ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทำงานเพื่อผู้ลี้ภัยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มา 5 ปีแล้ว

5 ปีที่ว่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปทีละน้อย จนในที่สุดเธอตัดสินใจอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

การอุทิศชีวิตนี้ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ของทูตสันถวไมตรีของ UNHCR เท่านั้น แต่เธอทำด้วยหัวใจ ชีวิต และจิตวิญญาณ

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ท่ามกลางความกังขามากมายในประเด็นการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เธอตั้งใจตอบทุกคำถามผ่านสารคดีที่เล่าเรื่องราวชีวิตและสภาพความเป็นอยู่จริงของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ ในการร่วมลงพื้นที่ชายแดนประเทศโคลอมเบียเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปูและ แมทธิว บราก (Matthew Brag) คู่หมั้นของเธอ จึงเก็บภาพและเรื่องราวชีวิตของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลามาผลิตเป็นสารคดีแนว Human Story ความยาว 20 นาที ชื่อ Sin Fronteras – Venezuela at the Crossroads เพื่อนำเสนอให้คนไทยและคนทั่วโลกเข้าใจและเข้าถึงจิตใจของผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริง

ซึ่งหากผู้ชมดูคลิปจบแล้วเกิดความเข้าใจลึกซึ้งจนคำถามที่ว่า ‘ทำไมจะต้องช่วยพวกเขา’ จางหายไปจากใจ นั่นหมายถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์ของเธอแล้ว

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

สั่นสะเทือนถึงหัวใจ

ในวัยวันที่เด็กหญิงไปรยา ลุนด์เบิร์ก ยังไม่ล่วงรู้ว่าเมื่อเติบโตในวันข้างหน้า เธอจะมีเส้นทางชีวิตไปทางไหน มี 2 เหตุการณ์ที่นับเป็นเรื่องใหญ่ที่เธอไม่เคยลืม

“ครั้งหนึ่งปูนั่งอยู่ในรถตอนฝนตก มองออกไปเห็นขอทานนั่งตากฝนอยู่ ปูจำได้ว่าปูร้องไห้ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครไปช่วยเขาเลย

“อีกครั้งคือตอนอายุสิบสี่ปูไปเดินจตุจักร มีขอทานที่โดนตัดขาคลานอยู่บนพื้น คนเป็นร้อยเดินผ่านเขาโดยไม่สนใจ แต่ปูวิ่งเอาน้ำไปป้อนเขา นัยน์ตาที่เขามองมาเหมือนแปลกใจว่าปูเห็นเขาเป็นคน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ปูคิดว่าทำไมมนุษย์เราช่างโหดร้ายต่อกันและกัน ถ้าวันหนึ่งฉันทำอะไรได้ ก็อยากอุทิศตัวทำงานให้กับคนอื่น”

เด็กหญิงเติบโตขึ้นมา มีโอกาสที่ดีในชีวิต แต่ในใจไม่เคยลืมเรื่องเหล่านี้เลยสักครั้ง คำถามเรื่องความโหดร้ายและไม่เท่าเทียมของมนุษย์ฝังในใจเรื่อยมา เธอกลายเป็นคนชอบติดตามข่าวสารเหตุการณ์สังคมโลก ซึ่งจะได้ยินประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยจากสื่อต่างประเทศเสมอ ยิ่งเติบโตก็ยิ่งได้เห็นภาพความโหดร้ายในโลกใบใหญ่ชัดเจนขึ้น

“ซีเรียมีความขัดแย้งมานานแปดปีแล้ว ช่วงที่คนกลุ่มแรกๆ อพยพไปกรีซ อเมริกา หรือยุโรป มีภาพศพเด็กที่สวมเสื้อชูชีพนอนอยู่บนชายหาด เป็นภาพเปลี่ยนประวัติศาสตร์นะ เพราะเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ต่อมามีคลิปตอนระเบิดลงที่ซีเรีย มีเด็กอยู่ในรถพยาบาล ตัวเปรอะดิน ใบหน้าเปื้อนเลือด และกำลังช็อกที่สูญเสียพ่อแม่ไปกับตึกที่ถล่มตรงหน้า ปูดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ และไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องอยู่ในสถานการณ์ที่โหดร้ายอย่างนั้น”

ทุกอย่างคล้ายกับรอจังหวะเวลา วันคืนล่วงมาจนเมื่อ 5 ปีก่อน เธอได้เห็นภาพข่าวใหญ่ของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่สั่นสะเทือนหัวใจจนตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

“ปูเห็นภาพพวกเขา (ชาวโรฮีนจา) อยู่ใต้ท้องเรือที่มีน้ำขังท่วมตัว ตรงนั้นมีทั้งคนรุ่นคุณปู่คุณตา เด็กทารก และเด็กตัวเล็กๆ ตอนนั้นปูไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีใครช่วยเขา เลยมองหาองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยโดยตรง ซึ่งก็คือ UNHCR”

ปูเสนอตัวขอเข้ามาเป็นอาสาสมัครของ UNHCR และทุ่มเททำงานด้วยความสมัครใจและเต็มใจ เริ่มแรกเธอได้ลงพื้นศึกษางานและเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเป็นหลัก แต่ด้วยความเข้าใจเรื่องผู้ลี้ภัยอย่างดีและมีความมุ่งมั่นในการทำงานมาตลอด ต่อมาเธอจึงได้รับแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีของ UNHCR คนแรกของไทยและเอเชียแปซิฟิก และมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ทำไมคนเราถึงไม่เท่าเทียมกัน

“ครั้งที่หนักที่สุดและเปลี่ยนทัศนคติของปูคือ ตอนไปจอร์แดนแล้วได้เจอผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย” เธอเริ่มเล่าถึงประสบการณ์การไปค่ายผู้ลี้ภัยต่างแดนเป็นครั้งแรก

เมื่อได้สัมผัสวิถีความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยในค่ายซาตารี ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยซีเรียที่ใหญ่สุดในตะวันออกกลาง และค่ายอัซราคที่ใหญ่เป็นอันดับสอง เธอได้รับรู้ถึงความโหดร้ายสุดขีดของวิกฤตสงคราม ความขัดแย้ง และการประหัตประหาร ที่ส่งผลต่อผู้คนนับล้านที่เคยมีชีวิตปกติสุขของตัวเอง 

ความใหญ่หลวงของปัญหาผู้ลี้ภัยในระดับโลกที่ยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้ ทำให้เธอกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ทำไมชีวิตของคนเราถึงไม่มีความเท่าเทียมกัน’

“ตั้งแต่เด็ก ปูชอบอ่านหนังสือปรัชญา ธรรมะ และเป็นคนซีเรียสเรื่องความศรัทธา ความเชื่อ ปูไม่เข้าใจมาโดยตลอดว่า ทำไมปูไหว้ขอแล้วได้ แต่คนเหล่านี้ที่เชื่อว่าก่อนเรือจะล่ม เขาก็ขอไม่ให้ตายเหมือนกัน แต่ทำไมเขาไม่รอด ทำไมมีความไม่เท่าเทียมในโลกนี้ ทำไมปูเกิดมาชีวิตมีครบทุกอย่างแต่เขาไม่มี”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ในใจตอนนั้นเธออยากจะยื่นความช่วยเหลือให้พวกเขาโดยตรง เหมือนเช่นที่เคยทำเสมอมากับการช่วยเหลือคนในประเทศไทย แต่กลับทำไม่ได้

“เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เวลาเห็นเรื่องเศร้าหรือโหดร้ายมาก เราก็อยากช่วยเขา และปูเป็นคนที่เชื่อเรื่องการช่วยโดยตรง อยู่ที่เมืองไทยปูมักช่วย Specific Case นี่คือสิ่งที่ปูถนัด และเห็นผลว่าชีวิตเขาดีขึ้นจริง แต่ด้วยบทบาทที่เราไปอย่างชัดเจนในวันนั้น เราช่วยคนคนเดียวไม่ได้ หน้าที่ของเราคือช่วยทุกคนเท่าเทียมกัน

“หลังจากพูดคุยกับผู้ลี้ภัยแล้ว เรากลับออกไปจากค่าย แต่ชีวิตของเขายังต้องสู้ต่อไปอีกสามสิบถึงสี่สิบปี ทางเดียวที่จะดีขึ้นคือ ปูต้องกลับประเทศไทยแล้วนำเงินบริจาคมาให้เขา แต่ถึงอย่างนั้นยอดนี้ก็ต้องถูกแบ่งไปอีกเจ็ดสิบล้านคนทั่วโลก จนเขาได้น้อยมาก อาจจะช่วยแค่ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นไม่ได้

“ตัวเลขของคนกลุ่มนี้คือเจ็ดสิบล้านคน นี่เราพูดถึงปริมาณคนที่มหาศาลมาก แล้วในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อครึ่งหนึ่งของเจ็ดสิบล้านคนนี้เป็นเด็ก เด็กที่กำลังสับสน ไม่มีความหวัง และไม่รู้ว่าเขาจะไปที่ไหน มันไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศเดียวแล้วนะ นี่คือวิกฤตของโลก”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี
เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

สารคดีสะท้อนชีวิต

แน่นอนว่างบประมาณการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของ UNHCR มาจากเงินบริจาคเป็นหลัก แต่การบริจาคที่ยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานระยะยาวในด้านการช่วยเหลือและฟื้นฟูชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น ควรมาจากความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริง

นี่คือเหตุผลที่ปูวางแผนทำสารคดีเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้ลี้ภัย เพื่อส่งเสริมให้คนเข้าใจและเห็นสภาพความเป็นจริงกลุ่มของคนนี้ ในจังหวะเวลาที่ว่านั้นสอดคล้องพอดีกับช่วงเวลาที่เธอมีกำหนดเดินทางไปเยี่ยมผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากประเทศเวเนซุเอลา ณ ชายแดนประเทศโคลอมเบียในฐานะทูตสันถวไมตรีของ UNHCR

ปูตัดสินใจเลือกเก็บภาพของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในค่ายนั้น โดยมีแมทธิว คู่หมั้นของเธอ ร่วมทำงานกำกับสารคดีเรื่องนี้ด้วย

“เราตั้งใจทำเป็นสารคดีแนว Human Story เพราะน่าจะเข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด สังเกตว่าเวลาเราพูดถึงตัวเลข คนมักจะไม่ฟังนัก แต่เมื่อทำเป็นเรื่องราว เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา ให้เขาได้เล่าให้คุณฟัง คุณจะรู้สึกและเข้าใจจิตใจของพวกเขาได้มากกว่า”

ความหวังในวันที่แทบสิ้นหวัง

ก่อนเข้าเรื่องการทำงานสารคดีชิ้นนี้ ปูเล่าถึงวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่นให้เราฟัง เธอบอกว่าจุดเริ่มต้นการล่มสลายของประเทศนี้ไม่ได้เกิดจากสงครามประหัตประหารชีวิต แต่เกิดจากความขัดแย้งและความรุนแรงของปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ความยากจน และความขาดแคลนสาธารณูปโภค จนต้องเดินทางออกจากประเทศในสถานะผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา และร้ายแรงเป็นอันดับสองของโลกรองจากวิกฤตซีเรีย

นอกเหนือจากต้นเหตุสถานการณ์บ้านเมืองที่เธอพอจินตนาการได้ ความใกล้ชิดทางความรู้สึก ความเชื่อ และวัฒนธรรม ของคนเวเนซุเอลากับคนไทย ยิ่งทำให้เธอเข้าถึงจิตใจของผู้อพยพในค่ายแห่งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

“การมาค่ายแห่งนี้ ปูยอมรับว่ามีหลายเคสที่ทำให้ปูน้ำตาไหลต่อหน้าทีมงาน และกลับโรงแรมไปก็ร้องไห้อยู่หลายชั่วโมง เพราะปูสัมผัสได้ว่า คนเวเนซูเอลาเหมือนคนไทย เขามีความศรัทธา มีศักดิ์ศรี แต่เป็นคนที่สบายๆ เหมือนกับเรา ประเทศของเขามีทรัพยากรเยอะมาก แต่เพราะความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศเขาล่มสลายได้ ไม่มีแล้วไฟฟ้า เงินที่สะสมมาทั้งชีวิตกลายเป็นกระดาษ ไม่มีคุณค่า ทุกอย่างถูกทำลายไปหมด

“ลองนึกว่าถ้าเราคนไทยอยู่ดีๆ ต้องลี้ภัยไปประเทศที่สาม แล้วในชีวิตนี้เราไม่มีวันได้เห็นถนนในเมืองไทยอีกเลย ไม่มีวันที่ได้เห็นวัด ไม่ได้ดูทีวีไทย ไม่ได้ยินเสียงภาษาไทยตามท้องถนน ไม่มีวันได้กลิ่นอาหารไทยที่ทำตามข้างทาง ไม่มีวันได้เห็นมอเตอร์ไซค์หรือตุ๊กตุ๊ก มันคือสิ่งที่เป็นอดีต ลองคิดภาพนั้นว่าเป็นอย่างไร ปูมั่นใจว่าทุกครั้งที่พวกเขาหลับตา เขาฝันถึงอดีต ที่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว

“แต่แม้ในเวลาที่เขาสูญเสียทุกอย่าง ปูกลับสัมผัสได้ถึงความหวังของพวกเขา เหมือนกับมีความหวังและความตายอยู่ในห้องเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งสะเทือนใจที่ปูลืมไม่ลง”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

เธอนิ่งไปสักพักหลังจากจบประโยคก่อนหน้า แต่มองจากนัยน์ตาของเธอแล้ว เรารับรู้ได้ว่ายังมีหลายเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดออกมา ไม่กี่อึดใจเธอก็ค่อยๆ เรียบเรียงเล่าเรื่องราวของสองผู้ลี้ภัยที่เธอลืมไม่ลง

“ปูได้คุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาอยู่ในบ้านสังกะสีเล็กๆ นอนอยู่กับพื้นดิน เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาเป็นนักธุรกิจ มีบริษัทของตัวเอง มีบ้านสี่ถึงห้าห้องนอน แต่ตอนนี้เขาต้องมาถักกระเป๋าขาย เขาบอกว่าตอนแรกที่ทำเขาอายมาก เพราะมองว่าตัวเองเคยดีกว่านี้ แต่วันนี้เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ที่ได้มีอาชีพอีกครั้ง

“เขาบอกปูว่า คุณไม่เข้าใจหรอก คนเวลาสูญเสียทุกอย่าง แต่สุดท้ายมีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป มันมีคุณค่ามากแค่ไหน ผมอยากขอบคุณที่ประเทศของคุณให้ความสนใจคนที่นี่ ให้เงินบริจาค วันนี้ผมรู้สึกว่าโชคดีมากที่มีบ้านสังกะสีหลังนี้ อย่างน้อยเวลาฝนตกก็มีหลังคากำบังไว้

“อีกเคสหนึ่งที่ปูจำได้ติดตาคือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขานั่งอยู่กับคุณแม่และลูกสาวสามคน เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเขามีงานทำมีรายได้ แต่ตอนที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ประเทศกำลังจะล่มสลาย สามีก็ทิ้งเขาไปเลย ต่อมาประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำคีโมในโรงพยาบาลไม่ได้ จึงต้องหอบหิ้วกันออกมา ถึงตอนนี้ได้บัตรรักษาของทางโคลอมเบีย แต่ก็ไม่มียาแก้ปวด บางวันเลือดไหลไม่หยุด ตอนที่เขาคุยกับปู เขาเอาผ้าเช็ดหน้าตลอด จนสุดท้ายเขาแอบกำผ้าที่ชุ่มเลือดไว้ในมือ

“ผู้หญิงคนนี้อาสามาคุยกับปูเอง เพราะเขาบอกว่า ฉันไม่น่ารอด ไม่น่าจะรักษาทัน แต่เรื่องของฉันอาจจะนำเงินเข้ามาช่วยคนเวเนฯ และช่วยคนแบบฉันได้อีกมากมาย เป็นมะเร็งเจ็บเท่าไหร่ก็ทนได้ สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือ อยากให้คนทั่วโลกช่วยคนเวเนซุเอลา และช่วยคนแบบฉัน เพราะลูกฉันยังเล็ก ฉันไม่อยากตาย แต่ไม่มีทางเลือก แต่ฉันมีความหวังนะ อย่างน้อยเรื่องที่ฉันเล่าไปอาจทำให้คนเอาเงินมาช่วยลูกฉันได้”

เธอหยุดเล่าอีกครั้ง พร้อมกับทิ้งท้ายว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ปูสัมผัสได้ถึงความหวังและความตายที่อยู่ในห้องเดียวกัน”

ขอเพียงความเข้าใจ

หลังจากที่สารคดียาว 20 นาทีนี้แพร่ภาพออกไป เธอไม่ได้หวังให้เกิดกระแสยิ่งใหญ่ สิ่งที่หวังให้เกิดขึ้นมีเพียงความเข้าใจที่ถูกต้องต่อผู้ลี้ภัยทั่วโลก เพราะเชื่อว่าเมื่อคนเรามีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หนทางการช่วยเหลือจะตามมา

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี
เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

“ปูอยากให้คนเข้าใจว่า ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยคือมนุษย์ที่เคยมีสัญชาติ มีประเทศชาติของตัวเอง เคยพูดภาษาของตัวเอง เคยได้นับถือศาสนาในผืนแผ่นดินของตัวเอง เคยมีอาชีพ แต่ไม่มีสิ่งนี้แล้ว กลายเป็นบุคคลที่สัญชาติคืออดีต ประเทศชาติและวัฒนธรรมคืออดีต และอนาคตคือสิ่งที่ว่างเปล่า ถ้ามองจากมุมที่เราวัดคุณค่าคนจากสิ่งที่เป็น พวกเขาอาจไม่เหลือคุณค่าอะไรแล้ว แต่สิ่งที่คนไม่ควรลืมคือ เขายังเหลือคุณค่าความเป็นมนุษย์ ยังเหลือความทรงจำและมีความหวังในใจ

“คนที่อยู่ในสภาพเช่นนี้เขาไม่มีทางเลือก ซึ่งหากเลือกได้ ทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า ‘อยากกลับบ้าน’ ซึ่งจะได้เห็นในสารคดี ปูอยากให้คนลบอคติที่ว่าผู้ลี้ภัยคือคนที่ออกจากบ้านตัวเองมาเพราะอยากไปทำงานประเทศนั้นประเทศนี้ เพราะมันไม่ใช่ มันแตกต่างจากความเป็นจริงอย่างมาก

“ดังนั้น การบริจาคให้กับ UNHCR อาจไม่สำคัญเท่ากับการปรับทัศนคติของคุณที่มีต่อผู้ลี้ภัย หากคุณได้ดูสารคดีนี้ แล้วพูดคุยกับเพื่อนหรืออธิบายให้คนอื่นๆ เข้าใจความแตกต่างของ Migrant, Immigrant, Refugee และ Stateless หรือเปลี่ยนข้อความคอมเมนต์ต่างๆ จาก ‘ทำไมต้องไปช่วยเขา’ เป็น ‘เราต้องรีบช่วยพวกเขา’ แทน นี่ถือว่าปูได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว”

ถึงตรงนี้ เราถามว่าเป้าหมายสูงสุดของการเป็นทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ของเธอคืออะไร

“การทำงานนี้ไปตลอดชีวิต โดยหวังว่าวันหนึ่ง ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และคนไร้สัญชาติ จะได้ในสิ่งที่พวกเขาหวัง ซึ่งปูรู้ว่านั่นคงเป็นฝันที่ใหญ่เกินไป ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน และต้องผ่านอีกกี่ความขัดแย้งเท่าไหร่ ถ้ามนุษย์เราไม่เรียนรู้ถึงบทเรียนที่ผ่านมาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ” เธอตอบน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ชีวิตที่มีเป้าหมาย

หลังจากที่ปูเล่าเรื่องการทำงานมาพอสมควร เราจึงชวนเธอพูดคุยถึงชีวิตและการเติบโตทางความคิดของเธอบ้าง แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับไปเชื่อมโยงกับงานเพื่อผู้ลี้ภัยเสมอ

“ปูเปลี่ยนไปเยอะมากจากการทำงานกับ UNHCR ซึ่งต้องขอขอบคุณการทำงานนี้มาก” เธอตอบพลางทิ้งตัวสบายๆ บนโซฟา

“เมื่อก่อนที่เราเป็นดารา ซึ่งเป็นอาชีพของภาพลักษณ์ รูปลักษณ์ ชื่อเสียง และอีโก้ล้วนๆ เมื่ออยู่ใน Bubble นี้ บางครั้งเราคิดว่าเราต้องอยู่ที่หนึ่ง ต้องอยู่ในกระแส เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่คิดคำนึงเลยว่าเราเป็นคนที่โชคดีมาก ดาราเป็นคนที่โอกาสวิ่งเข้าหา ไม่ต้องวิ่งไปหาโอกาส เหมือนได้ลาภลอยตลอดเวลา ดาราดังๆ เหมือนกับคนถูกหวยตลอดนะ เพราะมีงานทุกวัน แต่สิ่งเดียวที่เรามัวคิดถึงกันคือ คนนี้ได้งานนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ เหมือนอยู่ในโลกที่ทำให้เราไม่ได้เห็นโลกกว้างไปกว่านี้

“เมื่อได้ทำงานกับ UNHCR ปูมีโอกาสฟังเรื่องราวของมนุษย์เยอะมาก ได้สัมผัสกับมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด และเข้าใจการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่มีอะไรถาวร แม้แต่ประเทศชาติ ประวัติศาสตร์ยังสูญหายได้ แล้วนับประสาอะไรกับตัวเรา ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งบอบบางมากนะ แค่ตึกถล่มมาเราก็ตายแล้ว และตายวันนี้พรุ่งนี้ได้ เราสร้างชื่อเสียงไปเพื่ออะไรถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมาย ถ้าทำแค่ตัวเอง บอกได้เลยเป็นเรื่องเศร้ามาก เพราะตอนสุดท้ายที่ความงามคุณหมดไป ชื่อเสียงจางหาย ไม่มีใครจำคุณแล้ว คุณค่าของคนคือผลงาน ทุกวันนี้ปูอยากเป็นคนดีกว่าที่ปูเป็นอยู่”

แม้จะพยายามทุ่มเททำงานมากแค่ไหน แต่เธอก็ยังได้ยินข้อกังขาเสมอว่า เธอทำงานนี้เพื่อเหตุผลอะไร

“คนคิดว่าปูมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ UNHCR ไม่ใช่นะ นี่คือชีวิตของปูเลย ปูอุทิศทั้งชีวิตให้กับงานเพื่อผู้ลี้ภัย และสัญญาว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายอะไร ต้องรับให้ได้ และปูอยากบอกตรงนี้ว่า การทำงานกับ UNHCR ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าทุกอย่าง ปูออกเองทั้งหมด เพราะซีเรียสมากว่าจะต้องไม่ทำให้เงินของผู้บริจาคหายไป เงินส่วนตัวออกไปก็นำมาหักภาษีไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ปูทำจากหัวใจและจิตวิญญาณจริงๆ 

“ตอนนี้ปูมีเป้าหมายในชีวิต คืออยากทำงานให้ถึงที่สุด เพราะจะได้ให้คืนกลับ ปูเชื่อนะว่าการที่เราได้โอกาสแล้วไม่คืน ไม่มีทางยั่งยืน เพราะมันเป็นเหมือนกรรม ได้มาเยอะ แล้วไม่อยากคืน สร้างมาอีกเพื่อได้เพิ่ม ไม่มีทางได้ผล ปูเป็นคนที่เชื่อเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

เมตตา-กรุณาต้องมาจากหัวใจ

แม้ก่อนหน้านี้เธอคิดเพียงแค่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์และความไม่เท่าเทียม แต่การกระทำด้วยความปรารถนาดีอันจากหัวใจนั้น ทำให้เธอเข้าถึงหลักปรัชญาศาสนาที่เคยศึกษามาตลอดได้อย่างลึกซึ้ง

“พระพุทธศาสนาสอนเราเรื่องความเมตตา-กรุณาเสมอ แต่ลึกๆ แล้วปูว่าคนไม่รู้หรอกว่า ความเมตตาคือการที่เราเห็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจ แต่เรารู้สึกเจ็บปวดไปตามเขา และอยากจะช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์

“ปูอยากให้เราลองนั่งมองคนตามท้องถนนเมืองไทยดูสักวัน ลองมองคนที่ขึ้นรถเมล์ท่ามกลางอากาศร้อนๆ หรือมองความเหน็ดเหนื่อยของคนอื่นรอบตัวเรา หรือลองมองดูขอทานที่เดินผ่านทุกวันโดยไม่มองแม้แต่คุณค่าของเขา ไม่เคยระลึกแม้สักวินาทีว่าคนนี้เคยมีพ่อแม่ เคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไปโรงเรียน แล้วถามตัวเองว่าเรารู้สึกไปกับเขาไหม

“ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจว่าสิ่งที่คุณทวีต โกรธ บ่น มันไม่มีความหมายเลย คำพูดที่ไม่ดี เก็บไว้กับตัวเองดีกว่า ถ้าไม่ชอบอะไร ลงมือแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง อยากให้เริ่มการเปลี่ยนแปลงที่การกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด”

จากที่พูดคุยกันมาถึงตรงนี้ เรารู้สึกว่า ปู ไปรยา ในวันนี้มีความเข้าใจในชีวิตในระดับดีมาก

มีเรื่องไหนชีวิตที่รู้สึกว่ายังทำได้ยากบ้างไหม เราถาม

“เห็นคนอื่นได้ดีแล้วรู้สึกยินดีไปกับเขา” ปูตอบจริงจังทันที ก่อนหัวเราะขำตัวเอง

“มันยาก มันยากมาก” เธอเน้นเสียง “เวลาเห็นคนอื่นได้งานที่เราอยากได้ แล้วฉันก็อยากได้งานนี้เหมือนกัน มันยากนะที่ต้องเปลี่ยนทัศนคติไปยินดีกับเขา นึกออกไหม เพราะปูไม่ใช่นางฟ้า ไม่ใช่พระ ปูยังมีธรรมชาติของมนุษย์ ก็ต้องคอยเตือนสติตัวเองตลอดนะว่า เขาได้ดีใช่ไหม ฉันดีใจกับเขาจังเลย ปูกำลังฝึกอยู่นะ แต่ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น” เธอหัวเราะอีกครั้ง

ปูยอมรับว่าการทำงานในวงการบันเทิงช่วยให้เธอเข้าใกล้เป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิตได้เร็วขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็เป็นความขัดแย้งกับหลักความศรัทธาที่เธอพยายามปฏิบัติตัวและใจให้เป็นสุขตลอดมา

“วิธีเดียวที่จะช่วยคนได้คือ ปูต้องมีรายได้ เพราะฉะนั้น ปูก็ต้องทำงานในวงการต่อไป จึงทำให้การรักษาเรื่องมุทิตา อุเบกขา ยากมาก เพราะเรายังมีความต้องการที่จะเป็นคนยิ่งใหญ่กว่านี้ มีรายได้มากกว่านี้ เป็น Conflict ในใจมาก ถ้าไม่มีรายได้ก็ช่วยเขาไม่ได้ ถ้าไม่มีชื่อเสียงก็ไม่มีใครฟัง เป็นคนดีตลอดก็ไปไม่ถึงจุดสูงสุด มันยากมากจริงๆ”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ลองลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสุข

เราคุยกับปูจนเกือบครบเวลา ก่อนที่เธอต้องเข้าสู่คิวงานที่แน่นตารางต่อไปทั้งวัน เราตั้งใจจบบทสนทนาในครั้งนั้นด้วยเรื่องราวของความสุขเพื่อปรับอารมณ์ให้เธอผ่อนคลายสบายใจ

ความสุขในวันนี้ของปูเป็นอย่างไร-เราบอกเธอว่านี่คือคำถามสุดท้าย

“ปี 2562 เป็นปีที่แย่ที่สุดในชีวิตของปู” เธอเกริ่นขึ้นก่อนอธิบาย “แต่การได้ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลามาได้ถูกเวลา เมื่อได้เจอพวกเขา ปูใจฮึดสู้อีกครั้ง และหันมามองตัวเองว่า เราเป็นคนโชคดีมากแค่ไหนที่เกิดมาเดินได้ สายตามองเห็น มีการศึกษา มีรูปร่างหน้าตาที่เป็นดาราได้ พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ มีครอบครัวอยู่พร้อมหน้า มีบ้าน มีรถ มีชื่อเสียง มีสุขภาพที่ดี เราคือคนโชคดีจริงๆ ทุกวันนี้ที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ปูมีแต่ความรู้สึกว่าขอบคุณ” เธอยิ้มด้วยดวงตาที่เปี่ยมประกายความสุข

ก่อนจบบทสนทนาจริงๆ ในวันนั้น เธอทิ้งท้ายฝากเราทุกคนด้วยความจริงใจอีกครั้งว่า

“ปูอยากให้ทุกคนลองทำดูนะ ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ให้บอกตัวเองว่า ‘วันนี้ฉันโชคดีจริงๆ’ ลองแบบนี้สักสามสิบวัน แล้วดูว่าชีวิตของคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแค่ไหน เมื่อเรามองว่าตัวเองมีสิ่งดีๆ เราจะพร้อมเป็นผู้ให้ และการเป็นผู้ให้ คุณก็กลายเป็นผู้รับสิ่งดีๆ กลับมาเช่นกัน”

เมื่อ ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ออกเดินทางไปเวเนซุเอลาเพื่อเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นหนังสารคดี

ขอบคุณภาพ : UNHCR

ภาพยนตร์สารคดี Sin Fronteras – Venezuela at the Crossroads จะเปิดให้เข้าชมฟรีในงาน Venezuela Night: Tribute to UNHCR for Refugee and Migrant Crisis วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 เวลา 18.00 น. ที่เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ จองบัตรและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.unhcr.or.th และ Facebook : UNHCR ประเทศไทย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load