11 กรกฎาคม 2561
11 K

น้ำยาปรับผ้านุ่มที่บ้านของคุณกลิ่นอะไร?

หอมสะอาดสดชื่น หอมละมุนเหมือนแดดยามเช้า หรือหอมเหมือนอยู่ในทุ่งดอกไม้

ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นไหน กลิ่นที่อยู่บนเสื้อของคุณตอนนี้อาจเป็นผลงานออกแบบของ ก้อย-ชลิดา คุณาลัย Scent Designer ที่ดีไซน์กลิ่นให้สินค้าสารพัดอย่างมากว่า 20 ปี นับรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซักผ้าภาคพื้นเอเชีย ไปจนถึงอาหารและสถานที่

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“กลิ่นที่คนแต่ละชาติชอบแตกต่างกัน เราต้องเข้าใจว่าคนไทยชอบไม่ชอบกลิ่นอะไร คนอินโดนีเซียชอบไม่ชอบกลิ่นอะไร ส่วนคนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะเขาชอบกลิ่นแนวเดียวกับคนยุโรป”

นักออกแบบกลิ่นอธิบายการออกแบบสิ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยจมูก

“หรือถ้าชอบกลิ่นเดียวกันก็ไม่เหมือนกันเรื่องความแรง เอาง่ายๆ อย่างจีนกับอินเดีย ถ้าเอากลิ่นผลิตภัณฑ์จากจีนไปให้คนอินเดียดม เขาจะไม่ได้กลิ่น เพราะหนึ่ง อาหารการกินของคนจีนจืดกว่า สอง เขากลัวสารเคมีมาก สมมติถ้าหยดน้ำหอมลงไป อาจจะใช้ประมาณ 0.2% เท่านั้น ในขณะที่ชีวิตคนอินเดียอยู่กับกลิ่น อยู่กับเครื่องเทศ ดังนั้น ถ้าเอากลิ่นของอินเดียไปให้คนจีนดม เขาก็รู้สึกว่าฉุนเกินไป”

ก้อยเสริมว่านอกจากออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ การออกแบบกลิ่นหรือ Scent Marketing ยังใช้ได้กับพื้นที่ เช่น ห้าง โรงแรม จะปล่อยกลิ่นหอมเพื่อเพิ่มยอดขาย เพราะเมื่อกลิ่นหอมถูกใจ กลิ่นจะทำให้ลูกค้าเพลิดเพลิน ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ขายนานขึ้น และมีอารมณ์อยากจับจ่ายมากขึ้น

นอกจากออกแบบกลิ่นเพื่อการค้า ก้อยยังใช้พลังของกลิ่นทำโครงการสนุกอื่นๆ เช่น เปิดคลาสสอนการปรุงกลิ่นให้คนทั่วไป ทำแผนที่กลิ่นกรุงเทพฯ กับ TEDxBangkok จับคู่วิจัยเรื่องกลิ่นและสมองกับวิศวกรชีวการแพทย์ ไปจนถึงใช้กลิ่นทำงานศิลปะกับคนตาบอด

เราพูดคุยกันเบื้องหน้ากล่องหัวน้ำหอมชั้นดีเกือบร้อยขวด คุยไปดมไปอย่างตื่นใจตื่นจมูก เส้นทางสายกลิ่นของดีไซเนอร์หอมหวนชวนสนุก เสียดายที่เราส่งกลิ่นจรุงใจผ่านหน้าจอไม่ได้ จึงขอรินสุคนธรสผ่านตัวอักษรมาทดแทน

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

What is Scent Designing

อาชีพนักออกแบบกลิ่น (Scent Designer) ไม่ใช่นักปรุงกลิ่น (Perfumer)

งานของก้อยคือทำความเข้าใจแบรนด์สินค้า ทำความเข้าใจผู้บริโภค และใช้ความรู้เรื่องน้ำหอม ดีไซน์กลิ่นที่เหมาะกับโจทย์ แล้วอธิบายไกด์ให้นักปรุงกลิ่นใน Perfume House เข้าใจ พวกเขาคือคนที่รับไม้ต่อ ผสมวัตถุดิบในแล็บให้ได้กลิ่นที่ต้องการ ก่อนจะนำกลับมาให้ก้อยใช้จมูกตัดสิน

“หลักในการออกแบบกลิ่นคือพอได้บรีฟมา เราต้องตีเป็นคำก่อน ตอนที่เปิดร้านอาหาร หุ้นส่วนบรีฟมาว่าอยากให้เวลาลูกค้าเดินเข้ามาในร้านแล้วเขารู้สึกว่าเหมือนเดินอยู่ในป่าโปร่งๆ ตามชนบทของยุโรป ความเย็นประมาณ 10 องศา เราก็ตีโจทย์ว่าป่าฝรั่งมีสน มีมอส มีความเย็นเฉียบๆ พอเราได้คำพวกนี้ออกมา เราก็ดูว่ากลิ่นนี้คืออะไร และเราจะหยิบตัวไหนออกมาจากกระเป๋าเราได้บ้าง

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“เรื่องของคาแรกเตอร์แบรนด์ก็สำคัญ ถ้าเราทำแบรนด์ผงซักฟอก 3 แบรนด์ในประเทศเดียวกันหมด แล้วทุกคนพูดเรื่องความสะอาด เราก็ต้องสะอาดไม่เหมือนกัน สะอาดแบบธรรมชาติ สะอาดแบบผู้หญิงฟรุ้งฟริ้ง เราต้องมีวิธีบอกนักปรุงกลิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ สมมุติว่าเขาเอาน้ำหอมมาให้ดมทั้งหมด เราบอกได้ว่ากลิ่นนี้ Smell like a nun กลิ่นเหมือนแม่ชี ดีแต่ไม่น่าสนใจ เราไม่ได้ว่านะ คือเรารู้ว่ามันดี แต่ฉันไม่เห็นคาแรกเตอร์ในนั้น ถ้าคนคนนี้เดินอยู่บนถนนแล้วฉันได้กลิ่นนี้ เขาจะไม่โดดเด่นขึ้นมา

“แต่เราเชื่อมั่นในการทำงานของแต่ละคนนะ หน้าที่ของเราคือเป็นคนไกด์ บอกว่ากลิ่นนี้ได้หรือไม่ได้ เหมือนเวลาเรากินก๋วยเตี๋ยว เราแค่บอกพ่อครัวว่าชามนี้เค็มไป แต่ไม่บอกให้เอาน้ำปลาจากประเทศนั้นมาใส่ ไม่ข้ามเส้นกัน”

เปิดจมูก

ดีไซเนอร์คนนี้เรียนจบด้านรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และนิเทศศาสตร์ สาขาการสื่อสารมวลชน แต่ได้โอกาสทำงานที่บริษัท International Flavors & Fragrances (IFF) หนึ่งในสามบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตน้ำหอมระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมในสินค้าทั่วไปหรือหัวเชื้อกลิ่นอาหารสารพัด การอยู่ในบริษัทเกือบ 10 ปี ทำให้เธอได้ทดลองทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทดลองในแล็บ ออกไปขายงานกับลูกค้า จนถึงวิจัยข้อมูลผู้บริโภค 10 กว่าปีให้หลัง ก้อยเปลี่ยนมาเป็นดีไซเนอร์ด้านกลิ่นให้บริษัทใหญ่ที่ขายสินค้าทั่วเอเชีย โดยไปเรียนคอร์สน้ำหอมที่ฝรั่งเศสเพิ่มเติมทุกปี

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“พอทำงานมากๆ เข้า เราก็รู้สึกว่าเราทำอย่างอื่นได้มากกว่านี้ เราเชื่อว่ากลิ่นมันมีพลัง แทนที่จะออกแบบกลิ่นที่หอมสวยงามอย่างเดียว เราทำงานในนาม Nose Story ซึ่งเหมือนเป็นความรู้สึก ความฝันของเราเอง โอกาสครั้งแรกคือเปิดร้านอาหารที่ทำให้อาหารและเครื่องดื่มมีกลิ่น เราใส่น้ำหอมกินได้ในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ใส่กลิ่นช็อกโกแลตในไวน์แดง ใส่กลิ่นพริกไทยในอาหารให้คนไม่กินเผ็ดทานได้ แต่ไม่รู้สึกเผ็ดร้อน”

ก้อยหยิบขวดสีชาหลายขวดมาให้เราลองเปิดดม กลิ่นกุหลาบ ลาเวนเดอร์ ไปจนถึงช็อกโกแลตน่ากิน เหล่านี้เป็นหัวน้ำหอมรับประทานได้ที่เธอใช้ในงานออกแบบอาหาร

‘นักออกแบบกลิ่น’ ที่ทำแผนที่กลิ่นของกรุงเทพฯ และออกแบบกลิ่นให้สินค้าทั่วเอเชีย

“คนเรามักจะลืมว่าจมูกมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เรามักใช้แค่ตาแค่หูแค่การสัมผัส แต่จริงๆ แล้วจมูกมันเป็น Sense เดียวที่หยุดไม่ได้ เราปิดตาปิดหูไม่แตะอะไร ก็หยุดสัมผัสอื่นๆ ได้ แต่ถ้าเราอุดจมูก สุดท้ายเราก็ต้องเปิด ต้องดมอยู่ดี เหม็นก็ต้องดม เพราะมันคือส่วนนึงของลมหายใจ

“ถ้าพรุ่งนี้คุณตื่นมา ตายละ ไม่ได้กลิ่น จะเกิดอะไรขึ้น คุณจะกินข้าวไม่อร่อย เพราะว่าในปากรับรสเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม ที่เหลือจมูกคุณแต่งรสชาติหมดเลย อีกอย่างถ้าเราดมกลิ่นไม่ได้ เราจะสังเกตสิ่งรอบข้างได้น้อยลง สมมติไฟไหม้ เราก็ต้องรอให้เห็นควัน ให้รู้สึกร้อนก่อนถึงจะรู้ตัว หรือถ้าแก๊สรั่ว จริงๆ แล้วแก๊สไม่มีกลิ่น แต่เคยเกิดอุบัติเหตุแก๊สระเบิดครั้งใหญ่ที่ประเทศอเมริกาแล้วคนเสียชีวิตเยอะมาก เขาจึงต้องใส่กลิ่นในแก๊ส เพื่อเตือนให้คนระวังอันตราย”

หอมกลิ่นกรุงเทพฯ

‘จงใช้ชีวิตด้วยสุนทรียะแห่งกลิ่น’ เป็นหัวข้อการขึ้นเวที TEDxBangkok ของก้อยในปี 2015 (ลองเข้าไปดูเต็มๆ แล้วจะสนุกกับการดมกลิ่นมากกว่าเดิม)

ความหลงใหลแรงกล้าที่มีต่อกลิ่นทำให้ก้อยทำโปรเจกต์สนุกๆ อื่นกับ TEDxBangkok ในปีต่อมา นักออกแบบสร้าง ‘แผนที่มากเรื่องราว’ หรือ Scent map of Bangkok ให้คนทำความรู้จักกรุงเทพฯ ผ่านกลิ่น

“เราทำแผนที่กรุงเทพฯ แล้วปักหมุดที่สำคัญ เช่น วัดแขก สวนสัตว์ดุสิต คลองแสนแสบ ปากคลองตลาด สวนจตุจักร แล้วเอากลิ่นต่างๆ ให้เขาดมแล้วเลือกว่าแต่ละกลิ่นอยู่ที่ไหน เพราะเราอยากรู้ว่าแต่ละคนรู้จักกรุงเทพผ่านกลิ่นยังไง สิ่งที่น่าสนใจคือการรับรู้กลิ่นขึ้นอยู่กับวัยคน เช่น เยาวราชตามความรู้สึกเราคือกลิ่นยาจีน แต่รุ่นหนุ่มสาวบอกว่าเยาวราชเป็นกลิ่นซีฟู้ด

“อย่างจตุจักรในความรู้สึกเราคือ กลิ่นต้นไม้เขียวๆ สบายๆ แต่หลายคนหยิบกลิ่นแบบ Floral ของปากคลองตลาดมา เราก็งงเลย เป็นจตุจักรได้ไง เขาบอกว่าในตลาดจตุจักรขายเครื่องหอมเยอะ แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดจนน่าตกใจมากคือคลองแสนแสบ ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ดมแล้วตรงกันคิดตรงกันหมด (หัวเราะ)

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“การทำกลิ่นเหม็นยากกว่ากลิ่นหอมมาก มันเป็นงานทดลอง คิดจนเที่ยงคืนยังคิดไม่ออกว่ามันจะเหม็นยังไง จนถึงจุดที่คิดว่าฉันต้องออกไปตักน้ำคลองมาใส่ขวดให้คนดม แต่ทำไม่ได้เพราะมันอันตราย เชื้อโรคทั้งนั้น สุดท้ายเลยคิดออกว่าการที่คลองเน่าหรือเหม็นมาจากโคลน เพราะคลองมันตื้น เวลาใบพัดเรือตีก็มีโคลนขึ้นมา แล้วก็มีคนทิ้งของเน่า อาหารเน่าเสียก็ต้องเปรี้ยว มีคนอึ คนฉี่ เราก็นั่งคิดๆ ของเราไป อ๋อ มันต้องมีกลิ่นแบบนี้ กลิ่นอาหาร กลิ่นควัน มันถึงได้ออกมาและสะท้อนปัญหากรุงเทพฯ”

‘นักออกแบบกลิ่น’ ที่ทำแผนที่กลิ่นของกรุงเทพฯ และออกแบบกลิ่นให้สินค้าทั่วเอเชีย ‘นักออกแบบกลิ่น’ ที่ทำแผนที่กลิ่นของกรุงเทพฯ และออกแบบกลิ่นให้สินค้าทั่วเอเชีย

นักออกแบบหยิบกลิ่นหอมสดชื่นของ Galbanum และมอสมาให้เราดม เธอบอกว่าคนไทยหลายคนไม่ชอบกลิ่นเขียวๆ ขนาดศัพท์ภาษาไทยยังมีคำว่าเหม็นเขียว สะท้อนวัฒนธรรมว่าเราไม่ชอบกลิ่นพืชกันสักเท่าไหร่ แต่จะหอมหรือเหม็น มันก็เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น สิ่งที่จริงคือมลพิษที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังดมอยู่ทุกวันต่างหาก

“ถ้าเราเลือกกลิ่นในอุดมคติให้กรุงเทพฯ ได้คือกลิ่นเขียวๆ เฟรชๆ แบบญี่ปุ่นหรือยุโรป ถ้ากลิ่นเย็นๆ แบบนั้นเป็นของกรุงเทพฯ ได้ก็คงจะดี”

ดมกลิ่นศิลปะ

ดมกลิ่นรอบตัวไปแล้ว ก็ได้เวลากลับมาสำรวจการดมของตัวเอง นักออกแบบกลิ่นจับมือกับ ผศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นสปีกเกอร์ของ TEDxBangkok 2016 ทำโครงการ Brain Smells เพื่อสำรวจการรับรู้กลิ่นของสมอง
“อาจารย์เชนเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมอง เราคุยกันว่ากลิ่นเป็นประสาทสัมผัสเดียวใน 5 ประสาทของมนุษย์ที่ต่อตรงถึงสมอง ส่วน ตา หู ปาก สัมผัสทุกอย่าง ต้องผ่านต่อมใต้สมองเพื่อแปลงสัญญาณออกมาก่อน แต่กลิ่นมันถึงเลย เพราะฉะนั้นถ้าสังเกตดู เวลาเราเห็นอะไร ได้ยินอะไร เราจะนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ได้ แต่ถ้าเราจำด้วยจมูก มันไม่ได้มีแค่ภาพจำอย่างเดียว แต่มันมีความรู้สึกมาด้วย

“คิดง่ายๆ มีหลายคนที่ได้กลิ่นน้ำหอมบางกลิ่นแล้วนึกถึงแฟนเก่า ไม่ได้แค่นึกหน้า มันคิดถึงความทรงจำที่ดีต่อกลิ่นนี้ตอนนั่งข้างๆ กัน หรือไม่ก็นึกถึงความทรงจำไม่ดีตอนที่เราอกหัก เราเลยทดลองวัดคลื่นสมองคนด้วยกัน เราดีไซน์กลิ่นคู่กับสี อาจารย์ดีไซน์โปรแกรมจับคลื่นสมอง”

ผลของการทำงานระหว่างสองศาสตร์คืองานศิลปะ Installation Art ผู้เข้าร่วมต้องใส่เครื่องมือจับคลื่นสมองที่ศีรษะ เมื่อดมกลิ่นแล้วกดปุ่ม สีจะหยดลงมาบนผืนนมสีขาวเหมือนผืนผ้าใบ เนื่องจากเเต่ละคนมีความทรงจำไม่เหมือนกันหรือมีวิธีการรับกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภาพของทุกคนจึงต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์

ก้อยหยิบกลิ่นที่เธอจับคู่กับสีต่างๆ มาให้ดม สีขาวให้ความรู้สึกแป้งๆ สะอาดๆ สีแดงคล้ายกุหลาบ สีเหลืองสนุกสนานเหมือนกลิ่นขนม สีฟ้ากลิ่นเย็นสงบ ความน่าสนใจคืองานนี้ให้คนตาบอดมาร่วมกิจกรรมด้วย และก็ทายสีได้ไม่ผิดกับคนตาดี เพราะแม้จะมองไม่เห็น แต่การรับรู้บริบทสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของพวกเขาไม่ต่างกับคนที่ตามองเห็น

ปิดตาดม

จากงานศิลปะหนึ่งชิ้นต่อยอดกลายเป็นโครงการต่อเนื่อง นักออกแบบกลิ่นร่วมทำงานกับ หลุยส์-กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ ผู้ก่อตั้งคณะละครเวที Blind Theatre สำหรับทั้งคนตาบอดและคนตาดี

ละครเวทีที่ทุกคนปิดตาชม ก้อยออกแบบกลิ่นสำหรับการเปลี่ยนฉาก เมื่อเรื่องเคลื่อนจากป่าไปโรงพยาบาลก็เปลี่ยนกลิ่น เป็นงานศิลปะที่ปิดสัมผัสหนึ่ง เพื่อเปิดอีกสัมผัสให้เราสนุกกับศิลปะได้อย่างเท่าเทียม

จากนั้นก้อยและหลุยส์ก็ร่วมมือกับนักศิลปะบำบัดเพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ว่าคนตาบอดทำงานศิลปะแบบ Visual Art ไม่ได้ ในนาม The Nose Thailand

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“โลกของศิลปะคือโลกของการใช้ตาเห็น ทุกอย่างใช้ทฤษฎีสี สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว สีดำ เราเลยคิดว่าใช้กลิ่นเป็นตัวบ่งบอกสีได้มั้ย เราคุยกับนักศิลปะบำบัดว่าสีแต่ละสีในทางศิลปะบำบัดหมายถึงอะไร อารมณ์ความรู้สึกอะไร แล้วออกแบบกลิ่นให้ตอบโจทย์นั้น ซึ่งปรากฎว่าน้องๆ ตาบอดเก่งกว่าเรามาก”

ในโลกมืดและโลกสว่าง กลิ่นพาทุกคนไปหาศิลปะทั้งสิ้น โครงการนี้จึงทำให้เยาวชนคนตาบอดฝึกงานปั้นหรือศิลปะจากกระดาษได้สม่ำเสมอ

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“ตอนนี้เราตั้งใจทำเรื่องกลิ่นที่เป็นสีให้น้องๆ คนตาบอด แต่งานถัดไปที่อยากทำมากเลยคือออกแบบกลิ่นให้โรงพยาบาล เรานึกถึงคนป่วยหรือเด็กๆ ที่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ พอเขาไปก็ต้องดมแต่กลิ่นโรงพยาบาล แล้วเราก็เห็นการใช้กลิ่นช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่สิงคโปร์ กลิ่นช่วยกระตุ้นความจำได้ เราหวังว่าถ้าได้ไปนั่งคุยกับคนในครอบครัวของผู้ป่วย แล้วออกแบบกลิ่นที่เขาผูกพันมาให้ มันน่าจะช่วยความจำในสมองและทำให้เขากลับมาคุยกับคนในครอบครัวได้ และมีความสุขมากขึ้น”

เส้นทางสายกลิ่นของนักออกแบบคดเคี้ยวและยังทอดยาวไปอีกไกล ก่อนเราจะกล่าวลาเธอและกลิ่นน้ำหอมของเธอ สุดท้ายที่ก้อยฝากไว้ให้ดมไม่ได้อยู่ในขวด แต่เป็นกลิ่นเมื่อเราเดินทางกลับบ้าน

“ตอนขึ้นรถไฟฟ้าขากลับ ถ้าได้กลิ่นอะไร ลองนึกดูว่าคนที่อยู่ข้างๆ เราหน้าตาเป็นยังไง บางทีคนละเรื่องกับที่ตาเห็นเลยนะ”

ก้อยหัวเราะ

เราสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ สิ่งที่ติดจมูกตลอดทางกลับคือโลกที่ต่างไปจากเดิม

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

ขอบคุณ ชลิดา คุณาลัย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

1 พฤศจิกายน 2565
2 K

“ไม่ได้เป็น Expert ทางด้านไหนซะทีเดียว แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนรวบรวมพอมาเป็นผลงานได้”

เนตร พันธุมสินชัย หรือที่รู้จักกันในฐานะ ‘Wayward Gods’ บ้าง ‘Create! Nate! Create!’ บ้าง อธิบายความชอบอันมากมายหลากหลายของเขา 

ความชอบไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียว เป็นเรื่องปกติที่คนเรามักมีความชอบหลายแนวทางและรูปแบบ มีความสามารถมากกว่าหนึ่ง แม้อาจไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยทุกความชอบและความหมกมุ่นเหล่านั้น คงนำทางเราไปสู่เส้นทางไหนสักทาง ไม่ต่างกับเนตรที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker แต่สิ่งที่เราเห็นเขาทำในวันนี้ช่างมากกว่าสิ่งที่เขานิยามตัวเอง

เขาทำตั้งแต่วาดการ์ตูน เขียนบท กำกับ ออกแบบฉาก ออกแบบตัวละคร ออกแบบกราฟิก 3D ไปจนถึงคนทำ CG ซึ่งเพจ Wayward Gods เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่เกิดจากความชอบศิลปะไทยนำมาผสมผสานกับความเป็น Cyberpunk ผ่านคาแรกเตอร์ยักษ์ที่โลดแล่นบนโลกของ CG

มีโอกาสได้คุยกับเนตรทั้งที เขาเล่าเรื่องความชอบในแต่ละช่วงวัยให้ฟัง เริ่มจากฉากความฝันวัยเยาว์ของการอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ฉากวัยรุ่นทำหนัง ฉากวัยทำงานด้านออกแบบ รวมไปถึงผลงาน 4 ชิ้นที่เนตรได้เรียนรู้ 

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ฉากเปิด

เนตรเติบโตที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวที่พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นวิศวกร

ตัวเขาย้ายกลับมาเมืองไทยอีกครั้งตอนประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนโรงเรียนอินเตอร์จนจบการศึกษามัธยมปลาย แล้วย้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการตลาดที่อเมริกา ฟังยังไงก็ดูไม่มีตรงไหนเกี่ยวกับวงการศิลปะเลย

แต่เบื้องหลังของการอยู่กับตัวเลข คลุกคลีในด้านการตลาด เขาชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ และเสพติดการดูการ์ตูนในทุกรูปแบบ ดูการ์ตูนญี่ปุ่นตอนประถม อ่านการ์ตูนคอมมิกตอนมัธยม เขาโตมากับพวกซูเปอร์ฮีโร่ สไปเดอร์แมน แบทแมน Marvel ต่าง ๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนกลายเป็นความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่ยังเล็ก

“จำได้ตอน ป.5 คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็เขียนไปว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน พ่อชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” เขาหัวเราะ

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ดูเหมือนว่าแววศิลปะเขาจะเฉิดฉายตั้งแต่วัยเยาว์ ความชอบของเขาตะโกนออกมาผ่านทางสิ่งที่ทำอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่ถูกผลักดันไปอีกทางหนึ่ง จึงเป็นทางแยกระหว่างสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เรียน ถึงแม้ว่าเขาจะหันกลับไปทางแยกตรงนั้น เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง แต่ก็…

“เราตั้งใจจะไปเรียน Film School ที่อเมริกาต่อ ก็สมัครไป แต่ไม่เข้ารอบสักอันเลย” เนตรขำตัวเอง “ก็เราไม่ได้เรียนทางด้านนี้อยู่แล้วเนอะ มีแต่แบกกราวนด์ธุรกิจ” 

ดูเหมือนจังหวะของโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง แล้วเรียนรู้จากที่ไหน ถ้าไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้โดยตรง เราถามเขา

“จริง ๆ YouTube เป็นอันที่เรียนรู้เองมากที่สุด เพราะไม่ได้ไป Film School ไม่ได้ไป Art School พยายามเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ด้วยการเรียนกราฟิก เรียน CG เรียนวาดรูปผ่านสิ่งรอบตัว

“เมื่อหลายปีที่แล้วเรามีโอกาสไปสอนที่ธรรมศาสตร์ ไปสอน Storytelling เด็กที่เรียนพวก 3D เราก็ไปสอนเป็นคอร์สเลย รู้สึกอิจฉาพวกน้อง ๆ นะที่ได้เรียน ในวัยนั้นเราก็อยากเรียนอะไรแบบนี้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนเลย”

ดำเนินเรื่อง

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

แล้วก็มาถึงก้าวสำคัญของเนตร จากคนที่ชื่นชอบการวาดการ์ตูน เขาเลือกเดินทางตามใจตัวเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ด้วยการหันหลังให้กับด้านการตลาดที่เรียนมา แล้วหันมาทางสายครีเอทีฟมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เหมือนเส้นทางสู่ Film Maker จะเริ่มชัดเจนแล้ว

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“ผมวาดการ์ตูนเล่มนี้ ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี เขียนด้วยตัวเอง ไม่ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน เสร็จแล้วก็ลองส่งไปที่ค่ายหนังเมืองไทย ส่งไปทางกันตนา แล้วค่ายก็เรียกเราไปคุย จากนั้นเราก็ได้ทำงานที่กันตนาในด้านเขียนบท เริ่มจากการทำด้าน Storytelling วาดการ์ตูน และขยับไปทางแอนิเมชัน

“ตอนนั้นไปคุยกับ คุณจาฤก กัลย์จาฤก ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของกันตนา เขาบอกว่าลองไปทางแอนิเมชันไหม เราก็เลยโอเค แล้วก็ได้สนิทกับ พี่คำป้อน-คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับ ก้านกล้วย ผมทำงานกับเขาตลอดเวลาที่ทำกันตนา ได้ช่วยเขียนเรื่อง Echo Planet ที่เป็นหนังของเขาด้วย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ เป็นการ์ตูนที่เขาลงทุนเยอะเหมือนกัน”

ตอนนั้นเส้นทาง Film Maker ของเนตรเหมือนจะไปได้สวย และได้ต่อยอดฝีมือมากมายจากการเข้าไปอยู่ที่กันตนาในฐานะฟรีแลนซ์เป็นเวลาหลายปี

จนเขาเริ่มหันมาทำของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยไม่ได้พึ่งทางค่ายไหน แสดงผลงานผ่านทางยูทูบชาแนล Create! Nate! Create! ใน 3 ปีหลัง เนตรมีความสนใจทาง CG มากกว่าเดิม จึงลองฝึกฝนด้วยตัวเอง เน้นการเรียนรู้ผ่านทางยูทูบอย่างที่เคยทำ

“เพราะยูทูบเต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ เป็นแรงบันดาลใจว่า ผมเองก็น่าจะทำแบบนั้นได้เหมือนกันนะ!”

เขาเริ่มจากงานชิ้นแรก ๆ ด้วยการลองทำ MV เพลง Enough for Loneliness and Internet Today ของวง TELEX TELEXS

“MV นี้เป็นชิ้นแรกที่เราพยายามจะทำ 3D ผสมกับภาพถ่าย ออกไปถ่ายตอนตี 2 ตี 3 ที่สยาม ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยถ่ายกลางถนนได้ ถ่ายเป็นวิดีโอประมาณ 2 คืน มันเป็นฟีล ๆ เพลงเหงา ลองทำเล่น ๆ เฉย ๆ ไม่ได้หาตังค์กับเรื่องพวกนี้เลย ทำเพื่อเรียนรู้ ฝึกทำ”

ฉากไคลแมกซ์

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เส้นทางการมาสาย CG ของเนตรเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Wayward Gods ก็ปรากฏขึ้น นั่นทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในชื่อนี้

“Wayward Gods เป็นเทพที่บิดเบี้ยวไปในทางที่เพี้ยนหน่อย ๆ เหมือนเทพที่ไม่ธรรมดา ไม่ได้ตามเส้นทางปกติ เพราะมัน Cyberpunk” เนตรเล่าอย่างอารมณ์ดี

จุดเริ่มต้นของ Wayward Gods เกิดจากความชอบเช่นเคย ไม่ต่างจากชิ้นงานอื่น ๆ ที่เขาเริ่มต้นทำด้วยความอยากลองในสิ่งที่สนใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเติบโตที่เมืองนอก แต่ก็ยังชื่นชอบความเป็นไทย

“เราชอบยักษ์ จำได้ตั้งแต่เด็กเลย มาเมืองไทยก็เห็นรูปปั้นใหญ่ของยักษ์ เป็นไอคอนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความเป็นไทย เราก็เลยติดใจพวกยักษ์มาก”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นี่คือสิ่งแรกที่ทำ หมวกหัวโขนเทสสึกัณฐ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากทศกัณฐ์แหละ แต่เราอยากได้ชื่อญี่ปุ่น ๆ เลยตั้งว่าเทสสึ! ตั้งใจอยากได้หมวกหัวยักษ์ออกมาเป็นของจริง เป็นหมวกแบบ Cyberpunk ตอนแรกเรามีแค่ความอยากลองเลย จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นโลกของ CG ซึ่งมีหมวกหนุมานด้วย”

แล้วทำไมต้องนำมาผสมกับความ Cyberpunk – เราสานบทสนทนาต่อ

“Cyberpunk เป็นที่นิยมกันมากนะในตอนนี้ ดูบนอินสตาแกรมก็เต็มไปด้วยสไตล์ Cyberpunk หรือเกม Cyberpunk ก็มี  เลยคิดว่าเราลองเอาความเป็นไทยเข้ามาตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

“เรานำความชอบมาใส่ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าการทำด้วยตัวเองจะต้องไปฝึกเรียนกราฟิกให้มาก ๆ ถึงจะออกมาได้ตามแบบที่ต้องการ และทำได้แบบที่ไม่ต้องเสียตังค์ ยกเว้นซื้อคอมเนี่ยแหละ” เขาพูดติดตลก “เพราะทำจริง ๆ แล้วมันหลายล้านเหรียญ หลายล้านบาท แต่โอเค นั่งทำเองก็ได้ มันแค่ต้องใช้เวลา แต่ข้อดีของเทคโนโลยีในปัจจุบันคือทำได้ด้วยตัวเอง”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นั่งปั้นจากโปรแกรม Blender ปัจจุบันในเมืองไทยคนหันมาใช้โปรแกรมนี้เยอะมาก ผมว่าดีที่สังคมออนไลน์ของคนทำ 3D มีเยอะขึ้น ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องโมเดลลิ่ง หลายคนเก่งระดับโลก ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่าเราหลายเท่าเลย เราเป็นแค่มือสมัครเล่น

“จริง ๆ ถ้ามีความใส่ใจและความพยายาม จะทำหนัง ทำเพลง ทำกราฟิก ก็ทำได้หมดด้วยตัวเอง แต่บางอันผมก็ใช้เวลาทำเยอะมาก เช่น คลิป 2 นาที ทำไป 3 เดือน” เขาแซวตัวเอง

ผสมผสาน

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ผลงานจากนิทรรศการ ’10 ปีแรงบันดาลไทย’ ที่เพิ่งจบไป มีส่วนทำให้คนรู้จัก Wayward Gods มากขึ้น โดยเป็นการเล่าเรื่องยักษ์ พญานาค ในรูปแบบ Cyberpunk ผ่านการทำ CG ทั้งหมด ไม่ได้ผสมภาพจริง ซึ่งเป็นผลงานที่เนตรทำคนเดียว และใช้ระยะเวลานานหลายเดือน

“มันต้องปั้นโมเดล พวกโมเดลตึกผมปั้นเอง ส่วนโมเดลคนซื้อมาได้ หรือไม่ผมก็ทำงานร่วมกับศิลปินที่เป็นนักปั้นโมเดลจริง ๆ พวกเขาเก่งมาก ผมไม่ได้เชี่ยวชาญแต่ก็ทำงานร่วมกันได้ จึงเป็นเรื่องดีในแง่ว่าทำให้เราได้เจอและได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เนตรค้นคว้าเรื่องยักษ์อย่างหนักและนำมาดัดแปลงในฉบับตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังของความเป็น Cyberpunk ล้ำสมัยเหล่านี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีและตำนานที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น รามเกียรติ์ หรือ นางสิบสอง

“เราชอบเรื่องยักษ์มาก ยิ่งยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดโพธิ์ อะไรแบบนี้ มียักษ์ที่ปลอมเป็นคน ใช้ชีวิตอยู่กับคนได้ ซึ่งผมชอบไอเดียนี้”

เมื่อได้ยินว่าเนตรมีความสุขแค่ไหน ที่ได้นำความเป็นไทยมาดัดแปลงให้เป็นศิลปะสมัยใหม่อย่าง Cyberpunk เราจึงสงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไรที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้านำความเป็นไทยมาเล่นกับศิลปะ เพราะกลัวดราม่าที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และการทำงานศิลปะไทยอยู่ในความสนใจของคนในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน

“ผมว่ามันเป็นความสร้างสรรค์ของศิลปินนะ ในช่วงนี้มีศิลปะแนวนี้ออกมาเรื่อย ๆ ผมก็ตามศิลปินหลายคนบนโซเชียลมีเดีย ศิลปะแบบนี้มีเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เขาก็ทำเป็น NFT เนี่ยแหละ เขาเอาความแฟนตาซีมาบวกกับความเป็นไทย ผมเลยคิดว่าน่าจะมีคนชื่นชอบไอเดียแบบนี้ น่าจะมีตลาดในแง่นั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ผลของการเรียนรู้

ผลงานที่มากมาย ความชอบที่หลากหลาย วันเวลาที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การต่อยอดที่ประกอบกลายเป็นเนตรในเวอร์ชันปัจจุบัน เราจึงนำ 4 ผลงานที่เปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงวัยของเขามาให้ชาว The Cloud ได้ชมกัน

01 Rainbow Girl Storyboard TRAILER

เป็นหนึ่งในผลงานที่มีสตอรี่เบื้องหลัง เพราะเป็นงานชิ้นแรก ๆ หลังจากที่เขาจบจากกันตนา ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายอย่าง ซึ่งเทคนิคที่ใช้สร้างสรรค์เริ่มจากความชอบและความถนัดเหมือนเดิม คือการวาดการ์ตูนและการเล่าเรื่อง เหมือน Back to Basic อีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มทำ Trailer สตอรี่บอร์ด ‘Rainbow Girl’ ที่ในอนาคตตั้งใจสร้างเป็นหนังแฟนตาซีแฝงไปด้วยดราม่า

“เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีปัญหา ทุกอย่างที่เขาชอบ ที่เขารักในโลกนี้ จะระเบิดกลายเป็นสายรุ้ง” ฟังจากที่เนตรเล่ารู้เลยว่าจะแฟนตาซีแค่ไหน แต่ความดราม่าของเรื่องนี้ก็ไม่แพ้กัน

“เพราะเขาอยู่กับครอบครัวไม่ได้ อยู่กับคนรักไม่ได้ ไม่งั้นทุกคนจะกลายเป็นสายรุ้ง เมื่อผู้หญิงคนนี้รักใคร ทุกอย่างก็จะหายไป ๆๆ จนเหลือแค่ตัวเขาเอง ความทรงจำดี ๆ ที่เขาพยายามเก็บเอาไว้ก็ยังหายไปด้วย มันแย่สำหรับตัวละครนี้มาก ๆ ในแง่หนึ่งเหมือนเป็นหนังสยองขวัญ เป็นความโดดเดี่ยวของเขา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“ได้แรงบันดาลใจมาจากความคิดในใจเราเอง มีบางช่วงในชีวิตที่รู้สึกโดดเดี่ยว เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีอะไรที่พอจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้บ้าง

“ถ้าวันหนึ่งอะไรที่เราชอบหรือเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมานาน แล้วความสุขของเราหายไปทีละนิด ๆ แล้วเราจะเหลืออะไร เหมือนทุกสิ่งที่เรารัก ทีวี แฟน สัตว์เลี้ยงหายไป ก็อยากให้คนดูตั้งคำถามว่าถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ฉันจะทำยังไง เพราะเป็นคำถามที่เราถามตัวเองด้วยว่า เราอยู่แบบนั้นได้รึเปล่า อยู่แบบที่ของที่เรารักหายไปเรื่อย ๆ”

02 “Unfortunately, I’m in love with the Angel of Solitude…” / HARUKA Short Film

ผลงานที่ทำตามกันมาติด ๆ กับผลงานชิ้นแรก เป็นหนังสั้นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถ่ายถึงลอสแอนเจลิส ทำงานกับนักแสดงและทีมงานชาวอเมริกาทั้งกอง ซึ่งเรื่องนี้รวมความชอบของเนตรเอาไว้มากมาย ทั้งเขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด กำกับ ตัดต่อ และเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการเริ่มทำ CG แถมเป็นผลงานที่ได้ส่งเข้า Festival อีกด้วย

“เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงซึ่งเป็นนางฟ้าแห่งความโดดเดี่ยว ความโดดเดี่ยวอีกแล้ว” เขาหัวเราะ “ถึงจะเหงาเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ต้องการอยู่กับคน ใกล้ชิดกับคนไม่ได้ มันมีความขัดแย้งในตัว ผู้ชายพยายามจะทำความเข้าใจกับผู้หญิงคนนี้ ว่าจะอยู่ด้วยกันยังไง จะอยู่ได้ไหม

“เรื่องนี้ก็มีความยากเหมือนกัน เพราะทีมงานเป็นชาวต่างชาติ เขามีสังคมและวิธีทำงานที่ต่างจากเมืองไทย ที่ไทยจะทำงานแบบสบาย ๆ เพื่อน ๆ กัน แต่ที่อเมริกาเขาจะมีกฎเกณฑ์เยอะมาก กว่าจะออกกองได้คือเครียดมาก แต่พอได้ความร่วมมือของคนมากขึ้นมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ”

03 TEEN ยักษ์ / Teaser Trailer (2015)

หนึ่งในผลงานที่เริ่มทำ CG ปั้นโมเดลเยอะขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ

“เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กที่โตมาแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นยักษ์ พ่อของเขาเป็นยักษ์ แต่ไม่ได้บอกแม่ และการที่เขาแตกต่างจากสังคม กลายเป็นความโกรธที่ทำให้เขาเป็นยักษ์ปล่อยพลังทำลายบ้านเมือง ผมจับอินเนอร์ของเด็กที่มีความโมโหต่อโลก คิดว่ามันเหมาะกับความเป็นยักษ์ในแง่ที่บางทีเขาก็เป็นฮีโร่ แต่บางทีเขาก็เป็นผู้ร้าย

“เนื้อเรื่องมีความขัดแย้งกัน มีความวุ่นวาย น่าสนใจมาก เพราะในสังคมทุกวันนี้ก็มีปัญหา เราจึงพยายามถ่ายทอดออกมาในเรื่องที่มีความดราม่า คอเมดี พยายามมีทุกอย่างเพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกและได้อะไรกลับไป

“ตอนเด็ก ๆ ผมก็มีความโมโหต่อโลกนี้เหมือนกัน ความที่เราไม่ได้ป๊อปปูลาร์ ไม่ได้เป็นคนเก่ง ไม่ได้เป็นคนดีอะไร เราเป็นคนธรรมดาที่โดนบุลลี่ ก็เลยคิดว่าถ้านำเสนอออกมาในรูปแบบยักษ์จะเชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์นี้ได้”

แล้วปล่อยพลังได้เหมือนยักษ์ไหม – เราถาม

“ตอนเด็ก ๆ ก็แค่ระเบิดในหัว” เนตรพูดขำ ๆ “มันเต็มไปด้วยความเกลียดโลกและเกลียดตัวเอง พอโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็โอเค ยอมรับโลก ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แต่ความทรงจำนั้นยังอยู่ในตัวเรา แล้วก็พยายามถ่ายทอดมันออกมา”

“มันเป็นแค่ Trailer นะ ยังไม่เป็นหนัง ผลงานชิ้นนี้ส่งไปให้ Netflix ด้วย แต่ไม่ผ่าน (หัวเราะ) เป็นเรื่องของจังหวะด้วย ในชีวิตผมเจอจังหวะที่พลาดมาหลายครั้งแล้ว เช่น เราเกือบจะไปได้กับโปรเจกต์หนึ่ง แต่โปรเจกต์ที่มาก่อนหน้าเราเจ๊ง พอเจ๊ง เราก็เลยอดได้งบทั้งหมดที่กำลังมา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“แต่ยอดวิว Trailer อันนี้ก็เป็นแสนแล้ว เคยแชร์ในเพจ Drama Addict เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผลตอบรับดีมาก มีแต่คนเข้ามาชื่นชม บูมมากในช่วงนั้น”

04 WAYWARD GODS / DIVINE CYBERPUNK PROJECT – CINEMA 4D/AFTER EFFECTS SHORT

“พระเอกเป็นวิญญาณของยักษ์ที่ถูกจับไปอยู่ในร่างคน แต่ก็ไม่ได้มีพลังของความเป็นยักษ์ 100% แล้วเขาต้องหาทางปราบผู้ร้าย

“จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่สุดจากบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เราทำมา คอนเซ็ปต์เหมือนพวกเรื่องไอ้มดแดงอะไรแบบนี้ แต่พระเอกใช้ความรุนแรงไม่ได้ ผมเลยให้เขามีกีตาร์ที่ใช้ต่อสู้กับผู้ร้ายได้

“ผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ผมปั้นเองทุกอย่างเลย ยักษ์ พญานาค กีตาร์ แต่โมเดลคนยังไม่ได้ปั้นเพราะยังไม่เก่ง ตรงมอเตอร์ไซค์ผมก็ยังไม่ได้ทำ แต่มันเป็นความท้าทายของตัวเองในแง่นั้นด้วยว่าทำได้รึเปล่า ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะออกมาแบบนี้ เรานั่งทำด้วยตัวเอง

“ถือว่าเป็นงานที่สุดความสามารถของผมในตอนนี้เหมือนกัน จากการที่เรียนรู้มาทั้งหมดในชีวิต ได้รวมการทำวิดีโอ กราฟิก การตัดต่อ เล่าเรื่องภาพ ถึงเรื่องนี้จะไม่มีความอินเนอร์ใด ๆ แต่เน้นความสนุก” เนตรเน้นน้ำเสียงคำว่าสนุก!

“และในอนาคตก็อยากให้มันดีขึ้นกว่านี้ ดีขึ้นในแง่คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลลิ่งหรืออะไร อันนี้ก็เป็นข้อด้อยของเราที่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราพยายามจะฝึกต่อไป”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation
เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

ฉากต่อไป

สิ่งที่เนตรทำอยู่ในปัจจุบัน ไปไกลกว่าความใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนของเด็กชายเนตรเมื่อตอน ป.5 มาก แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังยอมรับว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่คิด

“จริง ๆ วงการนี้ยากกว่าการเขียนการ์ตูนอีกนะ คนเก่ง 3D มีเยอะมาก แต่ใจเราไปในทางนี้แล้ว รักการ์ตูน รักหนัง รักแอนิเมชัน 

“เราคิดว่าศิลปะภาพยนตร์เป็นอันเดียวที่รวบรวมความชอบของเราไว้ได้ทั้งหมด เพลง แอกติ้ง เขียนบท เลยคิดว่าตัวเองเหมาะกับคำว่า Film Maker มากกว่าจึงเลือกเดินทางสายนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เราจึงอยากรู้มุมมองของเนตรเสียหน่อยก่อนจากลากันไป

ในฐานะที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker เขาอยากให้วงการหนังไทยดีขึ้นอย่างไร ในเมื่อบอกว่าวงการนี้มีคนเก่ง 3D เยอะ

“ความสามารถคนไทยมีกันอยู่เยอะมาก เพียงแค่ไม่มีโอกาส ค่ายหนังไทยส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ดูแพง ๆ เพราะเสี่ยง ซึ่งมันก็เสี่ยงจริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา ใช้คน และใช้ทุนเยอะมาก โอกาสที่จะหากำไรมันก็น้อย

“คนที่เก่งมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ปั้นโมเดลลิ่งในเมืองไทย เขาทำงานให้ฝรั่งด้วย เขาเก่งถึงขนาดที่ไปทำโมเดลให้กับค่ายหนังอเมริกาเลย

“การทำหนังที่ดี จะไม่มีจุดไหนที่ด้อยได้เลย ต้องมีทั้งบท แอกติ้ง ภาพ กราฟิก และเพลง หนังที่ดีต้องดีทุกอย่าง แค่กราฟิกอย่างเดียวไม่พอในการดึงดูดคนมาดู ถ้าคุณบทไม่ดีก็จบแล้วถูกไหม ปัญหาของไทยคือทำให้ทุกอันดีหมดได้ยากมาก มันยังไม่ไปถึงในแง่นั้น”

เกี่ยวกับเรื่องงบด้วยไหม – เราถามต่อ

“ใช่ แต่แค่งบก็ไม่พอ คือคุณมีตังค์ แต่คุณไม่มีตรงนี้ มันก็ยังล้มเหลวได้ ลงทุนมหาศาลได้แต่ถ้าบทไม่ดีคนก็จะยังด่าอยู่ มันโหดมาก วงการหนังคือศิลปะที่แพงที่สุดในโลกนะ ทำเพลงถูกกว่า ทำการ์ตูนถูกกว่า หนังมันเลยไม่ค่อยมีโอกาส ค่ายหนังก็พยายามจะเซฟงบ เพราะไม่ยิงนกไม่ได้หลายนัด”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

เมื่อถึงเวลาต้องลากันจริง ๆ เราขอให้ Film Maker เอ่ยคำลาในฉากจบปิดท้าย

“แค่หวังว่าคนจะชอบงานที่เราทำ แค่ได้คอมเมนต์ที่คนชื่นชอบ เราก็แฮปปี้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว” เนตรอมยิ้มพร้อมเล่าด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน เป็นคำตอบเรียบง่าย จริงใจ และจริงจังของ Wayward Gods

ติดตามและรับชมผลงานได้ที่ : www.waywardgods.net

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load