คุณก็เป็นอีกคนที่ชอบอาหารบ้านๆ รสมือแม่ใช่มั้ยครับ อาหารท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่อาจจะเก็บมาจากหลังบ้านหรือซื้อจากตลาดสดใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงให้สุกและปรุงรสง่ายๆ ด้วยเครื่องปรุงรสที่ใช้กันมาในชุมชน ไม่มีอะไรซับซ้อนหวือหวาหรือสวยงามน่าถ่ายรูปเหมือนบรรดาอาหารตามร้านหรู แต่กลับเป็นอาหารที่กินแล้วช่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน 

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบอาหารแบบนี้เหลือเกิน แม้จะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ก็ตาม แต่เมื่อเดินทางไปที่ไหนก็มักจะเสาะหาอาหารรสมือแม่แบบนี้กินอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้ผมรู้จักกับการ์ตูนเล่มหนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงรสมือแม่แม้เพียงได้อ่าน หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ครัวบ้านบ้าน หรือ MY LITTLE KITCHEN 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ครัวบ้านบ้าน เป็นหนังสือการ์ตูนที่วาดโดย พิชญ์สินี ตั้งกิตตินันท์ หรือ PittMomo ที่เลือกนำเสนออาหารแบบบ้านๆ และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในจังหวัดเชียงรายผ่านสายตาของตัวเอกของเรื่อง นักเขียนการ์ตูนผู้ย้ายจากเมืองหลวงกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิด ได้เรียนรู้และชิมรสอาหารพื้นถิ่นหลากหลาย ซึ่งมีที่มาจากการไปตามหาและเก็บมาจากไร่สวนเทือกนาแถวบ้าน 

ครัวบ้านบ้าน นี้ตีพิมพ์มาถึงเล่มที่ 3 แล้ว ซึ่งเล่มล่าสุดนี้คือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูฝน 2 เล่มก่อนหน้าคือ MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน (รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 หนังสือประเภทการ์ตูน จากเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 16) และ MY LITTLE KITCHEN 2 : ครัวบ้านบ้าน ภาคฤดูร้อน (รองชนะเลิศ Silver Award จากการประกาศรางวัล Japan International MANGA Award ครั้งที่ 13 และล่าสุดรางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทการ์ตูน และหรือนิยายภาพทั่วไป จากเวทีการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำ พ.ศ. 2563 โดย สพฐ.) 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ใช่แล้ว การ์ตูนเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตามฤดูกาล ร้อน ฝน และหนาว

สำหรับคนเมืองอย่างเราๆ จะฤดูกาลไหนก็แทบจะไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันไปนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์เย็นฉ่ำนั้นก็มีผักเหมือนเดิมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่แตกต่างกัน

แต่สำหรับคนนอกเมืองแล้ว ฤดูกาลและสภาพอากาศนั้นนำมาซึ่งวัตถุดิบและอาหารที่แตกต่างกันไป เราอาจจะหลงลืมหรือไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนเป็นเวลาของไข่มดแดงรสมัน มะม่วงรสเปรี้ยวอมหวานและมันก็ออกมาไล่เลี่ยกัน หรือพอเข้าหน้าฝนนั้นเป็นเวลาของการหาเห็ดหาหน่อไม้และจับปูนา 

นอกจากการปรุงอาหารแต่ละเมนูแล้ว เราจะยังได้เห็นเรื่องราวที่รายล้อมรอบอาหารจานนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเจียงฮาย และที่น่ารักมากที่สุดคือ นี่เป็นการ์ตูนที่ตัวละครพูดคำเมืองกันทั้งเล่ม (แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะคำแปลไว้มุมล่างของทุกหน้า) สำหรับผม นี่จึงเป็นการ์ตูนที่พาเราไปรู้จักโลกของอาหารและวัฒนธรรมที่ผม ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แทบไม่เคยรู้มาก่อนเลย

การประกอบอาชีพเป็นนักเขียนการ์ตูนในประเทศนี้ว่ายากแล้ว ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มันไม่ได้ดึงดูดคนหมู่มากนั้นยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เราจึงขอชวนท่านผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังเจียงฮาย ต้นกำเนิดการ์ตูนเล่มนี้ พร้อมพูดคุยกับ PittMomo ผู้เขียน MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน ถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้กัน 

โปรดระวัง เมื่ออ่านจบ คุณอาจจะต้องไปตามหาอาหารเหนือมากินแก้หิวก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้คุณทำงานด้านไหนบ้าง 

ส่วนใหญ่จะเป็นงานวาดการ์ตูนค่ะ ผลงานที่ผ่านมาก็มีทำงานฟรีแลนซ์ วาดหนังสือการ์ตูนสไตล์มังงะ เรื่อง BLUE STREET สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ วาดภาพการ์ตูนอาหารประกอบโฆษณาให้กับเพจ Sizzler Thailand และหนังสือการ์ตูนสไตล์คอมิกเอสเสเรื่อง MY LITTLE KITCHEN : ครัวบ้านบ้าน สำนักพิมพ์ Bunbooks ค่ะ

พิชญ์สินี ตั้งกิตติคุณ เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คุณอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า 

ตอนเด็กเราคิดว่าการวาดการ์ตูนเล่นสนุกดี ชอบวาดเป็นงานอดิเรก ไม่ได้คิดจริงจังว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด ไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามีสำนักพิมพ์ไหนที่รับพิมพ์การ์ตูนบ้าง แต่เคยคิดฝันว่าอยากเป็นนักทำแอนิเมชัน ก็เลยลองมาเรียนทางสายนี้ แต่พอเรียนดูแล้วรู้สึกว่าไปทางนี้ไม่ไหว เราก็เลยเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูน

มีการ์ตูนเรื่องไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณมั้ย

มีคอมิกเอสเสของ อาจารย์นาโอโกะ ทาคางิ (คนเขียนหนังสือเรื่อง ชีวิต 150 cm) และอีกเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจคือ มารูโกะ ทั้งสองท่านเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมาก ลายเส้นน่ารักมาก

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ความทรงจำวัยเด็กที่คุณต่อบ้านเกิดคืออะไร

กับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ซึ่งเมนูฝีมือแม่ที่คิดถึงมากๆ ก็จะเป็นแกงผักกาดจอ น้ำพริกหนุ่ม ลาบคั่ว ที่ทานบ่อยมากเลย

เราจำได้ว่าอาหารสไตล์ภาคเหนือบ้านเราจะทำกินเองทุกวัน ถึงฤดูไหนที่พืชผักโตแล้วก็จะหาเด็ดตามแถวบ้านมาทำ บางทีคุณตาไปนาจับปลา ปู หอย มาให้ด้วย บ้านเรามักจะทานน้ำพริกกับผักบ่อยๆ เพราะทานง่าย ในทุกวันก็จะได้ยินเสียงแม่ตำน้ำพริกค่ะ แม่กับญาติจะช่วยกันทำ บางทีถ้าญาติไม่ว่าง แม่ก็จะทำเองแบบชุดใหญ่ เสร็จแล้วเราก็จัดอาหารแบบวางรวมกันในถาด เรามักจะทานอาหารร่วมกันแบบพร้อมหน้าเสมอ 

แล้วคุณมีส่วนร่วมอยู่ในการทำอาหารเหล่านั้นบ้างรึเปล่า

ตอนเด็กเราก็ช่วยแม่ทำกับข้าวทุกวัน ส่วนใหญ่ก็ทำอาหารพื้นบ้าน เหมือนคุณแม่ก็พยายามสอนเราทำด้วยเผื่อว่าเราเป็นผู้ใหญ่หรือออกเรือนไปจะได้ทำกินเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่เก่ง

ในหนังสือ ครัวบ้านบ้าน ของคุณมีการแบ่งเรื่องราวออกตามฤดูกาล คุณมีอาหารโปรดประจำแต่ละฤดูไหม

ถ้าเป็นฤดูร้อน ชอบทาน ‘ตำมะม่วงใส่ปลาแห้ง’ หน้าร้อนมะม่วงเปรี้ยวดกเต็มต้น เหมาะกินในหน้าร้อนมาก 

ฤดูฝนก็มีเมนูหลายอย่างที่น่ากิน แต่เราชอบ ‘อ่องปูนา’ ใช้มันปูผสมกับไข่ไก่ รสชาติอร่อยมันดี ไม่ค่อยได้ทานบ่อย แต่ปูมีให้จับเยอะมากในช่วงนี้

ส่วนฤดูหนาวก็จะเป็น ‘ข้าวหนุกงา’ หรือโมจิสไตล์เมืองไทย ผสมเมล็ดงาขี้ม้อนมีกลิ่นหอม มีขายกันเฉพาะหน้าหนาว เพราะเขาว่าทานช่วงนี้จะอร่อยมาก

ในการ์ตูนของคุณ มีหลายตอนที่คุณมักจะเขียนให้ตัวเองกินอาหารพื้นเมืองไม่เป็นอยู่เสมอ ในชีวิตจริงคุณมีประสบการณ์กับบรรดาอาหารพื้นเมืองเหล่านั้นยังไง

อันนี้เราเขียนจากประสบการณ์จริง เพราะมันมีอาหารพื้นเมืองหลายเมนูเลยที่เรากินไม่เป็น อย่างพวกผักบางชนิดที่มีกลิ่นแรงหรือพวกแมลงต่างๆ แต่ตอนหลังก็เริ่มกินได้มากขึ้นแล้ว อย่างพวกน้ำพริก เพราะเมื่อก่อนรู้สึกว่าเผ็ดมาก แล้วเราน้ำพริกกินกับข้าวเหนียวไม่เป็น ขนาดผักสดที่เคียงหรือผักในแกง บอกตามตรงว่าเรายังเลือกกินเลย อาหารเหนือส่วนใหญ่ใส่ผักเยอะ ส่วนมากมักเป็นผักพื้นบ้าน จำได้ว่าเคยเลือกกินแต่เนื้ออย่างเดียว (หัวเราะ) 

แต่ตอนนี้ก็ทานได้หลายอย่างแล้ว ไม่เลือกกินเหมือนเมื่อก่อน เห็นเขาบอกว่าผักมีสารอาหารเยอะ ก็เลยเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตอนนี้ที่ชอบกินสุดๆ คือน้ำพริกหนุ่ม

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยนทำให้หันมาสนใจเรื่องอาหารพื้นบ้านจนวาดออกมากลายเป็นการ์ตูน

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเขียนการ์ตูนเรื่อง ครัวบ้านบ้าน เป็นช่วงเวลาที่เราเขียนการ์ตูนอยู่ กทม. หลายปี ทำให้รู้สึกคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงกับข้าวท้องถิ่นจากฝีมือของแม่ ก็เลยลองหยิบมาเขียนเป็นการ์ตูนลงเพจเฟซบุ๊กสักตอน ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะมีหลายคนเริ่มสนใจติดตามค่ะ แล้วการที่เลือกจะใช้ภาษาเหนือ เลยต้องติดต่อแม่ให้ช่วยแปลเป็นภาษาเหนือ ก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ห่างเหินจากครอบครัวทางบ้านเท่าไหร่ค่ะ

การ์ตูนตอนแรกนั้นที่วาดเป็นอาหารอะไร

เมนูที่หลายคนอาจคุ้นเคยบ้างอย่าง แกงผักกาดจอ ลาบคั่วกับผักพลูคาว และน้ำพริกอ่อง ซึ่งเป็นอาหารที่ทำบ่อยเหมือนกัน เพราะเป็นเมนูที่เราเองก็ทานได้กับครอบครัว

ในชีวิตจริงคุณทำอาหารบ่อยมั้ย แล้วได้ทำอาหารเหนือบ้างรึเปล่า 

เรามักจะทำอาหารเองบ่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่จะทำเมนูง่ายๆ อย่างต้มยำกับผัดผัก แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำอาหารเหนือเพราะขั้นตอนทำเยอะกว่า แล้วต้องเตรียมตำน้ำพริกก่อนนำไปใส่แกงทุกครั้ง ซึ่งพอมาเขียนการ์ตูนก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ ไม่ค่อยมีเวลาทำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว (หัวเราะ) 

การ์ตูนเกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนสนใจวาดออกมาสักเท่าไหร่ คุณเชื่อมั่นอะไรในสิ่งนี้

ความจริงเราก็ไม่ได้เชื่อมั่นค่ะ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า เราเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยความคิดถึงบรรยากาศทางบ้าน สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจว่าทุกคนชอบก็คือเกี่ยวกับอาหาร เราจึงเขียนพร้อมวิธีทำลงไปคร่าวๆ ด้วย หลายคนก็ชื่นชอบกัน ให้กำลังใจและอยากติดตามอ่านกันมากขึ้น เราจึงตั้งใจเขียนและถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด 

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

นอกเหนือจากเรื่องของอาหารแล้ว คุณยังนำเสนอเรื่องอย่างสังคมและวัฒนธรรมด้วย 

เราเขียนการ์ตูนที่มีลักษณะดำเนินเรื่องไปแต่ละวัน และในแต่ละช่วงของฤดูมีวันสำคัญที่มีประเพณีท้องถิ่นที่ทำเป็นปกติ ถ้าไม่ได้นำสิ่งนั้นมาเขียนลงไปก็เหมือนขาดอะไรไป แต่จริงๆ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านเราอยู่แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ภาษาพูด และบรรยากาศ

มีวัฒนธรรมอะไรของชาวเชียงรายหรือคนภาคเหนือที่คนภาคอื่นไม่มี หรือคนภาคอื่นๆ มักเข้าใจผิดมั้ย

‘วันปี๋ใหม่เมือง’ ตรงกับวันสงกรานต์และเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวเหนือ อย่างวันสงกรานต์มีกิจกรรมที่ทำปกติสามวัน แต่แบบล้านนามีพิธีกรรมที่ต้องทำหลายอย่าง ซึ่งอาจยาวไปถึงสี่ถึงห้าวัน อย่างวันแรกที่ตามบ้านทำพิธีล่องสังขาร ทำพิธีสืบชะตา และกินแกงขนุนในวันปากปีหรือวันที่สี่

มีเมนูอาหารเหนือที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในภาคกลางที่เราไม่ควรพลาดเวลาเข้าร้านอาหารเหนือในครั้งต่อไปมั้ยครับ

มีคนแนะนำให้ลองกิน ‘จิ๊นฮุ่ม หมูฮุ่ม ไก่ฮุ่ม’ เป็นอาหารคล้ายแกงน้ำขลุกขลิกที่เคี่ยวเนื้อสัตว์จนเปื่อยของชาวไทใหญ่ 

อีกอย่างก็ ‘ข้าวบ่ายหมูเค็ม’ เป็นข้าวเหนียวยัดไส้แล้วนำไปย่างบนเตาอีกที เป็นของกินล้านนาโบราณ ค่อนข้างหาทานยาก เหล่านี้เราเองก็ยังไม่เคยกิน แต่เห็นเขาบอกมาว่าอร่อย

ผลตอบรับที่ได้จากการเขียน ครัวบ้านบ้าน นั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

ช่วงแรกๆ ที่เขียนก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าไหร่ค่ะ ก็ไม่ถือว่าขายได้มากเหมือนผลงานอื่นๆ ที่ตรงตามตลาด อาจเพราะงานเราเป็นงานเฉพาะกลุ่มเลยไม่ค่อยแมสด้วยแหละ แต่หลังจากที่ได้รางวัลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คนอ่านก็เริ่มให้ความสนใจกันมากขึ้นตามลำดับค่ะ เราคิดว่าการ์ตูนของเราน่าจะเป็นสื่อกลางที่ช่วยเผยแผ่ความรู้เรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคเหนือให้ผู้คนได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะมีนักอ่านมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า อ่าน ครัวบ้านบ้าน จบแล้วรู้สึกหิว จนต้องรีบไปหาเมนูอาหารเหนือในเรื่องมาลองกินตามเลย

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

คิดว่าอะไรทำให้คุณได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น

คิดว่าเป็นความแปลกใหม่มั้ง อาจจะยังไม่เคยมีงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารพื้นบ้านและวัฒนธรรมท้องถิ่นออกมาเป็นการ์ตูนอย่างจริงจัง มันก็เลยดูน่าสนใจในสายตาของชาวต่างชาติ

การได้รับรางวัลจากทั้งหน่วยงานในไทยและญี่ปุ่นนั้นมีความหมายอะไรกับตัวคุณบ้าง

คงจะเป็นความภูมิใจที่มีคนมองเห็นคุณค่าในผลงานของเราน่ะค่ะ เพราะตอนที่เราเริ่มเขียนเนี่ยก็ไม่ได้คิดฝันว่าจะมีคนให้ความสนใจการ์ตูนของเรามากขนาดนี้ ปกติคิดแต่ว่าเขียนการ์ตูนยังไงให้เลี้ยงชีพไปได้ยาวๆ แค่นั้น

ที่บ้านรู้เรื่องที่คุณได้รับรางวัลมั้ย แล้วเขารู้สึกยังไงเมื่ออาหารบ้านๆ ที่ทำกันมาตลอดชีวิต แต่กลับได้รางวัลขึ้นมาเลย

รู้ค่ะ เพราะคุณแม่ของเราเป็นคนช่วยแปลภาษาเหนือในเรื่องนี้ให้ด้วย พอรู้ว่าได้รางวัลคุณแม่ก็ดีใจและภูมิใจมากๆ 

มีอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำแต่วางแผนจะทำต่อไปในอนาคตบ้างมั้ย

วางแพลนไว้ว่าจะเขียนอาหารท้องถิ่นให้จบถึงหน้าหนาว แล้วหลังจากนี้ก็อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอย่างนกแก้วที่เลี้ยงดูบ้าง อาจจะแปลกดีที่มีการ์ตูนสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นอกจากน้องแมวหรือน้องหมา และในอนาคตอันใกล้ตั้งใจจะย้ายกลับไปเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่บ้านเกิด แต่ก็คิดว่าอาจหางานอื่นทำเพื่อเป็นอาชีพสำรองควบคู่กันไปด้วย เผื่อว่าเขียนการ์ตูนไม่ไหวแล้วน่ะ

PittMomo เจ้าของผลงานการ์ตูนคำเมืองแสนอบอุ่น ‘ครัวบ้านบ้าน’ ที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น

ติดตามเรื่องราวของ PittMomo ได้ที่ Facebook : PittMomo

Writer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load