ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ประติมากรชาวอิตาลีแห่งเมืองฟลอเรนซ์  มีผลงานการสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่บนงาน Medallist ที่ทำขึ้นภายใต้ชื่อ C.FEROCI แห่ง FIRENZE, Prof. C. Feroci เดินทางมารับราชการตำแหน่งช่างปั้นประจำกรมศิลปากรเมื่ออายุ 31 ปี ท่านฝากฝีมือและผลงานมากมายไว้บนแผ่นดินสยาม

หนึ่งในภารกิจสำคัญของท่านที่บรรลุสัมฤทธิผลและนับเป็นคุณูปการอันใหญ่ยิ่งต่อประเทศไทย คือการปั้นคนไทยให้เป็นศิลปิน (ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมจนมาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร) ท่านทุ่มเทอุทิศพลังเกือบทั้งหมดให้กับงานนี้ ทั้งพลังกาย พลังใจ และพลังทรัพย์ จวบจนกระทั่ง ค.ศ. 1949 เมื่อเสร็จสิ้นงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ตัดสินใจลาพักราชการเป็นเวลา 9 เดือน เดินทางกลับอิตาลี ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับภาวะค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อหลังสงคราม ท่านพยายามทำเรื่องเสนอปรับอัตราเงินเดือนมาแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1946 แต่ไม่เป็นผล

“ฉันจะไปทำงานปั้นเหรียญ เขาจ้างฉันที่เมืองนอกแล้ว คงต้องไปแล้วเพราะไม่พอใช้ที่เมืองไทย 

“ฉันหวังว่าทุกคนคงได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ให้ไว้แล้วอย่างเต็มที่ ช่วยประเทศชาติของเราได้”

หลังจากท่านเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่อิตาลีบ้านเกิด ทางรัฐบาลไทยจึงได้ทำเรื่องปรับค่าจ้างให้เหมาะสมและติดต่อให้ท่านกลับมาทำงานต่อที่เมืองไทยอีกคำรบหนึ่ง, ต้น ค.ศ. 1950 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในวัย 57 ปี จึงเดินทางกลับเข้ามาทำงานเป็นผู้รับใช้งานศิลปะอันยิ่งใหญ่ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 (Pius Papa XII) พระประมุขสูงสุดของคริสตจักรโรมันคาทอลิกแห่งนครรัฐวาติกัน พระองค์ทรงประกาศให้ ค.ศ.​1950 เป็นวาระ ‘ปีศักดิ์สิทธิ์’ (Jubilee years) ตามประเพณีพระศาสนจักร เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของชาวคริสต์จะมีโอกาสร่วมพิธีฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ และเป็นช่วงเวลาของการกลับตัวกลับใจ อุทิศตนเองให้พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะมีโอกาสรับพระหรรษทาน (Grace) ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานผ่านองค์พระเยซูคริสต์ ผู้จะทำการปลดปล่อยคริสตศาสนิกชนทั้งหลายให้เป็นอิสสระจากการเป็นทาสของบาปทั้งปวง 

ประตูศักดิ์สิทธิ์ (Holy door, Porta Sancta) เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเพณีฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทรงกำหนดให้เปิดประตูศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิหาร St. Peter’s Basilica ก่อนวันคริสต์มาส ค.ศ. 1949 และเสด็จมาทำพิธีปิดผนึกบานประตูในวันคริสต์มาส ค.ศ. 1950 ประตูศักดิ์สิทธิ์นี้จะถูกเปิดขึ้นอีกครั้งในปีศักดิ์สิทธิ์ครั้งถัดไปที่ทางศาสนจักรกำหนดขึ้น (ในทุกๆ 25 และ 50 ปี หรือในปีที่มีโอกาสสำคัญพิเศษทางคริสตศาสนา)

การผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์หาใช่เพียงการผ่านเข้าไปสู่มหาวิหารอันงดงามเท่านั้น ยังหมายถึงการเปิดทางให้คริสตชนผ่านเข้าสู่การปรากฏตัวของพระผู้เป็นเจ้า สัญลักษณ์นี้ถูกดึงมาจากพระคัมภีร์ในพระวรสารของยอห์น เมื่อพระเยซูตรัสว่า “เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้ามาทางเรา ผู้นั้นก็จะรอด, เขาจะเข้ามาและออกไปพบกับความสมบูรณ์” (John 10 : 9) 

การผ่านเข้าสู่ประตูศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเปิดเฉพาะช่วงเวลาของปีศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงหมายถึงโอกาสที่ผู้จาริกแสวงบุญและคริสตชนจะได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้า ด้วยการผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์หรือผ่านทางองค์พระเยซูเจ้านั่นเอง

ผลงานเหรียญ Pope Pius XII วาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

กรอบเงินทรงกลมลวดลายไทยประยุกต์ออกแบบโดยใช้ลายบัวฟันยักษ์เป็นแม่ลาย ขนาบข้างด้วยลายก้านขดทำเป็นก้นหอยม้วนเข้า ซ้อนชั้นลดหลั่นด้วยลายก้นหอยขนาดเล็กม้วนออก ด้านบนเป็นชุดลายบัวฟันยักษ์หงาย ส่วนด้านล่างเป็นชุดบัวฟันยักษ์คว่ำ (ตัวแม่ลายมีขนาดย่อมกว่าตัวบนเล็กน้อย) ชุดลายด้านบนเสริมความงามด้วยลายลักษณะคล้ายใบกระจังรวนที่ทำปลายยอดสะบัดขึ้นเพื่อขยายชุดลายออก จบด้วยขมวดก้นหอยม้วนเข้าหยุดอยู่ใต้ปลายยอด (รับกันกับตัวก้นหอยของชุดลายด้านล่าง) ตรงกึ่งกลางด้านบนทำห่วงทรงโค้งเพิ่มขอบอยู่เหนือลายก้นหอยคู่ 

วงรอบเหรียญทำเป็นลายเรขาคณิตคล้ายลายฐานพระพุทธรูปวนรอบ จัดเป็นงานออกแบบเครื่องประดับที่นำเอาลวดลายต่างๆ มาประยุกต์ผสมผสานให้ผลงานแลดูอ่อนช้อย ทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่น สวยงาม อันแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถและชั้นเชิงที่ลึกซึ้งในกระบวนลายของศิลปินผู้ออกแบบ 

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ภายในกรอบลายเป็นเหรียญเคลือบทอง ทรงกลมขนาด 25 มิลลิเมตร ทำเป็นรูปสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ผันพระพักตร์ทางด้านซ้าย ทรงฉลองพระองค์ในชุด Papal Choir Dress สวมหมวกเล็กเกาะแนบศีรษะ พระศอแลเห็นขอบคอเสื้อของชุดเสื้อหล่อ (Talare, Cassock) มีเสื้อคลุม Mozzetta สวมทับ และประดับด้วย Embroidered Stole ปักลวดลายบนพื้นที่ว่างด้านซ้ายช่วงล่างของเหรียญจารึกข้อความ PIVS P.P. XII (Papal Pius ๑๒) 

จัดเป็นงาน Bas-relief ที่มีลักษณะค่อนข้างนูน (โดยเฉพาะบริเวณขอบเหรียญด้านล่างช่วงพระวรกายตรงลายปักบน Stole) และแสดงมิติชัดเจน อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งในงาน Medallist ของศาสตราจารย์ศิลป์

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ด้านหลังของเหรียญแสดงภาพกลุ่มบุคคลที่มีการจัดวางองค์ประกอบในลักษณะสมมาตร องค์ประธานหลักของเหรียญทำเป็นภาพพระเยซูคริสต์ ขณะทรงประทับยืนด้วยพระบาทเปลือยเปล่าบนพื้นยกระดับอยู่ตรงกึ่งกลาง แบ่งกลุ่มบุคคลในภาพที่กำลังน้อมรับพระหรรษทานออกเป็นสองข้างซ้ายขวา ศิลปินผู้ออกแบบยังแบ่งระดับความสำคัญของเบื้องบนและเบื้องล่าง ด้วยการออกแบบจัดวางรูปบุคคลด้านหน้าให้อยู่ในท่านั่งคุกเข่าขนาบข้างน้อมกายเข้าหาแกนกลางหลักของภาพ แสดงกิริยาภาวนาอ้อนวอนอยู่ภายใต้อ้อมแขนที่กางออกของรูปประธาน

ฉากหลังเป็นบานประตูศักดิ์สิทธิ์ประดับด้วยไม้กางเขน เห็นปรากฏโดดเด่นอยู่เหนือพระรัศมี เป็นการเน้นย้ำถึงแกนกลางหลักของภาพ และยืดระดับความแตกต่างระหว่างเบื้องบนเบื้องล่าง ทั้งยังเป็นการเพิ่มความหมายของทิศเบื้องหลัง และเสริมให้ที่มาของพระอานุภาพที่แท้จริงขยายไกลลับออกไปอีก ด้านข้างภายในวงขอบเหรียญมีตัวอักษรวางเรียงโค้งไปตามวงขอบเหรียญเป็นข้อความ PAX CHRISTI IN อยู่ทางฝั่งซ้าย และ REGNO CHRISTI อยู่ทางฝั่งขวา 

ใต้ภาพมีข้อความบ่งบอกถึงวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 ‘ANNO JVBILAEI MCML’ โดยแบ่งพื้นที่ตรงมุมปีกทั้งสองข้างไว้ ลึกลงไปมีตัวอักษรขนาดเล็ก R.RICCI ที่ขอบเหรียญฝั่งซ้าย และ FIRENZE ตรงขอบเหรียญฝั่งขวา

PAX CHRISTI IN REGNO CHRISTI หรือ The Peace of Christ in the kingdom of Christ (สันติสุขของพระคริสต์ในอาณาจักรของพระคริสต์) อมตะพจน์ของ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของท่านในการนำพาพระศาสนจักรโดยอาศัยสันติภาพของโลก ย้อนไป ค.ศ. 1929 สนธิสัญญา Lateran ระหว่างอิตาลีกับวาติกัน ที่ลงนามโดย มุสโสลินี (Benito Mussolini) ยอมรับอำนาจอธิปไตยของพระสันตะปาปาเหนือนครรัฐวาติกัน สมเด็จพระสัตะปาปาปิอุสที่ 11 ทรงประกาศความเป็นกลางถาวรในความขัดแย้งทางทหารและการทูตของโลก พระองค์ประกาศว่า การจะทรงแทรกแซงการต่างประเทศนั้นไม่ใช่ในฐานะประมุขของรัฐอธิปไตย แต่ในฐานะของสังฆราชาแห่งคริสตจักร 

ลักษณะและเนื้อหาของภาพที่ปรากฏอยู่บนเหรียญด้านหลัง รูปพระเยซูคริสต์ประทับยืนในท่ายกแขนกางออกเหนือกลุ่มบุคคลที่กำลังน้อมรับพระหรรษทานอยู่นั้น  สังเกตว่าศิลปินผู้ออกแบบเลือกคัดแยกให้สตรีเพศทั้ง 4 คนอยู่ในกลุ่มทางฝั่งซ้าย และเลือกให้บุรุษอีก 4 คนรวมกลุ่มกันอยู่ทางฝั่งขวา (Gender Segregation) อาจเป็นการสื่อหรือแสดงนัยยะบางประการแฝงซ่อนไว้ เนื่องจากการแบ่งแยกเพศหญิง-ชายนั้น (Segregation of Men and Women) เป็นหนึ่งในข้อกำหนดของ Opus Dei ที่ Josemaría Escrivá ระบุว่า แบ่งแยกแต่ว่าเท่าเทียมกัน (Separate but equals) 

จากปากสู่ปาก จากรุ่นสู่รุ่น จากเรื่องเล่าที่ว่า 

“ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ท่านเคยทำเหรียญให้กับสมเด็จพระสันตะปาปา” ผ่านบรรดาเหล่าสานุศิษย์ของศาสตราจารย์ศิลป์มาจนถึงหูของลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนกลายเป็น ‘ตำนานเหรียญโป๊ป’ เหรียญในตำนานที่เล่าขานกันมายาวนาน กว่าผู้เขียนจะคลี่คลายให้กระจ่างได้ เวลาก็ผ่านไปถึง 70 ปี ผลงานที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สร้างสรรค์ไว้จึงเป็นที่ประจักษ์

ที่ผ่านมา ผู้เขียนพยายามรวบรวมข้อมูลและทำการตรวจสอบเพื่อค้นหาเหรียญโป๊ปดังกล่าว ซึ่งหากพิจารณาดูจากไทม์ไลน์ จะพบว่าช่วงสมัยของโป๊ป Benedict XV (ค.ศ. 1914 – 1922) ถือเป็นช่วงเวลาที่ Prof. C.Feroci มีผลงานปรากฏอยู่เด่นชัดมากมาย จัดได้ว่าเป็นยุคคลาสสิกที่เฟื้องฟูสุดโดยเฉพาะงาน Medallist ของท่าน (มีผลงานภายใต้แบรนด์ส่วนตัวที่ทำขึ้นในชื่อ C.Feroci & C.! Firenze) แต่ในการตรวจตราเบื้องต้นก็ยังไม่ปรากฏพบเหรียญโป๊ป Benedict XV ที่น่าจะเป็นผลงานของท่าน 

ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสภาพสังคมในอิตาลีขณะนั้นเป็นช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบกับไม่มีวาระสำคัญทางศาสนจักรที่พอจะเอื้ออำนวยให้สร้างผลงานมากนัก ทว่าลึกลงไปในรายละเอียดของห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันแล้ว Pope Pius XI ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาเมื่อมกราคม ค.ศ. 1922 (ในขณะที่ศาสตราจารย์ศิลป์ เริ่มเข้ามารับราชการในเมืองไทยเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1923) ‘เหรียญโป๊ปในตำนาน’ ที่ว่าอาจเป็นผลงานที่ท่านทำเพื่อมอบถวายให้แด่สมเด็จพระสันตะปาปาองค์นี้ ในวาระที่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของศาสนจักรก็เป็นได้ 

ขณะที่ผู้เขียนกำลังทำการค้นหา ตรวจดูเหรียญโป๊ปชนิดต่างๆ เพื่อพิเคราะห์หารูปแบบที่เข้าข่ายหรือมีเกณฑ์ความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นฝีมือของศาสตราจารย์ศิลป์อยู่นั้น สายตาก็ต้องมาหยุดอยู่ที่เหรียญ Pope Pius XII เหรียญนี้  

ด้วยความที่เหรียญมีรูปทรงอันแปลกตากว่าเหรียญอื่นทั่วไป ทำให้สะดุดตาผู้เขียนตั้งแต่แรกเห็น ครั้นเมื่อสังเกตดูลวดลายบนกรอบของเหรียญที่มีลักษณะคล้ายลายแบบไทยร่วมอยู่ด้วยแล้ว ก็พลันให้สะดุดใจเพิ่มขึ้นอีก  

กอปรกับรูปลักษณ์ของโป๊ปที่ปรากฏบนเหรียญแลดูเรียบง่าย สง่างาม แฝงด้วยพลังทางศิลปะอันหนักแน่นแม่นยำ ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมผสมปนเปกับความสงสัยใคร่รู้ จึงพยายามสืบค้นถึงความเป็นมาของเหรียญนี้ และพบว่าเหรียญดังกล่าวทำขึ้นเนื่องในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ Jubilee years 1950 ผู้เขียนจึงเริ่มคิดว่าเหรียญนี้อาจเป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ที่ทำขึ้นในช่วงที่ท่านลาพักราชการกลับไปใช้ชีวิตที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อ ค.ศ. 1949 ก็เป็นได้  

อีกทั้งการปรากฏชื่อของ R.RICCI ,FIRENZE บนเหรียญอีกด้านหนึ่งนั้น นับเป็นเครื่องช่วยยืนยันความเกี่ยวพันของศาสตราจารย์ศิลป์กับเหรียญโป๊ปเหรียญนี้ให้แจ่มชัดทันที เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้สนใจงานศิลปะของ Prof. Feroci ว่า ผลงาน Medallist ในอดีตของท่านส่วนหนึ่งเป็นผลงานที่ทำร่วมกันกับ RICCI เจ้าของบริษัทผลิตเหรียญที่ระลึก เข็มกลัด รูปปั้น ประกาศนียบัตร และถ้วยรางวัล แห่งเมืองฟลอเรนซ์

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
ตัวอย่างผลงาน Medallist ของศาสตราจารย์ศิลป์ ที่ทำในนาม C.Feroci และ Ricci
สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
ตัวอย่างโฆษณาของ Stabilimento Ricci di Firenze (ขวา) จากหนังสือ Guide Di Firenze สิ่งพิมพ์อย่างเป็นทางการของคณะกรรมการจัดการแข่งขันยิมนาสติกสากลแห่งชาติครั้งที่ 12 ที่เมืองฟลอเรนซ์ (F.G.N.I. 1924) ปรากฏชื่อ Prof. C. FEROCI (ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี) อยู่ด้วย

หลังจากทำการสืบค้นเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญ Pope Pius XII ของ Ricci เพิ่มเติมแล้วนั้น พบว่ายังมีเหรียญ Pope Pius XII ที่ทำขึ้นเป็นที่ระลึกในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 อีกหลายรูปแบบ โดยเหรียญทุกแบบจะทำเป็นรูปของสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ไว้ด้านหน้า ส่วนอีกด้านของเหรียญจะทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปีศักดิ์สิทธิ์และคริสตศาสนา เช่น นักบุญองค์สำคัญต่าง พระแม่มารีย์ (ทั้ง Our Lady of Perpetual Help และ Our Lady of Good Counsel) 

สิ่งที่สร้างความระทึกใจให้ผู้เขียนเป็นที่สุด คือเหรียญทุกแบบที่ด้านหน้าเป็น Pope Pius XII ล้วนมีสัญลักษณ์ตัวอักษรย่อ CF ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ประทับอย่างชัดเจนตรงบริเวณริมเหรียญด้านขวา

ซึ่งสัญลักษณ์ CF นี้เคยพบอยู่บนผลงาน Medallist ของ Prof. C. Feroci มาแล้วก่อนหน้านี้

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
ตัวอย่างสัญลักษณ์ CF (initial ของ C.Feroci ) บนผลงานในช่วงทศวรรษที่ 1930

จากรูปแบบของลวดลายแบบไทยที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่บนกรอบที่ใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง และการให้ค่าสีบนวัสดุของเหรียญโป๊ปภายในที่ช่วยเพิ่มความสง่างาม และเสริมพระเกียรติให้แด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปา ตลอดจนรูปแบบและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเหรียญด้านหลังนั้น มีความเหมาะสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ทำให้เหรียญโป๊ปเหรียญนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์อันทรงคุณค่า และเปี่ยมไปด้วยความหมายเป็นอย่างยิ่ง 

จึงสรุปได้ว่า ‘ตำนานเหรียญโป๊ป’ ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยทำถวายแด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปา และพระองค์ทรงชื่นชมมากนั้น จะต้องเป็นเหรียญโป๊ป Pius XII (เคลือบทองประดับกรอบเงิน) ที่ระลึกเนื่องในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 เหรียญนี้อย่างแน่นอน

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ผลจากการค้นพบผลงานเหรียญที่ระลึก Pope Pius XII ในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นั้น ทำให้ทราบว่าผลงานของท่านที่ทำขึ้นเนื่องในศาสนาตามขนบประเพณีนั้น มีลักษณะและรูปแบบพิเศษบางอย่าง แตกต่างจากแนวการสร้างสรรค์ผลงานเหรียญแบบอื่นของท่าน ทั้งจากเหรียญที่ระลึกการแข่งขันกีฬาหรือเหรียญบุคคลสำคัญ

เหรียญชุดวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 : Pope Pius XII

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ด้านหน้าเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 อีกด้านทำเป็นภาพ St. Peter’s Basilica หรือ Vatican Basilica มหาวิหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่นครรัฐวาติกัน กรุงโรม จัดเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ (มีศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายคนร่วมงานออกแบบและก่อสร้าง อาทิ Michaleangelo, Raphael และ Gian Lorenzo) 

เหรียญที่ระลึกวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 เป็นภาพองค์ประกอบประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมภายใน บริเวณตำแหน่งที่ตั้งของประตูศักดิ์สิทธิ์ในวิหาร St. Peter’s Basilica ที่ด้านข้างมีนางฟ้าหรือทูตสวรรค์นั่งคุกเข่าอยู่บนก้อนเมฆ และข้อความบ่งบอกวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 ‘ANNO JVBILAEI MCML’ วางเรียงเป็นวงโค้งด้านบน

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

บานประตูศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิหาร St. Peter’s Basilica ปัจจุบันเป็นผลงานของ Vico Consorti ประติมากรชาวอิตาลี ออกแบบใหม่ใน ค.ศ. 1948 เนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทรงเห็นว่าประตูไม้บานเก่าชำรุดทรุดโทรม จึงจัดให้มีการประกวดแข่งขันออกแบบประตูบานใหม่ขึ้นเพื่อใช้สำหรับเทศกาลปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

Door of the Great Pardon มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเมตาและการให้อภัย แสดงอยู่บนบานประตูที่แบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจำนวน 16 ช่อง แต่ละช่องประดับตกแต่งด้วยงานประติมากรรมนูนต่ำทำจากทองสัมฤทธิ์ หล่อโดย FAFM of Firenze (Ferdinando Marinelli Artistic Foundry) และนำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกในพิธีปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ 1950

วาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 นี้ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ยังทรงประกาศเรื่องการยกพระแม่มารีย์ขึ้นสู่สวรรค์ เป็นความเชื่อทางสมณสาสน์ใน Munificentissimus Deus เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950 มีใจความว่า 

“พระแม่มารีย์ได้รับเกียรติให้ยกขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์บนสวรรค์ หลังจากจบวิถีชีวิตทางโลก ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ…” 

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

เนื้อหาดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดลงบนเหรียญที่ระลึก ทำเป็นพระแม่มารีย์ประทับยืนบนก้อนเมฆลอยอยู่เหนือโลกที่อาภรณ์มีสายผ้าคาดเอวและผ้าคลุม สัญลักษณ์สำคัญของพระแม่ ตรงศีรษะทำรัศมีทรงกลมล้อมรอบ แสดงถึงการเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นเรื่องราวของเนื้อหาการถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ตามประกาศฯ มีข้อความ REGINA PACIS (Queen of Peace) หนึ่งในสมัญญาของพระแม่มารีย์ ปรากฏอยู่บนแกนเส้นแบ่งตรงกลางที่วางขวางเป็นกากบาท ตัดกับตัวพระแม่ในแกนตั้ง แบ่งพื้นที่เหรียญออกเป็น 4 ส่วน มีข้อความบ่งบอกวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 อยู่รอบขอบเหรียญ 

วงในประกอบด้วยลวดลายจุดประที่ศิลปินบรรจงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เกิดสัณฐานทรงกลม มีลายพรรณพฤกษาบรรจุไว้ภายใน และประทานไว้ในพระหัตถ์ของพระแม่ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโลกมนุษย์กับพระแม่ที่ทรงถูกยกให้สถิตย์อยู่บนสวรรค์ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แทนความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาของพระแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรัก

รูปแบบของเมฆลักษณะเดียวกับที่พบบนเหรียญศาสตราจารย์ศิลป์ ได้นำมาใช้อีกครั้งในการสร้างสรรค์ผลงานชื่อ ‘จงตื่นเถิด’ ประติมากรรมนูนสูงที่เคยใช้ประดับภายในอาคารหอประชุมตึกสุวรรณสมโภช โรงเรียนอัสสัมชัญ 

น่าเสียดายที่ประติมากรรมก้อนเมฆนั้นชำรุดแตกหัก แยกออกเป็น 3 ส่วน อันเนื่องมาจากการทุบทำลายอาคารสุวรรณสมโภช เพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นแทนใน ค.ศ. 2000

St.Christopher : นักบุญองค์อุปถัมภ์แห่งการเดินทาง

เซนต์คริสโตเฟอร์ (St.Christopher) เป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์ 14 องค์ เริ่มแพร่หลายในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางราวต้นทศวรรษที่ 1950 โดยคริสตนชาวคาทอลิกนิยมสวมใส่สร้อยคอห้อยเหรียญบูชาที่มีชื่อและภาพของ St.Christopher ติดตัว หรือประดับตามยานพาหนะเพื่อช่วยให้การเดินทางปลอดภัยและปกป้องคุ้มครองนักเดินทางให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุ  แต่แล้วเรื่องราวของ St.Christopher ก็เริ่มถูกลดความสำคัญลง หลังจากที่ศาสนจักรประกาศยกเลิกวันฉลองนักบุญคริสโตเฟอร์ในปฏิทินศาสนาอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1969

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950

ตำนานเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเซนต์คริสโตเฟอร์ ผู้ละทิ้งปีศาจหันมารับใช้พระคริสต์ ด้วยการใช้ร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแกร่งเกินมนุษย์ คอยช่วยผู้คนที่ไร้ซึ่งความพยายามให้ข้ามผ่านแม่น้ำที่อันตรายนั้น ปรากฏอยู่บนเหรียญซึ่งแสดงเหตุการณ์ตอนที่มีเด็กน้อยคนหนึ่งเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กๆ ริมแม่น้ำที่เขาอาศัยอยู่ เพื่อขอให้พาข้ามแม่น้ำ เขาจึงได้อุ้มเด็กคนนั้นแบกขึ้นไว้บนบ่า ระหว่างทางนั้นเอง ระดับน้ำในแม่น้ำก็สูงขึ้น และเด็กน้อยคนนั้นก็หนักมากขึ้นเรื่อยๆ  จนเขาแทบจะแบกเอาไว้ไม่ไหว เขารู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของเด็กน้อยคนนี้ได้  

แต่ในที่สุดเขาก็พาเด็กคนนั้นข้ามมาถึงอีกฝั่งหนึ่งจนได้ แล้วเขาก็บอกเด็กน้อยคนนั้นว่า “น้ำหนักของคุณทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีโลกทั้งใบอยู่บนบ่าของฉัน” 

เด็กน้อยคนนั้นตอบกลับไปว่า “ความจริงคุณก็แค่แบกเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งเอาไว้บนบ่าของคุณ เพียงแต่ฉันก็แค่มีโลกทั้งใบอยู่กับฉันด้วยเท่านั้น ฉันคือพระคริสต์ ราชาของคุณผู้ที่ซึ่งคุณกำลังทำงานรับใช้อยู่ จากนี้ไปคุณจะถูกเรียกว่า Christopher ; ผู้แบกพระคริสต์ (Christ-bearer)”

สืบร่องรอยฝีมือ ศิลป์ พีระศรี บนเหรียญที่ทำให้พระสันตะปาปา Pius Xll ปีศักดิ์สิทธิ์ 1950
เหรียญเซนต์คริสโตเฟอร์ลักษณะแบบเดียวกับที่ทำขึ้นในวาระปีศักดิ์สิทธิ์ 1950 : Pope Pius XII นี้ถูกนำกลับมาให้เห็นอีกครั้งในฐานะตัวแทนของเครื่องลางที่ระลึกอันโดดเด่นแห่งทศวรรษที่ 1950 
ภาพ : ซีรีส์ DARK ซีซั่น 3 ตอนที่ Hannah ได้รับเหรียญ St.Christopher จาก Egon ค.ศ. 1954

อิทธิพลของงานศิลปะในยุคเรอเนสซองส์ที่นครฟลอเรนซ์นั้นยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่บนเหรียญ St.Christopher (ค.ศ. 1950) เหมือนดั่งจะเป็นพยานแห่งที่มาของแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงานให้ศิลปินผู้นี้อยู่เสมอ ประดุจจะท้าทายความเชื่อที่ว่า “จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของศิลปินแห่งยุคเรอเนสซองส์นั้นเป็นอมตะ”

Writer & Photographer

จิรศักดิ์ แต่งเจนกิจ

มหาบัณฑิตจากวังท่าพระฯ ปัจจุบันนิยมเป็นผู้เสาะแสวงหาผลงาน Medallist ของ Prof. FEROCI เพื่อการศึกษาและการอนุรักษ์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หมาน้อยมี 2 ความหมายครับ ความหมายแรกคือใบหมาน้อย เป็นใบไม้ที่ภาคกลางเรียกว่า ใบเขมา ภูมิปัญญาอีสานใช้คั้นกับน้ำทำเป็นวุ้น กินเป็นยาเย็น ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมาน้อยเป็นสมญานามเรียกลูกชายผม” น้ำเสียงของ เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจือรอยยิ้ม ขณะอธิบายความลึกซึ้งเบื้องหลังผลงานล่าสุดในนาม ‘หมาน้อยฟู้ดแล็บ’ ที่ร่วมมือกับเชฟชาวแคนาดา Kurtis Hetland เชฟหนุ่มยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้เดินรอยตามซาหมวยแอนด์ซันส์ เป็นธุรกิจอาหารที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่ทำอย่างอื่นที่แตกต่าง

“มันคือ Food Lab ที่ทำ Research and Development โดยเฉพาะเลย หมาน้อยเกิดจากเราอยากนำเสนอรสชาติที่แตกต่างของวัตถุดิบท้องถิ่นอีสาน อย่างอาหารหมักดองในวันนี้ ซึ่งถ้าทำให้คนเข้าใจในวงกว้างได้ ถ้ามีผลตอบรับด้านธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราทำโปรดักต์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย พวกองค์ความรู้ก็ส่งต่อให้ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเอย โรงเรียนสอนทำอาหารเอย หรืออยู่ในชุมชนก็ได้เช่นกัน วันหนึ่งถ้าเราคิดค้นอะไรที่ปุถุชนเข้าใจง่าย เอาไปหยอดใส่อะไรก็อร่อย แบบนี้ก็เป็นโปรดักต์เช่นกัน” 

เชฟอธิบายโมเดลธุรกิจจากวัตถุดิบอีสานให้เข้าใจง่าย ตามเป้าหมายเพื่อให้วัตถุดิบอีสานละแวกบ้านมีมูลค่ามากขึ้น และเก็บรักษาภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ซึ่งนับวันจะจางหายไกลตัวไปเรื่อย ๆ 

“ถ้าคนเรายังกังวลปัญหาปากท้องอยู่ การตระหนักเรื่องพวกนี้ค่อนข้างยากครับ ถ้ามันย้อนกลับไปสร้างรายได้ให้คนได้เลย การอนุรักษ์ทางอ้อมจะเกิดขึ้นเอง” ผู้ประกอบการชาวอีสานเล่าวิธีแก้ปัญหาด้วยระบบธุรกิจ ซึ่งเขาออกแบบให้ไม่สร้างสูตรอาหาร เพราะเชื่อว่าน่าจะทวีความซับซ้อนต่อการเข้าใจวัตถุดิบ แต่เน้นสร้างรสชาติใหม่ด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่นสารพัด

รสชาติใหม่ของอีสาน

เมื่อตกลงปลงใจสร้างฟู้ดแล็บด้วยกัน เชฟหนุ่มและเชฟหนุ่มกว่าอย่างเชฟเคอร์ติส มีข้อตกลงร่วมกันว่า 

หนึ่ง หมาน้อยจะทำงานกับวัตถุดิบอีสานและสร้างรสชาติใหม่

สอง เทคนิคที่ใช้เป็นหมักดอง แบบใหม่ก็ดี แบบเก่าก็ดี แต่ไม่เก่าซะทีเดียว 

ตรงนี้เชฟหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมว่าของเก่าที่ดีมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำเดิม แต่จะพลิกแพลงหาความเป็นไปได้ใหม่ สมมติทำปลาร้า ของดั้งเดิมอร่อยอยู่แล้วก็ไม่ไปทำแข่ง แต่อาจจะเอาปลาไป Cold Smoke ก่อนหมัก เป็นต้น 

สาม หมาน้อยจะทดลองค้นคว้าอาหารสุดโต่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีรากเหง้า เพื่อให้คนกินเชื่อมโยงเข้าใจที่มาอาหารได้ง่าย 

“สมมติเราสร้างรสชาติใหม่ได้แล้ว คำถามถัดไปคือ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรวะ อร่อยเราจะเท่ากับอร่อยเขาไหม อยากจะหาความเป็นไปได้จากรสชาติที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราจึงค้นคว้าทดลองเยอะมากเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจงานที่ออกมา” 

ไอเดียหลัก ๆ สร้างสรรค์เก๋ไก๋ทั้งหลายมาจากเชฟเคอร์ติส ส่วนตัวเชฟหนุ่มเองเป็นคนคอยตบภาพรวมให้เข้าที่ และแนะนำรสชาติที่ถูกปากคนไทยให้แก่เชฟชาวแคนาดา

“ความแตกต่างของเราคือความหนุ่มและความแก่ครับ” เชฟหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยพลางหัวเราะลั่น “เขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง ความคิดอ่านสดใหม่ และจัดได้ว่าเป็นเนิร์ดที่ลุ่มหลงเสพติดอาหารคนหนึ่งเลย”

เชฟเคอร์ติสเคยทำงานที่ Inua ร้านอาหารของอดีตเชฟร้าน Noma ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งอันดับหนึ่งของโลก เคอร์ติสเป็นเชฟสายหมักดอง อาหารของเขารสชาติเรียบง่าย ต่างจากรสอาหารไทยที่ต้องกลมกล่อมครบรส การร่วมมือกันระหว่างเชฟต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม วัย และประสบการณ์ จึงทำให้เกิดการต่อยอดใหม่ให้วงการอาหารอีสานไทย

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

Exploring Isaan Flavor

เชฟหนุ่มและเชฟเคอร์ติส ลองใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากฟู้ดแล็บแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปรุงกับส่วนผสมในกระบวนการปรุง จัดเป็นมื้ออาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารอีสานและอาหารหลากหลายสัญชาติ 

อาหารมื้อนี้ราวกับจัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รสวัตถุดิบของอีสานอยู่กับอาหารได้หลากหลายชนิด และกลายเป็นรสอร่อยแบบสากลได้ และต้องการทำให้รสใหม่ ๆ ที่ค้นพบกลายเป็นรสใหม่ที่คนกินชื่นชอบ และเข้าใจ

เต้าหู้ถั่วดินกับซุปใส

ซุปมิโสะที่หมาน้อยฟู้ดแล็บใช้เวลาทำ 2 เดือน นำมาทำเป็นซุปใส กินคู่กับถั่วดินต้ม ให้ความสดชื่นจากก้านผักชี กินกับเต้าหู้นิ่ม

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ทาโก้บักมี่

อีสานผสมเม็กซิกัน ใช้เทคนิคเดียวกันกับที่เม็กซิกันทำแป้งตอติญ่าที่ใช้ด่างในการทำ เชฟนำเม็ดขนุนมาต้มกับน้ำขี้เถ้าจนนุ่ม ล้าง แล้วปอกเปลือก ปั่น ผสมแป้งให้มันเกาะตัวกัน จะได้เป็นแผ่นแป้งตอติญ่าเม็ดขนุน 

โมเล่หรือแกง ใช้ขนุนสุก ขนุนอ่อนย่างไฟเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ผสมกับซีอิ๊วที่ทำจากเห็ด ทำให้ซีอิ๊วได้ความเค็มความนัวและความเปรี้ยว ทานคู่กับหอมเจียวและพริกดอง

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ก้อยไข่มดแดง แกล้มคาเวียร์

โคจิเค้กที่ทำจากข้าวบาเล่ย์ มีซอสทาบาง ๆ ย่างไฟเบา ๆ ให้ตัวโคจิสุก กลิ่นผลไม้ฟรุตตี้จะชัดขึ้น ทำให้เค้กนัวขึ้น จับคู่กับไข่มดแดง ลองเปรียบเทียบกับคาเวียร์โดยการเสิร์ฟมาคู่กัน 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

กุ้งแม่น้ำแกงข่า

ต้มข่าที่ปรุงเปรี้ยวแบบไม่ใช้มะนาว หมาน้อยฟู้ดแล็บทำโคจิเยอะมาก และเชฟเคอร์ติสก็เอาโคจิบางส่วนไปทำแบบแลคโตเฟอร์เมนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเปรี้ยวนัว เชฟเลยทดลองเอาน้ำแลคโตโคจิที่ได้มาปรุงน้ำต้มข่าแทนน้ำมะนาว 

ในซอสมีน้ำแลคโตโคจิผสมกับกะทิ กับน้ำข่าที่เชฟใช้วิธีคั้นน้ำออกมาแทนการต้มข่าแบบเดิม ผลที่ได้คือความเข้มข้นที่มีมากกว่า และได้สารอาหารครบถ้วน 

ส่วนเนื้อกุ้งจะแช่น้ำชิโอะโคจิก่อนให้นุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือโคจิจะช่วยให้โปรตีนนุ่ม

และเกลือในชิโอะโคจิจะทำให้เนื้อกุ้งเด้งขึ้นด้วยในคราวเดียวกัน ก่อนเสิร์ฟจะนำไปตุ๋นไฟเบา ๆ ในน้ำแลคโตอีกที ให้ความเค็มและความเปรี้ยว ดึงความหวานของกุ้งออกมา กินกับผักดองต่าง ๆ

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

แกงเนื้อพริกรมควันกับโดนัททอด

ข้างในใส่เนื้อของ ว. ทวีฟาร์ม ทำเป็นแกงเผ็ด ท็อปด้วยผักหวาน คลุกกับน้ำของพริกที่รมควัน 2 อาทิตย์ กินกับชีสฟักทอง 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

หมกปลากับแจ่วผักชีลาว

หมกปลากราย ด้านบนเป็นปลาบู่ปรุงรสด้วยผักชีลาว ขูดด้วยมะกรูดดำทำกระบวนการเดียวกับกระเทียมดอง น้ำแกงเป็นซุปไก่เหมือนซุปไพตันของราเมง แต่ต้มกับขมิ้น ปรุงรสด้วยน้ำชิโอะโคจิเพิ่มความนัว ใส่หอมแดงสับ หยดด้วยน้ำมันผักชีลาว

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

อกเป็ด น้ำลาบ แนมหม่ำเป็ดกับข้าวเหนียวมันเป็ด

อกเป็ดหมักโมโรมิหรือกากถั่วเหลืองจากการหมักซีอิ๊ว เอามาย่างไฟเบา ๆ เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ ส่วนซอสข้นจะมีความเผ็ดจากพริกป่นและหอมข้าวคั่ว ให้อารมณ์พริกลาบ 

ส่วนข้าวเหนียว เป็นข้าวเหนียวมันเป็ดที่มีสัมผัสหนึบหนับ มีความมันจากธรรมชาติแบบไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปเลย ห่อด้วยผักชุนฉ่ายผัดกับน้ำปลาร้ากับน้ำขึ้นฉ่าย โรยด้วยหม่ำเป็ด ตัดเลี่ยนด้วยลูกไหนดอง

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

สังขยาอบฟาง 

ส่วนผสมคล้ายสังขยา แต่เชฟใช้ฟางข้าวแห้งใส่เข้าไปด้วย รสคล้ายสังขยาใส่ชาเอิร์ลเกรย์ กินคู่กับใบไชยากรอบ ได้รสขม ๆ มีกลิ่นหอม กินกับลูกหม่อนแช่อิ่ม

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

Future Food

“สิ่งที่ผมต้องศึกษาทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องสตาร์ทอัพ ว่าโปรดักต์พวกนี้ต้องไปอยู่ช่องทางไหนถึงดี ซึ่งปรากฏว่าไปตกช่อง Future Food แล้วผลตอบรับดี 

“ตอนมีงานดีไซน์วีกที่ขอนแก่น เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักคำว่า Future Food จริง ๆ ซึ่งเขาใช้วัตถุดิบแบบหมาน้อยเลยนะ แต่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น เอาจิ้งหรีด เอาสาหร่ายน้ำจืดไปทำแป้ง ถามว่าอร่อยไหม ก็แล้วแต่คนแน่นอน คือรสชาติเขาไม่ได้มาก่อน เขาเอาเรื่องคุณค่าสารอาหาร เรื่องโจทย์สิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง มันเป็นอีกโลกของอาหารที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน พอเราทำแล้วคนกินรู้สึกว่า เฮ้ย ทำงี้แล้วอร่อยได้ด้วยเว้ย มันก็เป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าหมาน้อยมีช่องทางไปต่อ” เชฟหนุ่มเล่าโครงการอนาคต

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร
โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

เป้าหมายในอนาคตของหมาน้อย คือร่วมมือกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือภาครัฐ เพื่อค้นคว้าต่อยอดงานวิจัย และสร้างโปรดักต์ออกมาให้ได้ 

เขามองว่าปลายทางที่ยั่งยืนมาจากธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ และทำให้ฟู้ดแล็บนี้ได้ตั้งมั่นกับปณิธาน R&D ไปตลอดรอดฝั่ง 

“Future Food เป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรครับ ตลาดในประเทศไทยยังน้อยมาก แต่หลายประเทศสนใจนำเข้า อย่างญี่ปุ่น เม็กซิโก ซึ่งเม็กซิโกเขาก็กินแมลง เห็นแมลงไทยก็กินได้ไม่เคอะเขิน แถมแมลงและสาหร่ายน้ำจืดยังตกอยู่ในกลุ่ม Super Food ซึ่งได้รับความนิยมในโลกตะวันตก หลายคนที่กินเขามองหาสารอาหาร ไฟเบอร์ทางเลือกให้ร่างกาย เขาก็สนใจ เราเลยอยากทำตลาดในเมืองนอกก่อน

“ประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพราะของกินบ้านเราหลากหลายครับ พืชผักและของธรรมชาติมีเยอะ ไม่จำเป็นต้องกินแมลง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ แต่เรามองว่าถ้ามันอร่อย ให้สารอาหาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจให้คนไทย” เชฟหนุ่มตบท้าย จากการชิมอาหารของหมาน้อย ขอยืนยันว่าผลงานรังสรรค์ของทีมงานทั้งสนุกและอร่อย จนน่าจับตามองทั้งอาหารและอนาคตของฟู้ดแล็บมาแรงแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Writers

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load