จำได้ไหมว่าคุณไปวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ใช้ชีวิตห่างไกลจากวัดไปทุกที ด้วยวิถีชีวิตที่โหนอยู่บนความรีบเร่ง เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารมากมายบนหน้าจอสมาร์ทโฟนทำให้เรามีสิ่งที่ต้องโฟกัสมากมายในชีวิตประจำวัน

แต่ไม่ว่าจะห่างไกลแค่ไหน ทุกครั้งที่เราอกหัก สอบตก ผิดหวัง ท้อแท้ในชีวิต เราต่างวิ่งเข้าวัด เพื่อขอความช่วยเหลือจากพุทธศาสนาแทบทุกครั้งไป

เมื่อตกอยู่ในสภาวะแห่งความทุกข์ การได้เข้าวัด ฟังพระธรรมเทศนาเพื่อพิจารณาถึงเหตุแห่งทุกข์คือส่วนสำคัญในการช่วยดึงสติและทำให้ความว้าวุ่นใจนั้นคลายลงไปได้ หลายครั้งที่เราทึ่งความเก่งกาจในการเทศนาของพระหลายๆ รูป และแอบสงสัยว่าพระนั้นเทศนาและพูดเก่งเหมือนกันทุกรูปหรือเปล่า

จนกระทั่งมีโอกาสได้รู้จักกับ ‘Dhamma on Lens’ แพลตฟอร์มออนไลน์ทางพุทธศาสนา ที่ไม่ได้สื่อสารธรรมะผ่านการเทศนาหรือตัวอักษร แต่สื่อสารผ่านเลนส์กล้อง ออกมาเป็นภาพถ่ายที่ทำหน้าที่เสมือนการเทศนาของพระ

Dhamma on Lens

ภาพถ่ายใน ‘Dhamma on Lens’ ทุกภาพเป็นฝีมือของพระ ด้วยความสวยงามเชิงเทคนิคและมุมมองอันลุ่มลึก ทำให้เราสัมผัสได้ถึงพลังและสารบางอย่างที่บอกเล่าออกมา

“เพราะภาพถ่ายหนึ่งภาพบอกเล่าเรื่องราวได้นับพัน” พระเอกชัย อรินทโม วัดนาคปรก พระผู้ก่อตั้ง Dhamma on Lens กล่าว

01

พุทธ-ศิลปะ

“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเทศนาคือการขึ้นธรรมมาสน์เพื่อพูดและบรรยายให้คนฟังเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่พระทุกรูปจะพูดเก่งเหมือนกันหมด พระบางรูปถนัดพูด บางรูปถนัดเขียน ดังนั้น มันก็ต้องใช้ความถนัดของใครของมันในการสอน” พระเอกชัยเริ่มอธิบาย

“การเทศน์ก็คือการสอน ดังนั้น มันจึงมีวิธีการมากมายในการเข้าถึงคำสอน สำหรับอาตมา ภาพถ่ายก็ถือเป็นการเทศน์อย่างหนึ่ง เพียงแต่มันไม่ได้สื่อสารออกมาทางคำพูดเท่านั้นเอง ญาติโยมบางคนอาจจะไม่เข้าใจด้วยการฟังเพียงอย่างเดียว เพราะเขานึกภาพไม่ออก ดังนั้น การเห็นภาพที่มีความหมายอาจจะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่เราอยากสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

พระเอกชัยเล่าต่อว่า “ในความรู้สึกของอาตมา เพื่อถ่ายทอดหลักทางพระพุทธศาสนาออกมา ภาพควรประกอบไปด้วยเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก เห็นความทุกข์ สุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ และที่สำคัญที่สุดคือ แรงบันดาลใจ

“คนที่ตกอยู่ในสภาวะทุกข์ มีความเศร้าหมอง ภาพถ่ายควรเป็นยังไง จึงจะมอบแรงบันดาลใจให้เขาอยากหลุดออกจากจุดที่เขาจมอยู่ เพื่อก้าวออกไปทำสิ่งใหม่ๆ

“หรือจากชีวิตที่เคยใช้จ่ายอยู่บนความฟุ่มเฟือย การได้เห็นภาพของเด็กที่ร้องขอเงิน ให้มีแค่ข้าวเข้าปาก ผ่านท้องเลี้ยงชีวิตไปวันๆ จะกระตุกให้คนเห็นภาพมีจิตสำนึกในการใช้จ่าย ให้อยู่ในความพอดี ความพอเพียง”

Dhamma on Lens

พระเอกชัยบอกว่า การถ่ายภาพลักษณะนี้ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนักในทางพุทธศาสนา เพราะที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพของงานวัดงานวา ส่วนมากจะเน้นไปที่งานพิธีการเสียมากกว่า

“เรามีมุมมองเรื่องศาสตร์ แต่ความงดงามในเชิงศิลปะของการถ่ายภาพพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่งองค์ประกอบอื่นๆ ของงานวัดงานวายังไม่ค่อยมีมากนัก”

02

ใหญ่-เล็ก

“อาตมาเป็นเด็กบ้านนอก บวชเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี พออายุ 15 ปี ก็เริ่มช่วยงานเขียนป้ายต่างๆ ให้วัดที่มหาสารคาม สมัยนั้นเขียนด้วยพู่กันสง่า มยุระ ฝึกฝนจนจำและเขียนได้แทบทุกฟอนต์ Angsana เอย Cordia เอย

“จนย้ายมาที่วัดนาคปรก พระอาจารย์มองว่าอาตมาเป็นคนที่มีหัวด้านงานศิลปะ ท่านเลยมอบหมายให้รับผิดชอบในส่วนของป้ายประกาศต่างๆ ของวัด ทำอยู่สักพักก็เข้าสู่ยุคที่ป้ายประกาศเริ่มเปลี่ยนจากการเขียนมือ มาเป็นพรินต์ลงบนไวนิล”

พระเอกชัยเล่าว่า ท่านเรียนรู้โปรแกรม Photoshop ผ่าน YouTube และศึกษาเรื่องการออกแบบกราฟิกจากอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แค่นั้นมันก็ไม่เพียงพอ ท่านจึงไปลงเรียนคอร์สระยะสั้น เกี่ยวกับการออกแบบและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบ ทั้ง Photoshop, Illustration, 3D Sketch Up ไปจนถึงการทำเว็บไซต์

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

“ยิ่งศึกษาเยอะขึ้น อาตมาก็ได้เรียนรู้ว่าในการออกแบบใดๆ ก็ตาม เราควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจในภาพกว้างก่อน แล้วจึงค่อยเจาะลงมาสู่รายละเอียดปลีกย่อย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาตมาสนใจเรื่องสถาปัตยกรรมด้วย

“ดังนั้น ความงดงามในเชิงศิลปะขององค์ประกอบต่างๆ ของงานวัดวาในมุมมองของอาตมาจึงต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดอย่างสถาปัตยกรรม ซึ่งว่าด้วยเรื่องการออกแบบพื้นที่ก่อนเป็นอย่างแรก ก่อนจะขยับลงมาสู่การออกแบบกราฟิกอย่างป้ายประกาศต่างๆ ในวัด เพื่อสื่อสารข้อมูลกับผู้คน และเล็กที่สุดคือภาพถ่าย ซึ่งเป็นการนำเสนอเรื่องราวที่นำไปสู่แรงบันดาลใจ

“อาตมาใช้เวลาเรียนรู้มาเรื่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยมาจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 7 ปี”

03

พุทธ-สถาปัตยกรรม

อะไรคือศิลปะของพุทธที่แท้จริง

“เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว อาตมาไปสมัครเข้าเรียนปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สถาบันอาศรมศิลป์ เพราะคิดว่าสไตล์การออกแบบแนววิถีธรรมชาติของที่นี่มันเหมาะกับวัด จริงๆ แล้ว ธรรมะก็คือธรรมชาติ การออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ฟังก์ชันการใช้งาน และความงามจากวัสดุธรรมชาติ จึงเหมาะสมที่สุด

“ถ้าพื้นที่ในวัดได้รับการออกแบบที่เหมาะสม ญาติโยมเข้ามาเห็น เข้ามาใช้พื้นที่ จะสามารถรู้สึกสุขสงบตั้งแต่ยังไม่ทันต้องนั่งสมาธิด้วยซ้ำ เพราะพื้นที่มันเอื้อต่อความรู้สึกของผู้ใช้งาน และยังเป็นการจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้ใช้งานวัดออกด้วย

Dhamma on Lens

“เมื่อพื้นที่เอื้อและทำให้เกิดความรู้สึกสงบ คนจะไม่กล้าส่งเสียงดังโวยวาย จอดรถสะเปะสะปะ และทำให้เกิดการสำรวจกาย วาจา ใจ มากขึ้น เวลามาใช้งานพื้นที่ในวัด”

แต่สุดท้ายแล้ว พระเอกชัยก็ไม่ได้เข้าเรียนที่สถาบันอาศรมศิลป์อย่างที่ตั้งใจไว้ “เรียนสถาปัตย์ต้องลงพื้นที่บ่อย แถมยังเป็นการเรียนที่ค่อนข้างสมบุกสมบันพอตัว อาตมาเป็นพระจึงไม่ค่อยเหมาะสม หากต้องการที่จะเรียนจริงๆ จำเป็นต้องสึกออกมาเรียน อาตมาจึงเลือกเส้นทางการเป็นพระต่อ”

Dhamma on Lens

แม้จะไม่ได้เข้าเรียน แต่พระเอกชัยก็ไม่ได้หยุดการเรียนรู้ไว้เพียงแค่นั้น ท่านยังคงศึกษางานด้านสถาปัตยกรรมด้วยตัวเองมาอย่างสม่ำเสมอ “อาศัยการดูกรณีศึกษา เก็บเล็กผสมน้อย ทั้งผลงานของสถาบันอาศรมศิลป์และพวกงานออกแบบเชิงธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักพุทธ”

04

พุทธ-ดีไซน์

จากภาพใหญ่ที่สุดอย่างสถาปัตยกรรม ลงมาสู่การออกแบบกราฟิก ที่ใช้ในการสื่อสารกับผู้คนโดยตรง

นอกจาก ‘Dhamma on Lens’ แล้ว พระเอกชัยยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม ‘Graphic งานวัด’ กลุ่มพระนักออกแบบผู้ทำงานออกแบบนิเทศศิลป์ให้กับงานพุทธศาสนามาแล้วนับไม่ถ้วน

เคยสงสัยไหมว่าทำไมกราฟิกใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาต้องเป็นลายไทย

Dhamma on Lens

“ถ้าจะมองเรื่องของหลักธรรมกับการออกแบบกราฟิกบนป้ายโฆษณาก็ตาม บนโบรชัวร์ก็ตาม ในสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ก็ตาม อะไรคือศิลปะของพุทธที่แท้จริง ในเมื่อที่ผ่านมาเราใช้ลวดลายไทย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มาเป็นองค์ประกอบทางกราฟิกเสมอ แล้วถ้าหากประเทศไทยไม่มีลวดลายไทยล่ะ กราฟิกของพุทธศาสนาจะออกมาเป็นยังไง

“สุดท้ายก็เหลือแค่ใบไม้ ดิน หิน น้ำ และองค์ประกอบทางธรรมชาติที่ยึดโยงเข้ากับแก่นของธรรมะที่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งดูแล้วเกิดความเรียบง่าย สบายตา สงบเย็น รู้สึกปลดปล่อย ในการออกแบบกราฟิกให้กับงานต่างๆ ของวัด อาตมาเลยเลือกที่จะลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น ไม่มีผลต่อการรับรู้และความรู้สึกออก ความเรียบง่ายนี้สอดคล้องกับความพอดี ความพอเพียง”

พระเอกชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ในฝั่งเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีนำองค์ประกอบทางธรรมชาติเข้าไปช่วยในการออกแบบทางศาสนาเยอะมาก จนกลายเป็นศิลปะบำบัดที่ดี

นึกให้เห็นภาพง่ายๆ อย่างเช่นสวนเซนหรือวัดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัดไม้และให้ความงดงามตามธรรมชาติของวัสดุ ไม่มีการปรุงแต่งเพิ่มเติม ถ้าต้องทาสี โทนที่เขาเลือกใช้จะผสมทางสีเทาเสียเยอะ ไม่ฉูดฉาด ให้ความรู้สึกสุขุม แค่คนเดินเข้าไปก็รู้สึกสงบเย็นแล้ว

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

“ในฐานะที่อาตมาไม่ใช่นักพูด ไม่ใช่นักเทศน์ แต่ถนัดด้านงานศิลปะ โจทย์คือเราจะสามารถสื่อสารกับญาติโยมและคนสมัยใหม่ได้ยังไง งานออกแบบที่พวกอาตมากำลังทำอยู่ ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเป็นเหมือนประตูโขง

“ประตูโขงคือซุ้มประตูวัด เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะมองเห็น ถ้าประตูโขงไม่ดีพอ ไม่สามารถแสดงหรือสื่อสารความดีงามของพุทธศาสนาออกไปได้ คนก็ไม่อยากเข้ามาที่วัด ในการออกแบบนิเทศศิลป์ทั้งหมด พวกอาตมาออกแบบโดยอาศัยหลักการเพียง 3 ข้อเท่านั้นคือ เรียบง่าย สะอาด และสมสมัย”

ความเรียบง่ายคือความพอเพียง

ความสะอาดคือศีล ซึ่งหมายถึงการชำระกายใจให้สะอาด จะออกแบบ จัดระเบียบงานกราฟิก ออกมายังไงให้ดูสะอาดตา สว่างข้างในจิตใจ

สมสมัย ไม่ได้หมายความว่าให้ทันสมัย เพราะความเป็นวัดเป็นวาไม่ต้องทันสมัยมากก็ได้ แต่ต้องคุยรู้เรื่องกับคนทุกกลุ่ม เด็กน้อยไปจนถึงคนแก่อ่านแล้วเข้าใจ เพราะสุดท้ายมันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันเป็นเรื่องการสื่อสาร

05

ภาพถ่าย-ธรรมะ

จากการออกแบบนิเทศศิลป์มาสู่ส่วนที่เล็กและมีอิมแพ็กต์มากที่สุดนั่นคือ ภาพถ่าย

“หนึ่งในหลักมงคล 38 ประการกล่าวไว้ว่า การมีศิลปะนั้นเป็นมงคล คำว่าศิลปะแท้จริงแล้วมีความหมายครอบคลุมศาสตร์หลากหลายแขนง ทั้งแต่ศิลปะการพูดไปจนถึงศิลปะการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าให้ถอดศิลปะการมองธรรมผ่านเลนส์ออกมา หลักธรรมที่ได้เรียนรู้มีอะไรบ้าง” พระเอกชัยเอ่ยก่อนตอบว่า

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

อย่างแรกคือ ทำให้เรารู้จักการรอคอย บางทีเรามีมุมไว้ในใจ เห็นภาพฝันแล้ว อย่าเพิ่งบุ่มบ่าม รีบไขว่คว้า บางสิ่งบางอย่าง มันจะมาตามกาลเวลา จะถ่ายจังหวะคนที่เดินมา ให้สวมรอยกับอาคารสถานที่พอดี ต้องมีการรอคอย ไม่ใจร้อนเกินไป หายใจเข้าออกช้าๆ รอจังหวะที่เหมาะสมแล้วค่อยกดชัตเตอร์

อย่างที่สองคือ สอนให้เรามีสติ มีความรวดเร็ว มีความตื่นตัว มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ความพร้อมต้องมีเสมอ เมื่อจังหวะมีก็ต้องรีบกดชัตเตอร์ เพราะบางจังหวะมันเกิดขึ้นเพียงหนเดียวเท่านั้น

อย่างที่สามคือ สอนให้เราเป็นคนรอบคอบ ในแง่การจัดองค์ประกอบภาพ ก่อนจะกดชัตเตอร์เราต้องเช็กทุกองค์ประกอบ รวมถึงเส้นเอียง เส้นตรง ของภาพ ต้องถ้วนถี่

อย่างที่สี่คือ ต้องรู้จักปล่อยวาง บางทีความคาดหวังมีไว้สูง แต่พอดีว่ามีอุปสรรคมาขัดขวาง บางคนถอดใจ โมโห การโมโหคือการไม่มีสติ คือการไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ต้องหัดปล่อยวางและเริ่มต้นใหม่

อย่างที่ห้าคือ ความเพียรพยายาม แม้จะผิดพลาด ไม่สมหวัง ต้องไม่หยุดเพียรพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้ดีขึ้น เก่งขึ้น

Dhamma on Lens Dhamma on Lens

“เหตุผลที่อาตมาตัดสินใจทำเฟจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของ ‘Dhamma on Lens’ และ ‘Graphic งานวัด’ จริงๆ คือเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและแสดงให้เหล่าพระ-เณรรูปอื่นๆ ที่ไม่ถนัดการเทศน์รู้สึกมีบทบาทขึ้นมาในการช่วยกันการเผยแผ่พุทธศาสนา ไม่ใช่ว่าเขาอยู่แต่เบื้องหลัง ทำแต่สิ่งเดิมๆ ไม่มีการพัฒนา ท้อแท้ ท้อถอย

“เราสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานการเรียนรู้ ให้พระ-เณรรุ่นใหม่ๆ มาดูเป็นกรณีศึกษา เพื่อปรับมุมมองใหม่ๆ และนำไปปรับใช้กับการสื่อสารงานด้านพุทธศาสนาในอนาคต จากเดิมที่เราทำป้าย โบรชัวร์ สิ่งพิมพ์งานวัดงานวาต่างๆ แน่นอนว่ามันสื่อสาร แต่ก็สื่อสารได้กับคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

“ถ้าอยากสื่อสารกับคนจำนวนมากขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นจะต้องมาอยู่บนแพลตฟอร์มที่ไม่มีเรื่องสถานที่มาเป็นตัวจำกัดอย่างโลกออนไลน์ ที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ เพื่อขยายขอบเขตพรมแดนการสื่อสารงานพุทธศาสนาออกไปให้กว้างไกลขึ้น”

Dhamma on Lens

06

พุทธ-สังคม

จนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่พระเอกชัยเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนปรากฏผลสัมฤทธิ์ให้เห็นเป็นรูปร่าง เราสนทนากับท่านที่วัดนาคปรก และสัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นของบรรยากาศภายในวัด โดยเฉพาะเส้นสายกราฟิกในงานป้ายต่างๆ รอบวัด

“อาตมาเป็นคนชอบงานศิลปะมากกว่าการพูด เป็นคนพูดติดๆ ขัดๆ พูดสำนวนอะไรก็ไม่ได้ ส่วนมากพระเขาจะเก่งการพูด เก่งเทศนา แต่อาตมารู้ตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงก็ไม่ใช่ เมื่อเรารู้ว่าเราถนัดด้านไหน เราจะนำความรู้ ความสามารถ ความเพียรพยายาม ของเราไปช่วยพัฒนาวัด เผยแผ่ศาสนาได้ยังไงต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

Dhamma on Lens

“ดังนั้น มันจึงไม่สำคัญเลยว่าเราจะเก่งด้านอะไร แต่แค่ให้ความเก่งของเราอยู่ในกรอบของพระวินัย และมันมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนหรือพัฒนาสังคมได้ เป็นสามเหลี่ยมที่ลากโยงเข้าหากันระหว่าง 3 สิ่งคือ ความสามารถ หลักธรรมวินัย และสังคม

“เพราะถึงจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ได้ช่วยเหลือสังคม มันก็ไม่ใช่ความยั่งยืน”

Dhamma on Lens

ภาพ : พระเอกชัย อรินทโม
Facebook : Dhamma on Lens
Website : www.dhammaonlens.com

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

บ่ายวันนี้ เรานัดคุยกับเพื่อนบ้านชาวเหนือที่เต็มไปด้วยความเฮฮา เป็นกันเอง และมีน้ำเสียงกระฉับกระเฉงโดดเด่น ท่ามกลางเสียงไก่ขันสมทบอยู่เป็นระยะ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศที่แสนสบายของป่าเขา

“วันนี้เราอู้กั๋นจอย ๆ เนาะ” (วันนี้เรามาคุยกันแบบสบาย ๆ เนาะ)

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อชุมชน ‘ม่วนจอย’ ชวนคุยทีเล่นทีจริง ก่อนที่เราจะได้ฟังเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความอยากเห็นคนในชุมชนบ้านเกิดของอุ๋ยนั้นมีแต่ความ ‘จอย’

ม่วนจอย คือพื้นที่ทดลอง เวที และโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาความสามารถ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เริ่มจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่

ส่วนคำว่า ม่วนจอย มาจากคำว่า ‘ม่วน’ และ ‘Joy’ คำว่า ม่วน เป็นภาษาเหนือ แปลว่า สนุก ตรงกับธรรมชาติของคนแพร่ที่มีความบันเทิง เฮฮา เป็นกันเอง คล้ายกับความหมายของ Joy ที่หมายถึงความสนุกแบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า ‘จอย’ ในภาษาเหนือ คือการชักชวนให้มาทำอะไรร่วมกันหรือไปด้วยกัน พอมาเป็นคำว่า ม่วนจอย เลยกลายเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาสนุกสนาน เฮฮาไปด้วยกันนั่นเอง

แต่ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลนี้ อุ๋ยได้ประกอบร่างประสบการณ์มากมายของตัวเองทีละนิด ตามหาความต้องการของตัวเอง และลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

 01

จากบ้านสู่เมืองกรุง

ตั้งแต่เด็กจนโต จังหวัดแพร่คือที่ที่แสนสบายใจของอุ๋ย เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ชอบวาดรูปและออกแบบมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยการแนะแนวการศึกษาที่ไม่แข็งแรง ทำให้อุ๋ยเลือกเข้ากรุงเทพฯ เหมือนคนอื่น ๆ จับพลัดจับผลูได้เรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเข้าไปฝึกงานตามโรงงานใหญ่ ๆ แต่อุ๋ยกับเพื่อนอยากไปสัมผัสบรรยากาศของทะเล เลยพากันเลือกไปฝึกงานที่จังหวัดตรัง สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้ไปเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลตามที่ใจหวัง เพราะสถานที่เธอเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์คือบริษัทรับซื้อน้ำยางข้น เป็นการทำงานอยู่ในสวนที่รายล้อมไปด้วยป่ายาง ซึ่งทำให้อุ๋ยได้ใกล้ชิดเกษตรกรตัวจริงเป็นครั้งแรก และได้เห็นผลผลิตที่มาจากผู้ขายรายย่อยอย่างแท้จริง 

เธอเห็นราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา จากการรับซื้อน้ำยาง ก็ได้เห็นความเป็นไปของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับซื้อ แปรรูป และออกขายสู่ตลาดเพื่อส่งออกต่อไป ประสบการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจ อยากช่วยเหลือและพัฒนาของดีในท้องถิ่นให้ดูดีสมราคา ด้วยการสร้างโรงงานเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพ

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
02

ตามหาสิ่งที่หายไป

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้ว่าอุ๋ยจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจตั้งแต่แรก แต่รู้ตัวอีกที เลือดของนักวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็หลอมรวมกลายเป็นตัวตนติดตัวเธอมาตั้งแต่เรียนที่คณะอุตสาหกรรมการเกษตร 

อุ๋ยจึงลองหางานที่ผนวกรวมสิ่งที่เรียนมากับความชอบ นั่นก็คือการทำงานเป็น R&D บริษัทรับผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ใหญ่ การทำงานนี้ทำให้อุ๋ยเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

“เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่เราเรียน เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วผนวกรวมเข้ากับความชอบและความถนัดที่เราทำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด เอามารวมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่เหมือนใครเลย”

เมื่อทำงานไปได้สักพัก อุ๋ยไม่เห็นตัวเองในอนาคตกับการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ การเดินทางจากเกษตรฯ ไปช่องนนทรีในแต่ละวันเริ่มบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอ จนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความสนุกสนานในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา รวมถึงความสบายกายสบายใจ เมื่อครั้งใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิด แต่ในเวลาเดียวกัน อุ๋ยก็สังเกตเห็นชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เธอกำลังพบเจออยู่ในทุก ๆ วัน 

“ทำไมเราถึงทำงานอยู่ที่แพร่ไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องเข้ามาในเมืองนี้” เป็นคำถามใหญ่ที่อุ๋ยเริ่มสงสัยเมื่อเห็นผู้คนเดินทางแต่ละวัน อุ๋ยจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ลอนดอน เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ และตามหาตัวตนของตัวเอง

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
03

ออกเดินทางไปไกลบ้าน

ในตอนแรกอุ๋ยเลือกไปเรียนต่อด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เธอได้พบปะกับเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โคลอมเบีย มองโกเลีย สเปน

“ตอนนั้นสนุกมาก และมันทำให้เราเห็นว่า เอ้า ทุกคนก็คือคนธรรมดา” อุ๋ยหัวเราะ “มันค่อย ๆ คลายปมในใจที่เราเคยคิดว่า ประเทศนั้น ประเทศนี้ เก่งกว่าเรา แต่เปล่าเลย พอไปเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็สู้คนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน”

พอเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น อุ๋ยจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทสาขาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และการพัฒนา (Poverty, Inequality and Development) คณะการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เพราะอยากทำความเข้าใจความแตกต่างว่า ทำไมบางประเทศจึงเป็นประเทศพัฒนา แต่บางประเทศก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“การเรียนที่อังกฤษหนึ่งปีทำให้เราเติบโตนะ จากคนที่เรียนแค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด แต่การเรียนตรงนี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นสังคมศาสตร์มากขึ้น เราคิดว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เพราะต้องใช้ความเข้าใจเหมือนกัน” 

พอเรียนจบ หลังจากที่อุ๋ยได้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเลือกกลับบ้านเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างในสังคมไทยต่อไป

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
04

กลับสู่มหานคร Phraeris สานฝันคนในชุมชน

เมื่ออุ๋ยกลับบ้านไปเดินเล่นที่ตลาด เธอเห็นข้าวออร์แกนิกราคาเพียง 60 บาท ด้วยเลือดนักพัฒนา R&D ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ เธอจึงร่วมมือกับคุณป้าข้างบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร และในช่วงเวลาเดียวกัน อุ๋ยได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาการฝึกอบรม (Consultant Training Workshop) ที่สหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) เธอจึงได้รับคำปรึกษาจากคนที่ทำงาน และนำข้าวจากบ้านเกิดมาเผยแพร่จนคนที่ทำงานติดใจ และเรียกเธอว่า ‘Brown Rice Girl’

“ตอนนั้นเจ้านายสั่งข้าวเรากลับบ้านที่ฝรั่งเศสช่วงคริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็สั่ง คนไนจีเรียก็สั่ง พากันกินข้าวของเราหมดเลย เพราะเราบอกว่ามันเป็นข้าวกล้องงอกออร์แกนิกเจ็ดสายพันธุ์ที่มาจากเกษตรกร เราก็เริ่มคิดว่าทำไมเขาถึงซื้อกัน ทั้งที่ราคาแพงกว่าที่เคยขาย อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมันขายได้ และเราเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยงราคา และการทำเพื่อสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาอยากซื้อ”

การเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ ทำให้อุ๋ยได้แนวคิดและแรงบันดาลใจอยากทำงานเกี่ยวกับประเด็นสังคม แต่ไม่ได้อยากทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใด อุ๋ยจึงงดรับงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านข้าวของคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากการพัฒนากับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และสร้างโปรเจกต์ ‘Happy Field Happy Farm’ ขึ้นมาทันที

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่

อุ๋ยลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ที่เธอมี จนชนะการประกวดโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 เมื่อเธอได้ทดลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากลองแล้ว ก็ถามกลับไปยังคุณป้าเจ้าของข้าวว่า มีสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า

“ความฝันคือป้าอยากได้ OTOP อยากเอาข้าวของตัวเองไปขายที่เมืองทองธานี อันนั้นคือฝันสูงสุดของป้าเลย” 

พออุ๋ยได้ยินความฝันของคุณป้า เธอจึงช่วยสานต่อความฝันนั้นทันที ภายใน 1 ปี อุ๋ยก็พาคุณป้าไปถึงฝัน ด้วยการคว้ารางวัล OTOP ระดับ 4 ดาว และได้ไปจัดแสดงงานที่เมืองทองธานีสมใจ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต่างสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งที่อุ๋ยทำ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการสร้างอาชีพต่อไป

นับตั้งแต่นั้น อุ๋ยจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนคนแพร่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
05

ชวนมาม่วนมาจอย

จากการช่วยป้าข้างบ้านขายข้าว อุ๋ยเริ่มขยายกลุ่มออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพราะเห็นว่าต้นทุนที่จังหวัดแพร่มีนั้นมีหลากหลาย และมีมูลค่ามากจนตีออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้

หลังจากชนะเลิศโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 อุ๋ยได้เจอกับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล จากการเข้าคอร์สกับ School of Changemakers และได้ตั้งคำถามกับความต้องการกับตัวเองอีกครั้ง จากคำถามของบี๋ที่ว่า “อุ๋ยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นอะไรให้มีคุณภาพใช่ไหม” ทำให้เธอเห็นความต้องการของตัวเองชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ Happy Field Happy Farm สู่ ‘ม่วนจอย’ แบรนด์ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดแพร่ในแบบที่อุ๋ยรัก

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
06

การทำงานกับคนแต๊ (คนจริง)

เมื่อได้เริ่มต้นแบรนด์ท้องถิ่น อุ๋ยมีความตั้งใจอย่างหนึ่ง คืออยากลบภาพจำของคนอื่น ๆ ที่มีต่อเกษตรกรว่าน่าสงสาร เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจและจริงจังกับอาชีพของตัวเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าทั้งการใช้งานและทางจิตใจในระดับสากล

ด้วยความที่จังหวัดแพร่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม อุ๋ยจึงมีวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกที่อุ๋ยเลือกทำเป็นของขึ้นชื่อของแพร่อย่าง ‘ม่อฮ่อม’ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มเลือนหาย เธอจึงไปหาคนที่เป็นปราชญ์ในเรื่องเหล่านี้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของม่วนจอยเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ผ้าปักมือ ผลไม้ น้ำผึ้ง แยม เทียนหอม ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบแต่ละชนิด เพื่อสนับสนุนอาชีพของคนในท้องถิ่นให้ยังคงรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ และช่วยพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
07

เข้าใจทั้งคนทำและคนซื้อ

ม่วนจอยเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย ฟังความต้องการของลูกค้าแล้วไปคุยกับคนทำ การทำสินค้าแต่ละชิ้นเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดและปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ม่วนจอยก็อธิบายจุดยืนของตัวเองให้ลูกค้าฟังอย่างชัดเจน เช่น การรอสินค้าที่ช่างต้องใช้เวลาในการทำ การซื้อ-ขายจึงเป็นการทำความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

ส่วนช่างที่ทำงานฝีมือ เป็นการทำงานแบบทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น สื่อสารด้วยคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 

“เราไม่เคยต่อราคาที่ช่างคิดมาเลย บางทีเขาให้ราคาถูกไป เราก็เพิ่มให้ แต่เราก็บอกความต้องการของตัวเองไปว่า ที่เพิ่มให้เพราะต้องการงานละเอียด และใช้ของที่มีคุณภาพจริง ๆ กว่าช่างจะเข้าใจก็ใช้เวลา เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าเราต้องการให้ต้นทุนถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น ช่วงแรกจึงไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ เราก็อธิบายไปว่า ถ้าสินค้าออกมาไม่ดี มันจะกระทบต่อเราและต่อตัวช่างเองด้วย จากนั้นก็ลองผิดลองถูกกันไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามที่ตั้งใจ”

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
08

ความยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

อุ๋ยเล่าให้เราฟังว่า ม่วนจอยเน้นการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง การมีจุดยืนชัดเจน ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเข้าใจในสิ่งที่ม่วนจอยกำลังจะสร้างสรรค์

…ดึงความยิ่งใหญ่ในคนตัวเล็ก ๆ ออกมา ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ จงเอามันออกมา... ข้อนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของม่วนจอยที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงอุ๋ยด้วยเช่นกัน

“ข้อความนี้เป็นปมของอุ๋ยที่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรามีดีน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ” 

แต่หลังจากที่อุ๋ยได้ออกไปสำรวจโลกที่กว้างขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศอังกฤษ เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนนั้นมีคุณค่าในตัวเองมากขนาดไหน และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นที่มาที่เธออยากดึงศักยภาพของทุกคนที่ทำงานกับม่วนจอยให้ออกมาได้มากที่สุด

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
09

ส่งต่อโมเดลบ้านเกิด สู่แบรนด์ท้องถิ่นทั้งไทยและเทศ

หลังจากม่วนจอยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก้าวต่อไปของอุ๋ยคือการส่งต่อรูปแบบที่ทดลองทำในม่วนจอยไปสู่โมเดลที่เป็นรูปเป็นร่าง จึงเกิดเป็น ‘FlowFolk‘ บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาแบรนด์และสินค้าชุมชน โดยดำเนินงานบนฐานความเชื่อว่า ถ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือได้รับการชุบชีวิต ชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

“คือเราจะสร้างบ้านให้คนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ มันเลยกลับไปตอบคำถามที่เรามีในตอนแรกว่า แล้วทำไมคนต่างจังหวัดถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีอะไรทำและไม่น่าอยู่ เพราะจริง ๆ หลายคนอยากอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทดลองด้วยการทำม่วนจอยออกมา”

เพื่อพัฒนาทักษะผู้คนและพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเติบโตในระดับสากล

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะร่ำลากัน อุ๋ยอวดโฉมผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมส่งตามออเดอร์ลูกค้า และเล่าที่มาที่ไปของการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นอย่างเข้มข้น ทำให้เรายิ่งสนใจและเฝ้ารอดูการเติบโตของม่วนจอยและ FlowFolk ต่อไป

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ภาพ : Facebook Muanjoy

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load