ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ประติมากรชาวอิตาลีแห่งเมืองฟลอเรนซ์  มีผลงานการสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่บนงาน Medallist ที่ทำขึ้นภายใต้ชื่อ C.FEROCI แห่ง FIRENZE, Prof. C. Feroci เดินทางมารับราชการตำแหน่งช่างปั้นประจำกรมศิลปากรเมื่ออายุ 31 ปี ท่านฝากฝีมือและผลงานมากมายไว้บนแผ่นดินสยาม

หนึ่งในภารกิจสำคัญของท่านที่บรรลุสัมฤทธิผลและนับเป็นคุณูปการอันใหญ่ยิ่งต่อประเทศไทย คือการปั้นคนไทยให้เป็นศิลปิน (ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมจนมาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร) ท่านทุ่มเทอุทิศพลังเกือบทั้งหมดให้กับงานนี้ ทั้งพลังกาย พลังใจ และพลังทรัพย์ จวบจนกระทั่ง ค.ศ. 1949 เมื่อเสร็จสิ้นงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ตัดสินใจลาพักราชการเป็นเวลา 9 เดือน เดินทางกลับอิตาลี ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับภาวะค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อหลังสงคราม ท่านพยายามทำเรื่องเสนอปรับอัตราเงินเดือนมาแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1946 แต่ไม่เป็นผล

“ฉันจะไปทำงานปั้นเหรียญ เขาจ้างฉันที่เมืองนอกแล้ว คงต้องไปแล้วเพราะไม่พอใช้ที่เมืองไทย 

“ฉันหวังว่าทุกคนคงได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ให้ไว้แล้วอย่างเต็มที่ ช่วยประเทศชาติของเราได้”

หลังจากท่านเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่อิตาลีบ้านเกิด ทางรัฐบาลไทยจึงได้ทำเรื่องปรับค่าจ้างให้เหมาะสมและติดต่อให้ท่านกลับมาทำงานต่อที่เมืองไทยอีกคำรบหนึ่ง, ต้น ค.ศ. 1950 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในวัย 57 ปี จึงเดินทางกลับเข้ามาทำงานเป็นผู้รับใช้งานศิลปะอันยิ่งใหญ่ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 (Pius Papa XII) พระประมุขสูงสุดของคริสตจักรโรมันคาทอลิกแห่งนครรัฐวาติกัน พระองค์ทรงประกาศให้ ค.ศ.​1950 เป็นวาระ ‘ปีศักดิ์สิทธิ์’ (Jubilee years) ตามประเพณีพระศาสนจักร เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของชาวคริสต์จะมีโอกาสร่วมพิธีฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ และเป็นช่วงเวลาของการกลับตัวกลับใจ อุทิศตนเองให้พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะมีโอกาสรับพระหรรษทาน (Grace) ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานผ่านองค์พระเยซูคริสต์ ผู้จะทำการปลดปล่อยคริสตศาสนิกชนทั้งหลายให้เป็นอิสสระจากการเป็นทาสของบาปทั้งปวง 

ประตูศักดิ์สิทธิ์ (Holy door, Porta Sancta) เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเพณีฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทรงกำหนดให้เปิดประตูศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิหาร St. Peter’s Basilica ก่อนวันคริสต์มาส ค.ศ. 1949 และเสด็จมาทำพิธีปิดผนึกบานประตูในวันคริสต์มาส ค.ศ. 1950 ประตูศักดิ์สิทธิ์นี้จะถูกเปิดขึ้นอีกครั้งในปีศักดิ์สิทธิ์ครั้งถัดไปที่ทางศาสนจักรกำหนดขึ้น (ในทุกๆ 25 และ 50 ปี หรือในปีที่มีโอกาสสำคัญพิเศษทางคริสตศาสนา)

การผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์หาใช่เพียงการผ่านเข้าไปสู่มหาวิหารอันงดงามเท่านั้น ยังหมายถึงการเปิดทางให้คริสตชนผ่านเข้าสู่การปรากฏตัวของพระผู้เป็นเจ้า สัญลักษณ์นี้ถูกดึงมาจากพระคัมภีร์ในพระวรสารของยอห์น เมื่อพระเยซูตรัสว่า “เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้ามาทางเรา ผู้นั้นก็จะรอด, เขาจะเข้ามาและออกไปพบกับความสมบูรณ์” (John 10 : 9) 

การผ่านเข้าสู่ประตูศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเปิดเฉพาะช่วงเวลาของปีศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงหมายถึงโอกาสที่ผู้จาริกแสวงบุญและคริสตชนจะได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้า ด้วยการผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์หรือผ่านทางองค์พระเยซูเจ้านั่นเอง

ผลงานเหรียญ Pope Pius XII วาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

กรอบเงินทรงกลมลวดลายไทยประยุกต์ออกแบบโดยใช้ลายบัวฟันยักษ์เป็นแม่ลาย ขนาบข้างด้วยลายก้านขดทำเป็นก้นหอยม้วนเข้า ซ้อนชั้นลดหลั่นด้วยลายก้นหอยขนาดเล็กม้วนออก ด้านบนเป็นชุดลายบัวฟันยักษ์หงาย ส่วนด้านล่างเป็นชุดบัวฟันยักษ์คว่ำ (ตัวแม่ลายมีขนาดย่อมกว่าตัวบนเล็กน้อย) ชุดลายด้านบนเสริมความงามด้วยลายลักษณะคล้ายใบกระจังรวนที่ทำปลายยอดสะบัดขึ้นเพื่อขยายชุดลายออก จบด้วยขมวดก้นหอยม้วนเข้าหยุดอยู่ใต้ปลายยอด (รับกันกับตัวก้นหอยของชุดลายด้านล่าง) ตรงกึ่งกลางด้านบนทำห่วงทรงโค้งเพิ่มขอบอยู่เหนือลายก้นหอยคู่ 

วงรอบเหรียญทำเป็นลายเรขาคณิตคล้ายลายฐานพระพุทธรูปวนรอบ จัดเป็นงานออกแบบเครื่องประดับที่นำเอาลวดลายต่างๆ มาประยุกต์ผสมผสานให้ผลงานแลดูอ่อนช้อย ทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่น สวยงาม อันแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถและชั้นเชิงที่ลึกซึ้งในกระบวนลายของศิลปินผู้ออกแบบ 

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ภายในกรอบลายเป็นเหรียญเคลือบทอง ทรงกลมขนาด 25 มิลลิเมตร ทำเป็นรูปสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ผันพระพักตร์ทางด้านซ้าย ทรงฉลองพระองค์ในชุด Papal Choir Dress สวมหมวกเล็กเกาะแนบศีรษะ พระศอแลเห็นขอบคอเสื้อของชุดเสื้อหล่อ (Talare, Cassock) มีเสื้อคลุม Mozzetta สวมทับ และประดับด้วย Embroidered Stole ปักลวดลายบนพื้นที่ว่างด้านซ้ายช่วงล่างของเหรียญจารึกข้อความ PIVS P.P. XII (Papal Pius ๑๒) 

จัดเป็นงาน Bas-relief ที่มีลักษณะค่อนข้างนูน (โดยเฉพาะบริเวณขอบเหรียญด้านล่างช่วงพระวรกายตรงลายปักบน Stole) และแสดงมิติชัดเจน อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งในงาน Medallist ของศาสตราจารย์ศิลป์

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ด้านหลังของเหรียญแสดงภาพกลุ่มบุคคลที่มีการจัดวางองค์ประกอบในลักษณะสมมาตร องค์ประธานหลักของเหรียญทำเป็นภาพพระเยซูคริสต์ ขณะทรงประทับยืนด้วยพระบาทเปลือยเปล่าบนพื้นยกระดับอยู่ตรงกึ่งกลาง แบ่งกลุ่มบุคคลในภาพที่กำลังน้อมรับพระหรรษทานออกเป็นสองข้างซ้ายขวา ศิลปินผู้ออกแบบยังแบ่งระดับความสำคัญของเบื้องบนและเบื้องล่าง ด้วยการออกแบบจัดวางรูปบุคคลด้านหน้าให้อยู่ในท่านั่งคุกเข่าขนาบข้างน้อมกายเข้าหาแกนกลางหลักของภาพ แสดงกิริยาภาวนาอ้อนวอนอยู่ภายใต้อ้อมแขนที่กางออกของรูปประธาน

ฉากหลังเป็นบานประตูศักดิ์สิทธิ์ประดับด้วยไม้กางเขน เห็นปรากฏโดดเด่นอยู่เหนือพระรัศมี เป็นการเน้นย้ำถึงแกนกลางหลักของภาพ และยืดระดับความแตกต่างระหว่างเบื้องบนเบื้องล่าง ทั้งยังเป็นการเพิ่มความหมายของทิศเบื้องหลัง และเสริมให้ที่มาของพระอานุภาพที่แท้จริงขยายไกลลับออกไปอีก ด้านข้างภายในวงขอบเหรียญมีตัวอักษรวางเรียงโค้งไปตามวงขอบเหรียญเป็นข้อความ PAX CHRISTI IN อยู่ทางฝั่งซ้าย และ REGNO CHRISTI อยู่ทางฝั่งขวา 

ใต้ภาพมีข้อความบ่งบอกถึงวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 ‘ANNO JVBILAEI MCML’ โดยแบ่งพื้นที่ตรงมุมปีกทั้งสองข้างไว้ ลึกลงไปมีตัวอักษรขนาดเล็ก R.RICCI ที่ขอบเหรียญฝั่งซ้าย และ FIRENZE ตรงขอบเหรียญฝั่งขวา

PAX CHRISTI IN REGNO CHRISTI หรือ The Peace of Christ in the kingdom of Christ (สันติสุขของพระคริสต์ในอาณาจักรของพระคริสต์) อมตะพจน์ของ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของท่านในการนำพาพระศาสนจักรโดยอาศัยสันติภาพของโลก ย้อนไป ค.ศ. 1929 สนธิสัญญา Lateran ระหว่างอิตาลีกับวาติกัน ที่ลงนามโดย มุสโสลินี (Benito Mussolini) ยอมรับอำนาจอธิปไตยของพระสันตะปาปาเหนือนครรัฐวาติกัน สมเด็จพระสัตะปาปาปิอุสที่ 11 ทรงประกาศความเป็นกลางถาวรในความขัดแย้งทางทหารและการทูตของโลก พระองค์ประกาศว่า การจะทรงแทรกแซงการต่างประเทศนั้นไม่ใช่ในฐานะประมุขของรัฐอธิปไตย แต่ในฐานะของสังฆราชาแห่งคริสตจักร 

ลักษณะและเนื้อหาของภาพที่ปรากฏอยู่บนเหรียญด้านหลัง รูปพระเยซูคริสต์ประทับยืนในท่ายกแขนกางออกเหนือกลุ่มบุคคลที่กำลังน้อมรับพระหรรษทานอยู่นั้น  สังเกตว่าศิลปินผู้ออกแบบเลือกคัดแยกให้สตรีเพศทั้ง 4 คนอยู่ในกลุ่มทางฝั่งซ้าย และเลือกให้บุรุษอีก 4 คนรวมกลุ่มกันอยู่ทางฝั่งขวา (Gender Segregation) อาจเป็นการสื่อหรือแสดงนัยยะบางประการแฝงซ่อนไว้ เนื่องจากการแบ่งแยกเพศหญิง-ชายนั้น (Segregation of Men and Women) เป็นหนึ่งในข้อกำหนดของ Opus Dei ที่ Josemaría Escrivá ระบุว่า แบ่งแยกแต่ว่าเท่าเทียมกัน (Separate but equals) 

จากปากสู่ปาก จากรุ่นสู่รุ่น จากเรื่องเล่าที่ว่า 

“ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ท่านเคยทำเหรียญให้กับสมเด็จพระสันตะปาปา” ผ่านบรรดาเหล่าสานุศิษย์ของศาสตราจารย์ศิลป์มาจนถึงหูของลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนกลายเป็น ‘ตำนานเหรียญโป๊ป’ เหรียญในตำนานที่เล่าขานกันมายาวนาน กว่าผู้เขียนจะคลี่คลายให้กระจ่างได้ เวลาก็ผ่านไปถึง 70 ปี ผลงานที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สร้างสรรค์ไว้จึงเป็นที่ประจักษ์

ที่ผ่านมา ผู้เขียนพยายามรวบรวมข้อมูลและทำการตรวจสอบเพื่อค้นหาเหรียญโป๊ปดังกล่าว ซึ่งหากพิจารณาดูจากไทม์ไลน์ จะพบว่าช่วงสมัยของโป๊ป Benedict XV (ค.ศ. 1914 – 1922) ถือเป็นช่วงเวลาที่ Prof. C.Feroci มีผลงานปรากฏอยู่เด่นชัดมากมาย จัดได้ว่าเป็นยุคคลาสสิกที่เฟื้องฟูสุดโดยเฉพาะงาน Medallist ของท่าน (มีผลงานภายใต้แบรนด์ส่วนตัวที่ทำขึ้นในชื่อ C.Feroci & C.! Firenze) แต่ในการตรวจตราเบื้องต้นก็ยังไม่ปรากฏพบเหรียญโป๊ป Benedict XV ที่น่าจะเป็นผลงานของท่าน 

ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสภาพสังคมในอิตาลีขณะนั้นเป็นช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบกับไม่มีวาระสำคัญทางศาสนจักรที่พอจะเอื้ออำนวยให้สร้างผลงานมากนัก ทว่าลึกลงไปในรายละเอียดของห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันแล้ว Pope Pius XI ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาเมื่อมกราคม ค.ศ. 1922 (ในขณะที่ศาสตราจารย์ศิลป์ เริ่มเข้ามารับราชการในเมืองไทยเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1923) ‘เหรียญโป๊ปในตำนาน’ ที่ว่าอาจเป็นผลงานที่ท่านทำเพื่อมอบถวายให้แด่สมเด็จพระสันตะปาปาองค์นี้ ในวาระที่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของศาสนจักรก็เป็นได้ 

ขณะที่ผู้เขียนกำลังทำการค้นหา ตรวจดูเหรียญโป๊ปชนิดต่างๆ เพื่อพิเคราะห์หารูปแบบที่เข้าข่ายหรือมีเกณฑ์ความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นฝีมือของศาสตราจารย์ศิลป์อยู่นั้น สายตาก็ต้องมาหยุดอยู่ที่เหรียญ Pope Pius XII เหรียญนี้  

ด้วยความที่เหรียญมีรูปทรงอันแปลกตากว่าเหรียญอื่นทั่วไป ทำให้สะดุดตาผู้เขียนตั้งแต่แรกเห็น ครั้นเมื่อสังเกตดูลวดลายบนกรอบของเหรียญที่มีลักษณะคล้ายลายแบบไทยร่วมอยู่ด้วยแล้ว ก็พลันให้สะดุดใจเพิ่มขึ้นอีก  

กอปรกับรูปลักษณ์ของโป๊ปที่ปรากฏบนเหรียญแลดูเรียบง่าย สง่างาม แฝงด้วยพลังทางศิลปะอันหนักแน่นแม่นยำ ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมผสมปนเปกับความสงสัยใคร่รู้ จึงพยายามสืบค้นถึงความเป็นมาของเหรียญนี้ และพบว่าเหรียญดังกล่าวทำขึ้นเนื่องในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ Jubilee years 1950 ผู้เขียนจึงเริ่มคิดว่าเหรียญนี้อาจเป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ที่ทำขึ้นในช่วงที่ท่านลาพักราชการกลับไปใช้ชีวิตที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อ ค.ศ. 1949 ก็เป็นได้  

อีกทั้งการปรากฏชื่อของ R.RICCI ,FIRENZE บนเหรียญอีกด้านหนึ่งนั้น นับเป็นเครื่องช่วยยืนยันความเกี่ยวพันของศาสตราจารย์ศิลป์กับเหรียญโป๊ปเหรียญนี้ให้แจ่มชัดทันที เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้สนใจงานศิลปะของ Prof. Feroci ว่า ผลงาน Medallist ในอดีตของท่านส่วนหนึ่งเป็นผลงานที่ทำร่วมกันกับ RICCI เจ้าของบริษัทผลิตเหรียญที่ระลึก เข็มกลัด รูปปั้น ประกาศนียบัตร และถ้วยรางวัล แห่งเมืองฟลอเรนซ์

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
ตัวอย่างผลงาน Medallist ของศาสตราจารย์ศิลป์ ที่ทำในนาม C.Feroci และ Ricci
สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
ตัวอย่างโฆษณาของ Stabilimento Ricci di Firenze (ขวา) จากหนังสือ Guide Di Firenze สิ่งพิมพ์อย่างเป็นทางการของคณะกรรมการจัดการแข่งขันยิมนาสติกสากลแห่งชาติครั้งที่ 12 ที่เมืองฟลอเรนซ์ (F.G.N.I. 1924) ปรากฏชื่อ Prof. C. FEROCI (ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี) อยู่ด้วย

หลังจากทำการสืบค้นเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญ Pope Pius XII ของ Ricci เพิ่มเติมแล้วนั้น พบว่ายังมีเหรียญ Pope Pius XII ที่ทำขึ้นเป็นที่ระลึกในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 อีกหลายรูปแบบ โดยเหรียญทุกแบบจะทำเป็นรูปของสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ไว้ด้านหน้า ส่วนอีกด้านของเหรียญจะทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปีศักดิ์สิทธิ์และคริสตศาสนา เช่น นักบุญองค์สำคัญต่าง พระแม่มารีย์ (ทั้ง Our Lady of Perpetual Help และ Our Lady of Good Counsel) 

สิ่งที่สร้างความระทึกใจให้ผู้เขียนเป็นที่สุด คือเหรียญทุกแบบที่ด้านหน้าเป็น Pope Pius XII ล้วนมีสัญลักษณ์ตัวอักษรย่อ CF ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ประทับอย่างชัดเจนตรงบริเวณริมเหรียญด้านขวา

ซึ่งสัญลักษณ์ CF นี้เคยพบอยู่บนผลงาน Medallist ของ Prof. C. Feroci มาแล้วก่อนหน้านี้

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
ตัวอย่างสัญลักษณ์ CF (initial ของ C.Feroci ) บนผลงานในช่วงทศวรรษที่ 1930

จากรูปแบบของลวดลายแบบไทยที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่บนกรอบที่ใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง และการให้ค่าสีบนวัสดุของเหรียญโป๊ปภายในที่ช่วยเพิ่มความสง่างาม และเสริมพระเกียรติให้แด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปา ตลอดจนรูปแบบและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเหรียญด้านหลังนั้น มีความเหมาะสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ทำให้เหรียญโป๊ปเหรียญนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์อันทรงคุณค่า และเปี่ยมไปด้วยความหมายเป็นอย่างยิ่ง 

จึงสรุปได้ว่า ‘ตำนานเหรียญโป๊ป’ ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยทำถวายแด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปา และพระองค์ทรงชื่นชมมากนั้น จะต้องเป็นเหรียญโป๊ป Pius XII (เคลือบทองประดับกรอบเงิน) ที่ระลึกเนื่องในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 เหรียญนี้อย่างแน่นอน

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ผลจากการค้นพบผลงานเหรียญที่ระลึก Pope Pius XII ในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นั้น ทำให้ทราบว่าผลงานของท่านที่ทำขึ้นเนื่องในศาสนาตามขนบประเพณีนั้น มีลักษณะและรูปแบบพิเศษบางอย่าง แตกต่างจากแนวการสร้างสรรค์ผลงานเหรียญแบบอื่นของท่าน ทั้งจากเหรียญที่ระลึกการแข่งขันกีฬาหรือเหรียญบุคคลสำคัญ

เหรียญชุดวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 : Pope Pius XII

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ด้านหน้าเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 อีกด้านทำเป็นภาพ St. Peter’s Basilica หรือ Vatican Basilica มหาวิหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่นครรัฐวาติกัน กรุงโรม จัดเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ (มีศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายคนร่วมงานออกแบบและก่อสร้าง อาทิ Michaleangelo, Raphael และ Gian Lorenzo) 

เหรียญที่ระลึกวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 เป็นภาพองค์ประกอบประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมภายใน บริเวณตำแหน่งที่ตั้งของประตูศักดิ์สิทธิ์ในวิหาร St. Peter’s Basilica ที่ด้านข้างมีนางฟ้าหรือทูตสวรรค์นั่งคุกเข่าอยู่บนก้อนเมฆ และข้อความบ่งบอกวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 ‘ANNO JVBILAEI MCML’ วางเรียงเป็นวงโค้งด้านบน

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

บานประตูศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิหาร St. Peter’s Basilica ปัจจุบันเป็นผลงานของ Vico Consorti ประติมากรชาวอิตาลี ออกแบบใหม่ใน ค.ศ. 1948 เนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทรงเห็นว่าประตูไม้บานเก่าชำรุดทรุดโทรม จึงจัดให้มีการประกวดแข่งขันออกแบบประตูบานใหม่ขึ้นเพื่อใช้สำหรับเทศกาลปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

Door of the Great Pardon มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเมตาและการให้อภัย แสดงอยู่บนบานประตูที่แบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจำนวน 16 ช่อง แต่ละช่องประดับตกแต่งด้วยงานประติมากรรมนูนต่ำทำจากทองสัมฤทธิ์ หล่อโดย FAFM of Firenze (Ferdinando Marinelli Artistic Foundry) และนำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกในพิธีปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ 1950

วาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 นี้ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ยังทรงประกาศเรื่องการยกพระแม่มารีย์ขึ้นสู่สวรรค์ เป็นความเชื่อทางสมณสาสน์ใน Munificentissimus Deus เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950 มีใจความว่า 

“พระแม่มารีย์ได้รับเกียรติให้ยกขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์บนสวรรค์ หลังจากจบวิถีชีวิตทางโลก ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ…” 

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

เนื้อหาดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดลงบนเหรียญที่ระลึก ทำเป็นพระแม่มารีย์ประทับยืนบนก้อนเมฆลอยอยู่เหนือโลกที่อาภรณ์มีสายผ้าคาดเอวและผ้าคลุม สัญลักษณ์สำคัญของพระแม่ ตรงศีรษะทำรัศมีทรงกลมล้อมรอบ แสดงถึงการเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นเรื่องราวของเนื้อหาการถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ตามประกาศฯ มีข้อความ REGINA PACIS (Queen of Peace) หนึ่งในสมัญญาของพระแม่มารีย์ ปรากฏอยู่บนแกนเส้นแบ่งตรงกลางที่วางขวางเป็นกากบาท ตัดกับตัวพระแม่ในแกนตั้ง แบ่งพื้นที่เหรียญออกเป็น 4 ส่วน มีข้อความบ่งบอกวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 อยู่รอบขอบเหรียญ 

วงในประกอบด้วยลวดลายจุดประที่ศิลปินบรรจงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เกิดสัณฐานทรงกลม มีลายพรรณพฤกษาบรรจุไว้ภายใน และประทานไว้ในพระหัตถ์ของพระแม่ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโลกมนุษย์กับพระแม่ที่ทรงถูกยกให้สถิตย์อยู่บนสวรรค์ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แทนความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาของพระแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรัก

รูปแบบของเมฆลักษณะเดียวกับที่พบบนเหรียญศาสตราจารย์ศิลป์ ได้นำมาใช้อีกครั้งในการสร้างสรรค์ผลงานชื่อ ‘จงตื่นเถิด’ ประติมากรรมนูนสูงที่เคยใช้ประดับภายในอาคารหอประชุมตึกสุวรรณสมโภช โรงเรียนอัสสัมชัญ 

น่าเสียดายที่ประติมากรรมก้อนเมฆนั้นชำรุดแตกหัก แยกออกเป็น 3 ส่วน อันเนื่องมาจากการทุบทำลายอาคารสุวรรณสมโภช เพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นแทนใน ค.ศ. 2000

St.Christopher : นักบุญองค์อุปถัมภ์แห่งการเดินทาง

เซนต์คริสโตเฟอร์ (St.Christopher) เป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์ 14 องค์ เริ่มแพร่หลายในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางราวต้นทศวรรษที่ 1950 โดยคริสตนชาวคาทอลิกนิยมสวมใส่สร้อยคอห้อยเหรียญบูชาที่มีชื่อและภาพของ St.Christopher ติดตัว หรือประดับตามยานพาหนะเพื่อช่วยให้การเดินทางปลอดภัยและปกป้องคุ้มครองนักเดินทางให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุ  แต่แล้วเรื่องราวของ St.Christopher ก็เริ่มถูกลดความสำคัญลง หลังจากที่ศาสนจักรประกาศยกเลิกวันฉลองนักบุญคริสโตเฟอร์ในปฏิทินศาสนาอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1969

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ตำนานเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเซนต์คริสโตเฟอร์ ผู้ละทิ้งปีศาจหันมารับใช้พระคริสต์ ด้วยการใช้ร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแกร่งเกินมนุษย์ คอยช่วยผู้คนที่ไร้ซึ่งความพยายามให้ข้ามผ่านแม่น้ำที่อันตรายนั้น ปรากฏอยู่บนเหรียญซึ่งแสดงเหตุการณ์ตอนที่มีเด็กน้อยคนหนึ่งเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กๆ ริมแม่น้ำที่เขาอาศัยอยู่ เพื่อขอให้พาข้ามแม่น้ำ เขาจึงได้อุ้มเด็กคนนั้นแบกขึ้นไว้บนบ่า ระหว่างทางนั้นเอง ระดับน้ำในแม่น้ำก็สูงขึ้น และเด็กน้อยคนนั้นก็หนักมากขึ้นเรื่อยๆ  จนเขาแทบจะแบกเอาไว้ไม่ไหว เขารู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของเด็กน้อยคนนี้ได้  

แต่ในที่สุดเขาก็พาเด็กคนนั้นข้ามมาถึงอีกฝั่งหนึ่งจนได้ แล้วเขาก็บอกเด็กน้อยคนนั้นว่า “น้ำหนักของคุณทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีโลกทั้งใบอยู่บนบ่าของฉัน” 

เด็กน้อยคนนั้นตอบกลับไปว่า “ความจริงคุณก็แค่แบกเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งเอาไว้บนบ่าของคุณ เพียงแต่ฉันก็แค่มีโลกทั้งใบอยู่กับฉันด้วยเท่านั้น ฉันคือพระคริสต์ ราชาของคุณผู้ที่ซึ่งคุณกำลังทำงานรับใช้อยู่ จากนี้ไปคุณจะถูกเรียกว่า Christopher ; ผู้แบกพระคริสต์ (Christ-bearer)”

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
เหรียญเซนต์คริสโตเฟอร์ลักษณะแบบเดียวกับที่ทำขึ้นในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 : Pope Pius XII นี้ถูกนำกลับมาให้เห็นอีกครั้งในฐานะตัวแทนของเครื่องลางที่ระลึกอันโดดเด่นแห่งทศวรรษที่ 1950 
ภาพ : ซีรีส์ DARK ซีซั่น 3 ตอนที่ Hannah ได้รับเหรียญ St.Christopher จาก Egon ค.ศ. 1954

อิทธิพลของงานศิลปะในยุคเรอเนสซองส์ที่นครฟลอเรนซ์นั้นยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่บนเหรียญ St.Christopher (ค.ศ. 1950) เหมือนดั่งจะเป็นพยานแห่งที่มาของแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงานให้ศิลปินผู้นี้อยู่เสมอ ประดุจจะท้าทายความเชื่อที่ว่า “จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของศิลปินแห่งยุคเรอเนสซองส์นั้นเป็นอมตะ”

Writer & Photographer

จิรศักดิ์ แต่งเจนกิจ

มหาบัณฑิตจากวังท่าพระฯ ปัจจุบันนิยมเป็นผู้เสาะแสวงหาผลงาน Medallist ของ Prof. FEROCI เพื่อการศึกษาและการอนุรักษ์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ปตท. คือบริษัทพลังงานแห่งชาติ หลายคนทราบกันดี

แต่ปัจจุบันภารกิจหลักของ ปตท. ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจที่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมที่กว้างกว่าแค่เพียงธุรกิจตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในด้านต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ปัจจุบันที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ 

เมื่อธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องดูแลรับผิดชอบสังคมของทุกคนร่วมกัน และควรวางแผนให้เกิดความยั่งยืนจริง ปตท. ในฐานะองค์กรใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนมากมาย เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และจัดตั้งทีมที่คอยดำเนินการอย่างจริงจัง

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ ของ ปตท. เพื่อสอบถามแนวคิดและทิศทางการทำงานเพื่อสังคมของธุรกิจที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและพนักงานประจำหลายพันคน

หลังจากทำงานในสายธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นเวลานาน ผู้บริหารหญิงคนนี้พลิกบทบาทมาดูแลหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างผลกระทบต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ

“ปตท. มีวิสัยทัศน์ว่า องค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คุณดวงพรกล่าว 

แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ ปตท. กลับตัดสินใจจ้างงานเพิ่ม และฝึกฝนทักษะความรู้ให้คนนับหมื่น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

และนอกจากดูแลงานด้านกิจการเพื่อสังคมแล้ว อีกหน้าที่สำคัญของหน่วยงานนี้ คือการกำกับดูแลภายในองค์กร จัดการเรื่อง GRC (Governance, Risk Management, Compliance) ให้บริษัทดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ 

ดูแลทั้งภายในและภายนอก สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘SPIRIT + D’ ที่แทนการผลักดันให้พนักงานเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร

ธุรกิจพลังงานชั้นนำคิดเรื่องสังคมและมีวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร สร้างผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน เราขอชวนคุณมาสำรวจจิตวิญญาณของ ปตท. ไปด้วยกัน

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

For People & Planet

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท. ดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคมในหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานของคุณดวงพรเลือกวางแผนและปฏิบัติงานเฉพาะด้านให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ชัดเจน 

“เรามองว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งเน้นแล้วจะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศได้มากที่สุด จนตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นว่าคือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนในมนุษย์ (People) และสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลก (Planet)” คุณดวงพรเล่าสองประเด็นสำคัญที่หยิบยกเป็นเรื่องหลักขององค์กร

“เยาวชนคืออนาคตของประเทศชาติ และในทางเศรษฐกิจ ประเทศเราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Resource-based หรือการมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรให้เกิดผลิตภัณฑ์ กลายเป็น Knowledge-based ที่คิดค้นอะไรที่สร้างคุณค่าใหม่และนวัตกรรม จึงต้องบ่มเพาะพวกเขาด้วยทักษะที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตในอนาคต” 

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19
ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

เพื่อดำเนินการตามแนวคิดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2558 ปตท. จึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์​ (KVIS)’ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)’ ศูนย์รวมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

รวมถึงช่วยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายทั้งหมด 204 โรงเรียนใน 17 จังหวัด โดยเน้นสอดแทรก 4E ที่จำเป็นคือ

‘Energy Literacy’ หรือความเข้าใจด้านพลังงาน เพราะทุกธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น คนควรทราบว่าต้องใช้พลังงานในรูปแบบใดให้เหมาะสมและประหยัดที่สุด

‘Environmental Awareness’ หรือการตระหนักรู้และสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องเร่งรักษาไว้ร่วมกัน

‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เมื่อมีไอเดีย พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอด

และ ‘Ethics and Growth Mindset’ หรือจริยธรรมและการคิดถึงสังคมส่วนรวม เพราะคนควรจะเก่งและดีไปควบคู่กัน

ข้อดีคือ หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาและประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทำให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานยังจำเป็นต้องปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง ปตท. พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นมิตรต่อสรรพสิ่งร่วมโลกมากยิ่งขึ้นเสมอมา และแสวงหาหนทางการดูดซับ กักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon)

หนึ่งในวิธีที่ ปตท. เลือกใช้คือการสร้างพื้นที่สีเขียว อาจฟังดูเป็นทางออกทั่วไป แต่พวกเขาทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่ทั่วภูมิภาค ได้รับการดูแลมาอย่างต่อเนื่องจากการร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนต่อยอดด้วยการจัดตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกรุงเทพมหานคร ทำงานกับชุมชนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าและส่งต่อความรู้ให้ประชาชน

นอกเหนือจาก 2 เรื่องหลักด้านบนแล้ว ปตท. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบไม่เน้นการบริจาคเงิน แต่สร้างความยั่งยืนผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนอย่างมีเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ชุมชนต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง

“เมื่อไปทำธุรกิจบนพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน ต้องช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเจริญเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ทำลายหรือสร้างผลกระทบแก่เขา” คุณดวงพรเน้นย้ำความตั้งใจขององค์กร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ ‘สานพลังวิสาหกิจ’ หน่วยงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของ ปตท. ที่ตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

และเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ ทุนทรัพย์ และความสามารถ ตั้งแต่เริ่มการระบาดจนถึงปัจจุบัน มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจส่วนหนึ่งของ ปตท. ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานโดยตรง แต่ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

Restart Thailand

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคม ปตท. ซึ่งพอมีทรัพยากรอยู่จึงตัดสินใจไม่นิ่งเฉย จัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อสร้างโอกาสทางการงานรวมกว่า 25,000 อัตรา ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เปิดรับแรงงานทั้งในโครงการก่อสร้าง พนักงานประจำเพิ่มเติม และนักศึกษาจบใหม่ระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีที่อยากพัฒนาภูมิลำเนาของตนให้ดียิ่งขึ้น

“เรายังคงดำเนินโครงการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศและสร้างงานในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะช่วยให้คนที่ตกงานจากสถานการณ์ยังคงได้พัฒนาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ เขาจะมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่จะไปทำงานอื่นต่อ และโครงการของเราก็ดำเนินการต่อได้เลย” 

ในจำนวนการจ้างงานนี้ กว่า 900 คนคือกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันโครงการ ‘นวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม’ มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพและเทคโนโลยีของ ปตท. ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ Smart Farming และ Smart Marketing

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

“ชุมชมส่วนใหญ่ในเครือข่ายเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยังทำงานแบบเดิมอยู่ แต่เขาสามารถเอานวัตกรรมที่เรามีไปใช้ในงานเกษตร มาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้เกิดผลิตผลที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำคือการคัดเลือกและจ้างนักศึกษาจบใหม่พื้นที่เข้าโครงการ Restart Thailand มาอบรมให้ความรู้ในเรื่องนวัตกรรม อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเกษตรได้ สอนการวิเคราะห์ความคุ้มทุน จากนั้นก็ทำให้เขาลงไปวิเคราะห์พื้นที่จริงและนำเสนอโปรเจกต์ ว่าต้องการลงทุนในอุปกรณ์อะไร เพื่อพัฒนาผลิตผลในด้านไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

“โดยมีพนักงานกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่คอยให้คำแนะนำและประสานงานด้วย” คุณดวงพรเล่าถึงงานด้าน Smart Farming ที่ริเริ่มในยี่สิบห้าพื้นที่นำร่องที่กลุ่ม ปตท. ดูแลอย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนงานตามบริบทของชุมชนที่เป็นอยู่

เช่น บางพื้นที่ต้องจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว แต่บางพื้นที่มีความพร้อม เริ่มติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ของกลุ่ม ปตท. อย่างโรงเรือนอัจฉริยะที่ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือโดรนการเกษตร เพื่อใช้งาน ลองปลูกพืชใหม่ๆ และขยายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้ทำเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังจับมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำหรับการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริง 

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง หลายๆ งานทำคนเดียวอาจจะยาก จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์ที่มีทักษะและองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เปิดรับการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีพันธกิจสอดคล้อง เพื่อให้เกิดอิมแพคที่กว้างขึ้น”

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนทางด้าน Smart Marketing เป็นการเสริมศักยภาพด้านการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีสินค้าหรือสถานที่น่าท่องเที่ยวเพียงใด แต่หากขาดกลยุทธ์การขายและประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่เหมาะสม ให้คนได้สัมผัสเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำพื้นที่ ก็คงไปไม่ได้ไกล

วิธีการทำงานเรื่องนี้คล้ายกับ Smart Farming คือการให้ความรู้คนในพื้นที่จากโครงการ Restart Thailand ในเรื่องการตลาด จากนั้นให้เขาลงพื้นที่เพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา

ทาง ปตท. ยังสร้าง Online Market Platform ‘ชุมชนยิ้มได้’ เพื่อเพิ่มตัวเลือกช่องทางการขายและจัดส่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน มีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์มราว 195 ร้าน รวมกว่า 672 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารแปรรูป ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของตกแต่งและของใช้ สมุนไพรแปรรูป และเครื่องดื่ม

หากใครเป็นสายช้อป อยากสนับสนุนชุมชน ขอชวนลองแวะเวียนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบนเว็บไซต์ www.ชุมชนยิ้มได้.com กันได้เลย

“ต่อไปจะมีผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น และหลายพื้นที่จะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น แม้โควิด-19 จะทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องการเดินทางและสื่อสารบ้าง แต่ทางทีมที่ทำงานยังมุ่งมั่นเหมือนเดิม” ผู้บริหารหญิงกล่าวถึงความตั้งใจและทุ่มเทของพนักงาน ที่ช่วยประคับประคอง ดูแลกัน เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ดูแลทั้งภายนอกและภายใน

แม้ ปตท. จะมีผู้บริหารและทีมที่ดูแลงานด้านกิจการสังคมโดยเฉพาะ แต่หากอยากขับเคลื่อนให้เกิดผลในวงกว้างจริง ความร่วมมือกันของคนทั้งองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

โชคดีที่พนักงานปัจจุบันของ ปตท. มีความสนใจและพร้อมช่วยเหลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภารกิจนี้จึงไม่ยากเกินเอื้อมไปนัก 

“เราสังเกตเห็นว่าคนในองค์กรมีใจช่วยเหลือสังคมและจิตสาธารณะอยู่แล้ว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น งานเยอะ ไม่มีเวลา แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็สนใจที่จะทำ สิ่งที่ทีมเราทำได้ คือการออกแบบและอำนวยความสะดวกให้เขามีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น” คุณดวงพรกล่าว การสร้างพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและหลากหลาย จะช่วยให้คนในองค์กรได้ช่วยเหลือตามความถนัดและเหมาะสม

นอกจากผลักดันการทำงานเพื่อสังคมรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องทำในการบริหารองค์กรที่ดี คือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่คุณดวงพรต้องดูแลด้วยเช่นกัน

ถ้าภายนอกดูดี แต่ภายในมีข้อขัดข้อง ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“เราต้องดูให้กระบวนการทำงานตั้งแต่หน้างานจนถึงระดับผู้บริหารมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดช่องว่างให้คนทุจริต ต้องมีการตรวจสอบกันและกันในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด” คุณดวงพรเล่าถึงหน้าที่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม

ความท้าทายคือ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งยังอยู่ภายใต้ระเบียบราชการบางส่วน เดิมมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง ปตท. ต้องหาวิธีปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังรักษาธรรมาภิบาลไว้ครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลองเสี่ยงหรือทำอะไรที่นอกกรอบเดิมมากขึ้น บนกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้ต้องทำงาน เพื่อขับเคลื่อนให้ ปตท. ดูแลผู้คนรอบข้างทั้งภายนอกและภายในองค์กรได้อย่างสมบูรณ์

แต่อย่างน้อย เราพอจะวางใจได้ว่า ปตท. จะคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ในกระบวนการของธุรกิจตลอดเวลา

Future and Beyond

ในอนาคต ปตท. ตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ดูแลกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่หลงลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบด้านมากกว่าเดิมด้วย

ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายมิติที่ต้องได้รับการพัฒนา องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สามารถช่วยเหลือและรับผิดชอบต่อสังคม น่าติดตามว่าก้าวเดินต่อไปของ ปตท. และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จะมีทิศทางการดูแลส่วนรวมร่วมกันอย่างไร

ถ้าทุกคนทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลและช่วยเหลือกัน เราจะรีสตาร์ทกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววันนี้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ร่วมกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก ปตท.

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load