30 พฤษภาคม 2561
9 K

ที่ระยะทาง 100 เมตร สายตาของฉันเริ่มพร่าเลือน และสองขาก็อ่อนแรงเต็มที

แสงรำไรจากหลอดไฟสีเหลืองนวลช่วยให้เหล่านักท่องเที่ยวเห็นทางข้างหน้าชัดเจนขึ้น พร้อมกับทำหน้าที่นำชาวต่างถิ่นย้อนกลับไปสัมผัสชีวิตของ ‘เวียดกง’ ผู้หลบซ่อนตัวและวางแผนการรบในความมืดภายในอุโมงค์ลับใต้ดินไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองโฮจิมินห์

ฉันได้อ่านรีวิวท่องเที่ยวเวียดนามมานักต่อนัก แต่น้อยครั้งที่จะเจอใครเขียนถึงอุโมงค์กู๋จี (Cu Chi Tunnels) อาจด้วยที่นี่ไม่ใช่สถานที่ชิคๆ เหมาะกับการถ่ายรูปสวยๆ ลงอินสตาแกรม และการเดินทางมาก็ไม่สู้ใกล้นัก แต่มันคือสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเวียดนามจากการจัดอันดับของ TripAdvisor และเป็นจุดหมายที่ฉันตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องไปเยือนให้ได้

บนรถทัวร์ มีฉันกับพ่อ (ซึ่งถูกฉันพามา) และชาวมาเลย์อีก 2 คน เป็นชาวเอเชียเพียง 4 คน ไม่รวมไกด์และคนขับ ท่ามกลางกลุ่มชาวตะวันตกอีก 20 กว่าคน พวกเราใช้เวลาเดินทางจากกลางเมืองโฮจิมินห์ถึงเมืองกู๋จีราว 2 ชั่วโมง ระหว่างทางไกด์เล่าที่มาที่ไปและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอุโมงค์ลับแห่งนี้ พร้อมปล่อยตลกร้ายกระแนะกระแหนอเมริกา ท่ามกลางบรรดาชาวต่างชาติทั้งหลายที่โดยสารมาด้วยกัน ฉันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร มาจากไหนบ้าง แต่ความจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลหรือรอยด่างพร้อย ก็คงเป็นสิ่งที่ถูกสอนให้ยอมรับและเข้าใจมาโดยตลอดในชาติของตัวเอง มุกตลกเหล่านั้นจึงพอเรียกเสียงหัวเราะได้อยู่บ้าง

ด้วยว่าสถานที่ในวันนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม ฉันจึงหาข้อมูลมาประกอบเพื่อให้การเดินทางมีอรรถรสมากขึ้น เล่าอย่างคร่าวๆ สงครามเวียดนามคือสงครามตัวแทน ที่อเมริกาเข้าร่วมเพื่อป้องกันการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน และกำจัดแนวคิดที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง จึงส่งทหารร่วมรบกว่า 8 ล้านนายเข้าสนับสนุนเวียดนามใต้ รบกับเวียดนามเหนือซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ และกลุ่มเวียดกงที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ รบไปรบมาปาเข้าไปร่วม 17 ปี เสียกำลังพลไปกว่า 58,000 ราย สุดท้ายจึงยอมถอนทัพออกไป

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

สงครามเวียดนามได้คร่าชีวิตผู้คนไปมาก ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวเวียดนามมีบันทึกตั้งแต่เกือบล้านยัน 3 ล้าน ที่พิการไปก็มาก ผลกระทบระยะยาวจากอาวุธเคมีที่ทำให้เด็กเกิดมาผิดปกติ จะทำงานหาเลี้ยงชีวิตแบบคนทั่วไปก็ไม่ได้ รัฐจึงสร้างอาชีพให้แก่คนเหล่านี้ โดยตั้งโรงงานและสอนเทคนิคการผลิต Lacquerware ซึ่งเราก็ได้แวะชมหนึ่งในโรงงานก่อนถึงจุดหมาย

ภาพรถเข็นคนพิการตั้งเรียงรายรอรับนักท่องเที่ยว กับคุณลุงคุณป้าซึ่งพิการบ้างปกติบ้าง นั่งติดเศษเปลือกไข่ทีละชิ้นๆ ก็บีบคั้นหัวใจให้ฉันยอมควักเงินเกือบพันบาท ซื้อรูปประดับกลับบ้านแบบไม่รอเปรียบเทียบราคาเหมือนทุกที

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

รถทัวร์หลายสิบคันจอดอยู่ในลานจอดรถของอุโมงค์กู๋จี ยิ่งการันตีความนิยมของสถานที่แห่งนี้ (จากคำบอกเล่าของไกด์ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอุโมงค์แห่งนี้ราว 2,000 คนต่อวัน) หลังชำระค่าเข้าชมคนละ 110,000 ดอง (151 บาท) ไกด์ก็นำทางเราไปยังส่วนแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุโมงค์ ทั้งหนทางจัดการกับดินที่ขุดออกมาจากอุโมงค์ วิธีการระบายอากาศ กับดักศัตรู ทางเข้าลับ วิธีสร้างอาวุธ ฯลฯ สิ่งที่นำมาโชว์ก็มีทั้งของเก่าดั้งเดิมบ้าง มาสร้างเสริมเพิ่มเติมบ้าง จะว่าไปก็เหมือนพิพิธภัณฑ์นอกอาคารที่เปิดให้ชมบนพื้นที่เกิดเหตุจริงๆ

ในพื้นที่ยังมีให้ลองยิงปืน สนนราคากระสุน 10 นัด 600,000 ดอง (ราว 825 บาท) ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช้ปืนโบราณหรือปืนยุคไหน แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการลอดอุโมงค์ของจริงที่ฉันลุ้นอยู่ร่ำๆ ว่าจะได้เข้าหรือไม่

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

อุโมงค์กู๋จีมีความลึก 3 ระดับ แต่ที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมคือที่ระดับตื้นสุดที่ 3 เมตรจากผิวดิน อุโมงค์ทั้งหมดมีความยาวรวมกว่า 200 กิโลเมตร แต่เปิดให้ชมเพียง 120 เมตรเท่านั้น พร้อมทางออกทุกๆ 20 เมตร สำหรับคนที่ขวัญหนีไปเสียก่อน ฉันฟังทีแรกยังรู้สึกว่าทางสั้นและตั้งใจจะเดินจนสุดทาง เส้นทางภายในอุโมงค์ก็ไม่น่าลำบากเท่าไหร่ ผิวผนังทั้งหมดฉาบปูนใหม่เพื่อรองรับการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ความสูงยังคงเป็นแบบเดิม คือต้องย่อตัวย่อขาเดินในท่าโก้งโค้งถึงจะผ่านไปได้ ความกว้างเหมาะสำหรับการสัญจรเพียงคนเดียว ในอุโมงค์มืดสลัวและมีแสงรำไรจากหลอดไฟเป็นระยะ แต่ไม่มากพอจะส่องให้เห็นเส้นทางโดยตลอด บางครั้งจึงต้องเดินในความมืด การถ่ายเทอากาศก็ไม่สู้ดีนัก พื้นอุโมงค์มีการเปลี่ยนแปลงของระดับอยู่เรื่อย เมื่อปราศจากไฟฉายในมือ ฉันต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เมื่อเจอแสงสว่างจากทางออกทีไรก็กลั้นใจเดินต่อไป หวังจะไปให้สุดทาง

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

เดินมาพักใหญ่ๆ ฉันเริ่มอ่อนแรงและหายใจไม่ออก ความมืดมิดและคับแคบชวนให้หดหู่และอึดอัดจนอยากอาเจียน คิดว่าหากมีทางออกข้างหน้าคงรีบออกทันที เพราะทนกับสภาวะเช่นนี้ไม่ไหวแล้ว แสงสว่างและเสียงเซ็งแซ่ข้างหน้าชวนให้เร่งฝีเท้าแม้เร่งไม่ค่อยขึ้น จนในที่สุดก็พบทางออกที่สุดปลายทาง 120 เมตร อันให้ความรู้สึกยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์

ฉันเป็นเพียงไม่กี่คนในกรุ๊ปทัวร์ที่เดินจนสุดทาง

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

ก่อนจบทริป เจ้าหน้าที่นำมาอาหารมาเสิร์ฟ เป็นหัวมันสำปะหลังต้ม แบบเดียวกับที่ชาวเวียดกงใช้ประทังชีวิตในช่วงสงคราม รสชาติหวานอ่อนๆ ไม่แย่นัก ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ฉันที่สุขภาพแข็งแรงและกินดีอยู่ดีมีอาหารครบห้าหมู่ แค่ลองประสบการณ์ในอุโมงค์เพียงไม่กี่นาทีก็แทบลมจับ แต่ช่วงสงคราม เวียดกงมีเพียงหัวมันกินกันตาย ต้องใช้ชีวิตไม่ต่างจากหนูในอุโมงค์เช่นนี้มาร่วม 25 ปี พวกเขาต้องเข้มแข็งและรักชาติมากๆ ถึงผ่านช่วงเวลาเช่นนั้นมาได้

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

จุดหมายต่อไปสำหรับโปรแกรม Dark Tourism ครั้งนี้ คือ War Remnants Museum หรือแปลตรงๆ ว่า พิพิธภัณฑ์สิ่งของที่เหลือจากสงคราม นี่เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายที่ฉันตั้งใจว่าจะต้องมา และแน่นอนว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเมืองนี้เช่นกัน

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

เครื่องบินรบและรถถังสมัยสงครามถูกตั้งเรียงราย ทั้งหมดประทับตรา US ARMY และอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ เบื้องหลังคืออาคารสามชั้นทรงสี่เหลี่ยมทึบตัน บรรจุเรื่องราวความโหดร้ายของสงคราม ตั้งแต่ข้อมูลสถิติตัวเลข ยันสิ่งของเครื่องใช้ของผู้คนในเหตุการณ์ แต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือภาพถ่ายของผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม สภาพของผู้เคราะห์ร้ายจากระเบิดนาปาล์ม ทั้งที่รอดและไม่รอดชีวิต ถูกนำมาจัดแสดงแบบ uncensored ชนิดที่ผู้ขวัญอ่อนไม่ควรดู ความผิดปกติทางร่างกายที่แสดงออกและถ่ายทอดส่งต่อไปยังทายาทของเหยื่อจากอาวุธเคมี Agent Orange ภาพถ่ายจากกลักฟิล์มของช่างภาพสงคราม ที่เสี่ยงตายบันทึกช่วงเวลาประวัติศาสตร์เอาไว้

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

เมื่อเขาลั่นไกชัตเตอร์ บุคคลในภาพล้วนยังมีชีวิต แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมา เสียงลั่นไกปืนจากทหารอเมริกันก็ดังขึ้น

ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนใหญ่ของนิทรรศการแสดงเรื่องราวของชาวบ้านเวียดนามผู้เคราะห์ร้ายจากการรุกรานของทหารอเมริกัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ฝ่ายตรงข้ามของทหารเหล่านั้นคือเวียดกง และเวียดกงมักแต่งตัวธรรมดาแบบชาวบ้าน ทหารอเมริกันดูไม่รู้ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร จึงสังหารเรียบทั้งลูกเล็กเด็กแดง

เข้าอุโมงค์ลับเวียดกง ตามรอยสงครามเวียดนามที่โฮจิมินห์

กล่องบริจาคที่ตั้งอยู่มุมห้องนิทรรศการถูกเติมจนเต็มด้วยธนบัตรจากหลากสกุลเงิน บ่งบอกจำนวนผู้ให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ และความเห็นใจจากผู้มาเยือน สงครามคือความสูญเสีย แต่ก็เป็นความสูญเสียที่ต้องเรียนรู้และจดจำ

เธอในสภาพบาดเจ็บและบอบช้ำถกเสื้อขึ้นป้อนนมลูก พร้อมเรียกให้เขาซึ่งมีกล้องห้อยอยู่บนคอบันทึกภาพเอาไว้ เพื่อนำไปเผยแพร่ให้โลกได้เห็นความสูญเสีย

มนุษย์เราเรียนรู้อะไรจากสงครามบ้างนะ สิ่งที่เสียไปหรือสิ่งที่ได้มา

นิทรรศการไม่ได้แสดงแค่ความโหดร้ายของอเมริกา แต่ยังแสดงให้เห็นเสียงของผู้ไม่เห็นด้วย ผู้ที่ไม่ต้องการสงคราม คลื่นใต้น้ำ และพลังมวลชนที่ดำเนินการสวนกระแสอำนาจของผู้มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางประเทศ

ว่ากันว่าหลังสงครามเวียดนามครานั้น อเมริกาก็เข็ดกับการทำสงครามในบ้านคนอื่นอยู่นาน จนมาถึงสงครามที่อัฟกานิสถาน และล่าสุดก็…ซีเรีย

ภาพ : goodfreephotos.com

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

niita-chen

อดีตนักออกแบบผู้หันหน้าเข้าสู่แวดวงธุรกิจ และนักศึกษาชีวิตผ่านการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load