ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ นักออกแบบกลิ่นรส หรือ Flavor Designer เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติและกลิ่นหอมๆ ที่เราคุ้นเคยตามตู้แช่และชั้นวางในร้านค้าต่างๆ ปิยะเชี่ยวชาญด้านการออกแบบกลิ่นที่ให้รสชาติ และการใช้สิ่งนั้นเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด ทำให้สินค้าดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสื่อสารตัวตนได้อย่างที่ตั้งใจมากที่สุด

เขาบอกว่าในประเทศไทยมีคนทำอาชีพนี้อยู่น้อยมากๆ

เหมือนกับที่คำว่า ‘กลิ่นรส’ ในภาษาไทยฟังดูไม่คุ้นเท่าคำว่า ‘Flavor’ ในภาษาอังกฤษ เรื่องกลิ่นรสในประเทศไทยยังไม่ถูกพูดถึงมากเท่าที่ควร แถมบางกรณีการพูดว่าสินค้านี้มีการเติมกลิ่นแต่งรส ยิ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้านั้นอร่อยน้อยและด้อยค่า ศิลปะและการออกแบบกลิ่นรสจึงไม่ได้รับความนิยม ต้องทำกันอย่างลับๆ และไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้ในประเทศไทยมากเท่าที่ควร

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ปิยะเรียนวิชาการออกแบบกลิ่นรสจากการร่วมงานกับบริษัท Givaudan จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้านการออกแบบกลิ่น หลังจากเขาจบปริญญาตรีจากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ในประเทศไทยยังไม่มีสาขาวิชาด้านการออกแบบกลิ่นรสโดยตรง และในเอเชียมีเพียงญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ เท่านั้นที่มีการเรียนการสอนวิชานี้ 

ปิยะทำงานในองค์กรต่างชาติ และเป็นคนคลุกวงในอยู่หลายปี จนเห็นศักยภาพของกลิ่นรสที่สร้างข้อได้เปรียบทางการตลาดผ่านการกำหนดตัวตน การออกแบบกลิ่นและรสชาติให้โดนใจผู้บริโภค และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า 

แต่ในฐานะบริษัทรับจ้างผลิต ปิยะไม่สามารถเปิดเผยหรือบอกเล่าความน่าตื่นเต้นและไอเดียต่อยอดที่เขามีจากการทำงานนี้ได้มากนัก 

เมื่อถึงวันที่พร้อม ปิยะจึงลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทมาทำสิ่งที่ตั้งใจ คือการออกมาเล่าเรื่องราวเพื่อเป็นแรงผลักให้ผู้บริโภคในประเทศไทยได้เปิดใจยอมรับการออกแบบกลิ่นรสและเห็นศักยภาพของมัน ทั้งในแง่ธุรกิจและความเข้าใจ ผ่านเพจ Flavor Journey By May

ในขณะเดียวกันเขาก็ทำธุรกิจของตัวเองโดยการนำเข้ากลิ่นรสจากต่างประเทศด้วย แล้วพบว่ากลิ่นที่ฝรั่งมองว่าธรรมดาอย่าง สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ แอปเปิ้ล ได้รับความนิยมเหลือเกิน 1 ปีให้หลังเขาเลยใช้ความสามารถที่มีออกแบบกลิ่นรสแบบไทยๆ ส่งไปขายต่างประเทศบ้าง แล้วกลิ่นที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างมะกรูด มะม่วง และทุเรียนของไทย ก็ได้รับความนิยมตามคาด ไม่ต่างกับที่คนไทยตื่นเต้นกับรสชาติที่ประเทศเราไม่มี 

วันนี้เรานัดหมายปิยะเพื่อคุยเรื่องกลิ่นรสที่คนไทยคุ้นเคยแต่ยังไม่สนิทใจที่จะยอมรับ ว่าเขามองเห็นศักยภาพอะไร กลิ่นสังเคราะห์น่ารังเกียจจริงไหม การออกแบบรสชาติเขาทำกันอย่างไร และอะไรคือเสน่ห์ของกลิ่นที่เขาบอกว่าเป็นสิ่งเร้าที่ต้านทานได้ยากที่สุด

ที่ห้องรับแขกในออฟฟิศย่านร่วมฤดี เราแอบกังวลว่ากาแฟร้อนหอมฉุยที่ถือติดมือมาด้วยวันนี้จะทำให้สุภาพบุรุษจมูกดีตรงหน้าตีความรสนิยมของเราไปว่าอย่างไรบ้าง

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

กลิ่นมีพลังมากกว่าที่เราคิด

เราอาจปิดตาไม่ให้เห็น อุดหูไม่ให้ได้ยิน แต่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกลิ่นได้ตราบที่เรายังต้องหายใจ และกลิ่นก็เชื่อมโยงเรากับเรื่องราวต่างๆ ในสมองเราได้ทั้งที่เรารู้และไม่รู้ตัว

“กลิ่นพาเราย้อนเวลาได้” ปิยะบอก “มันทำให้เราเชื่อมโยงที่มาของกลิ่นนี้กับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต กลิ่นเดียวกันอาจมีความหมายที่ไม่เหมือนกันสำหรับแต่ละคน เพราะมีประสบการณ์ต่อกลิ่นนั้นไม่เหมือนกัน”

กลิ่นจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดร่วมกับการออกแบบรสชาติ ที่ใช้สร้างตัวตนให้สินค้า ทำให้สินค้าแต่ละยี่ห้อที่คล้ายกันมีความแตกต่างกัน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลาย และที่สำคัญคือ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ 

ชั้นวางน้ำชาเขียวสิบกว่าแบบในตู้แช่ ลูกอมที่แตกต่างกันทั้งชั้น น้ำผลไม้ คุกกี้ หมากฝรั่งที่มีความละลานตา เป็นหลักฐานชั้นดีว่ากลิ่นรสสร้างความหลากหลายได้มากเท่าไหร่

การที่ลูกอมรสแปลกๆ จากในเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กลายมาเป็นสินค้าขายดีในโลกมักเกิล ก็ยืนยันได้ดีว่าคนเราหลงใหลประสบการณ์ที่ได้จากรสชาติกันขนาดไหน

เราไม่สามารถแยกกลิ่นออกจากการรับรู้รสชาติในอาหารที่กิน ผู้เชี่ยวชาญด้านร่างกายมนุษย์อธิบายว่า เวลาเรากินอะไรสักอย่าง ต่อมรับรสที่ลิ้นและต่อมรับกลิ่นที่จมูกจะทำงานร่วมกันเพื่อส่งผลลัพธ์ไปที่สมอง ประมวลค่าและตีความออกมาว่าสิ่งที่เรากินอยู่คืออะไร ทำให้เรารู้สึกแบบไหน และที่สำคัญคือ มันอร่อยหรือเปล่า

คนที่เป็นหวัดย่อมรู้ดีว่าอาหารอร่อยน้อยลงไปหลายเท่าตัว เพียงเพราะไม่สามารถหายใจได้อย่างคล่องจมูก และถ้าใครอยากจะทดลอง ให้อมลูกอมแบบบีบจมูกดู จะพบว่ามันไม่มีรสชาติอะไรเลย

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

การตลาดคือการเพิ่มมูลค่าโดยการสร้างความแตกต่าง 

สิ่งที่ปิยะได้เรียนรู้จากการออกแบบกลิ่นในอาหารคือ “กลิ่นที่มีความหมายทำให้ทุกอย่างขายได้แพงขึ้น” 

“สินค้าที่มีความซับซ้อนและความหลากหลายของกลิ่นขายสุนทรียะได้ และคนที่มีกำลังจ่ายก็มักจะยอมจ่ายแพงเพื่อสุนทรียะเสมอ มันเป็นเส้นทางไปสู่การสร้างมูลค่า” 

มูลค่าเกิดจากความเฉพาะตัว ซึ่งสินค้าหลายอย่างก็มีกลิ่นและรสชาติเป็นตัวระบุความแตกต่าง 

ปิยะยกตัวอย่างให้ฟังสองสามเรื่อง 

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เรื่องแรกคือ อุตสาหกรรมไวน์ ปิยะเล่าว่า “การจะแยกว่าเป็น Shiraz, Melot, Cabernet Sauvignon นักชิมไวน์ใช้การดมกลิ่นและชิมรส เพื่อระบุสายพันธุ์ และสายพันธุ์ต่างๆ ก็มีคำอธิบายเพื่อกำหนดตัวตนโดยอ้างอิงจากแหล่งปลูก และพันธ์ุองุ่น พร้อมทั้งมีนักชิมไวน์และคู่มือ เพื่อสร้างมาตรฐานว่ากลิ่นรสที่ต้องมีและต้องไม่มี เขาบรรยายกันออกมาเป็นเรื่องเป็นราวว่าถ้าปลูกที่เบอกันดี ที่บอร์กโดซ์จะให้คาแรกเตอร์อย่างไร รวมถึงวิธีกิน ของที่ต้องกินคู่กัน ทำให้เกิดสินค้าที่ดูเผินๆ เหมือนจะต่างกันเล็กน้อย กลายเป็นสินค้าที่มีที่ทาง มีวาระ และตัวตน เป็นของตัวเอง”

กลับมาที่ประเทศไทย ปิยะชวนให้สังเกตว่า เรารู้ว่าข้าวหอมมะลิของไทยหอม แต่กลิ่นและรสชาติของข้าวหอมมะลิยังไม่มีคำอธิบายหรือเรื่องราวมาใช้สร้างความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิจากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งความแตกต่างของข้าวหอมมะลิไทยและต่างชาติ เช่นบอกว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกในภาคเหนือของไทยมีคาแรกเตอร์นี้ ปลูกที่ทุ่งกุลามีคาแรกเตอร์นี้ กลิ่นต้องเป็นยังไง มีกลิ่นฝน กลิ่นรวงข้าว แตกต่างกันแบบไหน ต้องกินคู่กับอะไรถึงอร่อย ข้าวนาปีจากหน้าฝนให้รสชาติที่ต่างจาก ข้าวนาปรังที่ปลูกนอกฤดูกาลอย่างไร 

“ในขณะที่กาแฟซึ่งเป็นสินค้าเกษตรเหมือนข้าว และมีการสร้างคาแรกเตอร์เหมือนไวน์” ปิยะเล่าให้เห็นภาพ

“ก่อนหน้านี้กาแฟก็เหมือนกันหมด แต่พอมีการแบ่งประเภทเป็นอาราบิก้า โรบัสต้า คั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน ก็เกิดคาแรกเตอร์ เกิดการกะเกณฑ์แยกแยะกลิ่นต่างๆ อย่างนัตตี้ แอชชี่ ช็อกโกแลตตี้ มีร้านกาแฟที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีบาริสต้า มีองค์ความรู้เรื่องกาแฟมากมาย มีความชอบส่วนตัวที่ผู้บริโภคเริ่มเอามาใช้เพื่อเลือกซื้อเมล็ดกาแฟ ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อรสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟที่เหมาะกับโอกาสต่างๆ 

“นี่คือความเป็นไปได้ทางธุรกิจของสินค้าเกษตรอื่นๆ” ปิยะบอกด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ความสม่ำเสมอเป็นความจำเป็นทางอุตสาหกรรม

การจะเอากลิ่นมาเป็นตัวกำหนดตัวตนของสินค้า เจ้าของสินค้าจำเป็นต้องมั่นใจว่าเขาจะผลิตสินค้าที่มีลักษณะทางสี กลิ่น รส อย่างนั้นได้สม่ำเสมอ บนต้นทุนที่ควบคุมได้และมีปริมาณที่มากพอ

การสังเคราะห์กลิ่นเพื่อเลียนแบบธรรมชาติจึงเข้ามามีบทบาทกับการตลาด แต่การสังเคราะห์กลิ่นเหล่านี้ก็ต้องการความเชี่ยวชาญในการทำให้กลิ่นและรสชาติที่ทั้งตอบโจทย์ และให้รสชาติที่ดีที่สุด

นี่แหละคืองานของ Flavor Designer 

“กลิ่นรสเหล่านี้ได้จากการสังเคราะห์เคมีที่มีโครงสร้างเดียวกันกับธรรมชาติ” ปิยะเริ่มเล่าวิธีการทำให้กลิ่นมีตัวตน “ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ในระดับโลกก็คือวานิลลา ซึ่งเป็นพืชที่ให้กลิ่นและใช้กันทั่วโลก ตอนนี้วานิลลาไม่พอ โตไม่ทัน เลยต้องสร้างส่วนประกอบที่ให้กลิ่น (Aromatic Compound) ในวานิลลาที่เรียกว่า วานิลลิน ขึ้นมา โดยการสร้างสารประกอบทางเคมีที่มีโครงสร้างเดียวกันกับวานิลลินในธรรมชาติ

“เคล็ดลับการสังเคราะห์กลิ่นรสให้อร่อย คือการใส่รายละเอียดให้กลิ่นที่สร้างขึ้นมานี้ใกล้เคียงกับกลิ่นจริงตามธรรมชาติมากที่สุด กลิ่น สี รส มันต้องไปด้วยกัน แม้แต่กลิ่นขั้วเขียวๆ ของมะม่วงก็ต้องใส่เข้าไป หรือแม้แต่ในนมวัวก็ต้องมีกลิ่นหญ้า เพราะวัวกินหญ้า และกลิ่นนั้นจะให้ความรู้สึกสด” ปิยะเล่าให้เห็นภาพการจับเล็กผสมน้อย ผ่านการสังเกตปัจจัยที่ให้กลิ่นตามธรรมชาติ มาสร้างเป็นสิ่งเลียนแบบเพื่อใช้ลดข้อจำกัด

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

“มันคือ ความคงที่ มันคือ ซิกเนเจอร์” 

กลิ่นเป็นตัวแปรที่อธิบายไม่ได้ แต่ทำให้รู้สึกได้ และหลายความรู้สึกก็เป็นตัวขับเคลื่อนโลกใบนี้

อย่างกรณีน้ำอัดลมคู่ปรับกันตลอดกาลอย่างเป๊ปซี่กับโคคาโคล่า ก็คนพยายามอธิบายความแตกต่าง และพยายามหาเหตุผลว่าทำไมถึงชอบแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากกว่า จนเกิดการใช้เงินเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดเป็นจำนวนมหาศาล มีการสร้างแบรนด์จนเป็นตำนานยาวนานเป็นร้อยปี มีคนรัก มีสาวก จนมีประเด็นใหญ่โตเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่บอกว่าจะออกแบบรสชาติใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ

เรื่องความแตกต่างระหว่างโค้กกับเป๊ปซี่ ปิยะแอบเฉลยให้ฟังว่า “ในเป๊ปซี่มีกลิ่นรสของซีตรัสมากกว่าจึงให้ความรู้สึกซ่า ในขณะที่โค้กมีกลิ่นวานิลลานำ สาวกหลายคนจึงชอบเพราะให้ความรู้สึกหวานมากกว่า แต่รสชาติเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระดับที่คนจะบอกได้ชัดๆ มันก็เลยถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบความรู้สึก

“ในเครื่องดื่มที่น้ำตาลน้อย ก็ใช้ความรู้สึกมาทำให้เรายังรู้สึกว่ามันหวานและให้ความสดชื่นอยู่ โดยการใส่กลิ่นน้ำตาลหรือกลิ่นลูกกวาดลงไปแทนน้ำตาลจริงๆ” ปิยะบอกความลับให้สาวกชูก้าฟรีทั้งหลายได้สบายใจ

สนุกไปกว่านั้น นักออกแบบกลิ่นรสยังเอาความเชื่อมโยงของกลิ่นและรสชาติที่ผู้บริโภคมีต่อสิ่งหนึ่ง มาให้ความหมายในอีกสิ่งหนึ่งด้วย เช่น

ทำให้ยาเป็นยา โดยเติมกลิ่นเชอร์รี่เข้าไปในลูกอมแก้เจ็บคอ เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าเป็นยาและเชื่อในประสิทธิภาพ เพราะคนไทยมีความทรงจำว่ารสเชอร์รี่คือรสของยาที่กินตอนเด็กๆ ด้วยกันทั้งนั้น แม้จะไม่ชอบ แต่ก็มีความเชื่อว่าหวานเป็นลม ขมเป็นยาอย่างเหนียวแน่น

และกลิ่นกับรสชาติยังทำให้ยาไม่ใช่ยาได้ด้วย เช่นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ที่เอารสเปรี้ยวๆ หวานๆ มากลบกลิ่นและรสชาติของยา ทำให้ดื่มง่ายขึ้น เพราะในวันที่อ่อนล้า เราคงไม่อยากดื่มเครื่องดื่มที่รสชาติเหมือนยา แต่อยากดื่มอะไรที่ทำให้รู้สึกสดชื่น

ถ้าสังเกตให้ดี เราบอกไม่ได้ว่ารสในเครื่องดื่มบำรุงกำลังคือรสอะไร รู้แต่ว่ารสชาติแบบนี้แหละคือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะมันคือการผสมผสานรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ 

การสร้างซิกเนเจอร์แบบนี้มักจะเริ่มจากแบรนด์เจ้าตลาด แล้วแบรนด์ที่เหลือก็ทำตามๆ กันมา ทั้งกลิ่น รสชาติ แล้วก็สี แม้กระทั่งสีขวด ทุกประสาทสัมผัสที่ได้สัมผัสกับเครื่องดื่มนี้รวมกันแล้วก็ส่งไปประมวลที่สมองว่า เรี่ยวแรงต้องมาแล้วล่ะ เพราะฉันดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปแล้ว เป็นต้น

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ถ้าประเทศไทยเป็นสินค้าจะมีกลิ่นแบบไหน และมีรสชาติอะไรบ้าง

“หากจะกำหนดค่าให้ความเป็นไทยผ่านกลิ่นรสที่ไม่เคยมีใครกำหนดมาก่อน ก็คงไม่มีใครทำได้น่าเชื่อถือเท่าคนไทย” ปิยะมั่นใจ และเราก็เห็นด้วยว่าเป็นอย่างนั้น

เนื่องด้วยประเทศไทยไม่มีกลิ่นและรสชาติ ปิยะจึงเลือกสังเคราะห์กลิ่นของสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดว่าเล่าถึงประเทศไทยได้ ภายใต้แบรนด์ ‘ซิลปิน’ หรือ ‘ศิลปิน’ (Silpin)

‘ศิลปิน’ มีกลิ่นรสอยู่ 9 กลิ่น คือ กลิ่นดอกกุหลาบจุฬาลงกรณ์ มีคาแรกเตอร์เป็นดอกกุหลาบที่มีกลีบซ้อนๆ กัน มีที่มาจากในรั้วในวัง กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงที่มาครบทั้งกลิ่นกะทิ มะม่วง และข้าวเหนียวมูน กลิ่นข้าวหอมมะลิที่ถ้าดมแบบไกลๆ บางๆ จะได้กลิ่นหวดหุงข้าว ทำให้นึกถึงข้าวตอนหุงเสร็จใหม่ๆ กลิ่นลำไยที่ปิยะตั้งใจทำให้เหมือนกลิ่นลำไยแห้ง กลิ่นมะกรูดที่ใช้เป็นซีตรัสแบบไทยๆ กลิ่นทุเรียนหมอนทองสุดฮิตที่อานุภาพรุนแรงไม่แพ้กลิ่นทุเรียนจริงๆ กลิ่นมะขามหวานสีทอง กลิ่นมะพร้าวสมุย และสุดท้ายกลิ่นตะไคร้

กลิ่นรสเหล่านี้อยู่ในรูปแบบของน้ำเชื่อมที่นำไปผสมกับอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เพื่อแปลงให้สิ่งเหล่านั้นมีความเป็นไทยเข้าไปแฝงตัวอยู่ได้ และอาจเกิดเป็นบทสนทนาต่อไปเรื่องความทรงจำหรือความประทับใจที่มีกลิ่นรสนั้นๆ ไปเชื่อมโยง 

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เหมือนที่โค้กให้ความรู้สึกหวานเพราะวานิลลา เป๊ปซี่ให้ความรู้สึกซ่าเพราะซีตรัส ค็อกเทลบางเมนูก็อาจให้ความรู้สึกถึงความเป็นไทยผ่านกลิ่นกุหลาบจุฬาลงกรณ์ผสมกับกลิ่นข้าวหอมมะลิ และบางทีร้านอาหารไทยก็อาจจะได้เสิร์ฟครัวซองต์หลังมื้ออาหารด้วยการใช้กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง และร้านกาแฟข้ามชาติอาจทำเมนูแบบไทยๆ ด้วยกาแฟที่มีกลิ่นทุเรียนหมอนทองได้ เป็นต้น 

ปิยะเลือกส่งศิลปินออกไปขายในทวีปยุโรปเป็นหลัก เพราะเป็นที่ที่คนยอมจ่ายให้มะขาม มะกรูด มะม่วง มะนาว มากเท่ากับที่คนไทยจ่ายให้แอปเปิ้ล เชอร์รี่ เมล่อน คาราเมล 

เป็นวิธีคิดย้อนกลับ จากปกติที่จะคิดว่าเราจะต้องทำสินค้าแบบไหนให้ตอบโจทย์คนซื้อ มาเป็นเราต้องหาคนซื้อแบบไหนที่จะสนใจสินค้าของเราแทน

“ศิลปินไม่ได้ขายน้ำเชื่อม แต่ขายความเป็นไทย” ปิยะอธิบายภาพใหญ่ที่เขาตั้งใจเอาไว้

“คนยุโรปให้ความสำคัญกับกลิ่นมาก เพราะในสมัยโบราณกลิ่นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชนชั้นสูง ชาวยุโรปจึงเชื่อมโยงกลิ่นกับความพิเศษ ผมเชื่อว่าถ้าเราเอาความเป็นไทยมาทำให้มีกลิ่น และผูกให้กลิ่นนี้มันเป็นความพิเศษ สุนทรียะจากกลิ่นก็น่าจะทำให้โลกตะวันตกยอมรับความเป็นไทยมากขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง”

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เพิ่มมูลค่าแบบไม่ลดคุณค่า

“ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ทรงเล่าว่า ได้นำความเป็นไทยไปให้ชาวยุโรปรู้จัก ให้ชาวยุโรปเห็นว่าคนไทยก็มีอารยะและทันสมัยทัดเทียมกับเขา ไม่ใช่เดินตามเขา ทุกครั้งที่ผมเอากลิ่นความเป็นไทยไปขาย ผมจะคิดแบบนั้น” ปิยะเล่าให้ฟังเมื่อเราหันไปถามถึงหนังสือที่วางอยู่ใกล้ๆ

“แต่ทำแบบนี้แล้วมันจะลดคุณค่าของความเป็นธรรมชาติไหม คนก็จะไปติดกับสิ่งสังเคราะห์กันหมด” เราถาม

“ผมมองว่ามันทำให้คนเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อเราเพิ่มมุมมองว่ามันเพิ่มมูลค่าได้นะ คนไทยจะได้ไม่ต้องพยายามขายของลดราคา หรือต้องขายข้าวราคาถูก หรือมีสินค้าเกษตรล้นตลาด”

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เราขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ตามประสาคนชอบผัดกะเพรา 

สมมติว่าวันหนึ่งมีนักชิมชื่อก้องโลกมารีวิวข้าวหอมมะลิว่า “ข้าวหอมมะลิต้องมาจากทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วงนาปีเท่านั้นถึงจะมีรสชาติเข้ากับกะเพราไก่ไข่ดาวมากที่สุด เพราะความแน่นของเม็ดข้าว กลิ่นที่เข้ากันได้ดีกับใบกะเพรา และรสชาติที่เหมาะกับการละเลียดร่วมกับไข่ดาวยางมะตูม” เชื่อว่าข้าวหอมมะลินาปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ย่อมมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามยอดขายผัดกะเพราแน่ๆ แต่การจะทำอย่างนั้นได้ เราจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานให้ข้าวหอมมะลินาปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ให้มีความคงที่ สม่ำเสมอ ทั้งเรื่องผลผลิต กลิ่น และรสชาติให้ได้ก่อน คนกินจะได้ไม่ผิดหวัง และกลับมาซื้อได้อีกซ้ำๆ 

เรื่องนี้ปิยะอธิบายเสริมว่า “การมีกลิ่นรสที่แน่นอนเพื่อใช้ถ่ายทอดออกไปได้ว่า มันเป็นรสชาติที่ได้จากการทำเกษตรแบบนี้ ทำไมต้องปลูกสิ่งนี้ในฤดูนี้ที่จังหวัดนี้ เพราะสภาวะของดิน สภาวะของอากาศ มันเอื้ออำนวยให้พันธุ์นี้เติบโต มีรสชาติอร่อย มีความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ถ้าผิดไปจากนี้ก็คือไม่ใช่ มันคือความแตกต่างที่จะสร้างมูลค่าได้”

สุดท้ายนี้ปิยะเล่าถึงโปรเจกต์เพจ Flavor Journey By May และแบรนด์ศิลปินที่เขาภาคภูมิใจเพิ่มอีกนิดว่า “ผมมีพระโอวาทของรัชกาลที่ 9 เป็นหลักประจำใจว่า จงทำหน้าที่ของตนให้ดี ก็จะถือว่าได้ช่วยเหลือประเทศของเราแล้ว งานของผมคือการออกแบบกลิ่น และผมเห็นว่ามันมีคุณค่า จึงอยากสร้างเมล็ดพันธุ์เล็กๆ นี้ไว้ในสังคมไทย เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเติบโตมาออกดอกออกผลและสร้างร่มเงาให้กับคนไทยได้”

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ นักออกแบบกลิ่นรส หรือ Flavor Designer เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติและกลิ่นหอมๆ ที่เราคุ้นเคยตามตู้แช่และชั้นวางในร้านค้าต่างๆ ปิยะเชี่ยวชาญด้านการออกแบบกลิ่นที่ให้รสชาติ และการใช้สิ่งนั้นเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด ทำให้สินค้าดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสื่อสารตัวตนได้อย่างที่ตั้งใจมากที่สุด

เขาบอกว่าในประเทศไทยมีคนทำอาชีพนี้อยู่น้อยมากๆ

เหมือนกับที่คำว่า ‘กลิ่นรส’ ในภาษาไทยฟังดูไม่คุ้นเท่าคำว่า ‘Flavor’ ในภาษาอังกฤษ เรื่องกลิ่นรสในประเทศไทยยังไม่ถูกพูดถึงมากเท่าที่ควร แถมบางกรณีการพูดว่าสินค้านี้มีการเติมกลิ่นแต่งรส ยิ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้านั้นอร่อยน้อยและด้อยค่า ศิลปะและการออกแบบกลิ่นรสจึงไม่ได้รับความนิยม ต้องทำกันอย่างลับๆ และไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้ในประเทศไทยมากเท่าที่ควร

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ปิยะเรียนวิชาการออกแบบกลิ่นรสจากการร่วมงานกับบริษัท Givaudan จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้านการออกแบบกลิ่น หลังจากเขาจบปริญญาตรีจากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ในประเทศไทยยังไม่มีสาขาวิชาด้านการออกแบบกลิ่นรสโดยตรง และในเอเชียมีเพียงญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ เท่านั้นที่มีการเรียนการสอนวิชานี้ 

ปิยะทำงานในองค์กรต่างชาติ และเป็นคนคลุกวงในอยู่หลายปี จนเห็นศักยภาพของกลิ่นรสที่สร้างข้อได้เปรียบทางการตลาดผ่านการกำหนดตัวตน การออกแบบกลิ่นและรสชาติให้โดนใจผู้บริโภค และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า 

แต่ในฐานะบริษัทรับจ้างผลิต ปิยะไม่สามารถเปิดเผยหรือบอกเล่าความน่าตื่นเต้นและไอเดียต่อยอดที่เขามีจากการทำงานนี้ได้มากนัก 

เมื่อถึงวันที่พร้อม ปิยะจึงลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทมาทำสิ่งที่ตั้งใจ คือการออกมาเล่าเรื่องราวเพื่อเป็นแรงผลักให้ผู้บริโภคในประเทศไทยได้เปิดใจยอมรับการออกแบบกลิ่นรสและเห็นศักยภาพของมัน ทั้งในแง่ธุรกิจและความเข้าใจ ผ่านเพจ Flavor Journey By May

ในขณะเดียวกันเขาก็ทำธุรกิจของตัวเองโดยการนำเข้ากลิ่นรสจากต่างประเทศด้วย แล้วพบว่ากลิ่นที่ฝรั่งมองว่าธรรมดาอย่าง สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ แอปเปิ้ล ได้รับความนิยมเหลือเกิน 1 ปีให้หลังเขาเลยใช้ความสามารถที่มีออกแบบกลิ่นรสแบบไทยๆ ส่งไปขายต่างประเทศบ้าง แล้วกลิ่นที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างมะกรูด มะม่วง และทุเรียนของไทย ก็ได้รับความนิยมตามคาด ไม่ต่างกับที่คนไทยตื่นเต้นกับรสชาติที่ประเทศเราไม่มี 

วันนี้เรานัดหมายปิยะเพื่อคุยเรื่องกลิ่นรสที่คนไทยคุ้นเคยแต่ยังไม่สนิทใจที่จะยอมรับ ว่าเขามองเห็นศักยภาพอะไร กลิ่นสังเคราะห์น่ารังเกียจจริงไหม การออกแบบรสชาติเขาทำกันอย่างไร และอะไรคือเสน่ห์ของกลิ่นที่เขาบอกว่าเป็นสิ่งเร้าที่ต้านทานได้ยากที่สุด

ที่ห้องรับแขกในออฟฟิศย่านร่วมฤดี เราแอบกังวลว่ากาแฟร้อนหอมฉุยที่ถือติดมือมาด้วยวันนี้จะทำให้สุภาพบุรุษจมูกดีตรงหน้าตีความรสนิยมของเราไปว่าอย่างไรบ้าง

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

กลิ่นมีพลังมากกว่าที่เราคิด

เราอาจปิดตาไม่ให้เห็น อุดหูไม่ให้ได้ยิน แต่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกลิ่นได้ตราบที่เรายังต้องหายใจ และกลิ่นก็เชื่อมโยงเรากับเรื่องราวต่างๆ ในสมองเราได้ทั้งที่เรารู้และไม่รู้ตัว

“กลิ่นพาเราย้อนเวลาได้” ปิยะบอก “มันทำให้เราเชื่อมโยงที่มาของกลิ่นนี้กับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต กลิ่นเดียวกันอาจมีความหมายที่ไม่เหมือนกันสำหรับแต่ละคน เพราะมีประสบการณ์ต่อกลิ่นนั้นไม่เหมือนกัน”

กลิ่นจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดร่วมกับการออกแบบรสชาติ ที่ใช้สร้างตัวตนให้สินค้า ทำให้สินค้าแต่ละยี่ห้อที่คล้ายกันมีความแตกต่างกัน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลาย และที่สำคัญคือ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ 

ชั้นวางน้ำชาเขียวสิบกว่าแบบในตู้แช่ ลูกอมที่แตกต่างกันทั้งชั้น น้ำผลไม้ คุกกี้ หมากฝรั่งที่มีความละลานตา เป็นหลักฐานชั้นดีว่ากลิ่นรสสร้างความหลากหลายได้มากเท่าไหร่

การที่ลูกอมรสแปลกๆ จากในเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กลายมาเป็นสินค้าขายดีในโลกมักเกิล ก็ยืนยันได้ดีว่าคนเราหลงใหลประสบการณ์ที่ได้จากรสชาติกันขนาดไหน

เราไม่สามารถแยกกลิ่นออกจากการรับรู้รสชาติในอาหารที่กิน ผู้เชี่ยวชาญด้านร่างกายมนุษย์อธิบายว่า เวลาเรากินอะไรสักอย่าง ต่อมรับรสที่ลิ้นและต่อมรับกลิ่นที่จมูกจะทำงานร่วมกันเพื่อส่งผลลัพธ์ไปที่สมอง ประมวลค่าและตีความออกมาว่าสิ่งที่เรากินอยู่คืออะไร ทำให้เรารู้สึกแบบไหน และที่สำคัญคือ มันอร่อยหรือเปล่า

คนที่เป็นหวัดย่อมรู้ดีว่าอาหารอร่อยน้อยลงไปหลายเท่าตัว เพียงเพราะไม่สามารถหายใจได้อย่างคล่องจมูก และถ้าใครอยากจะทดลอง ให้อมลูกอมแบบบีบจมูกดู จะพบว่ามันไม่มีรสชาติอะไรเลย

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

การตลาดคือการเพิ่มมูลค่าโดยการสร้างความแตกต่าง 

สิ่งที่ปิยะได้เรียนรู้จากการออกแบบกลิ่นในอาหารคือ “กลิ่นที่มีความหมายทำให้ทุกอย่างขายได้แพงขึ้น” 

“สินค้าที่มีความซับซ้อนและความหลากหลายของกลิ่นขายสุนทรียะได้ และคนที่มีกำลังจ่ายก็มักจะยอมจ่ายแพงเพื่อสุนทรียะเสมอ มันเป็นเส้นทางไปสู่การสร้างมูลค่า” 

มูลค่าเกิดจากความเฉพาะตัว ซึ่งสินค้าหลายอย่างก็มีกลิ่นและรสชาติเป็นตัวระบุความแตกต่าง 

ปิยะยกตัวอย่างให้ฟังสองสามเรื่อง 

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เรื่องแรกคือ อุตสาหกรรมไวน์ ปิยะเล่าว่า “การจะแยกว่าเป็น Shiraz, Melot, Cabernet Sauvignon นักชิมไวน์ใช้การดมกลิ่นและชิมรส เพื่อระบุสายพันธุ์ และสายพันธุ์ต่างๆ ก็มีคำอธิบายเพื่อกำหนดตัวตนโดยอ้างอิงจากแหล่งปลูก และพันธ์ุองุ่น พร้อมทั้งมีนักชิมไวน์และคู่มือ เพื่อสร้างมาตรฐานว่ากลิ่นรสที่ต้องมีและต้องไม่มี เขาบรรยายกันออกมาเป็นเรื่องเป็นราวว่าถ้าปลูกที่เบอกันดี ที่บอร์กโดซ์จะให้คาแรกเตอร์อย่างไร รวมถึงวิธีกิน ของที่ต้องกินคู่กัน ทำให้เกิดสินค้าที่ดูเผินๆ เหมือนจะต่างกันเล็กน้อย กลายเป็นสินค้าที่มีที่ทาง มีวาระ และตัวตน เป็นของตัวเอง”

กลับมาที่ประเทศไทย ปิยะชวนให้สังเกตว่า เรารู้ว่าข้าวหอมมะลิของไทยหอม แต่กลิ่นและรสชาติของข้าวหอมมะลิยังไม่มีคำอธิบายหรือเรื่องราวมาใช้สร้างความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิจากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งความแตกต่างของข้าวหอมมะลิไทยและต่างชาติ เช่นบอกว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกในภาคเหนือของไทยมีคาแรกเตอร์นี้ ปลูกที่ทุ่งกุลามีคาแรกเตอร์นี้ กลิ่นต้องเป็นยังไง มีกลิ่นฝน กลิ่นรวงข้าว แตกต่างกันแบบไหน ต้องกินคู่กับอะไรถึงอร่อย ข้าวนาปีจากหน้าฝนให้รสชาติที่ต่างจาก ข้าวนาปรังที่ปลูกนอกฤดูกาลอย่างไร 

“ในขณะที่กาแฟซึ่งเป็นสินค้าเกษตรเหมือนข้าว และมีการสร้างคาแรกเตอร์เหมือนไวน์” ปิยะเล่าให้เห็นภาพ

“ก่อนหน้านี้กาแฟก็เหมือนกันหมด แต่พอมีการแบ่งประเภทเป็นอาราบิก้า โรบัสต้า คั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน ก็เกิดคาแรกเตอร์ เกิดการกะเกณฑ์แยกแยะกลิ่นต่างๆ อย่างนัตตี้ แอชชี่ ช็อกโกแลตตี้ มีร้านกาแฟที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีบาริสต้า มีองค์ความรู้เรื่องกาแฟมากมาย มีความชอบส่วนตัวที่ผู้บริโภคเริ่มเอามาใช้เพื่อเลือกซื้อเมล็ดกาแฟ ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อรสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟที่เหมาะกับโอกาสต่างๆ 

“นี่คือความเป็นไปได้ทางธุรกิจของสินค้าเกษตรอื่นๆ” ปิยะบอกด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ความสม่ำเสมอเป็นความจำเป็นทางอุตสาหกรรม

การจะเอากลิ่นมาเป็นตัวกำหนดตัวตนของสินค้า เจ้าของสินค้าจำเป็นต้องมั่นใจว่าเขาจะผลิตสินค้าที่มีลักษณะทางสี กลิ่น รส อย่างนั้นได้สม่ำเสมอ บนต้นทุนที่ควบคุมได้และมีปริมาณที่มากพอ

การสังเคราะห์กลิ่นเพื่อเลียนแบบธรรมชาติจึงเข้ามามีบทบาทกับการตลาด แต่การสังเคราะห์กลิ่นเหล่านี้ก็ต้องการความเชี่ยวชาญในการทำให้กลิ่นและรสชาติที่ทั้งตอบโจทย์ และให้รสชาติที่ดีที่สุด

นี่แหละคืองานของ Flavor Designer 

“กลิ่นรสเหล่านี้ได้จากการสังเคราะห์เคมีที่มีโครงสร้างเดียวกันกับธรรมชาติ” ปิยะเริ่มเล่าวิธีการทำให้กลิ่นมีตัวตน “ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ในระดับโลกก็คือวานิลลา ซึ่งเป็นพืชที่ให้กลิ่นและใช้กันทั่วโลก ตอนนี้วานิลลาไม่พอ โตไม่ทัน เลยต้องสร้างส่วนประกอบที่ให้กลิ่น (Aromatic Compound) ในวานิลลาที่เรียกว่า วานิลลิน ขึ้นมา โดยการสร้างสารประกอบทางเคมีที่มีโครงสร้างเดียวกันกับวานิลลินในธรรมชาติ

“เคล็ดลับการสังเคราะห์กลิ่นรสให้อร่อย คือการใส่รายละเอียดให้กลิ่นที่สร้างขึ้นมานี้ใกล้เคียงกับกลิ่นจริงตามธรรมชาติมากที่สุด กลิ่น สี รส มันต้องไปด้วยกัน แม้แต่กลิ่นขั้วเขียวๆ ของมะม่วงก็ต้องใส่เข้าไป หรือแม้แต่ในนมวัวก็ต้องมีกลิ่นหญ้า เพราะวัวกินหญ้า และกลิ่นนั้นจะให้ความรู้สึกสด” ปิยะเล่าให้เห็นภาพการจับเล็กผสมน้อย ผ่านการสังเกตปัจจัยที่ให้กลิ่นตามธรรมชาติ มาสร้างเป็นสิ่งเลียนแบบเพื่อใช้ลดข้อจำกัด

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

“มันคือ ความคงที่ มันคือ ซิกเนเจอร์” 

กลิ่นเป็นตัวแปรที่อธิบายไม่ได้ แต่ทำให้รู้สึกได้ และหลายความรู้สึกก็เป็นตัวขับเคลื่อนโลกใบนี้

อย่างกรณีน้ำอัดลมคู่ปรับกันตลอดกาลอย่างเป๊ปซี่กับโคคาโคล่า ก็คนพยายามอธิบายความแตกต่าง และพยายามหาเหตุผลว่าทำไมถึงชอบแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากกว่า จนเกิดการใช้เงินเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดเป็นจำนวนมหาศาล มีการสร้างแบรนด์จนเป็นตำนานยาวนานเป็นร้อยปี มีคนรัก มีสาวก จนมีประเด็นใหญ่โตเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่บอกว่าจะออกแบบรสชาติใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ

เรื่องความแตกต่างระหว่างโค้กกับเป๊ปซี่ ปิยะแอบเฉลยให้ฟังว่า “ในเป๊ปซี่มีกลิ่นรสของซีตรัสมากกว่าจึงให้ความรู้สึกซ่า ในขณะที่โค้กมีกลิ่นวานิลลานำ สาวกหลายคนจึงชอบเพราะให้ความรู้สึกหวานมากกว่า แต่รสชาติเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระดับที่คนจะบอกได้ชัดๆ มันก็เลยถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบความรู้สึก

“ในเครื่องดื่มที่น้ำตาลน้อย ก็ใช้ความรู้สึกมาทำให้เรายังรู้สึกว่ามันหวานและให้ความสดชื่นอยู่ โดยการใส่กลิ่นน้ำตาลหรือกลิ่นลูกกวาดลงไปแทนน้ำตาลจริงๆ” ปิยะบอกความลับให้สาวกชูก้าฟรีทั้งหลายได้สบายใจ

สนุกไปกว่านั้น นักออกแบบกลิ่นรสยังเอาความเชื่อมโยงของกลิ่นและรสชาติที่ผู้บริโภคมีต่อสิ่งหนึ่ง มาให้ความหมายในอีกสิ่งหนึ่งด้วย เช่น

ทำให้ยาเป็นยา โดยเติมกลิ่นเชอร์รี่เข้าไปในลูกอมแก้เจ็บคอ เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าเป็นยาและเชื่อในประสิทธิภาพ เพราะคนไทยมีความทรงจำว่ารสเชอร์รี่คือรสของยาที่กินตอนเด็กๆ ด้วยกันทั้งนั้น แม้จะไม่ชอบ แต่ก็มีความเชื่อว่าหวานเป็นลม ขมเป็นยาอย่างเหนียวแน่น

และกลิ่นกับรสชาติยังทำให้ยาไม่ใช่ยาได้ด้วย เช่นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ที่เอารสเปรี้ยวๆ หวานๆ มากลบกลิ่นและรสชาติของยา ทำให้ดื่มง่ายขึ้น เพราะในวันที่อ่อนล้า เราคงไม่อยากดื่มเครื่องดื่มที่รสชาติเหมือนยา แต่อยากดื่มอะไรที่ทำให้รู้สึกสดชื่น

ถ้าสังเกตให้ดี เราบอกไม่ได้ว่ารสในเครื่องดื่มบำรุงกำลังคือรสอะไร รู้แต่ว่ารสชาติแบบนี้แหละคือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะมันคือการผสมผสานรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ 

การสร้างซิกเนเจอร์แบบนี้มักจะเริ่มจากแบรนด์เจ้าตลาด แล้วแบรนด์ที่เหลือก็ทำตามๆ กันมา ทั้งกลิ่น รสชาติ แล้วก็สี แม้กระทั่งสีขวด ทุกประสาทสัมผัสที่ได้สัมผัสกับเครื่องดื่มนี้รวมกันแล้วก็ส่งไปประมวลที่สมองว่า เรี่ยวแรงต้องมาแล้วล่ะ เพราะฉันดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปแล้ว เป็นต้น

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

ถ้าประเทศไทยเป็นสินค้าจะมีกลิ่นแบบไหน และมีรสชาติอะไรบ้าง

“หากจะกำหนดค่าให้ความเป็นไทยผ่านกลิ่นรสที่ไม่เคยมีใครกำหนดมาก่อน ก็คงไม่มีใครทำได้น่าเชื่อถือเท่าคนไทย” ปิยะมั่นใจ และเราก็เห็นด้วยว่าเป็นอย่างนั้น

เนื่องด้วยประเทศไทยไม่มีกลิ่นและรสชาติ ปิยะจึงเลือกสังเคราะห์กลิ่นของสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดว่าเล่าถึงประเทศไทยได้ ภายใต้แบรนด์ ‘ซิลปิน’ หรือ ‘ศิลปิน’ (Silpin)

‘ศิลปิน’ มีกลิ่นรสอยู่ 9 กลิ่น คือ กลิ่นดอกกุหลาบจุฬาลงกรณ์ มีคาแรกเตอร์เป็นดอกกุหลาบที่มีกลีบซ้อนๆ กัน มีที่มาจากในรั้วในวัง กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงที่มาครบทั้งกลิ่นกะทิ มะม่วง และข้าวเหนียวมูน กลิ่นข้าวหอมมะลิที่ถ้าดมแบบไกลๆ บางๆ จะได้กลิ่นหวดหุงข้าว ทำให้นึกถึงข้าวตอนหุงเสร็จใหม่ๆ กลิ่นลำไยที่ปิยะตั้งใจทำให้เหมือนกลิ่นลำไยแห้ง กลิ่นมะกรูดที่ใช้เป็นซีตรัสแบบไทยๆ กลิ่นทุเรียนหมอนทองสุดฮิตที่อานุภาพรุนแรงไม่แพ้กลิ่นทุเรียนจริงๆ กลิ่นมะขามหวานสีทอง กลิ่นมะพร้าวสมุย และสุดท้ายกลิ่นตะไคร้

กลิ่นรสเหล่านี้อยู่ในรูปแบบของน้ำเชื่อมที่นำไปผสมกับอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เพื่อแปลงให้สิ่งเหล่านั้นมีความเป็นไทยเข้าไปแฝงตัวอยู่ได้ และอาจเกิดเป็นบทสนทนาต่อไปเรื่องความทรงจำหรือความประทับใจที่มีกลิ่นรสนั้นๆ ไปเชื่อมโยง 

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้
ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เหมือนที่โค้กให้ความรู้สึกหวานเพราะวานิลลา เป๊ปซี่ให้ความรู้สึกซ่าเพราะซีตรัส ค็อกเทลบางเมนูก็อาจให้ความรู้สึกถึงความเป็นไทยผ่านกลิ่นกุหลาบจุฬาลงกรณ์ผสมกับกลิ่นข้าวหอมมะลิ และบางทีร้านอาหารไทยก็อาจจะได้เสิร์ฟครัวซองต์หลังมื้ออาหารด้วยการใช้กลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง และร้านกาแฟข้ามชาติอาจทำเมนูแบบไทยๆ ด้วยกาแฟที่มีกลิ่นทุเรียนหมอนทองได้ เป็นต้น 

ปิยะเลือกส่งศิลปินออกไปขายในทวีปยุโรปเป็นหลัก เพราะเป็นที่ที่คนยอมจ่ายให้มะขาม มะกรูด มะม่วง มะนาว มากเท่ากับที่คนไทยจ่ายให้แอปเปิ้ล เชอร์รี่ เมล่อน คาราเมล 

เป็นวิธีคิดย้อนกลับ จากปกติที่จะคิดว่าเราจะต้องทำสินค้าแบบไหนให้ตอบโจทย์คนซื้อ มาเป็นเราต้องหาคนซื้อแบบไหนที่จะสนใจสินค้าของเราแทน

“ศิลปินไม่ได้ขายน้ำเชื่อม แต่ขายความเป็นไทย” ปิยะอธิบายภาพใหญ่ที่เขาตั้งใจเอาไว้

“คนยุโรปให้ความสำคัญกับกลิ่นมาก เพราะในสมัยโบราณกลิ่นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชนชั้นสูง ชาวยุโรปจึงเชื่อมโยงกลิ่นกับความพิเศษ ผมเชื่อว่าถ้าเราเอาความเป็นไทยมาทำให้มีกลิ่น และผูกให้กลิ่นนี้มันเป็นความพิเศษ สุนทรียะจากกลิ่นก็น่าจะทำให้โลกตะวันตกยอมรับความเป็นไทยมากขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง”

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เพิ่มมูลค่าแบบไม่ลดคุณค่า

“ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ทรงเล่าว่า ได้นำความเป็นไทยไปให้ชาวยุโรปรู้จัก ให้ชาวยุโรปเห็นว่าคนไทยก็มีอารยะและทันสมัยทัดเทียมกับเขา ไม่ใช่เดินตามเขา ทุกครั้งที่ผมเอากลิ่นความเป็นไทยไปขาย ผมจะคิดแบบนั้น” ปิยะเล่าให้ฟังเมื่อเราหันไปถามถึงหนังสือที่วางอยู่ใกล้ๆ

“แต่ทำแบบนี้แล้วมันจะลดคุณค่าของความเป็นธรรมชาติไหม คนก็จะไปติดกับสิ่งสังเคราะห์กันหมด” เราถาม

“ผมมองว่ามันทำให้คนเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อเราเพิ่มมุมมองว่ามันเพิ่มมูลค่าได้นะ คนไทยจะได้ไม่ต้องพยายามขายของลดราคา หรือต้องขายข้าวราคาถูก หรือมีสินค้าเกษตรล้นตลาด”

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

เราขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ตามประสาคนชอบผัดกะเพรา 

สมมติว่าวันหนึ่งมีนักชิมชื่อก้องโลกมารีวิวข้าวหอมมะลิว่า “ข้าวหอมมะลิต้องมาจากทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วงนาปีเท่านั้นถึงจะมีรสชาติเข้ากับกะเพราไก่ไข่ดาวมากที่สุด เพราะความแน่นของเม็ดข้าว กลิ่นที่เข้ากันได้ดีกับใบกะเพรา และรสชาติที่เหมาะกับการละเลียดร่วมกับไข่ดาวยางมะตูม” เชื่อว่าข้าวหอมมะลินาปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ย่อมมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามยอดขายผัดกะเพราแน่ๆ แต่การจะทำอย่างนั้นได้ เราจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานให้ข้าวหอมมะลินาปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ให้มีความคงที่ สม่ำเสมอ ทั้งเรื่องผลผลิต กลิ่น และรสชาติให้ได้ก่อน คนกินจะได้ไม่ผิดหวัง และกลับมาซื้อได้อีกซ้ำๆ 

เรื่องนี้ปิยะอธิบายเสริมว่า “การมีกลิ่นรสที่แน่นอนเพื่อใช้ถ่ายทอดออกไปได้ว่า มันเป็นรสชาติที่ได้จากการทำเกษตรแบบนี้ ทำไมต้องปลูกสิ่งนี้ในฤดูนี้ที่จังหวัดนี้ เพราะสภาวะของดิน สภาวะของอากาศ มันเอื้ออำนวยให้พันธุ์นี้เติบโต มีรสชาติอร่อย มีความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ถ้าผิดไปจากนี้ก็คือไม่ใช่ มันคือความแตกต่างที่จะสร้างมูลค่าได้”

สุดท้ายนี้ปิยะเล่าถึงโปรเจกต์เพจ Flavor Journey By May และแบรนด์ศิลปินที่เขาภาคภูมิใจเพิ่มอีกนิดว่า “ผมมีพระโอวาทของรัชกาลที่ 9 เป็นหลักประจำใจว่า จงทำหน้าที่ของตนให้ดี ก็จะถือว่าได้ช่วยเหลือประเทศของเราแล้ว งานของผมคือการออกแบบกลิ่น และผมเห็นว่ามันมีคุณค่า จึงอยากสร้างเมล็ดพันธุ์เล็กๆ นี้ไว้ในสังคมไทย เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเติบโตมาออกดอกออกผลและสร้างร่มเงาให้กับคนไทยได้”

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ Flavor Designer ผู้ตั้งใจอยากให้ความเป็นไทยมีกลิ่นและชิมได้

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

8 มิถุนายน 2564
4 K

รถราทั้งชนิดมากล้อน้อยล้อเคลื่อนตัวขวักไขว่ไปมา ส่งเสียงเครื่องยนต์กึ่งดังกึ่งเบาเข้าหูเราอย่างไม่ทิ้งช่วง ป้ายสีฟ้าบอกว่านี่คือหัวถนนทรงสวัสดิ์ บริเวณแยกจุดตัดกับถนนทรงวาด

ความพลุกพล่านของผู้คน สัญลักษณ์แห่งความเรืองรองในอดีตของย่านการค้าสำคัญ ตอนนี้บางตาลงมากจนน่าใจหาย ย่ำเท้าไม่นานก็พาตัวเองมาอยู่ตรงข้ามตึกแถวสูงสามชั้นกว้างหนึ่งคูหา ฟอนต์โลหะคำว่า ‘จิรวัฒน์’ สะท้อนพรายแดดวับทันทีที่เงยคอชม ราวกระซิบให้รู้ว่า Google Maps พาเรามาถึงร้านรับทำฉลุแผ่นป้ายโลหะสำหรับพ่นสีทาสีเจ้าเก่าได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ
เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ประตูเหล็กบานเลื่อนเอกลักษณ์ของร้านค้ายุคเก่าเปิดกว้างออก เผยให้เห็นผืนสังกะสีฉลุอักษรหลากภาษาหลายสิบแผ่น ห้อยเรียงรายเป็นจังหวะตลอดสองฟากผนัง โต๊ะกลางร้านมีกลุ่มชายวัยกลางคนสวมแว่นตา มือขวาจับค้อน มือซ้ายถือสิ่ว สายตาเล็งไปที่สังกะสีแผ่นบาง แล้วตอกค้อนลงบนสิ่วอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่นานก็เกิดเป็นแบบอักษรช่องว่างบนโลหะดั่งใจหมาย

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

เรามีนัดกับ อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทรุ่นสองวัย 59 ผู้สืบทอดเทคนิคการฉลุลายบนโลหะแห่งร้านจิรวัฒน์ เจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง ที่ทำตั้งแต่แผ่นฉลุโลหะ สังกะสี สำหรับทาสีหรือพ่น เพื่อบอกข้อความบนวัสดุต่างๆ ทั้งกระสอบข้าว ผืนผ้าใบ ลังไม้ โลงศพ ไปจนถึงรถเมล์ รถแท็กซี่ รถของหน่วยงานราชการ และมีลูกค้าอยู่เกือบทั่วทั้งประเทศ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าร้านจิรวัฒน์กำลังมีโปรเจกต์สนุกๆ ร่วมกับ Lohameka Studio แบรนด์เครื่องประดับสุดเก๋ ในงาน Made in Charoenkrung 2 จัดขึ้นโดย Creative Economy Agency (CEA) ก็ยิ่งเร้าให้เรารีบมาคุยกับทายาทรุ่นสองท่านนี้

เถ้าแก่อนันต์ยิ้มรับคำโอภาปราศรัยจากผู้มาเยือนด้วยอารมณ์แจ่มชื่นเหมือนพระอาทิตย์ตอนบ่ายวันนั้น เขาเชื้อเชิญให้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทรงกลมสุดคลาสสิกสมกับเป็นเจ้าบ้านมืออาชีพ พร้อมต่อบทสนทนาเคล้าเสียงฉลุโลหะอย่างฉะฉานชัดเจน

จากบางแคสู่เจริญกรุง

“ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2510”

นายช่างมากฝีมือคู่สนทนารีบอธิบายรับทันควันเมื่อเราเริ่มซักไซ้ที่มาที่ไป

ร้านจิรวัฒน์เริ่มต้นจากความคิดก้าวหน้าของพ่อเถ้าแก่อนันต์ ชัยวัฒน์ จิรกิตตยากร เจ้าของรุ่นแรก หนุ่มชาวบางแคผู้ข้ามฟากมายังฝั่งพระนครเพื่อทำงานเลี้ยงตัวด้วยอาชีพช่างฉลุในร้านของพี่สาวและพี่เขย ย่านตลาดน้อย เมื่อสะสมทักษะและทุนรอนมากพอ จึงขยับขยายออกมาเปิดกิจการของตัวเองในย่านเจริญกรุง บนหัวถนนทรงสวัสดิ์ หยิบเอา ‘จิร’ พยางค์แรกของนามสกุลมาผสมกับ ‘วัฒน์’ พยางค์สุดท้ายของชื่อตัว ได้ ‘จิรวัฒน์’ ชื่อร้านความหมายมงคล เดิมตั้งอยู่ห้องคูหาถัดไปทางสี่แยก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ เลยย้ายมาที่นี่แทน

“พ่อคงเห็นว่าตรงนี้เป็นแหล่งค้าข้าวและผลผลิตทางการเกษตร ถ้ามาเปิดร้านยังไงก็มีงานจ้างทำแผ่นโลหะไว้พ่นสีตีกระสอบแน่ๆ

“แล้วก็เป็นตามคาด” เขาเฉลยพลางยิ้มกริ่ม ส่งแววตาภาคภูมิใจในตัวพ่อ

“สมัยนั้นงานชุกมาก พวกโรงสีมาสั่งกันทีสามสิบห้าสิบแผ่นสำรองเผื่อไว้เยอะ เพราะใช้บ่อยเลยพังง่าย เมื่อก่อนใช้กระสอบป่าน ไม่ใช่กระสอบพลาสติก เขาต้องให้เราฉลุแผ่นเหล็กไว้ทาสีบนกระสอบอยู่แล้ว งานอีกชนิดที่เข้ามาบ่อยคือสำหรับใช้พ่นบนผ้าใบและท่อแป๊บ แม้กระทั่งบริษัท Bangkok Cable ก็ทำงานให้เขามาตลอด”

เปลี่ยนมือ

เถ้าแก่อนันต์เติบโตท่ามกลางเหล่าช่างลูกจ้างมากฝีมือ ใช้ชีวิตวัยเด็กวิ่งซนในหมู่แผ่นสังกะสีแกะลายนับสิบนับร้อยอย่างไม่ประสา ว่าสิ่งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ทางปัญญาอันมีค่ายิ่ง พอเป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้สนใจฝึกฝนวิชาเอาไว้แม้แต่น้อย

“จนกระทั่งช่วง มศ.1 – 2 อายุประมาณสิบหก สิบเจ็ด ผมเกเรมาก ชนิดที่ว่าโดดเรียนไปกับเพื่อนแบบถึงไหนถึงกัน พ่อเลยบังคับให้เรามาฝึกทำที่ร้าน เอามาไว้ใกล้หูใกล้ตา เดี๋ยวเถลไถลไปไหนต่อไหน พอได้มาลองทำจริงถึงเริ่มมีความคิดอยากเรียนรู้ทักษะนี้ติดตัวและสืบทอดเอาไว้เหมือนกัน”

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ช่างฉลุวัยหนุ่มเริ่มฝึกทักษะโดยใช้วิชาครูพักลักจำ มีแบบอักษร แผ่นสังกะสี ค้อน และสิ่ว หลากไซส์ เป็นอาจารย์คอยสั่งสอน ตามวิถีช่างฝีมือที่ต้องตั้งต้นเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ไม่มีใครมาจับมือทำเป็นหลักสูตรตายตัว

หลังหัดทำได้คล่องแคล่ว ทายาทช่างยังไม่ได้รับช่วงกิจการต่อในทันที เขาทำงานที่ร้านและไปช่วยงานเพื่อนที่เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน หลังคุณพ่อเสีย จึงมารับช่วงต่อเต็มตัว 10 กว่าปีนี้เอง

ร้านจิรวัฒน์หลังเปลี่ยนผ่านสู่มือทายาทรุ่นสอง ยังคงเป็นแหล่งรวมความชำนิชำนาญเช่นเดิม แถมเถ้าแก่อนันต์เพิ่มพูนทักษะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเขียนแบบตัวอักษร จึงพอจะทำงานได้สะดวกโยธินขึ้นมา

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก

4 ทศวรรษ คือช่วงเวลาที่เถ้าแก่อนันต์ลับเหลี่ยมลับคมวิชาฉลุเรื่อยมาตั้งแต่สมัยเป็นกามนิตหนุ่ม แม้ไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพจริงจังแต่เริ่ม แต่ทักษะที่เขามีก็ไม่เป็นสองรองใคร

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ก็พัฒนารุดหน้ารวดเร็วชนิดที่ว่าไม่มีช่างฝีมือคนใดตามทัน เครื่องฉลุเลเซอร์ อำนวยความสะดวกได้เต็มประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดใส่กลิ่นอายของงานคราฟต์ทำมือ ผสมความพิถีพิถันลงไปในผลงานทุกชิ้น เหมือนร้านฉลุเจ้าเก่านี้ได้เลย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“สมัยที่รถเมล์ยังใช้เอกชนวิ่ง เขามาให้ผมฉลุแผ่นโลหะไว้พ่นบอกสายข้างตัวรถทั้งนั้น รถแท็กซี่ผมก็ทำให้ตั้งแต่สมัยเริ่มมีการจดทะเบียนรถแท็กซี่ ไปจนถึงตราหน่วยงานราชการที่เอาไว้พ่นติดรถหลวงของหน่วยงานต่างๆ เทศบาลท้องถิ่นนี่ลูกค้าเราแทบจะเกือบทั้งประเทศ แม้กระทั่งฉลุเป็นลายมังกรไว้พ่นข้างโลงศพคนจีนผมก็รับทำด้วยนะ” ช่างใหญ่ประจำย่านเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉาน ชี้มือชี้ไม้ให้ดูบรรดาผลงานรอบด้าน ประหนึ่งเป็นถ้วยรางวัลแห่งชีวิต

“แต่ไม่มีจุดไหนที่เรียกว่าเป็นยุคทองอย่างจริงจังหรอก” เขาเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมขยายความ

“ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนงานเยอะหน่อยเพราะว่าเขายังต้องใช้วิธีการพ่นแบบดั้งเดิม แต่ทุกวันนี้ซบเซาลงไปเยอะเหมือนกัน ตอน พ.ศ. 2540 โดนไปทีหนึ่งเพราะล้มกันหมด มาโควิดช่วงนี้ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกทีหนึ่ง พอธุรกิจลูกค้าเขาไม่มีงาน ก็ไม่มาจ้างเรา”

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

เหล่าช่างฉลุแห่งจิรวัฒน์ยังคงนั่งโหมงานตลอดบ่ายวันนั้น ส่งเสียงระงมเติมรสให้บทสนทนาดังขึ้น ดังขึ้น แสงแดดเริ่มพาดตัวเข้าสู่ด้านในของร้านเรื่อยๆ บ่งบอกเข็มชั่วโมงที่กำลังเดินทางลงไป

งานที่ภายนอกดูตรงไปตรงมามากที่สุด ย่อมต้องมีจุดที่เวลาและประสบการณ์เท่านั้นจะอำนวยเคล็ดลับและทักษะให้คนทำได้

“ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก มีแต่ความละเอียด” เขาปฏิเสธอย่างถ้อยที 

ไม่ใช่เพราะว่างานฉลุโลหะแบบนี้ง่ายดายปานกับปอกกล้วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ต่างอะไรกับการกินข้าวอาบน้ำ ที่ทำให้เถ้าแก่อนันต์เห็นพื้นฐานอันซับซ้อนในงานฝีมือแขนงนี้

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“พิมพ์แบบใส่กระดาษมาแปะทับบนแผ่นสังกะสี ฉลุตามลายแล้วไสให้เรียบเป็นอันเสร็จ มีแต่ใช้เวลามากหรือน้อยก็เท่านั้น” เถ้าแก่อธิบายขั้นตอนที่ดูเหมือนง่ายในประโยคเดียว 

“อย่างตราพระปรมาภิไธยหรือตราหน่วยงานราชการ มีรายละเอียดเยอะมาก ต้องนั่งทำเป็นวันๆ ลุกไม่ได้เลย มีของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่คิดว่าท้าทายหน่อย เขาจ้างให้แกะลายของกรมเพื่อไปทาสีบนแทงก์น้ำใหญ่ๆ เราต้องไปฉลุลาย ดัดโค้ง ทำงานที่ตรงไซต์นั้น”

คงต้องจบไป ผมปล่อยแบบธรรมชาตินี่แหละ

“งานนี้สอนให้อดทน มีความมานะ เพราะเราใช้เทคนิคอย่างคนรุ่นเก่ามาตลอด แทบไม่ใช่เทคโนโลยีมาช่วยเลย บางครั้งช่างต้องโหมทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสี่ทุ่ม” ช่างฉลุผู้ช่ำชองเผยแง่งามอีกด้านของอาชีพ

“แต่ถ้าหมดผมก็คงต้องจบไป ปล่อยไปตามธรรมชาติแบบนี้แหละ มีงานเข้ามาก็ทำ ไม่มีงานเดี๋ยวก็นั่งมองหน้ากับช่างกันไปก่อน”

ระหว่างที่คู่สนทนาใช้น้ำเสียงเรียบนิ่ง สิ้นหวังปนเศร้า ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงเจือหัวเราะในลำคอเบาๆ พอให้บทสนทนาไม่แห้งแล้ง เรารู้สึกเสียดายอย่างจับใจ เมื่อได้รู้ว่าเถ้าแก่ไม่มีแผนส่งต่อทักษะอันน่าทึ่งแขนงนี้ให้ใคร อีกใจก็ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เช่นเดียวกัน

ลึกๆ เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนที่หลงใหลในเสน่ห์ และเห็นคุณค่าของงานคราฟต์ทำมืออย่างการฉลุแผ่นป้ายโลหะของร้านจิรวัฒน์เสมอ และเชื่อยิ่งกว่าว่าคนเหล่านี้พร้อมช่วยเหลืออุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยมากฝีมือเจ้านี้ให้คงอยู่ เป็นหลักฐานแสดงความเรืองรองของงานช่างโลหะไทยได้อีกนาน

หวังว่าพวกเขาคงจะเดินทางมาพบกันในเร็ววัน

เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายคล้อยเต็มที บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราชิงรบเร้าให้เถ้าแก่โชว์เหนือฉลุสังกะสีให้เห็นก่อนคราวอำลามาถึง

“ได้ มาสิ” นายช่างตอบรับ แล้วลุกขึ้นเดินฉับไปคว้าเก้าอี้ตัวกลม วางลงท่ามกลางหมู่ช่าง นั่งลงจัดท่าทางทะมัดทะแมง สวมแว่นตาเติมความแม่นยำ มือขวากำค้อนแม่นมั่น ยกขึ้นกระแทกเข้ากับแท่งสิ่วไซส์จิ๋วที่ประจำอยู่บนร่องรอยแนวฉลุ เสียงโลหะกระทบกันดังทีแล้วทีเล่า จนออกมาเป็นตัวอักษรตามแบบ

สองมือของเขาจับผลงานขึ้นมาใกล้หน้าเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนบ่ายหน้าไปหาเพื่อนร่วมงานแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุขโดยไม่ได้นัดหมาย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ร้านจิรวัฒน์

รับฉลุป้ายโลหะสำหรับใช้ทาสีหรือพ่นสีทับลงบนพื้นผิววัสดุเจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง 

ที่ตั้ง : เลขที่ 363 ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2266 8669

วันนี้เทคนิคระดับเซียนจากร้านจิรวัฒน์ได้โคจรมาเจอกับกลเม็ดการดีไซน์เครื่องประดับสุดเก๋จากแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ Lohameka Studio ร่วมกันต่อยอดของดีสุดเก๋าประจำย่านเจริญกรุงให้คงอยู่ต่อไปในโครงการ Made in Charoenkrung 2 โดย Creative Economy Agency (CEA) ทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกเฉพาะผู้เขาร่วมงาน Bangkok Design Week 2021 ติดตามงานออกแบบทั้งหมดของโครงการเมดอินเจริญกรุงได้ที่ madein.myneighbour

8 มิถุนายน 2564
4 K

รถราทั้งชนิดมากล้อน้อยล้อเคลื่อนตัวขวักไขว่ไปมา ส่งเสียงเครื่องยนต์กึ่งดังกึ่งเบาเข้าหูเราอย่างไม่ทิ้งช่วง ป้ายสีฟ้าบอกว่านี่คือหัวถนนทรงสวัสดิ์ บริเวณแยกจุดตัดกับถนนทรงวาด

ความพลุกพล่านของผู้คน สัญลักษณ์แห่งความเรืองรองในอดีตของย่านการค้าสำคัญ ตอนนี้บางตาลงมากจนน่าใจหาย ย่ำเท้าไม่นานก็พาตัวเองมาอยู่ตรงข้ามตึกแถวสูงสามชั้นกว้างหนึ่งคูหา ฟอนต์โลหะคำว่า ‘จิรวัฒน์’ สะท้อนพรายแดดวับทันทีที่เงยคอชม ราวกระซิบให้รู้ว่า Google Maps พาเรามาถึงร้านรับทำฉลุแผ่นป้ายโลหะสำหรับพ่นสีทาสีเจ้าเก่าได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ
เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ประตูเหล็กบานเลื่อนเอกลักษณ์ของร้านค้ายุคเก่าเปิดกว้างออก เผยให้เห็นผืนสังกะสีฉลุอักษรหลากภาษาหลายสิบแผ่น ห้อยเรียงรายเป็นจังหวะตลอดสองฟากผนัง โต๊ะกลางร้านมีกลุ่มชายวัยกลางคนสวมแว่นตา มือขวาจับค้อน มือซ้ายถือสิ่ว สายตาเล็งไปที่สังกะสีแผ่นบาง แล้วตอกค้อนลงบนสิ่วอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่นานก็เกิดเป็นแบบอักษรช่องว่างบนโลหะดั่งใจหมาย

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

เรามีนัดกับ อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทรุ่นสองวัย 59 ผู้สืบทอดเทคนิคการฉลุลายบนโลหะแห่งร้านจิรวัฒน์ เจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง ที่ทำตั้งแต่แผ่นฉลุโลหะ สังกะสี สำหรับทาสีหรือพ่น เพื่อบอกข้อความบนวัสดุต่างๆ ทั้งกระสอบข้าว ผืนผ้าใบ ลังไม้ โลงศพ ไปจนถึงรถเมล์ รถแท็กซี่ รถของหน่วยงานราชการ และมีลูกค้าอยู่เกือบทั่วทั้งประเทศ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าร้านจิรวัฒน์กำลังมีโปรเจกต์สนุกๆ ร่วมกับ Lohameka Studio แบรนด์เครื่องประดับสุดเก๋ ในงาน Made in Charoenkrung 2 จัดขึ้นโดย Creative Economy Agency (CEA) ก็ยิ่งเร้าให้เรารีบมาคุยกับทายาทรุ่นสองท่านนี้

เถ้าแก่อนันต์ยิ้มรับคำโอภาปราศรัยจากผู้มาเยือนด้วยอารมณ์แจ่มชื่นเหมือนพระอาทิตย์ตอนบ่ายวันนั้น เขาเชื้อเชิญให้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทรงกลมสุดคลาสสิกสมกับเป็นเจ้าบ้านมืออาชีพ พร้อมต่อบทสนทนาเคล้าเสียงฉลุโลหะอย่างฉะฉานชัดเจน

จากบางแคสู่เจริญกรุง

“ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2510”

นายช่างมากฝีมือคู่สนทนารีบอธิบายรับทันควันเมื่อเราเริ่มซักไซ้ที่มาที่ไป

ร้านจิรวัฒน์เริ่มต้นจากความคิดก้าวหน้าของพ่อเถ้าแก่อนันต์ ชัยวัฒน์ จิรกิตตยากร เจ้าของรุ่นแรก หนุ่มชาวบางแคผู้ข้ามฟากมายังฝั่งพระนครเพื่อทำงานเลี้ยงตัวด้วยอาชีพช่างฉลุในร้านของพี่สาวและพี่เขย ย่านตลาดน้อย เมื่อสะสมทักษะและทุนรอนมากพอ จึงขยับขยายออกมาเปิดกิจการของตัวเองในย่านเจริญกรุง บนหัวถนนทรงสวัสดิ์ หยิบเอา ‘จิร’ พยางค์แรกของนามสกุลมาผสมกับ ‘วัฒน์’ พยางค์สุดท้ายของชื่อตัว ได้ ‘จิรวัฒน์’ ชื่อร้านความหมายมงคล เดิมตั้งอยู่ห้องคูหาถัดไปทางสี่แยก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ เลยย้ายมาที่นี่แทน

“พ่อคงเห็นว่าตรงนี้เป็นแหล่งค้าข้าวและผลผลิตทางการเกษตร ถ้ามาเปิดร้านยังไงก็มีงานจ้างทำแผ่นโลหะไว้พ่นสีตีกระสอบแน่ๆ

“แล้วก็เป็นตามคาด” เขาเฉลยพลางยิ้มกริ่ม ส่งแววตาภาคภูมิใจในตัวพ่อ

“สมัยนั้นงานชุกมาก พวกโรงสีมาสั่งกันทีสามสิบห้าสิบแผ่นสำรองเผื่อไว้เยอะ เพราะใช้บ่อยเลยพังง่าย เมื่อก่อนใช้กระสอบป่าน ไม่ใช่กระสอบพลาสติก เขาต้องให้เราฉลุแผ่นเหล็กไว้ทาสีบนกระสอบอยู่แล้ว งานอีกชนิดที่เข้ามาบ่อยคือสำหรับใช้พ่นบนผ้าใบและท่อแป๊บ แม้กระทั่งบริษัท Bangkok Cable ก็ทำงานให้เขามาตลอด”

เปลี่ยนมือ

เถ้าแก่อนันต์เติบโตท่ามกลางเหล่าช่างลูกจ้างมากฝีมือ ใช้ชีวิตวัยเด็กวิ่งซนในหมู่แผ่นสังกะสีแกะลายนับสิบนับร้อยอย่างไม่ประสา ว่าสิ่งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ทางปัญญาอันมีค่ายิ่ง พอเป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้สนใจฝึกฝนวิชาเอาไว้แม้แต่น้อย

“จนกระทั่งช่วง มศ.1 – 2 อายุประมาณสิบหก สิบเจ็ด ผมเกเรมาก ชนิดที่ว่าโดดเรียนไปกับเพื่อนแบบถึงไหนถึงกัน พ่อเลยบังคับให้เรามาฝึกทำที่ร้าน เอามาไว้ใกล้หูใกล้ตา เดี๋ยวเถลไถลไปไหนต่อไหน พอได้มาลองทำจริงถึงเริ่มมีความคิดอยากเรียนรู้ทักษะนี้ติดตัวและสืบทอดเอาไว้เหมือนกัน”

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ช่างฉลุวัยหนุ่มเริ่มฝึกทักษะโดยใช้วิชาครูพักลักจำ มีแบบอักษร แผ่นสังกะสี ค้อน และสิ่ว หลากไซส์ เป็นอาจารย์คอยสั่งสอน ตามวิถีช่างฝีมือที่ต้องตั้งต้นเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ไม่มีใครมาจับมือทำเป็นหลักสูตรตายตัว

หลังหัดทำได้คล่องแคล่ว ทายาทช่างยังไม่ได้รับช่วงกิจการต่อในทันที เขาทำงานที่ร้านและไปช่วยงานเพื่อนที่เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน หลังคุณพ่อเสีย จึงมารับช่วงต่อเต็มตัว 10 กว่าปีนี้เอง

ร้านจิรวัฒน์หลังเปลี่ยนผ่านสู่มือทายาทรุ่นสอง ยังคงเป็นแหล่งรวมความชำนิชำนาญเช่นเดิม แถมเถ้าแก่อนันต์เพิ่มพูนทักษะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเขียนแบบตัวอักษร จึงพอจะทำงานได้สะดวกโยธินขึ้นมา

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก

4 ทศวรรษ คือช่วงเวลาที่เถ้าแก่อนันต์ลับเหลี่ยมลับคมวิชาฉลุเรื่อยมาตั้งแต่สมัยเป็นกามนิตหนุ่ม แม้ไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพจริงจังแต่เริ่ม แต่ทักษะที่เขามีก็ไม่เป็นสองรองใคร

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ก็พัฒนารุดหน้ารวดเร็วชนิดที่ว่าไม่มีช่างฝีมือคนใดตามทัน เครื่องฉลุเลเซอร์ อำนวยความสะดวกได้เต็มประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดใส่กลิ่นอายของงานคราฟต์ทำมือ ผสมความพิถีพิถันลงไปในผลงานทุกชิ้น เหมือนร้านฉลุเจ้าเก่านี้ได้เลย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“สมัยที่รถเมล์ยังใช้เอกชนวิ่ง เขามาให้ผมฉลุแผ่นโลหะไว้พ่นบอกสายข้างตัวรถทั้งนั้น รถแท็กซี่ผมก็ทำให้ตั้งแต่สมัยเริ่มมีการจดทะเบียนรถแท็กซี่ ไปจนถึงตราหน่วยงานราชการที่เอาไว้พ่นติดรถหลวงของหน่วยงานต่างๆ เทศบาลท้องถิ่นนี่ลูกค้าเราแทบจะเกือบทั้งประเทศ แม้กระทั่งฉลุเป็นลายมังกรไว้พ่นข้างโลงศพคนจีนผมก็รับทำด้วยนะ” ช่างใหญ่ประจำย่านเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉาน ชี้มือชี้ไม้ให้ดูบรรดาผลงานรอบด้าน ประหนึ่งเป็นถ้วยรางวัลแห่งชีวิต

“แต่ไม่มีจุดไหนที่เรียกว่าเป็นยุคทองอย่างจริงจังหรอก” เขาเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมขยายความ

“ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนงานเยอะหน่อยเพราะว่าเขายังต้องใช้วิธีการพ่นแบบดั้งเดิม แต่ทุกวันนี้ซบเซาลงไปเยอะเหมือนกัน ตอน พ.ศ. 2540 โดนไปทีหนึ่งเพราะล้มกันหมด มาโควิดช่วงนี้ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกทีหนึ่ง พอธุรกิจลูกค้าเขาไม่มีงาน ก็ไม่มาจ้างเรา”

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

เหล่าช่างฉลุแห่งจิรวัฒน์ยังคงนั่งโหมงานตลอดบ่ายวันนั้น ส่งเสียงระงมเติมรสให้บทสนทนาดังขึ้น ดังขึ้น แสงแดดเริ่มพาดตัวเข้าสู่ด้านในของร้านเรื่อยๆ บ่งบอกเข็มชั่วโมงที่กำลังเดินทางลงไป

งานที่ภายนอกดูตรงไปตรงมามากที่สุด ย่อมต้องมีจุดที่เวลาและประสบการณ์เท่านั้นจะอำนวยเคล็ดลับและทักษะให้คนทำได้

“ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก มีแต่ความละเอียด” เขาปฏิเสธอย่างถ้อยที 

ไม่ใช่เพราะว่างานฉลุโลหะแบบนี้ง่ายดายปานกับปอกกล้วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ต่างอะไรกับการกินข้าวอาบน้ำ ที่ทำให้เถ้าแก่อนันต์เห็นพื้นฐานอันซับซ้อนในงานฝีมือแขนงนี้

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“พิมพ์แบบใส่กระดาษมาแปะทับบนแผ่นสังกะสี ฉลุตามลายแล้วไสให้เรียบเป็นอันเสร็จ มีแต่ใช้เวลามากหรือน้อยก็เท่านั้น” เถ้าแก่อธิบายขั้นตอนที่ดูเหมือนง่ายในประโยคเดียว 

“อย่างตราพระปรมาภิไธยหรือตราหน่วยงานราชการ มีรายละเอียดเยอะมาก ต้องนั่งทำเป็นวันๆ ลุกไม่ได้เลย มีของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่คิดว่าท้าทายหน่อย เขาจ้างให้แกะลายของกรมเพื่อไปทาสีบนแทงก์น้ำใหญ่ๆ เราต้องไปฉลุลาย ดัดโค้ง ทำงานที่ตรงไซต์นั้น”

คงต้องจบไป ผมปล่อยแบบธรรมชาตินี่แหละ

“งานนี้สอนให้อดทน มีความมานะ เพราะเราใช้เทคนิคอย่างคนรุ่นเก่ามาตลอด แทบไม่ใช่เทคโนโลยีมาช่วยเลย บางครั้งช่างต้องโหมทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสี่ทุ่ม” ช่างฉลุผู้ช่ำชองเผยแง่งามอีกด้านของอาชีพ

“แต่ถ้าหมดผมก็คงต้องจบไป ปล่อยไปตามธรรมชาติแบบนี้แหละ มีงานเข้ามาก็ทำ ไม่มีงานเดี๋ยวก็นั่งมองหน้ากับช่างกันไปก่อน”

ระหว่างที่คู่สนทนาใช้น้ำเสียงเรียบนิ่ง สิ้นหวังปนเศร้า ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงเจือหัวเราะในลำคอเบาๆ พอให้บทสนทนาไม่แห้งแล้ง เรารู้สึกเสียดายอย่างจับใจ เมื่อได้รู้ว่าเถ้าแก่ไม่มีแผนส่งต่อทักษะอันน่าทึ่งแขนงนี้ให้ใคร อีกใจก็ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เช่นเดียวกัน

ลึกๆ เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนที่หลงใหลในเสน่ห์ และเห็นคุณค่าของงานคราฟต์ทำมืออย่างการฉลุแผ่นป้ายโลหะของร้านจิรวัฒน์เสมอ และเชื่อยิ่งกว่าว่าคนเหล่านี้พร้อมช่วยเหลืออุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยมากฝีมือเจ้านี้ให้คงอยู่ เป็นหลักฐานแสดงความเรืองรองของงานช่างโลหะไทยได้อีกนาน

หวังว่าพวกเขาคงจะเดินทางมาพบกันในเร็ววัน

เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายคล้อยเต็มที บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราชิงรบเร้าให้เถ้าแก่โชว์เหนือฉลุสังกะสีให้เห็นก่อนคราวอำลามาถึง

“ได้ มาสิ” นายช่างตอบรับ แล้วลุกขึ้นเดินฉับไปคว้าเก้าอี้ตัวกลม วางลงท่ามกลางหมู่ช่าง นั่งลงจัดท่าทางทะมัดทะแมง สวมแว่นตาเติมความแม่นยำ มือขวากำค้อนแม่นมั่น ยกขึ้นกระแทกเข้ากับแท่งสิ่วไซส์จิ๋วที่ประจำอยู่บนร่องรอยแนวฉลุ เสียงโลหะกระทบกันดังทีแล้วทีเล่า จนออกมาเป็นตัวอักษรตามแบบ

สองมือของเขาจับผลงานขึ้นมาใกล้หน้าเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนบ่ายหน้าไปหาเพื่อนร่วมงานแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุขโดยไม่ได้นัดหมาย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ร้านจิรวัฒน์

รับฉลุป้ายโลหะสำหรับใช้ทาสีหรือพ่นสีทับลงบนพื้นผิววัสดุเจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง 

ที่ตั้ง : เลขที่ 363 ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2266 8669

วันนี้เทคนิคระดับเซียนจากร้านจิรวัฒน์ได้โคจรมาเจอกับกลเม็ดการดีไซน์เครื่องประดับสุดเก๋จากแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ Lohameka Studio ร่วมกันต่อยอดของดีสุดเก๋าประจำย่านเจริญกรุงให้คงอยู่ต่อไปในโครงการ Made in Charoenkrung 2 โดย Creative Economy Agency (CEA) ทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกเฉพาะผู้เขาร่วมงาน Bangkok Design Week 2021 ติดตามงานออกแบบทั้งหมดของโครงการเมดอินเจริญกรุงได้ที่ madein.myneighbour

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load