ขึ้นชื่อเรื่องเหมือนกินไปร้องให้ไป ก็เกือบจะเป็นอย่างนั้นครับ เพราะถ้ารู้เบื้องหลังแล้วก็น่าจะหดหู่อยู่เหมือนกัน ที่ผมหมายถึงนี่เป็นเรื่องอาหารเวียดนามครับ ซึ่งตอนนี้มาถึงจุดของของกินที่ต้องกิน หรือเป็นของกินทางเลือกอันดับต้นๆ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ก็ผ่านเส้นทางที่ขรุขระมานานเอาเรื่องเหมือนกัน

​แต่จะพูดเรื่องอาหารโดยไม่พูดถึงเรื่องคนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะข้ามความสำคัญ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย อย่างแรกก็จะเอาตั้งแต่การเข้ามาของชาวเวียดนามก่อนเลยครับ

​ไทยนั้นเรียกชาวเวียดนามว่า ญวน ติดปากมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเรียกอย่างนั้น แต่เป็นคำเรียกที่ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไร ชาวเวียดนามเข้ามาเมืองไทยมาเป็นระลอกๆ การเข้ามานั้นมีทั้งที่ไทยเคยไปกวาดต้อนมาก็มี ไปชักชวนมาก็มี ตอนสงครามเก้าทัพไทยรบกับพม่าเมื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยก็ให้ชาวเวียดนามไปตั้งเป็นกองกำลังด่านหน้าเพื่อปะทะพม่าที่ริมแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี นั่นคือการใช้ชาวเวียดนามที่เห็นๆ กัน

​ชาวเวียดนามเข้ามามากตอนสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยสาเหตุทางศาสนา เพราะที่เมืองเวียดนามกำลังกีดกันหรือรังเกียจชาวเวียดนามที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ตอนแรกๆ ก็มาอยู่กระจัดกระจาย ตอนหลัง ร.3 ก็ทรงให้มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนตรงสามเสน จึงเป็นที่มาของชื่อ บ้านญวนสามเสน นั่นเอง

ซึ่งต่อมาก็ยังมีมาสบทบกันอยู่เรื่อยๆ โดยมาอยู่กระจายตามแถบจังหวัดริมแม่น้ำโขง ทางอุบล หนองคาย นครพนม สกลนคร ที่มาหลังๆ นั้นไม่ใช่เพราะเรื่องศาสนาแล้ว แต่เป็นเรื่องของสงครามฝรั่งเศสกับประเทศเวียดนามเลย ฝรั่งเศสนั้นตั้งใจจะยึดเวียดนามเป็นอาณานิคมของตัวเอง แต่ครั้นจะเอากองทัพเรือขนกองกำลัง อาวุธทุกอย่าง ทุกประเภท แล้วมาบุกโครมๆ ยึดครองเลย มันจะดูเป็นโจรปล้นแผ่นดิน จึงเอาเรื่องเล็กๆ ที่เวียดนามไม่ชอบศาสนาคริสต์มาเป็นข้ออ้าง หาว่าเวียดนามรังแกบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ต่างฝ่ายต่างไล่ฆ่ากัน ลุกลามไปเมืองโน้นเมืองนี้ ฉะนั้น เพื่อความสงบจึงจำเป็นต้องยึดเวียดนามเสียเลย ถ้าดูการอ้างนั้น ก็เหมือนหมาป่ารังแกลูกแกะนั่นแหละ

อาหารเวียดนาม

ฝรั่งเศสนั้นชนะขาดลอยเพราะมีกำลังมากมหาศาล อาวุธก็ทันสมัย ชาวเวียดนามมีแต่ปืนแก๊ป มีดดาบ หอก จะไปเหลืออะไร

พอฝรั่งเศสยึดได้เบ็ดเสร็จก็สร้างเมืองใหม่ วางผังเมือง ก่อสร้างอาคาร ถอดแบบมาจากฝรั่งเศสเป๊ะ ตัวอย่างเช่นโรงละครโอเปร่าที่สร้างได้วิจิตรพิสดารมาก เป็นรองแค่ที่ฝรั่งเศสเองเท่านั้น ก็คงคิดว่าจะอยู่ในอุ้งมืออุ้งตีนตลอดกาล พอยึดเวียดนามได้ ก็เหิมเกริมยึดเอาเขมร ยึดลาว และฟาดหัวฟาดหางจะเอาไทยเพิ่มอีก เริ่มต้นมายึดเมืองจันทบุรีของไทย และมีข้อแม้ว่าจะคืนเมืองจันทน์ให้ก็ได้ แต่ต้องยกเมืองพระตะบอง ศรีโสภน เสียมราฐ ที่เคยเป็นของไทยให้กับเขา

อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม

อาหารเวียดนาม

ผ่านสงครามครั้งนั้นไปเวียดนามก็ยังไม่สงบ มีสงครามกู้ชาติที่โฮจิมินห์ต่อสู้สุดฤทธิ์เพื่อกู้ชาติคืนจากฝรั่งเศส และก็ได้เอกราชคืนมาจนได้ เรื่องของสงครามยังไม่จบแค่นั้น ยังมีสงครามลัทธิคอมมิวนิสต์อีก เวียดนามมีทั้งคนที่เอนเอียงไปทางจีนซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ และมีทั้งฝ่ายโลกเสรี จนต้องรบกันเอง อเมริกาจึงทำตัวเป็นตำรวจโลกเข้ามาช่วยฝ่ายเวียดนามโลกเสรี จนกลายเป็นสงครามเวียดนาม

ที่ต้องเล่ายาวยืดนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า ชาวเวียดนามไม่เคยอยู่อย่างสงบสุขเลย เรื่องอพยพแตกกระสานซ่านเซ็นมีอยู่ตลอดเวลา เป็นชีวิตที่อับจนรันทดจิต

ทีนี้ จากเรื่องคนเรื่องเหตุการณ์ก็มาถึงเรื่องอาหารครับ สมัยก่อนเราๆ จะไม่ค่อยรู้จักหรือไม่ค่อยคุ้นเคยกับอาหารเวียดนามมากนัก นอกจากคนที่เคยเข้าไปที่บ้านญวนสามเสนบ้าง แต่ต้องเป็นเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น เพราะชาวเวียดนามนับถือศาสนาคริสต์ ทั้งคนเวียดนามที่อยู่ที่นั่นและที่อื่นๆ จะต้องมาโบสถ์เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์เพื่อสวดมิสซา เมื่อมีคนมามาก ชาวเวียดนามที่นั่นก็ทำอาหารขาย เจตนาแรกๆ เพื่อผู้คนที่ออกจากโบสถ์จะได้มีอะไรกิน แล้วอะไรจะไปเหมาะเท่าอาหารเวียดนาม ซึ่งบางอย่างนั้นไม่ได้ทำกินเป็นอาหารประจำวัน ก็มากินเสียที่นั่น อย่างหมูหันเวียดนาม ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมเบื้องญวน ข้าวต้มปลาช่อน

อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม

เมื่อหลายสิบปีก่อนมีบ้านที่ทำปลาร้าญวนที่เรียกว่า ปลาหมำ เป็นปลาช่อนแล่เอาแต่เนื้อบางๆ หมักกับสับปะรดน่าจะมีเกลือและข้าวคั่วด้วย เป็นปลาร้าแบบแห้งๆ สะอาดมาก ใส่อัดแน่นในขวดโหล ด้านปากขวดคั่นเนื้อปลาร้าด้วยท่อนอ้อยไขว้สลับ บ้านที่ทำปลาร้าชื่อนายสมิง ชาวเวียดนามมาโบสถ์ก็ต้องซื้อกลับบ้าน ไม่ซื้อได้อย่างไร ก็มีอยู่ที่เดียว อาหารเวียดนามหน้าโบสถ์เซนต์ฟรังฯ มีมายาวนานมาก เดี๋ยวนี้ตอนเช้าวันอาทิตย์ก็ยังมีอยู่ อาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ถ้าอยากได้หมูยอ เส้นกวยจั๊บญวน ก็ต้องไปที่นั่น แต่ปลาร้านายสมิงไม่ต้องหา เพราะเลิกขายไปมากกว่า 20 ปีแล้ว

อาหารเวียดนาม

อาหารเวียดนามที่เริ่มรู้จักทั่วไปนั้นก็ประมาณสัก 30 ปีที่แล้ว มีร้านที่ปรับปรุงบ้านเป็นร้านอาหาร ขายอยู่ที่สุโขทัยซอย 3 ซอยนี้ทะลุระหว่างถนนราชวิถี เยื้องประตูพระราชวังสวนจิตรลดากับถนนสุโขทัย อาหารหลักๆ มีแนมเหนือง เปาะเปี๊ยะสด เปาะเปี๊ยะทอด กุ้งพันอ้อย เฝอ ขายอยู่นานมาก ร้านคงคับแคบไปจึงย้ายไปอยู่แถวดอนเมือง ตอนนั้นยังไม่มี Facebook ไม่มี LINE เลยไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เล่นเอาคนชอบอาหารเวียดนามเคว้งคว้างอดอยากปากแห้งไปเหมือนกัน

เมื่ออาหารเวียดนามเริ่มถูกใจ ถูกปาก ผู้คนจึงรู้แล้วว่าถ้าอยากจะกินอาหารเวียดนามกันให้ถึงแก่นแท้ต้องไปทางอีสาน ตามจังหวัดริมแม่น้ำโขง ซึ่งคนเวียดนามอยู่กันมากที่นั่น ที่อุบลราชธานีมีร้านหนึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ชื่อร้านอินโดจีน ตอนแรกเป็นร้านห้องแถวไม้เล็กๆ และจวนเจียนจะเลิกแล้ว เพราะเจ้าของร้านอายุมาก เหนื่อยจนไม่อยากทำ มาได้ลูกชายที่เรียนจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับไปสืบทอดทำร้านต่อ แถมปลูกผักเองด้วย ร้านนี้กลายเป็นร้านที่ต้องไปกินอย่างยิ่งเมื่อไปอุบลราชธานี

อาหารเวียดนาม

ถึงจะมีชาวเวียดนามจะอยู่ริมแม่น้ำโขงมากก็จริง แต่ที่ตั้งร้านเป็นเรื่องเป็นราวนั้นน้อยมาก เรียกว่านับร้านได้ แต่ที่จะได้กินจริงๆ ต้องไปตามตลาดขายอาหารตอนเย็น สมัยก่อนเรียกว่าตลาดโต้รุ่ง ที่จริงไม่ได้โต้รุ่งหรอก 3 – 4 ทุ่มก็วายแล้ว ตามตลาดที่ว่ามีของกินเยอะแยะ แต่อย่างน้อยจะต้องมีแผงขายข้าวเกรียบปากหม้อญวนใส่กระทงใบตอง ผมเคยไปนั่งกินหน้าแผงที่ตลาดสกลนคร คนขายเป็นหนุ่มสาวพี่น้องกัน หน้าเศร้าหมองๆ ไม่สดชื่นทั้งๆ ที่ขายดี คุยไปคุยมาได้ความว่าน้อยใจ ไปติดต่อราชการที่อำเภอ โรงพยาบาล ยากลำบากทั้งๆ ที่เกิดในเมืองไทย เป็นคนไทย ไม่คิดจะไปไหนแล้ว แต่ราชการไม่ยอมให้สัญชาติไทย ทั้งกดดันและกีดกันทุกอย่าง ข้าวเกรียบปากหม้อที่ว่ากินง่าย วันนั้นกลับกลืนยาก มันติดอยู่ตรงคอ

อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม

​ที่จริงอาหารเวียดนามนั้นมีเยอะแยะ เคยมีคนบอกว่าต้องกินหมูหันญวนให้ได้ แล้วจะลืมหมูหันอื่นๆ ผมก็ได้กินจริงๆ ครับ แถมเป็นงานมงคลเสียด้วย แน่นอนว่าเมื่อเป็นโอกาสพิเศษ หมูหันก็ต้องพิเศษด้วย

​เรื่องมีอยู่ว่าผมรู้จักกับลุงเตียวที่หมู่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม พ่อของลุงเตียวนั้นเป็นสหายกับโฮจิมินห์ร่วมขบวนการกู้ชาติจากฝรั่งเศส เมื่อตอนที่เป็นขบวนการใต้ดินต้องหลบซ่อนตัวนั้น โฮจิมินต์พร้อมสหาย 7 – 8 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีพ่อลุงเตียวด้วย มาซ่อนตัวอยู่ที่บ้านนาจอก อยู่นานบ้าง เข้าๆ ออกๆ ไปเวียดนามบ้าง ปลูกบ้านง่ายๆ หลังหนึ่ง ลุงโฮจิมินห์ปลูกต้นมะเฟืองไว้กิน 1 ต้น พอกลุ่มกู้ชาติกลับไปเวียดนามกันหมด แต่พ่อลุงเตียวไม่ไป เพราะเกิดได้เมียในเมืองไทย และบ้านพ่อลุงเตียวนั้นก็ปลูกอยู่บริเวณเดียวกันกับบ้านลุงโฮนั่นเอง

ตอนที่​ผมรู้จักลุงเตียวนั้นบ้านพังแล้ว ปลวกเล่นเสียราบคาบ เหลือแค่กองอิฐสำหรับทำครัวหน่อยหนึ่ง ต่อมา ศูนย์วัฒนธรรมไทย-เวียดนามรื้อฟื้นบ้านลุงโฮโดยสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม มีนักท่องเที่ยวไปกันเยอะ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่สืบเชื้อสายเวียดนาม มีหนุ่มคนหนึ่งไปแล้วปิ๊งกับลูกสาวลุงเตียวถึงขั้นตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานกัน ผมก็ไปงานแต่งงานครั้งนั้นด้วย สาวๆ ที่มาร่วมงานวันนั้นใส่ชุดอ๋าวหญ๋ายกันอย่างสวยพริ้ง

​ตอนขันหมากเจ้าบ่าวยกขบวนเข้าบ้านเจ้าสาว นำหน้าด้วยคนแบกต้นกล้วย ต้นอ้อย แล้วตามด้วยคนแบกหมูหันตัวโตที่ต้องแบกกัน 4 คน หมูหันเวียดนามนี้ตัวโตพอมีชั้นไขมันใต้หนังแล้ว ไม่เหมือนหมูไทยที่ใช้ลูกหมู ครั้งนี้แหละ ที่ได้กินหมูหันญวนครั้งแรกและอร่อยล้ำ

​กับข้าวที่เลี้ยงแขกอย่างหนึ่งเป็นลาบหมูใส่เลือดสดๆ แดงเถือก ดูทีแรกไม่กล้ากิน แต่กินแล้วอร่อยผิดคาด คล้ายๆ ลาบเหนือของไทยที่ใส่เครื่องเทศเยอะ นี่ก็เป็นอาหารเวียดนามที่ทำกินในเทศกาลงานเฉพาะของชาวเวียดนาม ไม่มีขายตามร้าน

อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม

​พูดถึงอาหารเวียดนามที่ขายตามตลาด นอกจากตลาดอาหารตอนเย็นแล้ว ยังมีขายในตลาดสดตอนเช้าด้วย สมัยก่อนถ้าผมต้องไปหนองคาย ตอนเช้าต้องไปตลาดโพธิ์ชัย ในส่วนของกิน มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกิน มีอาหารเวียดนามเพียบ สนุกครับ สมัยที่ผมไปยังไม่ค่อยมีใครรู้จักตลาดนี้ ตื่นเต้นดีที่ชาวเวียดนามทำขาย ชาวเวียดนามนั่งกิน เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวเดินจะชนกันตาย กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถ้าไม่ไปจะถือว่าไม่ถึงหนองคาย ก็ดีครับ ไปกันให้มากๆ กินอาหารเวียดนามกลางตลาด เดินเลือกตามที่อยากกิน สนุก อร่อย ถูกสตางค์

​ผมเว้นที่จะไม่พูดถึงอาหารเวียดนามร้านดังที่หนองคายและนครพนม แต่ลงมาที่มุกดาหารเลย ที่นี่ก็เหมือนกันที่ต้องพูดถึงสถานภาพของเมืองก่อน ก่อนถึงเรื่องอาหาร เมืองมุกดาหารในอดีตนั้นเป็นเมืองปิด เงียบสนิท มีเส้นทางเข้าและออกทางเดียวกัน ผู้คนน้อย เมื่อตอนต้นๆ ของสงครามเวียดนามนั้น  ชาวเวียดนามทะลักเข้ามาตามจังหวัดริมโขงมาก รัฐบาลไทยกลัวคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่าผี และกลัวเลยเถิดว่าชาวเวียดนามที่เข้ามาจะเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย กลัวขนาดถ้าข้าราชการคนไหนไปชอบสาวเวียดนามจะเป็นเรื่องแน่

ถ้ามี​ชาวเวียดนามเข้ามาใหม่ ราชการไทยก็จะพาไปอยู่ที่มุกดาหาร เพราะง่ายต่อการสอดส่อง ควบคุม อย่าว่าแต่ชาวเวียดนามเองเลย คนภายนอกแม้ว่าเป็นคนไทยเข้าไปก็ถูกเพ่งเล็ง เบื้องหลังของชาวเวียดนามที่มาอยู่มุกดาหารนั้นส่วนใหญ่มีฐานะ เพราะทำธุรกิจค้าขายที่เวียดนามมาก่อนแล้ว

อาหารเวียดนาม

​เรื่องอาหารนั้นผมว่าถูกที่ ถูกทาง เหมือนอยู่ในเวียดนาม เช้า กลางวัน เย็น ชาวเวียดนามกินอะไร มุกดาหารก็มีอย่างนั้น นั่งกินไข่กระทะกับกาแฟตอนเช้า ไม่กินไข่กระทะก็มีขนมปังฝรั่งเศสยัดไส้ด้วยหมูยอ กุนเชียง หมูสับ แล้วยังมีขนมถ้วยเวียดนาม ผมไปที่นั่นก็นานมาแล้ว ตอนที่ไปเจอร้านเล็กๆ หน้าตาเหมือนร้านอาหารตามสั่ง คนขายเป็นแม่บ้าน รู้สึกว่าจะชื่อร้านครัวไซง่อน แนมเหนืองอร่อยจริงๆ ถูกอีกต่างหาก ได้ยินว่าเดี๋ยวนี้เป็นร้านดังแล้ว นอกจากเรื่องอาหารแล้ว เมืองมุกดาหารเป็นเมืองที่น่าไปครับ ชาวเมืองเป็นชาวไทยไปหมดแล้ว แถมเศรษฐกิจดีอีกต่างหาก เพราะชาวเมืองเป็นคนค้าขายเก่งครับ

อาหารเวียดนาม อาหารเวียดนาม

​ที่สุดท้ายที่น่าไปลองอาหารเวียดนามคืออรัญประเทศ ซึ่งหลายคนอาจจะแปลกใจ เมืองนี้น่าจะเป็นเมืองเขมรเพราะติดกับเขมร มีปอยเปต มีโรงเกลือ แต่ชาวเวียดนามมาอยู่ที่นี่นานมากแล้ว  อยู่กันเงียบๆ ตั้งแต่สมัยสงครามฝรั่งเศส ดั้งเดิมส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ชื่อ ‘อรัญประเทศ’ ที่คำว่า อรัญ แปลชัดๆ ก็คือ ป่า เมื่อรวมกันก็เป็นเมืองในป่านั่นเอง เมืองนี้ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่ครับ ยิ่งสมัยสงครามเวียดนามที่นี่เป็นค่ายกักกันผู้อพยพชาวเขมร ยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่

การกินการอยู่ของชาวเวียดนามก็ยังเป็นแบบเวียดนาม เดี๋ยวนี้มีร้านอาหารเวียดนามหลายร้าน ตอนเย็นๆ มีแผงขายข้าวต้มหมูเวียดนามใส่เลือดหลายแผง อร่อย แต่สีเลือดดำคล้ำ

​นี่เป็นเส้นทางของอาหารเวียดนามครับ ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องหาโอกาสกิน เพราะที่ไหนๆ ก็มี แม้กระทั่งที่ปากน้ำ กระบุรี ที่ระนองคนละฟากทิศก็ยังมี ผมว่าตอนนี้อาหารเวียดนามเป็นเพียงชื่อเรียกเท่านั้น ก็เหมือนกับข้าวนาซิ ดาแฆ ไก่ย่างกอแระ ของชาวปัตตานี ขนมจีนน้ำเงี้ยว และตะบองที่เป็นฟักทอง มัน ชุบแป้งทอด ของชาวไทใหญ่แม่ฮ่องสอน ซึ่งอาหารทั้งหมดนี้กลายเป็นเพียงชื่ออาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นคนไทยทั้งหมดแล้ว เป็นโชคดีครับที่เมืองไทยมีอาหารอร่อยๆ หลายอย่าง โอกาสไหน กินอะไร ก็มีความสุขปรีดิ์เปรมกับการกินได้ทั้งนั้นครับ

อาหารเวียดนาม

Writer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

เห็นผัดกะเพราใส่ถั่วฝักยาว ที่ตอนนี้เกทับบลัฟแหลกกันในสื่อโซเซียล จุดเริ่มต้นคงมีคนไปเจอที่เขาใส่ถั่วฝักยาว แล้วมาตั้งเรื่องว่าใส่ถั่วฝักยาวด้วย หรือดัดแปลงเวอร์ไปหรือเปล่า ก็มีคนอ้างหนังสือตำราอาหารเก่าว่าใส่ถั่วฝักยาวมาตั้งแต่ 50 ปีโน่นแล้ว ยังไม่หยุดแค่นั้น มีคนอ้างหนังสือตำราเก่าขึ้นไปอีกว่า ผัดกะเพราเก่าแก่น่ะ ใส่ขิงแห้ง พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู หอมแดง กระเทียม พริกไทย รากผักชี ฉะนั้นเรื่องใส่ถั่วฝักยาวนั่นเพิ่งเกิดอุแว้ๆ ทีหลัง

ที่ยกเอาหนังสือมาอ้างอิง มาเป็นข้อหักล้างนั้นถือว่าดี เพราะเท่ากับมีการอ่านหนังสือ ไปค้นคว้ามา ลองอ่านหนังสือแล้ว จะไม่ได้เห็นเรื่องที่อยากดูเท่านั้น จะไปเห็นสูตรอาหารอื่นๆ ผ่านตาด้วย อาจจะเจอสิ่งที่นึกไม่ถึง กลายเป็นความรู้เพิ่มขึ้น เรื่องความรู้ที่มาจากการอ่านหนังสือจะจำได้แม่นกว่า

อาหารการกินทุกวันนี้ ผ่านการเคลื่อนไหว ปรับโน่นปรุงนี่ มีมาทุกยุคสมัยแล้ว ไม่ใช่โผล่พรวดพราดก็ลงตัวเลย ผมจะเอาเรื่องผัดกะเพรามาเล่นกับเขาบ้าง ก่อนอื่นที่มาของต้นกะเพรานั้น ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนว่าเอามาจากใคร เอามาเมื่อไหร่ เป็นเพียงต้นไม้ล้มลุก รสร้อน กลิ่นฉุนเท่านั้น และมีอยู่ 2 อย่าง อย่างใบแดงและใบขาว

เอาอย่างที่เคยเห็นบ้าง ต้นกะเพรานี่เป็นต้นไม้เกินกิน พอดอกแก่ เม็ดเกสรปลิวกระจายไปทั่ว ตกที่ไหนได้น้ำฝนหน่อย ก็เป็นต้นใหม่ขึ้นมา ขึ้นอยู่กับบ้านก็เป็นกะเพราบ้าน ปลิวไปตกในป่าก็เป็นกะเพราป่า ตอนแรกๆ ต้นงาม ใบใหญ่ดี พอเป็นพุ่มใหญ่ขึ้น ใบจะเล็กแคระแกรนไปบ้าง ชาวบ้านตั้งแต่โบร่ำโบราณรู้จักดีว่าฉุน ร้อนเด็ดขาด 

เคยเจอชาวนารุ่นปู่ตา เคยเล่าถึงเรื่องผัดกะเพราว่า ชาวนากับงูเห่านั้นคู่กันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ในนางูเห่าเยอะ เพราะมันกินหนูนาที่มากินต้นข้าว ชาวนาเขารู้ว่ารูงูไหนยังใหม่ แสดงว่ายังมีงู ขุดลงไปได้งูไม่พลาด ได้มาแล้ววงกินเหล้าก็เกิดขึ้น กับแกล้มเหล้าชั้นดีไม่มีอะไรดีเท่างูเห่าผัดกะเพรา ส่วนใหญ่จะเชื่อว่างูเห่ามันโด๊ป เพิ่มพละกำลังเป็นเลิศ ถลกหนังงูแล้วสับละเอียด เอาพริกขี้หนูเป็นกำมือ ตำหยาบๆ ใส่ใบกะเพราเป็นหอบ ผัดเผ็ดๆ เค็มๆ และร้อนใบกะเพรา รสชาติโดดจนหัวสั่นเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่เปลืองกับแกล้ม เรื่องชาวนากินงูเห่าเป็นกับแกล้มหายสาบสูญไปนานแล้ว 

เคยไปกินผัดกะเพราที่ตำบลโรงช้าง พิจิตร ในวงกินเหล้าเหมือนกัน มือผัดกะเพราบอกว่าบ้านนอกนั้น จะกินผัดกะเพราต้องเนื้อสับอย่างเดียว หมู ไก่ ให้ไปไกลๆ ใส่พริกขี้หนูเยอะๆ ใส่ใบกะเพราธรรมดายังไม่พอ ต้องใส่ใบกะเพราควายด้วย ความจริงคือใบยี่หร่านั่นเอง ชาวบ้านที่นั่นเรียกกะเพราควาย เพราะมันชอบขึ้นตรงดินปนขี้ควายหรือแถวคอกควายนั่นเอง รสชาติเนื้อสับผัดใส่กะเพราและกะเพราควายเผ็ดร้อนนั้นไม่รู้ลืม ทำกินเองก็ไม่อร่อยเท่าที่โรงช้าง พิจิตร ฉะนั้นผัดกะเพราผัดใส่โน่นใส่นี่ไม่เป็นเรื่องแปลก ขอให้อร่อยเทียมเมฆก็พอ

ผมมาย้อนเรื่องตำราอาหารเก่าแก่ อย่างที่คนเอามาอ้างในผัดกะเพราใส่ถั่วฝักยาวนั้น จะมีตำราอยู่ 2 ประเภท มีตำราที่เขียนโดยนักเขียนเรื่องอาหาร มีสำนักพิมพ์พิมพ์จำหน่าย กับหนังสือที่แจกเป็นที่ระลึกในงานศพ จุดประสงค์ผู้พิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์และให้ประโยชน์กับได้ผู้รับ หนังสือส่วนใหญ่เป็นเรื่องพุทธศาสนาในเรื่องต่างๆ และเป็นตำราอาหาร ซึ่งตำราต่างๆ นั้นจะเป็นอาหารประจำบ้าน มาจากฝีมือย่า ยาย และแม่ของบ้าน มีอาหารอะไรบ้าง ใช้อะไรมาทำ ปรุงรสอย่างไร รุ่นลูกรุ่นหลานถือว่าเป็นคัมภีร์ของครอบครัว ก็อยากเอาคัมภีร์นั้นเผยแพร่ 

คนที่ได้รับหนังสือแล้ว จะเอาไปอ่าน เอาไปทำก็สุดแล้วแต่ ฉะนั้นตำราอาหารจากครอบครัวจึงมีความเฉพาะตัว เป็นหนังสือตำราที่น่าสนใจ แต่อาจจะอยู่ในวงแคบหน่อย พิมพ์ไม่มาก เมื่อคนได้รับแล้วก็อยู่ยังแต่ในบ้านอีก ไม่เหมือนหนังสือตำราอาหารที่วางขาย ซึ่งมีหลายสำนักพิมพ์ ถ้าขายดี พิมพ์ครั้งที่ 2 – 3 ยิ่งกว้างขวาง สูตรอาหารส่วนใหญ่มักจะคล้ายๆ กัน ฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบสูตรอาหารในหนังสืองานศพ จะมีความเฉพาะตัว มีความน่าสนใจ แต่ไม่แพร่หลาย ส่วนหนังสือตำราอาหารทั่วไปจะแพร่หลายกว่าและมีสูตรคล้ายๆ กัน 

เป็นธรรมดาไม่ว่าจะเป็นตำราอาหารจากทางไหน เมื่อมีคนอ่าน มีคนทำ ย่อมมีการปรับ เติมแต่ง อันนั้นเป็นเรื่องปกติของคนทำอาหาร แต่ก็มีที่ชอบฉวัดเฉวียน จุดประสงค์หนีความจำเจ อย่างผัดกะเพราใส่ถั่วงอก ผัดไทยใช้เส้นมาม่า ใส่แครอท ใส่เห็ด ต้มหมูพะโล้ใส่มะเขือเทศ หอมใหญ่ ต้มข่าไก่ใช้น้ำเต้าหู้แทนกะทิ นี่มีคนทำอย่างนั้นจริงๆ แต่จะมีคนเห็นดีเห็นงาม ทำตามนั้นจะมีมากน้อยขนาดไหนไม่รู้

การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน

ตามที่เล่ามานั้น แสดงให้เห็นถึงอาหารดิ้นตลอดเวลา แต่จะมีอาหารประเภทหนึ่งที่นิ่งๆ เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เหตุผลคือมีพืชผักเป็นตัวหลักเหมือนเป็นกฎตายตัว พืชผักบางอย่างเหมาะสมกับอาหารบางอย่างเท่านั้น คนเคยทำก็ไม่เขว ไม่วอกแวกเอาอย่างอื่นมาทดแทน ที่สำคัญที่สุด พืชผักหลายอย่างนั้นมีฤดูกาล อาหารจึงต้องตามฤดูกาลไปด้วย 

การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน

มีหลายตัวอย่าง อย่างแรกเป็นเห็ดโคนธรรมชาติ จะไม่ใช่เห็ดโคนญี่ปุ่นหรือเห็ดโคนน้อยที่เพาะขายกันเอิกเกริก เห็ดโคนธรรมชาติหรือที่เรียกว่าเห็ดโคนปลวกนั้นมีปีละครั้ง ประมาณปลายเดือนตุลาคม ต้นเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

เห็ดโคนนี่ทำไมถึงเป็นที่ต้องการและต้องทำอะไรกิน ก่อนอื่นต้องดูเบื้องหลังการเกิดขึ้นของมัน ซึ่งอาจจะละเอียดหน่อย ตามพื้นดินรกๆ ชื้นๆ ร่มเงา ส่วนใหญ่ตามชายป่า มีรังปลวกอยู่ใต้พื้นดิน ปลวกมันอยู่ได้เพราะไปคาบเศษไม้ เศษใบไม้ทับถมเข้ารังเพื่อเป็นอาหาร แต่กินเองไม่ได้ เพราะตัวมันไม่มีระบบย่อยอาหาร เจ้ากองเศษไม้ที่อยู่ใต้ดินเมื่อผุละเอียดจะเกิดจะเป็นจุลินทรีย์ เป็นน้ำตาลขึ้นมา น้ำตาลนี่เองเป็นอาหารของปลวก พอปลายเดือนตุลาคม ปลวกกลายเป็นแมงเม่า บินออกไปเพื่อผสมพันธ์ุแล้วไม่กลับรังหรือหารังไม่เจอ อาหารของปลวกก็เหลือ จุลินทรีย์ที่ว่าก็ก่อตัวเป็นเห็ดขึ้น แล้วเตรียมที่จะพุ่งขึ้นจากดิน

จังหวะพอดีที่ปลายเดือนตุลาคม ปลายฝน จะมีช่วงหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวหลายวัน ชาวบ้านเรียกว่าร้อนเห็ด แล้วคืนหนึ่งฝนจะตกหนักเทกระหน่ำเป็นการอำลาฟ้า พื้นดินนิ่มแฉะ เห็ดก็พุ่งขึ้นจากดินมาได้ ชาวบ้านมือโปรหาเห็ดเขารู้ จ้องอยู่แล้ว เข้าป่าตั้งแต่ยังไม่สว่าง มีไฟฉายกับมีดแซะ คนไหนเร็วก็ได้เห็ดเยอะ สายๆ เอาออกมา ทำเพิงขายริมถนน พื้นที่ที่มีเห็ดขายมากมีแถบอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี แถบอำเภอหนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี และแถบกำแพงเพชรบางแห่ง 

ชาวเมืองที่เป็นนักกินเห็ดก็รู้เหมือนกัน จังหวะที่ฝนตกหนักส่างฟ้า เช้าขึ้นจะรีบวิ่งรถออกมาซื้อ เท่าไหร่ก็ซื้อ ไม่ต้องลังเล ช้าจะถูกแย่งไปหมด เมื่อ 4 ปีก่อนกิโลละ 500 เดี๋ยวนี้เท่าไหร่ไม่รู้ 

เห็ดโคนนั้นหวานและกรอบมาก ต้องต้มยำน้ำใสอย่างเดียว ห้ามใส่เนื้อสัตว์ใดๆ แม้กระทั่งกุ้ง ไม่ให้มารบกวนรสชาติของเห็ด ได้กินเห็ดโคนปีละครั้งถือว่าโชคดี จะหวังปีหน้า ปีต่อๆ ไป ก็ไม่แน่ว่าได้กินหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอาหาร และอาหารที่ธรรมชาติไม่ให้เปลี่ยน

นั่นอย่างแรกที่เป็นต้มยำโคน คงที่ตลอดกาล มาดูอีกอย่างพอเข้าหน้าหนาว ดอกสะเดาออก ก็ต้องปลาดุกย่าง น้ำปลาหวาน ดอกสะเดาลวก เดี๋ยวนี้กุ้งแม่น้ำ เลี้ยงบ่อ แถบสุพรรณมีเยอะ จะใช้ย่างแทนปลาดุกก็ดี แต่ที่แน่นอนตายตัว เป็นน้ำปลาหวานที่มีน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ใครอย่าได้อุตริใส่เห็ดฟาง ใส่หอมใหญ่ ถือว่าเป็นผู้บ่อนทำลายน้ำปลาหวาน

เล่าเรื่องความดิ้นได้ไม่ตายตัวของสูตรอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เหมาะกับอาหารในบางช่วงบางเวลาเท่านั้น

ส้มซ่าอีกอย่างที่ต้องใช้ในหมี่กรอบ ไส้กรอกปลาแนมขาดส้มซ่าไม่ได้ เดี๋ยวนี้ส้มซ่าเริ่มหมดลงไปเรื่อยๆ ก็พื้นที่สวนแถบนนทบุรี บางกรวย ตลิ่งชัน ไม่มีแล้ว แล้วพาเอาพืชผักหลายอย่างหายไปด้วย

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งไปตลาดนัดชาวบ้านที่สามร้อยยอด ชาวบ้านเอาส้มซ่าใส่กระจาดมาขาย ถามว่าปลูกไว้ทำอะไร เขาบอกเอาไว้ทำยา เสร็จกันอยู่ผิดที่ผิดทาง จะซื้อมาทำหมี่กรอบ ไส้กรอกปลาแนม ก็ทำไม่เป็นเอาไปแจกใครก็ไม่รู้ใครจะเอา

เล่าเรื่องความดิ้นได้ไม่ตายตัวของสูตรอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เหมาะกับอาหารในบางช่วงบางเวลาเท่านั้น

เข้าหน้าหนาวนี้อีกอย่างที่มีลูกข้าวสารออก ลูกข้าวสารเป็นลูกไม้พื้นเมือง ต้นเป็นต้นไม้เลื้อยชอบเกาะตามต้นไผ่ ลูกข้าวสารต้องแกงส้ม ถ้าใครเคยกินแกงส้มมะละกอดิบ แล้วมากินแกงส้มลูกข้าวสาร ต้องลืมแกงส้มมะละกอดิบ เรื่องแกงส้มยังมีอีกต้องไหลบัว ลูกฟักข้าว ซึ่งเหมือนธรรมชาติส่งมาเพื่อให้ทำแกงส้ม

เล่าเรื่องความดิ้นได้ไม่ตายตัวของสูตรอาหาร และวัตถุดิบตามฤดูกาลที่เหมาะกับอาหารในบางช่วงบางเวลาเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ที่เป็นอาหารดิ้นไม่ได้ โดยถูกพืชผักตามฤดูกาลบังคับให้อยู่ในกรอบ แล้วเชื่อว่าคงไม่มีใครแผลงเอาโน่นมาเติมนี่ ไม่เหมือนผัดกะเพราใส่ถั่วฝักยาวหรืออื่นๆ ที่ออกนอกกรอบหน่อย ก็โดนถูกเกทับบลัฟแหลกเหมือนตอนนี้

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load