สถานทูตไทยก็ยังเป็นที่ที่คนปักธงว่า ต้องไม่พลาดเช่นเดิม

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตก็ยังมีงาน Thai Festival ภายในอาคาร คล้ายๆ กับงานวันเปิดบ้าน แล้วก็ยังมีงาน Thai Village ที่ไปเช่าพื้นที่ของโบสถ์จัดงาน ลักษณะงานใกล้เคียงกัน แต่อาหารเต็มที่กว่าเยอะ เพราะต้มผัดแกงทอดปรุงกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวเรื่องกลิ่น

อีกงานที่น่าสนใจมากก็คือ Thai Talent จัดเดือนละครั้ง เป็นการชวนศิลปินไทยที่ได้รับทุนฟุลไบรท์ด้านศิลปะ (ซึ่งมีไม่มากนัก) มาแสดงงานศิลปะ เช่น การฉายหนังผลงานของตัวเอง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก

คุณช่อมณีทิ้งท้ายว่า งานใหญ่อีกงานที่สถานทูตภูมิใจมาก และใช้เวลาเตรียมงานกันครึ่งค่อนปี ก็คือ งานเลี้ยงรับรองฉลอง 2 ศตวรรษแห่งมิตรภาพ และ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ นั่นเอง

สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา, วอชิงตัน, วีรชัย พลาศรัย

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

8 กุมภาพันธ์ 2564
29 K

หลังกำแพงขาวสะอาดประดับตราแผ่นดินของอิตาลี กิ่งมะกอกและโอ๊กโอบล้อมดวงดาวในล้อฟันเฟือง เราเข้าสู่พื้นที่ของ Ambasciata d’Italia a Bangkok

สวนเขียวชอุ่ม ตัวบ้านขาวแต้มชมพูระเรื่อจากเฟื่องฟ้าที่ห้อยระย้าจากระเบียงชั้นสอง รถ Maserati สีขาวมันปลาบประจำตำแหน่งจอดนิ่งอยู่หน้าบันไดครึ่งวงกลมสีเขียวหยก เอกอัครราชทูต โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti) เปิดประตูบ้านออกมาทักทาย สมกับเป็นประเทศแห่งดีไซน์และไมตรี บรรยากาศทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยงดงามเหมาะเจาะไปเสียทุกอย่าง

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปกติทำเนียบทูตเปิดต้อนรับแขกของสถานทูตเพียงเท่านั้น น้อยครั้งที่จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม แต่เช้าวันนั้นที่ฝนตกพรำ ท่านทูตอนุญาตให้เราเข้าชมพร้อมพาสำรวจตัวบ้านด้วยตัวเอง ทั้งยินดีให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับบ้านและการทำงาน แบบที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน

ก่อนเข้าไปสำรวจตัวบ้าน มาทำความรู้จักประวัติมิตรประเทศจากยุโรปกันเสียหน่อย

อิตาเลียนเยือนสยาม

ชาวอิตาเลียนคนแรกที่มาเยือนแดนสยามคือ นิโคโล คอนติ (Nicolò Conti) ใน ค.ศ. 1430 พ่อค้าและนักเดินทางชาวเวนิสผู้เดินทางทั่วอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มาเยือนสยามในสมัยอาณาจักรอยุธยากำลังเติบโต คำบอกเล่าของเขาช่วยให้การทำแผนที่โลกฉบับ Fra Mauro แสดงทวีปเอเชียได้ละเอียดแม่นยำกว่าแผนที่อื่นที่เคยปรากฏก่อนหน้า และบันทึกการเดินทางของเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปยุคกลางได้รู้จักอุษาคเนย์

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและสยามงอกงามขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 อิตาลีและสยามลงนามสนธิสัญญาฉบับแรก คือสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ใน ค.ศ. 1868 ปีรัชสมัยแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 แห่งอิตาลี (King Vittorio Emanuele II of Italy) ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิตาลี ผู้รวมรัฐต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวและสถาปนาราชอาณาจักรอิตาลีได้สำเร็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ อิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย และอิตาลีเป็นประเทศยุโรปแรกที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนเมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง ต่อมาราชสำนักสยามก็ต้อนรับชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินเข้ามาทำงาน เช่น มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม สถานีรถไฟกรุงเทพ ตึกไทยคู่ฟ้า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ฯลฯ กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ศิลปินเจ้าของผลงานภาพวาดบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม และบุคคลสำคัญที่คนไทยรักใคร่มาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร บิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย 

บ้านอิตาลี

สาธารณรัฐอิตาลีมีสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิตาลีที่เชียงใหม่และภูเก็ต (ส่วนสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำอิตาลีอยู่ที่กรุงโรม) 

บ้านหลังเก่าของสถานทูตอิตาลีเดิมอยู่ที่ถนนสาธรเหนือ มีทำเนียบทูตตั้งอยู่เคียงกัน จากนั้นย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่ถนนนางลิ้นจี่ ต่อมาสถานทูตฯ ย้ายออกมาใน ค.ศ. 2011 พื้นที่เดิมกลายเป็นร้านอาหารและบริษัทเอกชน ส่วนสถานทูตย้ายมาอยู่ตึก All Seasons Place ถนนวิทยุ 

ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย สถานทูตฯ เช่าบ้านเก่าแสนสวยในรั้วขาว ซอยสีลม 19 ไว้เป็นที่พำนักตัวแทนประเทศ เดิมอาคารหลังนี้เป็นบ้าน เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (จิตต์ ณ สงขลา) สร้างในที่ดิน 3 ไร่ ที่ท่านได้จากทางคุณตาหรือทางตระกูลวัชราภัย เมื่อ ค.ศ. 1927 (พ.ศ. 2470) เป็นที่ดินยาวๆ ขนานกับซอยสีลม 19 ในที่ดินมีบ้านสามหลัง โดยบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังกลาง 

หนังสือ Treasured Homes of Thailand ระบุว่า บ้านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์นี้ออกแบบโดยพระนรินทรักษา (ไม่ปรากฏขุนนางในราชทินนามนี้ จึงต้องค้นหาต่อไป) ต่อมาใน ค.ศ. 1929 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ให้ นายจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ออกแบบต่อเติมโถงและเฉลียงออกมา เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาแบน เน้นรูปทรงโค้งครึ่งวงกลม วางแบบอสมมาตร ต่างไปจากส่วนดั้งเดิมที่มีลักษณะแบบคลาสสิกเรียบๆ ตกแต่งภายในด้วยลวดลายบัวไม้ คล้ายๆ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมในซอยพิพัฒน์ 

ทำเนียบทูตหลังนี้บรรจุประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากตัวสถาปนิกชื่อดังแห่งยุค นายจิตรเสน เป็นบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ศึกษาที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส เมื่อกลับมาเมืองไทยใน ค.ศ. 1927 ได้ออกแบบอาคารมากมายในกรุงเทพมหานครที่เป็นมรดกของยุคนั้น เช่น สมาคมพาณิชย์จีน ถนนสาทร บ้านพระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา) สโมสรสีลม วังรื่นฤดี ถนนสุโขทัย และไปรษณีย์กลาง ต่อมาเข้าทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และออกแบบอาคารถนนราชดำเนินกลางด้วย ปัจจุบันอาคารที่เขาออกแบบหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก และบ้านหลังนี้ก็มีลายเซ็นของเขาชัดเจนทีเดียว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 28, กันยายน ค.ศ.1920, โรงเรียนอัสสัมชัญ 
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 60, กันยายน ค.ศ. 1928, โรงเรียนอัสสัมชัญ 

สำหรับเจ้าของบ้านเดิม เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าพระยา โดยรับราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เคยเป็นประธานศาลฎีกา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีหลายกระทรวง ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานองคมนตรี บ้านหลังนี้จึงเคยต้อนรับแขกสำคัญของประเทศมากมาย 

เมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ถึงแก่อนิจกรรม บ้านตกเป็นของบุตรชายคนที่ 6 คุณจินดา ณ สงขลา ต่อมาคุณพิมสิริ ณ สงขลา ผู้เป็นภรรยา และบุตรสาว คุณวิภาดา โทณวณิก เป็นผู้ดูแลต่อมา และราว 20 กว่าปีก่อน สถานทูตอิตาลีจึงได้เช่าบ้านหลังนี้สำหรับเป็นทำเนียบทูต 

เล่าประวัติศาสตร์มาพอสมควรแล้ว ตามท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เข้ามาชมทำเนียบกันดีกว่า

ในบ้านเก่า

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

เดินลัดสนามแสนเขียวร่มรื่นหน้าบ้าน ซึ่งเคยเป็นลานจัดฉายหนังเทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2 ปีซ้อน ผ่านศาลพระภูมิสีขาวดีไซน์เก๋ข้างบ้านเข้ามาในตัวทำเนียบ จะพบความโอ่อ่าน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันก็ดูปลอดโปร่งอยู่สบายจากเพดานสูงและกรอบประตูมีช่องลมฉลุ ส่วนต่างๆ ของบ้านทะลุมองถึงกัน ตัวบ้านสภาพดีมากเพราะเจ้าของดูแลปรับปรุงอยู่เสมอ พื้นไม้และสวิตช์ไฟโบราณยังคงใช้งานได้ดี

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

  ห้องรับรองเล็กๆ ติดกับโถงบันไดทางหน้าบ้าน เคยกลายเป็นห้องทำงานชั่วคราวของท่านทูตเมื่อต้อง Work From Home ช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักในปีที่แล้ว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่รับแขกเป็นห้องโล่งยาว มีมุมโซฟาหลายมุมสำหรับจัดเลี้ยงรับรองแขกได้หลายสิบคน โต๊ะรับแขกทุกโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลาย มีทั้งนิตยสาร หนังสือภาพถ่าย ไปจนถึงตำราอาหาร ซึ่งเป็นคอลเลกชันส่วนตัวของท่านทูตผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ต่อขยายด้านข้างตัวบ้านคือที่โปรดของท่านทูต เฉลียงพื้นหินอ่อนปูทับด้วยเสื่อสาน ผนังกระจกด้านข้างรับแสงธรรมชาติและวิวสวนอันร่มรื่น ขณะเดียวกันก็เว้าเป็นช่องที่นั่งแสนสบาย ปกติท่านทูตจะเล่นโยคะและรับประทานอาหารเช้าที่นี่ ยามแขกมาเยือน ห้องที่ดูอบอุ่นนี้ใช้รับรองผู้คนและเป็นห้องเลี้ยงอาหารกลางวันได้เช่นกัน

ลึกเข้าไปในด้านหลังตัวบ้านมีห้องอาหารโต๊ะเล็ก เชื่อมกับห้องรับประทานอาหารค่ำขนาดใหญ่ที่ระดับพื้นต่ำกว่าด้านหน้า ตกแต่งโทนสีเข้มที่เต็มไปด้วยศิลปะเอเชีย เป็นทั้งที่จัดเลี้ยงดินเนอร์ และดัดแปลงเป็นห้องแถลงข่าวได้ 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ชั้นสองและชั้นสามเป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านทูตและครอบครัว มีทั้งห้องนอนเจ้าบ้านและห้องนอนแขก เมื่อวนครบรอบชั้นหนึ่งของบ้านแล้ว ขอเชิญพบไฮไลต์แสนสนุกของทำเนียบทูต ใต้บันไดมีห้องลับสู่ชั้นใต้ดิน ภายนอกมีกรอบหลอกเสมือนหน้าต่างอันแนบเนียน ต้องเปิดบานไม้ออกจึงพบทางเข้าอันลึกลับ สันนิษฐานว่าใช้งานเป็นห้องหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปีนบันไดลงไปด้านล่างจะพบประตูลูกกรงเหล็กเก่าแก่กับตู้เซฟโบราณ แต่บรรยากาศไม่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะทางทำเนียบทาสีห้องเป็นสีขาว ติดเครื่องปรับอากาศอย่างดี ใช้เป็นห้องสำหรับเก็บชีสและไวน์อิตาเลียน กลิ่นอายห้องนี้จึงเหมือนห้องใต้ดินในบ้านยุโรปดีๆ นี่เอง 

รู้จักบ้านเก่ากันเรียบร้อย ขอเชิญเอนหลังนั่งลงที่โซฟานุ่มๆ จิบ Espresso กาแฟดำถ้วยเล็กฉบับอิตาลี แล้วสนทนากับเจ้าบ้าน ท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยผู้เคยประจำการที่เซเนกัล ซีเรีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ามารับตำแหน่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีกับเมืองไทย กัมพูชา และลาว ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 และพาครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใจกลางสีลมตลอดมา

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ทำไมสถานทูตอิตาลีจึงเลือกเช่าบ้านหลังนี้เป็นทำเนียบทูต

ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆ เพราะทูตคนก่อนๆ ตกหลุมรักบ้านนี้ และย่านนี้ก็เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจตั้งแต่ตอนนั้น อยู่ใกล้บางรักซึ่งมีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสและโปรตุเกส ตัวบ้านเองก็มีลักษณะแบบไทยผสมอิทธิพลอิตาลี ใช้หินอ่อนอิตาลีปูพื้น เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ 

สิบปีที่แล้วมีทูตคนหนึ่งตัดสินใจย้ายทำเนียบไปที่นนทบุรี แล้วทูตสองคนก่อนหน้าผมก็ย้ายกลับมาที่นี่ เราโชคดีที่ตอนย้ายกลับมาบ้านหลังนี้ว่างพอดี และได้ทำให้ที่นี่เป็น House of Italy

เอกลักษณ์ของ House of Italy เป็นอย่างไร

เอกลักษณ์คือการต้อนรับขับสู้ผู้คน ความเป็นมิตร อาหาร และศิลปะ 

ที่นี่เป็นที่ที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน คนชอบมาที่นี่ ภรรยาของผมและผมก็ชอบชวนเพื่อนๆ มาพบปะกัน เราเคยจัดงานหลายแบบ ทั้งสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่นงานเลี้ยงรับรองบริษัทสัญชาติอิตาลีที่มาอยู่ไทย หอการค้าไทย หรือถ้าต้องรับรองบุคคลสำคัญจากทั้งสองประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม เราจะจัดงานเลี้ยงที่นี่ งานใหญ่ที่สุดที่เคยจัดที่นี่คืองานเลี้ยงสำหรับคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานคณะที่ปรึกษาบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล มีคนมาร้อยห้าสิบคน 

เราเคยจัดงานแต่งงานให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของอิตาลีด้วย เป็นงานที่พิเศษมาก ปกติทำเนียบทูตไม่ใช้จัดงานแบบนี้ เคยจัดแค่สองครั้งเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นคนสำคัญในสถานทูตฯ ของเรา มีแขกเพื่อนๆ ชาวไทยมาเต็มเลยครับ จริงๆ แขกมาจากทั่วโลกเลย เพราะเจ้าสาวไม่ใช่คนไทย ผมก็ยินดีไปกับเขาด้วย 

นอกจากนั้นก็มีงานแถลงข่าว อย่างงาน Italian Film Festival รวมถึงจัดงานวัฒนธรรมอย่างเทศกาลภาพยนตร์ยุโรป น่าเสียดายที่ปีนี้จัดไม่ได้เพราะ COVID-19 แต่เราหวังว่าจะได้จัดงานนี้ต่อไป

ชีวิตในทำเนียบทูตบ้านเก่าย่านสีลมเป็นอย่างไรบ้าง

การมีบ้านแบบนี้เป็นความหรูหราอย่างหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ต่างขายที่ดินไปสร้างตึกสูงกันหมด พวกเราโชคดีมากที่ได้อยู่ในบ้านเก่าที่เป็นมรดกสถาปัตยกรรมของเมือง มีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่จัดเลี้ยง บางทีผมก็คิดว่าถ้าไปอยู่คอนโดฯ หรูในสาทรที่มีวิวเมืองสวยๆ ก็ดีนะ แต่ว่าพวกเรามีความสุขที่อยู่ที่นี่ ซึ่งมีทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำ ผมเคยเจอคนจากรัฐบาลที่บอกว่าเขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่ตอนเด็ก แล้วก็ชอบเล่นในสวนด้วย 

คุณชอบส่วนไหนในบ้าน ได้เปลี่ยนอะไรในบ้านไหมตอนมาอยู่ที่นี่

ปกติทำเนียบจะตกแต่งเรียบร้อยอยู่แล้ว ดังนั้นแค่นำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดจากอิตาลีมาตกแต่งก็ทำได้ตามชอบ แล้วพอย้ายตำแหน่งค่อยเอาของเก่ากลับมาวาง ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก ยกเว้นชั้นบนเพราะเราอยากใช้เฟอร์นิเจอร์ของเราเอง และมีแค่หนังสือกับนิตยสารที่เป็นของผม 

ผมชอบบ้านที่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว มีหลายจุดที่ผมชอบ อย่างห้องนั่งเล่นที่เรานั่งคุยกัน แล้วก็มุมห้องกระจกที่ไว้ทานอาหารเช้า รู้สึกเหมือนได้อยู่กลางแจ้งเพราะมองเห็นต้นไม้สบายตา ชอบเพดานสูงๆ ที่ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ซึ่งหาไม่ได้จากการอยู่ในตึกสูง เป็นอภิสิทธิ์ของการอยู่ที่นี่ 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ใช้ชีวิตในสีลม ยากไหม

เป็นย่านที่พลุกพล่านและมีชีวิตชีวา เราชอบที่เป็นย่านที่เดินได้ ออกไปเจอห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารหลายๆ แห่ง การเดินเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเรา เราไม่ชอบนั่งรถตลอดเวลา และการอยู่ในย่านนี้ทำให้เราได้เดิน 

แต่ข้อเสียคือรถติดมากครับ โดยเฉพาะตอนเย็น เวลาจัดงานแขกต้องเผื่อเวลาเดินทางมาก เวลาผมกลับมาบ้านในเวลาเร่งด่วน บางทีต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงบนรถเพื่อจะเดินทางแค่สี่กิโลเมตร ดังนั้นบางทีเวลาไม่อยากขับรถ ผมก็ชอบขึ้นรถไฟฟ้า 

คุณเคยทำงานที่ซีเรีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ทำเนียบทูตอื่นๆ เป็นบ้านเก่าเหมือนที่นี่ไหม

แล้วแต่ครับ ทำเนียบทูตที่ปารีส ลอนดอน ลิสบอน เป็นโบราณสถาน ทำเนียบและสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นที่ลิสบอน Palace of the Counts of Pombeiro สร้างในศตวรรษที่ 18 ส่วน Villa Firenze ทำเนียบทูตที่วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นบ้านเก่าอายุเกือบร้อยปีที่สวยมากๆ 

ทำเนียบทูตที่อื่นก็ต่างกันไป มีหลายแบบมากครับ แต่ว่าต้องสวยงาม ดีไซน์ดี และสื่อว่าชาวอิตาลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และศิลปะวัฒนธรรม บางแห่งก็ออกแบบโดยสถาปนิกอิตาลีอย่างที่โตเกียว 

งานหลักๆ ของเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยคืออะไรบ้าง

งานส่วนใหญ่ของผมคือการสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เพราะเมืองไทยเป็นที่ตั้งโรงงาน ผมอยากทำให้ความสัมพันธ์ด้านธุรกิจของเราพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าเทคโนโลยีของอิตาลีเข้ามาใช้ในเมืองไทย นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงานของผม 

รวมไปถึงการสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจไทยในอิตาลี อย่างกรุ๊ปเซ็นทรัลที่ลงทุนซื้อห้างสรรพสินค้าใหญ่ของอิตาลีและประสบความสำเร็จ ไมเนอร์ที่ลงทุนโรงแรม แล้วก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ทำงานร่วมกัน เรามีหอการค้าไทย-อิตาเลียน ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริษัทไทยและอิตาเลียน 

งานของผมเกี่ยวข้องกับทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม แต่สิ่งที่สนใจมากคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนมักคิดถึง Food, Furniture และ Fashion เมื่อคิดถึงอิตาลี แต่จริงๆ แล้วประเทศที่มีอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากเยอรมนีคืออิตาลี และโรงงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น รถ Mercedes-Benz หรือ BMW ของเยอรมนีก็มีเทคโนโลยีอิตาลีอยู่ และอิตาลีก็ทำงานด้านเทคโนโลยียานอวกาศด้วย 

ผมอยากทำงานกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยอีกเยอะๆ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ ตอนอยู่อเมริกาได้ทำงานด้านนี้เยอะ เลยเข้าใจความสำคัญว่าผลลัพธ์ของมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ 

ความร่วมมือกับเมืองไทยเรื่องไหนที่คุณอยากเล่าให้คนทั่วไปได้ฟัง

เรื่องความยั่งยืนครับ ใน ค.ศ. 2021 อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 และการประชุม COP 26 (การประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ร่วมกับสหราชอาณาจักร เพราะฉะนั้น สถานทูตก็เลยร่วมมือกับเมืองไทยในหลายๆ ด้านในการสนับสนุนความยั่งยืน เรากำลังทำงานร่วมกับ ESCAP (คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล และ Siam Center 

และเราทำโครงการ Smart Talk Bangkok คล้ายๆ TED Talks จัดนิทรรศการสามวัน มีการแสดงสดจากคณะนักแสดงศิลปะการแสดงอิตาเลียนที่เน้นประเด็นความยั่งยืน โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทย หลายบริษัทในอิตาลีและเมืองไทย เพื่อกระตุ้นให้คนตระหนักเรื่องความยั่งยืนและปัญหาโลกร้อนด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

โดยปกติ งานเทศกาลที่สถานทูตอิตาลีจัดมีอะไรบ้าง

เทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนช่วงเดือนตุลาคมเป็นเทศกาลแรกของเราใน ค.ศ. 2020 เพราะ COVID-19 ปกติเราจะมีเทศกาลอิตาเลียนหลากหลายทั้งปี เช่น ดนตรีคลาสสิกและดนตรีแจ๊สจากนักดนตรีอิตาลี นิทรรศการศิลปะอย่างที่เราเคยจัดงานคาราวัจโจ งานลีโอนาโด ดาวินชี และมีงานวัฒนธรรม ค.ศ. 2019 ก็มีงานบทสนทนาพหุวัฒนธรรมและทำหนังสือที่เล่าเรื่องราวระหว่างชาวไทยและชาวอิตาเลียน น่าสนใจที่หลายเรื่องเกี่ยวกับอาหาร (ยิ้ม) แล้วก็เรื่องเด็กที่เติบโตมากับหลายวัฒนธรรม 

ตัวผมเองคุณแม่เป็นชาวเยอรมัน และคุณพ่อเป็นคนอิตาเลียน ซึ่งต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผมเองก็เติบโตมากับวัฒนธรรมเยอรมันหลายอย่าง ก็เลยสนใจมุมมองของการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลาย อย่างไทยกับอิตาเลียน หรือไทยกับประเทศยุโรปอื่นๆ 

ทำไมสถานทูตอิตาลีถึงนิยมจัดกิจกรรมวัฒนธรรมมากมายในเมืองไทย

ตอนที่ผมมาถึง เราเพิ่งฉลองร้อยห้าสิบปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเมืองไทยและอิตาลี ซึ่งตอนเริ่มความสัมพันธ์ อิตาลีเพิ่งรวมประเทศเป็นราชอาณาจักรได้ไม่นาน หลังจากถูกปกครองโดยต่างชาติหรือแยกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน เราเพิ่งกลับมามีเอกภาพตอน ค.ศ. 1860 โรมไม่ใช่เมืองหลวง เพราะตอนนั้นโรมปกครองโดยพระสันตะปาปา จนถึง ค.ศ. 1870 เมืองหลวงเก่าของอิตาลีคือตูรินและฟลอเรนซ์ 

การที่รัฐในเวลานั้นเริ่มความสัมพันธ์กับประเทศที่อยู่ไกล เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก ในช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 ชาวอิตาเลียนหลายคนเดินทางมาทำงานในเมืองไทย โดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินซึ่งได้เข้ามาทำงานศิลปะกับศิลปินไทย บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งคืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ทุกวันที่ 15 กันยายนที่เป็นวันเกิดของอาจารย์ ยังมีลูกศิษย์ที่เคยเรียนด้วยมาร่วมงานด้วยอยู่เสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรามีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงหลัก รากของความสัมพันธ์มาจากวัฒนธรรมและผู้คน นักศึกษาและนักวิชาการหลายคนในไทยก็ไปเรียนต่อที่อิตาลี มิตรภาพระหว่างเรามาจากคนที่ชื่นชอบวิถีชีวิตของกันและกัน และอาหาร ขอโทษที่พูดเรื่องอาหารเยอะนะครับ แต่ผมรู้ว่ามันก็เป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมของคนไทยเหมือนกัน 

คนไทยชอบมาเที่ยวอิตาลี หลายคนไปหลายครั้งเพราะชื่นชอบ แต่จำนวนคนอิตาเลียนที่มาเมืองไทยมีมากกว่าเยอะเลยครับ ไวรัสนี้ทำให้คนอิตาเลียนหลายคนที่ชอบมาพักผ่อนที่ไทยครั้งละสองสามเดือนกลับมาไม่ได้ พวกเขาแทบอดทนรอไม่ไหวให้พรมแดนเปิด จะได้กลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง 

สำหรับทูตอย่างผม การที่ประชาชนมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันมาตลอด ทำให้เราหาทางแก้ไขปัญหาทางการทูตได้ตลอด 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คนอิตาเลียนถูกใจอะไร ถึงชอบมาเที่ยวเมืองไทย

ชอบความเป็นมิตรและการต้อนรับขับสู้ของคนไทย ความสวยงามของประเทศซึ่งไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ แต่ในที่อื่นๆ อย่างเชียงราย ภาคอีสาน และจังหวัดอื่นๆ ก็สวยงามมาก 

ตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้งที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวใน ค.ศ. 1998 การมาเที่ยวไทยเป็นเรื่องที่คนยุโรปนิยมมากจนเป็นธรรมเนียม ไม่ใช่แค่คนอิตาเลียนนะครับ บางคนก็มาพักนานๆ ทุกปี ซื้อบ้านพักไว้ก็มี ก่อนช่วง COVID-19 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวอิตาเลียนมาไทยราวๆ 265,000 คน ซึ่งส่วนมากมาอยู่นานๆ หลายคนมาช่วงฤดูหนาว เรามีชาวอิตาเลียนที่พำนักในไทยถาวรราวๆ หกพันคน แต่ปกติมีถึงหนึ่งหมื่นคน ซึ่งก็เยอะอยู่นะครับ ขณะที่กัมพูชามีราวสองพันห้าร้อยคน ที่ลาวประมาณหนึ่งพันคน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือประมาณหนึ่งในสามที่ยังอยู่

ตอนที่ COVID-19 ระบาดใหม่ๆ คนอิตาเลียนในไทย กัมพูชา และลาว อยากกลับบ้านหรืออยู่แถวนี้มากกว่า

พวกเขาเปลี่ยนใจกันบ่อยมากเลยครับ (หัวเราะ) ที่กัมพูชาและลาวไม่ค่อยมีคนอิตาเลียนอยู่มากนัก ประเทศเหล่านั้นค่อนข้างเงียบสงบ ตอนแรกหลายคนอยากกลับบ้านเพราะกลัวว่าถ้าโรคระบาดหนักเข้า จะหาทางเข้าถึงการรักษาได้ยาก เราเลยร่วมมือกับหลายประเทศในยุโรปจัดเที่ยวบินพิเศษให้ชาวยุโรปกลับบ้านสามครั้ง 

ส่วนในเมืองไทย การหาเที่ยวบินพาณิชย์กลับอิตาลียังพอเป็นไปได้ หลังจากนั้นทุกคนก็รู้ว่าสถานการณ์ที่นี่ยังควบคุมได้มากกว่า หลายคนเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยอยู่แล้ว ทุกคนอยู่ที่นี่ต่อ นักท่องเที่ยวและคนที่มาชั่วคราวกลับกันไปบ้าง ซึ่งเราขอบคุณรัฐบาลไทยมากที่ขยายเวลาพำนักในประเทศไทย ให้พวกเขาได้มีเวลาตัดสินใจว่าอยู่เมืองไทยหรือกลับอิตาลี ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก 

หลังสถานการณ์ COVID-19 ที่อิตาลีระบาดรอบสอง ทางรัฐบาลรับมือยังไงบ้าง

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การใส่หน้ากากกลายเป็นเรื่องจำเป็นครับ ช่วงพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 เราเจอเคสใหม่ๆ ราวสี่หมื่นเคสต่อวัน ที่ตัวเลขดูเยอะเพราะไล่ตรวจโรควันละประมาณหนึ่งแสนคนทุกวัน ปัจจุบัน (มกราคม ค.ศ. 2021) เจอผู้ติดเชื้อใหม่ราวหนึ่งหมื่นห้าพันคนต่อวัน ท้องถิ่นต่างๆ ก็ล็อกดาวน์เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าออก ที่ผ่านมาคนกักตัวอยู่บ้านหลายเดือน เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนที่ช่วยได้มาก 

ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ อิตาลีเจอวิกฤต COVID-19 อย่างหนักหนาสาหัส ส่วนหนึ่งเพราะเรามีประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก มาตรการเลยต้องเข้มงวดมาก และตอนนี้เราก็ตระหนักแล้วว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคระบาดจนกว่าจะมีวัคซีน เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อ และเราต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต้องหาสมดุล ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์สาธารณสุข 

แม้ว่าตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะกลับไปสูง แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ค.ศ. 2020 ค่าเฉลี่ยอายุต่ำลงมาก อัตราผู้เสียชีวิตก็ต่ำลงมากด้วย โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ ก็รับมือได้ดีขึ้น กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงทั้งผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวก็รู้วิธีดูแลตัวเอง ปู่ย่าตายายต้องหลีกเลี่ยงการเจอหลานๆ ที่ไปโรงเรียนเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยง 

ถึงต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่ภาพคนอิตาลีออกมาร้องเพลงและเล่นดนตรีตามระเบียงก็น่าประทับใจมาก

ความคิดสร้างสรรค์ของคนอิตาลีเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อสู้ความลำบากของการกักตัวอยู่บ้าน การล็อกดาวน์ส่งผลต่อสุขภาพจิตมาก ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปโดยสิ้นเชิง คุณแม่และลูกสาวของผมก็กักตัวอยู่ที่อิตาลี ถึงอยู่ที่นี่ผมจะไม่ออกไปไหน แต่มันก็ต่างกัน ผมยังไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่การกักตัวอยู่บ้านโดยรู้ว่าทั้งประเทศก็ต้องกักตัวเหมือนกัน ข้างนอกทุกอย่างเงียบสนิท มันน่ากลัวมากนะครับ 

การรับมือความโดดเดี่ยวทำให้เรารู้ว่าเราคิดถึงคนอื่นๆ มากขนาดไหน การร้องเพลงที่ระเบียงคือความพยายามปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ถึงเราจะติดต่อกันผ่านช่องทางดิจิทัลได้มากเท่าที่เราต้องการ แต่เราต่างคิดถึงสัมผัสของคนต่อคน ซึ่งโซเชียลมีเดียช่วยส่งต่อเรื่องนี้จนไวรัลไปทั่วโลกแบบไม่ได้ตั้งใจ ผมว่าทุกคนคงประทับใจที่ได้เห็น และผลตอบรับก็ดีมาก

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์) เป็นวันสุขภาพจิตโลก ผมอยากย้ำว่า COVID-19 ทำให้สุขภาพจิตของผู้คนย่ำแย่ลง เราควรตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนไทยและคนอิตาลีมีเหมือนกัน

หลายอย่างเลยครับ เราให้ความสำคัญกับครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่กับลูก แต่รวมถึงครอบครัวขยาย เราชอบความอิสระ ชอบการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต ชอบช่วงเวลาดีๆ ชอบทำงานนะ แต่ว่าไม่ได้อยู่เพื่อทำงาน เราทำงานเพื่ออยู่ และขอโทษที่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว (ยิ้ม) เราชอบอาหาร และเราใส่ใจเปิดรับวัฒนธรรมอาหารใหม่ๆ ไม่ได้กินแต่อาหารบ้านตัวเองอย่างเดียว แต่ชอบทดลองกินอาหารอื่นด้วย ครอบครัวผมชอบอาหารไทย ถ้าออกไปกินข้างนอก ไม่ไปร้านอาหารอิตาเลียนก็จะไปร้านอาหารไทย

ร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯ ไหนที่เป็นร้านโปรดของคุณ

บอกแค่ร้านเดียวไม่ได้ครับ ต่อให้เลือกที่หนึ่งในใจได้ ผมก็จะไม่มีวันบอกคุณ (หัวเราะ) หลายร้านมาร่วมออกงาน Italian Cuisine Week in Thailand ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี มีร้านอาหารอิตาเลียนในไทยเยอะมาก ผมอาจจะไม่ได้เคยชิมทั้งหมด 

ในเมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีอาหารอิตาเลียนแท้ๆ เยอะเลยครับ วัตถุดิบมาจากอิตาลี สูตรการปรุงก็ตรงตามต้นฉบับ แต่ก็มีอาหารฟิวชันเยอะเหมือนกัน เช่น ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแทนพาสต้า ใช้วัตถุดิบไทยแทนวัตถุดิบเดิม ซึ่งสนุกสนานดีครับ แต่ในฐานะทูต เรื่องสำคัญสำหรับผมคือเวลาคุณไปจ่ายตลาด คุณควรรู้ว่าของที่คุณซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้ๆ หรือว่าไม่ใช่ เพราะมีของเลียนแบบเยอะ บางทีบนห่อมีธงอิตาลีแต่ว่าข้างในมาจากที่อื่น อันนั้นผมรับไม่ได้ ผู้บริโภคต้องรู้ว่าของที่เขาซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้รึเปล่า มันอาจราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่มันเป็นของแท้แน่ๆ ไม่ว่าคุณจะชอบของทดลองหรือของดั้งเดิมก็ควรรู้ที่มา

นอกจากแบ่งปันเรื่องงาน พอเล่าให้ฟังได้ไหมว่าวันหยุดของคุณเป็นอย่างไร

ผมชอบท่องเที่ยว เมืองไทยสวยมากครับ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ผมชอบขับรถออกไปนอกเมือง ที่ที่ชอบมากๆ คือเกาะเกร็ด นนทบุรี มีคาเฟ่น่ารัก ปั่นจักรยานได้ แล้วก็มองเห็นแม่น้ำได้ตลอด

ช่วง COVID-19 นี้โรงแรม ร้านอาหาร และที่สวยๆ มากมายที่ปกติคนเยอะก็ว่างให้ไปเที่ยว ผมไม่ได้กลับไปอิตาลีเพราะการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ค.ศ. 2020 เลยเดินทางเที่ยวในประเทศไทย ที่นี่มีทิวทัศน์หลากหลายแบบน่าสนใจ ผมชอบเขาใหญ่ ชอบอุทยานและพื้นที่รอบๆ และจะกลับไปเที่ยวอีกแน่นอน 

มีที่หนึ่งชื่อ Toscana Valley เขาใหญ่ ตอนแรกผมคิดว่าจะดูปลอมนะ แต่ไปแล้วประทับใจมาก สร้างได้ถูกต้อง ไปแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปทัสคานี ซึ่งเป็นแคว้นที่ผมจากมา ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเลยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านแป๊บหนึ่ง 

ผมกับลูกชายไปเดินป่าที่เขาใหญ่ เราได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่าพืชกินได้ที่นั่นมีมหาศาลมาก มีทั้งวัตถุดิบอาหารไทยและสมุนไพรไทยซึ่งกลายเป็นสินค้าหลายอย่างมาก ประทับใจวัฒนธรรมการใช้พืชดูแลสุขภาพ ซึ่งคล้ายๆ คนอิตาลีที่มีวัฒนธรรมอาหารเพื่อสุขภาพ 

ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่มีแม่น้ำใหญ่ทำให้เกษตรกรรมที่นี่ดี และทำให้พืชกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ชอบมาก แล้วผมก็ชอบกาญจนบุรี อยากขับรถไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณอีก สวยมาก มีภูเขาเขียวรอบๆ ถึงอากาศร้อนก็ชอบ แล้วก็ชอบเกาะต่างๆ กระบี่ ผมเพิ่งกลับจากสมุย ที่นั่นก็ดีมาก 

ผมชอบธรรมชาติ ต้องการธรรมชาติ ผมชอบอยู่กรุงเทพฯ นะ แต่ก็ต้องออกไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว ในชนบทที่มีต้นไม้เยอะๆ เพื่อหายใจและฟื้นฟูตัวเอง เหมือนอยู่ที่อิตาลี ผมชอบโรม แต่ก็ต้องหาเวลาไปเมืองอื่นที่มีธรรมชาติ 

คำถามสุดท้าย ถ้าสอนภาษาไทยให้คนอิตาเลียนได้หนึ่งคำ คุณจะสอนคำว่าอะไร

(เงียบคิดนาน) คำเดียวเองเหรอ ท้าทายมาก ผมน่าจะสอนคำว่า ขอบคุณครับ (Grazie) ขอบคุณสำหรับน้ำใจและมิตรภาพของคนไทยที่เราซาบซึ้งมาก ช่วง COVID-19 แต่ละประเทศไม่ได้แค่ปิดพรมแดน แต่ปิดความสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะความกลัวด้วย ผมคิดว่าเราไม่ควรลืมมิตรภาพระหว่างกัน มีคนอิตาเลียนมากมายที่อยากกลับมาเมืองไทย และคนไทยอีกหลายคนที่อยากไปอิตาลี ผมขอบคุณความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ขอบคุณข้อมูลจาก 

ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 

www.thaiembassy.it/index.php/

www.eliteplusmagazine.com/ 

en.wikipedia.org/wiki/Victor_Emmanuel_II_of_Italy 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load