ดิฉันมักบรรยายเรื่องธุรกิจญี่ปุ่นที่มีหัวใจ เป็นธุรกิจที่งดงาม มุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งดีๆ ให้ลูกค้าและสังคมเสมอ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันมักจะเจอเวลาไปบรรยายคือ หลายท่านฟังแล้วถอดใจ เกรงว่าทำไม่ได้ในสังคมไทย เพราะคิดว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อกันอยู่แล้ว เลยทำธุรกิจเช่นนี้ง่าย (ซึ่งไม่จริงนะคะ!) 

วันก่อน พี่สาวที่ดิฉันเคารพรักเพิ่งกลับมาจากเวียดนาม เธอกลับมาเล่าเรื่องบริษัทหนึ่งที่มีหัวใจ… มีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น… และมีลูกน้องเป็นคนเวียดนาม 

พนักงานเวียดนามที่คนญี่ปุ่นเจอ ไม่รู้ว่าการทำงานคือการสร้างความสุขให้ผู้คน ไม่รู้วิธีแยกขยะหรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่พวกเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนตนเองได้ 

บทความตอนนี้จะยาวมาก แต่ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับท่านที่สนใจมีธุรกิจเป็นของตนเอง ท่านที่กำลังทำร้านอาหารอยู่ หรือท่านที่อาจมีโอกาสไปเวียดนาม 

ไปทานพิซซ่า​… เอ้ย ไปอ่านบทความกันค่ะ Bon Appétit! 

Pizza 4P’s ร้านพิซซ่าของชาวญี่ปุ่นผู้หัดทำพิซซ่าจาก YouTube จนอร่อยขนาดต้องจองล่วงหน้า

ร้าน Pizza 4P’s อ่านว่า โฟ-พีซ์ เป็นการเล่นกับคำว่า For Peace 

ตอนแรกที่ได้ยินชื่อร้าน ดิฉันคิดเอาเองว่าเจ้าของร้านคงอยากให้โลกนี้สุขสงบ มีสันติภาพ 

แต่จริงๆ แล้ว Peace ในที่นี้ คือ Inner Peace หรือความสงบภายใน 

ชื่อเต็มๆ ของ Pizza 4P’s คือ Platform of Personal Pizza for Peace เป็นร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีตั้งแต่เมนูเบสิกๆ เช่น พิซซ่ามาการิต้า จนถึงเมนูที่ผสมความเป็นญี่ปุ่นอย่าง พิซซ่า Salmon Miso Cream หรือพิซซ่าไก่เทอริยากิ 

Pizza 4P’s เคยลงสื่อมาแล้ว ทั้ง The New York Times, Forbes, BBC และได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหารอันดับ 1 ในเว็บรีวิวอาหารของเวียดนาม ได้รับเลือกเป็น Top 50 Best Restaurant โดยนิตยสาร Monocle 

Pizza 4P’s ไม่เคยทำการตลาดแบบจริงจัง แต่ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2011 บริษัทขยายร้านไป 11 สาขาแล้ว และได้รับความนิยมเนืองแน่นขนาดที่ต้องโทรจองที่นั่งก่อนล่วงหน้า 

ที่น่าแปลกคือ เจ้าของร้านเป็นสองสามีภรรยา โยสึเกะ ยาสึโกะ และ ซานาเอะ ยาสึโกะ ที่ไม่เคยทำร้านอาหารมาก่อน ขนาดวิธีทำวัตถุดิบบางตัวยังเรียนจาก YouTube 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ร้านนี้ประสบความสำเร็จเช่นนี้

บทเรียนที่ 1

ไม่เริ่มธุรกิจแค่จาก Passion 

โยสึเกะและซานาเอะพบรักกันตอนทำงานที่บริษัทด้านสื่อและ IT รายใหญ่ในญี่ปุ่น 

วันหนึ่งบริษัทส่งโยสึเกะให้มาทำงานที่เวียดนาม เขามีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตนเองมานานแล้ว แต่ยังไม่รู้จะทำอะไรดี 

โยสึเกะลองย้อนกลับไปนึกๆ ดู เขาพบว่าสมัยทำงานที่ญี่ปุ่นเขาคลั่งไคล้พิซซ่าขนาดสร้างเตาอบพิซซ่าเองที่บ้าน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ชวนเพื่อนมาทานพิซซ่าที่เขาอบเอง 

โยสึเกะชอบบรรยากาศในตอนนั้นมาก แม้ว่าเขาจะทำงานเหนื่อยเพียงใด แต่พอคิดว่าจะได้อบพิซซ่า จะได้เจอเพื่อนๆ เขาก็มีความสุข ยิ่งเวลาเพื่อนชมว่า “พิซซ่าอร่อยสุดๆ ไปเลย” เขาก็จะดีใจมาก 

“พิซซ่าเป็นอาหารที่มีเสน่ห์นะครับ ใครชอบทานหน้าอะไร เราก็โรยวัตถุดิบนั้นบนแผ่นแป้ง แล้วก็อบ ใครชอบทานผัก ก็ใส่ผัก ใครทานผักไม่ได้ เราก็ใส่เนื้อหรือไส้กรอกแทน”

แม้โยสึเกะจะมีแพสชันด้านการอบพิซซ่าเต็มเปี่ยม แต่เขาก็ไม่ได้กระโดดไปลุยธุรกิจพิซซ่าเพียงเพราะความชอบเพียงอย่างเดียว 

“จุดสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจเริ่มธุรกิจของตัวเองคือ จุดแข็งของผมและสภาพตลาดครับ” 

นอกจากโยสึเกะจะอบพิซซ่าเองเป็น เขายังมีเพื่อนสนิทที่ถนัดเรื่องการทำพิซซ่าอยู่แล้ว และเขายินดีที่จะช่วยเหลือ หากโยสึเกะจะทำร้าน 

นอกจากนี้ โยสึเกะยังสังเกตเห็นว่าคนเวียดนามเพิ่งเริ่มนิยมทานอาหารตะวันตกอย่างไก่ทอด KFC หรือ Pizza Hut คนเวียดนามเองก็น่าจะคุ้นชินกับวัฒนธรรมการทานขนมปังอยู่บ้างแล้ว และที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก 

ก่อนเปิดร้าน เขาตระเวนไปประเทศต่างๆ ทั้งอิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย ไทย เพื่อดูตลาด และค้นหารสชาติที่ใช่ในแบบตนเอง

เมื่อความรู้พร้อม ตลาดพร้อม โยสึเกะจึงนำเงินเก็บ 10 ล้านเยนของตนเอง (ประมาณ 3 ล้านบาท) มาสร้างร้าน Pizza 4P’s สาขาแรกที่โฮจิมินห์

บทเรียนที่ 2

นำธุรกิจด้วย Purpose 

โยสึเกะมองว่า เขาไม่ได้ทำร้านพิซซ่าเพียงเพราะอยากขายพิซซ่า 

ตัวเขาและภรรยามีเป้าหมาย (Purpose) ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการสร้างความสุขสงบภายในจิตใจ 

การที่ธุรกิจมีเป้าหมายในการทำเพื่อคนอื่น จะทำให้ตัวเจ้าของเองและตัวพนักงาน มีพลังในการทำงานมากขึ้น และเป็นเครื่องเตือนสติ ไม่ให้มุ่งหาแต่กำไร จนลืมความสุขของลูกค้า 

ในเว็บไซต์บริษัทมีเขียนไว้ชัดเจนว่า…

Our ambition at Pizza 4P’s is not to simply be “A Great Pizza Restaurant”.

We have a bigger vision – Make the World Smile for Peace.

Our Mission that we stand by and work on daily in order to achieve this vision, is “Delivering Wow, Sharing Happiness”.

Pizza 4P’s ตั้งใจที่จะส่งมอบรอยยิ้มให้กับผู้คน ให้พวกเขาได้เจอกับความสุขสงบในใจ พวกเขาจึงตั้งใจที่จะส่งมอบความรู้สึกตื่นเต้นและแบ่งปันความสุขให้กับผู้คน 

เวลาคนได้ทานอาหารอร่อยๆ คนจะรู้สึกมีพลัง พลังนั้นเป็นพลังบวก เป็นพลังที่ดี

หากคนไม่มีความสุข เขาก็ไม่สามารถทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ามีความสุข หากคนตรงหน้ายังไม่มีความสุข เขาก็คงไม่สามารถทำให้คนที่นั่งข้างๆ หรืออยู่รอบๆ ตนเองมีความสุขได้ 

Pizza 4P’s เวียดนาม ร้านพิซซ่าของชาวญี่ปุ่นผู้หัดทำพิซซ่าจาก YouTube จนอร่อยขนาดต้องจองล่วงหน้า

ปัจจุบัน โลกเราเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจิตใจคนเรายังไม่ถูกเติมเต็มนั่นเอง

หน้าที่ของ Pizza 4P’s คือส่งมอบความรู้สึกประทับใจ และส่งมอบความสุขให้กับผู้คน ทำให้คนได้พบกับความสุขในใจตนเอง และสร้างรอยยิ้มในใจ

นี่คือความเชื่อของบริษัท 

บางคนอาจจะหัวเราะว่า แค่ร้านพิซซ่าจะส่งความสุขอะไรขนาดนั้น แต่นั่นคือสิ่งที่สองสามีภรรยาเชื่อจริงๆ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้จนทุกวันนี้ 

และรีวิวใน Trip Advisor ก็บอกเราอย่างนั้นเช่นกัน คนที่ไปทานล้วนประทับใจและมีความสุขเหลือเกิน

บทเรียนที่ 3

ใส่ (หัว) ใจ ในทุกจุด 

สำหรับอาหารอิตาเลียนแล้ว องค์ประกอบสำคัญคือ ชีส 

ในเวียดนามยังไม่มีบริษัทหรือร้านไหนจำหน่ายชีสประเภทมอสซาเรลล่า เลยต้องนำเข้าจากอิตาลี ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงมาก และอาจทำให้โยสึเกะต้องตั้งราคาพิซซ่าสูงตามไปด้วย หากใช้ชีสแช่แข็งที่นำเข้าจากอเมริกาหรือนิวซีแลนด์รสชาติก็ไม่ได้ตามที่ต้องการ 

โยสึเกะจึงตัดสินใจทำชีสเอง 

…แต่เขาทำชีสไม่เป็น 

โยสึเกะบังเอิญเจอคนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่จบด้านเกษตร (แต่ไม่เคยทำชีสเหมือนกัน) ชายหนุ่ม 2 คนจึงขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนทั่วเวียดนามเพื่อหานมคุณภาพดี ตอนกลางคืน ก็เปิดยูทูบเรียนวิธีทำชีส พวกเขาใช้เวลาครึ่งปีกว่าจะค้นพบวิธีทำชีสแบบที่ตนเองพึงพอใจ 

เมื่อธุรกิจเริ่มไปได้ดี โยสึเกะจึงซื้อฟาร์มวัวเป็นของตนเอง 

“ร้านอาหารของผมเกิดขึ้นมาเพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้น และสัมผัสความสุข เพราะฉะนั้น เราถึงต้องทำเกินกว่าสิ่งที่ลูกค้าจะคาดหวัง” โยสึเกะกล่าว 

จากเพียงแค่ความตั้งใจให้ลูกค้าได้ทานชีสอร่อยๆ ที่ดี ในราคาไม่แพง ชีสโฮมเมดของร้าน Pizza 4P’s กลายมาเป็นจุดขาย และในที่สุด กลายมาเป็นอีกธุรกิจหนึ่งของบริษัท นั่นคือธุรกิจจำหน่ายชีสให้กับร้านอาหารและโรงแรมในเวียดนาม 

ความใส่ใจของ Pizza 4P’s มิได้มีเพียงแค่ชีสเท่านั้น 

ทางร้านเลือกใช้ผักปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ และเด็ดตอนที่ผักสด อร่อยที่สุด 

หากพิซซ่าถาดไหนไม่กลม ไม่ได้มาตรฐาน ทางร้านก็จะทำใหม่ หรือไม่คิดเงินลูกค้า 

ดีไซน์ร้านก็เช่นกัน ทางร้านตั้งใจออกแบบให้ลูกค้ารู้สึกสบาย ผ่อนคลาย เป็นสถานที่ที่มาแล้วรู้สึกตื่นเต้น ขณะเดียวกันก็รีแลกซ์ 

บรรยากาศสบายๆ ลูกค้าจะนั่งนานเท่าใดก็ได้

Pizza 4P’s เวียดนาม ร้านพิซซ่าของชาวญี่ปุ่นผู้หัดทำพิซซ่าจาก YouTube จนอร่อยขนาดต้องจองล่วงหน้า
บรรยากาศสบาย ๆ ลูกค้าจะนั่งนานเท่าใดก็ได้



Pizza 4P’s เวียดนาม ร้านพิซซ่าของชาวญี่ปุ่นผู้หัดทำพิซซ่าจาก YouTube จนอร่อยขนาดต้องจองล่วงหน้า
เก้าอี้ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อทางร้าน

ทุกองค์ประกอบในร้าน ล้วนมาจากความใส่ใจ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกมีความสุขมากที่สุด

บทเรียนที่ 4

คนใน ก่อน คนนอก

เป้าหมายขององค์กรท่านคืออะไร

Pizza 4P’s ให้ความสำคัญกับตัวเลขหนึ่งยิ่งกว่ายอดขาย

นั่นคือ ‘Smile Index’ หรือดัชนีรอยยิ้ม

Smile Index = (จำนวนลูกค้าจากทุกสาขา x ระดับความพึงพอใจ) + (จำนวนพนักงาน x ระดับความพึงพอใจของพนักงาน) 

ระดับความพึงพอใจลูกค้านั้น ทางบริษัทใช้ซอฟต์แวร์ที่ติดตามรีวิว โดยดูตัวเลขรีวิวจากโซเชียลมีเดียและ Trip Advisor อื่นๆ 

ส่วนความสุขของพนักงาน มาจากแบบสอบถาม แบบสอบถามนี้ พนักงานทั้ง 1,500 คนจะเป็นผู้ตอบ โดยมีคำถามเกี่ยวกับความพึงพอใจด้านรายได้ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน 

ในปี 2018 Pizza 4P’s ได้ Smile Index 1.7 ล้านคะแนน โดยบริษัทตั้งเป้าว่า ภายในปี 2023 ต้องทำ Smile Index ให้ถึง 10 ล้านคะแนนให้ได้ 

ธุรกิจบริการหลายแห่งย้ำให้พนักงานดูแลลูกค้าให้ดี แต่อาจจะไม่ได้ประเมินผลอย่างชัดเจน หรือมิได้ตั้ง KPI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายบริษัท แต่ที่ Pizza 4P’s นั้น ความสุขของลูกค้าถูกนำมาใช้ในการประเมินพนักงาน

พนักงานบริษัทมีโอกาสได้โบนัสร้อยละ 1 ของยอดขาย หากระดับความพึงพอใจลูกค้าได้ถึง 4.5 และหากสามารถยกระดับถึง 4.8 ทางบริษัทจะมีโบนัสแบ่งให้ถึงร้อยละ 5 ของยอดขายเลยทีเดียว 

ส่วนพนักงานคนใดได้รับคัดเลือกเป็นพนักงานยอดเยี่ยม ก็ได้รางวัลเป็นทริปไปเที่ยวญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีการจัด Master Pizza Chef แข่งประกวดเชฟที่ทำพิซซ่าได้ดีที่สุด มีการจัดอบรมภาวะผู้นำ และพาพนักงานไปสัมผัสฟาร์มเกษตรกร ฟาร์มนมจริงๆ เพื่อให้พนักงานเข้าใจความเป็น Pizza 4P’s และ Purpose ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทก็เชิญเกษตรกรมาที่ร้าน เพื่อมาลองชิมวัตถุดิบของพวกเขาที่ผ่านการปรุงอย่างเอร็ดอร่อย ทำให้พาร์ตเนอร์เกษตรกรทั้งหลายดีใจและมุ่งมั่นในการส่งผักและผลไม้ที่อร่อยสู่ร้านยิ่งๆ ขึ้นไป

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทิ้ง Purpose เพื่อแสวงหาแต่ยอดขายและกำไร เราสามารถเติบโตไปทั้งตัวเลขและการเติบโตทางจิตวิญญาณของพนักงานทุกคน

เป้าหมายทางตัวเลข เป็นเพียงตัวชี้วัดว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องตาม Purpose ของเราดีแล้วหรือยัง 

สำหรับ 4P’s แล้ว ตัวเลขที่สูงขึ้น มิได้หมายถึงความร่ำรวยขึ้นของบริษัท แต่คือความสุขของทุกๆ คน 

บทเรียนที่ 5

การเติบโต

ปัจจุบัน Pizza 4P’s มีสาขาทั้งหมด 11 สาขา ทั้งในโฮจิมินห์ ฮานอย และดานัง 

การเติบโตของร้านพิซซ่าทั่วไป คงมีแค่การเพิ่มสาขาหรือเพิ่มเมนูใหม่ แต่ Pizza 4P’s เติบโตไปกับ Purpose 

ตอนเปิดสาขาใหม่ Xuan Thuy ที่โฮจิมินห์นั้น Pizza 4P’s ใส่คอนเซปต์ใหม่ คือ Edutainment เป็นร้านอาหารที่สอนลูกค้าเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

อาจเป็นเพราะซานาเอะและโยสึเกะมีลูก 2 คน เธอจึงใส่ใจปัญหาเรื่องการศึกษาและสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ 

“เด็กๆ เวียดนามไม่ค่อยมีโอกาสได้ใกล้ชิดธรรมชาติค่ะ บางคน ไม่เคยจับดินเลยเสียด้วยซ้ำ ผักแต่ละชนิดเติบโตมาอย่างไร มะเขือเทศโตได้อย่างไร” ซานาเอะ เล่า 

ขยะเปียกในร้านจะกลายเป็นอาหารไส้เดือน ปุ๋ยจากไส้เดือนถูกนำมาปลูกผัก ส่วนไส้เดือนก็กลายเป็นอาหารปลาในบ่อ 

ร้านพิซซ่าของชาวญี่ปุ่นผู้หัดทำพิซซ่าจาก YouTube จนอร่อยขนาดต้องจองล่วงหน้า

ทางร้านมักจะจัดกิจกรรมต่างๆ เสมอ เช่น ชวนครอบครัวมาเก็บผักสมุนไพร แล้วทานสดๆ ที่ร้าน หรือจัดกิจกรรมตกปลา เด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องห่วงโซ่อาหาร หรือเรื่อง Food Miles (ระยะทางอาหารที่ถูกขนส่งจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภค) 

ร้านพิซซ่าทั่วไปคงไม่ต้องทำขนาดนี้ แต่ชาว 4P’s ทำ… ก็เราอยากให้คนมีความสุขและตื่นเต้นนี่ 

แม้แต่พนักงานเองก็ต้องเรียนเรื่องความสำคัญของการรีไซเคิล และต้องหัดแยกขยะให้เป็น 

4P’s เป็นร้านแรกๆ ในเวียดนามที่เปลี่ยนมาใช้หลอดสเตนเลสแทนหลอดพลาสติก ส่วนถุงพลาสติกที่ใส่อาหารกลับบ้านก็เป็นพลาสติกแบบย่อยสลายได้ ตอนนี้ทางร้านกำลังพยายามพัฒนากล่องพิซซ่าจากชานอ้อย และหาวิธีเปลี่ยนพลาสติกที่ห่อหุ้มทิชชูเปียก 

ความฝันสูงสุดของโยสึเกะและซานาเอะมิใช่การขยายร้านพิซซ่าเป็นพันๆ สาขา แต่อยากทำรีสอร์ตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นรีสอร์ตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มีอาหารดีๆ มีแต่รอยยิ้ม โยสึเกะอยากให้เกาะแห่งนี้เป็นที่พักของคนที่เหนื่อยล้ากับชีวิตในเมือง และสนใจโผเข้าหาอ้อมกอดของธรรมชาติ 

“การเปิดร้านอาหารเหมือนการทำสื่อ การทำธุรกิจเป็นแค่วิธีหนึ่งที่จะทำให้ความฝันของผมเป็นจริง เราต้องทุ่มเทในการสร้างความสุขให้ผู้คน เรามุ่งมั่นที่จะคนที่อยู่ตรงหน้าเรามีความสุข หรือทำให้พวกเขารู้สึกขอบคุณอาหาร ขอบคุณผู้ผลิตได้ เราอยากจะเป็นคนที่ส่งความสุขแต่ละขณะๆ ให้กับผู้คน นั่นคือสิ่งที่ Pizza 4P’s มุ่งหวังที่จะเป็นครับ” 

ธุรกิจที่ไปได้ดี ไม่ได้เริ่มแค่จาก Passion เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ดูความรู้ความสามารถหรือเครือข่ายของเราด้วย 

หลายองค์กร กระโดดไปทำธุรกิจเพียงเพื่อยอดขาย แต่นั่นอาจทำให้ธุรกิจไปได้ลำบาก เมื่อตลาดหดตัวหรือพนักงานไม่มีกำลังใจทำงาน 

โยสึเกะและซานาเอะมิได้ทำธุรกิจอย่างราบรื่น พวกเขามีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ แต่นั่นก็นำไปสู่โอกาสของธุรกิจชีส

พวกเขามีปัญหาเรื่องการหาเงินทุนเพื่อใช้ขยายสาขา แต่นั่นก็นำไปสู่การได้พบกับบริษัทลงทุนดีๆ อย่าง Mekong Capital 

ตอนนี้พวกเขาเผชิญกับความท้าทายเรื่องพนักงานเป็นหลัก ทำอย่างไรให้คนญี่ปุ่นกับคนเวียดนามทำงานเป็นทีมเดียวกันได้ หรือจะอบรมพนักงานอย่างไร พนักงานมักลาออกจะทำอย่างไร 

แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ พยายามหาทางแก้ปัญหาไปทีละเรื่องๆ เพราะนั่นอาจนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ก็ได้ 

Pizza 4P’s เป็นหนึ่งในองค์กรที่ดี ที่ตัดสินใจตั้ง Mission Vision ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเริ่มทำธุรกิจ 

พวกเขารู้ดีว่าจะทำร้านพิซซ่าไปเพื่ออะไร 

พวกเขาเข้าใจดีว่ายอดขายเป็นสิ่งสำคัญ แต่มิใช่สิ่งที่ควรไล่ล่าหรือขับดันให้เพิ่ม พวกเขาโฟกัสที่ความสุขของลูกค้าและพนักงานแทน และดึงสองสิ่งนี้เป็นตัววัดความสำเร็จทางธุรกิจ 

สิ่งสำคัญคือ พวกเขาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ มิได้นำความสำเร็จจากร้านหนึ่ง ไป Copy & Paste กับร้านอื่นๆ พวกเขายังพยายามหาอะไรใหม่ๆ ทำตลอดเวลา และมุ่งช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี การเรียนรู้ที่ดี และรอยยิ้มที่มีความสุขมากขึ้น

ดังที่โยสึเกะกล่าว ธุรกิจเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการแก้ปัญหาสังคม

ภาพ : Pizza 4P’s

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load