คุณแจ๊ค-หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ กำลังคอยผมอยู่ที่หน้าเรือนประเสบัน บ้านปลายเนิน วันนี้เรามีนัดสำคัญเพื่อพาผู้อ่าน The Cloud มาชมสถาปัตยกรรมที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ ‘สมเด็จครู’ ผู้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง และผมเชื่อว่าเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ที่น้อยคนนักจะมีโอกาสเห็น

“เราจะเริ่มกันตรงไหนก่อนดีครับ” ผมถามคุณแจ๊ค

“ตรงนี้เลยครับ” คุณแจ๊คกล่าว พร้อมนำผมไปยังมะพร้าว 2 ต้น ต้นหนึ่งสูงเสียดฟ้า อีกต้นสูงเพียงครึ่ง แต่กำลังออกผลสีเขียวอ่อนเต็มทะลาย

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ผมอยากให้พี่ดูมะพร้าวสองต้นที่ปลูกอยู่หน้าเรือนประเสบัน ความจริงมันดูไม่สวยเลยนะครับ แล้วยังบังเรือนอีกด้วย (หัวเราะ) ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ต้นมะพร้าวที่ปลูกอยู่ตรงนี้เป็นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ว่า มีเด็กถือกำเนิดขึ้นมาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านปลายเนิน พอเด็กมีอายุครบเดือน ผู้ใหญ่จะจัดให้มีพิธีทำขวัญเดือนขึ้น มีพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ และมีพราหมณ์นำน้ำมนต์ที่ได้จากพิธีสงฆ์มาประกอบพิธีพราหมณ์ต่อ ซึ่งจะประกอบไปด้วยวัตถุมงคลหลายอย่าง เพื่ออำนวยพรให้แก่เด็กคนนั้น 

“พราหมณ์จะนำต้นมะพร้าวอ่อนปิดกระดาษเงินและทองอย่างละต้นมาด้วย โดยเด็กจะต้องลงไปอาบน้ำในขันที่ใส่น้ำมะพร้าว เสร็จแล้วก็จะนำต้นมะพร้าวไปปลูก เพื่อเป็นการอวยพรให้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและแข็งแรง มะพร้าวที่ใช้ในพิธีทำขวัญเดือนของผม ก็ได้นำมาปลูกไว้ที่หน้าเรือนประเสบันหลังนี้”

เรือนประเสบันเป็นเรือนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบประทานพระโอรสพระองค์ใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือพ่อเป็นผู้ออกแบบและสร้างบ้านให้ลูกชายด้วยตนเอง 

“เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็ได้มีโอกาสย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันเมื่อตอนแต่งงาน และกลายมาเป็นผู้ดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้สืบต่อจากบรรพบุรุษ ต้นมะพร้าวต้นสูงๆ ที่เห็นอยู่นี้มีอายุสี่สิบเอ็ดปี เป็นต้นของผมเอง ส่วนต้นเตี้ยอายุสิบปี เป็นต้นของลูกชายผม เรื่องราวอันเป็นเกร็ดของครอบครัวที่ผมกำลังถ่ายทอดให้พี่ฟังนี้มีคุณค่าต่อตัวผมมากๆ”

วันนี้ นอกจากคุณแจ๊คแล้ว เรายังได้รับความกรุณาจาก หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ คุณแม่ของคุณแจ๊ค และ คุณโต้ง-หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์ ญาติผู้พี่ของคุณแจ๊ค ผู้เป็นสมาชิกของบ้านปลายเนิน มาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวหลากมิติอันทรงคุณค่า เกี่ยวกับเรือนประเสบันและบ้านปลายเนินไปพร้อมๆ กัน 

‘บ้านของลูกชาย 

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จมาประทับที่บ้านปลายเนิน ตำบลคลองเตย เมื่อ พ.ศ. 2457 ด้วยต้องพระอัธยาศัยว่าอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง มีอากาศบริสุทธิ์กว่าวังท่าพระอันเคยเป็นที่ประทับ และเหมาะกับพระพลานามัยในขณะนั้น

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ โดยทรงมีคู่พระบารมี 3 ท่าน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ปลื้ม (ราชสกุลเดิม ศิริวงศ์) หม่อมมาลัย (สกุลเดิม เศวตามร์) และ หม่อมราชวงศ์โต (ราชสกุลเดิม งอนรถ) ตามลำดับ แต่มิใช่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างจากธรรมเนียมในสมัยนั้นที่นิยมมีภรรยาหลายคน เมื่อหม่อมราชวงศ์ปลื้มสิ้นชีวิต จึงทรงมีหม่อมมาลัย ต่อมาเมื่อหม่อมมาลัยสิ้นชีวิตลงอีก จึงได้ทรงรับหม่อมราชวงศ์โตเป็นคู่พระบารมี

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพระโอรสธิดาอันประสูติแต่คู่พระบารมีทั้งสาม เรียงตามลำดับดังนี้

1. พระธิดาที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์ปลื้ม คือ หม่อมเจ้าปลื้มจิตร (ท่านหญิงเอื้อย ต่อมาสิ้นชีพิตักษัยเมื่อพระชนม์เพียง 26 ชันษา)

2. พระโอรสที่ประสูติแต่หม่อมมาลัย คือ หม่อมเจ้าเจริญใจ (ท่านชายยี่)

3. พระโอรส-ธิดาที่ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์โต คือ หม่อมเจ้าประโลมจิตร (ท่านหญิงอี่-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าตระนักนิธิผล ไชยันต์) หม่อมเจ้าดวงจิตร (ท่านหญิงอาม) หม่อมเจ้ายาใจ (ท่านชายไส-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อม Jacqueline Dubois) หม่อมเจ้าเพลารถ (ท่านชายงั่ว-ต่อมาทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้ากุมารีเฉลีมลักษณ์ ดิศกุล) และ หม่อมเจ้ากรณิกา (ท่านหญิงไอ)

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พร้อมพระโอรส-ธิดา
ประทับยืนจากซ้ายไปขวา-หม่อมเจ้ายาใจ (ท่านชายไส), หม่อมเจ้าเจริญใจ (ท่านชายยี่), หม่อมเจ้าประโลมจิตร (ท่านหญิงอี่), หม่อมเจ้าดวงจิตร (ท่านหญิงอาม) 
ประทับนั่งจากซ้ายไปขวาขหม่อมเจ้าเพลารถ (ท่านชายงั่ว) และ หม่อมเจ้ากรณิกา (ท่านหญิงไอ)
ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมเจ้าเจริญใจ จิตรพงศ์ พระโอรสพระองค์ใหญ่

หม่อมเจ้าเจริญใจทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษอยู่นาน จนทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเสด็จกลับมารับราชการที่แผนกทางหลวงแผ่นดินเมื่อประมาณ พ.ศ. 2469 คาดว่าเมื่อเสด็จกลับมาและทรงมีครอบครัวแล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงทรงออกแบบและสร้างเรือนประเสบันให้เป็น ‘บ้าน’ เพื่อประทานพระโอรสพระองค์นี้ แต่ขณะนั้นเรือนประเสบันไม่ได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ตอนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จมาประทับที่บ้านปลายเนิน ได้ทรงสร้างอาคารขึ้นจำนวนหนึ่ง เป็นหมู่เรือนซึ่งเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยของครอบครัวเล็กๆ คือมีพ่อ หมายถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และลูกๆ คือพระโอรส-ธิดาของพระองค์ท่าน ก็คือท่านปู่ท่านย่าของผม ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า เมื่อก่อนหมู่เรือนจะปลูกเรียงกันต่อๆ ไปหลายหลังเหมือนขบวนรถไฟ แต่ไม่ทราบจำนวนว่ามีกี่หลัง 

“ทีนี้เรื่องมันโป๊ะมาก คือวันหนึ่งมีกลุ่มคนที่อนุรักษ์อาคารโบราณได้โพสต์แผนที่โบราณฉบับหนึ่งในเฟซบุ๊ก เพื่อสอบถามถึงอาคารโบราณ ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่ของการไฟฟ้าข้างๆ บ้านปลายเนิน พอผมได้เห็นแผนที่ฉบับนั้น ผมก็เฮ้ย นี่มันบ้านเรานี่หว่า ก็เลยเอาแผนที่มาดูอย่างละเอียด จากแผนที่จะเห็นเลยว่ามีหมู่เรือนทั้งหมดห้าหลังเรียงต่อๆ กันไป มีเส้นเชื่อมทุกหลังไว้ด้วยกัน นั่นแปลว่ามีชานเชื่อมทุกเรือนต่อกันไปทั้งหมด และยังเห็นที่ตั้งของเรือนประเสบันแต่แรกเริ่มด้วย” คุณแจ๊คอธิบายพร้อมชี้ให้ชมแผนที่สำคัญ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นของกรมแผนที่ทหารฉบับ พ.ศ. 2475

หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ คุณพ่อของคุณแจ๊ค พระนัดดาหรือหลานปู่ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้เคยบันทึกสภาพบ้านปลายเนินในระยะแรกๆ ไว้ในหนังสือ ก้าวสู่ควอร์เตอร์สุดท้ายแห่งชีวิต ความว่า 

“สภาพของ วังปลายเนิน นั้นแตกต่างจากลักษณะปัจจุบันราวฟ้ากับดิน ถนนพระรามสี่หน้าวังยังเป็นถนนรถเล็กวิ่งสวนกันได้ ตัดตรงคู่ขนานกับ ‘คลองเตย’ (หรือคลองหัวลำโพง) ระหว่างถนนกับคลองมีทางรถไฟสายปากน้ำอยู่ตรงกลาง พื้นที่ละแวกนี้ยังเป็นท้องนาเวิ้งว้างอยู่ มีคูริมถนนอยู่ทั่วไป

“เวลาเลี้ยวเข้าวังต้องข้ามทางรถไฟสายปากน้ำก่อน แล้วจึงมีสะพานคอนกรีตข้ามคลอง เมื่อมองจากหน้าวังจะเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ส่วนมากเป็นต้นก้ามปู ผ่านเข้าไปในวังก็เห็นตำหนักไทยหมู่ใหญ่ตั้งเป็นประธาน มีทางรถยนต์วิ่งเป็นวงรีหน้าตำหนัก มีที่จอดรถในร่มทอดหลังคาต่อเนื่องขึ้นบันไดหน้าที่สวยงามมาก ตำหนักไทยหมู่นี้สมเด็จปู่ท่านทรงประกอบขึ้นจากเรือนไทยเก่าๆ ที่เจ้าของรื้อขาย นำมาปลูกติดต่อกันทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก มีนอกชานเชื่อมต่อกันโดยตลอด วิธีจัดหมู่เรือนไทยเช่นนี้ผิดไปจากประเพณีการปลูกเรือนซึ่งมีมาแต่โบราณ ซึ่งมักจัดเรือนหมู่ใหญ่เป็นกลุ่มรอบชาน หรือล้อมรอบหอนั่งตรงกลาง สมเด็จปู่ท่านทรงจัดหมู่เรือนไม้เสียใหม่ให้เรือนทุกหลังรับลมได้ตามฤดูกาล อยู่สบายยิ่งนัก”

คุณแจ๊คชวนให้ดูแผนที่พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “จากแผนที่ จะเห็นว่าบ้านปลายเนินในยุคแรกมีเรือนอยู่สามกลุ่ม คือ หมู่เรือนที่เราเรียกว่าตำหนักไทย อันเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และพระโอรส-ธิดาของพระองค์ท่านที่ยังเยาว์พระชันษา มองจากคลองหัวลำโพงเข้ามา ด้านซ้ายจะเป็นเรือนประเสบันของท่านชายเจริญใจ และหมู่เรือนทางด้านขวาเป็นของท่านย่าอี่ ทั้งสองพระองค์เป็นโอรส-ธิดาพระองค์ใหญ่ที่ทรงมีครอบครัวแล้ว จึงแยกเรือนออกมา”

คุณโต้ง หรือ หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์ ผู้ร่วมการสนทนาอยู่ด้วยกล่าวว่า “ตำแหน่งดั้งเดิมที่เรือนประเสบันเคยตั้งอยู่ ก็คือบริเวณต้นลั่นทมขาวที่ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นหน่อของต้นดั้งเดิม ต้นลั่นทมต้นนี้แหละที่แสดงตำแหน่งของเรือนประเสบัน เพราะตอนเด็กๆ สมัยที่พี่อยู่เรือนประเสบัน ตอนนั้นเรือนประเสบันหันตัวเรือนไปอีกด้าน ต่างกับปัจจุบัน และพี่จำได้ว่ามีต้นลั่นทมต้นนี้ปลูกอยู่ ดังนั้น พี่หวงต้นลั่นทมต้นนี้มาก ห้ามตัดทิ้งเด็ดขาด (หัวเราะ)” 

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
คุณโต้ง-หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์

คุณโต้งเป็นผู้ที่ทันอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันในตำแหน่งเดิมเมื่อตอนยังเล็ก เพราะหลังจากที่หม่อมเจ้าเจริญใจสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2493 ขณะมีพระชนม์เพียง 52 ชันษา เรือนประเสบันได้กลายมาเป็นที่พำนักของ หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์ คุณพ่อของคุณโต้ง

“พี่จำอะไรมากไม่ได้เพราะยังเด็กมาก และอาศัยอยู่ที่เรือนประเสบันจนอายุประมาณ 5 ปี หลังจากนั้นพ่อก็เสีย แล้วต่อมาก็มีการรื้อและย้ายเรือนประเสบันมายังตำแหน่งปัจจุบัน” คุณโต้งกล่าว

คุณแจ๊คเล่าเสริมว่า “มีรูปที่ท่านปู่ไสและท่านปู่งั่วทรงถ่ายเก็บไว้เยอะมาก และเห็นเรือนประเสบันในบางมุม อย่างรูปนี้จะเห็นพ่อยืนตรงหน้าเรือนประเสบันพอดี ซึ่งถ่ายตอนพ่อกลับมาจากอังกฤษ เป็นช่วงที่มาเยี่ยมบ้าน จะเห็นเรือนประเสบันอยู่ด้านหลัง เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ เหมือนกระท่อมไม้ แม้จะมีใต้ถุน แต่ก็เตี้ยมากๆ ผิดจากบ้านคนไทยสมัยก่อนซึ่งมักมีใต้ถุนสูง” คุณแจ๊คชวนชมภาพดั้งเดิมที่เห็นบางส่วนของเรือนประเสบัน

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ถ่ายหน้าภาพเรือนประเสบันสมัยที่ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนย้าย สังเกตได้ว่าเป็นเรือนไม้ใต้ถุนเตี้ย 

“อีกรูปเป็นรูปพ่อตอนเด็กๆ กำลังแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นคาวบอยอยู่ข้างเรือนประเสบัน (หัวเราะ) รูปนี้ผมอยากให้ลองสังเกตพื้นถนน ซึ่งเป็นซีเมนต์พิมพ์ลายก้างปลา นอกจากรูปนี้ยังมีรูปถ่ายพ่ออีกหลายรูปในบริเวณอื่นๆ ของบ้านปลายเนิน เราจะเห็นถนนที่ทำจากแผ่นซีเมนต์ลายก้างปลาทั้งหมด ซึ่งแผ่นซีเมนต์ลายนี้ช่วยระบายน้ำได้ดีมาก ไม่ทำให้ถนนลื่นเลย ซีเมนต์ลายก้างปลาถือเป็นซิกเนเจอร์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ท่านทรงคิดผลิตแผ่นซีเมนต์ลายนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง และคงจะโปรดมาก เพราะนอกจากจะปรากฏอยู่บนแผ่นซีเมนต์ปูพื้นแล้ว เรายังพบภาพตำหนักไทยในสมัยก่อน มีผนังที่เป็นลายก้างปลาในลักษณะเดียวกัน ถ้าสังเกตดูดีๆ ลายก้างปลานี้เหมือนลายผ้าทวีด เป็นลายที่เรียกว่า แฮริ่งโบน ทวีด (Herringbone Tweed) ซึ่งมักนำมาใช้ตัดสูท ตัดเบลซอร์คุณภาพดี เป็นลายผ้าที่ชาวยุโรปนิยม ผมสันนิษฐานว่าท่านก็คงจะโปรดลายนี้ จึงทรงนำมาประดิษฐ์เป็นลายวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในบ้านปลายเนิน”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์จักรรรถ จิตรพงศ์ ในวัยเด็ก ถ่ายภาพที่ทางเข้าบ้านปลายเนินในยุคแรก เรือนประเสบันอยู่ทางซ้าย ตำหนักไทยอยู่ทางขวา สังเกตถนนที่เป็นซีเมนต์ลายก้างปลา (Herringbone Tweed)
ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
ตำหนักไทยที่ประดับผนังลายก้างปลา

เพื่อช่วยให้จินตนาการถึงบรรยากาศเรือนประเสบันและบ้านปลายเนินในยุคแรกๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร ผมจึงขออนุญาตคัดข้อความที่หม่อมราชวงศ์จักรรถเคยบรรยายไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันมาให้อ่าน เชื่อว่าหลายท่านจะอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว ด้วยยากที่จะเชื่อว่าริมถนนพระราม 4 กลางเมืองที่แสนวุ่นวายอย่างกรุงเทพฯ ในวันนี้ ในอดีตกลับแวดล้อมไปด้วยผืนนาป่าไม้และคูคลองอันใสสะอาด

“หลังวังเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด และเป็นที่ผจญภัยของเรารุ่นเล็ก เล่ากันว่าสมัยสงครามพี่สาฎก (หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์-โอรสหม่อมเจ้าประโลมจิตร ไชยันต์) ยิงเสือดาวได้ตัวหนึ่งในป่าหลังวัง เรื่องนี้ไม่น่าเชื่อ เพราะรอบวังเป็นผืนนาทั้งนั้น แต่ก็เป็นเรื่องจริง ผมยืนยันได้เพราะเห็นหนังเสือตัวนี้พร้อมรูกระสุนด้วยตาของตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่าทหารญี่ปุ่นลำเลียงสัตว์ป่ามาทางรถไฟ พอรถไฟแล่นมาถึงบริเวณหลังวัง ลูกเสือมันหลุดออกมาจากกรง แล้วเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในป่า สร้างความเดือดร้อนเพราะมันขโมยไก่วังกิน พี่สาฎกเป็นหลานรุ่นใหญ่ จึงต้องรับหน้าที่พรานไปกำจัดเสีย”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์สาฎก ไชยันต์ โอรสหม่อมเจ้าประโลมจิตร ไชยันต์ คุณพ่อของคุณโต้ง

“ส่วนหน้าวังเรามีวิธีเล่นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสนุกพอกัน คือการกระโดดเล่นน้ำคลอง ผมเล่นป้วนเปี้ยนอยู่ริมคลองและในคลองตั้งแต่น้ำในคลองเตยยังใสสะอาด มีผู้สัญจรไปมาทางเรือสารพัดชนิด ในน้ำมีปลาใหญ่น้อยมากพอที่จะทำเบ็ดหาเหยื่อมาหัดตกปลา หนักเข้าก็ให้เขาสอนวิธีล่าสัตว์ด้วยฉมวกด้ามไม้รวก ซึ่งไม่เคยแทงโดนปลาเลยสักตัวเดียวเช่นกัน” 

คุณโต้งได้ร่วมแบ่งปันความทรงจำด้วยว่า “พี่ยังทันเห็นคลองหัวลำโพงที่หน้าบ้านปลายเนินนะ แต่ไม่ใสสะอาดอย่างที่คุณชายจักรรถเขียนไว้ มันเริ่มมีหมาเน่าลอยมาแล้ว (หัวเราะ)”

ย้ายเรือนประเสบัน

“พอพ่อเสีย ประมาณ พ.ศ. 2512 – 2513 ก็เป็นช่วงที่มีการแบ่งที่ดินสำหรับพระโอรส-ธิดาแต่ละองค์ ซึ่งที่ดินจะเรียงต่อๆ กันจากด้านหน้าริมถนนพระรามสี่ไปจนลึกสุดด้านในของพื้นที่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการตัดถนนเพื่อเชื่อมที่ดินแต่ละแปลง ให้เป็นทางเข้าออกของสมาชิกทุกคน พื้นที่ถนนสายใหม่จำเป็นต้องตัดผ่านเรือนประเสบัน พี่ก็เลยย้ายออกมาอยู่บ้านหลังใหม่ในที่ดินของท่านย่าอี่ ส่วนประเสบันก็ต้องรื้อลงและหาที่ตั้งใหม่” คุณโต้งเอ่ย

หม่อมราชวงศ์จักรรถได้บรรยายถึงช่วงเวลานี้ไว้ว่า “วังปลายเนินค่อยๆ เปลี่ยนรูปโฉมไปจากเดิมเป็นอันมาก เริ่มจากการรถไฟเลิกวิ่งรถไฟสายปากน้ำแล้วรื้อทางรถไฟออก เหลือแต่ถนนที่เรียกว่า ‘ทางรถไฟเก่าสายปากน้ำ’ จากนั้นทางการก็เริ่มถมคลองเตย เพื่อขยายถนนพระรามสี่ให้เป็นถนนใหญ่ ทำให้ ‘วังปลายเนิน’ ไม่ต้องมีสะพานข้ามคลองเข้าวังอีกต่อไป และทำให้ตำหนักไทยอยู่ใกล้ถนนใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาจากการสั่นสะเทือนกับมลภาวะเป็นพิษเป็นอย่างมาก เจ้านายท่านจึงตัดสินพระทัยปรับปรุงภายในวังยกใหญ่ เท่ากับปฏิรูปกันใหม่ก็ว่าได้ 

“เริ่มจากการแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ เรียงจากหน้าวังไปหลังวัง มีถนนตลอดขอบที่ดินทางตะวันออกเชื่อมถึงที่ดินทุกแปลงกันหมด หมู่ตำหนักไทยนั้นท่านรื้อลงทั้งหมด และสร้างขึ้นใหม่โดยตั้งลึกเข้าไปในวังประมาณ ห้าสิบเมตร สร้างใหม่เฉพาะตำหนักทรงงานและที่ประทับ โดยยกพื้นให้สูงขึ้นตั้งบนเสาคอนกรีตดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนประเสบันก็ตั้งอยู่ที่เดิมไม่ได้ เพราะจะเกะกะขวางถนนในวังสายใหม่ที่ทำขึ้น”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ ภรรยาหม่อมราชวงศ์จักรรถ คุณแม่ของคุณแจ๊ค

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์ ภรรยาหม่อมราชวงศ์จักรรถ คุณแม่ของคุณแจ๊คเล่าเสริมว่า “ที่ดินแปลงที่ประเสบันตั้งอยู่ในปัจจุบันนั้นอยู่ลึกสุด เดิมเป็นที่ดินที่จัดสรรถวายท่านชายเจริญใจและครอบครัว แต่เมื่อท่านสิ้นไปแล้ว โดยมีโอรสอยู่หนึ่งคนคือ หม่อมราชวงศ์อุ่นใจ จิตรพงศ์ ซึ่งมีสุขภาพไม่แข็งแรง และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล 

ในตอนนั้น ท่านป้าอาม (หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์) ทรงตัดสินพระทัยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวของท่านชายเจริญใจ และประทานให้เป็นที่ดินของลูกๆ ของท่านชายงั่ว (หม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ พระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) โดยเงินที่ทรงซื้อที่ดินมานั้น ได้ประทานให้กับหม่อมราชวงศ์อุ่นใจ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่นานหลายปีจนสิ้นชีวิต ส่วนตัวเรือนประเสบันนั้น ท่านพ่อ-ท่านชายงั่ว เป็นผู้ซื้อ และประทานเงินก้อนนั้นให้เป็นค่ารักษาตัวของหม่อมราชวงศ์อุ่นใจด้วยเช่นกัน”

การย้ายเรือนประเสบันนั้นเป็นภารกิจสำคัญที่หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ หรือท่านหญิงไอ พระธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับดูแล หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ได้เล่าต่อไปว่า 

“ท่านอาไอทรงเป็นผู้ที่กำกับการย้ายเรือนประเสบันมาตรงนี้ ความที่เรือนประเสบันเป็นเรือนชั้นเดียว ใต้ถุนเตี้ย เตี้ยจนใช้พื้นที่ไม่ได้ พอย้ายมาก็มีการปรับพื้นที่เสียใหม่ โดยถมดินให้สูงขึ้น จากเรือนชั้นเดียวกลายเป็นเรือนสองชั้น ทำให้ใต้ถุนสูงขึ้นจนใช้พื้นที่ด้านล่างได้ด้วย ทั้งหมดนี้ท่านอาไอทรงเล่าให้ฟัง เพราะท่านโปรดการช่าง การก่อสร้าง และก็ทรงกำกับการเรื่องเหล่านี้ได้ดี”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

เรือนประเสบันในตำแหน่งปัจจุบันและการปรับเปลี่ยน

ส่วนที่ 1 งานออกแบบฝีพระหัตถ์ดั้งเดิมในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ส่วนที่ 2 หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ ทรงกำกับการย้ายเรือนประเสบัน และทรงคิดยกเรือนให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

ส่วนที่ 3 หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ออกแบบส่วนขยาย

ส่วนที่ 4 หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์-คุณแจ๊ค ออกแบบส่วนเชื่อมเรือนเดิมและส่วนขยายด้านล่างในลักษณะ Glass Box

“ผมคิดว่าจุดที่น่าสนใจของเรือนประเสบัน เมื่อย้ายตำแหน่งมาสร้างตรงนี้คือการเล่นระดับ ทำให้บ้านมีมิติ มีลูกเล่น บ้านไม่เตี้ยทั้งหลัง ส่วนที่เป็นโถงนี้เรียกว่าห้องกระจก เดิมต้องถือว่าเป็นส่วนที่อยู่นอกบ้านนะครับ เพราะเป็นเหมือนลานหน้าบ้านที่รองรับบันไดที่ทอดลงมาจากห้องนอน ซึ่งต่อมาคุณแม่ได้ทำโครงกระจกล้อมเป็น Glass Box อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้เกิดเป็นห้องรับแขกและห้องพิธีขึ้นมา 

“ส่วนบริเวณใต้ห้องนอน เมื่อยกสูงขึ้นแล้ว ก็กลายมาเป็นห้องกลาง เป็นพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกมากมาย การเอาบ้านเก่ามาทำใหม่ยากกว่าการสร้างบ้านใหม่ไปเลย นี่คือการแก้ปัญหาเรื่องความเตี้ยของบ้าน พร้อมทั้งปรับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ใช้สอย อันนี้ผมว่าเจ๋ง” คุณแจ๊คเสริม

ส่องสถาปัตยกรรม

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ ผู้ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและเป็นผู้ดูแลเรือนประเสบัน ก่อนจะกลายมาเป็นเรือนหอของคุณแจ๊คในภายหลัง ได้ร่วมอธิบายความน่าสนใจของเรือนประเสบันให้ผมฟังว่า

“เรือนประเสบันมีความสำคัญในแง่ที่ว่าเป็น ‘บ้าน’ ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ เราอาจคุ้นเคยกับผลงานออกแบบฝีพระหัตถ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญๆ ของชาติ อาทิ วัดเบญจมบพิตรฯ พระที่นั่งวิมานเมฆ ฯลฯ แต่นี่เป็นการออกแบบบ้าน ซึ่งท่านทรงออกแบบบ้านเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น

“ประเสบันเป็นเรือนไม้ทรงฝรั่งที่แตกต่างจากเรือนไทยในสมัยนั้น เพราะปราศจากชานหรือระเบียงล้อมเรือน เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย งดงาม และลงตัว โดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เรือนหลังเล็กนั้นเหมาะกับท่านชายเจริญใจ ซึ่งท่านเพิ่งทรงมีครอบครัวเล็กๆ และต้องเสด็จออกจากพระนครไปทรงงานในพื้นที่หัวเมืองห่างไกลเป็นส่วนมาก จึงไม่ได้ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ เรือนหลังเล็กนั้นดูแลง่าย มีเพียงห้องบรรทม 1 ห้องและพื้นที่อเนกประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ห้องนั่งเล่น แต่ทรงออกแบบให้เป็นโถง เพื่อเป็นพื้นที่ไว้ทำอะไรต่อมิอะไร”

เรือนประเสบันมีอายุใกล้ 100 ปี ในความเรียบง่ายนั้นมี ‘ลูกเล่น’ ที่น่าสนใจรอให้เราได้สังเกตอยู่ หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ก็ได้กรุณานำชมพร้อมกับเลเซอร์ พอยเตอร์ เพื่อให้ผมสังเกตเห็นได้โดยไม่พลาด

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
ป้ายชื่อเรือน ‘ประเสบัน’ ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงตั้งชื่อเรือนประทานและทรงออกแบบตัวอักษร

“อย่างแรกเลยคือ ตัวอักษรคำว่าประเสบันที่ปรากฏบนป้าย เป็นตัวอักษรที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ ชื่อประเสบันก็เป็นชื่อประทานมาจากพระองค์ท่าน สิ่งที่ควรสังเกตตามมาคือตัวเรือนเป็นเรือนไม้ที่มีฝาเรือนเป็นผนังตีทับแนวตั้ง เพราะช่วยระบายน้ำฝนได้เร็ว และเส้นแนวตั้งช่วยนำสายตาให้รู้สึกว่าบ้านสูงโปร่งยิ่งขึ้น บนผนังยังตีไม้ทับแนว มีการเซาะร่องเพื่อยึดให้มันคง ทั้งนี้เพื่อความแข็งแรงของผนังบ้าน และป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลซึมเข้าบ้านด้วย ไม้ทับแนวเซาะร่องแบบนี้ถือว่าเป็นงานละเอียด

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ทั้งประตูและหน้าต่างเป็นบานลูกฟักแผ่นใหญ่แผ่นเดียว เซาะเป็นลายสวยงาม หน้าต่างบางบานทำเป็นหน้าต่างครึ่งบาน คือในบานเดียวกันมีด้านบนและด้านล่างที่แยกกันเปิดและปิดได้

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

“ลองสังเกตคาน จะมีไม้ค้ำยันทรงสามเหลี่ยมออกแบบอย่างเรียบง่ายสวยงาม เสาไม้รับน้ำหนักจากคานสู่พื้น ที่โคนเสามีไม้ประกับ เพื่อเสริมความแข็งแรงและเพื่อความสวยงามด้วย

“ส่วนหลังคานั้นมีจั่วยื่นปีกนก บนยอดจั่วประประดับลายอุบะ ซึ่งอุบะลายนี้เหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย”

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย

คุณโต้งได้อธิบายเสริมว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงออกแบบโบสถ์ที่วัดศรีมหาราชา ตำบลศรีราชา ตามคำกราบทูลขอของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เจ้าเมืองชลบุรี ผู้มีศรัทธาจะสร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2473 ในครั้งนั้นทรงออกแบบรูปอุบะประดับที่ยอดจั่วที่หน้าบันของโบสถ์ และทรงนำลายเดียวกันนี้มาประดับไว้ที่เรือนประเสบันด้วย น่าเสียดายที่ทางวัดเห็นว่าโบสถ์หลังนี้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว จึงรื้อโบสถ์เก่าลงแล้วสร้างขึ้นใหม่แทนในเมื่อ พ.ศ. 2509 ลายอุบะฝีพระหัตถ์ทรงออกแบบที่วัดศรีมหาราชาจึงโดนทำลายทิ้งไปด้วย และเหลือปรากฏอยู่เพียงที่เรือนประเสบันเท่านั้น

“พอท่านพ่อท่านแม่ประทานเรือนประเสบันมาให้ครอบครัวคุณชายจักรรถดูแล ก่อนที่จะมาเป็นเรือนหอของแจ๊ค ในช่วงนั้นครอบครัวเราก็ตัดสินใจทำเป็นบ้านเช่า ผู้เช่าส่วนมากเป็นชาวต่างชาติที่ชื่นชอบงานศิลปะ หลายคนเป็นผู้บริหารธนาคารหรือบริษัทนานาชาติ เป็นนักสะสมศิลปวัตถุ เราโชคดีที่ผู้เช่าทุกคนเป็นนักอนุรักษ์ที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุคก่อนๆ หลายคนนำของเก่ามาตกแต่งเพิ่มเติมให้เรือนประเสบันสวยงาม และทุกคนล้วนช่วยกันดูแลรักษาเรือนประเสบันเป็นอย่างดี”

ในช่วงที่เรือนประเสบันเป็นบ้านเช่าอยู่นั้น ผู้เช่าบางรายเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน จึงต้องการให้หาทางขยายเรือนประเสบันให้กว้างขึ้น

“ในตอนนั้นคุณชายจักรรถตัดสินใจอนุรักษ์เรือนประเสบันไว้ตามเดิม ไม่ได้ขยายหรือทำอะไรใหม่ทั้งสิ้น จึงยังคงสภาพเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ แต่คุณชายมาสร้างเรือนเพิ่มขึ้นอีกด้านที่อยู่ถัดไป โดยพยายามนำรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ของเรือนประเสบันต้นฉบับมาใช้ในเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ด้วย เช่น มีการสร้างบันไดเลียนแบบบันไดต้นฉบับในโถงห้องกระจก หรือการนำไม้ค้ำยันทรงสามเหลี่ยมมาใช้กับเสา เป็นต้น” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์อธิบาย 

คุณแจ๊คช่วยเล่าเสริมว่า “แรกๆ คุณพ่อก็ออกแบบให้มีการเชื่อมตัวเรือนเดิมกับเรือนใหม่ ด้วยทางเดินที่มีเพียงเฉพาะด้านบนเท่านั้น ต่อมาพอผมมาอยู่ที่นี่ ผมเลยเพิ่มทางเชื่อมชั้นล่างด้วย โดยใช้วิธี Glass Box เช่นเดียวกับที่คุณแม่เคยใช้ในการปรับพื้นที่โถงให้กลายเป็นห้องกระจก”

“แล้วช่วงหนึ่งก็ทำร้านเสื้อ ตอนแรกไม่ได้ตั้งอยู่ที่เรือนประเสบัน แต่อยู่ที่เรือนไม้อีกเรือนหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในบริเวณบ้านปลายเนินเช่นกัน ต่อมามีคนทำงานเยอะขึ้น ลูกค้าก็มีมากขึ้น พอดีกับที่ผู้เช่ารายหนึ่งหมดสัญญาลง เลยย้ายมาทำร้านเสื้อที่เรือนประเสบัน และใช้ชื่อแบรนด์ว่าประเสบันด้วยเช่นกัน ดิฉันเป็นคนชอบทำเสื้อราตรียาว ปักลายสวยๆ ตอนนั้นมีลูกค้าประจำอยู่จำนวนมาก แล้วลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นญาติพี่น้องกันก็ชอบแวะมาหา บอกว่าร้านสวย ใครๆ มาก็ชอบที่นี่” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์รำลึกถึงความหลัง

“คุณแม่ทำร้านประเสบันอยู่หลายปีก่อนตัดสินใจเลิก จากนั้นก็มีผู้เช่าอีกจำนวนหนึ่ง จนมาถึงยุคที่ผมเรียนจบกลับมาจากเมืองนอกและแต่งงานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้ใหญ่ก็ตัดสินใจให้ผมมาอยู่ที่เรือนประเสบัน และเป็นผู้ดูแลที่นี่”

เรือนประเสบันยังมีสถาปัตยกรรมอันงดงามซ่อนอยู่ภายในตัวเรือนอีกมากมาย คราวนี้คุณแม่ก็ส่งไม้ต่อให้คุณแจ๊คนำผมไปชมภายในเรือน

ห้องกระจก

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านไม่ได้ทรงออกแบบให้เรือนประเสบันมีห้องรับแขก แต่ทรงออกแบบให้มีโถงบนที่โล่งหน้าเรือน เพื่อให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ซึ่งก็คือบริเวณนี้ที่เปรียบเสมือนลานหน้าบ้านนั่นเอง เมื่อย้ายเรือนประเสบันมาตรงนี้แล้วจึงกรุกระจกครอบทั้งหมด เพื่อจะได้ใช้พื้นที่เป็นห้องสังสรรค์ ห้องรับแขก และห้องพิธีได้ ที่สำคัญคือ เวลาแขกมาก็สามารถเข้ามาที่ห้องนี้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านบริเวณที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว” คุณแจ๊คชวนผมชมส่วนที่เคยอยู่นอกบ้าน แต่วันนี้กลายเป็นส่วนที่มาอยู่ในบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

ประเสบัน เรือนไม้ทรงฝรั่งในวังปลายเนินที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ สร้างให้ลูกชาย
บริเวณที่เคยเป็นโถงหน้าเรือน ปัจจุบันคือห้องกระจก ในภาพคือพิธีทำขวัญเดือน ด.ช.รถจักร จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรชายคุณแจ๊ค เมื่อ พ.ศ. 2554 จะสังเกตได้ว่าบริเวณที่เคยเป็นพื้นที่นอกบ้านในอดีต กลายมาเป็นพื้นที่ภายในบ้านแล้วในปัจจุบันเมื่อสร้าง Glass Box คลุมพื้นที่

“ห้องนี้คือห้องที่ใช้สำหรับทำพิธีสำคัญอย่างพิธีทำขวัญเดือน นอกจากมะพร้าวเงินและทองแล้ว ในพิธีจะมีเปลไม้โบราณมาตั้งกลางบ้าน เป็นเปลที่มีอยู่คู่กับบ้านปลายเนินมานานแล้วครับ เด็กจะนอนอยู่ในเปลไม้ ญาติผู้ให้ที่มาร่วมงานจะนำหนังสือและอุปกรณ์ด้านศิลปะแขนงต่างๆ มาใส่ไว้ในเปล เพื่ออวยพรให้เด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นศิลปิน 

“ตอนพิธีทำขวัญเดือนของผมนั้น ประเสบันเป็นบ้านเช่าและมีผู้เช่าอาศัยอยู่พอดี จึงไม่ได้จัดพิธีที่นี่ เพียงแต่นำมะพร้าวมาปลูกไว้หน้าบ้าน นี่คือรูปตอนพิธีทำขวัญเดือนของรถจักร ลูกชายผม ซึ่งจัดขึ้นที่นี่ ไม่เพียงแต่พิธีทำขวัญเดือน พิธีแต่งงานของผมกับภรรยาก็จัดขึ้นที่นี่ด้วยเช่นกัน”

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ภาพโถงหน้าเรือนประเสบันในอดีต เมื่อยังเป็นพื้นที่ภายนอกบ้าน เด็กหญิงในภาพคือหม่อมหลวงศิริพัสตร์ ไชยันต์ พี่สาวคุณโต้ง

สิ่งที่อื่นๆ ที่คุณแจ๊คชี้ชวนให้ชมก็คือลูกกรงบันได 

“ลูกกรงบนบันไดเป็นลูกกรงไม้เก่าดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเรือนประเสบันมาแต่แรก ผมเคยไปโรงไม้เก่าหลังบ้านปลายเนิน แล้วเจอลูกกรงลักษณะเดียวกันเต็มไปหมด สอบถามได้ความว่าเป็นลูกกรงที่รื้อจากอาคารเก่าๆ ในบ้านปลายเนินที่มีการซ่อมบำรุง ผมเริ่มได้ข้อสรุปว่า ลูกกรงแบบนี้น่าจะเป็นลูกกรงที่ใช้กันในเรือนต่างๆ มาตั้งแต่ยุคแรก คล้ายๆ กับแผ่นซีเมนต์ลายก้างปลานั่นเอง และตอนที่คุณพ่อสร้างส่วนใหม่ขึ้นอีกด้าน คุณพ่อก็จำลองลักษณะราวบันไดนี้ไปใช้ตกแต่งส่วนนั้นด้วย เป็นการล้อกันกับส่วนเดิม”

บริเวณส่วนขยายของเรือนประเสบันที่หม่อมราชวงศ์จักรรรถออกแบบนั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สงวนไว้ให้สำหรับสมาชิกครอบครัวเท่านั้น แต่ในเมื่อผมอยากเห็นบันไดที่หม่อมราชวงศ์จักรรถผู้เป็น ‘หลาน’ ออกแบบตามดีไซน์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ผู้ทรงเป็น ‘ปู่’ คุณแจ๊คเลยนำภาพมาให้ชม

บันไดที่ส่วนขยาย ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ โดยถอดแบบมาจากเรือนเดิมอีกด้าน และภาพหม่อมราชวงศ์จักรรถเมื่อเป็นสถาปนิก
บันไดที่ส่วนขยาย ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ โดยถอดแบบมาจากเรือนเดิมอีกด้าน และภาพหม่อมราชวงศ์จักรรถเมื่อเป็นสถาปนิก

“ภาพนี้เป็นภาพงานที่จัดขึ้นในวันที่ผมเดินทางกลับมาหลังเรียนจบจากต่างประเทศ เป็น Welcome Home Party ที่จัดขึ้นที่นี่ มีญาติๆ และแขกคนสนิทมาร่วมงานกันมากมาย ตอนนั้นเราใช้พื้นที่ห้องกระจกเป็นที่สังสรรค์ และใช้พื้นที่ส่วนขยายของเรือนประเสบันให้เป็นที่ถ่ายภาพหมู่กันครับ และนี่เป็นครั้งเดียวที่แขกเข้ามาในบริเวณนี้ กระไดที่เห็นในภาพคือกระไดที่คุณพ่อออกแบบเมื่อสร้างส่วนขยายของเรือนประเสบัน อีกภาพคือภาพคุณพ่อสมัยเรียนจบและทำงานเป็นสถาปนิกครับ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ออกแบบส่วนขยายส่วนนี้” ผมเลยได้ชมทั้งภาพบันได และภาพผู้ออกแบบบันไดสมัยยังเป็นสถาปนิกหนุ่มสุดคูลไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันเป็นห้องกระจก พื้นที่ของน้องไอน้ำ ลูกสาวของคุณแจ๊ค ในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ วาดรูป เล่นของเล่น ฯลฯ 

“ผมแบ่งห้องกระจกนี้ให้เป็นพื้นที่ของลูกสาว เขาจะเล่นอะไร วางของเล่นต่างๆ นานาอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นห้องจัดปาร์ตี้ให้ลูก ฯลฯ อะไรที่เป็นโลกส่วนตัวของเขา ดังนั้นอาจรกหน่อยนะคร้าบ ฮ่าๆๆ”

ห้องนอน

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
โครงไม้บนฝ้าเพดานในห้องนอน

  เราเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นบน เพื่อแวะชมห้องนอนซึ่งเคยเป็นห้องบรรทมของท่านชายเจริญใจ สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุด ก็คือโครงไม้บนฝ้าเพดานที่สวยงามและโดดเด่น ก่อนหน้านี้หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ได้แอบบอกใบ้ผมนิดหนึ่งแล้วว่า “อย่าพลาดชมฝ้าเพดานเลยนะ เพราะฝ้าเพดานในห้องนอนมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วไม่ขัดตา กลมกลืนกันไปหมด เป็นความสมบูรณ์ในการออกแบบ เหลี่ยมมุมไม้ จังหวะการจัดวางองค์ประกอบ ล้วนเข้ากันและลงตัว” ซึ่งผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของคุณหญิงทุกประการ

คุยกับทายาทบ้านปลายเนินที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
มุมนั่งเล่นในเรือนนอน
น้องไอน้ำ-ด.ญ.นิธฐา จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรสาวคุณแจ๊ค กับมุมเก็บเสื้อผ้าในเรือนนอน สังเกตโครงไม้บนฝ้าเพดาน
น้องไอน้ำ-ด.ญ.นิธฐา จิตรพงศ์ ณ อยุธยา บุตรสาวคุณแจ๊ค กับมุมเก็บเสื้อผ้าในเรือนนอน สังเกตโครงไม้บนฝ้าเพดาน 

ส่วนเชื่อม (Transition)

“เวลาผมบอกพี่ว่า เมื่อเรือนประเสบันเดิมล้อมกระจกเพื่อปรับสภาพพื้นที่ตอนที่ย้ายมาใหม่ๆ นั้น ทำให้กลายเป็นบ้านในบ้าน ภาพตรงมุมนี้อธิบายได้ดีที่สุด เราจะเห็นหน้าต่างของเรือน ซึ่งเมื่อก่อนเปิดออกมาจะเป็นนอกบ้าน แต่ตอนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว โดยมีประตูกระจกล้อมอีกที หรือชานเรือนที่เคยอยู่นอกบ้านก็มาอยู่ในบ้านไปแล้ว 

“ผมชอบมุมนี้มาก เป็นส่วนเชื่อมของเรือนดั้งเดิมกับเรือนใหม่ เห็นทั้งอดีตและปัจจุบัน บรรยากาศของเรือนใหม่ก็ปรับให้คล้อยตามกับผู้อาศัยอยู่ในปัจจุบันอย่างผม เห็นมุมกาแฟ เพราะผมชอบศึกษาเรื่องกาแฟ ฯลฯ บริเวณนี้ให้ความรู้สึกของการเชื่อมต่อกันของอดีตกับปัจจุบัน เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปมิติเวลาไหน”

คุยกับทายาทบ้านปลายเนินที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ห้องกลาง

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ห้องกลางคือพื้นที่กิจกรรม

“พื้นที่ใต้ห้องนอนที่ได้จากการยกเรือนประเสบันให้สูงขึ้นตรงนี้ ผมเรียกว่าห้องกลางครับ เดิมเป็นห้องทานข้าวที่มีโต๊ะตัวยาวตั้งอยู่ แต่ผมขอคืนโต๊ะตัวนั้นไป เพื่อจะได้มีพื้นที่ที่ผมสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ห้องนี้จะเห็นว่ามีกิจกรรมหลักๆ คือเล่นดนตรีไทย ซึ่งผมถือว่าดนตรีไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านปลายเนินมาโดยตลอด และเป็นโซนที่ผมว่าสนุกและเถิดเทิงมาก (หัวเราะ) พอตกเย็นผมก็จะซ้อมดนตรีไทยกับลูก คุณพ่อก็จะเดินมาแจมด้วย เป็นวงดนตรี 3 Gen คือปู่ พ่อ และหลาน ร่วมเล่นด้วยกัน และมีครูดนตรีท่านอื่นๆ มาร่วมด้วย” คุณแจ๊คเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
วงปี่พาทย์ 3 Gen มีคุณปู่ คุณพ่อ และคุณหลาน

ความจริงแล้วบ้านปลายเนินมีต้นกำเนิดมาจากดนตรีไทยและการละคร โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ร่วมกันคิดค้นการแสดงรูปแบบใหม่ที่สะท้อนความเป็นไทยแต่มีความร่วมสมัย เพื่อรับรองพระราชอาคันตุกะ ซึ่งมักจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์จากยุโรปที่เสด็จมาเจริญพระราชไมตรีกับสยาม 

ในครั้งนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงร่วมกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ คิดค้นการรำละครรูปแบบใหม่ที่มีทั้งบทรำ บทร้อง และบทเจรจา เพื่อดำเนินเรื่องให้กระชับขึ้น โดยผู้รำจะต้องเป็นผู้ร้องและเจรจาด้วยตนเอง เป็นการถอดแบบมาจากการแสดงโอเปร่าในยุโรป มีการสร้างฉากที่งดงามน่าตื่นตา เพื่อสร้างอรรถรสในการชม ต่างจากละครในราชสำนักสมัยก่อนที่มักจะมีเพียงตั่ง ปราศจากฉากใดๆ โดยผู้ชมจะต้องใช้จินตนาการเอาเอง

การแสดงละครรูปแบบใหม่นี้เกิดขึ้นที่โรงละครวังบ้านหม้อ เรียกขานกันว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ ดังนั้นละครที่ทรงคิดค้นขึ้นมาใหม่นี้จึงมีชื่อเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ เช่นเดียวกัน ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงปรับบทโขนละครไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา สังข์ทอง พระลอ สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ ให้เป็นบทละครดึกดำบรรพ์ด้วย

ต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อไม่ต้องรับหน้าที่จัดละครดึกดำบรรพ์แล้ว เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์จึงชักชวนสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มาซื้อที่ดินเพื่อปลูก ‘บ้านตากอากาศ’ อยู่ใกล้ๆ กันที่ตำบลคลองเตย ซึ่งยังอยู่ห่างไกลและเป็นท้องนาอยู่ บ้านตากอากาศหลังนั้นก็คือบ้านปลายเนินในปัจจุบัน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ประทับยืน) ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ประทับยืน) ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์

“รูปที่เห็นนี้เป็นรูปที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉายพระรูปกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ที่หน้าฉากละครดึกดำบรรพ์ ดนตรีไทยของบ้านปลายเนินมาจากวังบ้านหม้อ เป็นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเกิดจากการปรับวงปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบละครให้มีเสียงนุ่มไพเราะ เพื่อให้เหมาะสมกับการบรรเลงควบคู่ไปกับการขับร้องของผู้รำด้วย ทั้งนี้จะใช้ไม้นวมบรรเลงเครื่องดนตรีแทนไม้แข็ง พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ของวังบ้านหม้อ และเป็นผู้ถวายคำแนะนำในการนิพนธ์เพลงแด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ด้วย ผมดีใจที่ได้รักษาดนตรีไทยให้คงอยู่ต่อไป ในเมื่อเราตั้งใจอนุรักษ์เรือนประเสบันให้อยู่คู่กับบ้านปลายเนินอยู่แล้ว เราก็ควรอนุรักษ์ทางดนตรีไทยของบ้านปลายเนินไว้ด้วยเช่นกัน” คุณแจ๊คกล่าว

นอกจากดนตรีไทยแล้ว ห้องกลางยังเป็นพื้นที่ที่คุณแจ๊คจัดสรรไว้สำหรับกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“ในเมื่อลูกสาวยึดห้องกระจกไปแล้ว ห้องกลางเลยเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ของผม ก็จะมีมุมทำงาน มุมถ่ายภาพ ผมต้องใช้ไฟและอุปกรณ์ต่างๆ จัดแสงและสินค้าซึ่งเป็นงานของผม มีมุมทานข้าวของครอบครัว ซึ่งก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนเป็นมุมสังสรรค์ได้เวลามีก๊วนเพื่อนๆ มาเยี่ยม และมีส่วนเอาต์ดอร์ที่ผมเก็บพื้นที่ไว้สำหรับกิจกรรมอย่างทำสวน เพาะต้นไม้ ย่างเนื้อ เวลามีเพื่อนๆ มาร่วมปาร์ตี้ ก็ทานข้าวกันตรงนี้ แล้วก็ออกมาย่างเนื้อกันข้างนอกได้ แล้วก็ใช้เต็นท์ทำให้ได้บรรยากาศแบบแคมปิ้งสนุกๆ มีโต๊ะแบบโต๊ะช่างไม้ใหญ่ๆ ตั้งไว้สำหรับทำอะไรได้หลายอย่าง”

คุณประโยชน์ของการยกเรือนประเสบันเดิมให้สูงขึ้นในวันนั้น ก่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นประโยชน์มากมายในวันนี้

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เรื่องราวหลากหลายที่สะท้อนออกมาจากสิ่งของสะสมที่จัดวางบนชั้นในห้องกลาง

หน้าเรือน

“บริเวณนี้ผมเรียกว่าสวนตะโก เนื่องจากว่าผมชอบไปเดินเที่ยววัดหรือวัง อย่างวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง หรือไม่ว่าวัดไหนๆ ผมจะสังเกตเห็นว่ามีต้นตะโกดัด ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ไว้อย่างสวยงาม ผมก็เลยเกิดความคิดว่า เรือนประเสบันก็ควรจะมีอะไรประดับอยู่หน้าบ้านให้สวยงามด้วย ผมเลยเลือกตะโกดัดสวยๆ มาประดับอยู่หน้าบ้านบ้าง โดยผมปลูก บำรุง และตัดแต่งเอง มีส่วนที่ใช้อนุบาลต้นเล็กๆ ให้แข็งแรงก่อนนำประดับที่หน้าบ้าน” คุณแจ๊คชวนผมมมาชมสวนตะโกดัดหน้าเรือนพร้อมเล่าถึงที่มา

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ที่สวนตะโกหน้าเรือนประเสบัน

“ผมหวังว่าอีกหน่อยเวลามีงานจัดขึ้นที่บ้านปลายเนิน อย่างงานวันนริศ หรืองานอะไรก็ตาม เราก็สามารถยกตะโกดัดจากตรงนี้ไปใช้ประดับตกแต่งบริเวณงานได้ ตะโกเป็นไม้ประดับที่คนไทยโบราณชอบ แม้แต่ที่ตำหนักไทย ท่านก็ทรงปลูกต้นตะโกไว้ หากไปดูภาพถ่ายเดิมๆ ก็จะเห็นต้นตะโกเช่นกัน การเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม ช่วยนำภาพในอดีตของสถานที่ให้กลับมาสู่ยุคปัจจุบันได้เช่นกัน” 

วันนี้สวนตะโกของคุณแจ๊คมีต้นไม้แตกต่างกันไปหลายสายพันธุ์ หลายต้น และหลายขนาด ทำหน้าที่คอยประดับเรือนประเสบันให้งดงาม และพร้อมจะนำไปประดับส่วนอื่นๆ ของบ้านปลายเนินเมื่อถึงวาระสำคัญ

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
สวนตะโกหน้าเรือนประเสบัน

เรือนประเสบันในวันนี้และวันหน้า

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เรือนประเสบันส่วนขยาย

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์และคุณโต้งร่วมกันสรุปถึงคุณค่าของเรือนประเสบันไว้ว่า

“เรือนประเสบันสะท้อนพระคุณลักษณะของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ดี ท่านเป็นผู้ที่ทรงวางพระองค์เรียบง่าย มัธยัสถ์ เลยทรงออกแบบอะไรให้เรียบง่าย งดงาม และครบประโยชน์ใช้สอย เรือนประเสบันจึงได้สัดส่วนที่ลงตัว และมีลูกเล่นที่เป็นรายละเอียดซ่อนไว้”

เรือนประเสบันเป็นความทรงจำของสมาชิกบ้านปลายเนินหลายต่อหลายคน ไม่ว่าคุณโต้งที่ได้เคยอาศัยและเติบโตมาในบ้านหลังนี้

“พี่เองนั้น แม้จะมีภาพจำที่ไม่ได้แจ่มชัดมาก เพราะยังเล็กอยู่ แต่ก็ผูกพันและยังพอนึกออกถึงช่วงตอนเด็กๆ ที่นั่งเล่นอยู่ตรงลานหน้าบ้านได้ เรือนประเสบันเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่บ้านปลายเนิน และควรจะต้องดูแลให้คงอยู่ตลอดไป” คุณโต้งกล่าว

“คุณชายจักรรถก็จะเล่าเสมอว่า เรือนประเสบันนั้นตั้งอยู่ริมตะวันออกสุดของบ้านปลายเนิน ใกล้รั้วที่จะปีนข้ามไปบ้านที่อยู่ติดๆ กันได้ เลยกลายเป็นทางหนีออกไปดูโทรทัศน์ของคุณชายจักรรถ เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ไม่โปรดให้ซื้อโทรทัศน์ไว้ในบ้าน กลัวลูกจะดูแต่รายการต่างๆ จนไม่ทำการบ้าน คุณชายจักรรถก็จะแอบย่องมาที่เรือนประเสบันแล้วมุดรั้วออกไปที่บ้านข้างๆ เพื่อไปดูโทรทัศน์ที่บ้านเพื่อนแทน (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นเกร็ดความทรงจำของคุณชายต่อสถานที่แห่งนี้ในวัยเยาว์ แต่ในวันนี้ เรือนประเสบันคือบ้านของแจ๊คแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของแจ๊คที่จะช่วยดูแลต่อไป” หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์เอ่ย 

“เรือนประเสบันในวันนี้คือบ้านของครอบครัว ครอบครัวที่มีสมาชิกสี่คน มีลูกชายลูกสาวที่ยังอยู่ในวัยซน ลูกจะใช้พื้นที่ยังไงก็เป็นความสุขของเขา ผมปล่อยให้ลูกวางของเล่นได้อย่างสบายใจ บางคนนี่ไม่ได้เลยนะ ต้องตามเก็บตามจัดให้เป็นระเบียบ บ้านจะได้สวย ต้องเนี้ยบ ต้องกริบ แต่ผมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บ้านที่มีเด็กเล็กๆ ก็ต้องมีของเล่นวางระเกะระกะบ้างเป็นธรรมดา มันสะท้อนความมีชีวิตชีวา และถือว่าเป็นเรือนประเสบันที่ก้าวข้ามมาสู่อีกยุคหนึ่งในวันนี้” 

คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
 Living Heritage
คุยกับทายาท วังปลายเนิน ที่ใช้ชีวิตและเก็บรักษา Living Heritage ที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
บรรยากาศนอกชานเรือนประเสบันในปัจจุบัน

แล้วในอนาคตล่ะ คุณแจ๊คมองภาพเรือนประเสบันไว้อย่างไร

“ตอนนี้ผมพยายามดูแลให้บ้านอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าเมื่อลูกๆ โตแล้ว ผมจะจัดบ้านให้กลับมาเป็นเหมือนวันแรกที่ผมมีโอกาสย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ตอนนั้นเป็นบ้านที่สวยมากๆ และผมจะเลือกนำเครื่องเรือนดั้งเดิมทุกชิ้นมาจัดวางให้เข้ากับตัวเรือนด้วยตัวเอง เพื่อให้ประเสบันยังคงงดงามต่อไป”

วันนี้ดนตรีไทยที่คุณปู่ คุณพ่อ และหลานร่วมกันบรรเลงยังคงส่งเสียงนุ่มนวลไพเราะ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ผู้เป็นสมาชิกตัวน้อยๆ แห่งบ้านปลายเนินช่วยเพิ่มความสดใส มีชีวิตชีวา ต้นตะโกดัดยังทำหน้าที่ตกแต่งบริเวณหน้าเรือนให้งดงาม ต้นมะพร้าวที่ผ่านพิธีทำขวัญเดือนยังหยั่งรากลึก และเติบโตอย่างแข็งแรงมั่นคงอยู่หน้าบ้านหลังนี้ บ้านเพียงไม่กี่หลังที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

หม่อมราชวงศ์พิศพัฒน์ จิตรพงศ์

หม่อมหลวงอนุวาต ไชยันต์

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์

ข้อมูลอ้างอิง

ก้าวสู่ควอร์เตอร์สุดท้ายแห่งชีวิต โดย หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์

ช่างภาพสมัคร (ใจ) เล่น

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

เฮือนสีจมปูหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผม เป็นสีชมพูหวานงามตรึงใจไม่ประเจิดประเจ้อ ไม้ฉลุลายวิจิตรที่ประดับอยู่อย่างงดงามลงตัว ช่วยขับอาคารโบราณหลังนี้ให้ดูโดดเด่นสะดุดตา บุรุษและสตรีทั้ง 5 ท่านกำลังรอผมอยู่ กมลวรรณ วงศ์บุรี (รุ่งเรืองศรี), ดร.ณัชนพงศ์ วงศ์บุรี, สหยศ วงศ์บุรี, กัญชลิกา วงศ์บุรี และศรีพนา วงศ์บุรี คือทายาทผู้อาศัยและดูแลคุ้มวงศ์บุรีแห่งนี้สืบต่อจากบรรพบุรุษ 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

วันนี้ทุกท่านพร้อมแล้วที่จะพาผมเดินสำรวจคุ้มวงศ์บุรีอย่างละเอียด ไม่เพียงแต่ซึมซับความงามเด่นด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นจริยวัตรของเจ้านายฝ่ายเหนือ รวมทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาคุ้มวงศ์บุรีให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแพร่ด้วย

ปุ่มบันทึกเสียงบนโทรศัพท์มือเริ่มทำงาน ปากกาในมือเริ่มลื่นไหลไปตามคำสัมภาษณ์ ขณะที่เรากำลังออกเดินสำรวจคุ้มวงศ์บุรีไปทีละห้อง ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญก้าวตามผมกลับไปสู่อดีตเมื่อ 123 ปีก่อนพร้อมๆ กัน

เฮือนแห่งความฮัก

“แม่เจ้าบัวถาสร้างคุ้มวงศ์บุรีขึ้นเพื่อให้เป็นเรือนหอของเจ้าสุนันตา” สหยศเอ่ย และนั่นคือข้อสันนิษฐานที่ว่าทำไมคุ้มหลังนี้ถึงสีชมพู “ท่านสร้างคุ้มวงศ์บุรีขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 ใช้เวลาสร้างสามปีจึงแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เจ้าสุนันตาสมรสกับเจ้าพรหมพอดี” 

แม่เจ้าบัวถาเป็นชายาองค์แรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของแพร่ที่ครองเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2432 – 2445 ก่อนการปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2446 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งส่งผลให้แพร่ปรับสถานะจากเมืองประเทศราชที่มีเจ้าหลวงปกครองตนเองมาเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

แม่เจ้าบัวถาไม่มีบุตรธิดากับเจ้าหลวง ต่อมาได้ตัดสินใจแยกทางกัน และรับเอาเจ้าสุนันตา ธิดาของเจ้าบุรีรัตน์ผู้เป็นน้องชายมาเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมกับสร้างคุ้มวงศ์บุรี

คุ้มวงศ์บุรีสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนที่พัฒนาขึ้นในอังกฤษช่วง ค.ศ. 1837 – 1901 ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนคือการตกแต่งอาคารอย่างอ่อนช้อยด้วยไม้ฉลุลายเลียนแบบพฤกษาพรรณตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดลายน้ำ ลายเถาวัลย์ ลายดอกไม้ ฯลฯ ประดับไปทั่วอาคาร

สถาปัตยกรรมวิกตอเรียนเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นช่วงที่อังกฤษกำลังรุ่งเรืองและมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก ส่งผลให้สถาปัตยกรรมแขนงนี้แผ่ขยายไปทั่วโลกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์หลายแห่งก็สร้างขึ้นตามแบบวิกตอเรียน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือพระที่นั่งวิมานเมฆ คนไทยเป็นคนชอบความสวยงามอ่อนช้อย ช่างไทยเป็นผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งประดับประดาอาคารให้มีลูกเล่น สถาปัตยกรรมวิกตอเรียนจึงแพร่หลายทั่วไปในแดนสยาม เพียงแต่ว่าการผูกลายประดับอาคารนั้นอาจจะแปลกแยกแตกต่างกันไปบ้าง ตามความชำนาญของช่างในแต่ละท้องถิ่น 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ในช่วง พ.ศ. 2440 แพร่เป็นเมืองที่อินเตอร์มากๆ มีชาวตะวันตกอาศัยอยู่กลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะชาวอังกฤษ การขยายตัวของอุตสาหกรรมป่าไม้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ตัดสินพระทัยตั้งกรมป่าไม้ขึ้น โดยทรงนำคณะเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษจากอินเดียเข้ามารับราชการในกรมป่าไม้เป็นคณะแรก บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษอย่างบอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) ก็ตั้งอยู่นานแล้ว ก่อนที่จะตามมาด้วยบริษัทสัญชาติเดนมาร์กอย่างอีสต์เอเชียติก ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่งดงามจากยุโรปแขนงนี้ จึงเผยแผ่เข้ามาที่แพร่ด้วย ไม้สักของไทยเป็นไม้ที่แกะสลักฉลุลายได้ง่าย ช่างไม้ฝีมือเยี่ยมมีอยู่มากมาย เราจึงพบอาคารทรงวิกตอเรียนหลายหลังตั้งอยู่ในจังหวัดแพร่ แต่หลังแรกที่สร้างขึ้นคือคุ้มวงศ์บุรี

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“ช่างชาวจีนกวางตุ้งเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างร่วมกับช่างท้องถิ่น เป็นการสร้างโดยไม่ใช้เสาเข็ม แต่ก่อรากฐานด้วยท่อนซุงวางเรียงอยู่ลึกลงไปใต้ดิน ก่อนเทปูนทับอีกชั้นให้แข็งแรง การประกอบอาคารก็ไม่ใช้ตะปูเลยสักตัว ใช้เพียงการเข้าลิ่มแบบโบราณ และมีลายฉลุที่เป็นลายเถาวัลย์ ลายพรรณพืช ลายดอกไม้ ฯลฯ วางในกรอบทรงเรขาคณิตแบบต่างๆ เช่น ทรงสามเหลี่ยม ทรงครึ่งวงกลม ประดับทั่วไปทั้งคุ้ม แล้วลวดลายก็จะต่างกันไปด้วย” คุณศรีพนาเล่าเสริม 

เจ้าสุนันตาและเจ้าพรหมก็ไม่มีบุตรธิดา ท่านจึงไปรับหลานคือเจ้าไข่มุกต์ วงศ์บุรี และเจ้าทองด้วง วงศ์บุรี มาเลี้ยงดูเป็นบุตรธิดาบุญธรรมเพื่อเป็นทายาทสืบเชื้อสายคุ้มวงศ์บุรี ต่อมาท่านได้รับคุณประจวบ วงศ์บุรี มาเป็นบุตรบุญธรรมด้วยอีกคน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“พ่อของผมคือเจ้าทองด้วง วงศ์บุรี เมื่อท่านแต่งงานกับคุณแม่ คือคุณวรรณี ลิ้มตระกูล แล้วก็อาศัยอยู่ที่คุ้มวงบุรีต่อมา ที่นี่จึงเป็นเรือนหอของท่านด้วย หากสังเกตดีๆ ตรงกลางจั่วหน้าคุ้มจะเป็นไม้ฉลุลายดอกโบตั๋น ความที่ช่างเป็นคนจีน ดอกโบตั๋นตามคติจีนนั้นแทนความซื่อสัตย์ ความมั่นคง รวมทั้งความรัก” คุณสหยศกล่าว

หน้ามุขและโถงรับแขก

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

คุ้มวงศ์บุรีเป็นอาคารไม้สักสองชั้น ยื่นหน้ามุข ในอดีตบันไดหน้ามุขมักจะปิดไว้เสมอ เพื่อสงวนไว้ให้เฉพาะแขกที่มาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการเท่านั้น เมื่อขึ้นบันไดมาจะพบโถงงดงามด้วยไม้ฉลุลายที่ประดับอยู่ทั่วไป หน้าต่างบานกระทุ้งเปิดออกรับแสงสว่าง มีภาพเขียนของแม่เจ้าบัวถาประดับเด่นเป็นประธาน

ของใช้ประจำตระกูลที่จัดแสดงอยู่บริเวณนี้คือกำปั่นเหล็กที่เคยใช้เก็บเอกสารสำคัญทางราชการและของครอบครัว เป็นกำปั่นสลักตราอาร์มแผ่นดินพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ที่ตั้งแสดงอยู่ใกล้กันคือผางลางซึ่งเป็นกระเดื่องสำหรับใช้กับช้าง 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ผางลางทำจากทองเหลือง ภายในมีแกนไม้หุ้มหนังสัตว์แขวนไว้ เวลาช้างเคลื่อนไหว แกนจะตีกระทบโลหะจนเกิดเสียงกังวานก้อง ควาญจะนำผางลางใส่โครงไม้แล้วมัดไว้ที่ด้านหลังของกูบเฉพาะช้างเชือกแรกและเชือกสุดท้ายของขบวนเท่านั้น เสียงผางลางช่วยกำกับแนวขบวนช้างให้เดินตามกันโดยไม่หลงทิศ ทั้งยังเตือนผู้คนทั่วไปว่าขบวนช้างกำลังจะผ่านมา 

ในอดีตเคยมีพิธีสำคัญที่เกิดขึ้นหน้าคุ้ม นั่นคือพิธีเอาขวัญช้าง พิธีนี้จัดขึ้นประจำปีละครั้ง ควาญให้ช้างหยุดลากซุง เพื่อเร่งเดินทางกลับมายังคุ้มให้ตรงวันที่กำหนดไว้ตามฤกษ์ และให้ช้างทั้งหมดมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน แม่เจ้าบัวถาจะยืนอยู่บนระเบียงหน้ามุขและกล่าวบทเอาขวัญช้าง เนื้อความเป็นการกล่าวขอบคุณช้างที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งปี พร้อมขอโทษหากทำการใดๆ ที่รุนแรงล่วงเกินช้างไป มีบันทึกว่า ช้างของคุ้มวงศ์บุรีมีถึง 69 เชือก ทั้งนี้เพราะแม่เจ้าบัวถาเป็นผู้สืบทอดกิจการป่าไม้ของครอบครัว

บริเวณใต้ภาพเขียนแม่เจ้าบัวถามีกูบตั้งอยู่ เป็นกูบที่เจ้านายเคยใช้นั่งบนหลังช้างมาก่อน บริเวณนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งศพสำหรับบำเพ็ญกุศลของสมาชิกหลายรุ่น ตั้งแต่ศพของแม่เจ้าบัวถา เจ้าสุนันตา และเจ้านายในรุ่นต่อๆ มา

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
ภาพงานศพแม่เจ้าบัวถา

“ตอนงานศพเจ้าไข่แก้วย่าของผม ก็จัดตามธรรมเนียมเจ้านายฝ่ายเหนือ ศพตั้งไว้ที่มุกหน้าบ้านชั้นบน ที่สนามมีมหรสพต่างๆ ทั้งลิเกและภาพยนตร์ ติดไฟพะเนียงเหมือนงานวัด ศพเจ้านายฝ่ายเหนือจะบรรจุไว้ในหีบ ไม่ใช่โกศ พอสวดพระอภิธรรมครบก็จะเชิญไปฌาปนกิจนอกเมือง อย่างศพแม่เจ้าบัวถาก็จะเชิญหีบขึ้นตั้งบนธรรมาสน์ที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วเชิญออกไปยังเมรุ พอเสร็จงานศพแล้วก็จะนำธรรมาสน์ไปถวายที่วัดพงษ์สุนันท์ ปัจจุบันนี้ยังรักษาไว้” คุณสหยศเล่า

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ห้องใต้หลังคาเหนือโถงรับแขกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของคุ้ม บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่มงคลสำหรับประกอบพิธีสงฆ์และประเพณีสำคัญต่างๆ รวมทั้งรับรองอาคันตุกะอย่างเป็นทางการ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ลูกหลานที่เป็นชายจะต้องปีนบันไดขึ้นไปทำความสะอาดและสรงน้ำพระพุทธรูปบนนั้น พระพุทธรูปองค์สำคัญคือพระเชียงแสนสิงห์หนึ่ง ซึ่งชาวเหนือเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภัยให้บ้าน โดยเฉพาะอัคคีภัย 

สมัยที่เจ้าทองด้วงเป็นประมุขของคุ้ม ท่านพิจารณาว่าควรจะเชิญพระพุทธรูปทั้งหมดลงมาประดิษฐานด้านล่าง เพื่อให้ลูกหลานที่เป็นหญิงได้มีโอกาสสรงน้ำพระบ้าง มีเรื่องเล่ากันว่า ในวันที่ท่านขึ้นไปเชิญพระเชียงแสนสิงห์หนึ่งลงมานั้น ท่านชวนบ่าวคนสนิทที่ชื่อว่านายเม็ดตามขึ้นไปด้วย ท่านชี้ให้นายเม็ดไปเชิญพระสำคัญที่ตั้งอยู่ตรงหน้า แต่นายเม็ดได้แต่ร้องว่า “พ่อเจ้าจะให้ยกพระองค์ไหน มองยังไงก็บ่เห็น” ไม่ว่าท่านจะชี้อย่างไร นายเม็ดก็มองไม่เห็นองค์พระอยู่ดี ในที่สุดเจ้าทองด้วงต้องเป็นผู้เชิญลงมาด้วยตนเอง

ห้องนอน ห้องคลอด ห้องเดียวกัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

จากโถงรับแขก เราเดินต่อไปทางปีกซ้ายของคุ้ม อันเป็นห้องนอนของเจ้าสุนันตาและเจ้าพรหม ภายในห้องยังคงตกแต่งด้วยสีชมพูเฉดหวาน พรั่งพร้อมเครื่องเรือนร่วมสมัย สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดคือเปลที่ตั้งอยู่หน้าเตียงโบราณ

“ห้องนี้เป็นห้องที่สมาชิกวงศ์บุรีเกิด เมื่อก่อนลูกเจ้านายเกิดที่คุ้มทั้งนั้น ดิฉันกับน้องๆ ก็เกิดที่นี่ ยกเว้นน้องคนเล็ก หมอที่ทำคลอดไม่ใช่หมอตำแย แต่เป็นแพทย์สาธารณสุขวิชาชีพ รกของทุกคนจะนำไปฝังในบ้านด้วย” คุณกมลวรรณเล่า นอกจากเป็นห้องคลอดแล้วยังเป็นห้องสมโภชเดือนและขึ้นอู่ของลูกหลานอีกเช่นกัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

หากศึกษาประวัติของเจ้าสุนันตาและเจ้าพรหมผู้เป็นเจ้าของห้องคู่แรก จะพบว่าท่านเป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้เสาะหาที่ดินเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อบุกเบิกให้เป็นที่ดินเช่าทำนา ผู้เช่ามักจะชำระค่าเช่าในรูปแบบของการแบ่งปันข้าวเปลือกครึ่งหนึ่งที่ผลิตได้ 

เมื่อก่อนด้านหลังคุ้มวงศ์บุรีจะมีตุ๊ข้าวหรือยุ้งฉางขนาดใหญ่อยู่ 2 ที่ เก็บข้าวเปลือกได้สูงสุดถึง 200 ตัน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าหากวันใดเป็นวันข้าวเปลือก ผู้เช่าที่นาจะนำข้าวเปลือกบรรทุกเกวียนเทียมวัวคู่มุ่งหน้ามายังคุ้มวงศ์บุรี จำนวนเกวียนนั้นยาวต่อกันไปหลายกิโลเมตร ข้าวถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะท่านต้องนำมาเลี้ยงดูลูกหลานและบริวารที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หากผลผลิตของนาผืนไหนมีปริมาณน้อย ไม่พอบริโภค ก็มาขอปันจากคุ้มวงศ์บุรีได้ เป็นที่น่าเสียดายว่าตุ๊ข้าวไม่มีปรากฏให้เห็นแล้วในวันนี้

นอกจากนี้ เจ้าสุนันตายังเป็นผู้ขอสัมปทานเพื่อขยายขอบเขตการทำป่าไม้ด้วยมีช้างและแรงงานอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเลี้ยงดูให้อิ่มท้อง การดำเนินกิจการป่าไม้ของท่านแผ่ขยายไปทั้งเมืองแพร่และน่าน ทั้งยังได้ร่วมทำธุรกิจกับบริษัทค้าไม้ของตระกูลล่ำซำอีกด้วย เอกสารสัญญาเกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้ยังมีจัดแสดงไว้ที่ห้องด้านล่าง

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ห้องผีครู

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

จากห้องนอน ทางเดินเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘เตียว’ พาเราไปยังห้องสำคัญอีกห้อง นั่นคือห้องผีครูซึ่งเป็นที่เก็บรักษาเสื้อ ผ้า ดาบ มีดลงยันต์ ฯลฯ อันเป็นเครื่องรางของขลังที่ผ่านพิธีปลุกเสกมาแต่ในอดีต ห้องผีครูเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้หญิง วันที่ 16 เมษายนเป็น ‘วันปากปี๋’ อันเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ตามปฏิทินไทย ที่คุ้มวงศ์บุรีจะจัดให้มีพิธีไหว้ผีครูขึ้นทุกปี และยังปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน ใครที่จะเข้าไปในห้องนี้ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยและอยู่ในอาการสำรวม

คุณสหยศได้เล่าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติให้ฟังว่า “ตอนที่ผมอายุห้าขวบ คุณพ่อกำลังทำพิธีอยู่ ผมก็ใส่แต่เสื้อ ไม่ได้ใส่กางเกง แล้ววิ่งเข้าไปหาท่าน พ่อเห็นก็รีบห้าม บอกว่า บ่เข้ามาเตื่อ อย่าเข้ามา แต่ก็ไม่ทัน พ่อรีบพาผมออกจากห้องทันที ผมจำได้ว่าปวดปัสสาวะมาก แต่ปัสสาวะอย่างไรก็ไม่ออกไปทั้งวันจนผมร้องไห้ พ่อต้องรีบจัดพิธีขอขมา

“อีกเหตุการณ์คือผมเอามีดลงยันต์ไปลับ เพราะอยากขัดสนิมและลับมีดให้คม เชื่อไหมครับว่าตอนที่ช่างเริ่มเจียที่คมมีด จิ๊ด จิ๊ด ผมก็เริ่มรู้สึกเสียดและจุกในท้องตามไปด้วย ช่างเจียเมื่อไหร่ผมก็จะเจ็บท้องทันที เจ็บจนผมต้องบอกให้หยุด หลังจากนั้นผมต้องรีบนำน้ำส้มป่อยกับขมิ้นไปกราบขอขมา”

ทุกวันนี้ห้องผีครูเป็นบริเวณที่ห้ามถ่ายภาพ และเราก็ได้รับการขอร้องไม่ให้ถ่ายภาพเช่นกัน ส่วนภาพประกอบบทความที่เห็น เป็นภาพที่คุณสหยศถ่ายด้วยตนเอง โดยกราบขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งมาให้เผยแพร่เรียบร้อยแล้ว

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

นอกจากวันไหว้ผีครูแล้ว ยังมีวันสำคัญอื่นๆ อันเป็นประเพณีของคุ้ม

“วันที่ 14 เมษายน เป็นวันขอสุมา ต้องไปขอขมากับธรณีประตู ขันสุมาคือกระทงใบตองบรรจุข้าวเหนียวแดงกับน้ำส้มป่อย ต้องนำไปวางให้ครบทุกประตู นอกจากนี้ก็มีการทำตุง ก่อพระเจดีย์ทราย โอย…สนุกมาก วันที่ 15 เมษายนเป็นวันพญาวัน เช้าไปทำบุญที่วัดแล้วกลับมาดำหัวผู้ใหญ่ ทุกวันนี้พี่น้องลูกหลานและญาติจะมารวมตัวกันถึงเจ็ดสิบแปดสิบคน เป็นภาพที่งดงามมาก 

“ผู้ใหญ่จะนั่งเรียงกัน ลูกหลานที่อาวุโสสุดก็จะเป็นตัวแทนกล่าวขอสุมา แล้วก็ยื่นพานน้ำส้มป่อยให้ผู้ใหญ่ ท่านก็จะรับพานสุมาแล้วนำน้ำส้มป่อยมาลูบศีรษะ ชาวบ้านในชุมชนก็จะมาขอดำหัว แห่กันมาเป็นขบวน ตีฆ้องตีกลองกันสนุกสนาน เราต้องเตรียมขนมเทียนและมะม่วงดองไว้คอยรับรอง แล้วพวกเราก็ต้องเดินเป็นขบวนจากคุ้มไปแวะดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ตามที่ต่างๆ ด้วยเช่นกัน” คุณกมลวรรณและคุณกัญชลิกาช่วยกันเล่าเสียงใส

อีกวันคือวันไหว้ผีปู่ผีย่าที่จะจัดขึ้นในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งจะตกราวๆ เดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อสักการะดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ โดยจะตั้งเครื่องบวงสรวงเจ้านายฝ่ายเหนืออย่างครบครัน และต้องประกอบพิธีกลางแจ้งเท่านั้น ประเพณีนี้ยังคงปฏิบัติสืบมาทุกปี โดยจะจัดอย่างเต็มรูปแบบทุกๆ 3 ปี

เติ๋น เพลินอ๊กเพลินใจ๋

จากห้องผีครู เดินตามเตียวไม่กี่ก้าวก็จะสู่ด้านหลังของคุ้มที่เรียกว่า ‘เติ๋น’ ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้างใต้ชายคา เชื่อมอาคารทั้งปีกซ้ายและขวา ในอดีตนั้นพื้นที่จากเติ๋นจะลดระดับลงไปหนึ่งขั้นเรียกว่า ‘ข่ม’ จากข่มจึงจะลดระดับลงอีกขั้นเป็น ‘ชานจากการปรับปรุงคุ้มวงศ์บุรีครั้งล่าสุด พื้นที่ของข่มและชานได้ปรับมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ปัจจุบันบนเติ๋นมีตั่งตั้งอยู่ บนตั่งมีหมอนรองและหมอนอิงวางไว้ แล้วก็มีสะโตก เครื่องกระเบื้อง เครื่องเงิน ขันทอง เพื่อจำลองให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับทานอาหารและสังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อนบริวารจะต้องนั่งลดหลั่นกันลงไปบนข่มและชานเท่านั้น จะขึ้นมาบนเติ๋นไม่ได้ ด้วยถือว่าเป็นการวางตนเสมอเจ้า

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ส่วนนี้ของอาคารมีบันไดทอดจากชานลงสู่พื้นดิน บันไดนี้เรียกว่าบันไดชาน และเป็นบันไดหลักที่เจ้านายใช้ขึ้นลงคุ้ม มีตุ่มที่ใส่น้ำตั้งอยู่เพื่อล้างเท้าให้สะอาด นอกจากนี้ที่หลังคุ้มยังมีอีกบันไดหนึ่งเรียกว่าบันไดหลัง หากลงบันไดนี้ไปก็จะเจอประตูเล็กๆ อยู่เยื้องกับวัดพงษ์สุนันท์ บันไดนี้จึงเป็นทางลัดที่เจ้านายใช้เวลาเดินไปวัด

เติ๋นเป็นพื้นที่สำราญของเจ้านาย มีบันทึกว่าเจ้าบัวถาใช้เติ๋นเป็นที่นั่งทำการฝีมือเย็บปักถักร้อย จัดทำบายศรีสำหรับบูชาพระและใช้ในงานบุญ เย็บหมากจีบพลู รวมทั้งเป็นที่ฝึกหัดการฟ้อนพื้นเมืองเพื่อเตรียมแสดงในงานบุญตามเทศกาลสำคัญ เติ๋นจึงเป็นแหล่งรวมความรู้ทางศิลปะวิทยาการท้องถิ่น ในอดีตจึงมีผู้นิยมนำลูกสาวมาขัดดอก เพื่อขายให้เป็นทาสรับใช้ ด้วยรู้ว่าแม่เจ้าบัวถาเป็นผู้โอบอ้อมอารี และลูกๆ จะได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
หนังสือสัญญาซื้อขายทาส ฉบับนี้ยินยอม ‘ขายตัวเอง’ เป็นทาส

มุมหนึ่งของเติ๋นมีตู้เก็บเอกสารสัญญาซื้อขายทาสอยู่หลายฉบับ พ่อแม่ที่ขัดสนมักจะนำลูกมาขายเป็นทาสรับใช้ และเป็นการขายขาดเพียงครั้งเดียว ทาสมีทั้งหญิงและชาย ราคาขึ้นอยู่กับเพศและอายุ ทารกที่ติดตัวพ่อแม่มาหรือที่เกิดในคุ้มจะถือว่าเป็นทาสในเรือนเบี้ย และจะคงสถานะทาสตลอดไป เอกสารซื้อขายทาสในสมัยแม่เจ้าบัวถามีทั้งสิ้น 49 ฉบับ เป็นจำนวนทาส 69 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 3,142.25 บาท แต่วิถีชีวิตของทาสในคุ้มวงศ์บุรีนั้นแตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสได้สำเร็จใน พ.ศ. 2448 แม่เจ้าบัวถาก็ได้สนองพระบรมราโชบาย โดยมอบทรัพย์สินและที่ดินให้ทาสไปตั้งตัว แต่ทาสจำนวนมากยังสมัครใจอยู่เป็นบริวารต่อไป หลายคนได้กลายมาเป็นมิตรสนิทของทายาทวงศ์บุรีรุ่นปัจจุบัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

สิ่งที่นำมาจัดแสดงอีกอย่างคือตู้ไม้บรรจุภาชนะเครื่องเงินฝีมือละเอียด ทั้งหมดเป็นเครื่องเงินที่มีมาตั้งแต่สมัยแม่เจ้าบัวถาและเจ้าสุนันตา ในอดีตแม่เจ้าบัวถาได้อุปถัมภ์ช่างเงินประจำคุ้มไว้ 2 คน เป็นช่างเงินฝีมือดีจากชุมชนพระนอน ซึ่งเป็นชุมชนที่ชื่อเสียงเรื่องตีเครื่องเงินมาจนปัจจุบัน หากสังเกตดีๆ จะพบเครื่องเงินสลักลายวัว อันเป็นปีเกิดของแม่เจ้า

เติ๋นในสมัยของเจ้าทองด้วงก็ยังคงเป็นแหล่งสำราญของสมาชิกในครอบครัวอยู่ โดยเฉพาะมื้อเช้าวันเสาร์อาทิตย์

“พ่อไปเรียนที่อังกฤษประมาณหกปี ท่านเลยมีความเป็นตะวันตกอยู่ด้วย ท่านชอบทำกับข้าวฝรั่งให้ลูกทาน พวกไข่ดาว ไส้กรอก หมูแฮม ขนมปัง ใช้เครื่องครัวแบบฝรั่ง ทำอาหารไปจิบไวน์ไป ถ้าพ่อทำนี่ต้องทานนะ ไม่ทานจะโกรธเอา แล้วท่านชวนเด็กคนอื่นๆ มาร่วมทานด้วย มีมีดมีส้อมเป็นเรื่องเป็นราว เป็นการหัดมารยาทบนโต๊ะอาหาร” คุณกมลวรรณและคุณสหยศรวมกันเล่าอย่างสนุกสนาน

เติ๋นยังรักษาสถานะของการเป็นแหล่งความรู้เช่นเดิม ด้วยเจ้าทองด้วงเป็นผู้รักและสนับสนุนการอ่าน

“พ่อชอบให้ลูกอ่านหนังสือเยอะๆ แล้วจะซื้อหนังสือทุกประเภท อย่างชัยพฤกษ์การ์ตูน เบบี้ หนูจ๋า การ์ตูนโดนัลด์ ดั๊ก ตู้จะเต็มไปด้วยหนังสือ พ่อไม่เคยหวง ท่านชอบให้ชวนเด็กๆ มาอ่านหนังสือกันที่นี่” คุณกัญชลิกาเล่าเสริม

ห้องบรรพบุรุษและห้องพระ

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ปีกขวาของเติ๋นยังมีห้องเล็กๆ อีก 2 ห้องที่มีความน่าสนใจ ห้องแรกคือห้องบรรพบุรุษที่ปัจจุบันเก็บรวบรวมภาพของบรรพบุรุษคุ้มวงศ์บุรีไว้ทุกคน ลูกหลานจะขึ้นมากราบทันทีที่มาถึง แต่ในอดีตห้องนี้เป็นห้องสะโตก กับข้าวที่ปรุงเสร็จร้อนๆ จะลำเลียงจากครัวด้านหลังแล้วนำมาจัดลงสะโตกให้งดงาม ต้องมีการชิมอาหารทุกชนิดด้วยช้อนเงินอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยและได้รสชาติอร่อยลิ้นก่อนนำไปตั้งยังตั่ง กับข้าวที่เจ้าทานเสร็จแล้วยังเหลือ และยังติดใจในรสชาติจนอยากนำกลับมาทานอีกในมื้อต่อไป จะลำเลียงจากตั่งกลับมาเก็บไว้ที่ห้องสะโตกนี้

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ส่วนห้องพระ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่ง เป็นอีกห้องที่สมาชิกคุ้มวงศ์บุรีจะต้องขึ้นมากราบเมื่อมาถึง ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่มีลูกกรงกั้น เพราะเคยเป็นห้องเก็บหีบเหล็ก 2 ใบที่ใช้เก็บของมีค่าและเอกสารสำคัญ 

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลามีเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้น เจ้าสุนันตาจะให้บ่าวมายกหีบสำคัญทั้งคู่ เพื่อลำเลียงไปยังหลุมหลบภัยที่ขุดขึ้นในบริเวณคุ้ม สมาชิกทุกคนจะวิ่งตามไปหลบภัยด้วยกัน รอจนได้ยินเสียงสัญญาณปลอดภัยจึงยกหีบเหล็กกลับมารักษาไว้ตามเดิม เวลามีเสียงสัญญาณขึ้นครั้งใด บ่าวก็จะรู้หน้าที่และรีบเร่งมาปฏิบัติภารกิจสำคัญทันที

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ของสำคัญอีกอย่างที่นำมาจัดแสดงบนฝาผนังในห้องพระคือกล้องสูบน้ำทองเหลือง นำเข้าจากจีน เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ดับไฟในคุ้ม แต่แม่เจ้าบัวถาได้นำมาประยุกต์เพื่อนำไปใช้สรงน้ำพระธาตุด้วย ปกติเราจะสรงน้ำพระธาตุได้เพียงฐาน ไม่สามารถสรงที่ยอดได้ ประดิษฐกรรมนี้จึงช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดี

ห้องสีฟ้า

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

และแล้วเราก็เดินวนมายังห้องสำคัญปลายปีกขวาของอาคาร ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่มิได้ตกแต่งด้วยสีชมพู ด้วยว่าเป็นห้องนอนของแม่เจ้าบัวถาผู้ถือกำเนิดในวันศุกร์ ท่านจึงเลือกใช้สีฟ้าแทน และเป็นห้องที่ท่านสิ้นบุญด้วย เครื่องเรือนที่ตกแต่งเป็นของร่วมสมัย สิ่งที่สะดุดตาผมคือตู้เหล็กสามกุญแจซึ่งต้องใช้กุญแจถึง 3 ดอกไขพร้อมๆ กันจึงจะเปิดออกได้ สันนิษฐานว่าเป็นตู้เก็บของสำคัญในสมัยเจ้าสุนันตาและเจ้าพรหม

บนเพดานห้องนี้เจาะช่องสี่เหลี่ยมขนาดพอดีตัวไว้เพื่อให้สามารถปีนขึ้นไปบูชา ทำความสะอาด และสรงน้ำพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่บนห้องใต้เพดาน สิ่งสำคัญที่สุดในห้องนี้ คือภาพถ่ายแม่เจ้าบัวถาจำนวน 2 ภาพ ซึ่งระบุไว้ว่าถ่ายใน พ.ศ. 2477 เมื่อท่านอายุ 96 ปี นับเป็นภาพ Portrait ยุคแรกๆ 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ผมรีบยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพภาพของสตรีผู้มีรอยยิ้มอบอุ่น ผมคิดว่าแม่เจ้าบัวถาเป็นสตรีที่ล้ำมากในสมัยร้อยกว่าปีก่อน การที่ท่านสร้างคุ้มด้วยสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนเป็นที่แรกในแพร่ การใช้สีชมพูตกแต่งอาคารจนงดงาม รวมทั้งการดัดแปลงเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย สะท้อนให้เห็นว่าท่านเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งทราบว่าท่านต้องพยายามสานต่อกิจการของสกุลวงศ์เพื่อเลี้ยงดูคนจำนวนมาก ทั้งยังเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อทุกชนชั้นวรรณะรวมถึงทาสก็ยิ่งศรัทธา

คุ้มวงศ์บุรีกำเนิดขึ้นด้วยท่าน สืบต่อมายังลูกหลาน แล้ววันข้างหน้าล่ะจะเป็นอย่างไร

คุ้มวงศ์บุรี เพื่อเมืองแพร่จะไม่เป็นแค่เมืองผ่าน

“ช่วง พ.ศ. 2540 ผมกับคุณแม่ได้ค้นพบเอกสารที่ไม่เคยพบมาก่อน มีสัญญาซื้อขายทาส สัญญาสัมปทานป่า ผมรีบรวบรวมมาเก็บรักษาไว้ทันที วันนั้นผมตั้งใจเลยว่าจะพัฒนาคุ้มวงศ์บุรีให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ผมเชื่อว่ามีคุณค่า” ดร.ณัชนพงศ์ กล่าว

คุ้มวงศ์บุรีได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อ พ.ศ. 2536 เคยเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง แต่การปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ต้องใช้พลังกายพลังใจขนาดไหน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“วันหนึ่งที่อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ มาเที่ยวแพร่ ท่านก็ขอมาเยี่ยมชม ท่านเสนอว่าบ้านหลังนี้น่าจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แบบ Living Museum ในตอนนั้นเราก็ไม่มีความรู้เลยว่าต้องทำอย่างไร ท่านได้ให้ข้อคิดที่ง่ายที่สุดว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เปิดให้คนมาชมห้องต่างๆ อย่างที่เป็นเลย เราฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องที่พอเป็นไปได้

“แรกๆ นั้น บางทีนักท่องเที่ยวมาช่วงกลางวัน เรากำลังทานข้าว นักท่องเที่ยวเดินขึ้นมาเห็นเจ้าบ้านเปิบข้าวอยู่ ต่างคนต่างสะดุ้ง อ้าว พิพิธภัณฑ์นี้มีคนด้วยเหรอ แต่ก็น่ารักดีนะ คือต่างคนต่างเกรงใจ” คุณสหยศเล่าด้วยความสนุก

ด้วยสภาพอาคารที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา เมื่อตัดสินใจพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วการบูรณะจึงเกิดขึ้น เริ่มจากหลังคากระเบื้องว่าว การรื้อไม้ที่ผุออกและเสริมเข้าไปใหม่ รวมทั้งการทาสีอาคารตามสีดั้งเดิมจนคุ้มวงศ์บุรีกลับมาสวยงามอีกครั้ง ส่วนสมาชิกครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่บนคุ้ม ก็ต้องย้ายลงไปยังเรือนหลังอื่นในบริเวณเดียวกัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“การเป็น Living Museum ทำให้เรามีโอกาสได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เขาก็เป็นเหมือนแขกของเรา ทำให้บรรยากาศอบอุ่น เขาสามารถถามข้อมูลเชิงลึกได้จากแม่ จากผม จากพี่น้อง เราตอบเขาด้วยความเข้าใจและความรู้สึก เพราะข้อมูลอยู่ในเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ และสิ่งนี้ก็สร้างความสุขให้เราด้วย คุณแม่นี่เช้ามาจะแต่งตัวสวยรอรับนักท่องเที่ยวเลย ท่านเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคุ้มวงศ์บุรี เสียดายที่ท่านไม่อยู่แล้วในวันนี้” 

ทุกวันนี้สมาชิกรุ่นลูกรุ่นหลานยังประจำการอยู่ที่คุ้ม พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับครอบครัวมานานนับสิบปี ทุกคนพร้อมที่จะนำชมด้วยจิตวิญญาณดั่งเดิม นอกจากการเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว คุ้มวงศ์บุรียังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก บริษัทท่องเที่ยวจากยุโรปนำนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมสม่ำเสมอ ที่คุ้มยังเปิดร้านอาหารที่ว่ากันว่าเสิร์ฟข้าวซอยอร่อยที่สุดในจังหวัด นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่คู่รักหลายคู่ปรารถนา

“การอนุรักษ์อาคารโบราณเป็นสิ่งที่ยากและใช้งบประมาณสูง การซ่อมแซมวัสดุทุกชิ้นต้องทำอย่างพิถีพิถันและถูกต้องตามยุคสมัย ไม่สามารถใช้วัสดุอะไรก็ได้ เราเก็บค่าเข้าชมเพียงคนละสามสิบบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อการบำรุงรักษา แต่รายได้จากส่วนนี้ทำให้เราพอมีงบประมาณในการดูแลรักษาคุ้มวงศ์บุรีต่อไปได้

“แม่เจ้าบัวถาท่านเจตนาสร้างคุ้มวงศ์บุรีขึ้นเป็นเรือนหอ แล้วปัจจุบันคุ้มวงศ์บุรีก็กลับไปเป็นสถานที่แต่งงานของคู่รักอีกหลายร้อยคู่ตามที่ท่านริเริ่มไว้ สิ่งที่เราพยายามทำทั้งหมด ก็เพื่อรักษาคุ้มวงศ์บุรีไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของแพร่ต่อไป เราคิดว่าประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของเมืองแพร่ส่วนหนึ่งอยู่ในนี้” ครอบครัววงศ์บุรีร่วมกันสรุป

การที่เกิดมาเป็นลูกเจ้านายฝ่ายเหนือ อะไรคือสิ่งที่ยึดปฏิบัติมาโดยตลอด นี่คือคำถามสุดท้ายของผมต่อทายาทคุ้มวงศ์บุรี

“พ่อสอนเราเสมอว่าลูกเกิดมามีพร้อมทุกอย่างแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เพื่อนพ่อ คนถีบสามล้อก็เพื่อนพ่อเหมือนกัน ลูกต้องห้ามดูถูกคน ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้ก็ให้ทำ” คุณกัญชลิกาสรุป

ทุกวันนี้ทายาทคุ้มวงศ์บุรีพยายามริเริ่มกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น ‘กาดกองเก่า’ ตลาดวันเสาร์ที่รวบรวมสินค้าและอาหารพื้นเมืองหลากชนิดมาจัดจำหน่าย จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่คนอยากไปเที่ยวมากที่สุด และยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อทำให้จังหวัดแพร่เปลี่ยนสถานะจาก ‘เมืองผ่าน’ ไปเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ การอนุรักษ์ครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะเขตรั้วคุ้มวงศ์บุรี แต่ยังแผ่ขยายออกไปยังชุมชนด้วย

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ปุ่มบันทึกเสียงบนโทรศัพท์มือถือหยุดลงเมื่อยามโพล้เพล้ สมุดจดหมดไปหลายหน้า ผมกราบขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่านด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง คุ้มวงศ์บุรียังคงฉายประกายงามเด่นอย่างที่เป็นมาตลอด 123 ปี แต่เรื่องราวอันเป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณนักอนุรักษ์ของทายาทที่ผมได้รับฟังในวันนี้ ยิ่งทำให้คุ้มหลังนี้งดงามขึ้นเป็นทวีคูณ


ขอขอบพระคุณ

  • ทายาทคุ้มวงศ์บุรีผู้ร่วมให้สัมภาษณ์ทุกท่าน 
    • คุณกมลวรรณ วงศ์บุรี รุ่งเรืองศรี
    • ด.ร. ณัชนพงศ์ วงศ์บุรี 
    • คุณสหยศ วงศ์บุรี 
    • คุณกัญชลิกา วงศ์บุรี 
    • คุณศรีพนา วงศ์บุรี
  • คุณนฤมล วงศ์วาร เครือญาติคุ้มวงศ์บุรี ผู้ประสานงานการสัมภาษณ์ นักวางแผนกลยุทธ์และสถาปนิกผู้ศึกษาและอนุรักษ์เรื่องชุมชน ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองแพร่ 
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้แนะนำเรื่องคุ้มวงศ์บุรี
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้ตรวจสอบต้นฉบับ โดยเฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน

เอกสารอ้างอิง

  • รายงานวิจัย โครงการวิจัยข้อมูลชุมชนเครือข่ายพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living Museum) คุ้มวงศ์บุรี จังหวัดแพร่ เสนอต่อสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยนางสุนันท์ธนา แสนประเสริฐ
  • อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ เจ้าไข่มุกต์ วงศ์บุรี ประชาศรัยสรเดช ณ ฌาปนสถานประตูมาร อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ศุภกร ยอดเมือง

จบสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มช. เป็นช่างภาพอิสระตั้งแต่เรียนจนปัจจุบัน เคยช่วยกิจการที่บ้าน เป็นช่างภาพแมกกาซีน ตอนนี้ทำร้านกาแฟกับโรงแรมเล็กๆ ที่แพร่ชื่อ Hug Inn Phrae และกำลังสนุกกับการเป็นพ่อลูกสอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load