คุณก็เป็นอีกคนที่ชอบอาหารบ้านๆ รสมือแม่ใช่มั้ยครับ อาหารท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่อาจจะเก็บมาจากหลังบ้านหรือซื้อจากตลาดสดใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงให้สุกและปรุงรสง่ายๆ ด้วยเครื่องปรุงรสที่ใช้กันมาในชุมชน ไม่มีอะไรซับซ้อนหวือหวาหรือสวยงามน่าถ่ายรูปเหมือนบรรดาอาหารตามร้านหรู แต่กลับเป็นอาหารที่กินแล้วช่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน 

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบอาหารแบบนี้เหลือเกิน แม้จะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ก็ตาม แต่เมื่อเดินทางไปที่ไหนก็มักจะเสาะหาอาหารรสมือแม่แบบนี้กินอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้ผมรู้จักกับการ์ตูนเล่มหนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงรสมือแม่แม้เพียงได้อ่าน หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ครัวบ้านบ้าน หรือ MY LITTLE KITCHEN 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ครัวบ้านบ้าน เป็นหนังสือการ์ตูนที่วาดโดย พิชญ์สินี ตั้งกิตตินันท์ หรือ PittMomo ที่เลือกนำเสนออาหารแบบบ้านๆ และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในจังหวัดเชียงรายผ่านสายตาของตัวเอกของเรื่อง นักเขียนการ์ตูนผู้ย้ายจากเมืองหลวงกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิด ได้เรียนรู้และชิมรสอาหารพื้นถิ่นหลากหลาย ซึ่งมีที่มาจากการไปตามหาและเก็บมาจากไร่สวนเทือกนาแถวบ้าน 

ครัวบ้านบ้าน นี้ตีพิมพ์มาถึงเล่มที่ 3 แล้ว ซึ่งเล่มล่าสุดนี้คือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูฝน 2 เล่มก่อนหน้าคือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน (รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 หนังสือประเภทการ์ตูน จากเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 16) และ MY LITTLE KITCHEN 2 : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูร้อน (รองชนะเลิศ Silver Award จากการประกาศรางวัล Japan International MANGA Award ครั้งที่ 13 และล่าสุดรางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทการ์ตูน และหรือนิยายภาพทั่วไป จากเวทีการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำ พ.ศ. 2563 โดย สพฐ.) 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ใช่แล้ว การ์ตูนเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตามฤดูกาล ร้อน ฝน และหนาว

สำหรับคนเมืองอย่างเราๆ จะฤดูกาลไหนก็แทบจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันไปนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์เย็นฉ่ำนั้นก็มีผักเหมือนเดิมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่แตกต่างกัน

แต่สำหรับคนนอกเมืองแล้ว ฤดูกาลและสภาพอากาศนั้นนำมาซึ่งวัตถุดิบและอาหารที่แตกต่างกันไป เราอาจจะหลงลืมหรือไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนเป็นเวลาของไข่มดแดงรสมัน มะม่วงรสเปรี้ยวอมหวานและมันก็ออกมาไล่เลี่ยกัน หรือพอเข้าหน้าฝนนั้นเป็นเวลาของการหาเห็ดหาหน่อไม้และจับปูนา 

นอกจากการปรุงอาหารแต่ละเมนูแล้ว เราจะยังได้เห็นเรื่องราวที่รายล้อมรอบอาหารจานนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเจียงฮาย และที่น่ารักมากที่สุดคือ นี่เป็นการ์ตูนที่ตัวละครพูดคำเมืองกันทั้งเล่ม (แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะคำแปลไว้มุมล่างของทุกหน้า) สำหรับผม นี่จึงเป็นการ์ตูนที่พาเราไปรู้จักโลกของอาหารและวัฒนธรรมที่ผม ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แทบไม่เคยรู้มาก่อนเลย

การประกอบอาชีพเป็นนักเขียนการ์ตูนในประเทศนี้ว่ายากแล้ว ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มันไม่ได้ดึงดูดคนหมู่มากนั้นยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เราจึงขอชวนท่านผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังเจียงฮาย ต้นกำเนิดการ์ตูนเล่มนี้ พร้อมพูดคุยกับ PittMomo ผู้เขียน MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้กัน 

โปรดระวัง เมื่ออ่านจบ คุณอาจจะต้องไปตามหาอาหารเหนือมากินแก้หิวก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้คุณทำงานด้านไหนบ้าง 

ส่วนใหญ่จะเป็นงานวาดการ์ตูนค่ะ ผลงานที่ผ่านมาก็มีทำงานฟรีแลนซ์ วาดหนังสือการ์ตูนสไตล์มังงะ เรื่อง BLUE STREET สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ วาดภาพการ์ตูนอาหารประกอบโฆษณาให้กับเพจ Sizzler Thailand และหนังสือการ์ตูนสไตล์คอมิกเอสเสเรื่อง MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน สำนักพิมพ์ Bunbooks ค่ะ

พิชญ์สินี ตั้งกิตติคุณ เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คุณอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า 

ตอนเด็กเราคิดว่าการวาดการ์ตูนเล่นสนุกดี ชอบวาดเป็นงานอดิเรก ไม่ได้คิดจริงจังว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด ไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามีสำนักพิมพ์ไหนที่รับพิมพ์การ์ตูนบ้าง แต่เคยคิดฝันว่าอยากเป็นนักทำแอนิเมชัน ก็เลยลองมาเรียนทางสายนี้ แต่พอเรียนดูแล้วรู้สึกว่าไปทางนี้ไม่ไหว เราก็เลยเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูน

มีการ์ตูนเรื่องไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณมั้ย

มีคอมิกเอสเสของ อาจารย์นาโอโกะ ทาคางิ (คนเขียนหนังสือเรื่อง ชีวิต 150 cm) และอีกเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจคือ มารูโกะ ทั้งสองท่านเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมาก ลายเส้นน่ารักมาก

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ความทรงจำวัยเด็กที่คุณต่อบ้านเกิดคืออะไร

กับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ซึ่งเมนูฝีมือแม่ที่คิดถึงมากๆ ก็จะเป็นแกงผักกาดจอ น้ำพริกหนุ่ม ลาบคั่ว ที่ทานบ่อยมากเลย

เราจำได้ว่าอาหารสไตล์ภาคเหนือบ้านเราจะทำกินเองทุกวัน ถึงฤดูไหนที่พืชผักโตแล้วก็จะหาเด็ดตามแถวบ้านมาทำ บางทีคุณตาไปนาจับปลา ปู หอย มาให้ด้วย บ้านเรามักจะทานน้ำพริกกับผักบ่อยๆ เพราะทานง่าย ในทุกวันก็จะได้ยินเสียงแม่ตำน้ำพริกค่ะ แม่กับญาติจะช่วยกันทำ บางทีถ้าญาติไม่ว่าง แม่ก็จะทำเองแบบชุดใหญ่ เสร็จแล้วเราก็จัดอาหารแบบวางรวมกันในถาด เรามักจะทานอาหารร่วมกันแบบพร้อมหน้าเสมอ 

แล้วคุณมีส่วนร่วมอยู่ในการทำอาหารเหล่านั้นบ้างรึเปล่า

ตอนเด็กเราก็ช่วยแม่ทำกับข้าวทุกวัน ส่วนใหญ่ก็ทำอาหารพื้นบ้าน เหมือนคุณแม่ก็พยายามสอนเราทำด้วยเผื่อว่าเราเป็นผู้ใหญ่หรือออกเรือนไปจะได้ทำกินเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่เก่ง

ในหนังสือ ครัวบ้านบ้าน ของคุณมีการแบ่งเรื่องราวออกตามฤดูกาล คุณมีอาหารโปรดประจำแต่ละฤดูไหม

ถ้าเป็นฤดูร้อน ชอบทาน ‘ตำมะม่วงใส่ปลาแห้ง’ หน้าร้อนมะม่วงเปรี้ยวดกเต็มต้น เหมาะกินในหน้าร้อนมาก 

ฤดูฝนก็มีเมนูหลายอย่างที่น่ากิน แต่เราชอบ ‘อ่องปูนา’ ใช้มันปูผสมกับไข่ไก่ รสชาติอร่อยมันดี ไม่ค่อยได้ทานบ่อย แต่ปูมีให้จับเยอะมากในช่วงนี้

ส่วนฤดูหนาวก็จะเป็น ‘ข้าวหนุกงา’ หรือโมจิสไตล์เมืองไทย ผสมเมล็ดงาขี้ม้อนมีกลิ่นหอม มีขายกันเฉพาะหน้าหนาว เพราะเขาว่าทานช่วงนี้จะอร่อยมาก

ในการ์ตูนของคุณ มีหลายตอนที่คุณมักจะเขียนให้ตัวเองกินอาหารพื้นเมืองไม่เป็นอยู่เสมอ ในชีวิตจริงคุณมีประสบการณ์กับบรรดาอาหารพื้นเมืองเหล่านั้นยังไง

อันนี้เราเขียนจากประสบการณ์จริง เพราะมันมีอาหารพื้นเมืองหลายเมนูเลยที่เรากินไม่เป็น อย่างพวกผักบางชนิดที่มีกลิ่นแรงหรือพวกแมลงต่างๆ แต่ตอนหลังก็เริ่มกินได้มากขึ้นแล้ว อย่างพวกน้ำพริก เพราะเมื่อก่อนรู้สึกว่าเผ็ดมาก แล้วเราน้ำพริกกินกับข้าวเหนียวไม่เป็น ขนาดผักสดที่เคียงหรือผักในแกง บอกตามตรงว่าเรายังเลือกกินเลย อาหารเหนือส่วนใหญ่ใส่ผักเยอะ ส่วนมากมักเป็นผักพื้นบ้าน จำได้ว่าเคยเลือกกินแต่เนื้ออย่างเดียว (หัวเราะ) 

แต่ตอนนี้ก็ทานได้หลายอย่างแล้ว ไม่เลือกกินเหมือนเมื่อก่อน เห็นเขาบอกว่าผักมีสารอาหารเยอะ ก็เลยเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตอนนี้ที่ชอบกินสุดๆ คือน้ำพริกหนุ่ม

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยนทำให้หันมาสนใจเรื่องอาหารพื้นบ้านจนวาดออกมากลายเป็นการ์ตูน

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเขียนการ์ตูนเรื่อง ครัวบ้านบ้าน เป็นช่วงเวลาที่เราเขียนการ์ตูนอยู่ กทม. หลายปี ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงกับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ก็เลยลองหยิบมาเขียนเป็นการ์ตูนลงเพจเฟซบุ๊กสักตอน ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะมีหลายคนเริ่มสนใจติดตามค่ะ แล้วการที่เลือกจะใช้ภาษาเหนือ เลยต้องติดต่อแม่ให้ช่วยแปลเป็นภาษาเหนือ ก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ห่างเหินจากครอบครัวทางบ้านเท่าไหร่ค่ะ

การ์ตูนตอนแรกนั้นที่วาดเป็นอาหารอะไร

เมนูที่หลายคนอาจคุ้นเคยบ้างอย่าง แกงผักกาดจอ ลาบคั่วกับผักพลูคาว และน้ำพริกอ่อง ซึ่งเป็นอาหารที่ทำบ่อยเหมือนกัน เพราะเป็นเมนูที่เราเองก็ทานได้กับครอบครัว

ในชีวิตจริงคุณทำอาหารบ่อยมั้ย แล้วได้ทำอาหารเหนือบ้างรึเปล่า 

เรามักจะทำอาหารเองบ่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่จะทำเมนูง่ายๆ อย่างต้มยำกับผัดผัก แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำอาหารเหนือเพราะขั้นตอนทำเยอะกว่า แล้วต้องเตรียมตำน้ำพริกก่อนนำไปใส่แกงทุกครั้ง ซึ่งพอมาเขียนการ์ตูนก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ ไม่ค่อยมีเวลาทำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว (หัวเราะ) 

การ์ตูนเกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนสนใจวาดออกมาสักเท่าไหร่ คุณเชื่อมั่นอะไรในสิ่งนี้

ความจริงเราก็ไม่ได้เชื่อมั่นค่ะ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า เราเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยความคิดถึงบรรยากาศทางบ้าน สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจว่าทุกคนชอบก็คือเกี่ยวกับอาหาร เราจึงเขียนพร้อมวิธีทำลงไปคร่าวๆ ด้วย หลายคนก็ชื่นชอบกัน ให้กำลังใจและอยากติดตามอ่านกันมากขึ้น เราจึงตั้งใจเขียนและถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

นอกเหนือจากเรื่องของอาหารแล้ว คุณยังนำเสนอเรื่องอย่างสังคมและวัฒนธรรมด้วย 

เราเขียนการ์ตูนที่มีลักษณะดำเนินเรื่องไปแต่ละวัน และในแต่ละช่วงของฤดูมีวันสำคัญที่มีประเพณีท้องถิ่นที่ทำเป็นปกติ ถ้าไม่ได้นำสิ่งนั้นมาเขียนลงไปก็เหมือนขาดอะไรไป แต่จริงๆ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านเราอยู่แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ภาษาพูด และบรรยากาศ

มีวัฒนธรรมอะไรของชาวเชียงรายหรือคนภาคเหนือที่คนภาคอื่นไม่มี หรือคนภาคอื่นๆ มักเข้าใจผิดมั้ย

‘วันปี๋ใหม่เมือง’ ตรงกับวันสงกรานต์และเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวเหนือ อย่างวันสงกรานต์มีกิจกรรมที่ทำปกติสามวัน แต่แบบล้านนามีพิธีกรรมที่ต้องทำหลายอย่าง ซึ่งอาจยาวไปถึงสี่ถึงห้าวัน อย่างวันแรกที่ตามบ้านทำพิธีล่องสังขาร ทำพิธีสืบชะตา และกินแกงขนุนในวันปากปีหรือวันที่สี่

มีเมนูอาหารเหนือที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในภาคกลางที่เราไม่ควรพลาดเวลาเข้าร้านอาหารเหนือในครั้งต่อไปมั้ยครับ

มีคนแนะนำให้ลองกิน ‘จิ๊นฮุ่ม หมูฮุ่ม ไก่ฮุ่ม’ เป็นอาหารคล้ายแกงน้ำขลุกขลิกที่เคี่ยวเนื้อสัตว์จนเปื่อยของชาวไทใหญ่ 

อีกอย่างก็ ‘ข้าวบ่ายหมูเค็ม’ เป็นข้าวเหนียวยัดไส้แล้วนำไปย่างบนเตาอีกที เป็นของกินล้านนาโบราณ ค่อนข้างหาทานยาก เหล่านี้เราเองก็ยังไม่เคยกิน แต่เห็นเขาบอกมาว่าอร่อย

ผลตอบรับที่ได้จากการเขียน ครัวบ้านบ้าน นั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

ช่วงแรกๆ ที่เขียนก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ค่ะ ก็ไม่ถือว่าขายได้มากเหมือนผลงานอื่นๆ ที่ตรงตามตลาด อาจเพราะงานเราเป็นงานเฉพาะกลุ่มเลยไม่ค่อยแมสด้วยแหละ แต่หลังจากที่ได้รางวัลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คนอ่านก็เริ่มให้ความสนใจกันมากขึ้นตามลำดับค่ะ เราคิดว่าการ์ตูนของเราน่าจะเป็นสื่อกลางที่ช่วยเผยแผ่ความรู้เรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคเหนือให้ผู้คนได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะมีนักอ่านมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า อ่าน ครัวบ้านบ้าน จบแล้วรู้สึกหิว จนต้องรีบไปหาเมนูอาหารเหนือในเรื่องมาลองกินตามเลย

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คิดว่าอะไรทำให้คุณได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น

คิดว่าเป็นความแปลกใหม่มั้ง อาจจะยังไม่เคยมีงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นออกมาเป็นการ์ตูนอย่างจริงจัง มันก็เลยดูน่าสนใจในสายตาของชาวต่างชาติ

การได้รับรางวัลจากทั้งหน่วยงานในไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความหมายอะไรกับตัวคุณบ้าง

คงจะเป็นความภูมิใจที่มีคนมองเห็นคุณค่าในผลงานของเราน่ะค่ะ เพราะตอนที่เราเริ่มเขียนเนี่ยก็ไม่ได้คิดฝันว่าจะมีคนให้ความสนใจการ์ตูนของเรามากขนาดนี้ ปกติคิดแต่ว่าเขียนการ์ตูนยังไงให้เลี้ยงชีพไปได้ยาวๆ แค่นั้น

ที่บ้านรู้เรื่องที่คุณได้รับรางวัลมั้ย แล้วเขารู้สึกยังไงเมื่ออาหารบ้านๆ ที่ทำกันมาตลอดชีวิต แต่กลับได้รางวัลขึ้นมาเลย

รู้ค่ะ เพราะคุณแม่ของเราเป็นคนช่วยแปลภาษาเหนือในเรื่องนี้ให้ด้วย พอรู้ว่าได้รางวัลคุณแม่ก็ดีใจและภูมิใจมากๆ 

มีอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำแต่วางแผนจะทำต่อไปในอนาคตบ้างมั้ย

วางแพลนไว้ว่าจะเขียนอาหารท้องถิ่นให้จบถึงหน้าหนาว แล้วหลังจากนี้ก็อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอย่างนกแก้วที่เลี้ยงดูบ้าง อาจจะแปลกดีที่มีการ์ตูนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นอกจากน้องแมวหรือน้องหมา และในอนาคตอันใกล้ตั้งใจจะย้ายกลับไปเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่บ้านเกิด แต่ก็คิดว่าอาจหางานอื่นทำเพื่อเป็นอาชีพสำรองควบคู่กันไปด้วย เผื่อว่าเขียนการ์ตูนไม่ไหวแล้วน่ะ

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ติดตามเรื่องราวของ PittMomo ได้ที่ Facebook : PittMomo

Writer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หมิง ล่ามพระยา หรือ เจตวีย์ ล่ามพระยา – บุคคลที่แนะนำตัวต่อสาธารณชนบนโลกออนไลน์ว่าเขาคือเด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อ Gap Year ด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศไทยเป็นเวลา 1 ปี โดยมีเงินเก็บติดตัวจำนวน 5,500 บาท (ระหว่างเดินทางเขามีวิธีต่อยอดรายได้จากเงินก้อนแรกด้วยตัวเอง)

หมิงเกิดและเติบโตในจังหวัดนนทบุรี เขามีความสนใจด้านกีตาร์จึงเลือกเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยสาขาวิชาดนตรีสากล ซึ่งการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เขาและเพื่อนจำเป็นต้องเรียนผ่านจอ แม้นเป็นโชคร้ายของเด็กยุคโรคระบาด แต่นั่นทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งรู้ตัวว่า การศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ความต้องการ

เพียงปีเศษ เขาแน่วแน่กับความคิด และตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยทันที

แน่นอนว่าการออกเดินทางไม่ใช่สิ่งแรกที่หมิงจะทำ แต่เขาดันเจอกับ บอล พาเที่ยว ชายผู้มีผลกับการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต เพียง 2 สัปดาห์หลังเจอบอล หมิงกำเงินเก็บ จับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ออกเดินทางทั่วประเทศไทย โดยเขาตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนรู้ 155 ประสบการณ์ใหม่ระหว่างเดินทาง

ขณะบทสนทนาระหว่างเรากับหมิงกำลังเข้มข้น เขาเดินทางมาแล้ว 276 วัน 68 จังหวัด เหลือเพียงแค่ 9 จังหวัดที่เขาต้องพิชิตให้ได้ภายใน 90 วัน และสารพัดประสบการณ์ใหม่ที่น่าลงมือทำ

ทุกหน้าของการเดินทาง หมิงจะบันทึกลงกระดาษและตีพิมพ์ลงหนังสือเล่มแรกของเขา

สิ่งที่เราอยากให้คุณเก็บเกี่ยวระหว่างบทสนทนาขนาดยาวนี้ นอกจากความกล้าและการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่ม นั่นคือประสบการณ์ชีวิตและสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง

สิ่งนั้นช่างล้ำค่า

ล้ำค่าเกินกว่าระบบการศึกษาจะมอบให้เขาได้

ทำไมอยู่ ๆ หมิงก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีแรก

ในช่วงโควิด-19 ไม่ได้ไปมอ ผมอยู่กับตัวเองเยอะ คุยกับตัวเองเยอะ แล้วผมเป็นคนที่ถ้าสนใจทักษะใดทักษะหนึ่ง ก็จะหมกหมุ่นกับมันมาก ทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน ซื้อคอร์สมาเรียน ฟังพอดแคสต์ ดูยูทูบ จนเห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบเรียนมากเลย แต่ว่าผมเรียนหรือโฟกัสสิ่งที่ผมชอบจริง ๆ ได้ทีละอย่างเท่านั้น

ซึ่งระบบการศึกษาเริ่มไม่ตอบโจทย์การเรียนของผม ทั้งเวลา สังคม เพื่อนมหาลัย ผมรู้สึกว่าตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา เลยเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนด้วยตัวเอง

มีสัญญาณบอกไหมว่า ‘ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา’

หนึ่ง ผมเริ่มรู้ตัวเองเป็นคนโฟกัสได้ทีละอย่าง สอง ผมอยากเลือกครูเอง ครูบางคนในมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกว่าเขาเอาเปรียบผู้เรียน เช่น ให้เด็กสอนงานกันเอง ให้รุ่นพี่มาตรวจงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง จนคิดว่าทำไมผมต้องเอาเงินให้คนที่เขาไม่มีความตั้งใจอยากจะสอนด้วย สาม ผมเข้าใจว่าผมเป็นอินโทรเวิร์ต ในเรียนห้องมีคนเยอะ ทำให้ผมไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อ แต่พออยู่คนเดียว ผมมีสมาธิกับตัวเองมากกว่า 

การตัดสินใจครั้งใหญ่ของหมิง คนเป็นแม่เขาว่ายังไงบ้าง

ผมมองตัวเองเป็นหลักครับ ผมเรียนเพื่อตัวเอง แต่แม่อยากให้เรียนให้จบไป ผมมองว่าการเรียนให้จบไป ในมุมหนึ่งมันเสียเวลานะ ซึ่งผมพยายามตะล่อมบอกแม่ตลอดว่า ผมลาออกมาเพื่ออะไร ผมมีเหตุผลสนับสนุนทุกอย่าง ผมมีแผนขั้นต่อไปว่าจะทำอะไรต่อ ผมเพียงแค่ต้องแสดงความตั้งใจนั้นให้แม่เห็น

ซึ่งจริง ๆ ผมไม่ได้จะเลิกเรียนนะ แต่แค่รู้แล้วว่าการเรียนแบบไหนเหมาะกับผมที่สุด

แสดงว่าแม่เห็นด้วย เข้าใจ และซัพพอร์ตสิ่งที่หมิงจะทำ

ใช่ครับ แต่จริง ๆ ตอนจะออกจากมหาลัยเขาไม่สนับสนุนนะ หลังเรียนครบ 1 ปี ก็บอกแม่ว่า มันไม่ใช่แล้วนะ พอขึ้นปี 2 ผมออกเดินทางด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์จากนนทบุรีขึ้นมาเชียงราย พอผ่านการเดินทางครั้งนั้น ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น ผมหนักแน่นแล้วว่าจะลาออกจริง ๆ บอกแม่แล้วลาก็ออกเลย 

แต่ก็โชคดีด้วย มีพี่บอลมาช่วยพอดี

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

‘พี่บอล’ ที่หมิงว่า คือ บอล พาเที่ยว หรือเปล่า

ผมสั่งหนังสือของพี่บอล ตอนนั้นแกมีโปรโมชันว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แกจะขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเองถึงมือ แกก็มาส่งหนังสือถึงหน้าบ้าน ผมเล่าให้แกฟังว่า ลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แกก็แนะนำว่าให้ลองออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับที่แกทำ แกบอกว่าถ้าผมทำก็พร้อมจะสนับสนุน

ช่วงนั้นผมอ่านหนังสือเยอะมาก ปีนั้นอ่านไป 30 เล่ม ผมเลยอยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง พอจังหวะมันได้ มีคนสนับสนุน ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดี ก็ตัดสินใจออกเดินทาง นั่นคือจุดเริ่มต้น

ในบรรดาหนังสือ 30 เล่ม มีเล่มไหนชอบเป็นพิเศษไหม

ปีนั้นผมอ่านหลากหลายประเภทเลย ประวัติศาสตร์ การทำงาน จิตวิทยา นวนิยาย แต่เล่มที่มันคุยกับผมที่สุด คือเล่มของ พี่เบียร์สด ชื่อ โคตรปั่น เขาปั่นจักรยานจากเบตงไปแม่สาย ภาษาเขาเขียนแบบง่าย ๆ และ จริงใจดี

เล่าแผนการเดินทางของหมิงให้ฟังหน่อย

ผมตั้งเป้าว่าจะออกเดินทางทั่วประเทศไทย แวะ 155 อุทยานแห่งชาติด้วยเงินเก็บ 5,500 บาท กับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ผมคิดแล้วว่าเงิน 5,500 บาท มันจะพาผมไปถึงตรงไหน ถ้าเริ่มต้นจากนนทบุรี มันน่าจะไปถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้นะ เผลอ ๆ อาจขึ้นไปแถวภูเก็ตได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมคาดการณ์

ในความเป็นจริง มันไปได้ถึงไหน

เรื่องกลับกลายเป็นว่าต้องอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 3 เดือนเลยครับ

ตอนนั้นเป็นจังหวะที่พี่บอลเขานัดกับเพื่อนพอดี ผมเลยนัดกับเขาที่หาดใหญ่ เขาพาไปสามจังหวัดชายแดนใต้ แล้วพาผมไปเจอกับ บังบิบ เขาปั่นจักรยานทั่วอาเซียนด้วยเงินเริ่มต้น 300 บาท

ช่วงออกเดินทาง ผมเกิดความสับสน เพราะว่าเป้าหมายเดินทางทั่วประเทศไทย ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่ ผมรู้ว่าผมทำได้ เลยมองว่าเป็นโอกาสดีที่ได้หาประสบการณ์ชีวิตและเขียนหนังสือ

หลังจากเดินทางได้ 1 เดือน ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผมชอบอยู่บ้าน ผมไม่ใช่คนชอบเที่ยว

เอ้า แล้วหมิงทำยังไงต่อ เพราะออกเดินทางมาแล้ว

ระหว่างพี่บอลพาผมท่องเที่ยว3 จังหวัด ผมชัดเจนสุด ๆ ว่ามันไม่ใช่ ผมเครียดมากเลย ทำอะไรก็ไม่มีความสุข เลยขอให้พี่บอลพาผมกลับบ้านไปเจอบังบิบที่จังหวัดยะลา ผมนับถือเขาเป็นอาจารย์ ผมเล่าทุกอย่างให้ฟังว่าผมกำลังทุกข์ บังบิบแนะนำว่าให้หยุดเดินทางเพื่อทบทวนตัวเองก่อน

หลังทบทวนตัวเองตามคำแนะนำของบังบิบ เกิดอะไรขึ้นกับหมิงบ้าง

ผมเปลี่ยนโฟกัส ตอนแรกคิดว่าจะไปคุยกับคน 155 อาชีพ ให้เขาส่งต่อคอนเนกชันไปเรื่อย ๆ แต่รู้สึกว่ายังไม่ใช่อีก ก็กลับมาทบทวนว่าผมจะไม่โฟกัสเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว แต่หันมาโฟกัสประสบการณ์ระหว่างการเดินทางแทน เป้าหมายเลยกลายเป็นทดลองเรียนรู้ 155 ประสบการณ์ใหม่จากการเดินทางทั่วประเทศ

ทำไมต้องเป็น 155 ประสบการณ์ใหม่

ล้อมาจากเป้าหมายแรกครับ คือ 155 อุทยานแห่งชาติ

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต
หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

จากการเดินทาง หมิงเปิดประสบการณ์ใหม่ไปเท่าไหร่แล้ว

60 แล้ว (ณ เดือนพฤศจิกายน 2565)

ใน 60 ประสบการณ์ใหม่ มีประสบการณ์ไหนที่ประทับใจมาก ๆ ไหม

ถือศีลอดครับ การถือศีลอดของชาวมุสลิมเขาเริ่มทำกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพื่อฝึกร่างกาย ห้ามกินข้าว ห้ามกินน้ำ ตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเย็น ซึ่งเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

หมิงเรียนรู้อะไรบ้างจากการถือศีลอดครั้งแรกในชีวิต

ผมเรียนรู้ว่าการจะทำอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น ควรตั้งผลลัพธ์ไว้สักหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะผมเคยอยากทำสิ่งนี้มาก ๆ เพราะมันยาก เห็นคนอื่นทำได้ เลยอยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าผมก็ทำได้เหมือนกัน แต่ตลอด 1 เดือนของการถือศีลอด ทำให้ผมเข้าใจว่า ‘การทำเพื่อพิสูจน์คนอื่น แม่งโคตรตื้นเลย’ ผมไม่รู้ว่าจะพยายามทำไปเพื่ออะไรด้วยซ้ำ 

ผมเอาเหตุการณ์ครั้งนั้นไปปรับใช้นะ ผมจะไม่ทำเพื่อพิสูจน์ใครอีกแล้ว แต่จะทำเพื่อผลลัพธ์ที่ผมต้องการ ผมว่าการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันต้องมีความตั้งใจและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

มีประสบการณ์ใหม่ที่ประทับใจจนอยากเล่าสู่กันฟังอีกไหม 

ตอนนั้นอยู่จังหวัดนราธิวาส ผมไม่มีที่นอน เลยไปนอนบริเวณลานจอดรถมัสยิด ประมาณเที่ยงคืน ผมกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่ข้างนอกเต็นท์ พี่อีก 2 คนหลับแล้ว สักพักได้ยินเสียงเด็กจากฝั่งตรงข้ามเรียกชื่อผม ก็เดินออกไปดู เห็นเด็ก 3-4 คน เขาซื้อน้ำชากับโรตีมาให้ เพราะเห็นผมเป็นนักเดินทาง เป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจมากเลย 

ผมได้เห็นน้ำใจของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่คนมองว่าเป็นพื้นที่อันตราย จากวันนั้นทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่สามารถตัดสินคนจากการฟังข่าวได้ ทั้ง ๆ ที่คนในพื้นที่เขาน่ารักมาก ๆ เลย

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

เห็นว่าหมิงไปเรียนบาร์เทนเดอร์ด้วย 

ผมไปเจอคอร์สเรียนของสำนักงานแรงงานแห่งชาติ เขาเปิดสอนหลายอย่าง มีให้เลือกเลยเยอะแยะเลย ผมเลือกเรียนบาร์เทนเดอร์ พอเรียนวันแรกก็ลาออกวันนั้นเลย (หัวเราะ) 

ห๊า ทำไมอะ

เพราะไม่ชอบครับ การเป็นบาร์เทนเดอร์ต้องนั่งดื่มใช่ไหม เอาเหล้าเบียร์มาดื่มหลาย ๆ ประเภท ผมเป็นคนไม่ดื่มเบียร์ ดื่มเหล้า เรียนไปก็ทรมาน มันขมจังเลย ไม่มีความสุขเลย แล้วปลายทางมันจะไปสุดตรงไหนวะ

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องของสภาพร่างกายนะ เหมือนจะไม่เกี่ยวแต่ก็เกี่ยว ช่วงนั้นผมขี่มอเตอร์ไซค์ต่อเนื่องไม่ได้พัก ใช้ร่างกายหนักมาก พอไปเรียน เรียนไม่ไหว สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ ผมเลยจับจุดนั้นมาประยุกต์ใช้ และมองเรื่องความสุขระหว่างทางของการเรียนกับปลายทางที่เป็นที่ผลลัพธ์ผมตั้งไว้

แล้วความรู้สึกตอนใช้ชีวิตบนมอเตอร์ไซค์ด้วยระยะทาง 100 กิโลเมตรต่อวันมันเป็นยังไง

เป็นช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเองมาก ๆ คุยกับตัวเองเป็นหลักว่า ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาผมเรียนรู้อะไรบ้าง ได้ทบทวนความคิดตัวเอง และไอเดียหลาย ๆ ก็อย่างมาจากตอนขี่มอเตอร์ไซค์นะ

จำวันแรกของการเดินทางได้ไหม หมิงขนอะไรใส่มอเตอร์ไซค์คู่ใจคันนี้บ้าง

หนังสือ (พระไตรปิฎก, หมิงซื้อหนังสือ เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ และ แด่คุณ…ที่อยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ เพิ่มระหว่างเดินทาง) พาวเวอร์แบงค์ เต็นท์ เสื้อผ้า โน้ตบุ๊ก แล้วก็ของจิปาถะ แต่อุปกรณ์ที่ประทับใจที่สุด คือ พัดลม เพราะว่าผมอยู่แบบร้อน ๆ ในเต็นท์ พอพกพัดลมมาด้วย มันช่วยชีวิตได้เยอะมาก 

เดินทางมาแล้ว 276 วัน มีวันไหนไหมที่หมิงอยากกลับบ้าน

ไม่มีนะ มีท้อ มีเหนื่อย แต่ผมรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันให้อะไรกับผมบ้าง ผมเรียนรู้มันแบบเข้มข้น และยังคงไม่ถึงเวลากลับบ้าน เพราะยังมีสิ่งที่รอให้ผมเรียนรู้อีกเยอะมาก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนชอบเที่ยว แต่ว่าคุณค่าของการท่องเที่ยวมันคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างทาง ผมเจอผู้คน ผมเจอตัวเอง รวมถึงเจอการจัดการกับความรู้สึก

แต่มีช่วงเวลาเหนื่อยแบบไม่ไหวแล้ว จนร้องไห้ก็มี ไม่นานมานี้

ตอนนั้นหมิงข้ามผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ยังไง

โทรหาแม่ครับ คุยกับแม่ตลอด แม่เป็นคนรับฟัง ผมรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ผมเข้าใจและแก้ปัญหาได้ เพียงแค่ตอนนั้นผมอยู่ในภาวะที่กำลังเหนื่อย ต้องการคุยกับใครสักคน ส่วนใหญ่ถ้ามีปัญหา จะโทรหาแม่เป็นหลัก 

สบายใจขึ้นมั้ย

ใช่ครับ ไม่ต้องเกรงใจเยอะเท่าไหร่ ผมแค่อยากระบายเฉย ๆ ไม่ต้องการคำแนะนำ ผมพูดตรง ๆ กับแม่ได้ คุยกับแม่เกือบทุกเรื่องครับ ถ้าเป็นเรื่องของชายแท้ก็ไม่ได้คุยกับแม่นะ (หัวเราะ)

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต
หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

มีบางคอมเมนต์ในเพจบอกว่าหมิงใช้ชีวิตคุ้มกว่าคนในวัยเดียวกันเสียอีก

ผมขอบคุณที่เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ เพราะมีหลายคนที่ไม่เข้าใจแล้วดูถูก

ผมยังเชื่อว่าการเดินทางให้อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต มากกว่าคนทั่วไป มากกว่าสิ่งที่คนอื่นทั่วไปทำ แม้จะไม่ได้พิเศษที่สุด แต่มันเข้มข้นมาก ๆ มากกว่าวิธีค้นหาตัวเองในรูปแบบอื่น

อาจมีร้อยพันวิธีที่จะค้นหาตัวเอง แต่หมิงเลือกการเดินทาง

ตอนแรกผมไม่เข้าใจคำว่า ค้นหาตัวเอง ด้วยซ้ำ คล้าย ๆ ว่ามันคือการหาอาชีพที่ผมชอบหรอ ตายกับมันได้ใช่มั้ย แต่พอเดินทาง ผมได้อยู่กับตัวเอง ก็เข้าใจว่าชีวิตแม่งมีอะไรมากกว่านั้น 

ท้ายที่สุด การเดินทางให้อะไรกับชีวิตหมิงบ้าง 

มหาศาลครับ ผมเห็นตัวเองในทุกมิติ ได้เรียนรู้จิตใจตัวเอง มันเป็นการเรียนรู้ที่เข้มข้นมาก ๆ และการเดินทางพาผมไปเห็นโลกและเห็นตัวเอง ผมรู้สึกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเข้าใจโลก เมื่อนั้นผมก็จะเข้าใจตัวเอง

อีกเรื่อง คือ ผู้คน การที่ผมเดินทาง ขอเรียกว่า เร่ร่อน แล้วกัน ทำให้เห็นว่าคนปฏิบัติกับผมยังไง ในฐานะที่ผมไม่มีผลประโยชน์กับเขา มันเห็นเลยว่าคนไหนจริงใจกับเรา คนไหนน่ารักกับเรา ชัดเจนเลยนะ

เหมือนว่าก่อนหน้านี้ยังรู้จักตัวเองไม่มากพอหรอ

ผมคิดว่าผมรู้จักตัวเองพอสมควรนะ แต่พอออกเดินทาง มันทำให้รู้ว่า ผมแทบจะไม่รู้จักตัวเองเลย 

แสดงว่าการเดินทางทำให้หมิงเข้าใจตัวเองมากขึ้น

เข้าใจมาก ๆ เลยครับ เข้าใจร่างกายและจิตใจ รู้ตัวเองว่าชอบอะไร จะมีความสุขกับอะไร

ก่อนหน้านี้ผมชอบใช้ชีวิตกลางคืนมาก มันมีสมาธิแน่วแน่ แต่พอออกเดินทาง ผมต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ถ้าเผลอตื่นสาย ผมอาจพลาดอะไรหลาย ๆ อย่าง เลยเลือกเปลี่ยนเวลามาทำงานตอนเช้าแทน ผลลัพธ์ดีมากเลย ผมตื่นมาด้วยใจสะอาด มันมีผลต่องานเขียนทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น งานเขียนเราก็จริงใจมากขึ้นด้วย

ผมว่าผมชอบอยู่กับตัวเองมากขึ้นนะ เพราะมีหลายคนไม่เข้าใจผม ผมก็ไม่อยากคุยกับเขา แต่มันทำให้ผมเห็นความเป็นไปของมนุษย์มากขึ้น บางครั้งผมก็เขินอายน้อยลง กล้าที่จะพูดคุย ผมมองมนุษย์เป็นมนุษย์มากขึ้น 

ช่วยขยายความคำว่า ‘ความเป็นไปของมนุษย์’ ได้ไหม 

แต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง เดินไปในทิศทางของตัวเอง อีกนัยคือ มันทำให้ผมกลายเป็นคนรักสันโดษ ใส่ใจมนุษย์คนอื่นน้อยลง สนใจตัวเองมากขึ้น และได้ยินเสียงของตัวเองดังขึ้น

นอกจากเข้าใจตัวเอง หมิงเข้าใจโลกมากขึ้นไหมจากการเห็นสังคม-วัฒนธรรมที่แตกต่าง

ผมเห็นชัดเจนที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มันแตกต่างจากทุกที่ในประเทศไทย ทั้งวัฒนธรรม ผู้คน ศาสนา เขามีความเชื่อ มีวิธีการสอน มีกฎหมายเป็นของตัวเอง

ผมได้รับความสวยงามจากตรงนั้นมาเยอะมาก พอออกจากภาคใต้ ขึ้นมาภาคอีสานก็เห็นสังคม-วัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง และที่เขาพูดกันว่าคนภาคนี้เป็นแบบนี้ คนภาคนั้นเป็นแบบนั้น ก็ไม่เสมอไปนะ แต่บางอย่างก็จริงด้วย หนักกว่าที่คิด (หัวเราะ)

ผมว่าประเทศไทยเล็กไปสำหรับผม ผมอยากออกไปในโลกที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ อยากไปในพื้นที่ที่ตื่นเต้นกว่านี้

แต่การเดินทางในสามจังหวัดชายแดนใต้มันก็เปลี่ยนโฟกัสในชีวิตของผมมาก ๆ เหมือนกัน

แสดงว่าที่นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของการเดินทางครั้งนี้

เปลี่ยนมากครับ เพราะผมไปอยู่กับชาวมุสลิม เขามีหลักคำสอนที่นำมาใช้ได้เยอะมาก อย่างเรื่องบททดสอบชีวิตรวย-จน สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญก็แตกต่างกัน อย่างคนรวยเขามีเงิน เขาหลงใหลกับเงินตราจนลืมความเป็นมนุษย์ เผลอด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ส่วนคนจนมีเรื่องให้เรียนรู้เยอะมาก จากความพยายามในการเอาชีวิตรอด

และในการเดินทางบางครั้งก็มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ผมก็คิดเสียว่ามันคือบททดสอบ ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จะเรียนรู้ไปกับมันได้ เหมือนมีสัญญาณบอกให้เตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น 

ความสุขของการเดินทางสำหรับหมิงคืออะไร

ความสุขของผมเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างการได้กินของอร่อย ได้ตามใจปากบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ผมอด ๆ อยาก ๆ ต้องกินปลากระป๋อง ขนมปังราดนมข้นหวาน เพราะผมอยากประหยัด ไม่อยากซื้อให้เปลืองตังค์ แต่พอได้ซื้อมาม่าแห้งราคา 15 บาท ใส่ไข่กับไส้กรอก – ทำไมมีความสุขจังวะ มันมีความสุขจริง ๆ นะครับ (ยิ้ม)

ถ้าภารกิจนี้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว หมิงจะเอายังไงต่อกับชีวิต 

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ ทำหนังสือ ผมอยากเขียนหนังสือเล่าเรื่องประสบการณ์ บทเรียน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทาง ซึ่งระหว่างเดินทางผมก็บันทึกลงเพจล่ามพระยาอยู่แล้ว ผมตั้งใจทำเพจขึ้นมาเพื่อสร้างวินัยการเขียนให้กับตัวเอง ถ้าได้ทำหนังสือตามเป้าหมาย ก็จะกลับมาเล่นดนตรีกับเพื่อน 

มีความฝันด้วยนะ อยากเป็นตากล้องของ The Cloud (หัวเราะ)

บันทึกของ ล่ามพระยา เดินทางทั่วไทยด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เงินเก็บ 5,500 บาท เพื่อค้นหาตัวเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

จริง ๆ เป็นคนชอบเขียนไหม

คิดว่าไม่นะ (หัวเราะ) แต่พอเดินทางผ่านไป 200 วัน ก็เจอวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง ผมไม่เล่าทุกอย่างรวมกัน ไม่เล่าทุกอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้น แต่จับประเด็นก่อนว่าอยากสื่อสารอะไร ผมเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น ๆ บ้าง ที่สำคัญ คนอ่านเขาต้องได้อะไรกลับไปจากการอ่านบันทึกของผม

ถ้าหนังสือของหมิงตีพิมพ์ คาดหวังให้คนอ่านได้รับอะไรจากหนังสือเล่มนี้

ผมอยากให้เขาได้รับรู้ถึงคุณค่าของการเดินทาง

ซึ่งหนังสือเล่มนั้นมีชื่อแล้ว

ยังไม่ได้คิดเลยครับ (หัวเราะ)

แล้วจะไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วใช่ไหม

ช่วงแรกผมคิดแบบนั้น แต่ผมดูช่องของ ฟาโรส เขาเล่าเรื่อง สตีฟ จอบส์ เขาเล่าว่าตอนเรียนมหาลัย สตีฟ จอบส์ ก็เลือกเรียนเฉพาะสิ่งที่สนใจเหมือนกัน ผมมองว่าจะเลือกเรียนแบบนั้น ยังคงเข้าเรียนในระบบการศึกษา แต่เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจจริง ๆ ไม่ได้เรียนเพื่อหวังใบปริญญา 

สิ่งแรกที่หมิงจะทำหลังจากกลับถึงบ้านคืออะไร

ผมจะเล่นกับมูมู่ (แมว) 

บันทึกของ ล่ามพระยา เดินทางทั่วไทยด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เงินเก็บ 5,500 บาท เพื่อค้นหาตัวเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ปัจจุบันหมิงเหลือเวลาเดินทางอีก 54 วัน (ตามกำหนด)

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ธนพล บุญสุภา

เกิดและโตเชียงใหม่ ตอนนี้ (พยายาม) ถ่ายภาพเป็นอาชีพ ดื่มอเมริกาโน่ทุกเช้า ออกกำลังกายทุกเย็น มีรอยสักสองลาย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load